Search Result 28 Found

  • Filters
 
1
รายงานการวิจัย เรื่อง การศึกษาค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2542-2548
งานวิจัย/Research report 2549
โดย : เพลินตา โมสกุล
8
ารศึกษาค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ปี งบประมาณ พ.ศ. 2542 – 2548 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษาในมิติต่าง ๆ ดังนี้ 1) ค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษาของงบดำเนินการรวม ของงบประมาณแต่ละประเภท ของแต่ละ ปีงบประมาณ 2) ค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษาของงบประมาณรายจ่ายรวม ของงบประมาณแต่ละประเภท ของแต่ละปีงบประมาณ 3) ค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษาของงบดำเนินการรวมทั้งสิ้น ของ แต่ละปีงบประมาณ และ 4) ค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษาของงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งสิ้น ของ แต่ละปีงบประมาณ ผู้วิจัยทำการศึกษาข้อมูลจากข้อมูลจำนวนนักศึกษา จำนวนหน่วยกิตนักศึกษาของ นักศึกษาภาคปกติ ระดับปริญญาตรี ปีงบประมาณ พ.ศ. 2542 – 2548 และข้อมูลงบประมาณ รายจ่าย 2 ประเภท คือ งบประมาณรายจ่ายประจำปี (งบแผ่นดิน) และงบรายได้ คือ งบประมาณ รายจ่ายเงินค่าบำรุงการศึกษา (งบ บ.กศ.) ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2542 – 2548 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการกรอกข้อมูล ลงในแบบกรอกข้อมูลที่จัดทำขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.12 MB)
2Chapter1.pdf ( 0.11 MB)
3Chapter2.pdf ( 0.46 MB)
4Chapter3.pdf ( 0.07 MB)
5Chapter4.pdf ( 0.12 MB)
6Chapter5.pdf ( 0.14 MB)
7Bibliography.pdf ( 0.07 MB)
8Appendix.pdf ( 0.06 MB)
9Biodata.pdf ( 0.04 MB)
2
งานวิจัยเรื่อง การสร้างชุดฝึกอบรมเรื่องการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในช่วงชั้นที่ 3 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : เย็นใจ สุวานิช
8
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา และความต้องการของครูผู้สอนคณิตศาสตร์ ในช่วงชั้นที่ 3 เพื่อสร้างชุดฝึกอบรม และประเมินผลการใช้ชุดฝึกอบรมเรื่องการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในช่วงชั้นที่ 3 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 ศึกษาปัญหาและความต้องการของครูผู้สอนคณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 3 ดำเนินการเป็น 3 ขั้นตอนคือ 1) สำรวจปัญหาและความต้องการของครูผู้สอนคณิตศาสตร์ในช่วงชั้นที่ 3 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอนคณิตศาสตร์ช่วงชั้นที่ 3 ในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 72 คน ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอนแล้วใช้แบบสอบถามที่นักวิจัยสร้างขึ้นสอบถามกลุ่มตัวอย่าง ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้นำมาวิเคราะห์หาค่าสถิติพื้นฐาน 2) สำรวจรายละเอียดสภาพการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในโรงเรียน 20 โรงเรียนที่ประสงค์จะส่งครูคณิตศาสตร์เข้ารับการอบรมโดยใช้ชุดฝึกอบรมที่สร้างขึ้น และ 3) จัดประชุมปฏิบัติการเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับชุดฝึกอบรม รูปแบบการฝึกอบรม สถานที่ฝึกอบรม และกำหนดเวลาการฝึกอบรม การดำเนินการวิจัยระยะที่ 2 ดำเนินการเป็น 2 ขั้นตอนคือ 1) สร้างชุดฝึกอบรม ดำเนินการโดยการประชุมปฏิบัติการเพื่อกำหนดหลักการการสร้างชุดฝึกอบรม สร้างชุดฝึกอบรม และปรับปรุงชุดฝึกอบรม 2) การประเมินผลการใช้ชุดฝึกอบรมโดยทดลองใช้ชุดฝึกอบรมกับครูผู้สอนคณิตศาสตร์ช่วงชั้นที่ 3 จำนวน 20 คน จาก 20 โรงเรียน โดยวัดความรู้ด้านเนื้อหา สาระ ความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับจากการอบรม และแผนการสอนที่พัฒนาขึ้นหลังจากที่ได้รับการอบรมแล้ว
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.03 MB)
2Abstract-Content.pdf ( 0.10 MB)
3Chapter1-3.pdf ( 0.23 MB)
4Chapter4-Appendix.pdf ( 0.26 MB)
3
การมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน/ ชุมชน (SML) : กรณีศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : กมลวรรณ พาหอม
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
การศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) : กรณีศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) และ 3) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน/ชุมชน(SML): กรณีศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผลการศึกษา พบว่า ประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมลงคะแนนเพื่อคัดเลือกโครงการมากที่สุด รองลงมาคือ มีส่วนร่วมในการเสนอชื่อผู้เหมาะสมเป็นคณะทำงานหมู่บ้าน และมีส่วนร่วมในการลงคะแนนเพื่อเลือกคณะทำงานหมู่บ้าน และข้อที่มีส่วนร่วมน้อยที่สุด คือ มีส่วนร่วมเสนอแนะความเห็นเพื่อการจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ในพบว่ามีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่ประชาชนมีความคิดเห็นมากที่สุด คือ วัตถุประสงค์ของโครงการ รองลงมาคือ การประชาคม และคณะทำงานหมู่บ้าน และด้านที่ประชาชนมีความคิดเห็นน้อยที่สุดคือ การกำหนดขนาดของหมู่บ้าน/ชุมชน และข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้ มี 3 ประการ ประการแรกคือ งบประมาณที่หมู่บ้าน/ชุมชนได้รับจากรัฐบาลไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาหมู่บ้าน/ชุมชน ประการถัดมาควรมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือองค์กรอื่นๆ มาให้คำแนะนำ หรือความรู้ในการจัดทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาหมู่บ้าน/ชุมชน และประการสุดท้ายเจ้าหน้าที่จากภาครัฐควรประสานงานกับคณะกรรมการหมู่บ้านในการดำเนินงานตามโครงการอย่างต่อเนื่อง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Content.pdf ( 0.06 MB)
2Chapter1.pdf ( 0.08 MB)
3Chapter2.pdf ( 0.28 MB)
4Chapter3.pdf ( 0.09 MB)
5Chapter4.pdf ( 0.09 MB)
6Chapter5.pdf ( 0.08 MB)
7Bibliography.pdf ( 0.07 MB)
8Abstract.pdf ( 0.07 MB)
9Acknowledgment.pdf ( 0.04 MB)
10Appendix.pdf ( 0.10 MB)
11biodata.pdf ( 0.05 MB)
4
สภาพการทำงาน ปัญหา และความต้องการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี(กศ.บป.) คณะวิทยาการจัดการของบุคลากรภาคอุตสาหกรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : เสาวลักษณ์ ชาติศรีสัมพันธ์,ลำยอง ปลั่งกลาง,ณัฐภรณ์ ศิริวรรณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือ 1) ศึกษาสภาพการทำงาน และปัญหาในการทำงานของบุคลากรภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) ศึกษาความต้องการและปัญหาในการศึกษาต่อภาคการศึกษาสำหรับบุคลากรประจำการ (กศ.บป.) หรือภาคพิเศษคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาและ 3) หาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพการทำงานกับความต้องการศึกษาต่อ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 255 คน ใช้สถิติพื้นฐาน และหาความสัมพันธ์ด้วยไค-สแควร์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 26-30 ปี สถานภาพสมรส จบการศึกษาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แผนกงานที่ทำส่วนใหญ่คือฝ่ายผลิต ทำงานวันละ 7 - 8 ชั่วโมง เวลาเข้าทำงาน 2 กะคือ 07.00-09.00 น. และ 16.00-18.00 น. วันหยุดงานคือวันอาทิตย์ ปัญหาในการทำงานด้านลักษณะของงานเป็นปัญหามากที่สุดคือ เป็นงานหนักและต้องทำล่วงเวลา ด้านช่วงเวลาทำงานปัญหา คือ ช่วงเวลาทำงานยาวนานเกินไป ด้านค่าตอบแทนคือ ค่าตอบแทนค่อนข้างต่ำ และปัญหาอื่นๆ คือ ปัญหาขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน ส่วนความต้องการศึกษาต่อ พบว่า บุคลากรส่วนใหญ่ต้องการศึกษาต่อในคณะวิทยาการจัดการ เวลาที่ต้องการในการศึกษาคือ วันอาทิตย์วันเดียว สาขาที่ต้องการศึกษาต่อ 3 ลำดับแรกคือ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ การจัดการ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยมีค่าเฉลี่ยความต้องการศึกษาต่ออยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาในการศึกษาต่อคือ ช่วงเวลาที่ต้องการศึกษาต่อไม่ตรงกับวันเวลาที่คณะวิทยาการจัดการกำหนดไว้ ผลการหาความสัมพันธ์พบว่า ชั่วโมงการทำงาน และวันทำงานของบุคลากรภาคอุตสาหกรรมสัมพันธ์กับความต้องการศึกษาต่ออย่างมีนัยสำคัญ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.06 MB)
2Appendices.pdf ( 0.10 MB)
3Bibliography.pdf ( 0.07 MB)
4Chapter1.pdf ( 0.09 MB)
5Chapter2.pdf ( 0.26 MB)
6Chapter3.pdf ( 0.08 MB)
7Chapter4.pdf ( 0.16 MB)
8Chapter5.pdf ( 0.13 MB)
9Content.pdf ( 0.05 MB)
10Title.pdf ( 0.42 MB)
5
สภาพการทำงาน ปัญหา และความต้องการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี(กศ.บป.) คณะวิทยาการจัดการของบุคลากรภาคอุตสาหกรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : เสาวลักษณ์ ชาติศรีสัมพันธ์,ลำยอง ปลั่งกลาง,ณัฐภรณ์ ศิริวรรณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือ 1) ศึกษาสภาพการทำงาน และปัญหาในการทำงานของบุคลากรภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) ศึกษาความต้องการและปัญหาในการศึกษาต่อภาคการศึกษาสำหรับบุคลากรประจำการ (กศ.บป.) หรือภาคพิเศษคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาและ 3) หาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพการทำงานกับความต้องการศึกษาต่อ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 255 คน ใช้สถิติพื้นฐาน และหาความสัมพันธ์ด้วยไค-สแควร์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 26-30 ปี สถานภาพสมรส จบการศึกษาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แผนกงานที่ทำส่วนใหญ่คือฝ่ายผลิต ทำงานวันละ 7 - 8 ชั่วโมง เวลาเข้าทำงาน 2 กะคือ 07.00-09.00 น. และ 16.00-18.00 น. วันหยุดงานคือวันอาทิตย์ ปัญหาในการทำงานด้านลักษณะของงานเป็นปัญหามากที่สุดคือ เป็นงานหนักและต้องทำล่วงเวลา ด้านช่วงเวลาทำงานปัญหา คือ ช่วงเวลาทำงานยาวนานเกินไป ด้านค่าตอบแทนคือ ค่าตอบแทนค่อนข้างต่ำ และปัญหาอื่นๆ คือ ปัญหาขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน ส่วนความต้องการศึกษาต่อ พบว่า บุคลากรส่วนใหญ่ต้องการศึกษาต่อในคณะวิทยาการจัดการ เวลาที่ต้องการในการศึกษาคือ วันอาทิตย์วันเดียว สาขาที่ต้องการศึกษาต่อ 3 ลำดับแรกคือ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ การจัดการ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยมีค่าเฉลี่ยความต้องการศึกษาต่ออยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาในการศึกษาต่อคือ ช่วงเวลาที่ต้องการศึกษาต่อไม่ตรงกับวันเวลาที่คณะวิทยาการจัดการกำหนดไว้ ผลการหาความสัมพันธ์พบว่า ชั่วโมงการทำงาน และวันทำงานของบุคลากรภาคอุตสาหกรรมสัมพันธ์กับความต้องการศึกษาต่ออย่างมีนัยสำคัญ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.06 MB)
2Appendix.pdf ( 0.10 MB)
3Bibliography.pdf ( 0.07 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.09 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.26 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.08 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.16 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.13 MB)
9Content.pdf ( 0.05 MB)
10Title.pdf ( 0.46 MB)
6
การศึกษาโอกาสทางการตลาดของผลิตภัณฑ์กบแปรรูปบรรจุกระป๋อง ของชุมชน บ้านห้วยจรเข้ ตำบลบ่อตาโล่ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ปราณี ตันประยูร
8
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์ปัจจุบัน และโอกาสทางการตลาดของผลิตภัณฑ์กบแปรรูปบรรจุกระป๋อง ดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์โอกาสทางการตลาดและวิธีการเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคชาวไทยที่มาเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 385 คน โดยใช้การสัมภาษณ์และแบบสอบถามในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.06 MB)
2Chapter1.pdf ( 0.07 MB)
3Chapter2.pdf ( 7.48 MB)
4Chapter3.pdf ( 0.07 MB)
5Chapter4.pdf ( 0.17 MB)
6Chapter5.pdf ( 0.10 MB)
7
รายงานผลการวิจัย เรื่อง การศึกษาพฤติกรรมของผู้เล่นเกมออนไลน์ : กรณีศึกษา ผู้เล่นเกมออนไลน์ในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : รงรอง แรมสิเยอและคณะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
การวิจัยเรื่อง ?การศึกษาพฤติกรรมผู้เล่นเกมออนไลน์ กรณีศึกษาผู้เล่นเกมออนไลน์ในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา? มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้เล่นเกมออนไลน์ กรณีศึกษาผู้เล่นเกมออนไลน์ในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เล่นเกมออนไลน์ในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 505 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) ผลการวิจัยพบว่า ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 505 คน ผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 94.1 ช่วงอายุของผู้เล่นส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 15-19 ปี คิดเป็นร้อยละ 64.2 ผู้เล่นส่วนใหญ่สถานะโสด คิดเป็นร้อยละ 99.2 ระดับการศึกษาของผู้เล่นส่วนใหญ่คือมัธยมต้น คิดเป็นร้อยละ 33.7 รองลงมาเป็นระดับ ปวช. คิดเป็นร้อยละ 25.7 และมัธยมปลายคิดเป็นร้อยละ 21.6 ผู้เล่นร้อยละ 95.8 กำลังศึกษาอยู่ สมาชิกในครอบครัวของผู้เล่นส่วนใหญ่มีจำนวน 4-5 คน ข้อมูลเกี่ยวกับการเล่นเกมออนไลน์ ผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นคนเดียวในครอบครัวที่เล่นเกมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 71.4 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของทั้งครอบครัวผู้เล่นอยู่ในช่วง 10,000-30,000 บาท ผู้เล่นร้อยละ 63.8 ไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่บ้าน ผู้เล่นส่วนใหญ่เล่นเกมออนไลน์มาประมาณ 1-2 ปี ผู้เล่นส่วนใหญ่เล่นเกมออนไลน์ 15-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่เล่นเกมออนไลน์คือ 16.01-20.00 น. กิจกรรมบนอินเทอร์เน็ตที่ผู้เล่นนิยมใช้งานคือชมสินค้า อ่านและแสดงความคิดเห็นบนเว็บบอร์ดและค้นคว้าข้อมูล ตามลำดับ ผู้เล่นส่วนใหญ่เล่นเกมส์มากกว่า 10 ครั้งต่อสัปดาห์ ผู้เล่นส่วนใหญ่เสียค่าบริการในการเล่นเกมออนไลน์ 100-500 บาทต่อเดือน เกมออนไลน์ที่นิยมเล่นที่สุด 3 อันดับแรก คือ Raknarok Mu และ Gunbound ผู้เล่นส่วนใหญ่ไม่เคยซื้อขายคะแนนหรือไอเท็มในเกมออนไลน์ ผู้เล่นส่วนใหญ่มีสาเหตุจูงใจที่ทำให้ผู้เล่นชอบเล่นเกมออนไลน์คือเพื่อการแข่งขัน ผู้เล่นส่วนใหญ่มาเล่นเกมส์ที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ครั้งแรกเพราะเพื่อนชวน ผู้เล่นส่วนใหญ่นิยมเล่นเกมส์ ยิง ๆ ต่อสู้ ผู้เล่นส่วนใหญ่คิดว่าการเล่นเกมออนไลน์ไม่มีผลกระทบกับการเรียน ผู้เล่นส่วนใหญ่คิดว่าการเล่นเกมออนไลน์ไม่มีผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นกับเพื่อน ๆ ผู้เล่นส่วนใหญ่คิดว่าการเล่นเกมออนไลน์ไม่มีผลกระทบกับความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว ผู้เล่นส่วนใหญ่ไม่นิยมแชทระหว่างการเล่นเกมออนไลน์ ผู้เล่นส่วนใหญ่เคยพบปะตัวจริงในหมู่ผู้เล่นเกมออนไลน์ ผู้เล่นส่วนใหญ่ไม่ต้องการพบผู้เล่นเกมออนไลน์คนอื่น ผู้เล่นส่วนใหญ่เคยเสียค่าบริการในการเล่นเกมออนไลน์นอกเหนือจากค่าบริการอินเทอร์เน็ต ผู้เล่นที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่คิดว่าการเล่นเกมออนไลน์ทำให้ผู้เล่นสูบบุหรี่น้อยลง ผู้เล่นส่วนใหญ่คิดว่าการเล่นเกมออนไลน์ทำให้ผู้เล่นเล่นกีฬาน้อยลง ผู้เล่นที่ดื่มสุราส่วนใหญ่คิดว่าการเล่นเกมออนไลน์ทำให้ผู้เล่นดื่มสุราน้อยลง จากการวิจัยพบว่า ผู้เล่นเพศชายส่วนใหญ่เล่นการออนไลน์เพื่อการแข่งขัน ผู้เล่นเพศหญิงส่วนใหญ่เล่นเกมออนไลน์เพื่อการผ่อนคลาย ผู้เล่นทั้งเพศชายและหญิงส่วนใหญ่นิยมเล่นเกมออนไลน์ประเภทยิง ๆ ต่อสู้ ผู้เล่นเพศชายส่วนใหญ่ไม่นิยมแชทในระหว่างการเล่นเกมออนไลน์ แต่ผู้เล่นเกมส์เพศหญิงส่วนใหญ่นิยมแชทในระหว่างเล่นเกมออนไลน์ ผู้เล่นส่วนใหญ่ของทุกช่วงอายุมีสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์คือเพื่อการแข่งขัน ผู้เล่นส่วนใหญ่ของทุกช่วงอายุต่างนิยมเล่นเกมออนไลน์ประเภทยิง ๆ ต่อสู้ ผู้เล่นที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ส่วนใหญ่นิยมแชทระหว่างการเล่นเกมออนไลน์ ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี ไม่นิยมแชทระหว่างการเล่นเกมออนไลน์ ผู้เล่นที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือสูงกว่าส่วนใหญ่มีสาตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์คือเพื่อการผ่อนคลาย ผู้เล่นที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่มีสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์คือเพื่อการแข่งขัน ผู้เล่นเกมออนไลน์ทุกระดับการศึกษาส่วนใหญ่นิยมเล่นเกมออนไลน์ประเภทยิง ๆ ต่อสู้ ระดับการศึกษาที่ผู้เล่นส่วนใหญ่นิยมแชทระหว่างเล่นเกมออนไลน์คือ ปวส./ปวท./ปทส./อนุปริญญา มัธยมปลาย ปริญญาตรีและสูงกว่า ระดับการศึกษาของผู้เล่นส่วนใหญ่ที่ไม่นิยมแชทระหว่างการเล่นเกมออนไลน์คือ ประถม มัธยมต้น ปวช. ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่มีรายได้เฉลี่ยของครอบครัวต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือนมีสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์คือเพื่อการผ่อนคลาย ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่มีรายได้เฉลี่ยของครอบครัวสูงกว่า 10,000 บาทต่อเดือนมีสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์คือเพื่อการแข่งขัน ผู้เล่นส่วนใหญ่ของทุกระดับรายได้เฉลี่ยของครอบครัวต่างนิยมเล่นเกมออนไลน์ประเภทยิง ๆ ต่อสู้ ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่มีรายได้เฉลี่ยของครอบครัวต่อเดือนมากกว่า 30,000 บาทขึ้นไป นิยมแชทระหว่างการเล่นเกมออนไลน์ และผู้เล่นส่วนใหญ่ที่มีรายได้เฉลี่ยของครอบครัวต่อเดือนน้อยกว่า 30,000 บาท ไม่นิยมแชทระหว่างการเล่นเกมออนไลน์ ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่เล่นเกมออนไลน์ในช่วงเช้าถึงเที่ยง มีสาเหตุจูงใจในการเล่นเกมออนไลน์เพื่อการผ่อนคลาย และผู้เล่นส่วนใหญ่ที่เล่นเกมออนไลน์ในช่วงบ่าย เย็นถึงค่ำ หัวค่ำถึงดึกต่างมีสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์เพื่อการแข่งขัน ผู้เล่นส่วนใหญ่ของทุกช่วงเวลาการเล่นต่างนิยมเล่นเกมออนไลน์ประเภทยิง ๆ ต่อสู้ ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่นิยมแชทระหว่างการเล่นเกมออนไลน์จะเล่นเกมส์อยู่ในช่วงเวลาบ่าย และหัวค่ำถึงดึก ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่เสียค่าบริการในการเล่นเกมออนไลน์ต่ำกว่า 100 บาทต่อเดือนและมากกว่า 1,000 บาทต่อเดือนมีสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์เพื่อการผ่อนคลาย ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่เสียค่าบริการในการเล่นเกมออนไลน์ในช่วง 100-500 บาทต่อเดือนและ 501-1,000 บาทต่อเดือน มีสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์เพื่อการแข่งขัน ผู้เล่นส่วนใหญ่ของทุกช่วงค่าบริการต่างนิยมเล่นเกมออนไลน์ประเภทยิง ๆ ต่อสู้ ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่นิยมแชทระหว่างการเล่นเกมออนไลน์จะเป็นผู้เล่นที่เสียค่าบริการในการเล่นเกมออนไลน์น้อยกว่า 100 บาทต่อเดือน และในกลุ่มผู้เล่นที่เสียค่าบริการมากกว่า 1,000 บาทต่อเดือน ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่เล่นเกมส์ 6 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์มีสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์เพื่อการแข่งขัน การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปรที่มีผลต่อพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์พบว่า เพศมีความสัมพันธ์กับสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์ เพศมีความสัมพันธ์กับการแชทระหว่างเล่นเกมออนไลน์ ช่วงอายุมีความสัมพันธ์กับสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์ ช่วงอายุมีความสัมพันธ์กับลักษณะเกมออนไลน์ที่นิยมเล่นมากที่สุด ช่วงอายุมีความสัมพันธ์กับการแชทระหว่างเล่นเกมออนไลน์ ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์ ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับลักษณะเกมออนไลน์ที่นิยมเล่นมากที่สุด ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับการแชทระหว่างเล่นเกมออนไลน์ รายได้ครอบครัวมีความสัมพันธ์กับสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์ รายได้ครอบครัวมีความสัมพันธ์กับการแชทระหว่างเล่นเกมออนไลน์ ช่วงเวลามีความสัมพันธ์กับสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์ ช่วงเวลามีความสัมพันธ์กับลักษณะเกมออนไลน์ที่นิยมเล่นมากที่สุด ช่วงเวลามีความสัมพันธ์กับการแชทระหว่างเล่นเกมออนไลน์ ค่าใช้จ่ายมีความสัมพันธ์กับสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์ ค่าใช้จ่ายมีความสัมพันธ์กับลักษณะเกมออนไลน์ที่นิยมเล่นมากที่สุด ความถี่มีความสัมพันธ์กับสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชอบเล่นเกมออนไลน์ ความถี่มีความสัมพันธ์กับลักษณะเกมออนไลน์ที่นิยมเล่นมากที่สุด ความถี่มีความสัมพันธ์กับการแชทระหว่างเล่นเกมออนไลน์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title-Abstract.pdf ( 0.12 MB)
2Chapter1.pdf ( 0.10 MB)
3Chapter2.pdf ( 0.20 MB)
4Chapter3-4.pdf ( 0.20 MB)
5Chapter5.pdf ( 0.08 MB)
6Bibliography.pdf ( 0.08 MB)
7Appendix.pdf ( 0.09 MB)
8Bibdata.pdf ( 0.05 MB)
8
รายงานการวิจัย เรื่อง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กรณีศึกษา : ชุมชนประตูจีน และชุมชนป้อมเพชร อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : พรทิพย์ วีระสวัสดิ์
8
การวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจและความพร้อมของการมีส่วนร่วมและการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางการบริหารจัดการของชุมชนประตูจีน (ประตูชัย หมู่ 1) และชุมชนป้อมเพชร (หอรัตนไชย หมู่ 1) อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา การดำเนินการวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ประมวลผลโดยใช้สถิติอย่างง่าย เช่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาเป็นข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) โดยสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง มา 185 คน ได้มีการจัดเวทีชุมชน และการสัมภาษณ์เจาะลึก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title-Abstract.pdf ( 0.08 MB)
2Acknowledgment.pdf ( 0.04 MB)
3Content.pdf ( 0.07 MB)
4Chapter1.pdf ( 0.11 MB)
5Chapter2.pdf ( 1.85 MB)
6Chapter3.pdf ( 0.08 MB)
7Chapter4.pdf ( 0.23 MB)
8Chapter5.pdf ( 0.09 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.10 MB)
10Appendix.pdf ( 0.11 MB)
11Appendix2.pdf ( 0.93 MB)
12Biodata.pdf ( 0.04 MB)
9
โครงการบริหารจัดการเพื่อพัฒนากลุ่มอาชีพทำธูปสมุนไพรในอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ศิริณา จิตต์จรัส,ศศิวรุณ นวกวงษ์
8
การวิจัยเรื่องโครงการบริหารจัดการเพี่อพัฒนากลุ่มอาชีพทำธูปสมุนไพรใน อำเภบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม(PAR) ซึ่งวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ1) กระบวนการกลุ่มที่มีโครงสร้างในการดำเนินการโดยเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก2) ส่งเสริมพัฒนาอาชีพด้าน ความรู้และทักษะกลุ่มอาชีพในการออกแบบผลผลิต มาตรฐานของสินค้า การตลาด 3) ติดตามผลการดำเนินงานการส่งเสริมพัฒนาอาชีพความรู้ และทักษะกลุ่มอาชีพ มีเครือข่าย และองค์กรท้องถิ่นให้การสนับสนุน เพื่อพัฒนาอาชีพ กลุ่มเป้าหมายของการศึกษาคือกลุ่มธูปสมุนไพร อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 40 คน เครื่องมือประกอบด้วยการกำหนดประเด็น กรอบของการประชุม การ เสวนากลุ่มย่อย การประชุมเชิงปฏิบัติการและสัมภาษณ์การบริหารจัดการกลุ่ม ใน10 องค์ประกอบและด้านการพัฒนาคุณภาพ สินค้า นำข้อมูลมาวิเคราะห์แล้วเสนอในเชิงพรรณนา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.06 MB)
2Abstract.pdf ( 0.07 MB)
3Acknowledgment.pdf ( 0.05 MB)
4Content.pdf ( 0.08 MB)
5Chapter1.pdf ( 0.11 MB)
6Chapter2.pdf ( 0.59 MB)
7Chapter3.pdf ( 0.09 MB)
8Chapter4.pdf ( 0.22 MB)
9Chapter5.pdf ( 0.13 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.14 MB)
11Appendix.pdf ( 0.12 MB)
12Biodata.pdf ( 0.05 MB)
10
รายงานการวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
งานวิจัย/Research report 2556
โดย : กานดา เต๊ะขันหมาก
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และ 2) ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยการใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ทุกคณะ ทุกชั้นปี รวม 302 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ จำนวน ความถี่ ร้อยละ ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ฐานนิยม ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานโดยการหาค่าสหสัมพันธ์โดยวิธีการของเปียร์สัน ผลการวิจัยที่สำคัญ พบว่า 1. ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากโทรทัศน์มากที่สุด (ร้อยละ 86.1) รองลงมาคือจากการเรียนการสอน (ร้อยละ 78.8) อินเตอร์เน็ท (ร้อยละ 66.9) และหนังสือพิมพ์/นิตยสาร/วารสาร (ร้อยละ 61.9) ตามลำดับ 2. นักศึกษาตอบแบบสอบถามถูกน้อยที่สุด 3 ข้อ และมากที่สุด 15 ข้อ โดยมีตอบถูกเฉลี่ย 9.74 ข้อ มีความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับมาก ร้อยละ 22.9 ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.2 และในระดับน้อย ร้อยละ 25.9 มีรายการที่นักศึกษามีความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับมาก จำนวน 6 รายการ จาก 15 รายการ (ร้อยละ 40.00) ระดับปานกลาง จำนวน 3 รายการ จาก 15 รายการ (ร้อยละ 20.00) และระดับน้อย จำนวน 6 รายการ จาก 15 รายการ (ร้อยละ 40.00) 3. มีเจตคติต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับดีมาก จำนวน 2 ข้อ จาก 15 ข้อ (ร้อยละ 13.33) ในระดับดี จำนวน 6 ข้อ จาก 15 ข้อ (ร้อยละ 40.00) และในระดับที่ควรได้รับการพัฒนา จำนวน 7 ข้อ จาก 15 ข้อ (ร้อยละ 46.67) 4. มีพฤติกรรมการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยภาพรวมอยู่ในระดับเกือบทุกครั้ง โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับเกือบทุกครั้งในทุกด้าน (ด้านอาหาร ด้านการแต่งกาย ด้านที่อยู่อาศัย ด้านการดูแลรักษาสุขภาพ และด้านเศรษฐกิจและการใช้จ่าย) 5. ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา 3 ปัจจัย ได้แก่ 1) จำนวนสมาชิกในครัวเรือน (มีความสัมพันธ์เชิงปฏิฐานในระดับน้อยมาก) 2) จำนวนเงินที่ได้รับเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายต่อเดือน (มีความสัมพันธ์เชิงปฏิฐานในระดับน้อยมาก) และ 3) ความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (มีความสัมพันธ์เชิงปฏิฐานในระดับน้อยมาก)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Factors Related to Life Styles by Sufficiency Economy Philosophy of Students of Phranakhon Si Ayutth ( 2.13 MB)
11
การศึกษาพื้นที่ผิวของถ่านและถ่านกัมมันต์ที่ได้จากวัสดุเหลือใช้ทาง การเกษตร
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ภควดี สุขอนันต์
8
ถ่านและถ่านกัมมันต์มีประโยชน์อย่างมากในงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดูดซับ งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาพื้นที่ผิวของถ่านและถ่านกัมมันต์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ได้แก่ เปลือกมังคุด เปลือกทุเรียน ซังข้าวโพด และแกลบ โดยการหาเงื่อนไขที่เหมาะสมในการเตรียมถ่านและถ่านกัมมันต์ที่กระตุ้นด้วย ZnCl2 แล้วนำไปหาพื้นที่ผิวของถ่านและถ่านกัมมันต์ที่เตรียมได้ จากการทดลองพบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเผาถ่านคือ 450C เป็นเวลา 5 ชั่วโมง ส่วนการเตรียมถ่านกัมมันต์เตรียมโดยแช่ถ่านในสารละลาย ZnCl2 เป็นเวลา 24 ชั่วโมงแล้วนำไปเผาที่ 700C เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ถ่านที่เตรียมได้มีพื้นที่ผิวในช่วง 151-208 m2g-1(char) ส่วนถ่านกัมมันต์มีพื้นที่ผิวอยู่ในช่วง 166-222 m2g-1(char) ซึ่งหาได้จากการใช้สมการของ Langmuir isotherm นอกจากนี้ผลการนำถ่านและถ่านกัมมันต์ไปกำจัดตะกั่วจากน้ำทิ้งพบว่าถ่านมีแนวโน้มในการกำจัดโลหะหนักตะกั่วได้ดีกว่าถ่านกัมมันต์ยกเว้นถ่านจากแกลบ โดยที่ถ่านจากเปลือกมังคุด เปลือกทุเรียน ซังข้าวโพด และแกลบ สามารถกำจัดตะกั่วได้ร้อยละ 54.3 72.7 78.5 และ 36.8 ตามลำดับ ขณะที่ถ่านกัมมันต์จากเปลือกมังคุด เปลือกทุเรียน ซังข้าวโพด และแกลบ สามารถกำจัดตะกั่วได้ร้อยละ 33.3 38.1 42.8 และ 50.8 ตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.06 MB)
2Content.pdf ( 0.06 MB)
3Chapter1.pdf ( 0.13 MB)
4Chapter2.pdf ( 0.09 MB)
5Chapter3.pdf ( 1.61 MB)
6Chapter3-1.pdf ( 2.27 MB)
7Chapter3-3.pdf ( 0.10 MB)
8Chapter4.pdf ( 0.07 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.07 MB)
10Appendix.pdf ( 0.07 MB)
12
รายงานการวิจัยเรื่องความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ตำบลสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
Feasibility of establishing a Museum of Sam- bandit UthaiPhraNakhonSi Ayutthaya
งานวิจัย/Research report 2556
โดย : อาจารย์ทัศนี ทองมาก
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทรัพยากรสารสนเทศที่อยู่ในท้องถิ่นที่นำ ไปใช้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นตำบลสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ประชากรและกลุ่มประชากร เขตพื้นที่ ในตำบลสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 300 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ตำบลสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1) จาการสนทนากลุ่มได้ข้อมูลในการจัดเก็บเป็นองค์ความรู้และวัตถุได้แก่การทำน้ำหมักชีวภาพน้ำส้มควันไม้ การเป่ารักษาโรคเริม งูสวัด กวาดซางเด็ก รักษาอัมพาต ขนมกระยาสารท อาหารนอกหม้อไก่ กงบอน ดอกไม้ประดิษฐ์จากต้นโสน สัปปะรดผ้าประดิษฐ์ การแสดงกลองยาว คาถาศาลพระภูมิ การกวนข้าวทิพย์ การไถกลบตอซังข้าวพิธีกรรมการทำขวัญนาคการต่อยอดมะนาวบนตอมะขวิด การปรุงอาหารจากกากมันสัมปะหลัง ภาพการลงแขกเกี่ยวข้าว เป็นวิถีชีวิตของชุมชนในอดีตและการทำบุญกลางบ้านเครื่องมือที่ใช้ในการประกอบอาชีพประกอบด้วย แห เคียว คันไถ ลอบ ไซ กะบุง ตะกร้าสุ่ม งอบ ที่ยกยอ (เครื่องมือจับปลา) สว่านเจาะไม้ แบบเก่า ตะขาย ครกตำข้าว กบไสไม้ สิ่ว เกวียน เรือ ตะข้อง เครื่องสีข้าวด้วยมือ เครื่องดนตรีประกอบกลองยาว ซอ ศิลป์ภาพวาดวัฒนธรรมท้องถิ่นวัตถุโบราณ 2) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับองค์ความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้านที่จะรวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามบัณฑิตตามที่ได้ดังแสดงความคิดเห็นตามลำดับ เครื่องมือที่ใช้ประกอบอาชีพ การทำน้ำหมักชีวภาพ น้ำส้มควันไม้ การเป่ารักษาโรคเริม งูสวัด กวาดซาง รักษาอัมพาต ขนมกระยา อาหารนอกหม้อไก่ แกงบอน ขนมปิ้ง ดอกไม้ประดิษฐ์จากต้นโสน สับปะรดผ้าประดิษฐ์ การแสดงกลองยาว คาถาศาลพระภูมิ การกวนข้าวทิพย์ การไถกลบตอซัง คนพิธีกรรมการทำขวัญข้าว การต่อ ยอดมะนาวบนตอมะขวิด การปรุงอาหารจากกากมันสำปะหลัง ภาพการลงแขกเกี่ยวข้าว เป็นวิถีชีวิตของชุมชนในอดีต การทำบุญกลางบ้าน เครื่องดนตรีศิลป์ภาพวาดวัฒนธรรมท้องถิ่น วัตถุโบราณ การมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามบัณฑิตพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการการมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามบัณฑิตดังแสดงลำดับความต้องการดังนี้การมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ การมีส่วนร่วมในการบริจาคเงินผู้ การมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือด้านแรงงาน การเป็นผู้ให้ความรู้ภูมิปัญญา การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ การมีส่วนร่วมในการบริจาควัตถุรวมถึงเครื่องมือประกอบอาชีพใน ความต้องการให้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามบัณฑิตพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการให้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามบัณฑิตที่เรียงตามลำดับดังนี้ คือ องค์การบริหารส่วนตำบลสามบัณฑิตน รองลงมาโรงเรียนกุมแต้ วัดกุมแต้ โรงเรียนดอนพุทรา วัดดอนพุทราและวัดสามบัณฑิต ความต้องการลักษณะรูปแบบพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามบัณฑิตพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการรูปแบบพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามบัณฑิตในลักษณะใดเรียงตามลำดับดังนี้ คือ เป็นอาคารที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยเน้นความเป็นเอกลักษณ์ไทยท้องถิ่นสามบัณฑิต รองลงมาเป็นอาคารที่แปลงจากอาคารเก่าที่มีอยู่เช่นศาลาการเปรียญหลังเก่าห้องสมุดโรงเรียนโดยนำมาปรับปรุงให้เป็นอาคารที่เหมาะสม และเป็นอาคารที่ก่อสร้างใหม่โดยออกแบบให้ทันสมัย ความต้องการให้หน่วยงานใดจัดสรรงบประมาณในการสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามบัณฑิตพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการให้หน่วยงานใดจัดสรรงบประมาณในการสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามบัณฑิตเรียงตามลำดับดังนี้ คือ งบประมาณแผ่นดินหรืองบประมาณของทางจังหวัด รองลงมา งบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ งบประมาณจากกระทรวงศึกษาธิการ และเงินบริจาคจากมูลนิธิเอกชนประชาชนทั่วไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Feasibility of establishing a Museum of Sam- bandit UthaiPhraNakhonSi Ayutthaya.pdf ( 2.45 MB)
13
รายงานการวิจัย การศึกษาความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง และครูที่มีต่อการจัดการสอนภาษาญี่ปุ่นในสถานศึกษาตำบลสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
A Study of Students', Guardians' and Teachers' Requirement towards Teaching Japanese in Schools at Sambandit, U-thai in Phranakhon Si Ayutthaya
งานวิจัย/Research report 2556
โดย : อาจารย์บวรศรี มณีพงษ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง และครูที่มีต่อการจัดการสอนภาษาญี่ปุ่นในสถานศึกษาตำบลสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเปรียบเทียบความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครองและครู ที่มีต่อการจัดการสอนภาษาญี่ปุ่นในสถานศึกษา ตลอดจนศึกษาความพร้อมของสถานศึกษาในการจัดการสอนภาษาญี่ปุ่น เครื่องมือในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก คำถามในแบบสอบถามประกอบด้วยความต้องการที่จะให้มีการสอนภาษาญี่ปุ่น ความต้องการด้านทักษะและเนื้อหาที่จะให้สอน และเหตุผลที่ต้องการเรียนหรือให้สอนภาษาญี่ปุ่น ดำเนินการเก็บข้อมูลจากประชากร 3 กลุ่มได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนวัดดอนพุดซา โรงเรียนวัดหนองไม้ซุง และโรงเรียนวัดพรานนก รวมจำนวน 120 คน ผู้ปกครองของนักเรียนที่กล่าวมาข้างต้น รวมจำนวน 120 คน และครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนที่กล่าวมาข้างต้น รวมจำนวน 38 คน โดยไม่มีการสุ่มตัวอย่างประชากร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน การสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษารวมจำนวน 7 คน และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาความต้องการให้จัดการสอนภาษาญี่ปุ่นในสถานศึกษาพบว่าทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง และครูมีความต้องการในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 3.82 , 3.81 และ 3.66 ตามลำดับ ความต้องการด้านทักษะที่ต้องการให้สอนพบว่านักเรียนและผู้ปกครองมีความต้องการให้สอนทักษะฟัง พูด อ่าน เขียนทุกด้าน ส่วนครูต้องการสอนทักษะฟังและพูดเท่านั้น ความต้องการด้านเนื้อหาที่ต้องการให้สอนพบว่านักเรียน ผู้ปกครอง และครู มีความต้องการให้สอนการสนทนาภาษาญี่ปุ่นในชีวิตประจำวันเป็นอันดับแรก อันดับรองลงมาได้แก่เนื้อหาด้านสังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่น และภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับการทำงาน เหุตผลที่ประชากรทั้งสามกลุ่มต้องการให้จัดการสอนภาษาในโรงเรียนคือ ต้องการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอื่นๆนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ผลการเปรียบเทียบความต้องการของประชากร 3 กลุ่มพบว่านักเรียน ผู้ปกครองและครูมีความต้องการให้มีการสอนภาษาญี่ปุ่นในโรงเรียนไม่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยความคิดเห็นด้านความต้องการที่ใกล้เคียงกัน ผลการศึกษาความพร้อมของสถานศึกษาในการจัดการสอนภาษาญี่ปุ่นพบว่าผู้บริหารมีความต้องการให้มีการจัดการสอนภาษาญี่ปุ่นในโรงเรียน แต่ขาดความพร้อมด้านครู การส่งเสริมพัฒนาศักยภาพครูเพื่อให้สามารถสอนภาษาญี่ปุ่นได้ในอนาคตก็ไม่เพียงพอที่จะสอนได้ จึงต้องการความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาเพื่อส่งบุคคลากรลงไปช่วยจัดการทดลองสอนในโรงเรียน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Borwonsri Maneephong.pdf ( 2.74 MB)
14
การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมของเยาวชนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : นพวรรณ ธีระพันธ์เจริญ...[และคณะ]
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ให้เยาวชนในโรงเรียนและชุมชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในรูปแบบต่างๆ 2..ให้เกิดการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการตามบริบทของแต่ละชุมชนโดยใช้ศักยภาพรวมกันระหว่างเยาวชนในโรงเรียน3.ให้ประชาชนมีความรู้ และมีจิตสำนึกด้านการจัดการขยะมูลฝอยอย่างถูกต้อง และสามารถนำความรู้ไปแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยในชุมชนได้ 4.ให้กลุ่มเป้าหมายมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการขยะมูลฝอย 5.สร้างเครือข่ายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยระหว่างชุมชน สถาบันการศึกษา วัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่การศึกษาเอกสาร สำรวจพื้นที่ การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มและใช้กระบวนวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม ร่วมกับเทคนิคการระดมสมองและแผนที่ความคิดในการศึกษา กลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจงได้แก่ เยาวชนในโรงเรียนเทศบาลชุมชน ป้อมเพชร ผู้นำชุมชน ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชุมชนป้อมเพชร การศึกษาพบว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีปัญหามลพิษจากขยะมูลฝอยมากเป็นอันดับแรก การกำจัดขยะมูลฝอยเป็นการทิ้งขยะมูลฝอยไม่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล เยาวชนในโรงเรียนเทศบาลชุมชนป้อมเพชรมีการจัดทำธนาคารขยะมาระยะหนึ่ง จากกระบวนการศึกษาทำให้ กลุ่มเป้าหมายเรียนรู้ปัญหาข้างต้น และร่วมกันสรุป วิเคราะห์ปัญหาขยะมูลฝอยและปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชน รวมทั้งร่วมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างกว้างขวาง และแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวชุมชนได้รับการช่วยเหลือจากเยาวชนในโรงเรียนเทศบาลชุมชนป้อมเพชร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา โดยจัดตั้งธนาคารขยะรีไซเคิลของชุมชนขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.05 MB)
2Abstract.pdf ( 0.08 MB)
3Acknowledgment.pdf ( 0.05 MB)
4Content.pdf ( 0.09 MB)
5Chapter1.pdf ( 0.40 MB)
6Chapter2-1.pdf ( 0.59 MB)
7Chapter2-2.pdf ( 0.62 MB)
8Chapter3.pdf ( 0.11 MB)
9Chapter4.pdf ( 0.12 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.08 MB)
11Appendix.pdf ( 0.05 MB)
12Appendix2.pdf ( 0.06 MB)
15
การวิจัย การเก็บรักษาและระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยาของเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเทียนที่ผลิตในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ศานิต สวัสดิกาญจน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการเก็บรักษาและระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยาของเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเทียน ดำเนินการทดลองที่แปลงปลูกข้าวโพดเทียนในตำบลบ้านเกาะ และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา แบ่งเป็น 2 การทดลอง คือ การทดลองที่ 1 ศึกษาการเก็บรักษาข้าวโพดเทียน ทำการทดลองในเดือนมิถุนายน 2548 ถึงพฤษภาคม 2549 โดยปลูกข้าวโพดเทียนในตำบลบ้านเกาะ เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์เมื่อถึงระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยา กะเทาะเมล็ดออก นำไปตากแดดจนความชื้นของเมล็ดลดลงเหลือ 10% แล้วนำมาบรรจุถุงพลาสติกเก็บรักษาที่อุณหภูมิควบคุม 20ซ เป็นเวลา 300 วัน ทุก ๆ 60 วัน สุ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเทียนเพื่อทดสอบคุณภาพ 8 ลักษณะ คือ ความงอก ดัชนีความเร็วในการงอก น้ำหนักแห้งของเมล็ด ความชื้นของเมล็ด ความยาวยอด ความยาวราก น้ำหนักแห้งของต้นกล้า และการนำไฟฟ้าของเมล็ด ผลการทดลองพบว่า ข้าวโพดเทียนที่ผลิตในตำบลบ้านเกาะมีความงอกสูง โดยเมล็ดพันธุ์มีความงอก 98% และหลังจากเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้นาน 300 วัน พบว่า เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ยังคงมีความงอกสูงกว่า 94% และการทดลองที่ 2 ศึกษาการสุกแก่ของเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเทียน ทำการทดลองในเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2549 โดยเก็บเกี่ยวฝักและเมล็ดพันธุ์ที่มีอายุหลังออกไหมต่างกัน แบ่งเป็น 6 ระยะ คือ 15 25 35 45 55 และ 65 วัน หลังออกไหม นำฝักและเมล็ดพันธุ์ในแต่ละระยะ มาทดสอบคุณภาพ ดังนี้ น้ำหนักฝัก ความยาวฝัก และความกว้างฝัก ส่วนคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ที่ทดสอบ ได้แก่ ความชื้นของเมล็ด น้ำหนักแห้งของเมล็ด ความยาวของเมล็ด ความกว้างของเมล็ด ความหนาของเมล็ด ความงอก ดัชนีความเร็วในการงอก ความยาวยอด ความยาวราก และน้ำหนักแห้งของต้นกล้า ผลการทดลองพบว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเทียนมีระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยาที่อายุ 45 วันหลังออกไหม มีคุณภาพฝักสูงสุด คือ น้ำหนักฝัก ความยาวฝัก และความกว้างฝัก และให้คุณภาพของเมล็ดพันธุ์สูงสุด โดยมีน้ำหนักเมล็ด 22.6 กรัม/ 100 เมล็ด ความงอก 95 % และมีดัชนีความเร็วในการงอก ความยาวยอด ความยาวราก และน้ำหนักแห้งของต้นกล้าสูงสุดที่ระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยา 45 วันหลังออกไหม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.10 MB)
2Chapter1-5.pdf ( 0.21 MB)

Search within results