Search Result 66 Found

  • Filters
 
1
การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้สาระคณิตศาสตร์ช่วงชั้นที่ 1 โดยใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียนประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 1 ในจังหวัดพิษณุโลก
Revolutionized learning processes in level 1 mathematic context by learning activity model of level 1 primary school in Phitsanuloke
งานวิจัย/Research report 2556
โดย : ศรี จินตนสนธิ, อุไรวรรณ วิจารณกุล
22
การวิจัยเรื่องการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้สาระคณิตศาสตร์ช่วงชั้นที่ 1 โดยใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียนประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 1 ในจังหวัดพิษณุโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้สาระคณิตศาสตร์ที่ก่อให้เกิดความสนุกสนาน และศึกษาเจตคติในด้านความสนุกในการเรียนของผู้เรียนจากรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ระเบียบวิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย การศึกษาพื้นฐานสำหรับการวางแผนสร้างรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นการนำข้อมูลพื้นฐานทั้งหมดที่ประมวลได้มาพิจารณาเพื่อร่างรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยกำหนดโครงร่างรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับนักเรียน เพื่อหาประสิทธิภาพรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ต่อความสนุกของนักเรียน ด้วยการวิจัย One Group posttest design โดยศึกษาความสนุกและการนำไปใช้ในการเรียนรู้สาระคณิตศาสตร์ของนักเรียน มีความสอดคล้องในระดับเหมาะสม (IOC:1.00) โดยผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกัน ผลการวิจัยสรุปได้ รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความสนุกสนาน ความรู้ ความเข้าใจ ได้เล่น ได้ฝึกวิเคราะห์ ประเมินผลโดยการวัดความสนุกของผู้เรียน ผลการหาประสิทธิภาพรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่ารูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพโดยการก่อให้เกิดความสนุกแก่ผู้เรียน มีประสิทธิภาพ 91.45/83.8 มีคะแนนความสุขการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สูงโดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดอย่างยิ่งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1สมศรี จินตนสนธิ.PDF ( 0.52 MB)
2
การศึกษากลวิธีการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ทวีศักดิ์ ขันยศ
22
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจกลวิธีการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลับราชภัฏพิบูลสงครามและเพื่อเปรียบเทียบกลวิธีการเยนภาษาอังกฤษของนักศึกษาแยกตามเพศ คณะ และระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 608 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยแปลมาจากแบบสอบถามกลวิธีการเรียนภาษาของ Oxford(1990) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ mean, standard, deviation, Pair Sample t-test และ a univarite analysis of variance ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าภาพรวมนักศึกษามีระดับความถี่การใช้มากกว่าเพสหญิง และนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีจะใช้กลวิธีการเรียนมากกว่าคนที่มีผลการเรียนอ่อนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ละคณะของนักศึกษาไม่มีความสัมพันธ์กับระดับความถี่การใช้กลวิธีการเรียนภาษาอังกฤษ จากผลการวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้อาจารย์สอนกลวิธีการเรียนเรียนภาษาอังกฤษที่เหมาะสมให้นักศึกษาในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษให้ดียิ่งขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ทวีศักดิ์ ขันยศ.PDF ( 1.21 MB)
3
ชุดการทดลองการประยุกต์ใช้งานไมโครโปรเซสเซอร์ PIC 16F877
PIC 16F877 Microprocessor application laboratory
งานวิจัย/Research report 2557
โดย : เกียรติชัย บรรลุผลสกุล
22
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดฝึกการทดลองการประยุกต์ใช้งานไมโครโปรเซสเซอร์ PIC 16F877 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ชุดฝึกการทดลองการประยุกต์ใช้งานไมโครโปรเซสเซอร์ PIC 16F877 ประกอบด้วย บอร์ดการทดลองจำนวน 5 การทดลอง ใบงานการทดลองประยุกต์ใช้งานไมโครโปรเซสเซอร์ PIC 16F877 และแบบทดสอบรายวิชาการประยุกต์ใช้งานไมโครโปรเซสเซอร์ โดยนำชุดการฝึกทดลองให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ประเมินความเหมาะสมชุดฝึกทดลอง และ นำไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการประยุกต์ใช้งานไมโครโปรเซสเซอร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ซึ่งแบบเจาะจงจำนวน 10 คน เมือนักศึกษากลุ่มตัวอย่างได้เรียนด้วยชุดฝึกการทดลองแล้ว จึงทำการทดสอบด้วยแบบฝึกหัดท้ายการทดลอง และ แบบทดสอบรายวิชาการประยุกต์ใช้งานไมโครโปรเซสเซอร์ และนำผลคะแนนทั้งสองส่วนวิเคราะห์และสรุปผล ผลการวิจัยปรากฏว่าชุดฝึกอบรมการทดลองประยุกต์ใช้งานไมโครโปรเซสเซอร์ PIC 16F877 มีคะแนนเฉลี่ย 4.24 มีความเหมาะสมในระดับมาก มีประสิทธิภาพ 85.29/84.25 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ แสดงว่าชุดการทดลองการประยุกต์ใช้งานไมโครโปรเซสเซอร์ PIC 16F877 สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1เกียรติชัย บรรลุหลสกุล.PDF ( 1.42 MB)
2เกียรติชัย บรรลุหลสกุล.PDF ( 1.42 MB)
4
การวิจัยเพื่อพัฒนาชุดการเรียนการสอนปฏิบัติการวิชาปฏิบัติการเคมีอินทรีย์ 2
The Research for developing the modules on organic chemistry laboratory II
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : กุลยา จันทร์อรุณ
22
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุดเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนวิชาปฏิบัติการเคมีอินทรีย์ 2 ที่เน้นการเรียนการสอนแบบปฏิบัติการ(Laboratory approach) และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยได้ทำการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป 5 ชุด เนื้อหาของชุดการเรียนการสอนสอดคล้องกับหลักสูตรมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม พุทธศักราช 2550 โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งในรายวิชาปฏิบัติการเคมีอินทรีย์ 2 และได้นำชุดการสอนนี้ทดลองใช้กับนักศึกษากลุ่มตัวอย่างในมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 40 คน เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของชุดการเรียนการสอนทั้ง 3 ด้าน คือทางด้านเจตคติ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา และประสิทธิภาพของชุดบทเรียนสำเร็จรูป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดการเรียนการสอน การวิเคราะห์ ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for window ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีเจตคติต่อบทเรียนสำเร็จรูปทุกชุดในทุกๆด้านอยู่ในระดับดี(3.50-4.49) เช่น ด้านวัตถุประสงค์ เนื้อหากระชับ และชัดเจน ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างใช้เหตุผลและความคิด การใช้เครื่องมือ และได้ทำการทดลองด้วยตนเองทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้บทเรียนรู้ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 สำหรับประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปแต่ละชุดอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด E1 : E2 = 75 : 75 โดยมีค่าเบี่ยงเบนได้±5% เมื่อ E1 เป็นคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75 ของคะแนนจากรายผลการศึกษาบทเรียน E2 เป็นคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75 ของคะแนนจากแบบประเมินตนเองเมื่อสิ้นสุดการดำเนินกิจกรรมในบทเรียนสำเร็จรูปแต่ละชุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1กุลยา จันทร์อรุณ.PDF ( 2.32 MB)
6
การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตสารสีแดงบนปลายข้าวเจ้าของ Monascus purpureus TTSTR 3090 เพื่อนำไปสู่การผลิตในระดับการค้า
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : นฤมล เถื่อนกูล
22
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์คือ เพื่อให้ได้วิธีการผลิตสารสีแดงบนปลายข้าวเจ้าของ Monascus purpureus TISTR 3090 ในระดับการค้า ทำการศึกษาภาชนะชนิดต่างๆ ที่แปรผันตามปริมาณปลายข้าว อุณหภูมิและระยะเวลาของการอบแห้ง วิธีการย้อมเส้นใยไหมแลฝ้าย และการบรรจุภัณฑ์ พบว่าภาชนะและปริมาณปลายข้าวที่เหมาะสมต่อการผลิตข้าวแดง ได้แก่ ขวดโหลแก้วขนาดปริมาตร 6,150 มิลลิลิตร ปริมาณปลายข้าว 300 กรัม โหลแก้วขนาดปริมาตร 6,5000 มิลลิลิตร ปริมาณปลายข้าว 300 กรัม บีกเกอร์ขนาดปริมาตร 2000, 1000 และ500 มิลลิตร ปริมาณปลายข้าว 200 (และ 150), 100 และ 50 กรัม ตามลำดับ อุณหภูมิและระยะเวลาของการอบแห้งข้าวแดงที่เหมาะสมคือ 90 องศาเซลเซียส 20 นาทีนำข้าวแดงที่ได้มาบดให้ละเอียด แล้วนำมาย้อมเส้นใยไหมและฝ้ายโดยใช้แช่และต้มในมอร์แดนท์ที่เป็นน้ำมะขาม พีเอช 3.4 พบว่าเส้นใยไหม สีส้ม-ชมพู รหัส 555 (seattle fabrics, Inc.,2005) เส้นใยฝ้ายติดสีชมพูอ่อน รหัส 503 ซึ่งเส้นใยทั้งสองชนิดติดสีไม่คงตัว การบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมคือ บรรจุผงข้าวแดงในถุงพลาสติกปิดผนึกด้วยเครื่องปิดผนึก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Narucmol_thaun_2548.pdf ( 6.35 MB)
7
การพัฒนาวิธีหาปริมาณ As,Cd,Pb,Ni,Cr,Co,Cu,Fe,K,Mg,Mn,Na,และZn ในดินโดยใช้เทคนิคดักทีพลีคัพเพิลพลาสมาออฟติคอลอีมีสชั่นสเปกโทรเมตรี
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : อนงค์ ศรีโสภา
22
ทำการพัฒนาวิธีกาปริมาณ As,Cd,Pb,Ni,Cr,Co,Cu,Fe,K,Mg,Mn,Na,และZn ที่รวดเร็ว มีความเที่ยงและความแม่นสูง ในตัวอย่างดิน โดยย่อยตัวอย่างด้วยกรดและใช้คลื่นไมโครเวฟ วัดปริมาณธาตศึกษาด้วยเทคนิคอินดักทีพลี คัพเพิล พลาสมา ออฟติคอลอิมีสชัน สเปกโทรเมตรีซึ่งให้ร้อยละการกลับคืน 92-113% ความเที่ยงของความเข้มของแสงอยู่ในช่วง1.47-3.58% และได้ทำการศึกษาอิทธิพลของสารรบกวน Fe,K,Mg และ Na ที่มีต่อการหาปริมาณ Cd,Pbและ Ni เทคนิคที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ในการวิเคราะห์หาปริมาณธาตุในตัวอย่างดินชุมชนวัดพันปี จังหวัดพิษณุโลกได้ โดยใช้เวลาในการย่อยตัวอย่างด้วยไมโครเวฟ 20 นาที และใช้ปริมาณกรดน้อยลง จากการทดลองพบว่าตัวอย่างดินดังกล่าว มีธาตุที่เป็นพิษได้แก่ As,Cd,Pb,Ni,Cr,Coและ Na อยู่ในระดับที่ไม่เกินค่ามาตรฐาน และมีธาตุอาหารได้แก่ Cu,Fe,K,Mg,Mn และ Zn ส่วนมากอยู่ในระดับปกติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1อนงค์ ศรีโสภา.PDF ( 2.28 MB)
8
การคัดแยกโปรโอติกแบคทีเรียจากอาหารหมักเพื่อศึกษายับยั้งการเติบโตของ Staphylococcus aureus สายพันธุ์ที่ต้านเมทิซิลินและสายพันธุ์อื่นๆ
The Selection of probiotic bacteria from ferment food for studying growth inhibition of some methicillin resistance clinical isoical of staphylococcus aureus and other strains
งานวิจัย/Research report 2557
โดย : อุไรวรรณ วิจารณกุล
22
staphylococcus aureus ที่ต้านสารชีวปฏิชีวนะเมทิซิลลินเป็นอัตรายที่สำคัญต่อการสาธารณสุข สารต้านจุลชีพเช่น สารปฏิชีวนะ สารชำระล้างและเพปไทด์ต้านจุลชีพมีบทบาทสำคัญในการควบคุม S. aureus แต่ยังมีความเข้าใจที่ไม่ชัดเจนในกลไกกานต้านเมทิซิลลินของ S. aureus (MRSA) ที่คัดแยกจากคลินิก จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่จะค้นหากลวิธีทางอื่นในการควบคุมสายพันธุ์ S. aureus ที่ต้านทานสารปฏิชีวนะนี้ ดังนั้นจึงได้ทำการคัดเลือกแบคทีเรียจากอาหารหมักเพื่อค้นหาแบคทีเรียที่สามารถยับยั้งการเติบโตของ S. aureus (MRSA) และสายพันธุ์อื่นๆ อาหารหมักที่ใช้คัดแยกได้จากอาหารหมักในท้องถิ่น ได้แก่ ปลาส้ม แหนม ผักดอง โยเกิร์ต และน้ำหมักชีวภาพที่จำหน่ายในพิษณุโลกและเพชรบูรณ์ ทำการคัดแยกโดยเทคนิคการเจือจางและ Spread plate บนอาหาร Man Rogosa sharpe ทำการยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียทดสอบโดยใช้ Agar spot test และ disc diffuction method ทดสอบสมบัติการเป็น probiotic ในห้องปฏิบัติการโดยทดสอบความสามารถในการทนกรดและความสามารถในการเกาะติด จากแบคที่เรียที่คัดแยกได้ทั้งหมด 80 isolates มี โปรไบโอติกแบคทีเรีย 17 isolates ที่สามารถยับยั้งแบคที่เรียทดสอบ staphylococcus aureus สายพันธุ์ที่ต้านทานเมทิซิลินและสายพันธุ์อื่นๆ ได้อย่างน้อย 1 สายพันธุ์ และมีคุณสมบัติในการทนกรด สามารถเติบโตได้ในสภาวะความเป็นกรด pH6,5, 4,3 และความสามารถในการเกาะติดเม็ดเลือดแดงแกะ 14 isolates อยู่ใน 3 จีนัสคือ Bacillus (9 isolates) , Lactobacillus (7 isolates) และ Streptococcus (1 isolates)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1อุไรรรณ วิจารณกุล.PDF ( 0.51 MB)
9
การทดลอง Zirocon Body สำหรับงานบดย่อยวัตถุดิบเซรามิกส์
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : จิตราภา จิตชาญวิชัย
22
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลอง Zirocon Body สำหรับงานบดย่อยวัตถุดิบเซรามิกส์จากอัตราส่วนผสมของเซอร์โคเนียมซิลิเกต โดยใช้ทัลค์ แคลเซียมคาร์บอเนต และแบเรียมคาร์บอเนตบดผสมและผ่านการเผาที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส เป็นสารช่วยลดอุณหภูมิที่มีปริมาณแปรเปลี่ยนตามอัตราส่วนผสมของเอร์โคเนียมซิลิเกต โดยสารช่วยลดอุณหภูมินี้ จะอยู่ในช่วงร้อยละ2.50-50เพิ่มเติมดินขาวระนองและโซเดียมคาร์บอกซี่แมททิล เซลลูโลส เป็นสารช่วยยึดเกาะและช่วยกระจายลอยตัว โดยบดส่วนผสมในแต่ละอัตราส่วนผสมด้วยหม้อบดความเร็วสูง ขึ้นรูปชิ้นทดสอบ และผลิตภัณฑ์โดยวิธีการอัดขึ้นรูปด้วยเครื่องอัดไฮโรลิก นำชิ้นทดสอบที่อุณหภูมิ 1,400 องศาเซลเซียส ในบรรยากาศเผาไหม้แบบสมบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่า อัตราส่วนผสมที่สามารถผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับงานบดย่อยวัตถุดิบเซรามิกส์ได้ดี และมีสมับติผ่านเกณฑ์มาตรฐาน คือ อัตราส่วนผสมที่ 3 ซึ่งประกอบด้วย เซอร์โคเนียมซิลิเกต ร้อยละ 92.50 สารช่วยลดอุณหภูมิ ร้อยละ 7.50 เพิ่มเติมดินขาวระนองร้อยละ 5 มีความแข็ง 7.5 (ตามมาตรฐานของโมห์) มีค่าการดูดซึมน้ำเป็น 0 มีค่าความหนาแน่น 4.23 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร และเมื่อนำผลิตภัณฑ์สำหรับงานบดย่อยวัตถุดิบเซรามิกส์ไปทดสอบความทนต่อการขัดสี พบว่าผลิตภัณฑ์สำหรับงานบดย่อยวัตถุดิบเซรามิกส์สามารถใช้งานำดี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1จิตราภา จิตชาญวิชัย.PDF ( 3.14 MB)
10
เทคนิคทางโครมาโทกราฟีในการควบคุมคุณภาพและการวิเคราะห์และการวิเคราะห์สารเคอร์คูมินอยด์ในวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์จากพืชในสกุลเคอร์คูมา
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : วิษณุ ธงไชย
22
การพัฒนาวิธีวิเคราะห์ปริมาณเคอร์คูมินอยด์ด้วยเทคนิค RP-HPLC โดยใช้คอลัมน์ RP-C18 เฟสเคลื่อนที่ประกอบด้วย acetonitrile กับ 2% acetic acid แบบระบบ gradient elution และอัตราการไหล 1 mL/min ตรวจวัดที่ความยาวคลื่น 425 นาโนเมตร พบว่าวิธีนี้มีความไว ความเฉพาะเจาะจงความแม่นยำสูงและให้ค่าการตอบสนองของสัญญาณได้เป็นเส้นตรง สำหรับค่าขีดจำกัดต่ำสุดในการตรวจวัดเท่ากับ 0.09, 0.14 และ 0.15 mg/L ของ curcumin, demethoxycurcumin และ bis- demethoxycurcumin ตามลำดับ ขีดจำกัดต่ำสุดในการวิเคราะห์ปริมาณสำหรับ curcumin, demethoxycurcumin และ bis- demethoxycurcumin เท่ากับ 0.32, 0.49 และ 0.50 mg/L ตามลำดับ ช่วงของความเป็นเส้นตรงมีค่าตั้งแต่ความเข้มข้น 5-200 mg/L มีค่าเฉลี่ยร้อยละของการกลับคืนของ curcumin, demethoxycurcumin และ bis- demethoxycurcumin ของตัวอย่าง A1 เท่ากับ 98.48, 102.19, และ 96.57 ตัวอย่าง A2 เท่ากับ 101.45,97.11 และ 97.19 ตัวอย่าง A3 เท่ากับ 97.75, 95.06 และ 97.71 ตัวอย่าง A4 เท่ากับ 98.97,95.80 และ 95.80 ตัวอย่างที่ A5 เท่ากับ 97.22, 96.84 และ 96.83 ตัวอย่าง C1 เท่ากับ 97.04,96.33 และ 95.95 ตัวอย่าง C2 เท่ากับ 96.01, 97.66 และ 99.73 และเครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมของขมิ้นได้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1วิษณุ ธงไชย.PDF ( 0.45 MB)
11
การทดลองใช้ขี้เถ้าแกลบเป็นวัตถุดิบแทนควอรต์ในกระบวนการผลิตเซรามิก
งานวิจัย/Research report 2555
โดย : สนิท ปิ่นสกุล
22
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของเนื้อดินสโตนแวร์ โดยการขึ้นรูปด้วยวิธีการหล่อ สูตรส่วนผสมได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากตารางสีเหลี่ยม จำนวน 41 สูตร จากวัตถุดิบ 4 ชนิด คือ ดินขาวระนอน ดินดำแม่ทาน แร่ฟันม้า และขี้เถ้าแกลบ เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของเคลือบ สูตรส่วนผสมได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากตารางสีเหลี่ยม จำนวน 25 สูตร จากวัตถุดิบ 4 ชนิด คือ หินปูน ดินดำแม่ทาน แร่ฟันม้า และขี้เถ้าแกลบ ทดลองเผาที่อุณหภูมิ 1,250 องศาเซลเซียส บรรยากาศศรีดักชัน ผลการวิจัยพบเนื้อดินสูตรที่ 26 มีคุณสมบัติเหมาะสมในการผลิตเซรามิก สูตรส่วนผสมมีดินขาวระนองร้อยละ 30 ดินดำแม่ทานร้อยละ 30 แร่ฟันม้าร้อยละ 20 ขี้เถ้าแกลบร้อยละ 20 เนื้อดินสามารถขึ้นรูปด้วยการหล่อได้ดีปริมาณน้ำที่ผสมร้อยละ 50 ความหนืด 39.7 พอยส์ ความแข็งแรงก่อนเผาเฉลี่ย 2.36 กก.ซม2 ความแข็งแรงหลังเผาเฉลี่ย 133.85 กก.ซม2 ความหดตัวก่อนเผาเฉลี่ยร้อยละ 1.86 ความหดตัวหลังเผาร้อยละ 14.23 การดูดซึมน้ำเฉลี่ยร้อยละ 0.04 เนื้อดินมีสีเท่าอ่อน และทนความร้อนอุณหภูมิ 1,250 องศาเซลเซียสบรรยากาศรีดักชันได้ ผลการวิจัยพบว่าเคลือบสูตรที่ 4 มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเนื้อดินปั้น ในสูตรส่วนผสมมี หินปูนร้อยละ 30 ดินดำแม่ทานร้อยละ 20 แร่ฟันม้าร้อยละ 20 ขี้เถ้าแกลบร้อยละ 30 เคลือบสุกตัวสมบูรณ์ผิวแวววาว เคลือบไหลตัวดี 0.39 เซนติเมตร ผิวเคลืบรานและใส หลังจากนั้นนำเคลือบสูตร 4 ผสมแบเรียมคาร์บอเนตร้อยละ 8 ดีบุกออกไซด์ร้อยละ 3 เถ้ากระดูกร้อยละ 4 ทองแดงออกไซด์ร้อยละ 1 นำไปเคลือบผลิตภัณฑ์ผ่านการเผาเคลือบมีสีแดงปนชมพู
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1สนิท ปิ่นสกุล..PDF ( 1.41 MB)
12
ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์กลูตาเมทดีคาร์บอกซีเลส
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : ปนัดดา จันทร์เนย
22
งานวิจัยนี้ได้ศึกษาปัจจัยที่เหมาะสมต่อการทำงานของเอนไซม์กลูตาเมทดีคาร์บอกซีเลส (GAD) ที่สกัดจากข้าวที่กำลังงอก เพื่อมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเอนไซม์ GAD มาใช้ในการเร่งปฏิกิริยาการผลิตกาบาในสภาวะหลอดทดลอง (Biocoversion) ซึ่งกาบามีความสำคัญเป็นสารสื่อประสาท ช่วยระบบความจำ ลดความดันและความเครียด จากการใช้เทคนิค western blotting ติดตามโดยการจับจำเพาะด้วยแอนติบอดี anti-GAD พบว่า มีขนาด 70.8 Kd ปริมาณของเอนไซม์ชนิดนี้เพิ่มขึ้นในระหว่าการงอกของข้าวมากกว่าข้าวที่ไม่งอก และสภาวะในการทำงานของเอนไซม์ขึ้นอยู่กับความเข้มของกลูต้ามิกที่ใช้สับเตรท กิจกรรมของเอนไซม์ (activity) ที่พบมากที่สุดเท่ากับ 3.42 unit (unol/min) ภายใต้การเร่วปฏิกิริยาที่สภาวะเหมาะสมที่ 40 นาทีอุณหภูมิ 40 °c pH 6 โดยมี PLP เป็นโคเอนไซม์ เมื่อนำสภาวะดังกล่าวมาประยุกต์เร่งปฏิกิริยาในการเปลี่ยนแปลงกรดลูกตามิอกเป็นกาบา พบว่าได้ปริมาณกาบาสูงสุดในหลอดทดลองกับ 1.43 mg/g ซึ่งปริมาณดังกล่าวจะมากกว่าการสกัดกาบาจากข้าวที่กำลังงอกถึง 11.7 เท่า ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้จะเป็นพื้นฐานต่อผู้ที่สนใจจะสังเคราะห์กาบาโดยใช้เอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อนำกาบาที่ได้ไปประยุกต์ในอุตสาหกรรมอาหารและยา ตลอดจนผู้บริโภคที่สนใจบริโภคข้าวที่มีกาบาสูง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปนัดดา จันทร์เนย.PDF ( 0.59 MB)
13
การพัฒนาสำหรับอาหารท้องถิ่นสำหรับการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำน่าน : กรณีศึกษาตำบลจอมทอง จังหวัดพิษณุโลก
งานวิจัย/Research report 2555
โดย : ปิยวรรณ ศุภวิทิตพัฒนา
22
ชุมชนจอมทอง จังหวัดพิษณุโลกมีการประกอบอาชีพการทำอาหารหลายชนิดที่เป็นอาหารท้องถิ่นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ไม่มีการจัดสำรับอาหารไทยเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจึงเกิดงานวิจัยการพัฒนาสำหรับอาหารท้องถิ่นสำหรับการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำน่าน เพื่อให้คนในชุมชนและผู้ประกอบการนำอาหารพื้นบ้านของชุมชนไปเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวลุ่มน้ำน่าน เมื่อทำการสำรวจอาหารและภาชนะใส่อาหารภายในชุมชนจอมทอง พบว่า อาหารไทยประเภทอาหารคาวของชุมชนจอมทอง ได้แก่ แจ่วปลา แกงขี้เหล็ก ต้มจืดเต้าหู้ ผัดกระเพรา น้ำพริกหนุ่ม-ผักต้ม แกงหน่อไม้ ผัดผักรวม หมูทอดกระเทียม ส่วนอาหารไทยประเภทอาหารหวานของชุมชนจอมทองได้แก่ ขนมเปียกปูน ขนมถ้วยฟู ขนมตาล กล้วยบวชชี ขนมเทียน ข้าวต้มมัด ส่วนการสำรวจการใช้ภาชนะของคนในชุมชนส่วนใหญ่ใช้ภารชนะเซรามิกซ์และพลาสติก จากการนำอาหารไทยของชุมชนจอมทองมาจัดสำรับ จำนวน 3 สำรับ พบว่าสำรับอาหารที่ได้รับความชอบและมีความเหมาะสมกับอาหารมากที่สุดประกอบด้วยข้าวสวย แจ่วปลา และผักเครื่องเคียง แกงขี้เหล็ก แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ผัดเผ็ดหมู ขนมถ้วยฟู น้ำกระเจี้ยบผสมเฟื่องฟ้า ซึ่งสำรับอาหารดังกล่าวมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้ ปริมาณเถ้าร้อยละ 1.39±ไขมันร้อยละ 1.38±0.05 โปรตีนร้อยละ 0.92±0.10 เส้นใยร้อยละ 3.68±1.65 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 71.00±3.49 พลังงาน 300.12±13.82กิโลแคลอรี /100 กรัม ส่วนภาชนะที่เหมาะสมสำหรับใส่อาหาร คือ ภาชนะเซรามิกส์ลายคราม ภาชนะสำหรับใส่สำรับ คือ เครื่องจักสานจากหวาย ต้นทุนในการผลิตอาหารไทยสำรับดังกล่าวซึ่งใช้เซรามิกซ์ลายครามและจัดวางในเครื่องจักสานหวาย คือ 111.55 บาท.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปิยวรรณ ศุภวิทิตพัฒนา..PDF ( 0.78 MB)
14
โครงการบริหารจัดการความปลอดภัยของอาหารในประเทศไทย : กรณีศึกษาโรงอาหารในเขตอำเภอเมืองพิษณุโลก
Food safety management system in Thailand : case study of Phitsanulok school canteens
งานวิจัย/Research report 2557
โดย : รี ธนวัฒน์ชัย, โสรัจ วรชุมอินเกต, วนิดา ประทุมศิริ
22
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยของโรงอาหารในโรงเรียนในเขตอำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เพื่อให้ได้อาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean food good taste) ทั้งนี้เพื่อให้โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการผลิตอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ บริโภคได้อย่างปลอดภัย มีการบริหารจัดการที่ดี ผู้ประกอบอาหารที่จิตสำนึกที่ดี คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารที่จัดบริการในโรงอาหารของโรงเรียน กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการอาหารปลอดภัยในโรงเรียนจำนวน 36 โรงเรียนจาก 71 โรงเรียนในเขตอำเภอเมืองพิษณุโลก พร้อมทั้งวิเคราะห์และประเมินผลจากแบบสอบถามด้วยวิธีการทางสถิติ การดำเนินการเริ่มจากการสำรวจเก็บข้อมูลใช้วิธีการสัมภาษณ์ การสังเกตและใช้แบบสอบถาม เก็บตัวอย่างอาหารและวัตถุดิบในตลาด ตรวจสอบด้ายภายภาพ เคมี และจุลชีววิทยา โดยใช้ชุดการทดสอบของ SI-2 (Sanitation Index-2) ผลการศึกษาพบว่า ผลการตรวจสอบอาหารและวัตถุดิบในตลาดไม่พบสารปนเปื้อน ส่วนโรงอาหารที่เข้าร่วมโครงการ พบว่า ครั้งที่ 1 มีโรงอาหารที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานมี 34 โรงอาหาร จึงได้จัดอบรมให้ความรู้ด้านสุขาภิบาลอาหารปลอดภัยกับโรงอาหารที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานให้ปรับปรุง และมีการตรวจวิเคราะห์ซ้ำ ผลปรากฏว่า ทั้ง 36 โรงอาหารผ่านเกณฑ์การประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานในระดับดีมาก 3 โรงอาหารและอยู่ในระดับดี 33 โรงอาหาร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1อารี ธนวัฒน์ชัย.PDF ( 1.13 MB)
15
การพัฒนากระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพจากนมบูด
Development of biogas production from sour milk
งานวิจัย/Research report 2557
โดย : ฏฐชัย สายรวมญาติ, พัชราภรณ์ อินริราย
22
งานวิจัยนี้ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้นมพาสเจอร์ไรส์หมดอายุที่เหลือใช้จากอุตสาหกรรมเกษตรและการบริโภคเป็นวัตถุดิบในการผลิตก๊าซชีวภาพด้วยกระบวนการหมักแบบไม่ใช้อากาศจากการวิเคราะห์องค์ประกอบของเคมีในนทพาสเจอร์ไรส์(น้ำตาล, โปรตีน, และไขมัน) พบว่า นมพาสเจอร์ไรส์ที่ยังไม่หมดอายุ มีสัดส่วนของน้ำตาลสูงที่สุดเท่ากับ ร้อยละ 4.17 โดยน้ำหนักส่วนนมพาสเจอร์ไรส์ที่หมดอายุ มีสัดส่วนของโปรตีนสูงที่สุดเท่ากับ ร้อยละ 4.74 โดยน้ำหนัก จากการศึกษาการเกิดก๊าซชีวภาพ โดยนำนมพาสเจอร์ไรส์ที่หมดอายุปริมาตร 20 ลิตใส่ลงในถังหมักจำนวน 3 ถัง แล้วทำการวัดความเข้มข้นของก๊าซมีเทนในการชีวภาพที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งวัดค่าปริมาณออกซิเจนที่ละลายในแต่ละวัน พบว่า เริ่มมีก๊าซมีเทนในการหมักของการหมักในวันที่ 1(19:00 น.) ของถังหมัก และก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้มีความเข้มแข็งของก๊าซมีเทนเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 21.5 % โดยปริมาตร (19:00 น.) ในวันที่ 3 ของการหมัก และสามารถตรวจพบก๊าซมีเทนได้จำนวนทั้งสิ้น 6 วัน สำหรับค่าปริมาณออกซิเจนละลายพบว่า ในวันที่ 1 ค่าปริมาณออกซิเจนละลายมีค่าสูง เท่ากับ 8.00 ppm และมีค่าลงในวันที่ 2 โดยเมื่อระยะเวลาในการหมักเพิ่มขึ้น ค่าปริมาณออกซิเจนละลายมีค่าค่อนข้างคงที่อยู่ในช่วงระหว่า 1.20-1.70 ppm จากผลการศึกษาพบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะใช้นมพาสเจอร์ไรส์หมดอายุเป็นวัตถุดิบเริ่มต้นในการผลิตแก๊สชีวภาพ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบเหลือใช้และยังเป็นการลดปริมาณของเสียด้วย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1รัฏฐชัย สายรวมญาติ..PDF ( 0.42 MB)

Search within results