Search Result 159 Found

  • Filters
 
1
พฤติกรรมและความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2549 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
Information Technology Using Behavior and Demand of First-Year Students in Academic Year 2006 of SuanDusit Rajabhat University.
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : จิราภรณ์ ช่วยรอดหมด
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้งาน คอมพิวเตอร์แบบพกพาของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 3) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตจำนวน 1,574 คน เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสอบถาม พฤติกรรมและความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปคำนวณค่าสถิติคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานใช้การวิเคราะห์ t-test (Independent Samples) และวิเคราะห์ความ แปรปรวนแบบทางเดียว (One Way Analysis of Variance -ANOVA) และทดสอบความแตกต่าง เป็นรายคู่ตามวิธีของ Scheffe'' ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. นักศึกษามีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในระดับมากด้านเพื่อการศึกษาคือ การเรียนระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ด้านเพื่อความบันเทิงคือการฟังเพลงจากแผ่นซีดี/ข้อมูลในเครื่อง การดูภาพยนตร์จากแผ่นซีดี/ข้อมูลในเครื่อง การเล่นเกมจากข้อมูลในเครื่อง ด้านเพื่อการ ติดต่อสื่อสารคือการใช้งานอีเมล์ การสนทนาออนไลน์ 2. ความต้องการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมใน 3 อันดับแรกมากที่สุดพบว่า ด้าน เพื่อการศึกษา คือการใช้งานสืบค้นข้อมูลทางวิชาการ ด้านเพื่อความบันเทิง คือฟังเพลงจากแผ่น ซีดี/ข้อมูลในเครื่อง ด้านเพื่อการติดต่อสื่อสาร คือการใช้งานอีเมล์ 3. นักศึกษาส่วนใหญ่ใช้งานคอมพิวเตอร์แบบพกพา ที่หอพัก/บ้านตนเองในช่วงกลางคืน มีระยะเวลาในการใช้งานแต่ละครั้งประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยได้ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมคือ Winamp, MSN messenger และDream weaver จากการยืมแผ่นโปรแกรมผู้อื่นเนื่องจากโปรแกรม เหล่านี้มีความจำเป็นต้องใช้งาน นักศึกษาต้องการเรียนรู้โปรแกรม Photoshop ,Dream weaver และ Movie Maker เพิ่มเติมและนำคอมพิวเตอร์แบบพกพามาใช้เพื่อการเรียนการสอนรายวิชาเทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อชีวิต กรณีเครื่องคอมพิวเตอร์มีปัญหา ส่วนใหญ่จะขอคำปรึกษา/ความช่วยเหลือ จากเพื่อน 4. เปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษา พบว่า 1)นักศึกษา เพศชายและเพศหญิงมีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความบันเทิงและการ ติดต่อสื่อสารแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2)นักศึกษาที่เรียนคณะต่างกันมีพฤติกรรม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ.05 (การเรียนการสอนE-learning (Blackboard) และการเรียนระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ การเล่นเกมออนไลน์ และการเล่นเกมจาก ข้อมูลในเครื่อง) แต่ด้านเพื่อการติดต่อสื่อสาร นักศึกษาที่เรียนคณะต่างกันมีพฤติกรรมการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศไม่แตกต่างกัน (การขนถ่ายข้อมูล: FTP) 3)นักศึกษาที่เรียนศูนย์การศึกษา ต่างกันมีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ.05 (การ อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ การดูโทรทัศน์ออนไลน์ และการฟังเพลงจากแผ่นซีดี/ข้อมูลในเครื่อง) 5. นักศึกษาได้รับประโยชน์จากการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตคือช่วยในการ พิมพ์รายงาน ค้นหาข้อมูลต่างๆได้ง่าย ได้รับความรู้ใหม่ๆ พร้อมทั้ง มีความคิดเห็นว่าได้รับ ประโยชน์ด้านการพัฒนาตนเพื่อการเรียนและด้านระบบงานทะเบียนออนไลน์ อยู่ในระดับมาก The objectives of this research were : 1) to study information technology using behavior and demand; 2) to study Notebook computer using behavior; 3) to compare information technology using behavior. Total of 1,574 students of Suan Dusit were the sample of the study. The data collecting method was a questionnaire survey and analyzed by software package through the percentage, arithmetic mean, standard deviation and hypothetical tests by using t-test, One Way Analysis of Variance (ANOVA) ,Sheffe?s multiple contrast method. The research results can be summarized as follows : 1. The students?s information technology using behavior at a high level ; Education section was VDO-Conference, Entertainment section were Music Movies and Game offline, Communication section were E-mail and Chat. 2. Top 3 in the students?s information technology using of demand; Education section was Search engine. Entertainment section was Music offline. Communication section was E-mail. 3. Most of students used Notebook computers at home during the night for a period of approximately 1-2 hours per time of usage. Winamp, MSN messenger and Dream weaver programs were essential, therefore, added via borrowed CD-Roms. The Students would have liked to learn more about Photoshop, Dream weaver and Movie Maker programs. Moreover, they needed Notebook computer in their Information Technology for Life course. In case of having a problem with Notebook computer, they would have got a suggestion and help from friends. 4. The comparison of information technology using behavior classified by sex, faculties, and campus. 1)There was a difference in Entertainment and Communication section using behavior between male and female students at significant level .05. 2)As for the students in different faculties, there was a diffirence in Education and Entertainment section at significant level .05 (E-learning /Blackboard, VDO-Conference, Game online and Game offline),But there was no diffirnce in Communication section (File Transfer Protocol: FTP). 3)The students in different Campus, there was no difference in information technology using behavior at significant level .05.(E-book, TV online, and Music offline) 5. Notebook computer and internet application facilitated report typing, information searching and up-to-date knowledge obtaining. The students considered themselves benefited academic self-development and the online registration system at a high level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.19 MB)
2Abstract.pdf ( 0.08 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.19 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.23 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.45 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.24 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.63 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.35 MB)
9References.pdf ( 0.23 MB)
10Appendix.pdf ( 0.17 MB)
2
นวัตกรรมการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ระยะที่ 1
Innovation of using the notebook computer for developing self-learning of the undergraduate students, Suan Dusit Rajabhat University.
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : พรรณี สวนเพลง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
งานวิจัยเรื่อง นวัตกรรมการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา 3) เพื่อศึกษาศึกษาศึกษาเจตคติต่อการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา และ 4) เพื่อศึกษาความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาระดับปริญญาตรี วิธีการวิจัยใช้การวิจัยแบบบูรณาการของการวิจัยเชิงปริมาณ (มีการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 2,835 ชุด) และการวิจัย เชิงคุณภาพ (มีการเก็บข้อมูลจากการจัดสัมมนาระดมความคิดเห็น และการสัมภาษณ์เชิงลึก) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา นักศึกษาร้อยละ 96.51 ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา และโดยเฉลี่ยใช้ครั้งละ 3-4 ชั่วโมง ซึ่งมีวัตถุประสงค์การใช้เพื่อการศึกษาเพื่อทำการบ้านและรายงาน เพื่อการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองนอกชั้นเรียน เพื่อความบันเทิง เพื่อติดต่อสื่อสาร เพื่อติดตามข่าวสาร และอื่นๆ 2. ปัญหาและอุปสรรคการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา พบว่า ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ คือ ปัญหาที่ตัวนักศึกษาที่ยังขาดความรู้ในการงานเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างถูกต้อง 3. เจตคติต่อการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา พบว่านักศึกษามีความพึงพอใจในระดับพอใจมาก ร้อยละ 68.96 4. ความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง พบว่านักศึกษาใช้งานเว็บไซต์อื่นๆ ภายนอกมหาวิทยาลัย ร้อยละ 21 และใช้งานเว็บไซต์ขอสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียนร้อยละ 19.03 ใช้งานเว็บไซต์หลักของมหาวิทยาลัยร้อยละ 18.95 ใช้บริการอื่นๆ บนเว็บไซต์นอกมหาวิทยาลัย ร้อยละ 18.70 ใช้งานเว็บไซต์ของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ร้อยละ 12 5. ข้อเสนอแนะ มีข้อเสนอแนะด้านฮาร์ดแวร์ ด้านซอฟต์แวร์ ด้านระบบเครือข่ายและอินเทอร์เน็ต ด้านกระบวนการลงนามในสัญญา และด้านกิจกรรมส่งเสริมและรณรงค์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย The research title is ?Innovation of using the notebook computer for developing self-learning of the undergraduate students, Suan Dusit Rajabhat University?. The aims of this research are studied 1) current status of using computer notebook of the students 2) problems and obstacles of using computer notebook 3) attitude towards of the student using computer notebook and 4) the demand of using information and technology for supporting self-learning. This research is applied integrated research approaches between quantitative (collecting data from survey) and qualitative (collecting data from focus group and in-depth interview) approaches. The result found that: 1. Current using computer notebook aspect: student used computer 96.51 percent by average 3-4 hours/time. Students used computer for doing homework, searching information and knowledge from website, entrainment and communication. 2. Major problem of using computer notebook fond that: students lacked of knowledge of using computer notebook. Students did not read instruction and manual before used computer notebook. 3. Attitude towards of using computer notebook: students have high satisfaction level around 68.96 percent. 4. The demand of using information technology for support self-learning: found that, students explored external university website 21 percent, used web registration system 19.03 percent, used university website 18.95 percent, used other web service outside university website 18.70 percent and used library website for 12 percent 5. Suggestion for improve quality of hardware, software, networking systems and Internet, sign contract process and activities for motivating students to use computer notebook for self-learning in order to increase level of usage information technology of university.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.19 MB)
2Abstract.pdf ( 0.20 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.18 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.23 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.31 MB)
6Chapter 2.pdf ( 1.22 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.24 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.47 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.21 MB)
10References.pdf ( 0.22 MB)
11Appendix.pdf ( 0.64 MB)
12Author.pdf ( 0.26 MB)
3
ความพึงพอใจและความคิดเห็นในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ต่อวิชากฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ประจาปีการศึกษา 1/2555
Satisfaction and comment of the law undergraduates towards lecturing Administrative Law and Administrative Procedural Law of academic semester 1/2012
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ศักดิ์ มั่นศิลป์, พรเพ็ญ ไตรพงษ์, สุภาภรณ์ เกลี้ยงทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความพึงพอใจและความคิดเห็นในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ต่อวิชากฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ประจาปีการศึกษา 1/2555 โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ต่อวิชากฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ในด้านอาจารย์ผู้สอน ด้านเนื้อหาวิชาของหลักสูตร ด้านเอกสารประกอบการสอน กิจกรรม สื่อการเรียนการสอน และด้านการวัดและประเมินผล 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ต่อการจัดการเรียนการสอนวิชากฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ในเรื่องต่างๆ 3. เพื่อนาข้อมูลไปปรับปรุงการเรียนการสอนวิชากฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ให้สาเร็จลุล่วงต่อไป โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ (Mixed-method) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรนิติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตจานวน 150 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากนักศึกษา และการสัมภาษณ์อาจารย์ประจาหลักสูตรนิติศาสตร์จานวน 5 คน โดยวิธีเจาะจง ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้ใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์ความพึงพอใจและความคิดเห็นในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ต่อวิชากฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ประจาปีการศึกษา 1/2555 ซึ่งเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเอง เพื่อใช้สารวจความพึงพอใจและความคิดเห็นในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ต่อวิชากฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ประจาปีการศึกษา 1/2555 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติอ้างอิง ผลการวิจัยที่สาคัญมี 1. นักศึกษามีความคิดเห็นในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ต่อวิชากฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ประจาปีการศึกษา 1/2555 ด้านเอกสารประกอบการสอน กิจกรรม สื่อการเรียนการสอน อยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการทดสอบความแตกต่างของระดับความคิดเห็นในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ต่อวิชากฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ประจาปีการศึกษา 1/2555 จาแนกตามระดับคะแนนเฉลี่ย พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนระดับความคิดเห็นในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ต่อวิชากฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ประจาปีการศึกษา 1/2555 จาแนกตามความถี่ในการเข้าห้องเรียน ไม่แตกต่างกัน This research is to study satisfactions and opinions of the Law undergraduates towards lecturing Administrative as well as administrative procedural laws for academic semester 1/2012, with three objectives: firstly, to explore opinions of the law undergraduates towards lecturing administrative procedural laws in its contents, lecturers, handouts, lecture-related activities, measurements and assessments secondly, to explore satisfactions of the law undergraduates towards lecturing administrative and administrative procedural laws, and lastly, to utilize inputs into effective improvements of lecturing administrative and administrative procedural laws. A mixed-method is used in this research to the sample of 150 junior undergraduates attending Law Program, in the Faculty of Humanities and Social Sciences, at Suan Dusit Rajabhat University. These undergraduates are requested to fill in questionnaires and five lecturers are interviewed to explore satisfactions and opinions of the law undergraduates towards lecturing administrative and administrative procedural laws of academic semester 1/2012 in line with means of purposive sampling. The questionnaire and the interview scripts are developed by the researchers. Descriptive and reference statistics. Are used in data analysis. Two major findings are as follows: 1. The undergraduates are requested to fill in questionnaires and five lecturers are interviewed to explore satisfactions and opinions of the law undergraduates towards lecturing administrative and administrative procedural laws of academic semester 1/2012, lecturers, handouts, lecture-related activities is at the very level. 2. The results from hypothesis testing toward the available factors in this thesis show that all independent variables can explain variance of job at the .05 level, and results the different average point which indicates different satisfaction level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.24 MB)
2Abstract.pdf ( 0.27 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.24 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.30 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.29 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.45 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.28 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.61 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.39 MB)
10References.pdf ( 0.33 MB)
11Appendix.pdf ( 0.38 MB)
12Author.pdf ( 0.26 MB)
4
การพัฒนาคุณภาพทางโภชนาการน้ำนมแพะโดยเสริมวิตามินบี12 และ โพแทสเซียม
THE IMPROVEMENT OF NUTRITION QUALITY OF GOATMILK BY VITAMIN B 12 AND POTASSIUM
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ฐบดี วิริยาวัฒน์, สุรชาติ สินวรณ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การพัฒนาคุณค่าทางโภชนาการน้ำนมแพะ โดยการเสริมธาตุโพแทสเซียมและวิตามินบี12 ซึ่งในการทดลองได้แบ่ง การศึกษาออกเป็น 2 ขั้นตอน โดยขั้นตอนที่ 1 เป็นการวิเคราะห์หาปริมาณธาตุโพแทสเซียมและวิตามินบี12 ในน้ำนมแพะตัวอย่าง โดยวิธีการวิเคราะห์หาปริมาณธาตุโพแทสเซียมจะใช้เทคนิค Atomic Absorbtion Spectrophotometer (AAS) ส่วนการวิเคราะห์หาปริมาณวิตามินบี 12 จะใช้เทคนิค Spectrofluorophotometer (RF) ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่า ปริมาณธาตุโพแทสเซียมมีค่าอยู่ระหว่าง 25.1194 ? 58.0351 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 46.0826 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนปริมาณวิตามินบี 12 มีค่าความเข้มข้นอยู่ระหว่าง 0.0009 ? 0.0051 มิลลิกรัมต่อลิตร มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.0024 มิลลิกรัมต่อลิตร ในส่วนขั้นตอนที่ 2 เป็นการเสริมธาตุโพแทสเซียมลงไปในปริมาณ 5 กรัมต่อน้ำนมแพะ 1 ลิตร แล้วทำการวิเคราะห์หาปริมาณจำนวน 10 ตัวอย่างตัวอย่างละ 3 ซ้ำ พบว่ามีค่าโพแทสเซียมอยู่ระหว่าง 4.839 ? 5.140 กรัมต่อลิตร มีค่าเฉลี่ยความเข้มข้นเท่ากับ 4.985 กรัมต่อลิตร ส่วนการเสริมวิตามินบี 12 จำเป็นต้องใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ ประเภท Bacillus Megaterium ที่มีคุณสมบัติในสังเคราะห์จะใช้วิตามินบี 12 ที่ตามธรรมชาติ ซึ่งจากการสังเคราะห์จะได้วิตามินบี 12 เท่ากับ 10.636 กรัมต่อลิตร แล้วสกัดวิตามินบี 12 ออกมาเสริมในน้ำนมแพะ โดยการเสริมลงในปริมาณ 10 มิลลิกรัมต่อน้ำนมแพะ 1 ลิตร แล้วทำการวิเคราะห์หาปริมาณจำนวน 10 ตัวอย่างตัวอย่างละ 3 ซ้ำ พบว่ามีค่าวิตามินบี 12 อยู่ระหว่าง 9.4469 ? 10.0714 มิลลิกรัมต่อลิตร มีค่าเฉลี่ยความเข้มข้นเท่ากับ 9.6769 มิลลิกรัมต่อลิตร The development nutritional quality of goat milk by add potassium and vitamin B12. The research divided two stages : the first stage, analysis of quantitative potassium by Atomic Absorption Spectrophotometry (AAS) technique and vitamin B 12 concentration by Spectrofluorophotometer (RF). The results showed that potassium concentration between 25.1194 and 58.0351 milligrams per liter (mg/L) average 46.0826 mg/L. and Vitamin B12 concentration from those analysis 0.0009 and 0.0051 milligrams per liter (mg/L) average 0.0024 milligrams per liter (mg/L) The second stage, potassium and vitamn B12 were added into goat milk 5 grams of potassium concentration was added per 1 liter of goat milk then analyzed 10 times samples in triplicate by AAS. Result shown that potassium concentration between 4.839 and 5.140 grams per liter (g/L) average 4.985 g/L. Vitamin B12 in this research was derived from culture by microorganism such as Bacillus megaterium. The concentration of vitamin B12 produced by B. megaterium was 10.636 g/L. Vitamin B12 was added into goat milk 10 mg/L of goat milk then analyzed 10 times samples in triplicate by RF. The result shown that vitamin B12 concentration between 9.4469 and 10.0714 mg/L average 9.6769 mg/L.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.20 MB)
2Abstract.pdf ( 0.23 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.22 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.23 MB)
5Chapter 2.pdf ( 1.00 MB)
6Chapter 3.pdf ( 1.64 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.42 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.22 MB)
9References.pdf ( 0.09 MB)
10Appendix.pdf ( 1.26 MB)
5
อินเทอร์เน็ตบรอดคาสติ้งนวัตกรรมสร้างสรรค์การศึกษาเพื่อพัฒนาครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศไทย ระยะที่ 2
Internet Broadcasting an Educational Innovation for Developing Teacher in Early Childhood Care Centers all over Thailand, Phase 2
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : พรรณี สวนเพลง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัย ?อินเทอร์เน็ตบรอดคาสติ้งนวัตกรรมสร้างสรรค์การศึกษาเพื่อพัฒนาครู ผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศไทย ระยะที่ 2? มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อประเมิน การใช้ระบบ SDIB ในโรงเรียนนำร่อง และ 2) เพื่อจัดทำแผนกลยุทธ์การบริหารจัดการนวัตกรรม SDIB ปี พ.ศ. 2554-2559 โดยวิธีการดำเนินการวิจัยแบบบูรณาการ (Integrated approaches) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) (โดยการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม) กับการ วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) (โดยการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์) นำข้อมูลที่ได้มา วิเคราะห์ SWOT และจัดทำแผนกลยุทธ์ ซึ่งมีผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการประเมินการใช้ระบบ SDIB ในโรงเรียนนำร่องจำนวน 80 แห่ง พบว่า มีครู ตอบแบบสอบถามจำนวน 332 คน 1.1 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินผลการใช้งานระบบ SDIB ของ ครูในโรงเรียนนำร่อง พบว่า ส่วนใหญ่ ใช้ระบบ SDIB ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (On-Line) คิดเป็นร้อยละ 84.34 โดยความถี่เฉลี่ยของการรับชมรายการที่อยู่ระบบ SDIB ที่ได้ติดตั้งใน โรงเรียนในเวลาทำการวันจันทร์-ศุกร์ จะเปิดรายการต่าง ๆ สัปดาห์ละ 3 ? 4 วัน คิดเป็นร้อยละ 36.14 ซึ่งครูในโรงเรียนนำร่องดูรายการช่อง 1 เป็นรายการเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย คิดเป็นร้อยละ 86.75 1.2 ความพึงพอใจในการใช้ระบบ SDIB ของครูในโรงเรียนนำร่อง ภาพรวม อยู่ในระดับมาก (X = 4.17, SD = 0.65) ซึ่งพิจารณาเป็นรายข้อ5 อันดับแรก ความพึงพอใจของ จอ LCD (X = 4.32, SD = 0.84) ความพึงพอใจโดยรวม(X = 4.24, SD = 0.72) ความพึง พอใจจากประโยชน์ของเนื้อหาสาระที่ครูได้รับ (X = 4.16, SD = 0.77) ความพึงพอใจของเนื้อหา สาระที่อยู่ในระบบ SDIB (X = 4.16, SD = 0.79) และความพึงพอใจของอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบ SET-TOP-BOX หรือเครื่องเล่น DVD (ในกรณีที่เป็นแบบ Offline) (X = 4.04, SD = 0.87) 1.3 ความพึงพอใจจากประโยชน์ของเนื้อหาสาระที่ครูได้รับ ในภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (X = 3.83, SD = 0.70) เมื่อพิจารณารายข้อ 5 อันดับแรก ได้แก่ รายการผลิตสื่อและ ของเล่นจากวัสดุต่างๆ (X = 4.00, SD = 0.75) รายการนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย (X = 3.98, SD = 0.79) รายการเรียนรู้สนุกกับหนูน้อยลอออุทิศ (X = 3.93, SD = 0.80) รายการการเรียนการ สอนอนุบาลลอออุทิศ (X = 3.93, SD = 0.80) รายการภาษาอังกฤษง่ายจัง (X = 3.91, SD = 0.84) 2. แผนกลยุทธ์การบริหารจัดการนวัตกรรม SDIB ปี พ.ศ. 2554-2559 กลยุทธ์ระดับองค์ มี 4 กลยุทธ์ คือ 1) ขยายการใช้ SDIB ไปสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่ว ประเทศไทย 2) บริหารจัดการระบบ SDIB ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 3) พัฒนาระบบ SDIB ให้มี ศักยภาพสูงขึ้น และ 4) การปรับปรุง SDIB ให้มีคุณภาพ กลยุทธ์ระดับแผนงานมี 6 กลยุทธ์ คือ 1) ส่งเสริมให้ครูผู้ดูแลเด็กเล็กทั่วประเทศไทย มีความรู้และนำความรู้จาก SDIB ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยได้ 2) ผลิตเนื้อหา สาระที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัยเพิ่มขึ้น 3) ผลักดันให้มีการบริหารระบบ SDIB ให้มีคุณภาพและ ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น 4) ผลักดันให้มีการพัฒนาระบบ SDIB ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น 5) ปรับปรุงคุณภาพของเนื้อหาในระบบ SDIB ให้มีคุณภาพและน่าสนใจ และ 6) ซ่อมบำรุงอุปกรณ์และ เครื่องมือต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้งานได้ โดยมีโครงการทั้งสิ้น 15 โครงการ The objectives of this research are to 1) evaluate SDIB using in the pilot schools and 2) develop SDIB strategic plan 2010-2015. Research methodology was integrated by quantitative method (collected data from questionnaires) and qualitative methods (collected data from in-depth-interview). Data was analyzed by SWOT and developed strategic plan. The result found that 1. The result of evaluated SDIB using in the pilot schools by 322 teacher answer the questionnaires. 1.1 The result shown that, teachers in pilot school used SDIB via online (84.34 %). Teachers have frequency of using SDIB 3-4 days per week (36.14%). Mostly teachers watch SDIB channel 1 for Early Childhood program (86.75%) 1.2 Teacher?s satisfaction of using SDIB were in high level (X = 4.17, SD = 0.65) and for other dimensions were ranking by overall satisfaction (X = 4.24, SD = 0.72), satisfaction in SDIB content (X = 4.16, SD = 0.77), satisfaction in SET TOP BOX and DVD (Offline case) (X = 4.04, SD = 0.87) 1.3 Teacher ?s satisfaction from content in SDIB overall were in high level (X = 3.83, SD = 0.70) and for other dimension were raking from top five such as The media and toys production program (X = 4.00, SD = 0.75), The story for early childhood program (X = 3.98, SD = 0.79), Learning with fun by La-Or Utit students program (X = 3.93, SD = 0.80), teaching and learning at La-Or Utit school program (X = 3.93, SD = 0.80) and English is easy program (X = 3.91, SD = 0.84) 2. SDIB strategic plan 2010-2015 combined with 4 organization strategies including 1) increase number of using SDIB at Early Childhood Care Center 2) manage SDIB systems more efficiency 3) develop SDIB systems to high performance and 4) improve SDIB quality. Strategic functions combined with 6 strategies including 1) supported teachers gained knowledge from SDIB for teaching and learning 2) developed contents in early childhood programs 3) improved SDIB management systems 4) improved SDIB system to be high quality and efficiency 5) improve quality of content in SDIB to be more attractive and 6) maintained SDIB equipment. There were 15 projects in the strategic plan.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.18 MB)
2Abstract.pdf ( 0.21 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.19 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.25 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.25 MB)
6Chapter 2.pdf ( 3.43 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.29 MB)
8Chapter 4.pdf ( 2.81 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.39 MB)
10References.pdf ( 0.21 MB)
11Appendix.pdf ( 0.32 MB)
12Author.pdf ( 0.24 MB)
6
พฤติกรรมและความคาดหวังทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ : กรณีศึกษานักศึกษาที่เรียนวิชากฎหมายการพาณิชย์ประจ าปีการศึกษา 2/2554
The behavior and expectation for Legal knowledge in Business : A case study of students study Business law in semester 2/2554
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ตติ นีรมิตร, พรเพ็ญ ไตรพงษ์, สุภาภรณ์ เกลี้ยงทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาพฤติกรรมและความคาดหวังทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ : กรณีศึกษานักศึกษาที่เรียนวิชากฎหมายการพาณิชย์ประจ าปีการศึกษา 2/2554 โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1. เพื่อศึกษาความต้องการและความคาดหวังต่อรายวิชาของนักศึกษาในการเรียนวิชากฎหมายการพาณิชย์ 2. เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดเรียนการสอนให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกับนักศึกษาระดับปริญาตรี โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ (Mixed-method) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรการบัญชี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต รวม 100 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากนักศึกษา และการสัมภาษณ์อาจารย์ประจ าหลักสูตรทุกหลักสูตรที่เกี่ยวข้องจ านวน 8 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) รวมถึงการด าเนินการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จากนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชานี้ จ านวน 5 คนโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้ใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์พฤติกรรมและความคาดหวังทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ : กรณีศึกษานักศึกษาที่เรียนวิชากฎหมายการพาณิชย์ประจ าปีการศึกษา 2/2554 ซึ่งเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเอง เพื่อใช้ส ารวจความคิดเห็นของนักศึกษาต่อการเรียนการสอนวิชากฎหมายการพาณิชย์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติอ้างอิง ผลการวิจัยที่ส าคัญมี 1.นักศึกษามีความสนใจและตั้งใจในการทารายงานส่งแก่อาจารย์ จึงควรมุ่งเน้นสนับสนุนให้นักศึกษาศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากการท ารายงานในเนื้อหารายวิชาดังกล่าวซึ่งเป็นการช่วยให้นักศึกษาได้รับความรู้เพิ่มเติมมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย 2.นักศึกษามีความคาดหวังหรือต้องการในเนื้อหาวิชาการครบตามที่หลักสูตรก าหนด และ นักศึกษาเรียนเพื่อน าไปใช้ประโยชน์ในการประกอบวิชาชีพมาก แต่พฤติกรรมในความเป็นจริงของนักศึกษาเองแล้วท าไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้ จึงควรน าผลการวิจัยในครั้งนี้เสนอต่อหลักสูตรต่างๆ ที่ต้องเรียนวิชากฎหมายการพาณิชย์เป็นวิชาบังคับ เพื่อให้หลักสูตรพิจารณารายละเอียดของรายวิชานี้ว่าควรให้นักศึกษาได้ความรู้และสามารถน าไปใช้ประโยชน์ในการประกอบวิชาชีพได้ตรงกับสาขาของตนเองต่อไป และควรน าผลการวิจัยครั้งนี้เสนอต่ออาจารย์ท่านอื่นที่สอนวิชากฎหมายการพาณิชย์ดังกล่าวไปศึกษาและท าความเข้าใจเพื่อจะเป็นประโยชน์ในการเรียนการสอนในวิชาดังกล่าวในครั้งต่อไป This research is to study the behavior and expectation for Legal knowledge in Business : A case study of students study Business law in semester 2/2554, having two objectives such as first, to explore various behavior and expectation of the law undergraduates towards study in class of Business law, second, to utilize the output into improvement of teaching Business law for more efficiency. A mixed-method is used in this research to the sample of 100 freshmen of Accounting Program, Faculty of Management Science, Suan Dusit Rajabhat University. These undergraduates are requested to fill questionnaire in line with means of purposive sampling. In addition, eight lecturers of every concerned program and 5 undergraduates as a focus group were purposively interviewed to explore behavior and expectation of the undergraduates towards legal knowledge for engaging business. The questionnaire and the interview script are developed by own researchers. Data analysis includes descriptive and reference statistics. Two major findings are as follows: 1. The undergraduates are interested in and willing to do the report as assigned, therefore the lecturer should promote searching for information relating to the report of this subject in benefit of acquiring supplementary knowledge. 2. The undergraduates have expectation and demand for study in all academic contents/description as determined by the programs and for more utilization in their profession. However, in fact, the undergraduates are unable to do pursuant to their aforesaid expectation. Result of this research should be shared to all programs that require their undergraduates to take class of Business Law as compulsory for reviewing contents/description of this subject to suit for utilization in their professional field. In addition, result of this subject should be shared to other lecturers who teach Business Law for their study and comprehension and for further improvement.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.11 MB)
2Abstract.pdf ( 0.27 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.24 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.33 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.41 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.28 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.56 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.31 MB)
9References.pdf ( 0.33 MB)
10Appendix.pdf ( 0.43 MB)
7
พฤติกรรมและความคาดหวังทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ : กรณีศึกษานักศึกษาที่เรียนวิชากฎหมายการพาณิชย์ประจาปีการศึกษา 2/2554
The behavior and expectation for Legal knowledge in Business : A case study of students study Business law in semester 2/2554
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ตติ นีรมิตร, พรเพ็ญ ไตรพงษ์, สุภาภรณ์ เกลี้ยงทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาพฤติกรรมและความคาดหวังทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ : กรณีศึกษานักศึกษาที่เรียนวิชากฎหมายการพาณิชย์ประจาปีการศึกษา 2/2554 โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1. เพื่อศึกษาความต้องการและความคาดหวังต่อรายวิชาของนักศึกษาในการเรียนวิชากฎหมายการพาณิชย์ 2. เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดเรียนการสอนให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกับนักศึกษาระดับปริญาตรี โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ (Mixed-method) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรการบัญชี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต รวม 100 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากนักศึกษา และการสัมภาษณ์อาจารย์ประจาหลักสูตรทุกหลักสูตรที่เกี่ยวข้องจานวน 8 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) รวมถึงการดาเนินการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จากนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชานี้ จานวน 5 คนโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้ใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์พฤติกรรมและความคาดหวังทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ : กรณีศึกษานักศึกษาที่เรียนวิชากฎหมายการพาณิชย์ประจาปีการศึกษา 2/2554 ซึ่งเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเอง เพื่อใช้สารวจความคิดเห็นของนักศึกษาต่อการเรียนการสอนวิชากฎหมายการพาณิชย์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติอ้างอิง ผลการวิจัยที่สาคัญมี 1.นักศึกษามีความสนใจและตั้งใจในการทารายงานส่งแก่อาจารย์ จึงควรมุ่งเน้นสนับสนุนให้นักศึกษาศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากการทารายงานในเนื้อหารายวิชาดังกล่าวซึ่งเป็นการช่วยให้นักศึกษาได้รับความรู้เพิ่มเติมมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย 2.นักศึกษามีความคาดหวังหรือต้องการในเนื้อหาวิชาการครบตามที่หลักสูตรกาหนด และ นักศึกษาเรียนเพื่อนาไปใช้ประโยชน์ในการประกอบวิชาชีพมาก แต่พฤติกรรมในความเป็นจริงของนักศึกษาเองแล้วทาไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้ จึงควรนาผลการวิจัยในครั้งนี้เสนอต่อหลักสูตรต่างๆ ที่ต้องเรียนวิชากฎหมายการพาณิชย์เป็นวิชาบังคับ เพื่อให้หลักสูตรพิจารณารายละเอียดของรายวิชานี้ว่าควรให้นักศึกษาได้ความรู้และสามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการประกอบวิชาชีพได้ตรงกับสาขาของตนเองต่อไป และควรนาผลการวิจัยครั้งนี้เสนอต่ออาจารย์ท่านอื่นที่สอนวิชากฎหมายการพาณิชย์ดังกล่าวไปศึกษาและทาความเข้าใจเพื่อจะเป็นประโยชน์ในการเรียนการสอนในวิชาดังกล่าวในครั้งต่อไป This research is to study the behavior and expectation for Legal knowledge in Business : A case study of students study Business law in semester 2/2554, having two objectives such as first, to explore various behavior and expectation of the law undergraduates towards study in class of Business law, second, to utilize the output into improvement of teaching Business law for more efficiency. A mixed-method is used in this research to the sample of 100 freshmen of Accounting Program, Faculty of Management Science, Suan Dusit Rajabhat University. These undergraduates are requested to fill questionnaire in line with means of purposive sampling. In addition, eight lecturers of every concerned program and 5 undergraduates as a focus group were purposively interviewed to explore behavior and expectation of the undergraduates towards legal knowledge for engaging business. The questionnaire and the interview script are developed by own researchers. Data analysis includes descriptive and reference statistics. Two major findings are as follows: 1. The undergraduates are interested in and willing to do the report as assigned, therefore the lecturer should promote searching for information relating to the report of this subject in benefit of acquiring supplementary knowledge. 2. The undergraduates have expectation and demand for study in all academic contents/description as determined by the programs and for more utilization in their profession. However, in fact, the undergraduates are unable to do pursuant to their aforesaid expectation. Result of this research should be shared to all programs that require their undergraduates to take class of Business Law as compulsory for reviewing contents/description of this subject to suit for utilization in their professional field. In addition, result of this subject should be shared to other lecturers who teach Business Law for their study and comprehension and for further improvement.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.25 MB)
2Abstract.pdf ( 0.12 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.10 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.28 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.34 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.42 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.28 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.59 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.31 MB)
10References.pdf ( 0.33 MB)
11Appendix.pdf ( 0.42 MB)
12Author.pdf ( 0.28 MB)
8
การประเมินหลักสูตรฝึ กอบรมให้เยาวชนมีคุณธรรม เรื่องความซื่อสัตย์ โรงเรียนเทศบาล 3 วัดเนรัญชราราม
Assessment of Training Courses. Youth people in Moral Story Honest, Municipalities School III Watneranchararam
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : อดิเรก สรรพประเสริฐ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
รายงานการวิจัย เพื่อประเมินหลักสูตรการฝึ กอบรมให้ เยาวชนมีคุณธรรม เรื่องความซื่อสัตย์ โรงเรียนเทศบาล 3 วัดเนรัญชรา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั ้งนี ้ เป็ น โรงเรียนเทศบาล 3 วัดเนรัญชราราม จังหวัดเพชรบุรี ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) รวมทัง้ สิน้ 100 คน ได้แก่ ผู้บริหารจ านวน 2 คน คณะครู 18 คน และนักเรียนเยาวชน 80 คน เครื่ องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้ อมูลในการวิจัยครั ้งนี ้ ประกอบด้ วยแบบ ประเมินผล ของการพัฒนาหลักสูตรฝึ กอบรมให้เยาวชนมีคุณธรรม เรื่ องความซื่อสัตย์ โรงเรียน เทศบาล 3 วัดเนรัญชราราม จังหวัดเพชรบุรี ที่ผู้วิจัยสร้ างขึน้ ตามเกณฑ์มาตรฐาน ลักษณะของ แบบประเมินเป็ นชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) รวมทัง้ หมด 5 ด้าน 1) ด้าน หลักสูตรการฝึ กอบรมจ านวน 10 ข้อ 2) ด้านกระบวนการพัฒนาหลักสูตรจ านวน 5 ข้อ 3) ด้าน คุณธรรมและจริยธรรมจ านวน 4 ข้อ 4) ด้านความซื่อสัตย์จ านวน 6 ข้อ 5) ด้านการประเมิน กิจกรรม จ านวน 14 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้ อยละ (Percentage) ใช้ในการ วิเคราะห์ความมีคุณธรรมเรื่องความซื่อสัตย์จากหลักสูตรการอบรมที่ได้พัฒนาขึน้ ใช้ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการศึกษาวิจัยพบว่า นักเรียนเยาวชนมีการพัฒนาตามหลักสูตรฝึ กอบรม คุณธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก ค่าเฉลี่ย 4.06 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.46 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีการพัฒนาตามหลักสูตร อยู่ระดับมาก ในทุกด้าน อันดับแรกคือ ด้านคุณธรรม และจริยธรรม 4.15 ตามด้วย ด้านความซื่อสัตย์ 4.03 รองลงมา คือ ด้านกระบวนการพัฒนา หลักสูตร 4.07 ด้านการประเมินกิจกรรม 4.03 และด้านหลักสูตรการฝึ กอบรม 3.95 โดยสรุป การประเมินหลักสูตรฝึ กอบรมให้เยาวชนมีคุณธรรม เรื่องความซื่อสัตย์ เป็ นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ว่า ถ้าปัจจัยทัง้ 5 ด้านนี ้ โดยเฉพาะด้านความซื่อสัตย์ เพิ่มมากขึน้ พฤติกรรมและผลสัมฤทธิ์ในด้านต่าง ๆ ที่ดี ก็จะเพิ่มมากขึน้ ด้วย แสดงว่า การจัดกิจกรรมฝึ กอบรม คุณธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ นัน้ จะต้องอาศัย ปัจจัยทัง้ 5 ด้านนี ้เป็ นตัวผ่านให้ ความซื่อสัตย์ได้ ซึมซับและสามารถที่จะแทรกเข้าไปในความรู้สึกและความต้องการของนักเรียนเยาวชนได้ อย่างเหมาะสมตามที่สังคมต้องการ Research report Assessment of Training Courses. Youth people in Moral Story Honest, Municipalities School III Watneranchararam The sample used in this study is Municipalities School III Watneranchararam Phetchaburi Province. Obtained by purposive sampling method a Total of 100 people. including administrators 2 people, 18 teachers, 80 students Instruments used to collect data in this study. Including to Evaluation of of Training Courses. Youth people in Moral Story Honest, Municipalities School III Watneranchararam Phetchaburi Province. Were generated by standard criteria It''s kind of the Rating Scale All 5 areas. 1) The course of 10 2) Curriculum development process, 5 and 3) Morality and ethics 4 4) Integrity 6 and 5) Assessment activities 14 article. The statistics used in data analysis were percentage Used to analyze the moral integrity of the course Was developed using the mean and Standard Deviation The results were as follows Youth development by virtue of training courses. Overall, the high level. Mean 4.06 and standard deviation 0.46. Considering that the program is developed based on a high level in all aspects. First is the moral andethical 4.15 integrity 4.03, The process of curriculum development 4.07 Assessment to 4.03. and Training courses 3.95. Abstract to Assessment of Training Courses. Youth people in Moral Story Honest It can be seen that all five factors in this In particular, the increased honesty. Achievement in the areas of good behavior. Is increased. Training activities that moral integrity issues. The fifth factor requires this field. A pass. Integrity have absorbed and can be inserted into it. Needs of students and youth people appropriate social needs.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.22 MB)
2Abstract.pdf ( 0.32 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.23 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.26 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.30 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.88 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.30 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.57 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.33 MB)
10References.pdf ( 0.33 MB)
11Appendix.pdf ( 0.39 MB)
12Author.pdf ( 0.22 MB)
9
รูปแบบการพัฒนาบุคลากรโรงแรมระดับ 3 ดาว ในกรุงเทพมหานคร
The Model of Personnel Development in 3-Star Hotel in Bangkok
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ตยา ทวีชีพ, รักษ์ศิริ ชุณหพันธรักษ์, วรภัทร จัตุชัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการในการพัฒนาและรูปแบบการพัฒนาของบุคลากรโรงแรมระดับ 3 ดาว ในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบหาความต้องการในการพัฒนาของบุคลากรโรงแรมระดับ 3 ดาว ในกรุเทพมหานคร จำแนกตามสถานภาพส่วนตัว และ 3) นำเสนอรูปแบบการพัฒนาบุคลากรตามความต้องการของพนักงานโรงแรมระดับ 3 ดาว ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 7 แห่ง คือ โรงแรมแดรนด์เดอวิลล์ โรงแรม เอส.ดี.อวเนิว โรงแรมเซนต์เจมส์ โรงแรมเวียงใต้ โรงแรมเชดอน กรุงเทพ โรงแรมบางกอกรามา และโรงแรมสวนดุสิตเพลส รวมทั้งสิ้น 273 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย บุคลากรในระดับผู้บริหารที่ปฏิบัติงานในโรงแรมระดับ 3 ดาว ในกรุงเทพมหานคร รวม 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวใข้อมูล คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตามวิธีของครอนบาคเท่ากับ .8585 แบบสัมภาษณ์เจาะลึก และการสนทนากลุ่ม สถิติการใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดีย การทดสอบรายคู่โดยวิธีเชฟเฟ่ และวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ความต้องการในการพัฒนาของบุคลากรในโรงแรมระดับ 3 ดาว ในกรุงเทพมหานครในภาพรวม อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้าน อยู่ในระดับมากเรียงตามลำดับ ได้แก่ ด้านบุคลิกลักษณะของแต่ละบุคคล ด้านความสามารถ ด้านความรู้ และด้านทักษะ 2. การเปรียบเทียบความต้องการในการพัมนาของบุคลากรโรงแรมระดับ 3 ดาว ในกรุงเทพมหานคร จำแนกตามสถานภาพส่วนตัว พบว่า บุคลากรที่มีเพศและอายุต่างกันมีความต้องการในการพัฒนา ในภาพรวม ไม่แตกต่างกัน ส่วนบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และอยู่แผนกที่ปฏิบัติงานต่างกัน มีความต้องการในการพัฒนา ในภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. รุปแบบการพัฒนาบุคลากรโรงแรมระดับ 3 ดาว ในกรุงเทพมหานคร พบว่า ควรมีมาตรฐานในการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และนำไปสุ่การเพิ่มพูนศักยภาพของบุคลากรให้เกิดความเชี่ยวชาญในงานได้ รวมถึงควรมีความยืดหยุ่นที่บุคลากรทุกระดับสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มทักษะให้ตนเอง โดยอาจจะวิเคราะห์จากตำแหน่งงาน หากเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นบุคลากรที่อยู่มานานแล้ว ก็อาจจะจัดอบรมให้ในเชิงปฏิบัติการ แต่หากเป็นบุคลากรที่เข้ามาใหม่หรือประสบการณ์ในการปฏิบัติยังไม่มากนัก อาจจะฝึกอบรมที่เป็นในทางทฤษฎีและสอดแทรกด้านคุณธรรมในการให้บริการ รวมถึงความรู้ความสามารถทั่วไปที่เขาควรจะรู้และเกี่ยวข้องกับงานของตน ตลอดจนรูปแบบในการพัฒนาควรมุ่งเน้นในการพัฒนาบุคลากรในระดับผู้จัดการหรือหัวหน้างานด้วย เพราะหากต่อให้กับบุคลากรที่เข้ามาใหม่หรือที่ปฏิบัติงานอยู่ได้ อีกทั้ง รูปแบบที่ดีควรต้องมีการสามารถวัดผลและทดสอบในงานของบุคลากรได้ด้วย เพื่อนทราบปัญหาและข้อบกพร่องในงานของบุคลากร เพื่อนจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด The objectives of this research were to 1) examine the needs and the model of personnel development in 3-star hotel in Bangkok; 2) compare hotels to find the needs in personnel development classified by personal status, and 3) propose the model of personnel development according to the needs of employees by using both quantitative and qualitative research methodologies. The samples were taken from 273 operation personnel from seven 3-star hotels in Bangkok: Grand de Ville Hotel, S.D Avenue Hotel, Saint James Hotel, Vieng Tai Hotel, Chaydon Bangkok Hotel, Bangkok Rama Hotel and Suan Dusit Place Hotel. Key informants who took part in the qualitative assessment comprised of 17 executive personnel of these 3-star hotels in Bangkok. The research instrument included a questionnaire with reliability analysis in accordance with α-Coefficient of Cronbach at a score of .8585, in-depth interviews and group discussions. Statistics used in quantitative method were frequency, percentage, means, standard deviation, dependent sample T-Test, the One-way ANOVA test and the multiple comparison test of Scheffé method. Information derived from using the qualitative method was analyzed through content analysis. > The findings revealed the following: 1. Overall, the need for personnel development of 3-Star hotels in Bangkok was at a high level. Considering each aspect, every aspect was at a high level. Personal characteristics had the highest level, followed by competency, knowledge and skill respectively. 2. The results from comparing the needs in personnel development classified by personal status revealed that, overall, personnel with different gender and age had similar needs. However, for personnel with different working experience and departments, their needs were different at a .05 level of significance. 3. The model for personnel development should be standardized and practical, which could increase personnel@s proficiency. Moreover, the model should be flexible so that all levels of personnel could make use of it and further develop themselves based on their position. For example, the hotel could hold operational training courses for personnel with expertise or significant working experience. On the contrary, the hotel could hold a theoretical training course which would include service ethics as well as general and work related knowledge for new personnel. Also, the model should emphasize the personnel development at the managerial or executive level because the manager must thoroughly understand the task in order to be able to communicate or correctly transfer the task to the people under them. Moreover, a good development model should be measurable and assessable in order to detect employees@ problems and working errors and solve them appropriately.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.18 MB)
2Abstract.pdf ( 0.24 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.18 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.22 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.26 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.84 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.19 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.54 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.40 MB)
10References.pdf ( 0.27 MB)
11Appendix.pdf ( 2.92 MB)
12Author.pdf ( 0.23 MB)
10
การศึกษาการกระจายตัวของการต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากส่วนต่างๆของส้มโอ 7 สายพันธุ์ [Citrus maxima Merr.]
The Study of the Distribution of Antioxidant Properties from Different Parts of Seven Pomelo [Citrus maxima Merr.] Cultivars
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : สุวรรณา พิชัยยงค์วงศ์ดี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
ส#16;มโอเป9นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทยซึ่งมีขนาดใหญ#29;ที่สุดในพืชตระกูลส#16;มและมี ปริมาณสารประกอบโพลีฟ@นอลที่มีสมบัติเป9นสารต#16;านอนุมูลอิสระ การศึกษาครั้งนี้เพื่อศึกษาถึง ปริมาณของสารประกอบโพลีฟ@นอลทั้งหมด และความสามารถในการต#16;านอนุมูลอิสระ ในเนื้อเยื่อผล ส#16;มโอ ได#16;แก#29; เปลือกชั้นนอก เปลือกชั้นใน เนื้อเยื่อ และ เมล็ด ของส#16;มโอทั้ง 7 พันธุ$ ที่ปลูกเป9นการค#16;า ใน 5 จังหวัด ได#16;แก#29; พันธุ$ขาวน้ำผึ้ง ทองดี ขาวแปFน ขาวใหญ#29; ท#29;าข#29;อย ปGตตาวี และขาวแตงกวา นำมาวิเคราะห$สารประกอบโพลีฟ@นอลทั้งหมด และ ความสามารถในการต#16;านอนุมูลอิสระ โดย ตรวจวัดความสามารถในการจับอนุมูลอิสระ (DPPH assay) และความสามารถในการรีดิวซ$ (FRAPassay) พบว#29;า ส#29;วนต#29;างๆ ทั้ง 4 ส#29;วน เมล็ดมีปริมาณสารประกอบโพลีฟ@นอลทั้งหมดเฉลี่ยมากที่สุดคือ 3992.21 μg/g, Dw รองลงมาคือ เปลือกชั้นใน 1896.15 μg/g, Dw เปลือกชั้นนอก 1808.76 μg/g, Dw และเนื้อเยื่อ 1321.56 μg/g, Dw ปริมาณโพลีฟ@นอลในส#16;มโอไทยทั้ง 7 สายพันธุ$ พบว#29;า พันธุ$ท#29;าข#29;อย และ ส#16;มโอพันธุ$ทองดี ซึ่งมีเปลือกชั้นใน และเนื้อเยื่อ มีสีชมพูอ#29;อน มีปริมาณโพลีฟ@นอล มากกว#29;าพันธุ$ส#16;มโอที่มีเปลือกชั้นใน และเนื้อเยื่อ ที่มีสีขาว ได#16;แก#29; พันธุ$ปGตตาวี พันธุ$ขาวใหญ#29; พันธุ$ ขาวแตงกวา พันธุ$ขาวน้ำผึ้ง และพันธุ$ขาวแปFน เนื่องจากรงควัตถุสีชมพูที่มีสารแคโรตินอยด$เป9น ส#29;วนประกอบอยู#29; ความสัมพันธ$ระหว#29;างสารประกอบโพลีฟ@นอลและความสามารถในการต#16;านอนุมูลอิสระด#16;วยวิธี DPPH พบว#29;าค#29;าที่ได#16;มีความสัมพันธ$ในเชิงบวก โดยมีค#29;า r2=0.702 ความสัมพันธ$ระหว#29;างสารประกอบ โพลีฟ@นอลและความสามารถในการต#16;านอนุมูลอิสระด#16;วยวิธี FRAP พบว#29;าค#29;าที่ได#16;มีความสัมพันธ$ในเชิง บวก โดยมีค#29;า r2 = 0.659 จากข#16;อมูลดังกล#29;าวส#16;มโอมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่เป9นแหล#29;งสารต#16;านอนุมูลอิสระซึ่ง เหมาะสมต#29;อการนำไปแปรรูปเป9นผลิตภัณฑ$ด#16;านอาหารต#29;อไป Pomelo [Citrus maxima Merr.] is one of Thai economic plant and the largest citrus fruits are rich sources of total polyphenol contents as well as on the antioxidant activity. This work aimed at studying the content of total polyphenol contents and antioxidant activity in different fruit tissues; such as flavedo, albedo, segment membranes and seeds of seven pumelo cultivars were collected from orchared in five provinces and the most popular cultivars grown in each provinces; such as Kao Numpueng, Thong Dee, Kao Paen, Kao Yai, Tha Knoi, Pattavee and Kao Tanggwa. They were determined total polyphenol contents and antioxidant capacity (ferric reducing antioxidant power (FRAP) assay and 2, 2-diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) assay. The highest content total polyphenol contents of fruit parts was found in seeds (3992.21 μg/g, Dw), as the following order : albedo (1896.15 μg/g, Dw), flavedo (1808.76 μg/g, Dw) and segment membranes 1321.56 (μg/g, Dw) respenctively. The highest content total polyphenol contents of seven pummelo cultivars was found in the pink cultivars in Tha Knoi and Thong Dee had better the total polyphenol contents than the white ones (Pattavee, Kao Yai, Kao Tanggwa, Kao Numpueng and Kao Paen) A linear relationship existed between total polyphenol contents and DPPH (r2 = 0.702) and FRAT (r2 = 0.659) In the light of the deta obtained, pomeloes can be bioactive compounds are rich sources of antioxidant capacity and suitable for industrial processing.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.18 MB)
2Abstract.pdf ( 0.21 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.18 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.20 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.21 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.60 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.28 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.44 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.23 MB)
10References.pdf ( 0.24 MB)
11Appendix.pdf ( 0.23 MB)
12Author.pdf ( 0.21 MB)
11
ดั่งดวงศศิใส ส่องด้าวดุสิตา เทิดไท้ 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
โครงการจัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติ ดั่งดวงศศิใสส่องด้าว ดุสิตา เทิดไท้ 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
หนังสือหายาก/Rare Book 2549
โดย : วรมน เหรีญสุวรรณ ; กมลรัตน์ ศรีหารักษา ; เบญจมาศ ขำสกุล ; ปฤณัต แสงสว่าง ; นุชฤดี รุ่ยใหม่
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา 72 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2547 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติฯดังกล่าวมีความสมบูรณ์และทรงคุณค่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงขอน้อมเกล้าฯจัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติ ดั่งดวงศศิใส ส่องด้าว ดุสิตา เทิดไท้ 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ของมหาวิทยาลัยฯ ควบคู่ไปกับการจัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติฯ ของสำนักคณะกรรมการการอุดมศึกษาโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจในด้านการพัมนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาอาชีพ และด้านการเรือนที่เกี่ยวเนื่องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Sirikit_1.pdf ( 3.56 MB)
2Sirikit_2.pdf ( 3.30 MB)
3Sirikit_3.pdf ( 4.58 MB)
4Sirikit_4.pdf ( 4.33 MB)
5Sirikit_5.pdf ( 1.91 MB)
6Sirikit_6.pdf ( 3.20 MB)
7Sirikit_7.pdf ( 1.91 MB)
12
วิเคราะห์ผลงานจิตรกรรมภาพคนของอเมดีโอ โมดิกลิ อานี (Amedeo Modigliani) /
The Analysis Study of Amedeo Modigliani Portrait Paintings.
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : วรรณา พิเชษฐพฤทธิ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลงานจิตรกรรมภาพคน ของ อเมดีโอ โมดิกลิ อานี (Amedeo Modigliani) ในเรื่องที่เกี่ยวกับรูปแบบ เนื้อหา เทคนิคกลวิธีการแสดงออกในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยศึกษาผลงานภาพคน จำนวน 20 ภาพ ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือและใช้การสัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิทางศิลปะเป็นเทคนิคในการเก็บข้อมูลในขอบเขตที่เกี่ยวกับรูปแบบ เนื้อหา และกลวิธีการสร้างสรรค์ ผลการศึกษา พบว่า ในผลงานจิตรกรรมภาพคน ของ อเมดีโอ โมดิกลิ อานี (Amedeo Modigliani) มีลักษณะรูปแบบกึ่งนามธรรม ดังนี้ รูปแบบกึ่งนามธรรม(Semi - Abstract) ของ อเมดีโอ โมดิกลิ อานี (Amedeo Modigliani) มีลักษณะลอกเลียนแบบธรรมชาติ แต่มิได้ลอกเลียนให้เหมือนจริงดังตาเห็นเนื่องจากศิลปะได้ดัดแปลงรูปร่างรูปทรงด้วยวิธีการเพิ่มเข้า และบิดพลิ้วรูปแบบโดยการยืดยาว (Addition) โดยเฉพาะโครงสร้างของแบบที่เป็นภาพคน(Portract) และภาพเปลือย (Nude) มีลักษณะยาวกว่าปกติ โดยใช้เส้นเป็นตัวกำหนดรูปร่างรูปทรงใหม่ และพบการตัดทอน (Distortion) ในส่วนที่เป็นเท้าออก เพื่อลดขั้นตอนที่ซับซ้อนของการวาด และภาพบางภาพศิลปินไม่แสดงในส่วนที่เป็นดวงตา แต่กลับระบายสีเรียบๆแทน การตัดทอนบางส่วนของภาพออกไป ทำให้ภาพเกิดความงาม และมีชีวิตชีวา มีความหมาย เกิดนัยยะสำคัญในภาพที่น่าติดตาม และค้นหา เนื้อหาในจิตกรรมภาพคน ของ อเมดีโอ โมดิกลิ อานี (Amedeo Modigliani) แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. เนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับภาพคน (Portrait) ศิลปินสามารถสิอถึงวุฒิภาวะของบุคคลนี้ออกมาได้ 2. เนื้อหาที่เกี่ยวกับภาพเปลือย (Nude) ศิลปินสามารถสื่อถึงบุคลิกภาพเฉพาะของนางแบบ Nude โดยเลือกจุดเด่นที่สร้างเสน่ห์ทางกามารมณ์ เช่น ดวงตาที่มีลักษณะเย้ายวนเรียกหา หรือมีเลศนัย ท้าทาย ศิลปินยังแสดงลักษณะกิริยาที่เป็นธรรมชาติของสตรี เพื่อแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เผยให้เห็นเรือนร่างของสตรีอย่างเด่นชัด นอกจากจะมีลักษณะเด่นเฉพาะดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังสามารถสื่อให้ผู้ชมภาพมีอารมณ์คล้อยตามไปด้วย ในเรื่องของเทคนิคกลวิธีในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมภาพคน ของ อเมดีโอ โมดิกลิ อานี(Amedeo Modigliani) ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ประเด็น ดังนี้ 1. การใช้เส้น เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยใช้ความงามของเส้นโค้งเป็นตัวกำหนดรูปทรงให้มีลักษณะยืดและยาวกว่าที่เป็นจริง เส้นโค้งช่วยให้เกิดอารมณ์ที่อ่อนโยนเส้นแต่ละเส้นสอดรับกันอย่างสง่างาม เส้นตัดขอบช่วยในการสร้างมิติของภาพ 2. การใช้สีเป็นการใช้สีเลียนแบบธรรมชาติ และเพิ่มลดบางส่วนตามจินตนาการและวัตถุประสงค์ของการสร้างสรรค์ 3. การระบายสี เป็นวิธีการระบายสีแบบพื้นฐานทั่วไป โดยวิธีการแต้มสี ลากสี ป้ายสี จุด ขูด ขีด แสดงร่องรอยของสีน้ำมันที่มีลักษณะสีแต่ละสียังผสมไม่กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน และเป็นไปในทิศทางการระบายสีของศิลปินในขณะสร้างสรรค์ 4. วรรณะของสีที่ใช้ พบว่าถูกทำให้ค่าของสีอ่อนลง โดยผสมสีขาว และใช้สีคู่ตรงข้ามในภาพเดียวกันที่มีปริมาณใกล้เคียงกัน และมีระยะการวางตำแหน่งของสีใกล้เคียงกัน อเมดีโอ โมดิกลิ อานี (Amedeo Modigliani) นิยมใช้วรรณะของสีให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันทั้งภาพ เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับภาพคน(Portrait) และภาพเปลือย (Nude) " The objective of this research was to analyze the Amedeo Modigliani portrait paintings in term of form, content, self-expression technique of painting creation and to study the 20 portraits used for the tool and to interview the experts and qualified persons of art, which was regarded as the collection of information technique in the scope of content, form, and creative technique. The finding of this research revealed that the form of Amedeo Modigliani Portrait Paintings was semi-abstract as follow: The semi-abstract of Amedeo Modigliani had the characteristics of natural imitation; however, such, imitation wasn?t a realistic one because the such art was based on the form and shape modified by the addition. Particularly, the structures of portrait and nude were informally additional characteristics used by the line creating the new form and shape as well as any legs distortion discovered for decreasing the complexity of its drawing. Some portraits weren?t illustrated for the eyes; however, they were illustrated by plain colors instead. To distort on some parts of the paintings created the picturesque and animated condition having the meaning and significance in the paintings attracted for following-up and surveying purpose. The content of Amedeo Mosigliani Portrait Paintings was classified into 2 characteristics as follow: 1. Regarding the content of portrait, the artist capacitated to convey the maturity of such person explicitly. 2. Regarding the content of nude, the content of nude, the artist capacitated to convey the specific personality of nude model used by distinctive point of sexual desire such as the eyes were a king of arousing lustiness, demanding, or implication and challenge characteristics. Moreover, the artist also capacitated to demonstrate the natural action characteristics of the lady for self-presentation directly, which exposed the lady?s shape distinctively. It also conveyed and created the mutual emotion of the viewer besides the aforementioned dominance Regarding the creative technique of Amedeo Modigliani Portrait Paintings could be divided into 4 aspects were as follow: 1. Line usage was the newest creation used by the splendidness of its curve line stipulation the additional form informally. The curve line built up the gentle emotion. Each line was distinctive consistency with mutual condition appropriately and the outline cutting also built up the dimension of its painting perfectly. 2. Color usage was the natural imitation and addition or distortion of some parts according to the imagination and the objective of creation. 3. Painting was the generally basical painting method used by painting, dragging stroke, smearing, dotting, scratching, and graffiti which indicated the oil color trace having the color characteristics of each one without any harmonious condition and painting direction of the artist?s creation. 4. Color tone used was discovered that value of its color was become the tint color condition used by mixing white color and complementary color in the same painting having identical volume and identical color positioning. Amedeo Modigliani preferred to control the color tone for identical characteristics of its painting which built up the dominance of the portrait and the nude.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.19 MB)
2Abstract.pdf ( 0.23 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.19 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.32 MB)
5Chapter 2.pdf ( 1.40 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.43 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.29 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.32 MB)
9References.pdf ( 0.25 MB)
10Appendix.pdf ( 0.64 MB)
11Author.pdf ( 0.21 MB)
13
DEVELOPMENT OF GUAVA LIPOSOME SERUM AND EVALUATION OF FREE RADICAL-SCAVENGING CAPACITY
บทความ/Article
โดย : yan Chuanoi, Siriwan Weerataweeporn, Chittima Managit , Supaporn Pitiporn, Narisa Kamkaen
28
The aims of the study were to formulate serum containing liposome with guava leaf (Psidium guajava Linn.) extract as for cosmetic. Free radical scavenging and antityrosinase property in term of IC50 of the extract from guava leaf was used as an outcome of the anti-wrinkle and whitening ability. The first part of this study was to evaluate the percentage of free radical inhibition and antityrosinase activity of the extract from guava leaf by DPPH method and dopachrome method respectively. The second part of this study was formulation of the serum containing liposome with guava leaf extract and evaluated free radical-scavenging capacity of the formulation compare to the crude extract by analyzing the phenolic compound in term of gallic acid. According to our study, the free radical scavenging property of the guava leaf extract was found effectively (IC50 = 53.1889 μg/ml) with antityrosinase activity calculated in the same term (IC50 = 9.864 mg/ml). The quantity of gallic acid were found in the extract and serum 3.0743 μg/mg of extract and 1.041 μg/ml respectively and percent of recovery were 67.73.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Article.pdf ( 0.38 MB)
14
การประยุกต์ใช้เชื้อรา Beauveria bassiana สายพันธุ์ท้องถิ่นในการควบคุมศัตรูพืชเพื่อการผลิตผักวงศ์กะหล่ำปลอดภัยจากสารพิษ ในสภาพควบคุม
Application of Endogenous Strains of Beauveria bassiana for Insect Pests Control in Safety Cruciferous Vegetable Production under controlled condition
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ่งเกียรติ แก้วเพชร, ศมาพร แสงยศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การประยุกต์ใช้เชื้อรา Beauveria bassiana สายพันธุ์ท้องถิ่นในการควบคุมศัตรูพืชเพื่อ การผลิตผักวงศ์กะหล่าปลอดภัยจากสารพิษในสภาพควบคุม โดยการรวบรวมสายพันธุ์ B. bassiana ในจังหวัดสุพรรณบุรี เชียงใหม่ ทั้งหมด 424 ไอโซเลทส์ จากการใช้ตัวชี้วัดคือค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์การ ตายสะสม (Percent cumulative mortality - PCM) และ เวลาเฉลี่ยถึงการตาย 50 เปอร์เซ็นต์ (Mean time to death - MTD 50%) ของแมลงศัตรูส่าคัญของพืชผักวงศ์กะหล่า ได้แก่หนอนใยผัก (Plutella xylostella) หนอนกระทู้ผัก (Spodoptera litura) ด้วงหมัดผัก (Phyllotreta sp.) และเพลี้ยอ่อนผัก (Lipaphis erysimi) พบว่า ไอโซเลทส์ Bb011 Bb028 Bb029 และ Bb126 สามารถควบคุมแมลงเป้า หมายได้ทั้งสี่ชนิด โดย Bb126 มีประสิทธิภาพสูงที่สุด จากการพ่นสปอร์ของเชื้อที่ระดับความเข้มข้น 10 10 สปอร์/มล. มีค่า PCM 48.40 +4.7 10.86+2.67 41.05+4.68 และ 67.0+3.05 เปอร์เซ็นต์ และ มีค่า MTD 50% 6.00+2.60 6.20+0.44 8.00+2.44 และ 2.80+0.83 วัน ตามล่าดับ หลังจากการ เพาะเลี้ยงเพิ่มปริมาณด้วยวิธีที่เหมาะสมและเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้ Bb126 ด้วยวิธีการ ต่าง ๆกับการใช้สารเคมีและไม่ใช้สารใด พบว่าน่้าเป็นตัวท่าละลายเหมาะสมต่อการน่าจุลินทรีย์ไป ประยุกต์ใช้ โดยในระยะเวลา 7 วันการใช้เชื้อจุลินทรีย์ทุกวิธีการให้ผลในการควบคุมแมลงเป้าหมายดี กว่าการไม่ใช้อย่างมีนัยส่าคัญแต่ไม่เทียบเท่ากับการใช้สารเคมี นอกจากนี้ การใช้ B. bassiana ร่วม จุลินทรีย์ชนิดอื่นให้ผลดีกว่าการใช้เชื้อนี้เพียงอย่างเดียว เช่น การใช้ B. bassiana ร่วมกับ Bacillus thuringiensis ที่ระดับความเข้มข้น 10 7 สปอร์/มล.ให้ค่า PCM 91.44 + 7.97 50.10+5.28 58.58 +14.03 และ 84 เปอร์เซ็นต์ และค่า MTD 50% เท่ากับ 6.0+0.7 7.0 +1.0 6+ 0.70 และ 5.20 +0.44 วันตามล่าดับส่วนการใช้ B. bassiana และ Metarhizium sp. ที่ระดับความเข้มข้นเข้มข้น 10 7 สปอร์/มล. 89.91 + 7.48 49.26 + 5.20 57.61 + 13.08 และ 82.6 เปอร์เซ็นต์ ค่า MTD 50% 4.80+ 0.44 7.00+ 1.22 4.40 +0.54 และ 4.40 +0.54 วันตามล่าดับ Application of endogenous strains of Beauveria bassiana for insect pests control in safety Cruciferous vegetable production under controlled condition was conducted. In this study 424 isolates of B. bassiana were collected from Suphan Buree and Chiang Mai provinces. According to Percent cumulative mortality ? PCM and Mean time to death ? MTD 50% of key pests of Cluciferous vegetable including, Plutella xylostella Spodoptera litura Phyllotreta sp. and Lipaphis erysimi. It was found that 4 isolates namely Bb011 Bb028 Bb029 and Bb126 were effective isolates for control these insects. All of these Bb126 was the most effective isolate, at spore concentration 10 10 spore/ml resulting PCM 48.4+4.7 10.86+2.70 41.05+4.68 and 67.00 + 3.05 % 6.0+2.60 6.20+0.44 8.0+2.44 and 2.80+0.83 of MTD 50% respectively. After mass production using suitable method, Bb126 was evaluated for its efficacy using different application method compared with chemical and untreated control. Although using the microbial insecticide was effective method compared with untreated control but it was not equal to chemical control. However this study indicated that water was the most suitable solution for the application. Moreover integrated application was more effective than applying B. bassiana individually, spraying B. bassiana integrated with Bacillus thuringiensis at 10 7 spore/ml resulting 91.44 + 7.97 50.10 +5.28 58.58 +14.03 and 84 % of PCM and 6.0+0.7 7.0 +1.0 6.0 + 0.70 and 5.20 + 0.44 days of MTD 50% respectively. While application of B. bassiana integrated with Metarhizium sp. at 10 7 spore/ml resulting 89.91 + 7.48 49.26 + 5.20 57.61 + 13.08 PCM at 82.6 % of PCM as well as 4.80+ 0.44 7+1.22 4.40 +0.54 and 4.40 +0.54 days of MTD 50% respectively.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.30 MB)
2Abstract.pdf ( 0.36 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.20 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.40 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.57 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.47 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.38 MB)
8Chapter 4.pdf ( 1.95 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.35 MB)
10References.pdf ( 0.35 MB)
11Appendix.pdf ( 0.51 MB)
15
พฤติกรรมและประสิทธิภาพการใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
Behaviors and Efficiency of Using Electronic Office System (e-Office) of Suan Dusit Rajabhat University
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ิศนา มัชฌิมา, สายสุดา ปั้นตระกูล, เบญจวรรณ เหล่าประเสริฐ, กฤษณ์ แซ่จึง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 2) ศึกษาประสิทธิภาพการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และ 3) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตามสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จ านวน 332 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม โดยมีสัมประสิทธิ์ความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.973 สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 31-40 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี สถานภาพการท างานเป็นเจ้าหน้าที่ และสังกัดหน่วยงานสนับสนุนด้านวิชาการ 2) พฤติกรรมการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ทุกวัน ในช่วงเวลา 8.01-12.00 น. เพื่อติดตามงานเอกสาร 3) ประสิทธิภาพของการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ในด้านความพึงพอใจในการใช้งาน ความสามารถของระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ และปัญหาในการใช้งานโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 4) การวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พบว่า บุคลากรที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพการท างานและหน่วยงานที่สังกัดต่างกันมีประสิทธิภาพของการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน The purposes of this research were 1) to study behaviors of using electronic office system (e-Office) of Suan Dusit Rajabhat University 2) to study efficiency of using electronic office system (e-Office) of Suan Dusit Rajabhat University and 3) to compare efficiency of using electronic office system (e-Office) of Suan Dusit Rajabhat University. The samples of this research were 332 persons who work at Suan Dusit Rajabhat University. Data-gathering instruments were check list, rating scale and open ended questionnaires which its a reliability coefficient was 0.973. The statistics used for the data analyses were the percentage, mean, standard deviation, t-test and one-way ANOVA. The results of this study were as follows: 1) According to characteristics of survey respondents, most survey respondents were female, age 31-40, education Bachelor?s Degree and officers of academic department. 2) For behaviors of using e-Office system of Suan Dusit Rajabhat University, most survey respondents used e-Office every day at 8.01-12.00 o''clock to follow documents. 3) For efficiency of using e-Office system, it is in moderate level such as satisfaction of using e-Office, ability of this system and problems of using it. 4) The comparisons of efficiency of using e-Office system of Suan Dusit Rajabhat University were as follows: The difference of sex, ages, education, work status and department of personal were not affecting the efficiency of using e-Office.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.27 MB)
2Abstract.pdf ( 0.34 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.23 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.49 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.36 MB)
6Chapter 2.pdf ( 1.27 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.32 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.99 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.45 MB)
10References.pdf ( 0.36 MB)
11Appendix.pdf ( 0.66 MB)
12Author.pdf ( 0.36 MB)

Search within results