Search Result 34 Found

  • Filters
 
2
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเรียนต่อของนักเรียนระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ในอําเภอตากใบ
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ทศพร ทองรมย
179
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเรียนต่อของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในอําเภอตากใบประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 อําเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองสถิติใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแจกแจงความถี่และร้อยละ ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ ปัจจัยในการตัดสินใจเรียนต่อของนักเรียน ปัจจัยด้านส่วนตัว ได้แก่ ความต้องการ และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สัมพันธ์กับการตัดสินใจเรียนต่อของนักเรียนในอําเภอตากใบ อยู่ในระดับมาก ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ เพื่อน โรงเรียน ค่านิยมทางสังคม ครู และผู้ปกครอง สัมพันธ์กับการตัดสินใจเรียนต่อของนักเรียนในอําเภอตากใบ อยู่ในระดับมาก"
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
125.pdf ( 0.07 MB)
3
ศึกษาสมบัติทางโลหะวิทยา และทางกลของการเชื่อมอะลูมิเนียม A356 ซึ่งหล่อโดยเทคโนโลยี การหล่อกึ่งของแข็ง ด้วยกรรมวิธีการเชื่อมเสียดทานแบบกวน
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : อับดุล บินระหีม และคณะ
179
บทความนี้ นําเสนอการเชื่อมแบบต่อชนอะลูนิเนียมหล่อกึ่งแข็ง (Semi-Solid metal, SSM) A356 ด้วย วิธีการเชื่อมเสียดทานแบบกวน (Friction Stir Welding, FSW) โดยการศึกษาปัจจัยในการเชื่อมที่สามารถควบคุมได้มี 2 ปัจจัย คือ ปัจจัย (A) ความเร็วรอบในการหมุนของเครื่องมือ (Tool) 1,320, 1,750 rpm (B) ความเร็วในการเดินแนวเชื่อม (Welding Speed) มี 3 ระดับ 80, 120, 160 mm./min ความเร็วรอบ ความเร็วในการเดินแนวเชื่อม และแรงกด เป็นปัจจัยสําคัญที่ให้ค่าความร้อนจากการเสียดทานแบบกวน มีผลต่อเนื้อโลหะ และสมบัติทางกลของรอยเชื่อมที่ความเร็วรอบ 1,750 rpm. ความเร็ว ในการเดินแนวเชื่อม 160 mm./min ค่าความแข็งแรงสูงสุด 172.61 MPa แรงกดและความร้อนจากการเสียดทานต่ำทํา ให้เกิดช่องว่าง ค่าความแข็งแรงที่ได้มีค่าต่ําInteraction ของปัจจัย A และ B ไม่มีอิทธิพลต่อผลการทดลอง ส่วน Main Effect ความเร็วรอบ (rpm) และความเร็วในการเดินแนวเชื่อม (mm./min) มีอิทธิพลต่อผลการทดลอง"
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
143.pdf ( 0.08 MB)
4
อิทธิพลทางความร้อน T6 ก่อนและหลังการเชื่อมต่อสมบัติทางกลอะลูมิเนียม หล่อกึ่งของแข็งA356 โดยกรรมวิธีการเชื่อมเสียดทานแบบกวน
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : อับดุล บินระหีม
179
บทความนี้ นําเสนอความรู้เกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการเชื่อมด้วยการเสียดทานแบบกวน (Friction Stir Welding, FSW) ซึ่งเป็นการเชื่อมโลหะในสภาวะของแข็ง (Soiid State Joining) ปัจจุบันมีบทบาทในอุตสาหกรรมการผลิต (Materials Processing) เพื่อลดข้อบกพร่องในงานเชื่อมอะลูมิเนียมแบบหลอมละลาย และพัฒนาไปสู่การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม ยานยนต์และอากาศยาน ด้วยวิธีเชื่อมโลหะในสภาวะของแข็ง ปัจจัยสําคัญในการเชื่อมอะลูมิเนียมผสมหล่อกึ่งของแข็ง (Semi-Solid Metal, SSM A356) คือการรักษาสมบัติทางกลและโครงสร้างจุลภาคให้ใกล้เคียงกับเนื้อโลหะเดิมของอะลูมิเนียมผสม SSM A356 ด้วยเทคนิคและวิธีการเชื่อมโลหะในสภาวะของแข็ง โดยการเชื่อมเสียดทานแบบกวน ซึ่งมีผลกระทบต่อ รอยเชื่อมน้อยมาก การปรับปรุงสมบัติทางกลด้วยกระบวนการทางความร้อน T6 ในการประยุกต์ใช้งานของอะลูมิเนียมผสม หล่มกึ่งของแข็ง A356 เป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับโลหะงานที่ผ่านการเชื่อม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
144.pdf ( 0.08 MB)
5
การปรับปรุงความเพี้ยนเชิงฮาร์ มอนิกส์โดยเทคนิค Modified OHSW สําหรับวงจรมัลติเซลลอินเวอร์ เตอร์ ที่มีการปรับขนาดแรงดันไฟฟ้าในแต่ละเซลล์ไม่เท่ากัน
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : มัจดี โต๊ะตาหยง และคณะ
179
บทความนี้นําเสนอการเปรียบเทียบความเพี้ยนเชิงฮาร์มอนิกส์(THD) ของแรงดันไฟฟ้าจากวงจรมัลติเซลล์อินเวอร์เตอร์ ชนิดรูปคลื่นแรงดันไฟฟ้าแบบขั้นบันไดด้วยวิธี OHSW และวิธีModified OHSW ซึ่งทั้งสองวิธีมีการปรับขนาดแรงดันไฟฟ้า ในแต่ละเซลล์ ไม่เท่ากันเพื่อให้สอดคล้องกับมุมจุดชนวนของแต่ละเซลล์ จากการศึกษาพบว่า ค่ามุมจุดชนวนและขนาดของ แรงดันไฟฟ้าในแต่ละเซลล์ที่ได้ จากการคํานวณด้วยวิธี Modified OHSW นั้น ให้รูปคลื่นแรงดันไฟฟ้าแบบขั้นบันไดที่มีค่า THD ต่ำกว่าวิธี OHSW"
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
146.pdf ( 0.08 MB)
6
โรคกบนาจากฟาร์มเลี้ยงในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : สุรเสน ศรีริกานนท์
179
ทําการศึกษาเกี่ยวกับการติดเชื้อในกบนาจากฟาร์มเลี้ยงในพื้นที่จังหวัดตรัง กระบี่ สตูล นครศรีธรรมราชและพัทลุง ระหว่างเดือนตุลาคม 2546 - กุมภาพันธ์ 2548 เพื่อศึกษาชนิดของแบคทีเรียปรสิต และคุณภาพน้ําที่ใช้เลี้ยงกบ โดยเก็บตัวอย่างกบขนาดความยาวเหยียด 4-7 ซม.จังหวัดละ 60 ตัว รวมทั้งสิ้น 300 ตัว ผลการศึกษาพบว่า สามารถแยกเชื้อแบคทีเรีย 8 ชนิด คือ Falvobacterium indologenes, Staphylococcus sciuri, Aeromonas caviae, Bacillus brevis, Micrococcus spp, Bacillus cereus, Weeksella virosa และ Vibrio parahaemolyticus พบปรสิต 3 ชนิด คือ Opalina sp., Protoopalina sp.และ Balantidium sp. สําหรับคุณภาพน้ําที่ใช้เลี้ยงพบว่า ปริมาณออกซิเจน ที่ละลายน้ําความเป็นด่างแอมโมเนียรวมและไฮโดรเจนซัลไฟด์มีปริมาณที่ไม่เหมาะสมในการเลี้ยงกบ"
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
147.pdf ( 0.08 MB)
7
การดูแลตนเองของผู้ป่วยชิคุณกุนยา : กรณีศึกษาหมู่บ้านทุ่งคา
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : ทิพยวรรณ นิลทยา
179
การวิจัยการดูแลตนเองของผู้ป่วยชิคุณกุนยา : กรณีศึกษาหมู่บ้านทุ่งคา ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การดูแลตนเองของผู้ป่วยชิกุนยา การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนาที่ประยุกต์การรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อ ศึกษาการดูแลตนเองของผู้ป่วยชิคุณกุนยา โดยใช้วิธีการสังเกตและการสัมภาษณ์เจาะลึก (In – depth Interview) ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ป่วยชิคุณกุนยากรณีศึกษาหมู่บ้านทุ่งคา ตําบลละหาร อําเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ผู้ให้ข้อมูลได้ จากการคัดเลือกแบบเจาะจงเฉพาะผู้ป่วยที่ยินดีให้ความร่วมมือในการวิจัย จํานวน 8 ราย เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ที่ใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก เพื่อศึกษา การดูแลตนเองของผู้ป่วยชิคุณกุนยา กรณีศึกษาหมู่บ้านทุ่งคา ตําบลละหาร อําเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ผลการวิจัยโดยสามารถแยกผู้ป่วยตามอาการ เด่นของโรคออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อ 2) กลุ่มผูป่วยที่มีอาการผื่นคัน และ 3) กลุ่มผู้ป่วยที่ มีอาการไข้และปากเป็นแผล เป็นอาการเด่น""
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
14.pdf ( 0.07 MB)
8
การปรับปรุงค่าความเพี้ยนเชิงฮาร์มอนิกรวมของวงจรมัลติเซลล์อินเวอร์เตอร์หนึ่งเฟส โดยวิธีการปรับมุมและระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : มัจดี โต๊ะตาหยง และคณะ
179
บทความนี้นําเสนอการปรับปรุงค่าความเพี้ยนเชิงฮาร์มอนิกรวม (Total harmonic distortion: THD) ของวงจรมัลติเซลล์ อินเวอร์เตอร์หนึ่งเฟสชนิด 3 เซลล์ ซึ่งใช้การปรับระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงด้านเข้าร่วมกับมุมจดชนวนของแต่ละเซลล์ ย่อย มีการนําเสนอสมการเงื่อนไขในการวิเคราะห์หาระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงด้านเข้าและมุมจุดชนวน นอกจากนี้ ยังได้เปรียบเทียบค่าความเพี้ยนเชิงฮาร์มอนิกรวมของวงจรมัลติเซลล์อินเวอร์เตอร์ ตามวิธีการที่นําเสนอกับวิธีการที่ปรับ เฉพาะมุมเฟสแต่แรงดันไฟฟ้ากระแสตรงในแต่ละเซลล์ย่อยมีค่าเท่ากัน ในการทดลองกับวงจรต้นแบบซึ่งใช้วงจรดีซี-ดีซี คอนเวอร์เตอร์ในการปรับระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงของแต่ละเซลล์พบว่า รูปคลื่นแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับที่ได้มีความคล้าย กับรูปคลื่นซายน์และค่า THD ซึ่งวิเคราะห์จากฮาร์มอนิกสเปคตรัมของรูปคลื่นมีค่าใกล้เคียงกับค่าที่คํานวณจากทั้งสมการ และจากการจําลองการทํางานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่า วงจรมัลติเซลล์อินเวอร์เตอร์ที่ใช้วิธีการ ปรับระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงด้านเข้าร่วมกับมุมจุดชนวนของแต่ละเซลล์ตามที่เสนอนี้ให้ค่า THD ต่ำกว่าการใช้วิธีการ ปรับมุมจุดชนวนเพียงอย่างเดียว"
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
142.pdf ( 0.08 MB)
9
ผลการใช้ปุ๋ยต่อการเจริญเติบโตของกล้วยไม้สกุลม็อคคาร่า
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ราฮีมา วาแมดีซา
179
ศึกษาผลของการใช้ปุ๋ยต่ออัตราการเจริญเติบโตของลูกกล้วยไม้สกุลม็อคคาร่า โดยเปรียบเทียบอัตราการให้ปุ๋ย 8 วิธี พบว่า ลูกกล้วยไม้อายุ 90 วันหลังเอาออกจากขวดผ่านการให้ปุ๋ยมีอัตราการเจริญเติบโตแตกต่างกันทางสถิติ โดยการใช้ปุ๋ยอินทรียน้ำอัตรา 2 มิลลิลิตร + ปุ๋ยเคมี 2 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ต้นกล้วยไม้มีจํานวนใบและความสูงทรงต้นมากที่สุดคือ 8.06 ใบ และ 0.71 เซนติเมตร ตามลําดับ สําหรับการใช้ปุ๋ยเคมีอัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ลูกกล้วยไม้มีความกว้างใบ ความยาวใบ จํานวนราก ความกว้างราก และน้ําหนักสดมากที่สุดคือ 0.75 เซนติเมตร ,5.72 เซนติเมตร , 5.34 ราก, 0.33 เซนติเมตร และ 1.68 กรัม ตามลําดับ และการใช้ปุ๋ยเคมี 1 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ลูกกล้วยไม้มีความยาวรากมากที่สุดคือ 3.44 เซนติเมตร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
163.pdf ( 0.07 MB)
10
การศึกษาปัญหาความล่าช้าในทัศนคติของผู้รับเหมากับโครงการก่อสร้างอาคารในเขตอําเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : เสกสรรค์ ตีงี
179
การวิจัยครั้งนี้ กรณีศึกษาปัญหาความล่าช้าในทัศนคติของผู้รับเหมากับโครงการก่อสร้างอาคารในเขตอําเภอ เมือง จังหวัดนราธิวาสโดยใช้แบบสอบถามกรณีศึกษาปัญหาความล่าช้าในทัศนคติของผู้รับเหมากับโครงการก่อสร้าง อาคาร ในเขตอําเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาด้าน บุคลากร หรือ แรงงานปัญหาด้านการบริหาร ปัญหาด้านเครื่องจักรกล ปัญหาด้านวัสดุก่อสร้าง และปัญหาด้านความ เชื่อมั่นในความปลอดภัยในการปฏิบัติงานใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้รับเหมาจํานวน 190 คน จากสถานประกอบการจํานวน 190 แห่ง ผลการวิจัยพบว่า ผลกระทบของปัญหาในการดําเนินงานก่อสร้างในภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างน้อย (X=2.68) ส่วนใหญ่ มีความเห็นว่าผลกระทบด้านบุคลากรหรือแรงงาน มีผลต่อความล่าช้าในการก่อสร้างอาคารมากที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง (X=3.04) รองลงมาคือผลกระทบด้านความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในการปฏิบัติงานซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง (X =2.92) ส่วนประเด็นที่ส่งผลกระทบต่องานก่อสร้างอาคารน้อยที่สุดได้แก่ ด้านวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีผลกระทบค่อนข้างน้อย (X=1.89) จากการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้รับเหมาแต่ละสถานประกอบการมีทัศนคติต่อผลกระทบในการดําเนินงานก่อสร้างอาคารแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
19.pdf ( 0.08 MB)
11
รูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : ธรรมศักดิ์ โทนไทย
179
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบรูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตร บัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จําแนกตามเพศ ปีการศึกษาและรุ่นที่ศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครูที่เข้าศึกษา ปีการศึกษา 2551-2552 ของ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จํานวน 222 คน โดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane) ที่ระดับนัยสําคัญ .05 ค่าความคลาดเคลื่อนร้อยละ 5 และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมาจากรูปแบบการเรียนรู้ของ Grasha and Reichmann มีค่าความเชื่อมั่น 0.89 สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าร้อยละและค่าไคสแควร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติ ผลการวิจัยพบว่า 1. นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มีรูปแบบ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมมากที่สุด จํานวน 146 คน คิดเป็นร้อยละ 65.8 รองลงมา คือแบบพึ่งพา จํานวน 34 คน คิดเป็น ร้อยละ 15.3 แบบอิสระ จํานวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 11.3 แบบร่วมมือ จํานวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 5.4 แบบแข่งขัน จํานวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 1.4 และแบบหลีกเลี่ยง น้อยที่สุด จํานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 0.9 2. นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ที่มีเพศต่างกัน ปีการศึกษาต่างกัน และรุ่นที่ศึกษาต่างกัน มีรูปบแบบการ เรียนรู้ไมแตกต่างกัน""""
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
16.pdf ( 0.08 MB)
12
ทัศนคติของประชาชนในชุมชนใกล้เคียงต่อวิทยาลัยการอาชีพตากใบ
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : เทิดศักดิ์ ขุนพรม
179
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สําคัญเพื่อศึกษา (1) วิเคราะห์ทัศนคติของชุมชนรอบวิทยาลัยการอาชีพตากใบ (2) เพื่อนําทัศนคติของชุมชนรอบวิทยาลัยมาปรับปรุงและพัฒนาวิทยาลัยการอาชีพตากใบ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสํารวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือสําหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล สนาม สําหรับประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ประชาชนในชุมชนใกล้เคียงวิทยาลัยการ อาชีพตากใบ จํานวน 100 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลสนามดําเนินการระหว่าง 15 สิงหาคม 2551 ถึง วันที่ 14 กันยายน 2551 ได้แบบสอบถามกลับคืนมา 100 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดข้อมูลจากแบบสอบถาม ได้ถูกนํามา วิเคราะห์ด้วยสถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 1) กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจในระดับดีมาก 1 ข้อ ได้แก่ ภาพพจน์ของนักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพตากใบ กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจในระดับดี 4 ข้อ ได้แก่ โดย 2.1 ภาพรวมแล้วประชาชนคิดว่า วิทยาลัยการาอาชีพตากใบในปัจจุบันเป็นสถาบันการศึกษาที่มีภาพพจน์ดีเพียงใด 2.2 วิทยาลัยมีส่วนในการเผยแพร่วิชาความรู้ทางด้านวิชาการ 2.3 ในด้านความเป็นเลิศทางวิชาการ ประชาชนมีความเห็นเช่นใดต่อคณะพาณิชยกรรม 2.4 วิทยาลัยมีส่วน ในการเผยแพร่วิชาความรู้ทางด้านวิชาการ 3) กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจในระดับปานกลาง 3 ข้อ 3.1 ในด้านความเป็น เลิศทางวิชาการประชาชนมีความเห็นเช่นใดต่อคณะอุตสาหกรรม 3.2 วิทยาลัยมีส่วน/บทบาทในด้านการเมือง 3.3 วิทยาลัยมีส่วนร่วมในการพัฒนาหรือช่วยเหลือสังคมในชุมชน""
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
116.pdf ( 0.08 MB)
13
การเรียนรู้แป้นอักษร วิชาพิมพ์ดีดไทย
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : นพรัตน์ ทองบุญ
179
การวิจัย การเรียนรู้แป้นอักษร วิชาพิมพ์ดีดไทย มีความประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างที่มีต่อการเรียน วิชาพิมพ์ดีดไทย ว่าอยู่ในระดับใด และมีแนวทางในการแก้ไข/พัฒนาผู้เรียนและผู้สอนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น สําหรับการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสํารวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากลุ่ม ตัวอย่างที่เป็นนักเรียน"""
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
113.pdf ( 0.07 MB)
14
การศึกษากําลังอัดคอนกรีตโดยใช้หินฝุ่นเป็นส่วนผสมแทนทรายหยาบกรณีศึกษา หินฝุ่นโรงโม่หิน นราธิวาสโรงโม่หิน
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : ธีระ เทพพรหม
179
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากําลังอัดคอนกรีต โดยใช้หินฝุ่นเป็นส่วนผสมแทนทรายหยาบ กรณีศึกษา หินฝุ่นโรงโม่งหิน นราธิวาสโรงโม่งหินโดยใช้หินฝุ่นเป็นส่วนผสมแทนทรายหยาบที่ร้อยละ 0, 40, 60, 80, 90 และแทนทรายทั้งหมด ที่ค่าการออกแบบส่วนผสมคอนกรีตกําลังอัด 250 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และ 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ค่าความยุบตัว 8-10 เซนติเมตรและหล่อแท่งคอนกรีตตัวอย่าง ขนาด 15x15x15 เซนติเมตร บ่มคอนกรีตโดยวิธีแช่น้ำตลอดอายุคอนกรีตที่ อายุคอนกรีต 7 วัน 14 วัน และ 28 วัน ที่ค่าการออกแบบ กําลังอัดประลัย 250 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร พบว่าแท่งคอนกรีตตัวอย่างที่ผสมหินฝุ่นบางส่วนและทั้งหมด มี ค่ากําลังอัดประลัยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 0.99 ถึง 1.07 เท่า ของกําลังอัดประลัยเฉลี่ยจากการผสมด้วยทราบหยาบทั้งหมด และที่ค่าการออกแบบกําลังอัดประลัย350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร พบว่าแท่งคอนกรีตตัวอย่างที่ผสมหินฝุ่น บางส่วนและทั้งหมด มีค่ากําลังอัดประลัยเฉลี่ยอยู่ ระหว่าง 1.00 ถึง 1.06 เท่า ของกําลังอัดประลัยเฉลี่ยจากการผสม ด้วยทรายหยาบทั้งหมดจากผลการทดสอบในทั้งสองค่าการออกแบบแสดงว่า คอนกรีตที่ผสมหินฝุ่นจากโรงโม่งหิน นราธิวาสโรงโม่งหิน เป็นส่วนผสมประเภทมวลรวมละเอียดแทนทรายหยาบสามารถรับกําลังอัดได้ใกล้เคียงกับคอนกรีตที่ผสมด้วยทรายหยาบจากแม่น้ำยะกังเป็นมวลรวมละเอียดทั้งหมด ดังนั้นจึงถือได้ว่าหินฝุ่นจากโรงโม่งหิน นราธิวาสโรงโม่งหิน สามารถ ใช้แทนทรายหยาบในการทําคอนกรีตโครงสร้างทั่วไปได้"
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
154.pdf ( 0.07 MB)
15
การสร้างเครื่องบริการคาลิปเปอร์ดิสเบรกล็อค
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ชาคริต ผิวพรรณ
179
การวิจัยเรื่องการสร้างเครื่องบริการคาลิปเปอร์ดิสเบรกล๊อคนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครื่องบริการคาลิปเปอร์เบรกล๊อคและ ประเมินคุณภาพของเครื่องบริการคาลิปเปอร์ดิสเบรกล๊อคที่สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินซึ่งเครื่องบริการคาลิปเปอร์ ดิสเบรกล๊อคอาศัยหลักการทํางานของปั๊มไฮดรอลิกส์แรงดันส่งและมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 220 โวลท์การดําเนินการทดสอบ ผู้วิจัยทําการทดลองใช้เครื่องบริการคาลิปเปอร์ดิสเบรกล๊อคโดยให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพของเครื่องบริการคาลิปเปอร์ ดิสเบรกล๊อค โดยผู้ประเมิน จํานวน 5 ท่าน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินคุณภาพ พบว่าโดยภาพรวมเครื่องบริการคาลิป เปอร์ดิสเบรกล๊อคมีคุณภาพอยู่ในระดับดี (เท่ากับ 4.31และ S.D. เท่ากับ 0.41) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ส่วนใหญ่มีคุณภาพอยู่ในระดับดีเช่นกัน โดยมีด้านโครงสร้างอยู่ในระดับดีมาก (เท่ากับ 4.35 และ S.D. เท่ากับ 0.49) ด้านการออก แบบสร้างอยู่ในระดับดี (เท่ากับ 4.30 และ S.D. เท่ากับ 0.47) และในด้านทดลองใช้อยู่ในระดับดี เช่นกัน ( เท่ากับ 4.30 และ S.D. เท่ากับ 0.47) พบว่า ส่วนใหญ่มีคุณภาพอยู่ในระดับดี โดยมีความคงทนแข็งแรงของเครื่อง ความปลอดภัย ความเหมาะสมของการออกแบบ ความสะดวกในการบริการระบบเบรกแบบคาลิปเปอร์และความสะดวกในการถอดเปลี่ยนอุปกรณ์ มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ส่วนความสะดวกในการทดลองใช้เครื่อง และความสะดวกในการเคลื่อนย้าย มีคุณภาพอยู่ในระดับดี จากผลการวิเคราะห์การประเมินคุณภาพของเครื่องจักร โดยผู้ประเมิน แสดงให้เห็นว่าเครื่องบริการคาลิปเปอร์ดิสเบรกล๊อคมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในสมมติฐานที่ตั้งไว้""
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
159.pdf ( 0.09 MB)

Search within results