Search Result 18 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้านสบเส้า ตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ในระยะที่ 1
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : ัทร กุลนันทร์, พิชัย เหลี่ยวเรืองรัตน์
172
The reults were found that the community had natural resources consist of rich soil and water resources. There were 322 families and 884 people, most of the population were female (50.68%). Most of them were between 41 and 60 years old (36.65%) and married (60.86%). For the highest education level was found that most of all had primary level and they have worked as employees (68.21% and 54.53% respectively). They had revenue between 1,000 and 3,000 baht (34.62%). Meanwhile, they had many talents such as building, wooden, handicraft, cooking and weave etc. In addition, they have formed the strong youth group in the community. They set up “Jit-asa Ruam-Jairuk Pattana Ta-sobsao” club and have been website namely “http://www.jasclub.com” that shown “Sobsao Reservoir” and bike ways for exercise etc. The results in saving and debt were found that most of family had non-saving (64.60%) and debt (58.07%). After public hearing and Focus Group Discussion from the community, the problems were classified to 4 types; Physical problem-Garbage, Social problem-Drug addict in Youth, Economics problem-Debt and Management problem-Management drinking water system. Capability level in self-reliance as sufficiency economy philosophy in this community were low. All of these results in Phase I study caused to 8 projects to encourage the community be the sufficiency economy village; Knowledge Management in role of member project, Agricultural productivity improvement project, Community products development project, Community herb project, Restore and Inherit local art and culture project, Environmental development project, Set-up sufficiency economy center project and Prepare to create home-stay project.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title page_FEU.pdf ( 0.13 MB)
2acknowledge_FEU.pdf ( 0.20 MB)
3abstract_FEU.pdf ( 0.08 MB)
4content_FEU.pdf ( 0.21 MB)
5chapter 1_FEU.pdf ( 0.21 MB)
6chapter 2_FEU.pdf ( 1.60 MB)
7chapter 3_FEU.pdf ( 0.20 MB)
8chapter 4_FEU.pdf ( 0.65 MB)
9chapter 5_FEU.pdf ( 0.24 MB)
10bibliography_FEU.pdf ( 0.22 MB)
11appendix_FEU.pdf ( 6.63 MB)
12biodata_FEU.pdf ( 0.22 MB)
2
การใช้กิจกรรมการสอนแบบเน้นภาระงานผ่านทางเว็บบล็อกเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษและแรงจูงใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 1
Use of task-based language teaching activities through web bog to promote English writing ability and motivation of first year students
งานวิจัย/Research report
โดย : กฤติกา อินตา
172
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของผู้เรียนหลังการเรียนโดยใช้กิจกรรมการสอนแบบเน้นภาระงานผ่านทางเว็บบล็อก และเพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของผู้เรียนก่อนและหลังการเรียนโดยใช้กิจกรรมการสอนแบบเน้นภาระงานผ่านทางเว็บบล็อก กลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษา เป็นนักศึกษา วิชาเอกภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 1 ภาควิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ที่เรียนในกลุ่มเรียนที่ 1 วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน 1 (202101) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบเน้นภาระงานผ่านทางเว็บบล็อก จำนวน 6 แผน แบบประเมินความสามารถในการเขียนประโยค และ แบบสอบถามแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษก่อนและหลังการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ด้านความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของผู้เรียนที่เรียนโดยการใช้กิจกรรมการสอนแบบเน้นภาระงานผ่านทางเว็บบล็อกอยู่ในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 29.4 ระดับ ดีร้อยละ 58.8 และระดับดีมากร้อยละ 11.8 สำหรับด้านแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษหลังจากการเรียนโดยใช้กิจกรรมการสอนแบบเน้นภาระงานผ่านทางเว็บบล็อกเขียนของผู้เรียนพบว่าเพิ่มขึ้นจากระดับ ปานกลาง เป็นระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Titlepage_feu.pdf ( 0.09 MB)
2Acknowledge_feu.pdf ( 0.14 MB)
3Abstract_feu.pdf ( 0.18 MB)
4Content_feu.pdf ( 0.34 MB)
5Chapter 1_feu.pdf ( 0.46 MB)
6Chapter 2_feu.pdf ( 1.33 MB)
7Chapter 3_feu.pdf ( 0.31 MB)
8Chapter 4_feu.pdf ( 0.26 MB)
9Chapter 5_feu.pdf ( 0.37 MB)
10Bibliography_feu.pdf ( 0.32 MB)
11Appendix_feu.pdf ( 2.76 MB)
12Biodata_feu.pdf ( 0.14 MB)
3
การสกัดภาพข้อมูลดาวเทียมจากกูเกิ้ลเอิร์ธเพื่อการนับต้นมะม่วง: กรณีศึกษาอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
งานวิจัย/Research report 2557
โดย : ลวรรณ วัฒนชัย, ศราวุธ พงษ์ลี้รัตน์
172
การสกัดภาพข้อมูลดาวเทียมจากกูเกิ้ลเอิร์ธเพื่อการนับต้นมะม่วง มีวัตถุประสงค์การดำเนินงาน 1) เพื่อศึกษา รวบรวมข้อมูลพื้นฐานของสินค้ามะม่วง ได้แก่ ข้อมูลการผลิต ข้อมูลการแปรรูป ข้อมูลการตลาด ข้อมูลการผลิตและการค้าของโลก และนโยบาย มาตรการของรัฐ โดยพบว่าปริมาณผลผลิตมะม่วงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสามารถบริโภคภายในประเทศ และส่งออกต่างประเทศซึ่งสามารถนำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก ประกอบกับนโยบายของภาครัฐมีส่วนช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกมะม่วง 2) เพื่อศึกษาเทคนิคการนับต้นมะม่วงจากภาพข้อมูลดาวเทียมจากกูเกิ้ล เอิร์ธ โดยพบว่าข้อมูลภาพดาวเทียมกูเกิ้ล เอิร์ธ สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อการคาดการณ์ต้นมะม่วงแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1) การวิเคราะห์แบบเต็มแปลง เป็นการใช้เทคนิคทางด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จัดโครงสร้างภาพข้อมูลดาวเทียมให้ 1 จุดภาพแทนพื้นที่จริง 1 เมตร จากนั้นเข้าสู่การคำนวณระยะห่างระหว่างต้น 2) การวิเคราะห์จำนวนต้นมะม่วงตามที่ปรากฏบนข้อมูลภาพดาวเทียมกูเกิ้ล เอิร์ธ ด้วยการสกัดข้อมูลเงา แล้วเข้าสู่การคำนวณต้นมะม่วงตามระยะการปลูกรายแปลง ผลปรากฏว่า ข้อมูลมีความถูกต้องเมื่อเทียบกับฐานข้อมูลจริง ร้อยละ 87.47 และ 99.30 ตามลำดับ การมอบหมายงานให้นักศึกษาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัยทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้จากความรู้ชั้นเรียนและการต่อยอดองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ ข้อมูลจำนวนต้นมะม่วงรายแปลงเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางเศรษฐกิจ จะทำให้เกษตรกรสามารถประเมินความคุ้มค่าการลงทุน และมีข้อมูลสารสนเทศในการประกอบการตัดสินใจสำหรับการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover_FEU.pdf ( 0.15 MB)
2abstract_FEU.pdf ( 0.17 MB)
3content_FEU.pdf ( 0.27 MB)
4chapter 1_FEU.pdf ( 0.64 MB)
5chapter 2_FEU.pdf ( 0.37 MB)
6chapter 3_FEU.pdf ( 0.47 MB)
7chapter 4_FEU.pdf ( 5.92 MB)
8chapter 5_FEU.pdf ( 0.17 MB)
9bibliography_FEU.pdf ( 0.14 MB)
10Appendix_FEU.pdf ( 0.78 MB)
4
เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ : แบบจำลองหมู่บ้านแม่กลางหลวง
Geo-informatics for ecotourism : Ban Mae Klang Luang Model
งานวิจัย/Research report 2555
โดย : ศราวุธ พงษ์ลี้รัตน์
172
เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ : แบบจำลองหมู่บ้านแม่กลางหลวง เป็นการวิจัยแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบจำลองภูมิประเทศหมู่บ้านแม่กลางหลวงเป็นกลไกสำคัญในการบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อาทิ ฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่น ตำแหน่งสถานที่สำคัญ เส้นทางสำรวจธรรมชาติ แนวกันไฟ ขอบเขตการใช้ที่ดิน โดยชุมชนเป็นผู้สร้างฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่นผ่านแบบจำลองสามมิติได้ด้วยตนเอง การจัดทำเว็บไซต์เพื่อแสดงข้อมูลข่าวสารต่างๆของหมู่บ้านแม่กลางหลวง อาทิ ข้อมูลทั่วไป ที่พัก เศรษฐกิจ องค์ความรู้ต่างๆ ฯลฯ เป็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาและชุมชนในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ จากปราชญ์ชาวบ้าน ประสบการณ์ และแนวคิดในการดำรงชีวิต ส่งผลให้นักศึกษามีคุณสมบัติเป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลองภูมิประเทศ สามารถจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หมู่บ้านแม่กลางหลวง ที่สามารถปฏิบัติได้โดยชุมชนเพื่อชุมชนได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามประสบการณ์ระหว่างนักศึกษาและชุมชนเป็นการฝึกทักษะการทำงานจริงเพื่อใช้ในการเรียนการสอนได้อีกทางหนึ่
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title page.pdf ( 0.32 MB)
2acknowledge.pdf ( 0.25 MB)
3abstract.pdf ( 0.26 MB)
4content.pdf ( 0.36 MB)
5chapter 1.pdf ( 0.52 MB)
6chapter 2.pdf ( 0.60 MB)
7chapter 3.pdf ( 1.25 MB)
8chapter 4.pdf ( 3.14 MB)
9chapter 5.pdf ( 0.36 MB)
10bibliography.pdf ( 0.34 MB)
11appendix.pdf ( 1.67 MB)
5
การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนทางการเงินของการเงินของกลุ่มประดิษฐ์เศษผ้าบ้านบวกเปา ตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงให
Financial costs - benefit analysis of Ban-Buag-Pao housewives group's shred artifact procucts in Nhong-Yhang sub - district, Sansai district, Chiang Mai province.
งานวิจัย/Research report 2005
โดย : เจนจิรา ขันแก้ว
172
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของกลุ่มประดิษฐ์เศษผ้า บ้านบวกเปา ต าบลหนองแหย่ง อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ การเก็บข้อมูลใช้วิธีการสังเกตและสัมภาษณ์ประธานกลุ่ม รองประธาน เหรัญญิก แรงงานทั่วไป โดยศึกษาการประดิษฐ์กระเป๋าเศษผ้า ซึ่งมี จ านวน 4 แบบ คือ ขนาดจิ๋ว ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ โครงการใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 970,000 บาท ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยของ กระเป๋าขนาดจิ๋ว 193.15 บาท กระเป๋าขนาดเล็ก 230.99 บาท กระเป๋าขนาดกลาง 435.05 บาท และ กระเป๋าขนาดใหญ่ 725.76 บาท กระแสเงินสดรับสุทธิตลอดอายุของโครงการ 5 ปี เท่ากับ 2,931,519.09 บาท ระยะเวลาคืนทุน 7 เดือน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ 2,325,229.85 บาทและอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงร้อยละ 66.16
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title page_FEU.pdf ( 0.12 MB)
2acknowledge_FEU.pdf ( 0.12 MB)
3abstract_FEU.pdf ( 0.13 MB)
4content_FEU.pdf ( 0.17 MB)
5chapter 1_FEU.pdf ( 0.34 MB)
6chapter 2_FEU.pdf ( 0.36 MB)
7chapter 3_FEU.pdf ( 0.35 MB)
8chapter 4_FEU.pdf ( 0.47 MB)
9chapter 5_FEU.pdf ( 0.34 MB)
10bibliography_FEU.pdf ( 0.20 MB)
11appendix_FEU.pdf ( 0.58 MB)
12biodata_FEU.pdf ( 0.10 MB)
6
การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนทางการเงินการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมันฝรั่ง กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเจดีย์แม่ครัว ตำบลแม่แฝกใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
Financial bebefit - costs analysis for potatoes of Mae-Krua agriculturist housewives group in Mae Faek Mai District, Sansai, Chinag Mai Province
งานวิจัย/Research report 2557
โดย : ละเอียด ศรีหาเหง่า
172
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนทางการเงินการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมันฝรั่ง กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเจดีย์แม่ครัว ตำบลแม่แฝกใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยศึกษาและเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ประธาน และ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการเงินและบัญชีและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องของกลุ่มเกี่ยวกับลักษณะการดำเนินงานค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เดือน มกราคม ถึงเดือน เมษายน 2556โดยทำการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนทางการเงินจากผลิตมันฝรั่งแปรรูปทั้ง 2 ชนิด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ มันฝรั่งทอดปรุงรส ผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนในการลงทุนผลิตมันฝรั่ง ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการลงทุนเท่ากับ 832,700 บาท ต้นทุนการผลิตเท่ากับ 8,921,282.33 บาท ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 677,429 บาท มีอัตรากำไรต่อต้นทุนของผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ เท่ากับร้อยละ 17.37 มันฝรั่งทอดปรุงรส เท่ากับร้อยละ 104.93 และมีอัตรากำไรต่อค่าขายของผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ เท่ากับร้อยละ 14.71 มันฝรั่งทอดปรุงรส เท่ากับร้อยละ 50.91 ผลตอบแทนจากการลงทุนผลิตมันฝรั่ง มูลค่าปัจจุบัน (NPV) ของกระแสเงินสดสุทธิตลอดอายุโครงการ 5 ปี ที่อัตราคิดลด ร้อยละ 8 เท่ากับ 1,037,915.66 ซึ่งมีค่ามากกว่าศูนย์ มีอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) เท่ากับ ร้อยละ 49.85 ซึ่งมีค่าสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของกองทุนหมู่บ้าน ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 8 และใช้ระยะเวลาคืนทุน(PP) 1 ปี 4 เดือน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover_FEU.pdf ( 0.10 MB)
2acknowledgement_FEU.pdf ( 0.10 MB)
3abstract_FEU.pdf ( 0.30 MB)
4content_FEU.pdf ( 0.11 MB)
5chapter 1_FEU.pdf ( 0.11 MB)
6chapter 2_FEU.pdf ( 0.15 MB)
7chapter 3_FEU.pdf ( 0.16 MB)
8chapter 4_FEU.pdf ( 0.38 MB)
9chapter 5_FEU.pdf ( 0.19 MB)
10bibliography_FEU.pdf ( 0.20 MB)
11appendict_FEU.pdf ( 0.13 MB)
12biography_FEU.pdf ( 0.09 MB)
7
การศึกษาความพึงพอใจของผู้โดยสารชาวจีนต่อการใช้เอกสารข้อควรทราบเกี่ยวกับพิธีการศุลกากรที่เป็นภาษาจีน
A study about satisfaction of Chinese passengers on customs information in Chinese language
งานวิจัย/Research report 2556
โดย : Gu, Mengyu
172
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้โดยสารชาวจีนต่อการใช้เอกสารข้อควรทราบเกี่ยวกับพิธีการศุลกากรที่เป็นภาษาจีน โดยภาควิชาภาษาจีนธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้มีการจัดทำโครงการบริการวิชาการแก่สังคมโดยร่วมมือกับสำนักศุลกากรภาคที่ 3 มีการจัดทำแผ่นพับ แผ่นป้ายไวนิล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนชาวจีนที่เข้ามาติดต่อกับสำนักงานศุลกากร ท่าอากาศยานนานาชาติ จ.เชียงใหม่ ทำให้พบปัญหาประชาชนที่มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความไม่เข้าใจในเอกสารข้อควรทราบเกี่ยวกับพิธีการศุลกากร จึงเห็นถึงความสำคัญของการติดป้ายให้ข้อมูล เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนชาวจีนดังกล่าว การวิจัยในครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้โดยสารชาวจีนที่มาจากประเทศจีนที่บินตรงมาจังหวัดเชียงใหม่ โดยผ่านท่าอากาศยานนานาชาติ จ.เชียงใหม่ จำนวน 200 คน เครื่องมือในการทำวิจัยในครั้งนี้คือ แบบสอบถาม โดยได้เก็บข้อมูลจากผู้โดยสารชาวจีนที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนภายในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2556 ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาทำการวิเคราะห์โดยหาค่าร้อยละ และลำดับ ผลการศึกษาพบว่า ผู้โดยสารชาวจีนที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความพึงพอใจต่อการใช้เอกสารข้อควรทราบเกี่ยวกับพิธีการศุลกากรที่เป็นภาษาจีน โดยมีคะแนนเฉลี่ย 3.93 ซึ่งอยู่ในระดับดี และข้อที่ได้คะแนนสูงที่สุดคือ แผ่นพับช่วยทำให้เข้าใจขั้นตอนการติดต่อประสานงานกับสำนักศุลกากรภาคที่ 3 เชียงใหม่มากขึ้น คะแนนเฉลี่ยคือ 4.19 และข้อที่ได้คะแนนต่ำที่สุดคือ แผ่นพับมีความคมชัด สะอาด อ่านง่าย คะแนนเฉลี่ย คือ 3.71 ตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title page_FEU.pdf ( 0.17 MB)
2acknowledge_FEU.pdf ( 0.22 MB)
3abstract_FEU.pdf ( 0.24 MB)
4content_FEU.pdf ( 0.31 MB)
5chapter 1_FEU.pdf ( 0.13 MB)
6chapter 2_FEU.pdf ( 0.36 MB)
7chapter 3_FEU.pdf ( 0.12 MB)
8chapter 4_FEU.pdf ( 0.22 MB)
9chapter 5_FEU.pdf ( 0.20 MB)
10bibliography_FEU.pdf ( 0.29 MB)
11appendix_FEU.pdf ( 1.49 MB)
8
การบูรณาการเทคนิคการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
An Integrated Service Learning Technique in English for Communication to the Neighbor Communities Surrounding The Far Eastern University, Meaung District, Chiang Mai Province
งานวิจัย/Research report 2556
โดย : สิตา ทายะติ
172
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะการเรียนของนักศึกษาที่ประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมศึกษาความพึงพอจของการรับบริการของชุมชนที่ได้รับการบริการจากนักศึกษาที่ประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมศึกษาแรงจูงใจในการท ากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษานักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาภาษาอังกฤษธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการเขียนภาษาอังกฤษรหัสวิชา 202212ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555จ านวน 32 คนผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แผนการสอนที่สร้างขึ้นโดยประยุกต์ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมโดยด าเนินการทดลองแบบกลุ่มเดียว เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการสอนโดยประยุกต์ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมจ านวน 7 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ประกอบการ และแบบสอบถามความเห็นเกี่ยวกับแรงจูงใจในการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมของผู้เรียน โดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page_FEU.pdf ( 0.14 MB)
2acknowledge_FEU.pdf ( 0.16 MB)
3abstract_FEU.pdf ( 0.27 MB)
4content_FEU.pdf ( 0.20 MB)
5chapter 1_FEU.pdf ( 0.23 MB)
6chapter 2_FEU.pdf ( 0.26 MB)
7chapter 3_FEU.pdf ( 0.26 MB)
8chapter 4_FEU.pdf ( 0.29 MB)
9chapter 5_FEU.pdf ( 0.21 MB)
10bibliography_FEU.pdf ( 0.24 MB)
11appendix_FEU.pdf ( 0.71 MB)
9
การใช้ชุดฝึกการอ่าน-เขียนสะกดคำภาษาไทยสำหรับผู้เรียนชาวจีน
Application of Thai reading and writing exercises for Chinese students
งานวิจัย/Research report
โดย : เกียรติสุดา บุญส่ง
172
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้การใช้ชุดฝึกการอ่าน-เขียนสะกดคาภาษาไทย สาหรับผู้เรียนชาวจีนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียนสะกดคาให้กับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรภาษาไทยธุรกิจ 8 เดือน จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคโนโลยี สิบสองปันนา ที่กาลังศึกษา ณ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยได้แก่นักศึกษาชาวจีนที่เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ หลักสูตรประกาศนียบัตรภาษาไทยธุรกิจ 8 เดือน จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีสิบสองปันนา ซึ่งกาลังศึกษา ณ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น จังหวัดเชียงใหม่ ในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จานวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยชุดฝึกการอ่าน-เขียนสะกดคาภาษาไทย สาหรับผู้เรียนชาวจีน และแบบทดสอบก่อน-หลังเรียนชุดการอ่าน การเขียนสะกดคา ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกการอ่าน-เขียนสะกดคาภาษาไทย สาหรับผู้เรียนชาวจีน มีประสิทธิภาพของคะแนนระหว่างเรียนและหลังเรียนเป็น 82.1/83.17 ตามลาดับ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ซึ่งหลังจากที่นักศึกษาใช้ชุดฝึกการอ่าน-เขียนสะกดคาภาษาไทยแล้ว นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉลี่ยแตกต่างจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนการทดสอบก่อนเรียน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Titlepage_feu.pdf ( 0.15 MB)
2Acknowledge_feu.pdf ( 0.13 MB)
3abstract_feu.pdf ( 0.25 MB)
4Content_feu.pdf ( 0.25 MB)
5Chapter 1_feu.pdf ( 0.43 MB)
6Chapter 2_feu.pdf ( 1.68 MB)
7Chapter 3_feu.pdf ( 0.40 MB)
8Chapter 4_feu.pdf ( 0.31 MB)
9Chapter 5_feu.pdf ( 0.20 MB)
10Bibliography_feu.pdf ( 0.26 MB)
11Appendix_feu.pdf ( 4.77 MB)
12Biodata_feu.pdf ( 0.21 MB)
10
การพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
Development of decision supporting program for e-commerce business
งานวิจัย/Research report
โดย : รมพร หาญผจญศึก, นันท์นภัส สุจิมา
172
ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) เป็นระบบที่รองรับการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในส่วนของผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ในการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีทั้งผู้ที่สามารถดำเนินงานแล้วประสบผลสำเร็จ และไม่ประสบผลสำเร็จ งานวิจัยนี้จึงอาศัยหลักการของดาต้าไมน์นิง (Data Mining) ในการวิเคราะห์ปัจจัยในการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากข้อมูลของผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทแฟชั่น/เครื่องแต่งกาย/เครื่องประดับในประเทศไทย โดยอาศัยโปรแกรม Weka เพื่อสร้างแบบจำลองต้นไม้ตัดสินใจ โดยเลือกใช้อัลกอริทึม C4.5(J48) และพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปจากแบบจำลองต้นไม้ตัดสินใจ เพื่อทำนายแนวโน้มในการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ว่าจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จได้เร็วที่สุดในการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นอยู่กับคุณภาพในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ควรต้องเลือกผู้ให้บริการเช่าพื้นที่เว็บไซต์ (Web Hosting) ที่อยู่ในประเทศหรือใกล้เคียงกับประเทศของกลุ่มลูกค้า การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าจากรายการสั่งซื้อหรือพฤติกรรมผู้บริโภค และความสะดวกสบายในการสั่งซื้อ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2acknowledge.pdf ( 0.12 MB)
3abstract.pdf ( 0.12 MB)
4content.pdf ( 0.13 MB)
5chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
6chapter 2.pdf ( 0.21 MB)
7chapter 3.pdf ( 0.83 MB)
8chapter 4.pdf ( 0.38 MB)
9chapter 5.pdf ( 0.10 MB)
10bibliography.pdf ( 0.11 MB)
11appendix.pdf ( 0.23 MB)
12Biodata.pdf ( 0.11 MB)
11
การพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
Development of decision supporting program for e-commerce business
งานวิจัย/Research report
โดย : รมพร หาญผจญศึก , นันท์นภัส สุจิมา
172
ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) เป็นระบบที่รองรับการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในส่วนของผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ในการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีทั้งผู้ที่สามารถดำเนินงานแล้วประสบผลสำเร็จ และไม่ประสบผลสำเร็จ งานวิจัยนี้จึงอาศัยหลักการของดาต้าไมน์นิง (Data Mining) ในการวิเคราะห์ปัจจัยในการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากข้อมูลของผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทแฟชั่น/เครื่องแต่งกาย/เครื่องประดับในประเทศไทย โดยอาศัยโปรแกรม Weka เพื่อสร้างแบบจำลองต้นไม้ตัดสินใจ โดยเลือกใช้อัลกอริทึม C4.5(J48) และพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปจากแบบจำลองต้นไม้ตัดสินใจ เพื่อทำนายแนวโน้มในการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ว่าจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จได้เร็วที่สุดในการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นอยู่กับคุณภาพในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ควรต้องเลือกผู้ให้บริการเช่าพื้นที่เว็บไซต์ (Web Hosting) ที่อยู่ในประเทศหรือใกล้เคียงกับประเทศของกลุ่มลูกค้า การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าจากรายการสั่งซื้อหรือพฤติกรรมผู้บริโภค และความสะดวกสบายในการสั่งซื้อ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title page_FEU.pdf ( 0.12 MB)
2acknowledge_FEU.pdf ( 0.15 MB)
3abstract_FEU.pdf ( 0.16 MB)
4content_FEU.pdf ( 0.17 MB)
5chapter 1_FEU.pdf ( 0.15 MB)
6chapter 2_FEU.pdf ( 1.03 MB)
7chapter 3_FEU.pdf ( 0.67 MB)
8chapter 4_FEU.pdf ( 0.31 MB)
9chapter 5_FEU.pdf ( 0.12 MB)
10bibliography_FEU.pdf ( 0.12 MB)
11appendix_FEU.pdf ( 0.30 MB)
12biodata_FEU.pdf ( 0.12 MB)
12
การพัฒนาระบบสารสนเทศวัด ในเขตพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
Information system development of the temple in Hangdong area, Chiang Mai province
งานวิจัย/Research report false
โดย : พงศ์กร จันทราช
172
การค้นคว้าวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศ และเผยแพร่ข้อมูล ที่ เกี่ยวกับวัด ในเขตพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าของบุคคลทั่วไป ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้า รวบรวมขอมล ที่เกี่ยวของกับระบบงาน ทำการวิเคราะห์ ระบบงานปัจจุบัน เพื่อศึกษาสารสนเทศขั้นพื้นฐาน และพิจารณาขอบเขตของรูปแบบ เกี่ยวกับ สารสนเทศที่ต้องการ ดำเนินการออกแบบระบบที่ได้จากการวิเคราะห์ ใหม่ความเหมาะสมกับ ระบบงาน สร้างระบบและพัฒนาระบบสารสนเทศตามที่ได้ออกแบบไว้ โดยจัดทำในรูปแบบของ เว็บแอพพลิเคชั่น เพื่อเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และทำการประเมินผลระบบ สารสนเทศที่สร้างเสร็จ เพื่อทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในส่วนของระบบใหม่ความสมบูรณ์ ผลจากการประเมินพบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.33 อยู่ในระดับมีประสิทธิ์ภาพมาก ทำ ให้ได้ระบบสารสนเทศที่เกี่ยวของกับวัด และได้แหล่งข้อมูล ที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เกี่ยวกับวัด ในเขตพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ให้แก่บุคคลทั่วไป สำหรับใช้ในการศึกษาค้นคว้าข้อมูล ต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title page_feu.pdf ( 0.14 MB)
2Acknowledge_feu.pdf ( 0.09 MB)
3Abstract_feu.pdf ( 0.11 MB)
4content_feu.pdf ( 0.14 MB)
5Chapter 1_feu.pdf ( 0.17 MB)
6Chapter 2_feu.pdf ( 0.29 MB)
7Chapter 3_feu.pdf ( 0.40 MB)
8Chapter 4_feu.pdf ( 0.18 MB)
9Chapter 5_feu.pdf ( 0.13 MB)
10Bibliography_feu.pdf ( 0.13 MB)
11appendix_feu.pdf ( 1.74 MB)
12Biodata_feu.pdf ( 0.15 MB)
13
แรงจูงใจในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบอาชีพสัตวแพทย์ในจังหวัดเชียงใหม่
The entrepreneurial motivations of veterinary profession in Chiang Mai Province
งานวิจัย/Research report
โดย : นิชนันท์ ชัยชนะ
172
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบอาชีพสัตวแพทย์ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีตัวแปรในการศึกษา คือ ความต้องการด้านจิตวิทยา ได้แก่ ความต้องการใฝ่สัมฤทธิ์ ความต้องการใฝ่สัมพันธ์ ความต้องการเป็นตัวของตัวเอง และความต้องการใฝ่อำนาจ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สัตวแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจสถานพยาบาลและโรงพยาบาลสัตว์ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 71 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ประกอบด้วยข้อมูลทางลักษณะประชากรของกลุ่มตัวอย่าง และแบบวัด Manifest Needs Questionnaire ของ Steers & Braunstein โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ผลการศึกษา พบว่า ผู้ประกอบอาชีพสัตวแพทย์ทั้งเพศชายและเพศหญิงมีแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ ความต้องการใฝ่สัมฤทธิ์ ความต้องการใฝ่สัมพันธ์ ความต้องการเป็นตัวของตัวเอง และความต้องการใฝ่อำนาจ อยู่ในระดับสูงทั้งหมดและไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลจากการวิจัยครั้งนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและค้นคว้าข้อมูลด้านการวิจัยในสาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการสำหรับประเทศไทยต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title page_FEU.pdf ( 0.17 MB)
2acknowledge_FEU.pdf ( 0.29 MB)
3abstract_FEU.pdf ( 0.30 MB)
4content_FEU.pdf ( 0.23 MB)
5chapter 1_FEU.pdf ( 0.32 MB)
6chapter 2_FEU.pdf ( 0.40 MB)
7chapter 3_FEU.pdf ( 0.33 MB)
8chapter 4_FEU.pdf ( 0.36 MB)
9chapter 5_FEU.pdf ( 0.33 MB)
10bibliography_FEU.pdf ( 0.31 MB)
11appendix_FEU.pdf ( 0.61 MB)
12biodata_FEU.pdf ( 0.29 MB)
14
แรงจูงใจในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบอาชีพสัตวแพทย์ในจังใหวัดเชียงใหม่
The entrepreneurial motivations of veterinary profession in Chiang Mai
งานวิจัย/Research report
โดย : นิชนันท์ ชัยชนะ
172
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบอาชีพสัตวแพทย์ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีตัวแปรในการศึกษา คือ ความต้องการด้านจิตวิทยา ได้แก่ ความต้องการใฝ่สัมฤทธิ์ ความต้องการใฝ่สัมพันธ์ ความต้องการเป็นตัวของตัวเอง และความต้องการใฝ่อำนาจ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สัตวแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจสถานพยาบาลและโรงพยาบาลสัตว์ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 71 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ประกอบด้วยข้อมูลทางลักษณะประชากรของกลุ่มตัวอย่าง และแบบวัด Manifest Needs Questionnaire ของ Steers & Braunstein โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ผลการศึกษา พบว่า ผู้ประกอบอาชีพสัตวแพทย์ทั้งเพศชายและเพศหญิงมีแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ ความต้องการใฝ่สัมฤทธิ์ ความต้องการใฝ่สัมพันธ์ ความต้องการเป็นตัวของตัวเอง และความต้องการใฝ่อำนาจ อยู่ในระดับสูงทั้งหมดและไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลจากการวิจัยครั้งนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและค้นคว้าข้อมูลด้านการวิจัยในสาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการสำหรับประเทศไทยต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2Acknowlage.pdf ( 0.16 MB)
3Abstract.pdf ( 0.15 MB)
4Content.pdf ( 0.14 MB)
5chapter 1.pdf ( 0.17 MB)
6chapter 2.pdf ( 0.19 MB)
7chapter 3.pdf ( 0.18 MB)
8chapter 4.pdf ( 0.19 MB)
9chapter 5.pdf ( 0.19 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.16 MB)
11Appendix.pdf ( 0.17 MB)
15
การพัฒนาระบบฐานข้อมูลวัดในเขตพื้นที่จังหวัดลำพูนและการสืบค้นสารสรเทศ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
Database system development of the temple in Lamphun Province and information searching on internet network
งานวิจัย/Research report 2556
โดย : พงศ์กร จันทราช
172
การค้นคว้าวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับวัด ในเขตพื้นที่จังหวัดลําพูน ให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าของบุคคลทั่วไป ผู้วิจัยได้ดําเนินการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบงานวิเคราะห์ ระบบงานปัจจุบันเพื่อศึกษาข้อมูลขั้นพื้นฐาน และพิจารณาขอบเขตของข้อมูลที่ต้องการ ดําเนินการออกแบบระบบที่ได้จากการวิเคราะห์ให้มีความเหมาะสมกับระบบงาน สร้างระบบ ฐานข้อมูลและพัฒนาระบบสารสนเทศตามที่ได้ออกแบบไว้โดยจัดทําในรูปแบบของเว็บ แอพพลิเคชั่นเพื่อเผยแพร ขอมูลผานระบบเครือขายอินเทอรเน็ต และประเมินผลระบบที่สราง เสร็จ เพื่อทําการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในสวนของระบบใหมีความสมบูรณ ผลจากการประเมินพบวา มีคาคะแนนเฉลี่ยเทากับ 4.19 อยูในระดับมีประสิทธิภาพมาก ทํา ใหไดระบบฐานขอมูลที่เกี่ยวของกับวัดและไดแหลงขอมูลที่เปนศูนยกลางการเรียนรูเกี่ยวกับวัด ในเขตพื้นที่จังหวัดลําพูนใหแกบุคคลทั่วไปสําหรับใชในการศึกษาคนควาขอมูลตอไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.51 MB)
2acknowledge_FEU.pdf ( 0.09 MB)
3abstract.pdf ( 0.11 MB)
4content_FEU.pdf ( 0.12 MB)
5chapter 1_FEU.pdf ( 0.18 MB)
6chapter 2_FEU.pdf ( 0.33 MB)
7chapter 3_FEU.pdf ( 0.13 MB)
8chapter 4_FEU.pdf ( 1.12 MB)
9chapter 5_FEU.pdf ( 0.17 MB)
10bibliography_FEU.pdf ( 0.14 MB)
11appendix_FEU.pdf ( 7.14 MB)
12biography_FEU.pdf ( 0.13 MB)

Search within results