Search Result 27 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น เรื่อง การสืบค้นสารสนเทศ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
Development of Computer Lessons, Thai for Communication and Retrieval, the Subject of Information Retrieval of Students in the First Year of Sisaket Rajabhat University
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ลำพึง บัวจันอัฐ
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สามประการคือ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น เรื่อง การสืบค้นสารสนเทศ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น และ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสืบค้นสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น เรื่องการสืบค้นสารสนเทศ จำนวน 2 หน่วยการเรียน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1 ชุด จำนวน 40 ข้อ ค่าความยากตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.55 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.47 ถึง 0.84 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.60 และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 26 ข้อ มีค่าอำนาจรายข้อตั้งแต่ 0.29 ถึง 0.83 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความคิดเห็นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น เรื่องการสืบค้นสารสนเทศ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.22 / 83.66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น เรื่องการสืบค้นสารสนเทศ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษมีค่าเท่ากับ 0.6984 3. นักศึกษามีความคิดเห็นต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่ได้พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง The purpose of this study there are three points that is (1) to develop computer lessons, Thai for Communication and Retrieval, the subject of communication retrieval of students in the first year of Sisaket Rajabhat university having efficiency along with the criteria of 80/80, (2) to study the effect index of computer lessons, Thai for Communication and Retrieval and (3) to study students? opinions to learning with the computer lessons, the subject of information retrieval developed. Sampling groups used in this study that is 30 students in the first year of Sisaket Rajabhat university by the method of Purposive Sampling, instruments used in this study that is (1) computer lessons, Thai for Communication and Retrieval, the subject of information retrieval, a number of two units, (2) the test of evaluating achievement on the learning of one set and a number of 40 points, difficulty value from 0.22 to 0.55, power value separated in each point from 0.47 to 0.84, the confidence value of whole version test equal to 0.60 and (3) the questionnaires of students? opinions to learning with the computer lessons being the estimate scale of 5 levels and a number of 26 points, having the confidence value of questionnaires in the whole version equal to 0.92, statistics used in analyzing the data that is percentage, average and standard deviation. The results of study have been found that: 1. The lessons of Thai for Communication and Retrieval, the subject of communication retrieval of students in the first year of Sisaket Rajabhat university have efficiency equal to 89.22/83.66 that is higher than criteria determined. 2. The effect index value of computer lessons, Thai for Communication and Retrieval, the information retrieval of students in the first year of Sisaket Rajabhat university has value equal to 0.6984. 3. Students have opinions to learning with the computer lessons developed generally in the level of agreement very much.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ABSTRACT.pdf ( 0.04 MB)
2appendixa.pdf ( 0.19 MB)
3appendixb.pdf ( 0.10 MB)
4appendixc.pdf ( 0.09 MB)
5appendixd.pdf ( 0.07 MB)
6appendixe.pdf ( 0.11 MB)
7appendixf.pdf ( 0.08 MB)
8bibliography.pdf ( 0.10 MB)
9biodata.pdf ( 0.06 MB)
10chapter1.pdf ( 0.15 MB)
11chapter2.pdf ( 0.66 MB)
12chapter3.pdf ( 0.24 MB)
13chapter4.pdf ( 0.19 MB)
14chapter5.pdf ( 0.12 MB)
15Titlepage.pdf ( 0.07 MB)
2
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบมัลติมีเดียบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต รายวิชา การวิเคราะห์และออกแบบระบบ 1 เรื่อง UNIFIED MODELLING LANGUAGE(UML)
The Development of Multimedia Computer-Assisted Instruction (MMCAI) on the Internet on System and Analysis topic UNIFIED MODELLING LANGUAGE(UML)
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : นิตยา มณีนิล
41
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบมัลติมีเดียบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตรายวิชา การวิเคราะห์และออกแบบระบบ 1 เรื่อง UNIFIED MODELLING LANGUAGE(UML) และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของบทเรียนที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มาจากกลุ่มประชากรที่เป็นนักศึกษาโปรแกรมวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษที่ลงทะเบียนรหัสวิชา 4122502 จำนวน 53 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบมัลติมีเดียบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตรายวิชา การวิเคราะห์และออกแบบระบบ 1 เรื่อง UNIFIED MODELLING LANGUAGE(UML) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถาม การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพบทเรียนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 คำนวณจากสูตร E1/E2 ค่าเฉลี่ย (X) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยปรากฏว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบมัลติมีเดียบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตรายวิชา การวิเคราะห์และออกแบบระบบ 1 เรื่อง UNIFIED MODELLING LANGUAGE(UML) มีประสิทธิภาพ 91.88/90.36 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งสมมติฐานไว้ และหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน โดยการทดสอบค่าที (t-test) พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.05 MB)
2acknowledgment.pdf ( 0.04 MB)
3appendix.pdf ( 0.04 MB)
4bibliography.pdf ( 0.08 MB)
5biodata.pdf ( 0.05 MB)
6chapter1.pdf ( 0.22 MB)
7chapter2.pdf ( 0.46 MB)
8chapter3.pdf ( 0.29 MB)
9chapter4.pdf ( 0.72 MB)
10chapter5.pdf ( 0.32 MB)
11content.pdf ( 0.08 MB)
12Titlepage.pdf ( 0.04 MB)
3
ผลกระทบของวัฒนธรรมองค์กรที่มีต่อประสิทธิภาพของระบบข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชี: กรณีศึกษาสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตสำนักงาน ตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 4
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : รัชนีกร รัตนวิวัฒนกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เจ็ดประการ ดังนี้ (1.) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรของสหกรณ์ออมทรัพย์ ในเขตสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 4 (2.) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ ในเขตสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 4 (3.)เพื่อศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมองค์กรของสหกรณ์ออมทรัพย์ ในเขตสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 4 (4)เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับประสิทธิภาพของระบบข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชี (5) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรของสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มีทุนจดทะเบียน ระยะเวลาในการดำเนินงานและจำนนพนักงานแตกต่างกัน (6) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มีทุนจดทะเบียน ระยะเวลาในการดำเนินงานและจำนนพนักงานแตกต่างกัน (7) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มีทุนจดทะเบียน ระยะเวลาในการดำเนินงานและจำนนพนักงานแตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้จัดทำบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่4 ประกอบด้วย จังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร มุกดาหาร ศรีษะเกษ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และอำนาจเจริญ จำนวน 55 สหกรณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. นักบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ระดับการศึกษาปริญญาตรี อายุอยู่ระหว่าง 21-30 ปี มีประสบการณ์ในการทำงานด้านบัญชีหรือเกี่ยวข้องกับงานบัญชีต่ำกว่า 5 ปี รายได้เฉลี่ยที่ได้รับต่อเดือนอยู่ระหว่าง 10,0001-20,000 บาท และสหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 4 ส่วนใหญ่มีจำนวนพนักงานต่ำกว่า 30 คน จำนวนทุนต่ำกว่า 5 ล้านบาท ระยะเวลาในการำเนินงานอยู่ระหว่าง 3-6 ปี จ่ายเงินปันผลต่อหุ้นอยู่ระหว่าง 5-7 บาท ต่อหุ้น 2. นักบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรโดยรวม และเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านวัฒนธรรมกลุ่ม ด้านวัฒนธรรมมุ่งเน้นการพัฒนาด้านวัฒนธรรมมุ่งเน้นความมีเหตุผลและด้านวัฒนธรรมมุ่งเน้นความเป็นลำดับ ประสิทธิภาพของข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีโดยรวมและเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน ประกอบด้วย ด้านความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ด้านความเชื่อถือได้ และด้านความทันเวลา รวมถึงความคิดเห็นอยู่ในระดับมากเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมขององค์กร 3. นักบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีทุนจดทะเบียน ระยะเวลาในการดำเนินงานและจำนวนพนักงานแตกต่างกันให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับ วัฒนธรรมองค์กร ประสิทธิภาพของข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชี รวมถึงสภาพแวดล้อมขององค์กรโดยรวมไม่แตกต่างกัน 4. วัฒนธรรมองค์กรโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อประสิทธิภาพระบบข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชี สำหรับสิ่งแวดล้อมองค์กรไม่มีความสัมพันธ์ และเมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามเป็นรายด้าน พบว่า วัฒนธรรมองค์กรด้านวัฒนธรรมมุ่งเน้นการพัฒนา ด้านวัฒนธรรมมุ่งเน้นความเป็นลำดับ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพของระบบข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีด้านความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ วัฒนธรรมมุ่งเน้นความมีเหตุผลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพของระบบข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีด้านความเชื่อถือได้ และวัฒนธรรมองค์กรด้านวัฒนธรรมกลุ่ม ด้านวัฒนธรรมมุ่งเน้นความมีเหตุผล รวมถึงวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพของระบบข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีด้านความทันเวลา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.05 MB)
2acknowledgment.pdf ( 0.05 MB)
3appendix.pdf ( 0.13 MB)
4bibliography.pdf ( 0.06 MB)
5chapter.pdf ( 0.68 MB)
6content.pdf ( 0.04 MB)
7content1.pdf ( 0.05 MB)
8content2.pdf ( 0.04 MB)
9Titlepage.pdf ( 0.05 MB)
4
คุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษาภาคปกติ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ในการเคารพกฎจราจร
Virtue and Morality of Normal Session Students at Sisaket Rajabhat University in Following the Traffic Regulatins
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ประจวบ จันทร์หมื่น
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษาภาคปกติในการเคารพกฎจราจร เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของพฤติกรรมการไม่เคารพกฎจราจร รวมทั้งแนวทางในการแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าว ผลการศึกษามีดังนี้ ด้านพฤติกรรมการไม่เคารพกฎจราจร พบว่า ยังมีนักศึกษาไม่เคารพกฎจราจรในมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มีพฤติกรรมการไม่เคารพกฎจราจรอยู่ 2 พฤติกรรม คือ การจอดรถในที่ห้ามจอด และการไม่เคารพป้ายจราจรโดยการขับรถย้อนศรในที่ห้ามเลี้ยว การศึกษาครั้งนี้พบสาเหตุหลักที่ทำให้ยังคงเกิดพฤติกรรมการไม่เคารพกฎจราจรอยู่ คือ เกิดจากพฤติกรรมของนักศึกษาที่ยังขาดคุณธรรมและจริยธรรมเรื่องการสร้างคุณค่าให้กับตนเอง นั่นคือ การสร้างภาพลักษณ์เรื่องคุณค่า ความเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษที่มีคุณธรรมและจริยธรรมยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจาก ยังมีกิจกรรมเชิงสร้างสำนึกน้อยเกินไปในมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งกิจกรรมด้านการจราจรส่วนใหญ่เป็นเชิงให้ข้อมูลมากกว่าการสร้างสำนึก การศึกษาครั้งนี้ได้ข้อเสนอในการสร้างแบบแผนการสร้างคุณค่าให้กับนักศึกษาโดยกิจกรรมสร้างสำนึกใน 3 กระบวนการ คือ 1) มีกิจกรรมที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ว่ากระทำตามกฎจราจรให้คุณค่าการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ 2) มีกิจกรรมที่สามารถสร้างกรอบการสร้างคุณค่าร่วมกันมีกฎเกณฑ์ร่วมกัน 3) มีกิจกรรมที่สามารถสร้างเป้าหมายและสร้างคุณค่าการเป็นนักศึกษามหาวิยาลัยราชภัฏศรีสะเกษร่วมกัน The purposes of this research are to study virtue and morality of normal session students in following the traffic regulations, to analyze the causes of behaviors not following the traffic regulations including the methods in solving behaviors as mentioned. Research results found as follows: On the behavior not following the traffic regulations found that there are still students not following the traffic regulations at university by having two behaviors not following the traffic regulations that is parking at some places not permitted and not following the traffic sign by driving against the traffic at some places not turning. This study found that the main cause of not following the traffic regulations that is happening from students? behaviors not having virtue and morality in the case of building the worth for themselves that is building the image as the worth of being students of Sisaket Rajabhat University that have virtue and morality not happened. Since there are still a few activities in building consciousness at the university that activity on the most traffic giving the data more than building the consciousness. In this study has got suggestions in building the custom and the worth for students by the activities of building consciousness in three processes that is: 1. There are activities that can build the image that following the traffic regulations and having worth being students of Sisaket Rajabhat University, 2. There are activities that can build the frame of building the worth together and having regulations together, 3. There are activities that can build the aims and the worth of being students of Sisaket Rajabhat University.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.11 MB)
2acknowledgment.pdf ( 0.07 MB)
3bibliography.pdf ( 0.24 MB)
4chapter1.pdf ( 0.14 MB)
5chapter2.pdf ( 0.46 MB)
6chapter3.pdf ( 0.07 MB)
7chapter4.pdf ( 0.70 MB)
8chapter5.pdf ( 0.19 MB)
9content.pdf ( 0.10 MB)
10Titlepage.pdf ( 0.11 MB)
5
แนวทางการถนอมอาหาร ?ไข่มดแดง? สู่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของชุมชน กรณีศึกษา จังหวัดศรีสะเก
The way of Khaimoddeang food keeping through adding capability on competition of community; Case study Sisaket Province
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ประดิษฐ์ วงศ์สุวรรณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่เน้นการศึกษาสถานภาพ และวิธีการของการจะเพิ่มมูลค่าของไข่มดแดง โดยเฉพาะ ไข่มดแดง ซึ่งมีอยู่แล้วตามพื้นที่ทั่วไป ให้สามารถดำรงอยู่ได้ยาวนานมากยิ่งขึ้นตามภูมิปัญญาของชุมชนต่าง ๆ ในจังหวัดศรีสะเกษ และข้อมูลที่ได้จะเป็นแนวทางในการผลักดัน ปรับปรุงและส่งเสริมคุณภาพของไข่มดแดงให้สามารถอยู่ได้นาน และสามารถรับประทานได้ทุกเมื่อ ๆ ต้องการ ที่สำคัญสามารถผลักดันให้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นคง และแข่งขันกับตลาดโลกได้ ประกอบกับสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทยพึ่งพาตนเองได้ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และงานวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ อยู่ 2 ข้อ คือ 1. เพื่อหาแนวทางในการถนอมอาหาร ?ไข่มดแดง? 2. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับชุมชน ในจังหวัดศรีสะเกษ และจากการวิจัย ได้ผลการวิจัย คือ การบริโภคไข่มดแดง ของชุมชน ในจังหวัดศรีสะเกษ โดยส่วนใหญ่ชุมชนในจังหวัดศรีสะเกษจะไม่มองการบริโภคไข่มดแดง เท่านั้น จะมองตั้งแต่ทุกวัยเจริญพันธุ์ ของมดแดงรวมทั้งไข่มดแดงซึ่งชุมชนสามารถสามารถนำมดแดงทุกวัยเจริญพันธุ์ ไปประกอบอาหาร, ทำเป็นยารักษาโรค หรือ ทำเป็นอาหารเสริม แต่กระนั้นไม่สำคัญไปกว่า คือ การถนอมอาหาร ไข่มดแดง อย่างไรให้สามารถยังคงสภาพ และสามารถเก็บไว้ให้นานที่สุด และจากการทำวิจัยพบว่า โดยส่วนใหญ่จะให้ข้อมูลว่าต้องรีบรับประทานหรือจำหน่าย หากจำเป็นจะต้องเก็บให้เก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ ๆ และอย่าให้ถูกน้ำโดยเด็ดขาด และในปัจจุบันจะนิยมเก็บไว้ในตู้เย็น แต่จะต้องห่อด้วยใบตอง กาบกล้วย และใบตองที่มีในท้องถิ่น ได้แก่ ?ตองกุง?* เป็นต้น และแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกัน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ด้วยใช้วิธี การถนอมอาหาร ?ไข่มดแดง? ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น กระทำได้ดังนี้ 1. ชุมชนช่วยกันสนับสนุนและส่งเสริมอย่างจริงจัง เรื่อง การทำฟาร์มไข่มดแดง 2. ชุมชนต้องรู้จักอนุรักษ์วัฒนธรรมการบริโภคไข่มดแดง รวมทั้งการถนอมอาหาร ไข่มดแดง ให้ยืนยาวคู่กับชุมชนตลอดไป 3. ชุมชนจะต้องรู้จักการจัดการองค์ความรู้ของชุมชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน และสมาชิกของชุมชน 4. ชุมชนต้องรู้จักนำองค์ความรู้ที่มีในชุมชนมาพัฒนาให้มีความเจริญมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ชุมชนต้องยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการเริ่มต้น คือ การรู้จักพึ่งพาตนเอง This was emphatic research for studying predicament and the way of value adding of ant eggs which were especially in general local area to be able for living more ever with local knowledge at several community in Sisaket, and gotten information would be a way of pressure, adjustment and encouragement their quality for long living and people could eat all the time they needed, it was firmly important to press through industry and ant eggs can compete with world market. Including with protection for Thai people to rely themselves along with sufficient economics and this research aimed 1) to find a way to keep khai-moddaeng food, 2) to protect and to add capability on competition of community in Sisaket Province. And from researching, the result was khaimoddaeng consumption of community in Sisaket, community in Sisaket mostly didn?t only be interested on khaimoddaeng but also was interested from growing of ants including their eggs which community could be able to take all growing ants for cooking, medicine or nutrition, even through, it was not more important, that is, how to keep of khaimoddaeng food to be fresh and could keep for longest. And from researching, it found that people mostly gave information that khaimoddaeng food must be quickly eaten by people or sold, if it were necessary to keep in the low temperature and didn?t tough by water absolutely, and nowadays, it was popular to keep in refrigerator, but it must be packed by banana leaf, banana plant and banana leaf in locality, namely, tongkung etc. and a way of protection and adding capability on competition by using khaimoddaeng food keeping with local knowledge, as follows: 1. Community assisted to encourage and support seriously about khaimoddaeng farming. 2. Community must know to conserve tradition of khaimoddaeng consumption including khaimoddaeng food keeping to be with community forever lasting. 3. Community must know to manage knowledge of community to be the most profit for community and community?s members. 4. Community must know to take knowledge which was in community to develop for prospering forever. 5. Community must hold a philosophic principle of sufficient economics with beginning, that is, knowing to rely itself.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.07 MB)
2appendix.pdf ( 0.14 MB)
3bibliography.pdf ( 0.12 MB)
4biodata.pdf ( 0.09 MB)
5chapter1.pdf ( 0.68 MB)
6chapter3.pdf ( 0.79 MB)
7Titlepage.pdf ( 0.38 MB)
6
การประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลกระทบด้านการท่องเที่ยว : กรณีศึกษาโครงการถนนคนเดินจังหวัดศรีสะเกษ
Assessment of economic cost from effect on tourism Case study : the walking street project on Sisaket Province
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ลำพึง บัวจันอัฐ
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยเรื่องการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลกระทบด้านการท่องเที่ยว : กรณีศึกษาโครงการถนนคนเดินจังหวัดศรีสะเกษ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวโครงการถนนคนเดินจังหวัดศรีสะเกษ 2) เพื่อศึกษาผลกระทบจากการท่องเที่ยวโครงการถนนคนเดินจังหวัดศรีสะเกษ และ3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อโครงการถนนคนเดินจังหวัดศรีสะเกษ พื้นที่ศึกษาได้แก่พื้นที่จัดโครงการถนนคนเดินวันอาทิตย์บริเวณถนนราชการรถไฟ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลโดยการสำรวจ สังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม การใช้แบบสอบถาม และสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ กลุ่มค้าขาย กลุ่มนันทนาการ กลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ถนนคนเดิน กลุ่มนักท่องเที่ยวและคนในท้องถิ่น กลุ่มบริหารจัดการโครงการถนนคนเดิน ผลการวิจัยพบว่า โครงการถนนคนเดินจังหวัดศรีสะเกษ ได้เริ่มโครงการจากนโยบายรัฐบาลที่จะปิดถนนเพื่อประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ และส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษเป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการจัดรูปแบบของกิจกรรมให้มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่นให้ความสนใจเข้าร่วมในโครงการถนนคนเดินเป็นจำนวนมากถึงสัปดาห์ละประมาณ 1,000 ? 2,000 คน ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมูลค่าจากการใช้ เป็นจำนวนเงินถึง 53,568,000 บาท / ปี ในการศึกษาผลกระทบจากการท่องเที่ยวโครงการถนนคนเดิน พบว่า การจัดโครงการถนนคนเดินได้ก่อให้เกิดผลดีในด้านต่างๆ คือ ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ สร้างรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่น และเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านสังคม ได้แก่ เกิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ เกิดพื้นที่นันทนาการ เกิดการใช้พื้นที่โล่งในเมืองให้เป็นประโยชน์ และสร้างความสัมพันธ์ในสังคม ด้านวัฒนธรรม ได้แก่ ช่วยในการอนุรักษ์วัฒนธรรม เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ทางวัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สร้างพื้นที่ปลอดมลพิษ อย่างไรก็ตามก็มีผลเสียจากการจัดโครงการถนนคนเดิน ได้แก่ สร้างความลำบากในการเข้าออกและปัญหาเสียงดังให้กับผู้อาศัยในพื้นที่จัดกิจกรรม ทำให้เกิดมลภาวะในพื้นที่ใกล้เคียง และเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้พลังงาน การศึกษาความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อโครงการถนนคนเดินจังหวัดศรีสะเกษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก การวิจัยครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าโครงการถนนคนเดินในจังหวัดศรีสะเกษยังเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพระว่ารูปแบบมีความหลากหลาย คือ มีทั้งกิจกรรมการจำหน่ายสินค้า กิจกรรมสันทนาการเพื่อสร้างความบันเทิง และพักผ่อนหย่อนใจ อันจะทำให้การจัดโครงการถนนคนเดินในจังหวัดศรีสะเกษ กลายเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืนต่อไป Assessment of economic cost from effect on tourism Case study : the walking street project on Sisaket Province. The purpose of this research has 3 main objectives as ; 1) To assess the economic cost on tourism of walking street project in Sisaket Province 2) To study effect on walking street project in Sisaket Province 3) To study satisfactions of tourists on walking street project in Sisaket Province. The focus area of this research is area on Ratchakanrodfai road on Sunday in Sisaket Province. The method of this research is used quality and quantity, selected data by survey, participated observation, questionnaires, and interview. The sampling groups used in this stuffy that is merchants, entertainment groups, groups of people staying on walking street area. Tourists, local people, and management board of walking street project. The results can be concluded as follows: The walking street project in Sisaket Province began from policy of the government. The government has a policy to close road to save energy, reducing pollutions, and promotion tourism. This project has provided by the chamber of Sisaket Province. The chamber of Sisaket Province has designed various activities and unity on walking street. Many tourist and local people are interested to participate in walking street about 1000 ? 2000 person per week. This makes economic cost 53568000 baht per year. A study effect on providing the walking street project found the various advantages namely; on economy that is; making income for local people and developing the products. On social, that is; there is new tourist attraction area. New entertainment area. New useful space area. And social interactions. On culture. That is; maintenance the culture, cultural transmits, on environment. That is; no pollutions in the area? Anyway, on disadvantages. That is; some problem for entry and exit. noisy. More pollution in near area and increasing use of energy. A study satisfaction of tourist on walking street project in Sisaket Province. The average scores ware more level. This research shows that the walking street project on Sisaket Province is still interesting activities from many people continuously. The management boards provided various activities such as; products selling activity. Entertainment activity. And relax activity. Nowadays. The walking street becomes sustainability tourist attraction activities in Sisaket Province forever?
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.12 MB)
2acknowledgment.pdf ( 0.08 MB)
3bibliography.pdf ( 0.13 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.15 MB)
5chapter 2.pdf ( 1.26 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.12 MB)
7chapter 4.pdf ( 1.37 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.31 MB)
9content.pdf ( 0.13 MB)
10Titlepage.pdf ( 0.06 MB)
7
ชีวิตชาวหอหญิง : กรณีศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
The girl dormitory life : Case study of Sisaket Rajabhat University
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : จุฬารัตน์ บุษบงก์
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเสนอผลการศึกษาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของนักศึกษาหญิงที่พักอาศัยในหอพักนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ โดยนำวิธีการวิจัยประเภทการวิจัยเชิงคุณภาพมาเป็นกระบวนการหลักในการศึกษา และหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพการดำเนินชีวิตของนักศึกษาหอพัก โดยมุ่งหวังว่าข้อมูลที่ได้นั้นจะสามารถนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพรวมทั้งคุณภาพของนักศึกษาหอพักในทุกๆ สถาบันการอุดมศึกษา วิถีชีวิตชาวหอหญิงที่ได้รวบรวมและวิเคราะห์นี้ ได้นำเสนอในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของนักศึกษาหอพัก โดยได้เน้นในเรื่องของการอยู่ร่วมกันในหอพักที่มีบรรยากาศเอื้อต่อการศึกษาเล่าเรียน การสร้างบรรยากาศการดำเนินชีวิตในมหาวิทยาลัย การจัดกิจกรรมในหอพัก รวมถึงการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษา ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวจะทำให้เห็นถึงสาเหตุต่างๆ ทั้งจากภายในและภายนอกหอพักที่ทำให้นักศึกษาหอพักมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลคืออาจารย์ประจำหอพักและนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ในหอพักหญิง จำนวน 20 คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัยและนำเสนอข้อมูลในรูปการบรรยาย ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาอยู่รวมกันในห้องแบบคละ คือหลากหลายโปรแกรมวิชา มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งในด้านการดำเนินชีวิตและด้านวิชาการแต่อยู่ในลักษณะกลุ่มเล็ก ๆ นักศึกษาส่วนใหญ่รู้จักแบ่งเวลาในการศึกษาเล่าเรียน รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย รู้จักหน้าที่ของตนเอง นอกจากนี้นักศึกษายังให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรมกันมากและเห็นความสำคัญของกิจกรรมต่าง ๆ ที่หอพักได้จัดขึ้น เป็นการสานสัมพันธ์อันดี เรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีความเข้าใจ มีจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกันในการใช้ของส่วนรวม ช่วยกันดูแลรักษาของใช้ ประหยัดน้ำ ไฟฟ้า และช่วยรักษาผลประโยชน์ของเพื่อนร่วมห้องและหอพัก นักศึกษาพยายามทำตนให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหอพัก This research aimed to propose the result of behaviour study for life spending of girl students who stay at Sisaket Rajabhat University?s girl dormitory by taking research method of qualitative research to process for studying and realizing about the status of dormitory student?s living. It aimed that information got can be fundamental data of encouragement and development ability including dormitory student?s quality in all high educational institutes. This ways of girl student?s living collected and analyzed had proposed in several ways that concerned and influenced to behaviour of dormitory student?s living by emphasizing on living together in dormitory that had educational atmosphere. For making atmosphere for living in University, creating activity at dormitory including encouragement morality and ethic of students, all of them are different causes both internal and external that make dormitory students behave differently. With deep interview and participating observation, group given information were 20 dormitory lectures and students who stay at girl dormitory by analyzing information comparatively and proposing information in description. The result found that students who stay together in multi-room, that is, assisted together in both living and academics, but it was small group, most students knew to take time out for studying, being responsible to duty assigned and knowing themselves duty. Except this, students had mostly cooperated for participating activity and knew the importance of various activity that was made by dormitory office, it made relationship very well, it was able to learn together, understood, appreciated for living and using together, assisted and preserved equipments, economized water and electricity and maintained benefit of colleagues and dormitory, students had tried to make themselves for living with others in society that was a part of dormitory society.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.07 MB)
2bibliography.pdf ( 0.06 MB)
3chapter1.pdf ( 0.09 MB)
4chapter2.pdf ( 0.26 MB)
5chapter3.pdf ( 0.11 MB)
6chapter4.pdf ( 0.14 MB)
7chapter5.pdf ( 0.09 MB)
8content.pdf ( 0.05 MB)
8
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาการดำเนินธุรกิจไส้กรอกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเนื้อสัตว์บ้านโพนปลัด ตำบลสุขสวัสดิ์ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : สุภัทรษร ทวีจันทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การศึกษาวิจัย เรื่อง แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาการดำเนินธุรกิจไส้กรอก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเนื้อสัตว์บ้านโพนปลัด ตำบลสุขสวัสดิ์ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการดำเนินงานของธุรกิจไส้กรอก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเนื้อสัตว์บ้านโพนปลัด ตำบลสุขสวัสดิ์ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคในการเลือกซื้อไส้กรอก ของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเนื้อสัตว์บ้านโพนปลัด ตำบลสุขสวัสดิ์ อำเภอไพรบึง 3) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อการดำเนินกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจไส้กรอกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้าน เกษตรกรแปรรูปเนื้อสัตว์บ้านโพนปลัด ตำบลสุขสวัสดิ์ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ 4) เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาการดำเนินธุรกิจไส้กรอก วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเนื้อสัตว์บ้านโพนปลัด ตำบลสุขสวัสดิ์ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้แก่ ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากธุรกิจไส้กรอก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปร รูปเนื้อสัตว์บ้านโพนปลัดตำบลสุขสวัสดิ์ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 100 ราย และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเนื้อสัตว์บ้านโพนปลัด ตำบลสุขสวัสดิ์ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ที่เกี่ยวข้อง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สถิติที่ใช้ตรวจสอบคุณภาพแบบสอบถามการหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability Tests) ใช้หาค่า สัมประสิทธิ์ แอลฟา (Alpha Confficient method) ตามวิธีของ Cronbach ลูกค้าที่ซื้อสินค้า ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าเป็นเพศหญิง ร้อยละ 68 รองลงมาคือเพศชาย ร้อยละ 32 อายุระหว่าง 26 ? 35 ปี ร้อยละ 46 รองลงมา 36 ? 45 ปี ร้อยละ 44 ระดับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ,ปวช ร้อยละ 54 รองลงมาคือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 18 อาชีพ เกษตรกร / แม่บ้าน ร้อยละ 56 รองลงมาคือ ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 24 รายได้เฉลี่ย / เดือน 3,000 ? 6,000 บาท/เดือน ร้อยละ 54 รองลงมาคือ 10,000 ? 13,000 บาท/เดือน ร้อยละ 24 ผลการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อสินค้าอาหารแปรรูปไส้กรอก มากที่สุดคือ เพื่อนำไปเป็นของฝาก จำนวนของการซื้อผลิตภัณฑ์ไส้กรอก คือ 11 ? 15 กก./ครั้งโดยมี ค่าใช้จ่ายในการซื้อ 101 ? 200 บาทปัจจัยต่อการซื้อหลัก ๆ คือ ความสะอาด และจะซื้อในปริมาณที่ไม่แน่นอน เหตุผลในการรับประทานไส้กรอก คือความสะอาด ซึ่งส่วนใหญ่จะซื้อมารับประทานเองจาก ร้านค้าผู้ประกอบการ และตลาดสดซึ่งได้รับข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากงานประจำปี และต้องการให้ผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายที่ร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ผลการศึกษาปัจจัยทางการตลาดที่มีความสำคัญต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ไส้กรอก โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ความพึงพอใจมากที่สุดคือ ด้านผลิตภัณฑ์ รองลงมาคือ ด้านราคา ด้านการจัดจำหน่ายและ ด้านการส่งเสริมการขาย ด้านผลิตภัณฑ์ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางเมื่อแยกเป็นรายข้อพบว่า มีความพึงพอใจระดับมาก จำนวน 3 ข้อ เรียงตามลำดับ คือ วัตถุดิบที่ใช้ ในท้องถิ่น รสชาติของสินค้า และความสะอาดของสินค้า ความพึงพอใจระดับปานกลาง จำนวน 2 ข้อ เรียงตามลำดับ คือ สินค้ามีคุณภาพดี และ สินค้ามีให้เลือกหลายชนิด ด้านราคา พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อ แยกเป็นรายข้อพบว่า คือ ราคาเหมาะสมกับคุณภาพสินค้า รองลงมาคือ มีการให้ส่วนลดเหมาะสม มีความหลากหลายของราคาให้เลือกซื้อ มีการกำหนด ราคาที่ชัดเจน และ มีการขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในราคาเท่าเทียมกัน ด้านสถานที่หรือช่องทางการจัดจำหน่าย พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อแยกเป็น รายข้อ มีความหลากหลายด้านการประชาสัมพันธ์ การจัดจำหน่ายมีขายในงานเทศกาลโอกาสพิเศษต่าง ๆ ผู้ขายให้บริการด้วยความรวดเร็ว ผู้ขายให้บริการด้วยความสุภาพ มีสินค้าตัวอย่างให้ทดลองชิม ด้านการส่งเสริมทางด้านการตลาด พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยให้ความสำคัญ กับการที่ผู้ขายให้บริการด้วยความสุภาพ มีสินค้าตัวอย่างให้ทดลองชิม ผู้ขายให้บริการด้วยความรวดเร็ว มีความหลากหลายด้านการประชาสัมพันธ์ และ การจัดจำหน่ายมีขายในงานเทศกาล โอกาสพิเศษ ต่าง ๆ ตามลำดับ The research titled a way of efficacious increment of development on sausage business of communal enterprise for agriculturist housewife group of meat transmutation at Ponpalad village, Tambon Suksawas, Praibeong District, Sisaket Province aimed 1) to study a procedure of sausage business of communal enterprise for agriculturist housewife group of meat transmutation at Ponpalad village, Tambon Suksawas, Praibeong District, Sisaket Province, 2) to study behavior of consumers on choosing sausages of communal enterprise for agriculturist housewife group of meat transmutation at Ponpalad village, Tambon Suksawas, Praibeong District, 3) to study a pleasure of customers which effected to a procedure of marketing strategy of sausage business of communal enterprise for agriculturist housewife group of meat transmutation at Ponpalad village, Tambon Suksawas, Praibeong District, Sisaket Province, 4) to study a way of efficacious increment of development on sausage business of communal enterprise for agriculturist housewife group of meat transmutation at Ponpalad village, Tambon Suksawas, Praibeong District, Sisaket Province. Data collection used questionnaire, participants were 100 customers who bought goods from sausage business of communal enterprise for agriculturist housewife group of meat transmutation at Ponpalad village, Tambon Suksawas, Praibeong District, Sisaket Province and agriculturist housewife group of meat transmutation at Ponpalad village, Tambon Suksawas, Praibeong District, Sisaket Province who concerned. Statistics used to analyze descriptive data was percentage, mean, standard deviation, reliability tests and alpha coefficient method by the way of Cronbach. Customers who sold were 68 % of females, second 32 % of males. Their age was among 26-35 years old which was 46 %, second 36-45 years old which was 44 %. Senior high school and Vocational Certificate school were 54 %, second Junior high school, 18 %. Agriculturists / housewife were 56 %, second government officers/ employees of enterprise were 24 %. Average of salary a month was 3,000-6,000 baht / month which was 54 %, second 10,000 ? 13,000 baht / month which was 24 %. The result of consumer?s behavior, most of customers mostly sold transmutable food of sausage for gift, a number of products selling was 11-15 kg,/time which paid for 101-200 baht. The main factor on buying was cleanness and they would like to buy in unsure amount. The reason for eating sausage of customers was cleanness; they mostly sold for eating themselves from store, enterprise and market which got information about products from annual fair and needed products to sell at local goods stores. The result of marketing factors which was important on choosing sausage products was totally in the medium level. When considering for each, the most pleasure was products, second price. About distribution and selling support, the product was totally in the medium level, when it separated for each found that there was the most 3 pleasures respectively, namely, material used in the locality, goods taste and goods cleanness. 2 pleasures were in the medium level respectively, that is, good quality and several choices of goods. About price, it found that it was totally in the medium level, when it separated for each found that price was appropriate in the good quality, second discount was appropriate, there were several products to buy, it clearly set up price and the same price as well. About place and opportunity for selling, it found that it was totally in the medium level, when it separated for each, there was various advertisement, selling on special fair, sellers serviced fast and politely and there were example products for tasting. About marketing support, it found that it was totally in the medium level which was important for sellers who serviced politely, there were example products for tasting, sellers serviced fast, there was various advertisement and selling on special fair respectively.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1bibliography.pdf ( 0.13 MB)
2biodata.pdf ( 0.07 MB)
3chapter1.pdf ( 0.16 MB)
4chapter2.pdf ( 0.68 MB)
5chapter3.pdf ( 0.14 MB)
6chapter4.pdf ( 0.36 MB)
7chapter5.pdf ( 0.17 MB)
8content.pdf ( 0.10 MB)
9Titlepage.pdf ( 0.19 MB)
9
การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิของกลุ่มเกษตรกรข้าวหอมมะลิ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
A development of packing for jasmine rice products of
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : เดชณรงค์ วนสันเทียะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่เน้นการศึกษาสถานภาพ และวิธีการของการจะเพิ่มมูลค่าของข้าวหอมมะลิ ซึ่งพบอยู่แล้วตามพื้นที่ทั่วไปของอำเภอ ทั้งนี้เพื่อที่จะชุมชนอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ และได้กำหนดวัตถุประสงค์ ไว้ 2 ข้อ คือ เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของบรรจุผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มเกษตรกรข้าวหอมมะลิ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ และเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ข้าวหอมมะลิ และสร้างภูมิคุ้มกัน ของกลุ่มเกษตรกรข้าวหอมมะลิ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ การเก็บข้อมูลจะมีใช้เครื่องมือที่ใช้สำหรับการวิจัยประกอบด้วย 2 ชนิด ดังนี้ คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ และผลการวิจัย พบว่า ในปัจจุบันการจำหน่ายข้าวหอมมะลิมีอยู่ 4 รูปแบบบรรจุภัณฑ์ คือ 1. บรรจุในถุงหูหิ้วพลาสติก ซึ่งลักษณะการจำหน่ายจะตักจำหน่ายตามขนาดถุง คือ ถุงละ 1 กิโลกรัม, ถุงละ 2 กิโลกรัม, ถุงละ 5 กิโลกรัม, ถุงละ 12 กิโลกรัม ซึ่งจะพบมากตามท้องตลาด 2. บรรจุในถุงปุ๋ย บรรจุถุงละ 50 กิโลกรัม 3. บรรจุในถุงพลาสติก บรรจุถุงละ 5 กิโลกรัม ซึ่งการจำหน่ายในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาจากโรงงาน หรือ กลุ่มแม่บ้านต่าง ๆ จะคล้ายเป็นแพ็คเก็ต โดยจะบรรจุข้าวหอมมะลิใส่เป็นถุง ๆ ละ 5 กิโลกรัม และบรรจุภัณฑ์จะมีการออกแบบให้สวย และสะดุดตา และจะมีการวางขายทั่วไปทั้งในร้านค้า หรือ ในตลาด 4. บรรจุในกระสอบข้าว ซึ่งจะบรรจุข้าวไว้ 100 กิโลกรัม บรรจุภัณฑ์นี้จะมีไม่การออกแบบใด ๆ เพียง แต่จะมีการตีตาสถานที่ผลิต หรือ โรงสี ที่บรรจุหีบห่อ และจะมีการวางขายทั่วไปทั้งในร้านค้า หรือ ในตลาด เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะเป็นกลุ่มคนผู้มีฐานะ และจากการวิเคราะห์ สภาพของบรรจุผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มเกษตรกรข้าวหอมมะลิ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ขาดความสะอาด, มีรูปลักษณ์ที่ไม่สวยงาม ไม่ดึงดูด, รูปทรงไม่เหมาะสม, ป้องกันความชื้นไม่ได้, ไม่ทนทาน ดั้งนั้น แนวทางการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ข้าวหอมมะลิ ของกลุ่มเกษตรกรข้าวหอมมะลิ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ จากการเก็บข้อมูล ควรมีลักษณะ ดังนี้ คือ ควรจะมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม สะดุดตา น่าสนใจ, ควรจะมีการออกแบบรูปทรงที่เหมาะสม, ภาชนะบรรจุที่ดีจะต้องสามารถป้องกันไอน้ำจากสภาวะอากาศรอบๆ ด้านได้, มีความสามารถป้องกันอากาศ ภาชนะบรรจุที่ดีจะต้องสามารถป้องกันก๊าซออกซิเจน จากสภาวะอากาศรอบๆด้านได้, มีความทนทานต่อการกดหรือเสียดสี ภาชนะบรรจุที่ดีจะต้องทนทานต่อการกดหรือเสียดสีได้ดี This was research emphasized on predicament study and a method for adding jasmine value which found in several area of Rasisalai District. All this for Rasisalai community, Sisaket Province, the research stimulated 2 objectives, namely, it was to study problems of packing on Jasmine Rice Agriculturist Group Rasisalai, Sisaket Province and it was to develop jasmine rice packing and to protect for Jasmine Rice Agriculturist Group Rasisalai, Sisaket Province. Data collection only used 2 tools for researching, that is, questionnaire and interview, and the result found that nowadays there were 4 jasmine sale packages, namely, 1. Packing in plastic bag which sale would fetch with bag?s size was one bag per 1 kg., one per 2 kg., one per 5 kg. and one per 12 kg. 2. Packing in fertilizer bag which packed one bag per 50 kg. 3. Packing in plastic bag which packed one bag per 5 kg. For this sale, it was mostly products which produced from factory or housewife groups, it was similar with package which packed jasmine rice 5 kg, per each and packing would design nicely and catch the eyes and it would sell on several place in both store and market. 4. Packing in rice bag which packed a hundred kilogram of rice, this would not design, but it would mark a brand of place of production or rice mill that packed and it would also sell in several place both in store and market, but mostly customers would be rich group. And from analysis, status of products packing on Jasmine Rice Agriculturist group, Rasisalai, Sisaket Province found that it?s unclean, unbeautiful, and unattractive, it?s not humid protective and enduring. A way of development for jasmine rice packing of Jasmine Rice Agriculturist group, Rasisalai, Sisaket Province from data collection, therefore, should be as follows: it should have beautiful, attractive and interesting shape, it should design suitably, good vessels should protect against vapor from surrounding climate, they were enduring on pressure or penetration and good vessels must be enduring on pressure or penetration.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.07 MB)
2appendix.pdf ( 0.25 MB)
3bibliography.pdf ( 0.10 MB)
4chapter1.pdf ( 1.41 MB)
5chapter2.pdf ( 0.64 MB)
6chapter3.pdf ( 0.16 MB)
7chapter4.pdf ( 0.25 MB)
8chapter5.pdf ( 0.19 MB)
9Titlepage.pdf ( 0.38 MB)
10
ศึกษาแนวทางการเลี้ยงวัวด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อการสร้างเศรษฐกิจชุมชนบ้านโนนสังข์ ตำบลโนนสังข์ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ
Study of the approach toward the cow farming throughout local wisdom in order to construct the community economy?s Nonsang village, district of Kanthararom, Sisaket province
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : อัฐพร กิ่งบู
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการเลี้ยงวัวด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อการสร้างเศรษฐกิจชุมชนบ้านโนนสังข์ ตำบลโนนสังข์ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ การวิจัยใช้การสำรวจด้วยการลงพื้นที่จริงภายในหมู่บ้าน ในป่ารอบหมู่บ้านและทุ่งนากว้างที่เป็นพื้นที่ใช้ในการเลี้ยงวัว การสัมภาษณ์เจ้าของวัวเป็นรายบุคคลการสนทนากลุ่มย่อย การจัดเวทีรวมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะจากเวที ผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาวิเคราะห์ถอดบทเรียนจนได้ข้อสรุปและนำเสนอรายงานในรูปแบบของการพรรณนาโดยมีภาพประกอบ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ผลการวิจัย พบว่า บ้านโนนสังข์เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานแน่ชัด มีระยะทางห่างจากตัวจังหวัดศรีสะเกษประมาณ 32 กิโลเมตร มี 460 ครัวเรือน ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย อยู่กันอย่างเครือญาติ ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด หอม กระเทียม มีการเลี้ยงสัตว์กันเกือบทุกบ้านโดยเฉพาะวัวมีการเลี้ยงกันเกือบทุกครัวเรือนโดยส่วนใหญ่นำขึ้นไปปล่อยเลี้ยงกับธรรมชาติ ตามป่า ชาวบ้านโนนสังข์ มีภาษาอีสานเป็นภาษาถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ที่บ้านโนนสังข์มีการเลี้ยงวัวด้วยภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ได้สืบทอดกันมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน ด้วยการใช้ธรรมชาติป่าเป็นสถานที่ที่ปล่อยให้วัวใช้เป็นแหล่งหากิน ตั่งแต่ช่วงเริ่มต้นฤดูฝนจนถึงช่วงเริ่มต้นของฤดูหนาว ซึ่งในป่าจะเริ่มแล้ง ชาวบ้านจึงต้องนำวัวกลับมาเลี้ยงในพื้นที่ทุ่งนากว้างของหมู่บ้าน เจ้าของวัวจะเลี้ยงวัวส่วนใหญ่จะเลี้ยงวัวแบบเดินตาม ชาวบ้านนาโนนสังข์จะมีความผูกพันกับวัวทุกตัวที่เขาเป็นเจ้าของ โดยสังเกตได้เมื่อมีวัวหา เจ้าของวัวเดินหาวัวแล้วตะโกนร้องเรียกไม่กี่คำวัวทุกตัวในฝูงเมื่อได้ยินเสียงเจ้าของก็จะกระโจนลัดเลาะป่ามาหาอย่างใกล้ชิด อาหารที่วัวชอบกินได้แก่ใบไผ่ หญ้า หน่อไม้ และลูกไม้ทุกชนิด สิ่งที่ชาวบ้านได้จากการเลี้ยงวัว ทำให้เกิดเป็นรายได้หลักที่สามารถนำมาใช้จ่ายในครอบครัวและใช้หนี้ที่กู้ยืมจากกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์หรือแหล่งทุนอื่นๆ ได้ การเลี้ยงวัวยังทำให้ชาวบ้านมีเวลาในการประกอบอาชีพอื่น โดยเฉพาะการเลี้ยงวัวแบบผูก หรือแบบขังคอก วัวตัวเมียจะตกลูกให้เกือบทุกปี การขายจะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อในหมู่บ้าน วัวที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นวัวตัวผู้ที่มีขนาดใหญ่ การขายจะขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของวัวและพ่อค้าที่รับซื้อ ถ้าพ่อค้าให้ราคาไม่ดี เจ้าของวัวก็จะยังไม่ขาย ซึ่งเป็นอำนาจการต่อรองที่ขึ้นอยู่กับเจ้าของวัว นับได้ว่า คน วัว ป่า สามารถอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นระบบเช่นนี้มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน This research was aimed to study of the approach toward the cow farming throughout local wisdom in order to construct the community economy?s Nonsang village, district of Kanthararom, Sisaket province. This research was conducted in which in-dept survey for the real workshop field within this village, inbound community forest and an enormous field that was the area for cow farming. What?s more, this interview?s cow owner individually was such as sub-grouping, knowledge learning exchange agenda, information receiving and opinion recommendation. A researcher had got these information gathering through the lesson analysis so that it was the conclusion and the suggestion in terms of report in the style of descriptive format with picture and expected objectives. Outcome of this research was as follow: Nonsang village was the traditional in which no obvious evidence had been proved the settlement before. It had been far from the province?s Sisaket approximately 32 kilometer, 460 households, sufficiency life style, kinship relations, almost all villagers? agricultural career; for instance, rice agriculture, corn farming, onions, garlic and cattle growing in each village especially cow farming naturally in forest. Nonsang?s villagers had the outstanding North-East language by themselves. Nonsang village had the local wisdom from villagers from the ancestors until now for ages throughout the nature of jungle forest. This place was deserted to let cow growing in which was the shelter for living from rainy season to winter season. The winter season was the arid weather; consequently, the villagers must bring cow back in the enormous field?s space within this village. The cow?s owner must grow his cattle by follow up. The villagers must concern with every cow in grouping by noticing when cow follow up the owner, later then, the owner had proclaimed in sound from voice?s owner. They came across the forest approach. The favorite food was such as bamboo leaves, a fruit of bamboo and the other fruits. The return of cow growing was made income of 3 main in household utility and village fund loans, cooperation and agricultural fund or the other loan. The cow growing still ever made villagers to take time into career path especially the cow growing in limited area, female cow must breed every year. The trade of cow had the merchant taking into village. Almost all cow for sale was the appropriate size. The sale of cow had depended on the satisfaction from the owner and buyer. If the merchant had given the unsatisfied prize, the owner still had not bought the cow toward the negotiation power from the owner. To summarize, people, cow, forest could be interdependent each other; therefore, it was the systematic ecology for a long time.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.11 MB)
2acknowledgment.pdf ( 0.07 MB)
3appendixa.pdf ( 0.10 MB)
4appendixb.pdf ( 1.92 MB)
5bibliography.pdf ( 0.09 MB)
6chapter1.pdf ( 0.17 MB)
7chapter2.pdf ( 0.63 MB)
8chapter3.pdf ( 2.15 MB)
9chapter4.pdf ( 2.47 MB)
10chapter5.pdf ( 0.21 MB)
11content.pdf ( 0.10 MB)
12content1.pdf ( 0.08 MB)
13content2.pdf ( 0.10 MB)
14Titlepage.pdf ( 0.09 MB)
11
การประเมินการให้บริการของห้องสมุด มหาวิทยาลัยราชัฏศรีสะเกษ
Service Evaluations of Sisaket Rajabhat University?s Library
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : อนันศักดิ์ พวงอก
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการให้บริการของห้องสมุด มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และเพื่อประเมินการให้บริการของห้องสมุด มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาภาคปกติและภาคกศ.บป. มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จำนวน 341 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ได้รับกลับคืน 318 ชุด (ร้อยละ 93.26) และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในห้องสมุดอีก 3 คน สถิติที่ใช้คือค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นนักศึกษาภาคปกติร้อยละ 50.63 นักศึกษาภาคกศ.บป.ร้อยละ 49.37 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาภาควิชาครุศาสตร์ ร้อยละ 37.11 ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการพบว่า บริการที่มีค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นมากที่สุดคือ บริการเรื่องทั่วไปของห้องสมุด ( = 3.85) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ทุกบริการมีค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นในระดับมาก โดยเรียงตามลำดับค่าคะแนนเฉลี่ยได้ดังนี้ บริการเรื่องทั่วไปของห้องสมุด ( = 3.85) บริการยืม-คืนทรัพยากรสารสนเทศ ( = 3.78) บริการวารสารและหนังสือพิมพ์ ( = 3.70) บริการโสตทัศนศึกษา ( = 3.68) บริการอินเทอร์เน็ต ( = 3.66) บริการสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ ( = 3.64) และบริการตอบคำถามและช่วยค้นคว้า ( = 3.59) ตามลำดับ ข้อเสนอแนะที่ผู้ใช้เสนอแก่ห้องสมุดมากที่สุด 3 ประการได้แก่ 1. ควรจะเพิ่มจำนวนคอมพิวเตอร์ในการให้บริการอินเทอร์เน็ต 2. ควรจะเพิ่มจำนวนหนังสือ และ 3. ควรขยายพื้นที่ในการให้บริการอินเทอร์เน็ต The Purposes of this study were to study the service conditions and service evaluations of Sisaket Rajabhat University?s Library. The sampling group was composed of 341 Sisaket Rajabhat university?s students. Questionnaires were used for collecting data. The completed questionnaires (93.26%) were received for analysis by percentage and mean. Interview 3 library?s authorities were also collected data The findings from questionnaires revealed that the majority of sampling group is students of Education department (37.11%) . The highest point of Library?s service is General service in the library ( = 3.85), Circulation service ( = 3.78), Journal and newspaper service ( = 3.70), Audiovisual service ( = 3.68), Internet service ( = 3.66), Information retrieval service ( = 3.64) and Reference service ( = 3.59) respectively. It was suggested that 1. The library should support more computers for Internet service 2. The library should have more acquisition of information resources and 3. The library should widen area for Internet service.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.14 MB)
2appendix.pdf ( 0.24 MB)
3bibliography.pdf ( 0.14 MB)
4chapter2.pdf ( 0.44 MB)
5chapter3.pdf ( 0.15 MB)
6chapter4.pdf ( 0.31 MB)
7chapter5.pdf ( 0.21 MB)
8Titlepage.pdf ( 0.05 MB)
12
ศึกษาปัจจัยทางสังคม ผลกระทบ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ต่อการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมของชุมชนลาว ต.สระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ
The Study of Social Factor, Impact And Participation of Community Toward the Cultural Tourism in Tambon Sakampangyai Ampher Utumpornpisai Sisaket Province
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : อุรารัตน์ แก้วดวงงาม
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางสังคมที่มีส่วนช่วยในการรักษาวัฒนธรรมของชุมชนลาว ตำบลสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยว ศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ การสืบทอดประเพณีวัฒนธรรม ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือผู้ที่อาศัยอยู่ในตำบลสระกำแพงใหญ่ 1,613 ครัวเรือน กลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ 316 ครัวเรือน โดยเทียบจากตารางสำเร็จรูป Yamana ที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95 % ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling)โดยคำนวณจากกลุ่มตัวอย่างของประชากร 14 หมู่บ้าน สถิติที่ใช้คือค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือ ปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ปัญหาที่อยู่อาศัยมีความแออัด ปัญหาด้านถนน วัฒนธรรม ไฟฟ้าขัดข้องบ่อย มีความเห็นเกี่ยวกับปัญหาในระดับมาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นด้านเศรษฐกิจ ที่เกิดปัญหารายได้เป็นฤดูกาล เกิดการจ้างงานและอาชีพใหม่แก่ชุมชนมีความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบในระดับปานกลาง เกิดปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าสูงขึ้น ผลกระทบด้านสังคมก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีระหว่างนักท่องเที่ยวกับประชาชนในชุมชน เกิดการลดคุณค่าของประเพณี วัฒนธรรมชุมชนที่มีมาแต่ดั้งเดิม ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เกิดปัญหาการทำลายภูมิทัศน์ของชุมชนที่มีมาตั้งแต่อดีต การมีส่วนร่วมของชุมชนด้านภาษามีการการพูดภาษาลาวกับคนในครอบครัวและคนรอบข้าง มีการเข้าร่วมพิธีต่างๆเช่น งานบวช งานแต่งงานงานศพ แบบชาวลาวมีการรับประทาน ข้าวเหนียวหรืออาหารลาว และมีการเข้าร่วมทำบุญวันเข้าพรรษาไปถวายตามวัดในชุมชนมีความเห็นในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.07 MB)
2acknowledgment.pdf ( 0.06 MB)
3appendix.pdf ( 0.27 MB)
4bibliography.pdf ( 0.15 MB)
5chapter1.pdf ( 0.17 MB)
6chapter2.pdf ( 2.06 MB)
7chapter3.pdf ( 0.21 MB)
8chapter4.pdf ( 0.44 MB)
9chapter5.pdf ( 0.22 MB)
10content.pdf ( 0.10 MB)
11Titlepage.pdf ( 0.05 MB)
13
ทรรศนะเกษตรต่อการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว : เพื่อเอื้อต่อจุดผ่านแดนบริเวณช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ
The agriculturist?s opinion on potential development of tourist attraction places : to help Sagnom border Phaiphattana village, Pusing District, Sisaket Province
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ประวุฒิ เพิ่มทรัพย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาทรรศนะและความคิดเห็นของเกษตรกรต่อการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว : เพื่อเอื้อต่อจุดผ่านแดนช่องสะงำ บ้านไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ โดยมีประชากรและ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เป็นเกษตรกรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจุดผ่านแดนช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา จำนวน ๙ หมู่บ้าน จำนวนตัวอย่าง ๒๓๔ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในได้สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ ๑.ศึกษาเอกสาร แนวความคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒. สร้างแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ได้จากการศึกษาเอกสาร แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาสร้างเป็นข้อคำถามนำแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ที่ได้เสนอที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบแล้ว ผลการวิจัยพบว่า ทรรศนะและแนวความคิดของเกษตรกรต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ที่สัมพันธ์กับแนวทางบริหารการจัดการท่องเที่ยวของชุมชน ๕ แนวทาง คือ ๑. ทรรศนะต่อการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน พบว่า ความคิดเห็นของประชากรกลุ่มตัวอย่างต่อการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนและเห็นด้วยว่าควรวางแผนกำหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของชุมชนอย่างชัดเจน ทั้งนี้เกษตรกรควรมีบทบาทส่งเสริมและกำหนดนโยบาย เพื่อบริหารจัดการการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง เพราะการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของชุมชนโดยเกษตรกรด้วยกันง่ายต่อการควบคุมดูแล ๒.ทรรศนะของเกษตรกรต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางการท่องเที่ยว พบว่า เกษตรกรเห็นด้วยกับการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสร้างความตระหนักและปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเห็นด้วยกับการจัดระบบใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและใช้อย่างคุ้มค่า อยู่ในระดับมาก ๓.ทรรศนะเกษตรกรต่อการมีส่วนร่วมจัดการการท่องเที่ยวชุมชน พบว่าปัจจุบันภาครัฐและภาคประชาชนของชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=๒.๕๒) และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายจะก่อให้เกิดพลังของความร่วมมือในการพัฒนาฯ ทั้งนี้ชุมชนควรสนับสนุนให้เกิดการร่วมกลุ่มในการคิดและตัดสินใจร่วมกัน โดยวิธีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อปลูกจิตสำนึกการมีส่วนร่วมของชุมชน ๔.ทรรศนะเกษตรกรต่อการพัฒนาศักยภาพพื้นที่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว พบว่า เกษตรกรต้องการพัฒนาศักยภาพพื้นที่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และเชื่อว่าที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวชุมชนมีลักษณะพร้อมเหมาะสม ๕.ทรรศนะเกษตรกรต่อการเปิดโอกาสและกระจายรายได้ให้คนในท้องถิ่น พบว่า หากการท่องเที่ยวมีศักยภาพจริงจะนำไปสู่การเปิดโอกาสและกระจายรายได้ให้คนในท้องถิ่นอยู่ในระดับมาก เพราะการท่องเที่ยวเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของคนในชุมชนย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นมีอาชีพเสริม และมั่นใจว่าการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในอนาคตเป็นทางเลือกหนึ่งให้ท้องถิ่นสร้างรายได้ ปัญหาและอุปสรรค เกษตรกรมีทรรศนะฯว่า ยังมีปัญหาและอุปสรรคหลายด้านในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบริเวณช่องสะงำ (จุดผ่านแดนไทย/กัมพูชา)ร่วมทั้งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบริเวณรอบ ๆ จุดผ่านแดนช่องสะงำ จำแนกได้ดังนี้ คือ ปัญหาด้านสาธารณูปโภค โดยเกษตรกรกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสัมภาษณ์ว่าน่าจะมีการส่งเสริมและพัฒนาระบบการคมนาคม เช่น ถนน/ไฟฟ้า /ประปา/ระบบสื่อสาร/ ฯลฯ ร่วมทั้งเรื่องของงบประมาณด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวน่าจะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนโดยหน่วยงานรัฐ นอกจากนั้นเกษตรกรยังขาดความชำนาญด้านการลงทุนและการผลิตสินค้า ในขณะที่นักท่องเที่ยวมีความต้องการสินค้าจากชุมชนมากขึ้น แนวคิดด้านการผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดยังเป็นข้อถกเถียงของเกษตรกร เนื่องจากสินค้าที่ออกจำหน่ายส่วนใหญ่ขาดการวางแผนด้านการผลิตและการส่งเสริม เกษตรกรส่วนใหญ่ผลิตสินค้าตามแบบตั้งเดิม และเป็นสินค้าพื้นเมืองด้านการเกษตรเป็นหลัก อย่างไรก็ตามแนวทางการผลิตสินค้าของชุมชนยังหารูปแบบชัดเจนไม่ได้ แต่ในอนาคตกลุ่มเกษตรกรมีแนวโน้มร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐมากขึ้นซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการส่งเสริมรูปแบบสินค้าและบริการต่อไป อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะมูลฝอย/น้ำเสีย โดยเกษตรกรเชื่อว่าการสร้างศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวควรมีระบบจัดการกับสิ่งแวดและสาธารณูปโภคอย่างเหมาะสม ตลอดจนระบบการติดต่อสื่อสารควรได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยและเพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว This research was quantitative and qualitative, it aimed to study the opinion and idea of agriculturists on potential development of tourist attraction places : to help Sagnom border Phaiphattana village, Pusing District, Sisaket Province. Population and sample group on this research were agriculturists who related to development of tourist attraction places of Sagnom border; Phaiphattana sub-district, there were 9 villages and 234 sample people. Tool for research made was as follows: 1) studying document, concept, theory and related research and 2) making questionnaire and interviewing form, as studied all of them, they were taken by researcher to make questions and questionnaires and interviewing form were proposed to consultant and experts for testing. The result found that the opinion and idea of agriculturists on development of tourist attraction places related with 5 ways of administration and management of public tourism i.e. 1) The opinion on administration and management of public tourist attraction places found that the opinion of sample group on administration and management of public tourist attraction places agreed that it should clearly planed to stipulate a policy of public tourism, even though agriculturists should have a role to encourage and stipulate a policy for administrating and managing self tourism, because public administration and management with agriculturists was easy to control. 2) The opinion of agriculturists on administration and management of natural resource and tourism environment found that agriculturists agreed with administration and management of tourist attraction places dual with looking after natural resources and environment and realized and inculcated on conservation of natural resources which agreed with system management for using resources enduringly and worthily, it was at high level. 3) The opinion of agriculturists on participation of public tourism management found that recently, government and public people had participated on development of public tourist attraction places, it was at high level (mean=2.52) and the participation of all will have been occurred power of developing participation. All this, public should encourage a participation of group on thinking and decision together with campaign of advertising to realize some ones on public participation. 4) The opinion of agriculturists on potential development of location to receive tourists found that agriculturists needed potential development of location to receive tourists and believed that a location of public tourist attraction places is suitable. 5) The opinion of agriculturists on giving opportunities and distribution profits for local people found that if tourism was efficiency, it will lead to give opportunities and to distribute profits to local people in a high level. Because tourism has become to be a role of public lives, it should give local people opportunities to have adding occupation and they were convinced that the development of public tourist attraction places in the future should be a choice for local to get profits. Problem and Obstacle Agriculturists had thought that there were problems and obstacles on development of tourist attraction places in Sagnam border (the border between Thailand and Cambodia) including a development of its surrounding tourist attraction places sorting out as follows: a problem of public utility which sample agriculturists answered interview that it should encourage and develop communicative system such as road, electricity, water supply and communicative system etc., including a budget of development for tourist attraction places, they should be encouraged by government Not only that, agriculturists had no expert about investment and production, at the same time, tourists needed more public products. A concept about production for supplying the market had still argued of agriculturists due to products selling had mostly got the lack of planning about production and encouragement. Most of agriculturists had originally produced and products were mainly local agricultural products. The way of public production, however, was no clearly model, but in the future, agriculturist group will trend more to cooperate with government Bureau which lead to the way of encouragement product model and service continuously. Anyhow, there still are problem about environment and convenience, even though, rubbish and bad water problem which agriculturists have believed that making efficiency of tourist attraction places should have system to manage environment and public utility suitably, including communicative system should develop to be update and enough for requiring of tourists.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.11 MB)
2chapter.pdf ( 0.84 MB)
3Titlepage.pdf ( 0.05 MB)
14
ปัจจัยส่งผลต่อสภาพและแนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
The factor affected to status and way of internal quality assurance development of Sisaket Rajabhat University
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : พรศิริ วิรุณพันธุ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่งผลต่อสภาพและแนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในของมหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษตามความคิดเห็นของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ จำนวน 135 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามแบบเลือกตอบ แบบมาตราประมาณค่า และแบบปลายเปิด โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS เพื่อวิเคราะห์หาค่าทางสถิติได้แก่ ความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่าร้อยละ (Percentage) ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ จากการศึกษาพบว่าปัจจัยด้านสภาพในการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในของมหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ ในภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยเฉลี่ย 3.60 และสามารถจำแนกตามประเด็นด้านต่างๆ ได้ ดังนี้ 1. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 3.66 ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูง คือ มีความมุ่งหมายในการดำเนินงานขององค์กรที่มั่นคงและชัดเจน รองลงมาคือคณาจารย์และบุคลากรที่มีความสามารถในการทำงาน และ มีเกณฑ์ในการวัดผลงานที่มีคุณภาพ 2. ปัจจัยด้านผลผลิตและการบริการ(ผลผลิต หมายถึง บัณฑิต) มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 3.60 ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูง คือ การผลิตบัณฑิตและบริการขึ้นอยู่กับความต้องการของสังคมและชุมชน รองลงมาคือการมีส่วนร่วมกับสังคมและชุมชนท้องถิ่นและผู้สนับสนุนมหาวิทยาลัย และประชาชนมีการบอกต่อถึงคุณภาพบัณฑิตและการบริการ 3. ปัจจัยด้านวิธีการดำเนินงานมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 3.60 ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูง คือ ติดต่อสื่อสารโดยใช้ข้อมูล รองลงมาคือศึกษาและเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยอื่น และมีกระบวนการทำงานทำตามกฎของ PDCA (PLAN-DO-CHECK-ACT) 4. ปัจจัยด้านบุคลากรมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 3.69 ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูง คือ คณาจารย์และบุคลากรมีการติดต่อกับสังคมและชุมชนท้องถิ่น รองลงมาคือคณาจารย์และบุคลากรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนหน่วยงาน และคณาจารย์และบุคลากรมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 5. ปัจจัยด้านโครงสร้างองค์กรมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 3.51 ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูง คือ มีการมอบหมายความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ รองลงมาคือมีความเข้าใจบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ และหัวหน้างานมีการสั่งงานด้วยลายลักษณ์อักษร 6. ปัจจัยด้านจิตสำนึกในการทำงาน มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 3.53 ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูง คือ มีความเข้าใจว่าบุคลากรทุกคนต้องทำงานของตนให้ดีที่สุด รองลงมาคือมีความเข้าใจว่าหัวหน้างานเป็นผู้ควบคุมและรับผิดชอบในกระบวนการทำงาน มีความเข้าใจว่าทุกผลลัพธ์มาจากกระบวนการ และมีความเข้าใจว่าคุณภาพทุกด้านหมายถึง การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง สำหรับข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในของมหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ คือ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ควรให้บุคลากรในมหาวิทยาลัยมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคต คณาจารย์และบุคลากรควรได้รับการสนับสนุนจากการจัดการ / การบริหารให้มากกว่าเดิม และควรจัดให้มีเกณฑ์ในการวัดผลงานที่ชัดเจนเพื่อให้ผลงานมีคุณภาพ ปัจจัยด้านผลผลิตและการบริการ (ผลผลิต หมายถึง บัณฑิต) ควรให้ประชาชนมีการบอกต่อถึงคุณภาพบัณฑิตและการบริการอย่างต่อเนื่อง ควรมีการตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของสังคมและชุมชน ท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ ควรให้มีการวัดความพึงพอใจของสังคมและชุมชน ท้องถิ่นอย่างกระตือรือร้น และควรให้บุคลกรมีส่วนร่วมกับสังคมและชุมชนท้องถิ่นและผู้สนับสนุนมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยด้านวิธีการดำเนินงานควรรับฟังความคิดเห็นจากชุมชน ท้องถิ่นและสังคมแล้วนำมาปรับใช้ควรรับฟังความคิดเห็นจากกระบวนการดำเนินงานเสมอ ควรมีการรับผลย้อมกลับ (Feedback) ที่สม่ำเสมอ และควรรับฟังความคิดเห็นของคณาจารย์และเจ้าหน้าที่แล้วนำมาปรับปรุงใช้ในการทำงาน ปัจจัยด้านบุคลากรควรมีการวางแผนกลยุทธ์เกี่ยวกับบุคลากร คณาจารย์และบุคลากรควรมีการทำงานอย่างมีศักยภาพกว่าเดิม ควรมีการรับการฝึกอบรมวิธีการในการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง คณาจารย์และบุคลากรควรมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวกับสังคม และชุมชนท้องถิ่นและคณาจารย์และบุคลากรควรยอมรับในการทำงานเป็นทีม ปัจจัยด้านโครงสร้างองค์กรควรมีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยดำเนินการแบบครอบคลุมทุกหน้าที่ (Cross ? function) ควรมีการกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และการเปลี่ยนแปลงในการทำงานควรมีการนำการบริหารกลยุทธ์มาใช้ในกระบวนการบริหารกิจการหลักขององค์การ ควรมีการดำเนินการทุกระบบและกระบวนการโดยใช้หลักของคุณภาพทุกระดับ และควรมีการประสานงานในทุกระดับ ปัจจัยด้านจิตสำนึกในการทำงานควรมีการวัดและประเมินคุณภาพจากความต้องการของผู้รับบริการจากมหาวิทยาลัยเป็นประจำ ควรมีการวัดและติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ควรทำความเข้าใจว่าคุณภาพทุกด้านหมายถึง การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และควรมีความเข้าใจว่าทุกผลลัพธ์มาจากกระบวนการการทำงาน This research aimed to study the factors affected to affected to status and way of internal quality assurance development of Sisaket Rajabhat University with an idea of Sisaket Rajabhat University ?s 135 personnel. The used tools were choosing questionnaire, approximate questionnaire and opening questionnaire which had taken data to analyze and to compile with SPSS program for statistic analyzing i.e. frequency, mean, standard deviation and percentage. The result concluded as follows: From the study, it found that the status factors on proceeding of internal quality insurance of Sisaket Rajabhat University totally were in high level of idea averaged 3.60 and they could sort out with several point of issues as follows: 1. The environmental factors were in the high level of idea averaged 3.66,the point averaged highly was the objective on proceeding of organization was firm and clear, the second was lecturers and personnel were able to work and had criteria on work assessment qualitatively. 2. The productive factors and service (production means bachelor) were in the high level of idea averaged 3.60, the point averaged highly was bachelor production and service depended on requirement of society and community, the second was participation with society and local community and University ?s supporters and people had told the quality of bachelors and service. 3. The proceeding factors were in the high level of idea averaged 3.60, the point averaged highly was communication used data, the second was study and learning from other university and it had working process on law of PDCA (PLAN-DO-CHECK-ACT). 4. The personnel factors were in the high level of idea averaged 3.69, the point averaged highly was lecturers and personnel had communicated with society and local community, the second was lecturers and personnel had played attention with enhance office and they had learned continuously. 5. The factors of organization?s structure were in the high level of idea averaged 3.51, the point averaged highly was the assignment of responsibility and duty, the second was the understanding of role, duty and responsibility and the office leader had commanded with writing. 6. The realizing factors on working were in the high level of idea averaged 3.53, the point averaged highly was it had understood that all personnel must do their job the best, the second was the understanding that the office leaders were controllers and were responsible on working process, the understanding that every result came from the process and the understanding that the any ways of quality mean improvement continuously. For the suggestion of way of internal quality assurance development of Sisaket Rajabhat University, that is, the environmental factors should allow university?s personnel to participate on determination of future vision, lecturers and personnel should get more a support from management / service and standardize on clear performance for making it qualitative. The productive factors and service (production means bachelor) should allow people to tell the bachelor?s quality and continuous service , respond the requirement and expectation of society and local community continuously, measure the social, public and local pleasure enthusiastically, and allow personnel to participate with society, local community and university?s supporters continuously. The proceeding factors should take an idea from local community and society to improve and apply, take always an idea from the process , receive always the feedback and take an idea of lecturers and officers to improve and apply for working. The personnel factors should plan strategy about personnel, lecturers and personnel should work more efficiently, train on improvement of the working process continuously. They should participate on determination of social and local public vision and they should admit on team working. The factors of organization?s structure should efficiently proceed with a process as cross-function, motivate people to have creative idea and the change on working should take managing strategy for using on the process of organization?s core administration, proceed all systems and processes by using all rules of quality and coordinate on all levels. The realizing factors on working should always measure and assess the quality from the requirement of service receivers from university , measure and follow the happening result from working, make understanding that all qualities mean continuous improvement and understand that every result came from the working process.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.08 MB)
2acknowledgment.pdf ( 0.04 MB)
3appendix.pdf ( 0.02 MB)
4appendix1.pdf ( 0.11 MB)
5bibliography.pdf ( 0.12 MB)
6biodata.pdf ( 0.07 MB)
7chapter1.pdf ( 0.15 MB)
8chapter2.pdf ( 0.40 MB)
9chapter3.pdf ( 0.08 MB)
10chapter4.pdf ( 0.21 MB)
11chapter5.pdf ( 0.12 MB)
12content.pdf ( 0.08 MB)
13Titlepage.pdf ( 0.07 MB)
15
พฤติกรรมและความพึงพอใจของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าของฝากของที่ระลึก ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
A study of consumer behaviour and satisfication on buying souvenir products focusing in Muang Sisaket
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ภาดล อามาตย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การผลิตสินค้าเพื่อนำไปเป็นของฝากและของที่ระลึก จากภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวบ้านในจังหวัดศรีสะเกษนั้น มีรูปแบบและลักษณะเฉพาะที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด ศรีสะเกษ จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจการผลิตและการจำหน่ายสินค้าของฝากของที่ระลึกในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สามารถทำเงินเข้ามาสู่ประชาชน อันจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและสังคมในจังหวัดศรีสะเกษ ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้สนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมและความพึงพอใจของผู้บริโภค ในการซื้อสินค้าของฝากของที่ระลึกในเขตอำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการผลิต และจำหน่ายสินค้าของที่ฝากของระลึกในจังหวัดศรีสะเกษ ใช้เป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์การตลาด และพัฒนาธุรกิจให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากลูกค้าผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์จากร้านจำหน่ายสินค้าของฝากของที่ระลึกในเขตอำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 322 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ลูกค้าผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์จากร้านจำหน่ายสินค้าของฝากของที่ระลึก มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการซื้อสินค้าของฝากของที่ระลึกโดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคาสินค้า ด้านสถานที่จัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด โดยสรุป พฤติกรรมและความพึงพอใจในการซื้อสินค้าของฝากของที่ระลึกของผู้บริโภคในร้านค้า เขตอำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้น ผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายสินค้าของฝากของระลึกในจังหวัดศรีสะเกษ สามารถนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยไปเป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ เพื่อพัฒนาธุรกิจให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม อันจะส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจให้ดำรงอยู่และสร้างความเติบโตได้ในอนาคต และจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีความสนใจเข้ามาประกอบกิจการในอุตสาหกรรมประเภทนี้ต่อไป The purpose of this research is in order to study the behaviour and satisfication on buying souvenir products of the consumers in Muang District, Sisaket Province. The samplings of the research are 322 customers who buy souvenir products from souvenir on gift shop in Muang District, Sisaket Province. The instrument of the research are questionnaires. The statistic in this research are percentage, mean, and standard deviation. The result of the research found that in totally. The behaviour and satisfication of the customers who buy the behaviour products from the behaviour on gift shop in Muang District Sisaket Province are related. So the souvenir producters in Sisaket Province are able to take the datas from this research as the guide to develop their business to support the customers desire and the changes of the environment suitably. Which is the affect to the growth of the ability in doing business and to be the important datas for the new business persons who are interested in souvenir business in the future.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.06 MB)
2appendix.pdf ( 0.11 MB)
3bibliography.pdf ( 0.09 MB)
4biodata.pdf ( 0.06 MB)
5chapter1.pdf ( 0.10 MB)
6chapter2.pdf ( 0.27 MB)
7chapter3.pdf ( 0.10 MB)
8chapter4.pdf ( 0.35 MB)
9chapter5.pdf ( 0.09 MB)
10content.pdf ( 0.07 MB)
11content1.pdf ( 0.06 MB)
12Titlepage.pdf ( 0.04 MB)

Search within results