Search Result 91 Found

  • Filters
 
2
รายงานการวิจัยชั้นเรียนเรื่องการวัดความสัมฤทธิผลจากการสอนโดยใช้สื่อการสอน 3 วิธีวิชาการบัญชีชั้นกลาง 1 คณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
Measuring effectiveness of teaching by using three teaching methods in intermediate accounting 1 faculty of accountancy Dhurakijpundit university
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : ดารณี เอื้อชนะจิต
107
การวิจัยชั้นเรียนเรื่อง “การวัดความสัมฤทธิผลจากการสอนโดยใช้สื่อการสอน 3 วิธี วิชาการบัญชีชั้นกลาง 1 คณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์” ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปรียบเทียบการสอนโดยใช้สื่อการสอนแตกต่างกัน 3 วิธี ได้แก่ สื่อการสอนประเภทโปรแกรมนำเสนอทางคอมพิวเตอร์ สื่อการสอนประเภทแผ่นโปร่งใสและสื่อการสอนประเภทเอกสารการสอน โดยศึกษากรณีตัวอย่างจากนักศึกษาคณะการบัญชี หลักสูตรต่อเนื่องชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการบัญชีชั้นกลาง 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 เฉพาะกลุ่มเรียนที่ผู้วิจัยเป็นผู้ทำการสอนจำนวนผู้เรียน 75 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนเกี่ยวกับวิธีการสอนโดยใช้สื่อการสอน 3 วิธี และแบบทดสอบการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับที่ดิน อาคารอุปกรณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าที (T-test) ค่าเอฟ (F-test) ค่าไคสแควร์ (Chi-Square test) และใช้วิธี LSD (Least-Significant-Different) การหาความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยกลุ่มตัวอย่าง ในการศึกษาผลการวิจัยพบว่าประเภทของสื่อการสอนที่แตกต่างกันมีผลต่อความพึงพอใจไม่แตกต่างกันในด้านต่างๆ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความเข้าใจเนื้อหาบทเรียน ด้านความสวยงามชัดเจนเข้าใจง่ายและด้านความพึงพอใจต่อสื่อการสอน แต่ประเภทของสื่อการสอนที่แตกต่างกันมีผลต่อความพึงพอใจแตกต่างกันในด้านต่างๆ 2 ด้านได้แก่ ด้านความน่าสนใจของสื่อการสอนและด้านการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 นอกจากนี้ประเภทของสื่อการสอนแตกต่างกันมีผลต่อความสัมฤทธิผลของผู้เรียนไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.98 MB)
2ABS.pdf ( 0.60 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.75 MB)
4Chap_2.pdf ( 1.85 MB)
5Chap_3.pdf ( 1.24 MB)
6Chap_4.pdf ( 4.87 MB)
7Chap_5.pdf ( 1.85 MB)
8App-bip.pdf ( 0.41 MB)
9Vita.pdf ( 0.33 MB)
3
รายงานผลการวิจัย เรื่อง ฐานข้อมูลคนไข้เพื่อช่วยในการตรวจรักษาในโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่งผ่านเครือข่ายพื้นที่ท้องถิ่นไร้สาย เฟสที่ 1
Patient database for aiding treatment in a government's hospital through wireless local area network : first phase
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ปุณยวีร์ จามจรีกุล
107
This research proposes web pages and databases for aiding patient treatments in a government’s hospital through wireless local area network: first phase. Refer to this research; wireless communication technology is applied together with the utilization of web pages and databases for the patients in the hospital. The key purpose is to solve many problems which have been raised in patient treatments in the hospital, for instance, patients enter a queue and wait to cure for a long time, patients change the hospital to cure, the regular doctors of each patient are absent to cure abruptly in emergency, as well as the information storage of patients isn’t modern etc. Therefore, the expected advantages from the first phase of this research are to facilitate the patient retrieval, treatment, drug distribution, and payment in the hospitals, to develop the transaction administration and management in the hospital to be more effective, to be linked any treatment projects of the ministry of medical, and to be directed to the provision of the national patient databases as well.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.27 MB)
2ABS.pdf ( 0.22 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.29 MB)
4Chap_2.pdf ( 1.92 MB)
5Chap_3.pdf ( 0.28 MB)
6Chap_4.pdf ( 1.37 MB)
7Chap_5.pdf ( 0.25 MB)
8App-bip.pdf ( 0.24 MB)
4
รายงานผลการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : วิไลลักษณ์ สายเสน่ห์
107
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี ที่ใช้ภาษาไทยชั้นปีที่ 1 ทุกคณะวิชา ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือนักศึกษาหลักสูตร 4 ปีที่ใช้ภาษาไทยชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ภาค 2 ปีการศึกษา 2553 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนของนักศึกษาและนำผลมาวิเคราะห์มาใช้เป็นแนวทางจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียนให้เป็นพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ การศึกษาพฤติกรรมการเรียนใช้แบบสำรวจพฤติกรรมการเรียนรู้และทัศนคติที่มีต่อการเรียนรู้จำนวน 21 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีแจกแจงความถี่ คิดค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย วิเคราะห์ความแปรปรวน (analysis of variance) ผลการวิจัย พบว่า (1) พฤติกรรมการเรียนรู้ทั่วไปโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี นักศึกษาไม่ปฏิบัติตามพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ควรปฏิบัติทุกข้อ และนักศึกษาที่มีผลการเรียนแตกต่างกัน ค่าเฉลี่ยระดับปฏิบัติไม่แตกต่างกัน (2) พฤติกรรมการเรียนในชั้นเรียน ค่าเฉลี่ยระดับปฏิบัติพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์ดี ต่างกันที่จำนวนครั้งของการปฏิบัติ นักศึกษาที่มีผลการเรียนดี มีค่าเฉลี่ยระดับปฏิบัติพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติที่สูงกว่า (3) ความคิดเห็นที่มีต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็น นักศึกษาตอบเห็นด้วยกับพฤติกรรมการเรียนที่ควรปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์มาก และความคิดเห็นของนักศึกษาที่ผลการเรียนดี มีค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นต่อพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติที่สูงกว่า
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.23 MB)
2ABS.pdf ( 0.22 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.24 MB)
4Chap_2.pdf ( 0.24 MB)
5Chap_3.pdf ( 0.23 MB)
6Chap_4.pdf ( 0.30 MB)
7Chap_5.pdf ( 0.24 MB)
8App-bip.pdf ( 0.21 MB)
9App.pdf ( 0.24 MB)
5
รายงานผลการวิจัย เรื่อง ปัจจัยด้านความมีวินัย และด้านความอดทนที่ส่งผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในวิชา AC 413 การภาษีอากรเชิงปฏิบัติการของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรเทียบโอน คณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : นิภา ตุลยานนท์, พรรณิภา แจ้งสุวรรณ
107
การวิจัยเรื่อง ปัจจัยด้านความมีวินัยและด้านความอดทนที่ส่งผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ในวิชา AC 413 การภาษีอากรเชิงปฏิบัติการของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรเทียบโอน คณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความมีวินัยในห้องเรียนและด้านความขยันอดทนทางการเรียนในห้องเรียนที่มีผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในวิชา AC 413 การภาษีอากรเชิงปฏิบัติการและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างด้านความมีวินัยในห้องเรียนและด้านความขยันอดทนทางการเรียนในห้องเรียนกับผลการเรียนในวิชา AC 413 การภาษีอากรเชิงปฏิบัติการโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยตัวแปรต้น คือ ความมีวินัย ความขยันอดทน แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ตัวแปรตาม คือ ผลการเรียนวิชาAC 413 การภาษีอากรเชิงปฏิบัติการของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรเทียบโอน คณะการบัญชี ซึ่งประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรเทียบโอนที่ลงทะเบียนวิชา AC413 การภาษีอากรเชิงปฏิบัติการ ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 72 คน ผลการวิจัยพบว่า จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากคะแนนของกิจกรรมทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความมีวินัยในห้องเรียน ด้านความขยันอดทน และด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ โดยผู้วิจัยกำหนดคะแนนให้กิจกรรม ทำเป็นประจำ 3 คะแนน ทำบางครั้ง 2 คะแนน และไม่เคยทำ 1 คะแนน ให้ทราบว่านักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชา AC 413 การภาษีอากรเชิงปฏิบัติการ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรเทียบโอนมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์อยู่ในระดับสูงทั้งๆ ที่มีความแตกต่างของแต่ละปัจจัย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.30 MB)
2ABS.pdf ( 0.29 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.29 MB)
4Chap_2.pdf ( 0.37 MB)
5Chap_3.pdf ( 0.30 MB)
6Chap_4.pdf ( 0.35 MB)
7Chap_5.pdf ( 0.32 MB)
8App-bip.pdf ( 0.30 MB)
9App.pdf ( 0.32 MB)
10Vita.pdf ( 0.26 MB)
6
รายงานผลการวิจัย เรื่อง การประยุกต์แบบจำลอง 2 มิติสำหรับคำนวณการไหลเวียนของน้ำในทะเลสาบสงขลา
Application of 2-D modeling for water circulation in Songkhla lake
งานวิจัย/Research report 2556
โดย : ธัญญะ พรหมศร
107
แบบจำลองอุทกพลศาสตร์แบบเฉลี่ยความลึก 2 มิติ ถูกนำมาใช้จำลองการไหลเวียนของ น้ำในทะเลสาบสงขลา ผลปรับเทียบแบบจำลองกับข้อมูลความเร็วของน้ำจากการตรวจวัดจริง ระหว่างเดือนธันวาคม 2555 และ มีนาคม 2556 พบว่าแบบจำลองให้ค่าใกล้เคียงมากกับค่าที่ ตรวจวัดจริงที่บริเวณ ปากรอ บ่อยาง ท่าแพขนานยนต์ และบริเวณใกล้ท่าเรือสงขลา ระดับน้ำ เฉลี่ยที่เหมาะสมที่สุดของแบบจำลองในฤดูฝนมีค่าเท่ากับ 2.85 m ระดับน้ำเฉลี่ยที่เหมาะสม ที่สุดของแบบจำลองในฤดูร้อนมีค่าเท่ากับ 2.50 m ในฤดูฝนน้ำจะไหลจากปากรอไปออกอ่าว ไทย ในฤดูร้อนน้ำจะไหลจากอ่าวไทยไปทางปากรอ พบการไหลวนของน้ำหลายแห่งบริเวณใกล้ ชายฝั่งทะเลสาบสงขลา และน้ำไหลวนช้ามาก ตะกอน สิ่งปฎิกูล และสารพิษต่างๆ มีโอกาสเกิด การสะสมในบริเวณดังกล่าวได้มากขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาการตื้นเขิน และมลพิษทางน้ำของ ทะเลสาบตามมา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.65 MB)
2ABS.pdf ( 0.51 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.53 MB)
4Chap_2.pdf ( 0.86 MB)
5Chap_3.pdf ( 1.51 MB)
6Chap_4.pdf ( 13.74 MB)
7Chap_5.pdf ( 0.52 MB)
8App-bip.pdf ( 0.54 MB)
9App.pdf ( 1.35 MB)
10Vita.pdf ( 0.52 MB)
7
รายงานผลการวิจัย เรื่อง สายอากาศไมโครสติปในท่อนำคลื่นทรงกระบอกเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ไมโครเวฟย่านความถี่ 2.4 GHz
Microstrip Antenna in Cylindrical Waveguide As A Microwave Device at 2.4 GHz
งานวิจัย/Research report 2549
โดย : ปุณยวีร์ จามจรีกุล
107
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษา ออกแบบ และสร้างสายอากาศไมโครสตริปในท่อนำคลื่นทรงกระบอก เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ไมโครเวฟย่านความถี่ 2.4 GHz ซึ่งประกอบไปด้วยสายอากาศ ท่อนำคลื่นทรงกระบอก สายอากาศไมโครสตริปแบบแพทช์รูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก และวงจรไฮบริดวงแหวน 180 องศา โดยความถี่ใช้งานมีค่าเท่ากับ 2.4 GHz เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน 2.45 GHz จากอุปกรณ์สื่อสารไร้สายในเครือข่ายพื้นที่ท้องถิ่นไร้สาย ผลที่ได้รับจากการทดสอบจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับผลที่ได้รับจากการใช้โปรแกรม ADS เพื่อเป็นการยืนยันผลการออกแบบและการสร้างอย่างถูกต้อง ผลการทดสอบที่ได้รับสรุปได้ว่า ผลที่ได้รับจากการทดสอบคล้องเป็นอย่างดีกับผลที่ได้รับจากการใช้โปรแกรม ADS ยกเว้นค่า Isolation ระหว่าง Sum Port และ Delta Port ที่วัดได้ในทางปฏิบัติ ณ ค่าความถี่ใช้งาน 2.4 GHz มีความแตกต่างจากค่าที่ควรจะได้รับในทางทฤษฎีมาก แต่เป็นค่าที่ต่ำและยอมรับได้ ประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัยฉบับนี้ คือ การนำไปใช้งานเสมือนเป็นอุปกรณ์ตัวหนึ่งในการตรวจจับและติดตามวัตถุต่างๆ ที่ต้องการ แต่จะต้องออกแบบและสร้างเครื่องรับเพื่อติดตามวัตถุเพิ่มเติม ดังนั้น ผู้วิจัยและออกแบบ สร้างและนำเสนอเครื่องรับติดตามวัตถุต่อไปในอนาคต
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 1.17 MB)
2ABS.pdf ( 0.79 MB)
3Chap_1.pdf ( 1.28 MB)
4Chap_2.pdf ( 3.68 MB)
5Chap_3.pdf ( 1.19 MB)
6Chap_4.pdf ( 3.94 MB)
7Chap_5.pdf ( 0.99 MB)
8App-bip.pdf ( 0.42 MB)
8
รายงานผลการวิจัย เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Microsoft Office Excel 2007 โดยใช้วิธีเรียนเพิ่มเติมจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
The study of learning achievement in Microsoft Office Excel 2007 topic in electronic office course by using CAI added method
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : ปิยลักษณ์ พงษ์ทวีวิรัตน์
107
รายงานการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Microsoft Office Excel 2007 โดยใช้วิธีเรียนเพิ่มเติมจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยการศึกษานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ของนักศึกษาที่ได้รับการเรียนเพิ่มเติมจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหว่างการสอนดังกล่าว ในปีการศึกษา 2/2554 กับวิธีการสอนแบบปกติโดยครูในปีการศึกษา 2/2553 นอกจากน้ันได้ทำการวัดระดับความพึงพอใจในการเรียนที่มีการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอีกด้วย โดยการศึกษาได้มีการเก็บข้อมูลจากนักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจากนักศึกษา 1 กลุ่ม ที่ลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 39 คน ผลจากการศึกษา พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา กลุ่มทดลอง หรือนักศึกษาในปี2554 มีคะแนนในการใช้ Microsoft Excel มากกว่านักศึกษากลุ่มควบคุมหรือในปี 2553 ซึ่งแสดงให้เห็น ว่าการเรียนเพิ่มเติมจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนช่วยทำให้ผลสอบของนักศึกษาดีขึ้น และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนเพิ่มเติมจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในระดับมากที่สุด ซึ่งมีระดับความพึงพอใจเฉลี่ยเท่ากับ 4.26 จากคะแนนเต็ม 5.00
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.54 MB)
2ABS.pdf ( 0.51 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.53 MB)
4Chap_2.pdf ( 0.59 MB)
5Chap_3.pdf ( 0.55 MB)
6Chap_4.pdf ( 0.63 MB)
7Chap_5.pdf ( 0.55 MB)
8App-bip.pdf ( 0.54 MB)
9App.pdf ( 0.53 MB)
10Vita.pdf ( 0.53 MB)
9
รายงานการวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์งานวิจัยสหกรณ์ระหว่างปีพ.ศ.2530-2542
An analysis of researches on cooperatives during the year 1987-1999
งานวิจัย/Research report 2544
โดย : เฉลิมพร อภิชนาพงศ์
107
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมงานวิจัยสหกรณ์ทุกประเภท ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2530 – 2542 และวิเคราะห์งานวิจัยสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการบริหารการจัดการของสหกรณ์โดยกลุ่มประชากรคือ งานวิจัยทุกประเภทที่ตีพิมพ์เผยแพร่ ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ และทำการวิเคราะห์ข้อมุล โดยแจกแจงความถี่ของข้อมูลแต่ละรายการ แล้วหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. ในช่วงปี พ.ศ. 2530 – 2542 รวบรวมผลงานวิจัยสหกรณ์ทุกประเภทได้ 282 เรื่อง งานวิจัยเกี่ยวกับสหกรณ์การเกษตรมีจำนวนมากที่สุด รองลงมาคือ สหกรณ์ออมทรัพย์ และงานวิจัยเกี่ยวกับสหกรณ์ประมงมีจำนวนน้อยที่สุด 2. ภาคที่ทำการวิจัยมากที่สุด คือ ภาคเหนือ รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสถาบันที่สนับสนุนให้เกิดงานวิจัยมากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ รองลงมาคือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และงานวิจัยส่วนใหญ่จะเป็นวิทยานิพนธ์และมีลักษณะเป็นงานวิจัยประยุกต์ 3. หัวข้อการบริหารจัดการที่นำมาเป็นงานวิจัยมากที่สุดคือ บทบาทและพฤติกรรมของสมาชิก รองลงมาคือ องค์กรและโครงสร้างการบริหาร 4. จำนวนงานวิจัยสหกรณ์ กระจุกตัวในสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์ออมทรัพย์และรวมไปถึงการกระจุกตัวในหัวข้อการบริหารการจัดการ เรื่องบทบาทและพฤติกรรมของสมาชิก และองค์กรและโครงสร้างการบริหาร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 1.36 MB)
2ABS.pdf ( 0.60 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.83 MB)
4Chap_2.pdf ( 2.17 MB)
5Chap_3.pdf ( 0.53 MB)
6Chap_4.pdf ( 3.76 MB)
7Chap_5.pdf ( 1.45 MB)
8App-bip.pdf ( 0.36 MB)
9App.pdf ( 4.46 MB)
10Vita.pdf ( 0.32 MB)
10
รายงานผลวิจัย เรื่อง การใช้อำนาจรัฐกับสื่อสารมวลชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
The use of state power and mass under the constitution of the kingdom of Thailand BE 2550
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : ร วัลลิภากร, วิทวัส ออรัตนชัย
107
ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยนั้น หลักการเรื่องสิทธิและเสรีภาพของบุคคลรัฐจะต้องให้ความคุ้มครองดูแล ถือเป็นหัวใจสำคัญในรัฐเสรีประชาธิปไตย ประเทศไทยยอมรับหลักนิติรัฐมาไว้ในรัฐธรรมนูญมาทุกฉบับ กระทั่งฉบับปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ได้รับรองและบัญญัติให้ความคุ้มครองเรื่องสิทธิ เสรีภาพของบุคคลไว้อย่างชัด สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพหนึ่งที่มีบทบาทและความสำคัญต่อรัฐ เสรีประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าสื่อมวลชนเป็นผู้นำข้อมูลข่าวสารของรัฐสู่ประชาชน ได้โดยตรงและรวดเร็วทั้งประชาชนยังให้ความถือเป็นอย่างยิ่ง การที่รัฐจะควบคุมหรือลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของสื่อมวลชนนั้น ตามหลักแล้วจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะ และใช้เท่าที่จำเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้บัญญัติปกครองคุ้มครอง การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนไว้ในหลายมาตราด้วยกัน โดยหลักใหญ่ บัญญัติไว้ในมาตรา 29 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 47 และมาตรา 48 แต่ในทางปฏิบัติจริงมีการออกกฎหมายฉบับรองลงมาเพื่อควบคุม หรือจำกัดและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนได้อย่างชัดเจน เช่น พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 พระราชบัญญัติการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เป็นต้น ประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ศึกษาค้นคว้า และหาทางออกต่อไป เพราะในรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดได้บัญญัติห้ามไว้ และมีกฎหมายในลำดับรองเปิดช่องวางให้อำนาจรัฐสามารถทำได้ ซึ่งพิจารณาแล้วไม่สอดคล้องกัน เพราะขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพในนิติรัฐด้วย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.29 MB)
2ABS.pdf ( 0.27 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.32 MB)
4Chap_2.pdf ( 0.70 MB)
5Chap_3.pdf ( 0.40 MB)
6Chap_4.pdf ( 0.40 MB)
7Chap_5.pdf ( 0.30 MB)
8App-bip.pdf ( 0.28 MB)
9Vita.pdf ( 0.24 MB)
11
รูปแบบการดำเนินชีวิตของนักศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีการศึกษา 2551
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : าวลักษณ์ ราชแพทยาคม, นันทวัน รามเดชะ, พัชรินทร์ บุญเทียม
107
ต้นฉบับไม่มีบทคัดย่อ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 2.19 MB)
2Chap.pdf ( 18.71 MB)
3App-bip.pdf ( 0.83 MB)
4App.pdf ( 3.92 MB)
12
รายงานผลการวิจัย เรื่อง การจัดการความรู้ชุมชนของกลุ่มแม่บ้าน : กรณีศึกษากลุ่มทอผ้าพื้นเมืองระดับ 4 ดาว จังหวัดเลย
Knowledge management of housewife group : case study of 4-stars local weaving group, Loei province
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : อรอุมา มูลวัตร
107
งานวิจัยนี้เปนการศึกษาความรูชุมชนของกลุมทอผาพื้นเมืองระดับ 4 ดาว จำนวน 13 กลุม ในจังหวัดเลย เพื่อศึกษาปจจัยตางๆ ที่มีความสัมพันธกับการจัดการความรูของกลุมทอผาพื้นเมือง และเพื่อเปนแนวทางในการจัดการความรูชุมชนดานอื่นๆ ใหเกิดการจัดการความรูที่เปนระบบ โดยใชวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ และใชเทคนิคเดลไฟลในการเก็บรวบรวมขอมูล มีผูเชี่ยวชาญมาจากกลุมทอผาจำนวน 8 คน คิดเปนรอยละ 10 ของจำนวนสมาชิก และมีผูเชี่ยวชาญจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอีกจำนวน 2 คน รวมทั้งสิ้น 10 คน การวิเคราะหผลใชคาทางสถิติ ไดแก คาความถี่ คาฐานนิยม คามัธยฐาน คาเฉลี่ย และคาพิสัยระหวางควอไทล ผลการศึกษาพบวา ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญทั้ง 10 คน มีคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปนบวก จึงวิเคราะหผลไดวา ความสัมพันธดานความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญโดยสวนใหญเปนไปในทิศทางเดียวกัน และสรุปแนวทางในการจัดการความรูชุนชนของกลุมทอผาพื้นเมือง ควรมีกระบวนการคือ 1. การกำหนดความรู โดยแบงเปน ความรูเบื้องตน และความรูสมัยใหม 2. การแสวงหาความรู 3. การสรางความรู 4. การบันทึกความรู 5. การประยุกตใชความรู และ 6. การแบงปนแลกเปลี่ยนเรียนรู
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.28 MB)
2ABS.pdf ( 0.27 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.27 MB)
4Chap_2.pdf ( 0.86 MB)
5Chap_3.pdf ( 0.27 MB)
6Chap_4.pdf ( 0.46 MB)
7Chap_5.pdf ( 0.29 MB)
8App-bip.pdf ( 0.31 MB)
9App.pdf ( 0.29 MB)
10Vita.pdf ( 0.25 MB)
13
รายงานผลการวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อรา Aspergillus สายพันธุ์สร้าง Aflatoxin ในขมิ้นชันและขิง
Development of test kit to analyse the contamination of aspergillus produce aflatoxin in curcumin and ginger
งานวิจัย/Research report 2556
โดย : ทรา พลับเจริญสุข, ปัณรสี สู่ศิริรัตน์
107
จากการพัฒนา การประเมินความเฉพาะเจาะจงและประสิทธิภาพความไวของเทคนิค Loop Mediated Isothermal amplification (LAMP) เพื่อตรวจวิเคราะห์เชื้อรา Aspergillus สายพันธุ์สร้าง Aflatoxin ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรขมิ้นชันและขิง พบว่าเทคนิค LAMP อาศัยไพรเมอร์จำนวน 2 คู่ที่จำเพาะต่อยีนสร้างอะฟลาทอกซิน 6 บริเวณและเพิ่มปริมาณได้ด้วยอุณหภูมิ 63 องศาเซลเซียสเพียงอุณหภูมิเดียว ภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง เทคนิคนี้มีประสิทธิภาพความไวที่ความเข้มข้นเจือจาง 10-7 เท่า มีความเฉพาะเจาะจงกับเชื้อรา Aspergillus สายพันธุ์สร้างอะฟลาทอกซิน จานวน 100 ตัวอย่าง เช่นเดียวกับเทคนิค ELISA และเมื่อนำเทคนิค LAMP ไปตรวจวิเคราะห์หาเชื้อรา Aspergillus สายพันธุ์สร้าง Aflatoxin ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรขมิ้นชันและขิงพบว่า ผลิตภัณฑ์ขิงจำนวน 20 ตัวอย่าง ตรวจพบเชื้อรา Aspergillus สายพันธุ์สร้าง Aflatoxin จำนวน 4 ตัวอย่าง ส่วนผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันจำนวน 6 ตัวอย่าง ตรวจพบเชื้อราจำนวน 3 ตัวอย่าง ดังนั้นวิธี Loop Mediated Isothermal amplification (LAMP) สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อตรวจหาเชื้อรา Aspergillus สายพันธุ์สร้าง Aflatoxin ได้โดยมีความเฉพาะเจาะจงและมีความไวสูง รวมทั้งให้ผลที่รวดเร็วและเชื่อถือได้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.74 MB)
2ABS.pdf ( 0.54 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.56 MB)
4Chap_2.pdf ( 0.89 MB)
5Chap_3.pdf ( 0.57 MB)
6Chap_4.pdf ( 1.06 MB)
7Chap_5.pdf ( 0.53 MB)
8App-bip.pdf ( 0.60 MB)
14
Research Report on Agritourist Needs And Motivations : The Chiang Mai Case
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : Natthawut Srikatanyoo
107
Agritourism in Thailand has been growing in terms of number of accommodations, shops, and attractions. Unfortunately, not many of them are successful as they do not know what agritourists need and/or are looking for. The purpose of this study is therefore to examine what agritourist needs are and how those needs are correlated among themselves. The sample of this study were agritourists who have stayed at agritourism accommodations and/or visited agritourism attractions in Chiang Mai. Factor analysis was employed to assess the nomological and discriminant validity of agritourists’ needs and motivations as well as to analyse the correlations among agritourist needs. Meanwhile, ANOVA was employed to determine differences in agritourists’ needs. Three groups of agritourist needs including ‘Activities and shopping’, ‘Facilities, services, and location’, and ‘Attractions and environment’ were indentified. Moreover, the results of the factor analysis also categorise agritourist motivations into three groups namely ‘Agricultural experiences’, ‘Quality of life, relationships, and adventure’, and ‘Relaxations’. As a result of the research findings, strategic implications for agritourism providers and destination marketing organizations (DMOs) are proposed.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.25 MB)
2ABS.pdf ( 0.21 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.23 MB)
4Chap_2.pdf ( 0.27 MB)
5Chap_3.pdf ( 0.22 MB)
6Chap_4.pdf ( 0.25 MB)
7Chap_5.pdf ( 0.23 MB)
8App-bip.pdf ( 0.22 MB)
9App.pdf ( 0.31 MB)
15
รายงานผลการวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ Allan Variance และ Overlapping Allan Variance ในการหารูปแบบสัญญาณรบกวนของออสซิลเลเตอร์
A comparison of Allan Variance and Overlapping Allan Variance for predict noise model of oscillator
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : ทัดดาว แนบเนียน
107
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการใช้ Allan Variance และ Overlapping Allan Variance ในการทำนายรูปแบบสัญญาณรบกวนของออสซิลเลเตอร์ โดยทำการจำลองแบบข้อมูลอนุกรมเวลาของความถี่ที่มีรูปแบบสัญญาณรบกวน 5 รูปแบบ ได้แก่ White Phase Modulation, Flicker Phase Modulation, White Frequency Modulation, Flicker Frequency Modulation and Random Walk Frequency Modulation ขนาดอนุกรมเวลาที่ใช้คือ 100 200 500 และ 1,000 ทำซ้ำ 100 ครั้ง คำนวณค่า Allan Variance และ Overlapping Allan Variance แล้วนำไปทำนายรูปแบบสัญญาณรบกวนโดยใช้หลักการของแผนภาพ Sigma-Tau ค่าความถูกต้องของการทำนายจะใช้ค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (MSE) ผลการศึกษาพบว่า การใช้ Overlapping Allan Variance ในการทำนายรูปแบบสัญญาณรบกวนมีประสิทธิภาพสูงกว่า Allan Variance นอกจากนี้ ข้อมูลจริงที่ได้จากวงจรออสซิลเลเตอร์ขนาดอนุกรมเวลา 5,000 ทำซ้ำ 3 ครั้ง ผลการทำนายรูปแบบสัญญาณรบกวนพบว่า ข้อมูลทั้ง 3 ชุด ที่ได้จากวงจรออสซิลเลเตอร์เครื่องนี้มีรูปแบบสัญญาณรบกวนแบบ White Frequency Modulation
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.32 MB)
2ABS.pdf ( 0.27 MB)
3Chap_1.pdf ( 0.28 MB)
4Chap_2.pdf ( 0.57 MB)
5Chap_3.pdf ( 0.32 MB)
6Chap_4.pdf ( 0.72 MB)
7Chap_5.pdf ( 0.26 MB)
8App-bip.pdf ( 0.26 MB)
9App.pdf ( 3.05 MB)
10Vita.pdf ( 0.24 MB)

Search within results