Search Result 8 Found

  • Filters
 
1
การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในอำเภอเขาฉกรรจ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1
Academic Administration of Executive Primary School in Amphur KhaoChakan Office of Sakaeo Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : วรรณเพ็ญ พิสุทธิพงษ์
178
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในอำเภอเขาฉกรรจ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ข้าราชการครูผู้สอนในอำเภอเขาฉกรรจ์ จำนวน 175 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เกี่ยวกับงานวิชาการ 12 ด้าน ประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การนิเทศการศึกษา การแนะแนวการศึกษา การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา การส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอื่น การส่งเสริม และสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคลองค์กรหน่วยงานและสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสถิติ (F-test) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในอำเภอเขาฉกรรจ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่การบริหารงานวิชาการตามความคิดเห็นของครูที่มีประสบการณ์ การสอนมากและครูที่มีประสบการณ์การสอนน้อย มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Content Abstract.pdf ( 0.09 MB)
2Chapter 1-5.pdf ( 0.50 MB)
3Bibliography.pdf ( 0.15 MB)
2
การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการตำรวจชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ : กรณีศึกษาสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน
People’s Participation towards Police community project and the masses to related : A case study Police Station Metropolitan Pathumvan
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : กัญจน์ชยา ผ่องดี
178
การศึกษา การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการตำรวจชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ ของสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการตำรวจชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ ของสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันและเพื่อศึกษาเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการตำรวจชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ ของสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน จำแนกตามปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจากกลุ่มประชากรที่ตอบแบบสอบถาม จำนวน 392 คน ได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์กลับคืนจำนวน 392 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 แล้วนำไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ และ ร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) ผลการศึกษาพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการตำรวจชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ ของสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันในภาพรวม อยู่ในระดับ ปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการมีส่วนร่วมในการศึกษาปัญหาและความต้องการของชุมชน รองลงมา ด้านการมีส่วนร่วมติดตามและประเมินผล รองลงมา ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผน 2. การทดสอบสมมติฐาน การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการตำรวจชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ ของสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน จำแนกตามปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส ไม่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการตำรวจชุมชนและมวลชนสัมพันธ์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.03 MB)
2content.pdf ( 0.03 MB)
3About author.pdf ( 0.03 MB)
4Abstract_Thai.pdf ( 0.03 MB)
5Acknowledgment.pdf ( 0.05 MB)
6Appendix.pdf ( 0.01 MB)
7Chapter-1.pdf ( 0.06 MB)
8Chapter-2.pdf ( 0.13 MB)
9Chapter-3.pdf ( 0.06 MB)
10Chapter-4.pdf ( 0.11 MB)
11Chapter-5.pdf ( 0.06 MB)
12Questionnaire.pdf ( 0.05 MB)
3
ความคิดเห็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนในด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ กรณีศึกษา กองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
Opinion’s Police officials Welfare Police : A Case Study of the National Police Welfare Division
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : ฐากร จะนะพรม
178
การศึกษาความคิดเห็นของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนในด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ กองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนในด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ กองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและเพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนใน ด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ กองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจากกลุ่มประชากรที่ตอบแบบสอบถาม จำนวน 238 คน แล้วนำไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ค่าความถี่ และ ร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation)ส่วนการทดสอบสมมติฐานใช้สถิติ ค่า F-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ระดับความคิดเห็นของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนในด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ : กรณีศึกษา กองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติในภาพรวม อยู่ในระดับ น้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการฌาปนกิจสงเคราะห์ สูงสุด รองลงมา ด้านการสงเคราะห์ข้าราชการ ด้านการให้กู้เงิน ด้านการเคหะสงเคราะห์ ด้านกีฬาและนันทนาการ ตามลำดับ 2. จากการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนในด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ กองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำแนกตามปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ อายุราชการ รายได้ ชั้นยศ ต่างกัน มี ความคิดเห็นของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนในด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ ต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.02 MB)
2Cover-Eng.pdf ( 0.01 MB)
3Abstract.pdf ( 0.03 MB)
4Abstract_Eng.pdf ( 0.03 MB)
5Acknowledgment.pdf ( 0.05 MB)
6Appendix.pdf ( 0.01 MB)
7Chapter-1.pdf ( 0.06 MB)
8Chapter-2.pdf ( 0.15 MB)
9Chapter-3.pdf ( 0.05 MB)
10Chapter-4.pdf ( 0.10 MB)
11Chapter-5.pdf ( 0.06 MB)
12Bibliography.pdf ( 0.04 MB)
13Questionnaire.pdf ( 0.06 MB)
4
ความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาการวิเคราะห์เชิงปริมาณของนักศึกษา ในระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยปทุมธานี
The Satisfaction of the Undergraduate Students, Business Administration Faculty, Pathumthani University toward the study of Quantitative Analysis Subject.
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : อธิพงษ์ เพชรสุทธิ์
178
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาถึงความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิเคราะห์เชิงปริมาณทางธุรกิจของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยปทุมธานี ปีการศึกษา 2550 จำนวน 195 คน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยปทุมธานี มีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิเคราะห์เชิงปริมาณในด้านการมีประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย 2.70 และรองลงมา คือ มีความพึงพอใจต่อเนื้อหาวิชาสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย 2.67 และมีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิเคราะห์เชิงปริมาณในด้านมีการใช้สื่อประกอบการสอนได้อย่างเหมาะสม ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย 2.55 และรองลงมา คือ มีความพึงพอใจต่อการให้ความช่วยเหลือทั้งในและนอกห้องเรียน ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย 2.47 และมีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิเคราะห์เชิงปริมาณในด้านอาจารย์ใช้วิธีการประเมินหลายวิธี ในระดับน้อย โดยมีค่าเฉลี่ย 2.42 และรองลงมา คือ มีความพึงพอใจต่อการแจ้งให้นักศึกษาทราบถึงเกณฑ์ที่ใช้ใน การประเมิน ในระดับน้อย โดยมีค่าเฉลี่ย 2.42 และ มีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิเคราะห์เชิงปริมาณในด้านมีหนังสือให้ค้นคว้าเพียงพอในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย 2.61 และรองลงมา คือ มีความพึงพอใจต่อความทันสมัยของเอกสาร/ตำราเรียน ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย 2.50
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.06 MB)
2acknowledge.pdf ( 0.06 MB)
3bibliography.pdf ( 0.06 MB)
4chapter1.pdf ( 0.08 MB)
5chapter2.pdf ( 0.23 MB)
6chapter3.pdf ( 0.06 MB)
7chapter4.pdf ( 0.08 MB)
8chapter5.pdf ( 0.07 MB)
9contents.pdf ( 0.07 MB)
10cover.pdf ( 0.09 MB)
5
การมีส่วนร่วมของพนักงานโรงงานต่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในเขตนิคมอุตสาหกรรมนวนคร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
The Participant of factor ’s worker related to air pollution in Nawanakorn Industrial Estate, Klongluang District, Pathumthani Province.
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : นิธิวดี บัววัฒน์
178
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงระดับการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของพนักงานโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมนวนคร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และเพื่อเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของพนักงานโดยจำแนกตามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 400 คน พบว่าการมีส่วนร่วมของพนักงานโรงงานต่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( =3.46) โดยด้านการได้รับประโยชน์จากการลดมลพิษจัดเป็นด้านที่พนักงานมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากที่สุด หากเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของพนักงานโดยจำแนกตามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ช่วงอายุ ระดับการศึกษา แผนกที่ทำงาน และจำนวนพนักงานที่แตกต่างกันมีผลต่อการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (P<0.05) ส่วนเพศและรายได้ที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.04 MB)
2Acknow+Contents.pdf ( 0.04 MB)
3Appendit.pdf ( 0.06 MB)
4Bibliography.pdf ( 0.07 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.06 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.13 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.05 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.19 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.06 MB)
10Cover.pdf ( 0.09 MB)
6
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในเขตสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ บกน.5 บช.น
People’s Participation in solving Drung Problem in Thungmahameag Police Station Metropolitan Police Bureau 5
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : ปัณณ์ชนา สืบบำรุง
178
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเขตสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ บกน.5 บช.น และเพื่อเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเขตสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ จำแนกตามปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล โดยใช้แบบสอบถาม ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจากกลุ่มประชากรที่ตอบแบบสอบถาม จำนวน 400 คน ได้รับแบบสอบถาม ที่สมบูรณ์กลับคืนจำนวน 400 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ และร้อยละ (percentage) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) t-test และ F-test ผลการศึกษาพบว่า 1.ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเขตสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ บกน.5 บช.น ในภาพรวม อยู่ในระดับ ปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการป้องกัน รองลงมาด้าน ด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟู รองลงมา ด้านการปราบปราม 2.การทดสอบสมมติฐาน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเขตสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ บกน.5 บช.น จำแนกตามปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพต่างกัน มีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.09 MB)
2content.pdf ( 0.04 MB)
3About Author.pdf ( 0.03 MB)
4Chapter_1.pdf ( 0.06 MB)
5Chapter_2.pdf ( 0.16 MB)
6Chapter_3.pdf ( 0.06 MB)
7Chapter_4.pdf ( 0.12 MB)
8Chapter_5.pdf ( 0.06 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.05 MB)
10Questionnaire.pdf ( 0.05 MB)
7
ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยปทุมธานี
TIME MANAGEMENT ABILITY OF NURSING STUDENTS IN PATHUMTHANI UNIVERSITY
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : กิตติมาพร โลกาวิทย์
178
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยปทุมธานี และเพื่อเปรียบเทียบระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยปทุมธานีต่างระดับการศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี ปีการศึกษา 2551 ภาคการศึกษาที่ 2 ชั้นปีที่ 1 จำนวน 98 คน ชั้นปีที่ 2 จำนวน 76 คน รวม 174 คน ในการศึกษาใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 130 คน แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิจัยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดลำดับทดสอบสมมติฐานด้วย t-test ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล โดยรวมทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง หากพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตนเองอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาของตนเอง ด้านการวางแผนการใช้เวลาของตนเอง ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ด้านการประเมินผลการใช้เวลา และด้านการปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา อยู่ในระดับ ปานกลางตามลำดับ การทดสอบสมมติฐาน พบว่า ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยปทุมธานี จำแนกตามชั้นปีที่ศึกษา มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ทุกด้าน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.03 MB)
2content.pdf ( 0.03 MB)
3Acknowledgment.pdf ( 0.03 MB)
4Abstract.pdf ( 0.04 MB)
5charpter 1-5.pdf ( 0.27 MB)
6Questionnaire.pdf ( 0.06 MB)
7Bibliography.pdf ( 0.10 MB)
8
การศึกษาอิทธิพลของสนามแม่เหล็กต่อการถ่ายเทความร้อน
A Study Influence of Magnet Fields on Heat Transfer
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ธนาพล สุขชนะ
178
งานวิจัยฉบับนี้ทำการศึกษาอิทธิพลของสนามแม่เหล็กที่มีผลต่อการถ่ายเทความร้อน โดยออกแบบอุปกรณ์ทดลองให้น้ำเย็นไหลในท่อสี่เหลี่ยมขนาด 6.35x15.87 มิลลิเมตร ให้ความร้อนแบบ ฟลักซ์ความร้อนคงที่ด้วยฮีทเตอร์ไฟฟ้า และใช้แม่เหล็กถาวรในการทดลอง โดยทดลองที่ค่าตัวเลขเรย์โนลด์ของน้ำเย็นระหว่าง 300-900 อุณหภูมิน้ำเย็นเข้าเท่ากับ 20 , 25 , 30 องศาเซลเซียส และฟลักซ์ความร้อนเท่ากับ 4-12 กิโลวิตต์ต่อตารางเมตร โดยผลที่ได้จะเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ที่ไม่ใช้สนามแม่เหล็ก ภายใต้เงื่อนไขการทดลองเดียวกัน จากการทดลองพบว่า สนามแม่เหล็กมีผลทำให้อัตราการถ่ายเทความร้อน สัมประสิทธิ์การพาความร้อน และค่าตัวเลขนัสเซลท์สูงขึ้น ในขณะเดียวกันสนามแม่เหล็กมีผลทำให้ความดันตกคร่อมภายในท่อสูงขึ้นด้วย This paper presents a study influence of magnet fields on heat transfer. The assembly parts of apparatus set are 6.35x15.87 mm inner tube, electric heater and magnet. The experiments are done for Reynolds number and heat flux in the range of 300 – 900 and 4.0-12.0 kW/m2, respectively. The inlet temperatures are 20, 25, 30 OC for cold water are tested. The results are compared with the smooth tube. It shows the magnet fields has influence to heat transfer, heat transfer coefficient, heat transfer rate and Nusselts number are higher than the without magnet fields. However, the pressure drops are also increased. "
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstrac.pdf ( 0.05 MB)
2Chapter1.pdf ( 0.04 MB)
3Chapter2.pdf ( 0.42 MB)
4Chapter2-1.pdf ( 1.35 MB)
5Chapter3.pdf ( 0.29 MB)
6Chapter4.pdf ( 0.05 MB)
7Chapter5.pdf ( 0.03 MB)
8Content.pdf ( 0.05 MB)
9Cover.pdf ( 0.06 MB)
10Magnetic_and_transfer.pdf ( 0.13 MB)
11Title.pdf ( 0.10 MB)

Search within results