Search Result 5 Found

  • Filters
 
1
เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาชนบท ศึกษารายกรณี : เครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
Appropriate technology for rural development case study : distiller Machine by solar Energy
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : ณฑิต หอมจำปา, สุนิตย์ โรจนสุวรรณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาและพัฒนาเครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 2. นำข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับเครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 3.หาแนวทางในการพัฒนาเครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ให้มีประสิทธิภาพสูง ราคาถูกและเหมาะสมกับท้องถิ่นอื่นๆ ในการศึกษาวิจัยมีขั้นตอนการดำเนินงานตามลำดับคือ ประชุมวางแผน ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ออกแบบความลาดเอียงของกระจกเครื่องกลั่น ออกแบบวัสดุดูดกลืนแสงอาทิตย์ ออกแบบลักษณะตัวเครื่องกลั่นน้ำ และสร้างเครื่องกลั่นน้ำต้นแบบที่สมบูรณ์เพื่อนำไปทดลองใช้จริง และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ย (mean) ผลการวิจัยมีดังนี้ 1.) ผลการวิจัยพบว่าเครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเป็นเครื่องต้นแบบ มีลักษณะเป็นแบบกระจกปิดด้านบนเอียงฝาเดียวโดยมีมุมเอียง 14 องศากับแนวระดับ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด ดังนี้ (1) เครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์แบบตู้เรียบมีพื้นที่รับพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 0.90 ตารางเมตร โดยใช้ขี้เถ้าแกลบ กระจกสีชาและแผ่นสังกะสีทาสีดำสนิทเป็นตัวดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์ (2) เครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์แบบขั้นบันได มีพื้นที่รับแสงอาทิตย์ขนาด 0.89 ตารางเมตร ใช้สังกะสีแผ่นเรียบทาสีดำสนิทเพียงอย่างเดียวเป็นตัวดูดซับความร้อน 2.) ผลการวิจัยพบว่าเครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพด้านต่างๆ ดังนี้ (1) ด้านปริมาณน้ำที่กลั่นได้ พบว่าสามารถกลั่นน้ำได้ปริมาณเฉลี่ย 3,166.5 ? 3,266.9 มิลลิลิตรต่อตารางเมตรต่อวัน (2) ด้านคุณภาพน้ำกลั่น พบว่าน้ำที่กลั่นได้มีคุณภาพใกล้เคียงกับน้ำกลั่นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการซึ่งกลั่นด้วยเครื่องกลั่นไฟฟ้าและมีคุณภาพดีกว่าน้ำดื่มบางยี่ห้อที่บรรจุขวดขายในจังหวัดยะลา และ (3) ด้านความคุ้มทุน จากการประเมินผลทางเศรษฐกิจโดยวิเคราะห์จุดคุ้มทุนของเครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง 2 แบบ พบว่าตะได้จุดคุ้มทุนในระยะเวลาประมาณ 1 ปี
2
แรงจูงใจในการทำงานของพนักงานภาคเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส)
The motivation for working of business workers in the Three southernmost Provinces (Pattani Yala Narathiwat)
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ชมพูนุท ศรีพงษ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.แรงจูงใจในการทำงานจากปัจจัยภายนอกองค์การของพนักงานภาคธุรกิจเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) 2.แรงจูงใจในการทำงานจากปัจจัยภายในองค์การของพนังงานภาคธุรกิจเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) 3.เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการงานจากปัจจัยภายนอกองค์การจำแนกตามลักษณะทางประชากรของพนักงานภาคธุรกิจเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) 4.เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการงานของปัจจัยภายในองค์การจำแนกตามลักษณะทางประชากรของพนักงานภาคธุรกิจเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) 5.เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการงานจากปัจจัยภายนอกองค์การจำแนกตามลักษณะองค์การธุรกิจเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ที่พนักงานทำงาน 6.เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการงานจากปัจจัยภายในองค์การจำแนกตามลักษณะองค์การธุรกิจเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ที่พนักงานทำงาน 7.เพื่อศึกษาข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแรงจูงใจในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นพนักงานภาคธุรกิจเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) จำนวน 2,273 คน ที่เป็นผู้ขึ้นทะเบียนประกันสังคม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test ANOVA ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ผลการวิจัยมีดังต่อไปนี้ 1) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยภายนอกองค์การในภาพรวมส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของกลุ่มตัวอย่างในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านสิ่งแวดล้อมทางครอบครัวส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำงานมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านสิ่งแวดล้อมทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ตามลำดับ 2) ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยภายในองค์การในภาพรวมส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของกลุ่มตัวอย่างในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย คือ ด้านการจูงใจ รองลงมาในค่าที่ใกล้เคียงคือ ด้านการบำรุงรักษาจิตใจ และเมื่อพิจารณาเฉพาะด้านการจูงใจพบว่า ทุกๆ องค์ประกอบย่อยของด้านการจูงใจจะส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำงานระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ ความสำเร็จในการทำงาน รองลงมาคือการได้รับการยอมรับนับถือโอกาสความก้าวหน้า การได้รับมอบหมายความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ โอกาสในการพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง และลักษณะงานที่ทำตามลำดับ และเมื่อพิจารณาเฉพาะด้านการบำรุงรักษาจิตใจ ทุกๆ องค์ประกอบย่อยของด้านการบำรุงรักษาจิตใจส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของกลุ่มตัวอย่างในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ ความมั่นคงในการทำงาน รองลงมาคือ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลในองค์การ สภาพเงื่อนไขในการทำงาน การบังคับบัญชา เงินเดือนหรือค่าตอบแทน การรับรู้และการยอมรับจากสมาชิกในองค์การถึงฐานะตำแหน่งงาน นโยบายและการบริหารงานขององค์การ ตามลำดับ 3) พนังงานภาคธุรกิจเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อายุงาน และรายได้ส่วนบุคคลต่อเดือน แตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการทำงานจากปัจจัยภายนอกองค์การในภาพรวมแตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่นับถือศาสนา และมีสถานภาพที่แตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการทำงานจากปัจจัยภายนอกองค์การในภาพรวมไม่แตกต่างกัน 4) พนักงานภาคธุรกิจเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อายุงาน และรายได้ส่วนบุคคลต่อเดือน แตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการทำงานจากปัจจัยภายในองค์การในภาพรวมแตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่นับถือศาสนาที่แตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการทำงานจากปัจจัยภายในองค์การในภาพรวมไม่แตกต่างกัน 5) พนักงานในองค์การภาคธุรกิจเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ที่มีลักษณะแตกต่างกันในด้านจังหวัดที่ตั้ง ประเภทธุรกิจ และขนาดองค์การ มีแรงจูงใจในการทำงานจากปัจจัยภายนอกองค์การในภาพรวมแตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่ทำงานในองค์การที่มีรูปแบบความเป็นเจ้าของธุรกิจต่างกัน มีแรงจูงใจในการทำงานจากภายนอกองค์การในภาพรวมไม่แตกต่างกัน 6) พนักงานในองค์การภาคธุรกิจเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ที่มีลักษณะแตกต่างกันในด้านจังหวัดที่ตั้ง ประเภทธุรกิจ รูปแบบความเป็นเจ้าของธุรกิจ และขนาดองค์การ มีแรงจูงใจในการทำงานจากปัจจัยภายนอกในองค์การในภาพรวมแตกต่างกัน
3
พฤติกรรมทารทุจริตการสอบของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การวิจัยเรื่องพฤติกรรมการทุจริตการสอบของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมการทุจริตในการสอบ สาเหตุของการกระทำการทุจริตการสอบของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่เกิดจากนักศึกษา ผู้ดำเนินการสอบ วิชาที่สอบ และสภาพแวดล้อม เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตการสอบของนักศึกษาโดยกลุ่มตัวอย่างทำการเลือกประชากรจากการสุ่มแบบชั้นภูมิ คือ สุ่มจากนักศึกษาแต่ละภาคการศึกษาที่สังกัด คือภาภคปกติ ภาคกศ.พท.และภาคกศ.บป. ตามสัดส่วน จากนั้นสุ่มจากคณะคือ คณะครุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และคณะวิทยาการจัดการ ได้จำนวน 384 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่สร้างขึ้นแบ่งเป็น 5 ตอน คือ ตอนที่ 1 สอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ตอนที่ 2 สอบถามเกี่ยวกับวิธีการทุจริตการสอบของนักศึกษา ตอนที่ 4 สอบถามเกี่ยวกับวิธีการป้องกันและแก้ไขการทุจริตการสอบ และตอนที่ 5 แบบสอบปลายเปิดเกี่ยวกับประโยชน์และโทษของการกระทำทุจริตการสอบ แล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ผลการวิจัยสรุปได้ว่า วิธีการทุจริตการสอบ โดยภาพรวม นักศึกษาใช้วิธีการทุจริตการสอบที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การสอบถามโดยการพูดคุยกัน รองลงมาคือ การใช้สัญลักษณ์มือในการบอกคำตอบ และที่ค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือการให้ผู้อื่นเข้าสอบแทน ส่วนสาเหตุของการทุจริตการสอบพบว่า นักศึกษากระทำการทุจริตการสอบเนื่องจากตนเองมากที่สุด คือเคยชินกับการกระทำทุจริตการสอบ สาเหตุรองลงมาคือ ไม่ตั้งใจเรียน ส่วนสาเหตุที่นักศึกษากระทำการทุจริตการสอบ เนื่องจากผู้ดำเนินการสอบมากที่สุด คือ ผู้ดำเนินการสอบไม่มีความรู้ในการคุมสอบ รองลงมาคือ จำนวนผู้ดำเนินการสอบน้อยเกินไป สำหรับสาเหตุที่นักศึกษากระทำการทุจริตการสอบเนื่องมาจากวิชาที่สอบมากที่สุด คือ ไม่เข้าใจข้อคำถามของข้อสอบ รองลงมาคือ เนื้อหาวิชาที่สอบมีการคำนวณ และข้อสอบเป็นแบบปรนัย คือ จับคู่ ถูกผิด เติมคำ และเลือกตอบ และสาเหตุที่นักศึกษากระทำการทุจริตการสอบ เนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมมากที่สุด คือ สถานที่สอบมีแสงสว่างไม่เพียงพอ รองลงมาคือ ตำแหน่งที่นั่งสอบได้นั่งใกล้กับคนเก่ง สำหรับวิธีป้องกันและแก้ไขการกระทำทุจริตการสอบ โดยการติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดมากที่สุด รองลงมา คือ จัดให้มีการสอบที่อนุญาตให้เปิดตำราขณะสอบและผู้ดำเนินการสอบต้องตรวจอุปกรณ์ต่างๆ ของผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวดสำหรับการทดสอบสมมติฐานเพื่อเปรียบเทียบสาเหตุที่กระทำการทุจริตการสอบ พบว่า นักศึกษาที่มีเพศต่างกัน ชั้นปีต่างกัน คณะต่างกัน มีสาเหตุของการทุจริตการสอบไม่แตกต่างกัน ส่วนการทดสอบสมมติฐานเพื่อเปรียบเทียบสาเหตุที่ทุจริตการสอบ โดยแยกตามภาคการศึกษาที่สังกัดพบว่านักศึกษาภาคปกติ ภาคกศ.พท.และภาคกศ.บป. มีสาเหตุการทุจริตการสอบจากตนเอง จากผู้ดำเนินการสอบ และจากวิชาที่สอบไม่แตกต่างกัน แต่สิ่งแวดล้อมจะมีผลกระทบทำให้นักศึกษาที่สังกัดภาคการศึกษาแตกต่างกันอย่างน้อย 1 กลุ่มมีพฤติกรรมทุจริตการสอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 เมื่อได้ทำการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มของสาเหตุของการทุจริตการสอบจากสิ่งแวดล้อมกับภาคการศึกษาที่นักศึกษาสังกัด พบว่า นักศึกษาภาคปกติ และภาค กศ.บป. มีสาเหตุการทุจริตการสอบจากสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีแนวโน้มว่านักศึกษาภาคปกติมีสาเหตุกระทำการทุจริตการสอบจากสิ่งแวดล้อมมากกว่า ส่วนนักศึกษาภาค กศ.พท. และภาค กศ.บป.มีสาเหตุการทุจริตในการสอบจากสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีแนวโน้มว่านักศึกษา ภาค กศ.พท.มีสาเหตุการทุจริตการสอบเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมมากกว่า
4
ศึกษาการเจริญเติบโตของปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำจากแหล่งต่างๆ
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : สวรรค์ เพชรรัตน์, ผุสดี จันทร์เมือง
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
ศึกษาการเจริญเติบโตของปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำจากแหล่งต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเจริญเติบโตของปลาทองพันธุ์ออรันดา ที่เลี้ยงด้วยน้ำจากแหล่งต่างๆ และเพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของปลาทองพันธุ์ออรันดา ที่เลี้ยงด้วยน้ำจากแหล่งต่างๆ ในด้านน้ำหนัก และความยาว วางแผนการทดลองแบบ CRD (Complete Randomized Desing) มี 4 สิ่งทดลอง (Treatment)4 ซ้ำ ดังนี้ Treatment ที่ 1 ปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำบาดาล Treatment ที่ 2 ปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำปะปา Treatment ที่ 3 ปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำฝน และ Treatment ที่ 4 ปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำคลอง ปล่อยปลาที่มีอายุ 2 เดือน ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น เปลี่ยนถ่ายน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง นำปลาทองมาชั่งน้ำหนักและวักความยาว เมื่อเลี้ยงผ่านไปเป็นระยะเวลา 1, 2 และ 3 เดือน ผลการวิจัยพบว่าจากการทดลองเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของปลาทองพันธุ์ออรันดา ที่เลี้ยงด้วยน้ำจากแหล่งต่างๆ หลังจากเลี้ยงผ่านไป 1 เดือน นำมาชั่งน้ำหนักในแต่ละทรีตเมนต์ที่ทำการทดลองเปรียบเทียบกันโดยใช้แผนการทดลองแบบ CRD พบว่า ปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำฝน มีน้ำหนักเฉลี่ยมากที่สุด เท่ากับ 6.80 กรัม ผลการทดลองที่ได้แตกต่างกันทางสถิติจากการเลี้ยงด้วยน้ำจากแหล่งอื่นๆ และการเลี้ยงปลาทองพันธุ์ออรันดาด้วยน้ำคลอง น้ำประปา และน้ำบาดาล ผลการทดลองที่ได้ไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ มีน้ำหนักเฉลี่ย เท่ากับ 5.95, 5.95 และ 5.83 กรัม ตามลำดับ เมื่อเลี้ยงผ่านไป 2 เดือน นำมาชั่งน้ำหนักพบว่า ปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำคลอง มีน้ำหนักเฉลี่ยมากที่สุด เท่ากับ 10.40 กรัม ผลการทดลองที่ได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติจากการเลี้ยงด้วยน้ำจากแหล่งอื่นๆ และการเลี้ยงปลาทองพันธุ์ออรันดาด้วยน้ำฝน น้ำบาดาล และน้ำประปา ผลการทดลองที่ได้ไม่แตกต่างทางสถิติ คือ มีน้ำหนักเฉลี่ย เท่ากับ 7.50, 6.83 และ 6.23 กรัม ตามลำดับ และเมื่อเลี้ยงผ่านไป 3 เดือน นำมาชั่งน้ำหนักพบว่า ปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำคลอง น้ำฝน น้ำบาดาล และน้ำประปา มีความยาวเฉลี่ยไม่แตกต่างกันทางสถิติ คือ มีน้ำหนักเฉลี่ย เท่ากับ 14.13, 13.00, 12.50 และ 9.38 กรัม ตามลำดับ จากการทดลองเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของปลาทองพันธุ์ออรันดา ที่เลี้ยงด้วยน้ำจากแหล่งต่างๆ หลังจากเลี้ยงผ่านไป 1 เดือน นำมาวัดความยาวในแต่ละทรีตเมนต์ที่ทำการทดลองเปรียบเทียบกันโดยใช้แผนการทดลองแบบ CRD พบว่า ปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำฝน น้ำคลอง น้ำบาดาล และน้ำประปา มีความยาวยาวเฉลี่ยไม่แตกต่างกันทางสถิติ คือ มีความยาวเฉลี่ย เท่ากับ 6.10, 5.95, 5.85 และ 5.80 เซนติเมตร ตามลำดับ เมื่อเลี้ยงผ่านไป 2 เดือน นำมาวัดความยาว พบว่า ปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำประปา มีความยาวเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ เท่ากับ 5.88 เซนติเมตร แต่ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติกับการเลี้ยงด้วยน้ำฝน ซึ่งมีความยาวเฉลี่ย เท่ากับ 6.50 เซนติเมตร แต่การเลี้ยงปลาทองพันธุ์ออรันดาด้วยน้ำประปา จะมีความแตกต่างกันทางสถิติกับการเลี้ยงด้วยน้ำคลอง และน้ำบาดาลคือ มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 7.05 และ 6.70 เซนติเมตร ตามลำดับ และการเลี้ยงปลาทองพันธุ์ออรันดาด้วยน้ำคลอง น้ำบาดาล และน้ำฝน ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งมีความยาวเฉลี่ยเท่ากับ 7.05, 6.70 และ6.50 เวนติเมตร ตามลำดับ และเมื่อเลี้ยงผ่านไป 3 เดือน นำมาวัดความยาวพบว่า ปลาทองพันธุ์ออรันดาที่เลี้ยงด้วยน้ำบาดาล น้ำคลอง น้ำฝน และน้ำประปา มีความยาวเฉลี่ยไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ มีความยาวเฉลี่ย เท่ากับ 7.53, 7.43, 7.38 และ 7.18 เซนติเมตร ตามลำดับ
5
การพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการปฐมพยาบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
The Development of Achievement Test in First Aid subject Yala Rajabhat University
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : ชาติเชื้อ สุวรรณมุสิก
25
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการปฐมพยาบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โครงสร้างและเนื้อหามาจาก การวิเคราะห์หลักสูตรในรายวิชาการปฐมพยาบาล ตามหลักสูตรสภาสถาบันราชภัฏ พุทธศักราช 2543 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีจำนวน 120 ข้อ แยกเป็น 6 ด้าน คือ วัดความรู้ความจำ วัดความเข้าใจ วัดการนำไปใช้ วัดการวิเคราะห์ วัดการสังเคราะห์ และวัดการประเมินค่า หากคุณภาพของแบบทดสอบด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความยากง่าย อำนาจจำแนก ความเชื่อมั่น สร้างเกณฑ์ปกติ และคู่มือการใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการปฐมพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาที่เรียนวิชาการปฐมพยาบาล สถาบันราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2544-2546 จำนวน 340 คน ผลการศึกษาพบว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการปฐมพยาบาลมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาตั้งแต่ .60 – 1.00 มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .02 - .80 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .02 - .72 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .84 เกณฑ์ปกติมีค่าตั้งแต่ T24 – T79

Search within results