Search Result 27 Found

  • Filters
 
1
การศึกษาความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับปัญหาการสอนคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดปทุมธานี
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : กอบกุล สังขะมัลลิก
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 1.18 MB)
2Chapter 2.pdf ( 2.37 MB)
3Chapter 2.2.pdf ( 0.64 MB)
4Chapter 3.pdf ( 0.38 MB)
5Chapter 4.pdf ( 2.60 MB)
6Chapter 5.pdf ( 0.48 MB)
7Chapter 5.1.pdf ( 0.18 MB)
2
ความต้องการในการศึกษาต่อในสถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีการศึกษา 2545
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : งคณา พันธ์ศรี, มัชณกานต์ ศรีกรองทอง, ประณมกร อัมพรพรรดิ์, จารุพรรณ อุ๋ยสกุล, เสาวภา พลานนท์
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
การวิจัยเรื่องความต้องการในการศึกษาต่อในสถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีการศึกษา2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความต้องการในการศึกษาต่อของนักเรียนที่กำลังศึกษาและจบการศึกษาในระดับมัธยทศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และนักศึกษาที่จบการศึกษาระดับ อนุปริญญาหรือเทียบเท่า ปีการศึกษา 2544 โดยเก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามรวมทั้งสิ้น 921 คน ซึ่งเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 ในเขตรับผิดชอบของสถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ใน ในพระบรมราชูปถัมภ์ในสามจังหวัด ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดปทุมธานี สระแก้ว และปราจีนบุรี จำนวน 560 คน และ นักเรียนที่กำลังศึกษาระดับมะยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 ในจังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี ที่มาสอบโควต้า จำนวน 109 คน นักเรียนและนักศึกษาที่มาสมัครสอบคัดเลือกเข้าเรียนในระดับอนุปริญญา และปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี , ปริญญาตรีหลักสูตร 2 ปี (หลังอนุปริญญา) ภาคปกติจำนวน 252 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 88.1 ซึ่งเรียนจบแผนการเรียนวิทย์-คณิต (ร้อยละ 58.4) รองลงมาคือแผนศิลป์-ภาษา คะแนนเฉลี่ย 5 เทอมคือ 2.00-2.50 (ร้อยละ 32.5) รองลงมาคือ 2.51-3.00(ร้อยละ30.1) โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดปทุมธานี (ร้อยละ 31.9) รองลงมาคือ สระแก้ว (ร้อยล่ะ 31.5) บิดามารดา มีอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 26.7 รองลงมาคือ ทำนาร้อยละ 21.5 ซึ่งมีรายได้ระหว่าง 3,000-6,000 บาทต่อเดือน เมื่อจบการศึกษาแล้วผู้ตอบแบบสอบถามมีความคาดหวังว่าต้องการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยปิดของรัฐ ถึงร้อยละ 38.2 และสถาบันราชภัฏ ร้อยละ 35.9 ส่วนเหตุผลในการเลือกสถาบันการศึกษาต่อ จะให้ความสำคัญในเรื่องค่าใช้จ่ายในการศึกษาเป็นเหตุผลหลัก ตามด้วยเลือกสถาบันที่อยู่ใกล้บ้าน(ร้อยละ 23.6) เมื่อถามถึงความประสงค์ที่จะเข้าศึกษาในสถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณื ในพระบรมราชูปถัมภ์หรือไม่ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความประสงค์ที่จะเข้าศึกษาต่อมากถึงร้อยละ 67.3มีเพียงร้อยละ 31.2 เท่านั้นที่ไม่มีความประสงค์เข้าศึกษาต่อ โดยเหตุผลที่ใช้ในการเลือกเรียนมากเป็นอันดับ 1 คือเรื่องค่าใช้จ่ายในการศึกษาไม่แพง (ร้อยละ 39.2) รองลงมาคือใกล้บ้าน (ร้อยละ37.4) และเหตุผลในการเลือกคณะจะให้ความสำคัญในเรื่องเลือกตามความชอบถึงร้อยละ 50.1 รองลงมาคือเลือกความต้องการขยองตลาดแรงงาน เพียงร้อยละ 11.6 ส่วนโปรแกรมวิชาที่ผู้ตอบแบบสอถามเลือกเป็นอันดับ 1 คือ โปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ (ร้อยละ7.8) เลือกเป็นอันดับ 2 คือ โปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ (ร้อยละ3.4) เลือกเป็นอันดับ 3 คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.33 MB)
2Chapter 1.pdf ( 0.15 MB)
3Chapter 2.pdf ( 0.21 MB)
4Chapter 3.pdf ( 0.13 MB)
5Chapter 4.pdf ( 1.36 MB)
6Chapter 5.pdf ( 0.45 MB)
7Reference.pdf ( 0.27 MB)
3
การสกัดและทำเอนไซม์ไคติเนสจากข้าวสุพรรณบุรี 90 ให้บริสุทธิ์
EXTRATION AND PURIFICATION OF CHITINASE FROM SUPHAN BURI 90
Text 2548
โดย : มาลินวิษา โสชะรา
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
เอนไซม์ไคติเนสที่สกัดได้จากข้าวสุพรรณบุรี 90 อายุ 28 วัน ด้วยโซเดียมอะซิเตตบัฟเฟอร์ เข้มข้น 0.1 โมลาร์ พีเอช 4.5 พบว่ามีค่า Activity เท่ากับ 13.0543 U/ml ปริมาณโปรตีนเท่ากับ 3.2340 mg/ml และค่า Specific activity เท่ากับ 4.0364 U/mg เมื่อนำเอนไซม์ที่ได้ไปทำให้บริสุทธิโดยตกตระกอนด้วยแอมโมเนียซัลเฟต ไอออนเอ็กเชนจ์โครมาโทกราฟีด้วยคอลัมน์ Q Sepharose TM Fast Flow และเจลฟิวเตรชันซัลเฟตโครมาโทการฟีด้วยคอลัมน์ Sephadex TM G 50 Fine พบว่ามีค่า activity สูงสุดเท่ากับ 5.0652 Uml ปริมาณโปรตียเท่ากับ 1.0612 mg/ml และค่า Specific activity เท่ากับ 4.7739 U/mg โดยเอมไซม์ไคติเนสที่ได้ความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น 1.18เท่า
สภาวะที่เหมาะสมในการทำปฏิกิริยาของเอนไซม์ไคติเนสจากข้าวพันธ์สุพรรณบุรี90 อายุ28 วัน คือ อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส ในสาสรละลายโซเดียมอะซิเตตบัฟเฟอร์ เข้มข้น 0.1 โมลาร์ พีเอช 5.0
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.36 MB)
2chapter1.pdf ( 0.21 MB)
3chapter2.pdf ( 0.82 MB)
4chapter3.pdf ( 0.42 MB)
5chapter4.pdf ( 0.36 MB)
6chapter4-1.pdf ( 0.26 MB)
7chapter5.pdf ( 0.10 MB)
8Ref.pdf ( 0.16 MB)
9Ref1.pdf ( 0.25 MB)
10Ref2.pdf ( 0.36 MB)
4
การศึกษาและเปรียบเทียบสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดไคตินจากปูนาสายพันธุ์ Somanniathelphusa dugasti ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ Somanniathelphusa bangkokensis ในภาคกลาง
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : มานะ ขาวเมฆ
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดไคตินจากกระดองปูนา 2 สายพันธุ์คือ Somanniathelphusa dugasti จากจังหวัดนครราชสีมาและ Somanniathelphusa bangkokensis จากจังหวัดปทุมธานี อันได้แก่ความเข้มข้นของกรดไฮโดรคลอริก อัตราส่วนปริมาณกระดองปูที่มีต่อปริมาณกรด เวลาในการกำจัดแร่ธาตุ ความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์อัตราส่วนปริมาณกระดองปูต่อปริมาณกรด เวลาบในการกำจัดแร่ธาตุ ความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์อัตราส่วนปริมาณกระดองปูต่อปริมาณสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ และเวลาในการกำจัดโปรตีน ทั้งเปรียบเทียบคุณสมบัติ และโครงสร้างของไคตินจากกระดองปูนาที่สกัดได้ จากการวิเคราะห์ผลปรากฎว่า สภาวะที่เหมาะสมในการสกัดไคตินจากปูนาทั้ง 2 สายพันธุ์ เหมือนกันคือ กำจัดแร่ธาตุด้วยสารละลายกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 2 โมลาร์ อัตราส่วนปริมาณกระดองปูต่อปริมาณกรดที่ใช้เป็น 1: 20 ใช้เวลาในการสกัด 1 วัน ที่อุณหภูมิห้อง และกำจัดโปรตีนด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์เข้มข้น 2 โมลาร์อัตราส่วนปริมาณกระดองปูนาต่อปริมาณสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์เป็น 1: 20 ที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 6 ชั่วโมง ไคตินที่สกัดได้จากปูนาทั้ง 2 สายพันธุ์ มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันทั้งในปริมาณร้อยละของไคติน เถ้าความชื้น ไนโตรเจน โปรตีน อะซิติล และค่าจำเพาะทางกิจกรรมของเอมไซม์ไคติเนส
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.60 MB)
2chapter 1.pdf ( 0.80 MB)
3chapter 2.pdf ( 1.40 MB)
4chapter 3.pdf ( 1.22 MB)
5chapter 4.pdf ( 1.19 MB)
6chapter 5.pdf ( 0.53 MB)
7Reference.pdf ( 0.97 MB)
5
การตรวจหาจุลินทรีย์ทั้งหมดโคลิฟอร์มแบคทีเรียEscherchia coliยีนต์และราในส้มตำปูปลาร้าในเขตสุขาภิบาลประตูน้ำพระอินทร์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
Enumeration of total microorganism,colifrom bacteria, escgerchia coli,yeast and mold in sumtum po -plara in Pratunamprain, Ayuttaya Province
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : คนองเดช จิตร์จักร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจหาจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมด โคลิฟอร์ทแบคทีเรีย Escherchia coli ยีนต์และราในส้มตำปูปลาร้าจาก 10 ร้าน ในเขตสุขาภิบาลประตูน้ำพระอินทร์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2 ร้าน ภานในโรงอาหารสถาบันราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ช่วงเดือนกันยายน ถึง ตุลาคม 2545
ผลการตรวจวิเคราะห์เทียบกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (กองวิเคราะห์อาหาร,2529)พบว่าในทุกสัปดาห์ ร้านส้มตำทั้ง 122 ร้าน มีตำนวน Escherchia coli ยีนต์และรา สูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมด ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานและจำนวนโคลอฟอร์มแบคทีเรียมีร้านที่ 3 เท่านั้นที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.34 MB)
2chapter 1.pdf ( 0.11 MB)
3chapter 2.pdf ( 0.56 MB)
4chapter 3.pdf ( 0.21 MB)
5chapter 4.pdf ( 0.68 MB)
6chapter 5.pdf ( 0.09 MB)
7Reference.pdf ( 0.24 MB)
6
การวิเคราะห์หาธาตุที่มีประจุลบด้วยเทคนิคไอออนโครมาโตกราฟฟี (HPLC/IC)
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : เกียรติ ประจำรัง, องอาจ จุลจังหรีด
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
การวิเคราห์หาธาตุที่มีประจุลบด้วยเทคนิคไอออนโครมาโตกราฟฟี (HPLC/IC) ของน้ำมันดิบจากอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อศึกษาปริมาณของคลอไรด์ ไนเตรด และซัลเฟตที่มีอยู่ในน้ำมันดิบโดยมีโพเซียมไฮโดรเจนฟละทาเลต (KHP) pH 4.2 เป็น mobile phase ผลการวิเคราะห์พบว่ามีปริมาณไอออนของคลอไลด์และซัลตาเฟตเท่ากับ 7.148 และ 90.961 ppm ตามลำดับ แต่ไม่พบไอออนของไนเตรต ผลจากการศึกษาครั้งนี้เป็นแนวทางในการกำจัดธาตุที่มีประจุลบออกไปได้ เนื่องจากสารเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้ระบบท่อส่งน้ำมันดิบนั้นเกิดความเสียหายได้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title _.pdf ( 0.44 MB)
2Chapter1 _.pdf ( 0.39 MB)
3Chapter2 _.pdf ( 1.32 MB)
4Chapter3 _.pdf ( 0.26 MB)
5Chapter4 _.pdf ( 0.27 MB)
6Chapter5 _.pdf ( 0.21 MB)
7Reference _.pdf ( 0.57 MB)
7
การวิเคราะห์ปริมาณกรดเบนโซอิคและกรดซอร์บิคในอาหารหมักดองด้วยเทคนิคHPLC
DETERMINATION OF BENZOIC ACID AND SORBIC ACID IN PICKLED FOOD BY HPLC
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : มใจ กลางประพันธ์, อ้อย วงษ์สมศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
การวิเคราะห์ปริมาณกรมเบนโซอิค และกรดซอร์บิคในอาหารหมักดองทั้ง 5 ชนิดด้วยเทคนิค โครมาโทกราฟีแบบของเหลวสมรรถนะสูง(Hight Performance LiQuid Chromatography,HPLC)ภายใต้สภาวะคอลัมณ์ ODC-3 C18 (shimaduz)ขนาด 4.6x150mmและเฟสเคลื่อนที่เป็นสารผสมระหว่าง acetate buffer และ acetonitrite (90 : 10),flow rate 0.8 ml/minและตรวจวัดด้วย UV Detector ที่ 232 mm พบว่า กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างควมเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานกับพื้นที่ใต้พีค และสารละลายมาตรฐานทั้งสองบนกรดเบนโซอิคและกรดเซอร์บิคกับพื้นที่ใต้พึคเส้นตรง ในช่วงความเข้มข้น 5-25 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ทั้งสองกราฟโดยมีค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์เท่ากับ 0.995933และ0.995933 ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยจากการวิเคราะห์ในตัวอย่าง 3 ซ้ำ พบปริมาณกรดเบณโซอิค ดังนี้ มะม่วงดอง องุ่นดอง ผักกาดดอง หน่อไม้ดอง มะนาวดอง 733.95 , 869.77 , 547.04 , 0.3571 , 152.14 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ และกรดเซอร์บิคในหน่อไม้ดอง เท่ากับ 2.9573 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมตามลำดับ
ในการหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพัทธ์ ได้ค่าเฉลี่ยจากการวิเคราะห์กรดเบนโวอิคในตัวอย่าง มะม่วงดอง องุ่นดอง ผักกาดดอง มะนาวดอง หน่อไม้ดอง เท่ากับ 4.11 , 2.44 , 1.32 , 4.40 , 2.85 ตามลำดับ ส่วนในตัวอย่างหน่อไม้ดองได้ค่าร้อยละส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพันธ์เฉลี่ยของการวิเคราะห์กรดซอร์บิค เท่ากับ 5.82
ในการทดสอบประสิทธิภาพวิธี (% recovery)เท่ากักบ 90.8 และ 75.9 ที่ความเข้มข้น 30 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ได้ค่าร้อยละประสิทธิภาพวิธีเท่ากับ 87.13 และ 124.6 และที่ความเข้มข้น 50 ไมโครกัรัมต่อมิลลิลิตร ได้ค่าร้อยละประสิทธิภาพวิธี เท่ากับ 78.0 และ 75.72ตามลำดับโดยที่อาหารหมักดองทั้ง 5 ชนิดมีการใช้กรดเบนโซอิคมากกว่ากรดซอร์บิคและจากการตรวจวิเคราะห์พบว่ามีปริมาณการใส่กรดเบนโซอิคและซอร์บิคไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.53 MB)
2chapter1.pdf ( 0.20 MB)
3chapter2.pdf ( 0.68 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.56 MB)
5chapter3.pdf ( 0.30 MB)
6chapter4.pdf ( 0.24 MB)
7chapter4-1.pdf ( 0.28 MB)
8chapter4-2.pdf ( 0.18 MB)
9chapter5.pdf ( 0.20 MB)
10Ref.pdf ( 0.12 MB)
11Ref1.pdf ( 0.40 MB)
12Ref1-2.pdf ( 0.16 MB)
8
การเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชันของกรดอะซิติกด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาแบบวิวิธพันธ์
Catalytic Oxidation of acetic acid by Heterogneous catalyst
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ญจนา คุ้มวงษ์, ยุวดี นพวิง
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของกรดอะซิติกโดยใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไวด์เป็นตัวออกซิไดซ์ การเร่งปฏิกิริยาในถังปฏิกรณ์แบบ (bath reactor) โดยศึกษาอิทธิพลขิง อัตรส่วนจำนวนโมลของกรดอะซิติกต่อไฮโดรเจนออกไซด์ 1:0.125-1:2 อุณหภูมิ 50-110 องศาเซลเซียส เวลาในการทำปฏิกิริยา 10-60 นาที โดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดเอกพันธ์ คือ ไอออนเหล็ก (ion-Fe) และสารประกอบเชิงซ้อนของเหล็ก (cpx-Fe) และใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดวิวิธพันธ์ที่เตรียมขึ้นจากสารละลายของไอออนเหล็ก และสารประกอบเชิงซ้อนของเหล็ก กับ ซีโอไลทต์ชนิด X ที่ทำหน้าที่เป็นวัสดุค้ำจุน (ion-FeX และ cpx-FeX) จากการทดลองพบว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาทั้งชนิดเอกพันธ์ และวิวิธพันธ์ให้เปอร์เซนต์การเปลีล่ยนแปลงของกรดอะซิติกสูงกว่าเมื่อไม่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา เนื่องจากตัวเร่งปฏิกิริยาสามารถเร่งการสลายตัวของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เกิดเป็นอนุมูลอิสระไฮดรอกซิล (hydroxyl radical) ซึ่งเป็นตัว ออกซิไดซ์ที่แรงขึ้น เมื่อทำการศึกษาอิทธิพลของอัตราส่วนจำนวนโมลของกรดอะซิติกต่อไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ พบว่าไม่มีผลต่อค่าเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของกรดอะซิติกมากนัก ในขระที่การเร่งปฏิกิริยาที่อุณหภูมิสูงส่งผลให้เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของกรดอะซิติกมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สามารถสลายตัวไห้อนุมูลอิสระไฮดรอกซิลมากขึ้นและเมื่อเพิ่มเวลาในการทำปฏิกิริยาอนุมูลอิสระไฮดรอกซิลจะสัมผัสกับกรดอะซิติกได้นสนขึ้นส่งผลใปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของกรดอะซิติกมีค่าสูงขึ้นด้วยในกรณีการศึกษาปฏิกิริยาได้ดีกว่าสารประกอบเชิงซ้อนของเหล็ก (cpx-Fe) เเต่การเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าในกรณีที่มีปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สูงเนื่องจากไอออกเหล็กถูกไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ออกซิเดนไดซ์เกิดเป็นเหล็กออกไซด์(Fex Oy) ได้ง่ายกว่าสารประกอบเชิงซ้อนของเหล็ก และในกรณีของตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดวิวิธพันธ์ ตัวเร่งปฏิกิริยาที่เตรียมจากกไอออนเหล็กกับซีโอไลต์ชนิด X (ion-FeX) มีประสิทธิภาพในการเร่งปฏิกิริยาต่ำเนื่องจากซีโอไลต์ชนิด X สามารถออกซิไดซ์ไอออนเหล็กให้เป็นเหล็กออกไซด์ ในขณะที่เร่งปฏิกิริยาที่เตรียมที่เตรียมจากสาสสรประกอบเชิงซ้อนของเหล็กกับซีโอไลต์ X (cpx-FeX) มีประสิทะภาพในการเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชันของกรดอะซิติกสูงกว่า แต่ประสิทธิภาพในการนำกลับมาใช้ปฏิกิริยามีค่าต่ำ เนื่องจากการเกิดโค้ก (coking) ทำให้ตัวเร่งปฏิกิริยาเสื่อมสภาพลง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.66 MB)
2chapter 1-2.pdf ( 1.32 MB)
3chapter 3.pdf ( 0.77 MB)
4chapter 4.pdf ( 1.07 MB)
5chapter 5.1.pdf ( 0.19 MB)
6Supplement.pdf ( 1.22 MB)
9
ความพึงพอใจของบัณฑิตต่อการจัดการเรียนการสอนของสถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : วรพจน์ บุษราคัมวดี
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
การวิจัยครั้งนี้มีการกำหนดวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษาถึงความพึงพอใจของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2545 จากคณะต่างๆ ของสถาบันฯ ซึ่งจำแนกตาม ศูนย์ที่ศึกษา เพศ อายุ สถานภาพ ระยะเวลาที่ศึกษาและเกรดเฉลี่ยสะสม เพื่อนำผลที่ได้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนทั้งในด้านผู้สอน การบริหารจัดการศึกษา ขนาดของชั้นเรียน สื่อ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ ในการสอน คอมพิวเตอร์และห้องสมุด ซึ่งกำหนดระดับนัยสำคัญคือ 0.05 สมมติฐานคือ Ho = 4.00 และบัณฑิตในคณะต่างๆ มีความพึงพอใจในด้านการจัดการเรียนการสอนแตกต่างกัน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจกแบบสอบถามและมีการตอบกลับคืน 702 ตัวอย่าง โดยทำการวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC+ ในด้าน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์และทดสอบค่าเอฟโดยวิธีของเชฟเฟ่ ผลจากการวิจัยพบว่า บัณฑิตมีความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยเป็น 3.61 โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานคือ 0.54 จึงยอมรับสมมติฐาน H1 : บัณฑิตมีความพึงพอใจการจัดการเรียนการสอนของสถาบันฯ น้อยกว่า 4.00 และบัณฑิตของแต่ละคณะมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนแตกต่างกัน นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของความพึงพอใจของบัณฑิตในแต่ละคณะเป็นรายคู่พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือในด้านผู้สอนระหว่างคณะพบว่ามีเฉพาะนัยสำคัญทางสถิติที่ α = 0.05 สำหรับการเปรียบเทียบระหว่างคณะที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ α = 0.05 และ 0.01 คือ ด้านการบริหารจัดการศึกษา ด้านขนาดของชั้นเรียน ด้านสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือในการสอน ด้านคอมพิวเตอร์ และด้านห้องสมุด สำหรับข้อมูลทั่วไปพบว่าจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามมีทั้งสิ้น 702 คนส่วนใหญ่เป็นบัณฑิตในคณะวิทยาการจัดการร้อยละ 63.4 เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 65.4 กลุ่มอายุระหว่าง 20-29 ปีร้อยละ 66.8 สถานภาพที่ศึกษาคือ กศ.ปช ร้อยละ 62.3 ใช้ระยะเวลาในการศึกษา 2 ปีร้อยละ 55.5 เกรดเฉลี่ยสะสมที่ได้ระหว่าง 2.50-3.00 ร้อยละ 50.7 ผลของความคิดเห็นของบัณฑิตที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนคือ บัณฑิตมีความพึงพอใจมากสามารถแยกเป็นรายด้านได้ดังนี้ ด้านผู้สอน ค่าเฉลี่ยคือ 3.93 ด้านการบริหารจัดการการเรียนการสอน ค่าเฉลี่ยคือ 3.58 ด้านขนาดของชั้นเรียน ค่าเฉลี่ยคือ 3.73 ด้านสื่อวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือในการสอน ค่าเฉลี่ยคือ 3.49 ด้านคอมพิวเตอร์ ค่าเฉลี่ยคือ 3.43 ด้านห้องสมุด ค่าเฉลี่ยคือ 3.47 และผลรวมทุกคณะ ค่าเฉลี่ยคือ 3.61 สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยในครั้งต่อไปคือ ควรวิจัยเพิ่มเติมด้านอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจได้แก่ การจัดบริเวณอาคารสถานที่ การประชาสัมพันธ์ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับเป็นต้นให้ละเอียดยิ่งขึ้น สำหรับคณะวิทยาการจัดการเป็นคณะใหญ่ควรทำการวิจัยเฉพาะจึงจะมีความเหมาะสมกว่าทำรวมทุกคณะและควรมีการวิจัยด้านความพึงพอใจทุกปีการศึกษาเนื่องจากเทคโนโลยีด้านการสอนมีความทันสมัยและก้าวหน้ามากและควรนำข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนมาสนับสนุนให้มากขึ้นด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.13 MB)
2Chapter 1.pdf ( 0.18 MB)
3Chapter 2.1.pdf ( 0.34 MB)
4Chapter 2.2.pdf ( 0.21 MB)
5Chapter 2.3.pdf ( 0.09 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.16 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.24 MB)
8Chapter 4.2.pdf ( 0.15 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.27 MB)
10Supplement.pdf ( 0.13 MB)
10
การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นเมืองไทยของ สถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
The conservation of native plant genetics resources in Rajabhat Petchburivitayalongkorn Institute Under Petchburivitayalongkorn Institute Under Patronage
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ะสาน ยิ้มอ่อน, สุภาศิริ พะหูชนม์, สุชาดา พัฒนกนก
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 2.91 MB)
2cp1--.pdf ( 0.50 MB)
3cp2--.pdf ( 4.93 MB)
4cp3--.pdf ( 0.55 MB)
5cp4.1-.pdf ( 4.79 MB)
6cp4.2-.pdf ( 3.15 MB)
7cp4.3-.pdf ( 5.32 MB)
8cp4.4-.pdf ( 2.59 MB)
9cp4.5-.pdf ( 4.33 MB)
10cp4.6-.pdf ( 3.29 MB)
11cp5--.pdf ( 0.16 MB)
12Reference--.pdf ( 4.70 MB)
11
ผลการเสริมสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในอาหารไก่กระทง
Effect of Herbal Plant Andrographis paniculata Wall ex Nees. for the
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : เอกรัตน์ อยู่ยั่งยืน
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
วัตถุประสงค์ของการทดลองครั้งนี้ เพื่อศึกษาผลของการเสริมฟ้าทะลายโจรต่อสมรรถภาพการผลิตและต้นทุนค่าอาหารต่อการเพิ่มน้ำหนัก 1 กิโลกรัมโดยวางแผนการทดลองแบบ Completely Randomized Design (CRD) ได้แบ่งการทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 24 ตัว ในแต่ละกลุ่มทำการทดลอง 3 ซ้ำ ๆ ละ 8 ตัว รวมทั้งหมดมีไก่ 96 ตัว เริ่มทำการทดลองเมื่อไก่อายุ 21 วัน (เลี้ยงแบบคละเพศ) จนไก่มีอายุได้ 49 วันจึงสิ้นสุดการทดลอง โดยในแต่ละกลุ่มได้รับอาหารที่มีส่วนผสมฟ้าทะลายโจรที่แตกต่างกันดังนี้ กลุ่มที่ 1 อาหารปกติ (กลุ่มควบคุม), กลุ่มที่ 2 อาหารผสมฟ้าทะลายโจร 0.3 เปอร์เซ็นต์, กลุ่มที่ 3 อาหารผสมฟ้าทะลายโจร 0.6 เปอร์เซ็นต์, กลุ่มที่ 4 อาหารผสมฟ้าทะลายโจร 0.9 เปอร์เซ็นต์ ผลการทดลองพบว่าอัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารที่อายุ 22 ? 42 วัน ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) แต่ที่อายุ 43-49 วันอัตราการเจริญเติบโต และประสิทธิภาพการใช้อาหารมีความแตกต่างกันทางสถิติ (P<0.05) โดยกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรทั้ง 3 ระดับจะมีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่า และประสิทธิภาพการใช้อาหารดีกว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารปกติอัตราการตายและต้นทุนค่าอาหารต่อการเพิ่มน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
12.pdf ( 0.06 MB)
2C 1.pdf ( 0.04 MB)
3C 2.pdf ( 0.14 MB)
4C 3.pdf ( 0.08 MB)
5C 4.pdf ( 0.07 MB)
6C 5.pdf ( 0.06 MB)
7Ref 6.pdf ( 0.08 MB)
8Supp 7.pdf ( 0.02 MB)
98.pdf ( 0.06 MB)
10Pic.pdf ( 0.10 MB)
111.pdf ( 0.07 MB)
121.1.pdf ( 0.06 MB)
131.1.1.pdf ( 0.03 MB)
12
ศึกษาความสอดคล้องของคุณลักษณะบัณฑิตตามมาตรฐานโปรแกรมวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจกับความต้องการของผู้ประกอบการ
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ดวงตา สราญรมย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
จากการศึกษาความคิดเห็นของบัณทิตโปรแกรมวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ และผู้ประกอบการที่บัณทิตทำงานอยู่ถึงความสอดคล้องกับคุณลักษณะบัณทิตตามมาตรฐาน โปรแกรมวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานของบัณฑิตที่สำเร็จหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ว่าปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจรับเข้าทำงานของผู้ประกอบการ และคุณลักษณะของบัณฑิตต่อการวิจัยเข้าทำงานของสถานประกอบการ
ผลการวิจัย คุณลักษณะของบัณฑิตโปรแกรมวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ด้านความรู้ ผู้ประกอบการเห็นว่าบัณฑิตมีความสามารถนำหลักวิชาเศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์ปัญหาของบริษัทและสามารถใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำงานเช่น Computer พิมพ์เอกสารได้ ส่วนบัณฑิตเห็นว่าตับบัณฑิตเองสามารถใช้เทคโนโลยีในการหาความรู้ใหม่เช่น Internet และสาสมารถใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงานเช่น Computer
สำหรับด้านเทคนิค ผู้ประกอบการเห็นว่าบัณฑิตสามารถคิดต้นทุน กำหนดราคาของผลิตภัณฑ์ในบริษัทได้โดยอาศัยทฤษฎีจุดคุ้มทุน (Brea Even Point) และบัณฑิตสามารถวิเคราะห์งานได้โดยอาศัยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ได้เช่น Cost Benefit ในการตั้งราคาสินค้า ส่วนบัณฑิตเองมีความเห็นว่าบัณฑิตสามารถหางากสารงานวิจัยที่นาสนใจได้จาก Web-Site ต่างๆและสามารถใช้ Web-Site ของหน่วยงานอื่นได้
ส่วนด้านบุคลิกภาพ ทั้งผู้ประกอบการและบัณฑิต เห็นว่าเป็นของการเข้าทำงานต้องตรงต่อเวลาเป็นสำคัญ และผู้ประกอบการเห็นว่าบัณฑิตต้องให้ความร่วมมือในการพัฒนาบริษัทเพื่อประโยชน์ของสังคม ส่วนบัณฑิตเองมีความภาคภูมิใจในการกระทำความดีเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อทดสอบความคิดของบัณฑิต และผู้ประกอบการที่มีความต้องการคุณลักษณะของบัณฑิต โปรแกรมวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยทดสอบด้วย ANOVA ปรากฏว่าคุณลักษระด้านความรู้ และเทคนิคแตกต่างกันอย่างมีนัยทางสถิตินั้นคือ ความคิดเห็นของผู้ประกอบการที่มีต่อบัณฑิตมีความคิดเห็นแตกต่างกัน และด้านบึคลิกภาพความคิดเห็นของผู้ประกอบการที่มีต่อบัณฑิตไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.43 MB)
2chapter1.pdf ( 0.18 MB)
3chapter2.pdf ( 1.19 MB)
4chapter3.pdf ( 0.12 MB)
5chapter4.pdf ( 0.67 MB)
6chapter5.pdf ( 0.29 MB)
7reference.pdf ( 0.28 MB)
13
การเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจกับผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนสาธิตสถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ัช วรนุช, ภานิตา สกุลฮูฮา, ศิริวรรณ สุวรรณทับ, สายฝน ปะติเก
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์กับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนสาธิตประถมศึกษาสถาบันราชภัฏเพชนบุรีวิทยาลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ อำเภอ คลองหลวง จังหวัด ปทุมธานี ซึ่งเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 94 คน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 56 คน และชั้นปรุถมศึกาปีที่ 6 จำนวน 50 คน รวมทั้งสิ้น 200 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ที่ผู้จัดทำสร้างขึ้นเองโดยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ โดยคำนวนโดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ได้แก่ ร้อยล่ะ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษากับสภาพแวดล้อมทางเศรฐษกิจมีความสัมพันธ์ไปในแนวทางเดียวกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.33 MB)
2chapter1.pdf ( 0.24 MB)
3chapter2.pdf ( 1.73 MB)
4chapter3.pdf ( 0.16 MB)
5chapter4.pdf ( 0.75 MB)
6chapter5.pdf ( 0.17 MB)
7reference.pdf ( 0.36 MB)
14
การวิเคราะห์หาปริมาณโลหะบางชนิดและไขมันในผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ชรินทร์ ประจิมนอก, อัญชลี ตรีวีร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
จากการวิเคราห์หาปริมาณโลหะบางชนิดและไขมันในผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง จากตลาดอำเภอเมือง จ.ปทุมธานี พบว่าในซอลถั่วเหลืองมีปริมาณตะกั่วอยู่ 0.2080 ppm ส่วนในเต้าเจี้ยว เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ 0.1370,0.1206,0.1155,0.0945 และ 0.0730 ppm ตามลำดับ พบปริมาณแคลเซี่ยมในเต้าเจี้ยว เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ ซีอิ๊ว ซอสถั่วเหลือง 22.2863,15.0672,7.0908,5.9185 และ 2.9863 ppm ตามลำดับ จากการวิเคราห์พบว่าบริมาณโลหะตะกั่วและแคดเมียมมีไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด การวิเคราะห์หาปริมาณไขมันในผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองพบว่าในเต้าหู้ เต้าเจี้ยว น้ำเต้าหู้ และซีอิ๊วมีปริมาณไขมันดังนี้ 32.4125,21.66.7,15.4367 และ 0.0019 % ตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title-1.pdf ( 0.34 MB)
2Chapter-1.pdf ( 0.34 MB)
3Chapter-2.pdf ( 1.20 MB)
4Chapter-3.pdf ( 0.54 MB)
5Chapter-4.pdf ( 0.30 MB)
6Chapter-5.pdf ( 0.32 MB)
7Reference-..pdf ( 0.32 MB)
15
การศึกษาปัญหาการไม่สนใจเรียนในวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนสาธิตสถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ริยะ จรดล, ยุทธนา รักขะนาม, อุมารินทร์ อินกันยา
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
งานวิจัยนี้เพื่อการศึกษาปัญหาการไสนใจเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยใช้เกมทางคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการวิจัยและได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามมาวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งผลการวิจัยพบว่า
1. นักเรียนมีความเข้าใจคณิตศาสตร์มากขึ้น
2. นักเรียนมีความสนใจคณิตศาสตร์มากขึ้น
3. นักเรียนมีความสนุกไปกับเกมคณิตศาสตร์
4. นักเรียนตั้งใจเรียนวิชาคณิตศาสตร์ดีขึ้น
5. นักเรียนมีความกล้าคิดกล้าทำโจทย์ในวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.1.pdf ( 0.18 MB)
2Substance-.pdf ( 0.18 MB)
3chapter1-.pdf ( 0.18 MB)
4chapter2.1-.pdf ( 0.68 MB)
5chapter2.2-.pdf ( 0.10 MB)
6chapter 3-.pdf ( 0.89 MB)
7chapter4 -.pdf ( 0.43 MB)
8chapter.5-.pdf ( 0.43 MB)
9Reference-.pdf ( 0.40 MB)

Search within results