Search Result 6 Found

  • Filters
 
1
การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการฟังนิทานของเด็กปฐมวัยที่ได้ฟังนิทานประกอบเทคนิคการตัดกระดาษกับการฟังแบบปกติ
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : นิฏฐ์ อินขำ, ศุภชีวิน ศรีพลอย, อรอนงค์ นิ่มเฉลิม
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
วัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้เพื่อเปรียบเทียบความความสามารถในการฟังนิทานของเด็กปฐมวัยที่ได้ฟังนิทานประกอบเทคนิคการตัดกระดาษกับการฟังนิทานแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยทั้งชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นอนุบาลปีที 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 ของโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองให้กลุ่มทดลองได้รับฟังการเล่านิทานประกอบเทคนิคการตัดกระดาษ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับฟังการเล่านิทานแบบปกติ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 น วันละ 20 นาที รวม 10 ครั้ง หลังการเล่านิทานแต่ละครั้ง จะทำการทดสอบความสามารถในการฟังนิทาน โดยใช้แบบทดสอบวัดความสามารถในการฟังนิทานที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผลการศึกษา พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้ฟังนิทานประกอบเทคนิคการตัดกระดาษกับการฟังนิทานแบบปกติมีความสามารถในการฟังนิทาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่เด็กปฐมวัยที่ได้ฟังนิทานประกอบเทคนิคการตัดกระดาษมีความสามารถในการฟังสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการฟังนิทานแบบปกติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Info.pdf ( 0.10 MB)
2Unit 1.pdf ( 0.09 MB)
3Unit 2.pdf ( 1.26 MB)
4Unit 3.pdf ( 0.14 MB)
5Unit 4.pdf ( 0.03 MB)
6Unit 5.pdf ( 0.14 MB)
7ภาคผนวก.pdf ( 2.35 MB)
2
การจัดกระบวนการเรียนรู้แนวใหม่โดยบูรณาการทักษะภาษาไทยเพื่อสร้างปัญญาให้แก่ผู้เรียน
บทความ/Article 2551
โดย : ลินจง จันทรวราทิตย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการวิจัยคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ ที่สร้างกระบวนการทางปัญญาให้แก่ผู้เรียน และเพื่อศึกษาแนวทางบูรณาการทักษะภาษาไทย ให้ผู้เรียนรู้จักการแสวงหาความรู้และเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ประชากรในการวิจัยจำนวน 121 คน ได้แก่นักศึกษาโปรแกรมวิชาบริหารธุรกิจ (การตลาด) หมู่เรียน 48/487/1 จำนวน 48 คน นักศึกษาหมู่เรียน 48/467/1 โปรแกรมวิชาบริหารธุรกิจ (การบริหารทรัพยากรมนุษย์) จำนวน 43 คน และนักศึกษาหมู่เรียน 48/477/3 โปรแกรมวิชาบริหารธุรกิจ (คอมพิวเตอร์ธุรกิจ) จำนวน 40 คน และเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ การสังเกตแบบมีส่วนร่วมการสัมภาษณ์อย่างไม่มีโครงสร้าง แบบทดสอบและมาตรวัดการปฏิบัติงาน วัดจิตพิสัยองนักศึกษาแล้วนำเสนอผลงานวิจัยในลักษณะการพรรณนาวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ของรายวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น คือ การจัดการเรียนการสอนด้วยการสร้างโครงงาน มีลักษณะสอดคล้องและเหมาะสมกับทักษะภาษาไทย คือ การเขียนรายงานทางวิชาการ สามารถสร้างกระบวนการทางปัญญาให้แก่นักศึกษาได้โดยครูเป็นผู้จัดการเรียนการสอน เป็นผู้วางแผนปฏิบัติงานเพื่อให้ผู้เรียนเรียนอย่างกระตือรือร้น (active learner) และรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง 2. การบูรณาการทักษะภาษาไทย คือ การใช้ทักษะภาษาไทยสร้างผลงานให้ออกมาเป็นหนึ่งอันเดียวกันอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ทฤษฎีการฟัง และฟังคำแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติโครงงานให้เข้าใจ ทักษะการสืบค้นเพื่อรวบรวมข้อมูลสารสนเทศจากแหล่งต่าง ๆ ทักษะการอ่าน เพื่อรวบรวมความรู้และความคิดจากสารสนเทศและทักษะการเขียนเพื่อกำหนดโครงเรื่อง การจัดกลุ่มข้อมูล การจัดลำดับข้อมูล และการสรุปความรู้ออกมา แล้วใช้ทักษะการพูดนำเสนอความรู้ให้เพื่อน ๆ ฟังหน้าชั้นเรียน การบูรณาการทักษะภาษาไทยทำให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรู้และรู้วิธีการเรียนรู้ ค่าระดับคะแนน (grade) ของนักศึกษาอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ คือค่า A-C คิดเป็นค่าร้อยละ 83.8 This qualitative classroom study aims at creating a new learning process for students of Thai as well as at finding a new approach that will integrate all the Thai language skill that will help guide students learn how to learn on their own. The 121 participants in this study came from various business programs at Rajabhat University of Nakorn Pathom campus. The instruments employed in this study included interviews and observations and performance assessment. The study is reported through a descriptive analysis, and the statistics used in this study were means and percentage. Findings 1. It was found that the new intergrated teachning approach was suitable for the learning of the Thai language skills. Academic writing projects assigned to the participants in the course helped create a lerning process for the participants. The teachers only acted as the planner of the course and the facilitator in the classroom. 2. The communicative skills developed in this course force the participants to think, to search and to elicit the language they acquired during the process and in the course of their life-long learning. The participants? achievement was reflected in their final grade. The average is as high as 83.8% (A-C) "
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Info.pdf ( 0.13 MB)
2Unit 1.pdf ( 0.25 MB)
3Unit 2.pdf ( 1.79 MB)
4Unit 3.pdf ( 0.73 MB)
5Unit 4.pdf ( 0.29 MB)
6Unit 5.pdf ( 0.27 MB)
7ภาคผนวก.pdf ( 0.84 MB)
3
ผลการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนอินเทอร์เน็ตของนักศึกษาสถาบันราชภัฏนครปฐม
Effects of Using Computer-Assisted Instruciton as Self-Learning on Internet of Rajabhat Institute Nakhon Pathom Students
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : วิชัย ลำใย
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจในการเรียนรายวิชาเทคโนโลยีการศึกษาของนักศึกษา สถาบันราชภัฏนครปฐมที่เรียนรู้ด้วยตนเองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บนอินเทอร์เน็ต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักศึกษา กศ.พป. สถาบันราชภัฏนครปฐม ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาเทคโนโลยีการศึกษา ในภาคเรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2542 จำนวน 60 คน ให้กลุ่มทดลอง 30 คน เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนอินเทอร์เน็ต และกลุ่มควบคุม 30คน เรียนด้วยวิธีปกติ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยชุดการเรียนด้วยตนเองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนอินเทอร์เน็ตกับการเรียนด้วยวิธีปกติ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 2. ความถึงพอใจของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดการเรียนด้วยตนเองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนอินเทอร์เน็ต อยู่ในเกณฑ์ ?พึงพอใจมาก? The purpose of this study was to compare the effects of learning achievement and satisfaction of Rajabhat Institute Nakhon Pathom student on self learning by suing computer-assisted instruction in Educational Technology on internet. The subjects were 60 special-program called KHO SO PHO PO students ; registered in Educational Technology course in the third semester, in academic year of 1999. The experimental group of 30 students were treated by using computer-assisted instruction on internet and the control group of 30 students studied in a normal class. The findings were as follows. 1. The were no statically significance differences upon learning achievement between two types of studying : using computer-assisted instruction on internet and in normal class at 0.05 level of significance. 2. The satisfaction of the students on studying by using computer-assisted instruction on internet were ?very satisfied?
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Info.pdf ( 0.06 MB)
2Unit 1.pdf ( 0.23 MB)
3Unit 2.pdf ( 1.09 MB)
4Unit 3.pdf ( 0.12 MB)
5Unit 4.pdf ( 0.07 MB)
6Unit 5.pdf ( 0.17 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.13 MB)
8ภาคผนวก.pdf ( 0.88 MB)
4
การศึกษาการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอาชีพ ตำบลพระประโทน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
บทความ/Article 2551
โดย : าพร หงษ์ษา, นิตยา พิธุพันธ์, พัชรี ประวิทย์สกุล, สุฑารัตน์ คูสินทรัพย์, สุภาวดี เงินดิษฐ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่มพัฒนาอาชีพและเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอาชีพ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ประชากรที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 20-59 ปี ของตำบลพระประโทนเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม จำนวน 150 คน ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Statified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามโดยผู้วิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์ สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-29 ปี ระดับการศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษาและมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 1,000 ? 3,000 บาท ผลการวิจัยพบว่า เพศหญิงมีส่วนร่วมในการพัฒนาอาชีพมากกว่าเพศชาย ผู้ที่มีการศึกษาสูงได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาอาชีพน้อยกว่าผู้ที่มีการศึกษาต่ำ ผู้มีรายได้ต่ำได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาอาชีพมากกว่าผู้ที่มีรายได้สูง ในด้านอายุส่วนใหญ่ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาอาชีพจะมีอายุระหว่าง 20-29 ปี เหตุผลของการเข้าร่วมกลุ่มในการพัฒนาอาชีพ กลุ่มตัวอย่างต้องการมีรายได้เพิ่ม เหตุผลของการไม่เข้าร่วมกลุ่มในการพัฒนาอาชีพ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่ามีงานทำอยู่แล้ว และระดับพฤติกรรมหรือความรู้สึกของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอาชีพอยู่ในระดับสูง คือ มีความพึงพอใจเกี่ยวกับผลตอบแทนที่ได้รับและพอใจในการรวมกลุ่มอาชีพของตน สำหรับปัญหา-อุปสรรคและข้อเสนอแนะของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอาชีพส่วนใหญ่มีปัญหาดังนี้ สมาชิกมีความคิดเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง ไม่มีตลาดรองรับผลผลิตและสมาชิกน้อยเนื่องจากผลตอบแทนต่ำ สำหรับข้อเสนอแนะของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอาชีพในภาพรวมส่วนใหญ่มีลักษณะ ดังนี้ ต้องการให้ส่วนราชการเข้ามามีบทบาทในการพัฒนากลุ่มอาชีพ และหาตลาดมารองรับ สุดท้ายต้องการให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการพัฒนาอาชีพ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Info.pdf ( 0.12 MB)
2Unit 1.pdf ( 0.09 MB)
3Unit 2.pdf ( 0.44 MB)
4Unit 3.pdf ( 0.08 MB)
5Unit 4.pdf ( 0.14 MB)
6Unit 5.pdf ( 0.10 MB)
7ภาคผนวก.pdf ( 0.11 MB)
5
เจตคติต่ออาชีพครูของนักศึกษาภาคปกติ สาขาการศึกษา (ครุศาสตร์) สถาบันราชภัฏนครปฐม
บทความ/Article 2551
โดย : ศริญญา นิลมิตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติต่อวิชาชีพครูของนักศึกษาภาคปกติ สาขาการศึกษา(ครุศาสตร์) สถาบันราชภัฏนครปฐม จำแนกตามตัวแปรเพศ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและชั้นปี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาภาคปกติ สาขาการศึกษา (ครุศาสตร์) สถาบันราชภัฏนครปฐม ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 4 ที่กำลังสอนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544 จำนวน 316 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามเจตคติต่ออาชีพครู มีค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงเท่ากับ .74 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีคำนวณค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mend) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Dcviation) การทดสอบค่า (t-test) และการทดสอบ (F-test) ผลการวิจัยพบว่า เจตคติต่ออาชีพครูของนักศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและเมื่อเปรียบเทียบเจตคติต่ออาชีพครูจำแนกตามตัวแปรเพศ ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และระดับชั้นปี แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติทุกกลุ่มตัวแปร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Info.pdf ( 0.08 MB)
2Unit 1.pdf ( 0.10 MB)
3Unit 2.pdf ( 0.71 MB)
4Unit 3.pdf ( 0.05 MB)
5Unit 4.pdf ( 0.21 MB)
6Unit 5.pdf ( 0.08 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.04 MB)
8ภาคผนวก.pdf ( 0.08 MB)
6
ความเครียด ปัจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและวิธีขจัดความเครียดของนักศึกษาสถาบันราชภัฏนครปฐม
Stress, factor affective stress and stress removing methods of Rajabhat Institute nakhon pathom students
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : วิศิษฐ์ วัชรเทวินทร์กุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและวิธีขจัดความเครียดของนักศึกษาสถาบันราชภัฏนครปฐม โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง และแบบสำรวจความเครียดด้วยตนเอง ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาภาคปกติ และนักศึกษาภาคกศ.พป. จำนวน 376 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test , F-test และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี LSD (Least Significant Difference) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาสถาบันราชภัฏนครปฐมส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 60.40 มีความเครียดในระดับปกติ ที่เหลือร้อยละ 35.10 มีความเครียดในระดับปานกลาง และร้อยละ 4.50 มีความเครียดในระดับสูง ปัจจัยส่วนบุคคล รวมถึงปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจ ได้แก่ คณะบุคลิกภาพส่วนตัว สภาวะสุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว มีผลทำให้ความเครียดของนักศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยด้านเพศ อายุ สถาพภาพสมรส ประเภทนักศึกษา ผลการเรียน และลักษณะครอบครัวไม่มีผลต่อความเครียดของนักศึกษา นอกจากนี้ วิธีขจัดความเครียดที่นักศึกษาใช้มาก 5 อันดับแรก คือ 1) ทำงานอดิเรก อาทิ ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์หรือชมวีดีทัศน์ เป็นต้น 2) เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา 3) นอน 4) พูดระบายกับผู้อื่น 5) ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น/ไม่คิดมาก The objectives of this research were to study the stress level, factors affecting personal stress, and stress removing methods among Rajabhat Institute Nakhon Pathom students using a constructed questionnaire developed by the researcher along with the health opinion survey (HOS) of Department of Mental Health, Ministry of Public Health. The data was collected from 376 full-time and part-time students using probability sampling methods and analyzed by percentage, arithmetic mean , standard deviation (SD), t-test, F-test and LDS (Least Significant Difference) with SPSS/PC program. The results of the study showed that almost of Rajabhat Institute Nakhon Pathom Students with 60.40% had normal stress level, while the rest had moderate and high stress one with 35.10% and 4.50% respectively. The Personal, social and economic factors : faculty, personality, health condition, family relationship , and economic status of family significantly affected their stress difference at the .50 level, whereas sex, age, marriage status, types of students , records of grade, and nature of family had no significant difference in their stress. Moreover, the top five of stress removing methods used by students were as follows : doing some hobbies such as planting , reading and watching television, learning to solve problems , resting, talking with others, and acceptance in uncontrollable thing.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Info.pdf ( 0.11 MB)
2Unit 1.pdf ( 0.10 MB)
3Unit 2.pdf ( 0.74 MB)
4Unit 3.pdf ( 0.09 MB)
5Unit 4.pdf ( 0.22 MB)
6Unit 5.pdf ( 0.22 MB)
7ภาคผนวก.pdf ( 0.15 MB)

Search within results