Search Result 11 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ( Type 2 ) ระยะที่ 1 การศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิด ที่ 2 (Type 2 ) ในบริบทจังหวัดชัยภูมิ
Model Development for Quality of life in Adolescents with Type 2 DiabetePhase Is Quality of life and Factors Influencing in Adolescents with Type 2 Diabetes at Chaiyaphum Province.
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : ภัทรา จุลวรรณา
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ( Type 2 ) ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยประยุกต์ (Applies Research) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิด ที่ 2 (Type 2 ) ในบริบทจังหวัดชัยภูมิ ดำเนินการตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2553 ถึง 30 กันยายน 2554 ประชากรในการศึกษา คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับการรักษา ณ คลินิกผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมคุณภาพตำบลนาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง วันที่ 31 มีนาคม 2554 กลุ่มตัวอย่าง ที่ได้รับการสุ่มเลือก จำนวน 102 ราย การรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยแบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นหญิง อายุ ระหว่าง 51 ? 60 ปี สมรสแล้วและอยุ่ด้วยกัน สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา และมีอาชีพทำนา เจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 มานาน 6-10 ปี และ มีภาวะแทรกซ้อน คือ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือด และภาวะไขมันในเลือดสูง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่ม ตัวอย่าง สูงสุด 302 มก.% ต่ำสุด 73 มก.% ค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มตัวอย่าง 151.8 มก % คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในบริบทจังหวัดชัยภูมิ มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ใน ระดับกลาง คะแนนเฉลี่ย 80.5 คุณภาพชีวิตเฉพาะองค์ประกอบของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าองค์ประกอบด้านร่างกาย และองค์ประกอบด้านจิตใจ อยู่ในระดับดี คะแนนเฉลี่ย -30.5 และ 22.9 ตามลำดับ คุณภาพชีวิตองค์ประกอบด้านสัมพันธภาพทางสังคม และองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับกลาง คะแนนเฉลี่ย 9.7 และ 27.6 ตามลำดับ ด้านปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2ในบริบทจังหวัดชัยภูมิ โดยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย(Simple Linear Regression) พบว่า ปัจจัยด้านบุคคลที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่ป่วยด้วยโรค เบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือด ปัญหาการรักษาด้วยยา ปัจจัยด้านครอบครัว คือ ความเพียงพอของรายได้ และปัจจัยด้านบริบทระบบบริการและแหล่งประโยชน์ในชุมชนที่มีผล คือ ระบบบริการสุขภาพ : แหล่งบริการด้านสุขภาพ และอาสาสมัครสาธารณสุข( อสม.)ในชุมชน เครือข่ายการออกกำลังกาย การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ถดถอยเชิงเส้น( Multiple Linear Regression ) ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในบริบทจังหวัดชัยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระยะเวลาที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือด โรคแทรกซ้อน ปัญหาการใช้ยา และความเพียงพอของรายได้ (p-value 0.05 )
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.09 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.18 MB)
3บทที่ 1 - 5.pdf ( 1.43 MB)
2
โครงการการศึกษาภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา : กรณีศึกษาจังหวัดชัยภูมิ
A STUDY IN LOCAL WISDOM FOR HIGHER EDUCATIONAL DEVELOPMENT : A CASE STUDY OF CHAIYAPHUM PROVINCE
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ศักดิ์ศิริ นันตะสุข
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
Education folk wisdom project for administration development studies higher education level there is the objective for study to explore the data about the folk wisdom that exists in the Chaiyaphum and for study lead folk wisdom trend comes to use in administration development studies higher education level be manner quality research collectad data by interviews, random the sample by convenient and Snow Ball, collected data by the researcher and students Chaiyaphum Rajubhat University, the research result as follows ; The folk wisdom in Chaiyaphum Province which can separate various kinds as food and beverage, weaves wares, kitchen kind, decorate house, catches animal and the hunting herbs, art and cultural, agriculture and black magic. Which each kind intellect was spreading in sixteen amphur in Chaiyaphum Province as; Amphur Mueng, Amphur Ban-Khoa, Amphur Konsawan, Amphur Kaset-somboon, Amphur Nongbuadang, Amphur Jatturat, Amphur Bumnetnarong, Amphur Nongbuarawa, Amphur Tepsatit, Amphur Phukeaw, Amphur Bn-Tan, Amphur Kangkho, Amphur Kornsakha and Amphur Subyai. The character of folk wisdom each kind had for long from ago the generation to again the one generation the majority is will a person in a family or family system change the learning process by the way the instruction in words demonstration starting ministers, in order that must have the faith basically important base in the mind the transfer method of the folk wisdom will use the way learns at oneself receives to come to
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.08 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.12 MB)
3บทที่ 1 .pdf ( 0.15 MB)
4บทที่ 2 .pdf ( 0.31 MB)
5บทที่ 3 .pdf ( 0.12 MB)
6บทที่ 4 .pdf ( 0.19 MB)
7บทที่ 5 .pdf ( 0.14 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.16 MB)
9ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.13 MB)
3
การประเมินผลการเพิ่มสมรรถนะองค์การผ่านระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กรณีศึกษาเทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ
Evaluation of Increasing Organization Capacity through the Human Resource Development System: A Case Study of Muang Chaiyaphum Municipality, Chaiyaphum Province
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : นายณรงค์ศักดิ์ สุธรรมดี
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเรื่อง การประเมินผลการเพิ่มสมรรถนะองค์การผ่านระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กรณีศึกษาเทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อการเพิ่มสมรรถนะองค์การผ่านระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในเทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ และแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ วิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)ใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In - Depth Interview) เพื่อเก็บข้อมูล กกกกกกกผลการวิจัย พบว่า (1) ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในเทศบาลเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ มีความคิดเห็นต่อการเพิ่มสมรรถนะองค์การผ่านระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการติดตามและประเมินผลบุคลากรหลังการพัฒนา รองลงมาได้แก่ ด้านการฝึกอบรมที่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์นำมาปฏิบัติ ด้านการวางแผนการพัฒนาบุคลากร และ ด้านการออกแบบและสร้างหลักสูตรเพื่อการพัฒนาบุคลากร ตามลำดับ (2) การพัฒนาบุคลากรของเทศบาลเมืองชัยภูมิมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า 4 ปี และแต่ละปีก็จะมีแผนย่อยๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายและความต้องการของผู้บริหาร (3) วิธีการออกแบบและการสร้างหลักสูตรเพื่อพัฒนาบุคลากร คือ การอบรมที่เป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากรแบบมีเป้าหมาย โดยส่วนใหญ่การออกแบบและการสร้างหลักสูตรมักจะเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารเทศบาล และฝ่ายพัฒนาบุคลากรเป็นหลัก (4) ผู้บริหารเทศบาลมีบทบาทในการส่งเสริมด้านการพัฒนาบุคลากรเป็นอย่างมาก (5) เทศบาลเมืองชัยภูมิมีการออกแบบและการสร้างหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรอยู่เสมอ เช่น หลักสูตรการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หลักสูตรการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน และการจัดหลักสูตรการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น (6) การพัฒนาบุคลากรโดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้อง 2 ด้าน คือ ด้านความรู้และด้านความชำนาญ ที่จะนำมาซึ่งการเพิ่มสมรรถนะขององค์การของเทศบาลเมืองชัยภูมิ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.07 MB)
2บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.11 MB)
3บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.07 MB)
4บทที่ 1.pdf ( 0.17 MB)
5บทที่ 2 .pdf ( 0.46 MB)
6บทที่ 3 .pdf ( 0.29 MB)
7บทที่ 4 .pdf ( 0.22 MB)
8บทที่ 5.pdf ( 0.27 MB)
9บทที่ 5.pdf ( 0.27 MB)
10บรรณาณุกรม.pdf ( 0.17 MB)
11ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.12 MB)
4
การบริหารจัดการธุรกิจชุมชน : กรณีศึกษากลุ่มไม้กวาดทางมะพร้าว ตำบลดงบัง อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ
The Community Business Management : A Case Study in Tagmaprgaw Broom Group in Tumbon Dongbung Amphur Khonsan Province Chaiyaphum
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : อัญนวียา ภัชร์จรินท์ญา
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
การวิจัยเรื่องการบริหารจัดการธุรกิจชุมชน : กรณีศึกษากลุ่มไม้กวาดทางมะพร้าว ตำบลดงบัง อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประวัติความเป็นมาและข้อมูลพื้นฐาน 2. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการ 3. เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการบริหารจัดการ 4. เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของผู้ซื้อที่มีต่อผลิตภัณฑ์และการบริการ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งใช้กลุ่มไม้กวาดทางมะพร้าวเป็นชุมชนเป้าหมายหลักของการวิจัย มีขั้นตอนการวิจัยหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์ แบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า 1. กลุ่มตั้งอยู่ในพื้นที่ ลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่ม แต่เดิมประชากรส่วนใหญ่ทำอาชีพการเกษตรและเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพหลัก ทำหัตถกรรมจักสานเป็นอาชีพเสริม ต่อมาได้พัฒนาหัตถกรรมเกี่ยวกับไม้ไผ่และต่อมาประสบปัญหาขาดแคลนไม้ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการจักสาน จึงพัฒนาสู่ไม้กวาดทางมะพร้าวสามารถสร้างรายได้ดีในปัจจุบัน 2. สภาพการจัดการของกลุ่ม แต่เดิมเป็นการจัดการกลุ่มในลักษณะเครือญาติ คนในพื้นที่ที่ประกอบอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม จนพัฒนาการรวมเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น ต่อมาภายหลังหน่วยงานราชการได้เข้ามามีส่วนในการให้แนวปฏิบัติ เพื่อดำเนินการจัดการกลุ่มให้เป็นระเบียบ ชัดเจนขึ้น 3. ปัจจัยเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของกลุ่ม ประกอบด้วย ปัจจัยด้านการผลิต การตลาด แรงงาน เงินทุน การบริหารจัดการปฏิสัมพันธ์กับภายนอก การมีส่วนร่วมของสมาชิก ความเป็นผู้นำ และระเบียบข้อบังคับของกลุ่ม ซึ่งปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว ส่งผลดีต่อการพัฒนากลุ่มอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน 4. ความพึงพอใจของผู้ซื้อต่อสินค้าและการบริการของกลุ่ม ผู้ซื้อส่วนใหญ่มีความพอใจต่อสินค้า และการบริการการขายในระดับดีมาก โดยเฉพาะด้านราคาสินค้า การให้บริการ สถานที่ ความสะดวก ความปลอดภัย 5. การศึกษาและการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก จากการบอกเล่า จากแบบที่เห็นถ่ายทอดการเรียนรู้จากคนในครอบครัว คนในชุมชน ผู้นำกลุ่ม และผู้รู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6. ปัญหาและแนวทางในการแก้ไขการบริหารจัดการกลุ่ม ได้แก่ วัตถุดิบ แรงงาน กระบวนการการตลาด การบริหารจัดการกฎหมายพาณิชย์ การแก้ไขเริ่มจากผู้นำกลุ่มและคณะกรรมการกลุ่ม ร่วมคิดและแก้ไข ส่วนปัญหาด้านแนวปฏิบัติเชิงวิชาการ กฎหมาย จะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมแก้ไข
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.15 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.11 MB)
3บทที่ 1.pdf ( 0.16 MB)
4บทที่ 2.pdf ( 0.33 MB)
5บทที่ 3.pdf ( 0.14 MB)
6บทที่ 4.pdf ( 0.27 MB)
7บทที่ 5.pdf ( 0.13 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.11 MB)
9ประวัติคณะผู้วิจัย.pdf ( 0.09 MB)
5
ปัจจัยเชิงเหตุและจิตลักษณะที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพของคนในท้องถิ่น
งานวิจัย/Research report 2011
โดย : ศักดิ์ศิริ นันตะสุข
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ และทำนายจิตลักษณะเกี่ยวกับการประกอบอาชีพของคนในท้องถิ่น จำแนกตามเพศ อายุ อาชีพ และในภาพรวม ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ จิตลักษณะตามสถานการณ์ ลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความเชื่ออำนาจในตน ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพ และตัวแปรตามคือพฤติกรรมการประกอบอาชีพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดมาตรประเมินรวมค่า (Summated Ratings Scale) มาตร 6 ระดับ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนในท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 809 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นกำหนดโควต้า (Stratified Quota Random Sampling) และสุ่มตามสะดวก (Convenience Sampling) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน t-test, F-test, Multiple Comparisons โดยวิธีของ Scheffe และวิธีของ Tamhane จากการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นหญิง (ร้อยละ 52.80) เป็นชาย (ร้อยละ47.20) อายุเฉลี่ย 41.30 ปี ส่วนใหญ่มีช่วงอายุระหว่าง 30-39 และ 40-49 ปี มีอาชีพเกษตรกร (ร้อยละ 51.21) และอาชีพรับจ้าง (ร้อยละ 29.30) ที่เหลือมีอาชีพค้าขาย ช่างซ่อมเครื่องยนต์ ช่างก่อสร้าง และช่างเย็บผ้า ส่วนใหญ่เคยไปทำงานต่างถิ่นหรือในกรุงเทพฯ (ร้อยละ 54.9) มีวุฒิการศึกษาไม่เกินชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ร้อยละ 65.9) ส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพด้วยตนเอง ร้อยละ 54.60 ส่วนใหญ่มีบุตร จำนวน 2 คน และ 3 คน (ร้อยละ 43.90 และ 20.10 ตามลำดับ) ส่วนใหญ่มีบุตรกำลังเรียนจำนวน 1-2 คน (กว่าร้อยละ 62) สรุปผลการวิจัย ดังนี้ สรุปผลการวิจัยในภาพรวม พบผลที่สำคัญ 5 ประการ คือ 1) พฤติกรรมการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูง กับ ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพ (r=.769**) สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ จิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน (r=.391**) ความเชื่ออำนาจในตน (r=.310**) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (r=.349**) และสัมพันธ์ในระดับต่ำกับจิตลักษณะตามสถานการณ์ (r=.081**) 2) จิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตนสัมพันธ์ในระดับปานกลาง กับ ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพ (r=.468*) และจิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตน (r=.532**) สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ จิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (r=.272**) และสัมพันธ์ในระดับต่ำ กับ จิตลักษณะตามสถานการณ์ (r=.094**) 3) จิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตนสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพ (r=.360**) 4) จิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สัมพันธ์ในระดับต่ำ กับ จิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตน (r=.086*) แต่สัมพันธ์ในระดับปานกลาง กับ ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพ (r=.410**) และ 5) จิตลักษณะตามสถานการณ์สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ จิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (r=.276**) สัมพันธ์ในระดับต่ำกับทัศนคติต่อการประกอบอาชีพในระดับต่ำ (r=.142**) และสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับจิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตน (r= -.074*) เมื่อจำแนกตามเพศพบว่า ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพ และพฤติกรรมการประกอบอาชีพไม่แตกต่างกัน ส่วนลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน จิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และจิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พฤติกรรมการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับปานกลางกับจิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน (ชาย r=.404**,หญิง r=.468**) ส่วนความสัมพันธ์ของคู่ตัวแปรอื่นพบผลเช่นเดียวกันกับผลในภาพรวมที่กล่าวมา เมื่อจำแนกตามช่วงอายุพบว่า จิตลักษณะตามสถานการณ์ จิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน จิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ จิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตน ทัศนคติต่อ การประกอบอาชีพ และพฤติกรรมการประกอบอาชีพไม่แตกต่างกัน และจากผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบผลที่สำคัญ 8 ประการ คือ 1) พฤติกรรมการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูง กับ ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพ ในกลุ่มอายุ 20-29 ปี (r=.793**) กลุ่มอายุ 30-39 ปี (r=.787**) และกลุ่มอายุ 40-49 ปี (r=.670**) สัมพันธ์ในระดับสูงมากในกลุ่มอายุ 50-59 ปี (r=.850**) และกลุ่มอายุ 60-69 ปี (r=.823**) 2) พฤติกรรมการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ จิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน ในกลุ่มอายุ 30-39 ปี (r=.399**) และกลุ่มอายุ 40-49 ปี (r=.253**) สัมพันธ์ในระดับปานกลางในกลุ่มอายุ 20-29 ปี (r=.436**) และกลุ่มอายุ 50-59 ปี (r=.539**) และสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูงในกลุ่มอายุ 60-69 ปี (r=.606**) 3) พฤติกรรมการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ จิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตน ในกลุ่มอายุ 20-29 ปี (r=.360**) กลุ่มอายุ 30-39 ปี (r=.231**) กลุ่มอายุ 40-49 ปี (r=.265**) และกลุ่มอายุ 50-59 ปี (r=.399**) และสัมพันธ์ในระดับปานกลางในกลุ่มอายุ 60-69 ปี (r=.570**) 4) พฤติกรรมการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับปานกลาง กับ จิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ในกลุ่มอายุ 20-29 ปี (r=.512**) สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำในกลุ่มอายุ 30-39 ปี (r=.377**) และกลุ่มอายุ 40-49 ปี (r=.373**) และทั้งสองตัวแปรไม่สัมพันธ์กันในกลุ่มอายุ 50-59 ปี และกลุ่มอายุ 60-69 ปี 5) จิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตนสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูง กับ ทัศนคติต่อ การประกอบอาชีพในกลุ่มอายุ 60-69 ปี (r=.692**) ส่วนกลุ่มอายุ 20-29 ปี (r=.479**) กลุ่มอายุ 30-39 ปี (r=.455**) และกลุ่มอายุ 40-49 ปี (r=.408**) และกลุ่มอายุ 50-59 ปี (r=.549**) สัมพันธ์ในระดับปานกลาง ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างจิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตนกับจิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตน มีผลเช่นเดียวกันคือสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูงในกลุ่มอายุ 60-69 ปี (r=.735**) ส่วนกลุ่มอายุ 20-29 ปี (r=.474**) กลุ่มอายุ 30-39 ปี (r=.540**) และกลุ่มอายุ 40-49 ปี (r=.494**) และกลุ่มอายุ 50-59 ปี (r=.557**) สัมพันธ์ในระดับปานกลาง 6) จิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตนสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ ทัศนคติต่อ การประกอบอาชีพในกลุ่มอายุ 20-29 ปี (r=.318**) กลุ่มอายุ 30-39 ปี (r=.310**) และกลุ่มอายุ 40-49 ปี (r=.360**) แต่สัมพันธ์ในระดับปานกลางในกลุ่มอายุ 50-59 ปี (r=.441**) และกลุ่มอายุ 60-69 ปี (r=.518**) 7) จิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ ทัศนคติต่อ การประกอบอาชีพในกลุ่มอายุ 30-39 ปี (r=.391**) กลุ่มอายุ 50-59 ปี (r=.289**) และกลุ่มอายุ 60-69 ปี (r=.363**) แต่สัมพันธ์ในระดับปานกลางในกลุ่มอายุ 20-29 ปี (r=.527**) และกลุ่มอายุ 40-49 ปี (r=.461**) 8) จิตลักษณะตามสถานการณ์สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพในกลุ่มอายุ 20-29 ปี (r=.346**) กลุ่มอายุ 30-39 ปี (r=.118**) และกลุ่มอายุ 60-69 ปี (r=.330**) สัมพันธ์ในระดับปานกลางกับจิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตนในกลุ่มอายุ 20-29 ปี (r=.409**) และสัมพันธ์กับจิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สัมพันธ์ในระดับปานกลางในกลุ่มอายุ 20-29 ปี (r=.496**) สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำในกลุ่มอายุ 30-39 ปี (r=.222**) กลุ่มอายุ 40-49 ปี (r=.300**) และกลุ่มอายุ 50-59 ปี (r=.240**) เมื่อจำแนกตามอาชีพพบว่า จิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน และจิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ไม่แตกต่างกัน ส่วนจิตลักษณะตามสถานการณ์ จิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตน ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพ และพฤติกรรมการประกอบอาชีพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนที่แตกต่างกันได้ทำ พบว่า คู่ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ จิตลักษณะตามสถานการณ์ ได้แก่ อาชีพช่างก่อสร้าง กับ อาชีพช่างเย็บผ้า จิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตน ได้แก่ อาชีพค้าขาย กับ อาชีพช่างก่อสร้าง ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพ ได้แก่ อาชีพเกษตรกร (ทำนา ทำสวน ทำไร่) กับ อาชีพรับจ้าง และอาชีพค้าขาย กับ อาชีพรับจ้าง และในพฤติกรรมการประกอบอาชีพ ได้แก่ อาชีพค้าขาย กับ อาชีพรับจ้าง และผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบผลที่สำคัญ 9 ประการ ดังนี้ 1) พฤติกรรมการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับสูงมาก กับทัศนคติต่อการประกอบอาชีพในกลุ่มอาชีพค้าขาย (r=.905**) และกลุ่มอาชีพเย็บผ้า (r=.893**) สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูงในกลุ่มอาชีพเกษตรกร (r=.790**) กลุ่มอาชีพรับจ้าง (r=.760**) กลุ่มอาชีพช่างซ่อมเครื่องยนต์ (r=.764**) ทั้งสองตัวแปรไม่สัมพันธ์กันในกลุ่มอาชีพช่างก่อสร้าง 2) พฤติกรรมการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ จิตลักษณะ มุ่งอนาคตและควบคุมตนในกลุ่มอาชีพเกษตรกร (r=.391**) กลุ่มอาชีพค้าขาย (r=.384**) และกลุ่มอาชีพช่างซ่อมเครื่องยนต์ (r=.336**) สัมพันธ์ในระดับปานกลางในกลุ่มอาชีพรับจ้าง (r=.424**) และทั้งสองตัวแปรไม่สัมพันธ์กันในกลุ่มอาชีพช่างก่อสร้าง และกลุ่มอาชีพเย็บผ้า 3) พฤติกรรมการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ จิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตนในกลุ่มอาชีพเกษตรกร (r=.308**) กลุ่มอาชีพรับจ้าง (r=.341**) และกลุ่มอาชีพช่างซ่อมเครื่องยนต์ (r=.286**) และทั้งสองตัวแปรไม่สัมพันธ์กันในกลุ่มอาชีพค้าขาย กลุ่มอาชีพช่างก่อสร้าง และกลุ่มอาชีพเย็บผ้า 4) พฤติกรรมการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ จิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในกลุ่มอาชีพเกษตรกร (r=.309**) กลุ่มอาชีพรับจ้าง (r=.337**) และกลุ่มอาชีพช่างก่อสร้าง (r=.381**) สัมพันธ์ในระดับปานกลางในกลุ่มอาชีพค้าขาย (r=.593**) กลุ่มอาชีพช่างซ่อมเครื่องยนต์ (r=.482**) และกลุ่มอาชีพเย็บผ้า (r=.523*) 5) พฤติกรรมการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ จิตลักษณะตามสถานการณ์ในกลุ่มอาชีพช่างซ่อมเครื่องยนต์ (r=.301**) สัมพันธ์ในระดับปานกลางในกลุ่มอาชีพเย็บผ้า (r=.568*) และทั้งสองตัวแปรไม่สัมพันธ์กันในกลุ่มอาชีพเกษตรกร กลุ่มอาชีพค้าขาย กลุ่มอาชีพรับจ้าง และกลุ่มอาชีพช่างก่อสร้าง 6) จิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตนสัมพันธ์ในระดับปานกลาง กับ จิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตนในกลุ่มอาชีพเกษตรกร (r=.521**) กลุ่มอาชีพค้าขาย (r=.423**) กลุ่มอาชีพรับจ้าง (r=.584**) กลุ่มอาชีพช่างซ่อมเครื่องยนต์ (r=.497**) สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูงในกลุ่มอาชีพช่างก่อสร้าง (r=.613**) และทั้งสองตัวแปรไม่สัมพันธ์กันในกลุ่มอาชีพเย็บผ้า 7) ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ จิตลักษณะ ความเชื่ออำนาจในตนในกลุ่มอาชีพเกษตรกร (r=.328**) สัมพันธ์ในระดับปานกลางในกลุ่มอาชีพรับจ้าง (r=.446**) กลุ่มอาชีพช่างก่อสร้าง (r=.547**) และกลุ่มอาชีพเย็บผ้า (r=.474**) ทั้งสองตัวแปรไม่สัมพันธ์กันในกลุ่มอาชีพค้าขาย 8) จิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ ทัศนคติต่อ การประกอบอาชีพในกลุ่มอาชีพเกษตรกร (r=.377**) สัมพันธ์ในระดับปานกลางในกลุ่มอาชีพค้าขาย (r=.568**) กลุ่มอาชีพรับจ้าง (r=.428**) กลุ่มอาชีพช่างซ่อมเครื่องยนต์ (r=.549**) กลุ่มอาชีพช่างก่อสร้าง (r=.481**) และกลุ่มอาชีพเย็บผ้า (r=.526**) 9) จิตลักษณะตามสถานการณ์สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างต่ำ กับ ทัศนคติต่อการประกอบอาชีพในกลุ่มอาชีพรับจ้าง (r=.176**) สัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูงในกลุ่มอาชีพเย็บผ้า (r=.735**) และสัมพันธ์กับจิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตนในระดับปานกลางในกลุ่มอาชีพช่างซ่อมเครื่องยนต์ (r=.411**) และกลุ่มอาชีพเย็บผ้า (r=.484**) จิตลักษณะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ จิตลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน และจิตลักษณะความเชื่ออำนาจในตนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการประกอบอาชีพของคนในท้องถิ่นในระดับปานกลาง (r=.486) และจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการประกอบอาชีพได้ 23.60% สามารถสร้างตัวแบบของความสัมพันธ์ได้ ดังนี้ y= 1.984+.339* Mc4+.179* Mb3+.131* Md5 ตัวทำนายชุดที่ 2 คือจิตลักษณะตามสถานการณ์ และทัศนคติต่อการประกอบอาชีพ (Me6) พบว่า มีเพียงทัศนคติต่อการประกอบอาชีพ เท่านั้นที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการประกอบอาชีพของคนในท้องถิ่น (t-prob=.000) โดยมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการประกอบอาชีพในระดับค่อนข้างสูง (r=.769) และจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการประกอบอาชีพได้ร้อยละ 59.20 สามารถสร้างตัวแบบของความสัมพันธ์ได้ ดังนี้ y = 1.650+.695*Me6
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.04 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.08 MB)
3บทที่ 1.pdf ( 0.12 MB)
4บทที่ 2.pdf ( 0.48 MB)
5บทที่ 3.pdf ( 0.18 MB)
6บทที่4.1.pdf ( 0.25 MB)
7บทที่4.2.pdf ( 0.30 MB)
8บทที่4.3.pdf ( 0.37 MB)
9บทที่4.4.pdf ( 0.44 MB)
10บทที่4.5.pdf ( 0.38 MB)
11บทที่4.6.pdf ( 0.19 MB)
12บรรณานุกรม.pdf ( 0.13 MB)
13ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.07 MB)
6
ความเครียดและพฤติกรรมการเผชิญความเครียดของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
Stress and Behavioral Coping of personnel in Chaiyaphum Rajabhat University
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ฑูรย์ วุฒิโส, ขวัญหทัย ยิ้มละมัย, ณัฐพล พลเทพ, เพ็ญนภา สุขเสริม
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเครียดและพฤติกรรมการเผชิญความเครียดของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรทุกคนในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวนทั้งสิ้น 246 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิทั้งหมดโดยรวมมีความเครียดอยู่ในระดับสูง 2) เมื่อเปรียบเทียบความเครียดของบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิจำแนกตามตัวแปร เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ สถานภาพสมรส สถานที่พักอาศัย ตำแหน่ง และลักษณะงานที่ปฏิบัติ พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) เมื่อเปรียบเทียบความเครียดของบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิจำแนกตามตัวแปร โรคประจำตัวพบว่าบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิที่มีโรคประจำตัวมีความเครียดมากกว่าบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิที่ไม่มีโรคประจำตัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นั้นคือ ความเครียดของบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิขึ้นอยู่กับการมีโรคประจำตัว 4) พฤติกรรมเผชิญความเครียดที่กลุ่มตัวอย่างเลือกใช้มากที่สุดคือแบบแก้ที่ปัญหา 5) เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการเผชิญความเครียดของบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิที่มีตำแหน่งต่างกันพบว่ามีพฤติกรรมการเผชิญความเครียดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 6) เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการเผชิญความเครียดของบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิที่มีระดับความเครียดปกติและกลุ่มที่มีระดับความเครียดสูงพบว่ามีพฤติกรรมการเผชิญความเครียดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.09 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.15 MB)
3บทที่ 1.pdf ( 0.23 MB)
4บทที่ 2.pdf ( 0.24 MB)
5บทที่ 3.pdf ( 0.17 MB)
6บทที่ 4.pdf ( 0.21 MB)
7บทที่ 5.pdf ( 0.15 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.17 MB)
9ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.14 MB)
7
การรับรู้สาเหตุความสำเร็จและความล้มเหลวในการเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
งานวิจัย/Research report 2549
โดย : ศักดิ์ศิริ นันตะสุข
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการรับรู้สาเหตุความสำเร็จและความล้มเหลวในการเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิจำนวน 264 คน จากนักศึกษาจำนวน 9 โปรแกรมวิชา โดยการสุ่มแบบง่าย (Simple Random Amampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วยคำถามความคิดเห็นแบบปลายเปิด ให้นักศึกษาเขียนตอบ โดยได้ปรับปรุงจากแบบคำถามของกองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 นำมาตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถามที่นักศึกษาเขียนตอบแล้ววิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง และวิเคราะห์สาเหตุความสำเร็จและความล้มเหลวในการเรียน ตามแบบสอบถามที่นักศึกษาเขียนตอบได้คำหลักจำแนกได้ ดังนี้ ความสำเร็จในการเรียนจากแหล่งภายในตน(SI)มี4คำหลัก ได้แก่ 1)อาจารย์สอนดี 2)เรียนสนุก เรียนเข้าใจง่าย 3)สนใจ ตั้งใจเรียน ส่งงานทุกครั้ง และ 4)ได้ความรู้ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และความสำเร็จจากแหล่งภายนอกตน(SE)มี4คำหลัก ได้แก่ 1)อาจารย์สอนดี สอนเข้าใจ สอนสนุก 2)อาจารย์อารมณ์ดี ให้เกรดดี เป็นกันเอง 3)เนื้อหาง่าย ข้อสอบง่าย และ 4)ได้เรียนเต็มที่ ค้นคว้า ได้ฝึกปฏิบัติจริง ความล้มเหลวในการเรียนจากแหล่งภายในตน(FI)มี 4 คำหลัก ได้แก่ 1)เรียนยาก เรียนไม่เข้าใจ จำเนื้อหาไม่ได้ 2)ไม่ชอบ ไม่ชอบท่อจำ ไม่ชอบคำนวณ 3)ไม่ขยัน ไม่ตั้งใจ ไม่สนใจ และ 4)ไม่เก่ง อ่านไม่ค่อยได้ ไม่มีพื้นความรู้ และความล้มเหลวจากแหล่งภายนอกตน(FI)มี 5 หลัก ได้แก่ 1)อาจารย์สอนไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง 2)อาจารย์ให้คะแนนโหด 3)ไม่ค่อยได้เรียน หยุดเรียนบ่อย 4)เนื้อหายาก ข้อสอบยาก และ 5)เนื้อหามาก นักศึกษากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่กับบิดามารดา(85.36%)การเดินทางมาเรียนโดยเช่าหอพัก(60.00%)และผู้ปกครองของนักศึกษาส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร(62.14%)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101 ปก.pdf ( 0.07 MB)
202 บทคัดย่อ.pdf ( 1.09 MB)
303 สารบัญ.pdf ( 1.61 MB)
404 บทที่ 1.pdf ( 0.91 MB)
505 บทที่ 2.pdf ( 5.11 MB)
606 บทที่ 3.pdf ( 0.06 MB)
707 บทที่ 4.pdf ( 2.73 MB)
807.01 บทที่ 4.pdf ( 1.40 MB)
907.1 บทที 4.pdf ( 4.89 MB)
1008 บทที่ 5.pdf ( 1.76 MB)
1109 บรรณานุกรม.pdf ( 0.90 MB)
12010 ภาคผนวก.pdf ( 0.36 MB)
8
ยุทธศาสตร์แนวทางลดผลกระทบทางลบ และการจัดการลุ่มน้ำหนองสามหมื่นแบบมีส่วนร่วม
Strategic approach to reduce negative impact and cooperative management of Nong Sam Muen reservoir
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ธนาวิทย์ กางการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
การสำรวจความคิดเห็นของชาวบ้านในการจัดการทรัพยากรน้ำหนองสามหมื่นสรุปได้ดังนี้กิจกรรมของผู้นำใช้น้ำในหนองสามหมื่นมีกิจกรรมทางด้านการเกษตรและการรวมกลุ่มเพื่อการใช้น้ำ เป็นน้ำประปาประจำหมู่บ้าน ความสัมพันธ์ของผู้นำกับคณะกรรมการคือการเก็บค่าน้ำประปาและการดูแลระบบประปาหมู่บ้าน มีการแบ่งปันการใช้น้ำโดยจัดสรรการกักเก็บน้ำโดยแต่ละหมู่บ้านทำการประชุมปรึกษาหารือกันและใช้ข้อตกลงร่วมกัน ต้นน้ำแหล่งกำเนิดของน้ำหนองสามหมื่นมาจากเขื่อนจุฬาภรณ์ กลางน้ำอยู่ที่บ้านแก้ง และปลายน้ำอยู่ที่หนองปัง ภูเขียว น้ำมีความเพียงพอในการใช้ถ้าขาดแคลนน้ำจะทำการขอน้ำสนับสนุนลำน้ำพรมเขื่อนจุฬาภรณ์ ผู้ใช้น้ำมีความต้องการส่วนมากในเรื่องของการทำการเกษตร มีระบบการจ่ายน้ำแบบระบบพลังงานไฟฟ้าระบบจ่ายน้ำมีปัญหาบ้างเป็นบางครั้งแต่แก้ไขได้จากคณะกรรมการที่เกิดจากชาวบ้านเลือกตั้งกันเองการขอใช้น้ำมีปัญหาบ้างบางครั้งแต่ก็ทำการตกลงร่วมกันได้การแก้ไขให้น้ำมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ตลอดคือต้องมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมในการจัดการการใช้น้ำหนองสามหมื่นการใช้น้ำอยู่ในช่วงเดือนฤดูทางการเกษตรเป็นส่วนมากแต่โดยรวมใช้น้ำทุกฤดูกาลเพราะมีการใช้น้ำในรูปแบบการประปาอยู่แล้วผู้ใช้น้ำต้องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้น้ำในแต่ละหมู่บ้านคือระดมความคิดเห็นของชาวบ้านในการดูแลรักษาน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ชาวบ้านกลุ่มผู้ใช้น้ำหนองสามหมื่นต้องการให้มีสถานีที่ท่องเที่ยวในบริเวณหนองสามหมื่นเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนหนองสามหมื่นชาวบ้านต้องการให้ทำการขุดลอกขุดคลองเพิ่มขึ้นชาวบ้านต้องการให้เอาเกาะกลางน้ำออกเพื่อเพิ่มปริมาณในการกักเก็บน้ำและคงความงดงามในความเป็นธรรมชาติ และอุดมสมบูรณ์เช่นเดิม ยุทธศาสตร์ลดผลกระทบทางลบ และการจัดการลุ่มน้ำหนองสามหมื่นแบบมีส่วนร่วมจากการประชุมระดมสมองและการประชาคมชุมชนต้องการให้เกิดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ ได้แก่ กลยุทธ์การมีส่วนร่วมกลยุทธ์ความเสมอภาคและความเท่าเทียมของผู้ใช้น้ำในต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำกลยุทธ์การบริหารความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำกลยุทธ์การอนุรักษ์แหล่งน้ำ กลยุทธ์การสร้างความสมดุลและการพึ่งพาระหว่างคนกับน้ำ ทิศทางแนวโน้มในการพัฒนาหนองสามหมื่นมีโอกาสสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เนื่องจากนโยบายรัฐบาล ผู้บริหาร ผู้นำหมู่บ้านมีความต้องการเป็นส่วนมากมีทิศทางที่จะมีการสร้างโครงการแก้มลิงในหนองสามหมื่น แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการสร้างโครงการแก้มลิงไปพร้อมกันจุดสำคัญของการพัฒนาหรือสร้างยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำหนองสามหมื่น ก็คือการปลูกและสร้างจิตสำนึกรักที่ดีให้คนในชุมชนร่วมกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1งานวิจัย.pdf ( 0.16 MB)
9
แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนในอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ
งานวิจัย/Research report 2011
โดย : ภัทรา สง่า
40
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก อ.ภัทรา.pdf ( 0.12 MB)
2บทที่1.pdf ( 0.14 MB)
3บทที่2.pdf ( 0.32 MB)
4บทที่3.pdf ( 0.06 MB)
5บทที่4.pdf ( 0.16 MB)
6บทที่4.1.pdf ( 0.10 MB)
7บทที่4.2.pdf ( 0.16 MB)
8บทที่4.3.pdf ( 0.28 MB)
9บทที่5.pdf ( 0.10 MB)
10บรรณานุกรม.pdf ( 0.07 MB)
11รายชื่อผู้รับผิดชอบการวิจัย.pdf ( 0.12 MB)
10
ขวัญและกำลังใจอาจารย์ เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
The Morale of Instructors and Staffs Chaiyaphum Rajabhat
งานวิจัย/Research report 2549
โดย : พรรณี หงส์พันธ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
การศึกษาเรื่อง ขวัญกำลังใจอาจารย์เจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพขวัญกำลังใจ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานและข้อเสนอแนะแนวทางการสร้างเสริมขวัญกำลังใจ การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงสำรวจ กลุ่มประชากร คือ อาจารย์ จำนวน 62 คนและเจ้าหน้าที่ จำนวน 58 คน รวมทั้งหมด 118 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม ซึ่งแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 4 ตอน คือ ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพขวัญกำลังใจอาจารย์เจ้าหน้าที่ แบบสอบถามเกี่ยวกับอิทธิพลของแต่ละปัจจัยที่มีผลต่อสภาพขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และ แบบสอบถามเพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้แสดงข้อคิดเกี่ยวกับการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ และนำแบบสอบถามมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS/PC หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า T ? test จากการวิจัยพบว่า 1) อาจารย์เจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 68.06 เป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 30 ปี คิดเป็นร้อยละ 41.17 เป็นผู้มีอายุราชการอยู่ระหว่าง 1- 5 ปี มีที่พักอาศัยอยู่ในบ้านของตนเองซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำงานมากกว่า 10 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 49.57 ใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการเดินทาง ร้อยละ 46.21 และมีผู้อยู่ในความอุปการะ 1- 2 คน ร้อยละ 74.79 2) โดยภาพรวม อาจารย์เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิมีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานอยู่ในเกณฑ์ระดับ ?ปานกลาง? โดยเฉพาะ ด้าน การมองเห็นคุณค่าแห่งตน ความรักความสามัคคี ความเข้าใจและสนใจในกระบวนการวิธีการปฏิบัติงาน ความพึงพอใจต่อหน่วยงาน ความพึงพอใจต่อนโยบายและมาตรการดำเนินงาน 3) ผลการเปรียบเทียบสภาพขวัญกำลังใจของอาจารย์เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ พบว่า โดยภาพรวมจำแนกตามตำแหน่งสายงานเปรียบเทียบกันระหว่างอาจารย์ผู้สอนกับเจ้าหน้าที่มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 4) อิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อขวัญกำลังใจ ซึ่งผู้วิจัยระบุไว้เป็นกระทงในการพิจารณา 25 ปัจจัย นั้นส่วนใหญ่อาจารย์ เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อขวัญกำลังใจ ในการปฏิบัติงานของตนอยู่ในระดับ ?ปานกลาง? 5 อันดับแรก ได้แก่ กระบวนการนิเทศ ความมั่นคงของงาน สภาพที่อาศัย ความก้าวหน้าในวิชาชีพ 5) แนวทางการสร้างเสริมขวัญกำลังใจ ซึ่งผู้วิจัยได้ระบุไว้เป็นกระทงในการคัดเลือก 13 ประการ อาจารย์เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ ได้ให้ความสำคัญและเลือก 5 อันดับแรก ได้แก่ การเพิ่มรายได้ประจำปี การเพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในวิชาชีพ การเพิ่มสวัสดิการต่างๆ ให้มากขึ้น การนำระบบการบริหาร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
108 บทที่ 5.pdf ( 0.08 MB)
209 บรรณานุกรม.pdf ( 0.07 MB)
302บทคัดย่อ.pdf ( 0.06 MB)
403 สารบัญ.pdf ( 0.06 MB)
504 บทที่ 1.pdf ( 0.09 MB)
605 บทที่ 2.pdf ( 0.26 MB)
706 บทที่ 3.pdf ( 0.09 MB)
807 บทที่ 4.pdf ( 0.15 MB)
11
ความต้องการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดชัยภูมิ
A Study of High School Students? Needs for Further Study in Higher Educational Institution, in ChaiyaphumProvince.
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : ศิรภัสสร์ อินทรพาณิชย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
การศึกษาเรื่อง ความต้องการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลายในจังหวัดชัยภูมิ ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาความต้องการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดชัยภูมิ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดชัยภูมิ และ 3) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูลพื้นฐานในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จากการศึกษาพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความต้องการเลือกศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในสถาบันมหาวิทยาลัยปิดของรัฐ รองลงมาได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฎ และมหาวิทยาลัยเอกชน ส่วนนักเรียนที่ต้องการเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมินั้นส่วนใหญ่ไม่แน่ใจในความต้องการเรียนในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ เนื่องจากขอสอบที่อื่นดูก่อนและยังไม่ได้ตัดสินใจ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจเลือกเรียนของนักเรียนคือตัวนักเรียนเอง รองลงมาได้แก่ ผู้ปกครองหรือญาติ สาเหตุที่ทำให้นักเรียนต้องศึกษาต่อคือ เพื่ออนาคตและได้งานดี ๆ รองลงมาคือเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และให้ได้เงินเดือนสูง ๆ นักเรียนส่วนใหญ่มีความต้องการเรียนในสาขาวิชาครุศาสตร์/การศึกษา รองลงมาได้แก่ พยาบาลศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เหตุผลที่นักเรียนเลือกเรียนสถาบันที่เลือกเพราะอยู่ใกล้บ้าน เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วหางานง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายเนื่องจากมีราคาถูก ส่วนอาชีพที่นักเรียนต้องการทำในอนาคตคือ ครู-อาจารย์ รองลงมาได้แก่ พนักงาน/เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานราชการ และพยาบาล แต่เมื่อพิจารณาตามโปรแกรมวิชาพบว่า นักเรียนต้องการเรียนโปรแกรมวิชาพยาบาลศาสตร์มากที่สุด รองลงมาได้แก่ นิติศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ นักเรียนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการเรียนในห้องเรียนจันทร์ถึงศุกร์เวลาปกติ และต้องการให้สถาบันการศึกษาคัดเลือกนักศึกษาโดยวิธีการรับเข้าเรียนทั้งหมด รองลงมาคือ ใช้วิธีการคัดเลือกโดยให้มีทั้งโควตาและคัดเลือก ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนคือ ปัจจัยด้านการสร้างและการนำเสนอลักษณะทางกายภาพมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านบุคลากร และด้านผลิตภัณฑ์ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยด้านการสร้างและการนำเสนอลักษณะทางกายภาพ พบว่า นักเรียนให้ความสำคัญเกี่ยวกับอุปกรณ์การเรียนการสอนทันสมัย และสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานศึกษา รวมถึงมีสื่อ/อุปกรณ์/เทคโนโลยีที่ทันสมัย ปัจจัยด้านบุคลากร ผู้เรียนให้ความสำคัญเกี่ยวกับอาจารย์ผู้สอนมีความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพตรงสาขาวิชามากที่สุด และให้ความสำคัญกับอาจารย์เอาใจใส่ดูแลนักเรียนเป็นอย่างดี ส่วนด้านผลิตภัณฑ์ นักเรียนให้ความสำคัญต่อวุฒิการศึกษาที่นักเรียนจะได้รับมากที่สุด รองลงมาได้แก่ รายวิชาที่ต้องการศึกษาตามหลักสูตร และนักเรียนสามารถเรียนจบได้ตามศักยภาพของนักเรียน ความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูลพื้นฐานในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ พบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่พอรู้บ้างเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานในมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ เรียงตามลำดับการรับรู้จากมากไปหาน้อยดังนี้ คณะที่เปิดสอน ระดับการศึกษาที่เปิดสอน วิชาเอกที่เปิดสอน สิ่งแวดล้อมในสถาบัน ชื่อเสียงทางด้านวิชาการของนักศึกษา ประเภทของการจัดการเรียนการสอน สื่อ/อุปกรณ์การเรียนการสอน อาคารและห้องเรียนของสถาบัน นักเรียนส่วนใหญ่รับรู้ข้อมูลพื้นฐานจากเพื่อน/รุ่นพี่ จากสื่อต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และอาจารย์ ส่วนแหล่งรับรู้ข่าวสารการรับสมัครเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมินั้น นักเรียนส่วนใหญ่รับรู้จากอาจารย์แนะแนว/อาจารย์ประจำชั้น รองลงมาได้แก่ อินเตอร์เน็ต และแผ่นโปสเตอร์/ประกาศจากสถาบัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.08 MB)
2บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.10 MB)
3บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.10 MB)
4บทที่ 1.pdf ( 0.12 MB)
5บทที่ 2.pdf ( 0.28 MB)
6บทที่ 3.pdf ( 0.20 MB)
7บทที่ 4.pdf ( 0.32 MB)
8บทที่ 5.pdf ( 0.11 MB)
9บรรณานุกรม.pdf ( 0.14 MB)
10ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.09 MB)

Search within results