Search Result 36 Found

  • Filters
 
1
รายงานการวิจัยเรื่องผลของการเรียนรู้แบบร่วมมือคู่ต่อการพัฒนารูปแบบการคิดของนักศึกษา ชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา
The effect of paired-cooperative ;earning on first year undergraduate students\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\' cognitive style, Rajabhat insitute Suan Sunundha
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : มอร กฤษณะรังสรรค์, สุภัททา ปิณฑะแพทย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยนี้ จุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของการเรียนรู้แบบร่วมมือคู่ต่อ การพัฒนารูปแบบการคิดของนักศึกษา ชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฎสวนสุนันทา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 หลักสูตร 4 ปี สถาบันราชภัฎสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2543 จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 65 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง 47 คน และกลุ่มควบคุม 18 คน การทดลองดำเนนนในสภาพการณ์เรียนการสอน กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้รับการทดสอบรูปแบบการคิด โดยใช้แบบทดสอบเดอะกรุป เอมเบดเดด ฟิกเกอร์ เทสต์ (the Group Embedded Figures Test : GEFT) ในการจำแนกนักศึกษาเป็นผู้ที่มีรูปแบบการคิดแบบอิสระและผู้ที่มีรูปแบบการคิดแบบพึ่งพา และจัดกลุ่มตัวอย่างโดยกลุ่มทดลองเป็นกลุ่มผู้มีรูปแบบการคิดแบบพึ่งพาคู่กับผู้ที่มีรูปแบบการคิดแบบพึ่ง การเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งสองกลุ่มแบ่งออกเป็น ระยะ คือ การทดสอบก่อนการทดลอง และหลังการทดลองข้อมูลที่ได้นำมาทดสอบด้วยสถิตินอนพาราเมตริก (Non-parametric) แบบแมน-วิทนีย์ (Mann-Whitney U Test)
ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของรูปแบบการคิดสูงกว่ากกว่ากลุ่มควบคุมหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011229536.pdf ( 0.54 MB)
2
รายงานการวิจัยเรื่อง ผลของการฝึกจิตลักษณะ และทักษะการอ่านจับใจความที่มีต่อพฤติกรรมขยันเรียนความสามารถทางการอ่านเพื่อความเข้าใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษา ช่วงชั้นที่ 2
The Effect of Psychological and Conprehensive Reading Skill Trainings on Attentive Learning Behavior and Academic Achievement in Primary School Students.
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์อุบล เลี้ยววาริณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษา ว่า (1) การฝึกจิตลักษณะ การฝึกทักษะการอ่านจับใจความตะส่งผลต่อจิตลักษณะ ความสามารถทางการอ่านเพื่อความเข้าใจ พฤติกรรมขยันเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษา ในช่วงชั้นที่ 2 หรือไม่ มากน้อยเพียงใด (2) นักเรียนประเภทใดที่จะด้รับผลดีของการฝึกมากกว่านักเรียนประเภทอื่นๆ (3) เพื่อศึกษาอิทธิพลร่วมของปัจจัยเชิงสาเหตุสมทบทั้งทางด้านจิตลักษณะ ความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจ พฤติกรรมขยันเรียน และผลสัมฤทธ์ทางการเรียน
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประถมศึกษา ช่วงชั้นปีที่ 2 โรงเรียนประถมสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จำนวน 330 คน โดยนักเรียนได้รับการจัดเข้ากลุ่มทดลอง 3 กลุ่ม กลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มที่ 1 ได้รับการฝึกทั้ง 2 ด้าน คือ ฝึกจิตลักษณะ และฝึกทักษระการอ่านจับใจความ โดยได้รับการฝึกด้านละ 9 กิจกรรม กลุ่มี่ 2 ได้รับการฝึกจิตลักษณะ กลุ่มที่ 3 ได้รับการฝึกทักษะและการอ่านจับใจความ กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มควบคุม ได้รับการฝึกกิจกรรมการควบคุม
แบบแผนการวิจัย คือ Posttest only control group design วัดทันทีหลังฝึกด้วยแบบวัดจิตลักษณะ 3 ด้าน คือ แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แบบวัดลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน แบบวัดเจตคติต่อการอ่าน และวัดหลักฝึก 2 เดือน ด้วยแบบวัดพฤติกรรมตั้งใจเรียน แบบวัดพฤติกรรมทบทวนบทเรียน แบบวัดความสามารถทางการอ่านเพื่อความเข้าใจและผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย เครื่องมือ 2 ประเภทคือ ประเภทที่ 1 คือ ชุดฝึกจิตลักษณะ และชุดฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เครื่องมือประเภทที่ 2 คือ เครื่องมือวัดตัวแปรต่างๆ ได้แก่ (1) แบบวัดพฤติกรรมตั้งใจเรียน (2) แบบวัดพฤติกรรมทบทวนบทเรียน (3) แบบวัดเจตคติต่อการอ่าน (4) แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (5) แบบวัดลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน (6) แบบวัดความเชื่ออำนาจในตน (7) แบบวัดสุขภาพจิต (8) แบบวัดการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุน (9) แบบวัดการเรียนรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใช้เหตุผล (10) แบบสอบถามลักษณะชีวสังคม นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสามทาง และวิเคราะห์เปรียบเทียบพหุคูณ (Multiple comparision) ด้วยวิธีการของเซฟเฟ (Scheffe?s method)
ผลการวิจัยสำคัญพบว่า (1) การฝึกจิตลักษระ และการฝึกทักษะการอ่านจับใจความควบคู่กันไป ส่งผลต่อความสามารถทางการอ่านเพื่อความเข้าใจ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการฝึกมากกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับการฝึกหรือ ได้รับการฝึกเพียงด้านใดด้านหนึ่ง (2) การฝึกจิตลักษณะเพียงด้านเดียวส่งผลต่อการพัฒนาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ลักษณะมุ่งอนาคตควมคุมตนและเจตคติต่อการอ่าน พฤติกรรมตั้งใจเรียน และพฤติกรรมทบทวนบทเรียนของนักเรียนมากกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับการฝึก (3) การฝึกทักษะการอ่านจับใจความเพียงด้านเดียว ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถทางการอ่านเพื่อความเข้าใจ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมากกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับการฝึก (4) นักเรียนที่มีสุขภาพจิตดีมาก นักเรียนที่มีความเชื่ออำนาจในตนมากนักเรียนที่รับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนในระดับมาก จะเป็นผู้ได้รับผลลดีจากการฝึกจิตลักษณะ หรือ การฝึกทักษะการอ่านจับใจความ หรือ การได้รับการฝึกทั้ง 2 ด้าน โดยจะมีแรงจูงใจใฝ่สำฤทธิ์ ลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน และเจตคติต่อการอ่าน พฤติกรรมตั้งใจเรียน และพฤติกรรมทบทวนบทเรียน มากกว่านักเรียนและพฤติกรรมที่มีสุขภาพจิตดีน้อย นักเรียนที่มีความเชื่ออาจในตนน้อย และนักเรียนที่รับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนในระดับน้อย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011244508.pdf ( 4.46 MB)
3
การติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2547 ? 2548
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : สถาบันวิจัยและพัฒนา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการสำเร็จการศึกษา การทำงาน และคุณลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2547 ? 2548ได้แบบสอบถามนำมาวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนทั้งสิ้น 5,875 ฉบับ จำแนกตามสาขาที่สำเร็จการศึกษา ประกอบด้วยสาขาการศึกษา 313 คน สาขาวิทยาศาสตร์ 759 คน สาขาศิลปศาสตร์ 1,618 คน และสาขาบริหารธุรกิจ 3,185 คน คำนวณหาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นรายข้อและโดยรวม โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS for Window วิเคราะห์ข้อมูล
ผลการวิจัยปรากฏดังนี้
1. บัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทามีงานทำร้อยละ คิดเป็นร้อยละ 85.9 ยังไม่มีงานทำ ร้อยละ 13.0 ศึกษาต่อร้อยละ 1.1 บัณฑิตของคณะครุศาสตร์ มีงานทำหลังจากจบการศึกษา มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 90.7 รองลงมา เป็นคณะวิทยาการจัดการรายได้ที่บัณฑิตได้รับประมาณ 6,001 ? 8,000 บาท/เดือน ในส่วนของระยะเวลาการมีงานทำของบัณฑิต ได้งานทำภายใน 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 57.9 ปัญหาที่พบในการไม่มีงานทำส่วนใหญ่จะทำงานอยู่กับครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 59.2 บางส่วนที่ยังไม่มีงานทำยังมีสาเหตุอื่นๆ เช่นยังไม่ไปสมัครงาน และขาดคุณสมบัติเพิ่มเติมนอกจากที่จบ เช่น ภาษา คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
2. คุณลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษา พบว่าคุณสมบัติของผู้สำเร็จการศึกษาโดยภาพรวม บัณฑิตมีคุณลักษณะของความซื่อสัตย์มากที่สุด รองลงมาคือ ความรักในเพื่อนมนุษย์ ความรับผิดชอบ และ ความขยัน อดทน ไม่ย่อท้อ ในขณะที่คุณลักษณะที่บัณฑิตมีน้อย คือ ความรู้ลึกซึ้งในศาสตร์ที่เรียน และความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์
3. ความคิดเห็นของบัณฑิตต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาสำหรับสิ่งที่ควรจัดเป็นความรู้เพิ่มเติมสำหรับการทำงาน พบว่าผู้สำเร็จการศึกษามีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันคือควรมีการจัดให้ความรู้เพิ่มเติมด้านภาษาอังกฤษ รองลงมาคือ คอมพิวเตอร์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R503.pdf ( 1.90 MB)
4
รายงานการวิจัยเรื่องแนวโน้มจำนวนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ปี พ.ศ. 2549-2559
The Forcast on Number of Higier Eduction students during 2007-2017
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : อดิศัย โทวิชา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
โครงการวิจัยเรื่อง แนวโน้มจำนวนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ปี พ.ศ. 2550 ? 2559 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวโน้มจำนวนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ปี พ.ศ. 2550 ? 2559 และนำผลการวิจัยไปใช้ในการวางแผนการศึกษา โดยประชากรฐานของการศึกษาครั้งนี้ คือ ประชากรวัยเรียนของนักศึกษาเข้าใหม่ (ชั้นปีที่ 1) ระดับอุดมศึกษา อายุ 18 ปี ทำการวิเคราะห์ค่าแนวโน้มจำนวนนักศึกษาโดยใช้อัตราส่วนจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ต่อจำนวนประชากรวัยเรียนอายุ 18 ปี เป็นหลักในการคาดคะเนแนวโน้มจำนวนนักศึกษา และใช้โปรแกรมสำเร็จรูป MICROSOFT EXCEL ในการวิเคราะห์ข้อมูล
จากการศึกษา พบว่า
1. แนวโน้มอัตราส่วนของจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ในระดับอุดมศึกษาต่อประชากรวัยเรียนอายุ 18 ปี พบว่าตัวแบบ คือ y = 0.2655 + 0.0139x และทำการประมาณการอัตราส่วนจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับอุดมศึกาต่อประชากรวัยเรียนอายุ 18 ปี ในปี พ.ศ. 2538 ? 2559 พบว่าอัตราส่วนจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับอุดมศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2538 จนถึง ปี พ.ศ. 2559 เป็น 0.5722 หรือ 57.22%
2. อัตราส่วนนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยเอกชนต่อนักศึกษาเข้าใหม่ มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย โดยในปี พ.ศ. 2559 จะมีอัตราส่วนนักศึกษาเข้าใหม่ใน มหาวิทยาลัยรัฐต่อนักศึกษาเข้าใหม่ และอัตราส่วนนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยเอกชนต่อนักศึกษาเข้าใหม่ อยู่ที่ 0.695067 และ0.304977 หรือ ประมาณ 69.51% และ 30.50% ตามลำดับ หากพิจารณาจากค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วอัตราส่วนนักศึกษาเข้าใหม่ใน มหาวิทยาลัยรัฐต่อนักศึกษาเข้าใหม่ และอัตราส่วนนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยเอกชนต่อนักศึกษาเข้าใหม่ อยู่ที่ 0.768462 และ 0.231561 หรือ ประมาณ 76.85% และ 23.16% ตามลำดับ
3. ตัวแบบของอัตราส่วนของนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏต่อนักศึกษาเข้าใหม่ภาครัฐทั้งหมด คือ ตัวแบบ y = 0.14812 + 0.012275x นำมาประมาณการอัตราส่วนนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏภาพรวม และได้ประมาณการจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยราชภัฎโดยภาพรวม พบว่า อัตราส่วนนักศึกษาเข้าใหม่มหาวิทยาลัยราชภัฏต่อนักศึกษาเข้าใหม่ภาครัฐทั้งหมดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยจากปี พ.ศ. 2545 เท่ากับ 24.63% หรือ ประมาณ92,792 คน เป็น 41.82% หรือ ประมาณ 232,211 คน ในปี พ.ศ. 2559
4. อัตราส่วนนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยสวนสุนันทาต่อนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยรัฐ พบว่ามีตัวแบบเป็น y = 0.004729 + 0.000779x ในขณะที่การวิเคราะห์แนวโน้มของอัตราส่วนนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาต่อนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยราชภัฎภาพรวม พบว่ามีตัวแบบเป็น y = 0.032728 + 0.001562x พบว่าจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทามีจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่เพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2559 เป็น 12,142 คน คิดเป็น 2.186% จากจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยรัฐ
5. อัตราส่วนของจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ในระดับอุดมศึกษาสายวิทยาศาสตร์ต่อจำนวนเข้าใหม่ในระดับอุดมศึกษาภาครัฐพบว่า ตัวแบบที่ได้ คือ y = 0.036702 + 0.003271x ประมาณการนักศึกษาเข้าใหม่สายวิทยาศาสตร์ภาครัฐ เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2545 จาก 18,777 คน เป็น 41,938 คน ในปี พ.ศ. 2559 หรือ ประมาณ 10.866% ของนักศึกษาเข้าใหม่ในมหาวิทยาลัยของรัฐ
ข้อเสนอแนะ
ความจำเป็นในการเตรียมจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้แก่เยาวชนที่เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งมีอัตราเพิ่มค่อนข้างสูงมากขั้นทุกปี โอกาสทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในระดับอุดมศึกษายังมีไม่มากทันกับความต้องการของตลาดแรงงานและความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งความต้องการอันหลากหลายของผู้เรียน ระบบการสอนคัดเลือกยังเป็นระบบแพ้คัดออก และทำให้โอกาวของเด็กยากจนที่จะเพิ่มสัดส่วนในการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาให้มากขึ้นเป็นได้ยากรวมถึงปัญหาการศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีจำนวนนักศึกษาไม่มา และไม่สอดคล้องกับความต้องการและตลาดแรงงานที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศ จึงควรเตรียมความพร้อมให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง และป้องกันการสูญเสียโอกาส สร้างความมั่นใจในการจัดการทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการสร้างศักยภาพให้กับมหาวิทยาลัยให้มีความครอบคลุมในทุกๆ ด้านอย่างมีรูปธรรม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011256279.pdf ( 0.69 MB)
5
ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
English for local tourism
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : ทัศนีย์ เกียรติบุตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011242611.pdf ( 1.02 MB)
6
รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวพระตำหนักในสมัยรัชกาลที่ 5 เขตพระราชวังดุสิต
The study for the Development of Tour Programs through the King Rama the 5th mansions in Dusit Palace
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : สุดารัตน์ แสงจำนงค์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยเรื่อง การศึกษาเพื่อพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวพระตำหนักในสมัยรัชกาลที่ 5 เขตพระราชวังดุสิต มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ในเขตพระราชวังดุสิต โดยเน้นแหล่งท่องเที่ยวพระตำหนักที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสำคัญ การศึกาครั้งนี้ ทำการศึกษาโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การก่อสร้างพระราชวังดุสิต พระที่นี่ง และตำหนักต่างๆ ในเขตพระราชวังดุสิต และนำข้อมูลที่ได้มาออกแบบสร้างเส้นทางท่องเที่ยว ทำการวิพากษ์เส้นทางที่ออกแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และทดสอบเส้นทางโดยกลุ่มตัวอย่างเพื่อประเมินผลโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็น
ผลการศึกษาพบว่า
ในพื้นที่เป้าหมาย มีอาณาบริเวณตั้งแต่ พระที่นั่งวิมานเมฆถึงวังสวนสุนันทา ซึ่งสามารถพัฒนาโปรแกรมนำเที่ยวขึ้นมาได้ 2 โปรแกรม ดังนี้ คือ
1. โปรแกรมท่องเที่ยวแบบเต็มวัน จำนวน 2 โปรแกรม ได้แก่
1.1 โปรแกรมพระราชวังดุสิต และพระตำหนักในวังสวนสุนันทา
1.2 โปรแกรมพระราชวังดุสิต วังสวนสุนันทา และชุมชนบ้านญวน
2. โปรแกรมท่องเที่ยวแบบครึ่งวัน จำนวน 4 โปรแกรม ได้แก่
2.1 โปรแกรมพระที่นั่งวิมานเมฆ
2.2 โปรแกรมวังสวนสุนันทา 1 (มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา)
2.3 โปรแกรมวังสวนสุนันทา 2 (มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา)
2.4 โปรแกรมวัดราชาธิวาส และชุมชนบ้านญวน
ข้อเสนอแนะจากการศึกษา
ในการศึกษาครั้งนี้พบความไม่พร้อมและปัญหาเกิดขึ้นอย่างมาก และหากจะส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยใช้โปรแกรมนำเที่ยว ขายลงในพื้นที่เลยนั้น อาจจะไม่ได้ผลสำเร็จ การศึกษาครั้งนี้ จึงได้เสนอแนะแนวทางการปฏิบัติเพื่อการท่องเที่ยวไว้ดังนี้
1. การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยว
2. การส่งเสริมการท่องเที่ยว
3. การกระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการท่องเที่ยว
4. การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมาย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011244472.pdf ( 2.29 MB)
7
ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
English for local tourism
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : วนิดา วิริรัตน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011242612.pdf ( 1.19 MB)
8
ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
Local tourism
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : พรรณพิมล เทศถมทรัพย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011242605.pdf ( 1.41 MB)
9
ภาษาอังกฤษสำหรับ ยุวมัคคุเทศก์ท้องถิ่น = English for youthguide ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : เปรมฤดี ขำไขศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011242607.pdf ( 2.01 MB)
10
บริบทของสังคมที่ส่งผลในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
The Influence of Social Context towards the M.6 (grade 12) Students\\\\\\\'Decision to Further Their Study in the Faculty of Science and Technology
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระดา ภิญโญ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาและตรวจสอบบริบทของสังคมใน 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยทางองค์ประกอบของส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 รวมทั้งเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบการตัดสินใจ 3 ด้าน คือ ด้านเจตคติ ด้านความสนใจ ด้านภาพลักษณ์ ด้านค่าธรรมเนียมการเรียน ด้านสถานที่ตั้ง ด้านการประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา ในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิจำนวน 500 คน วิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS for Windows Version 11.5 เพื่อคำนวณค่าความถี่ , ร้อยละ , x- , SD , t-test , One-Way ANOVA และ Correlation โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
ผลการวิจัยพบว่า
1. ระดับความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 โนเขตดุสิตที่มีผลในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในปัจจัยทางสังคมทั้ง 3 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยระดับความคิดเห็นอันดับแรกได้แก่ ด้านความมีเกียรติยศ ชื่อเสียง รองลงมา คือ ด้านความมั่นคง และความก้าวหน้าในอาชีพ และด้านสภาพแวดล้อม ตามลำดับ
2. ระดับความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ในเขตดุสิต ที่มีผลในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปัจจัยทางองค์ประกอบของส่วนประสมทางการตลาดทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวม อยู่ระดับปานกลาง โดยระดับความคิดเห็นอันดับแรก ได้แก่ ด้านภาพลักษณ์ รองลงมา คือ ด้านสถานที่ตั้ง ด้านค่าธรรมเนียมการเรียน และด้านการประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา ตามลำดับ
3. ระดับความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ในเขตดุสิต ที่มีผลในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปัจจัยทางองค์ประกอบของส่วนประสมทางการตลาดทั้ง 3 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ใยระดับมาก โดยระดับความคิดเห็นอันดับแรก ได้แก่ ความสนใจ รองลงมาก คือ ด้านเจตคติ และด้านทักษะเบื้องต้นตามความสามารถ ตามลำดับ
4. นักเรียนที่มีจำนวนพี่น้องในครอบครัว แตกต่างกัน มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับองค์ประกอบการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อ ในด้านเจตคติ แตกต่างกัน ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยนักเรียนที่มีจำนวนพี่น้องไม่เกิน 2 คน มีระดับความคิดเห็นกับองค์ประกอบการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อ ในด้านเจตคติ แตกต่างกัน กับนักเรียนที่มีจำนวนพี่น้อง 3 ? 5 คน ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05
5. ปัจจัยของส่วนประสมทางการตลาด ด้านภาพลักษณ์ ด้านค่าธรรมเนียมการเรียน ด้านสถานที่ตั้ง และด้านการประชาสัมพันธ์สถานศึกษา มีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในภาพรวมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.513 , 0.461 , 0.521 และ 0.512 ตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011244478.pdf ( 1.59 MB)
11
วงจรกำเนิดสัญญาณแบบควอแดรนเจอร์และวงจรกรองความถี่แบบหลายหน้าที่โดยใช้ CDBA ที่ควบคุมด้วยกระแส
A Verstile Quadrature Oscillator and Universal Biguad Filter Using CCCDBAs
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : วินัย ใจกล้า
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
รายงานการวิจัยนี้ นำเสนอ การออกแบบวงจรกำเนิดสัญญาณแบบควอเดรอนเจอร์ และวงจรกรองความถี่โหมดกระแสโดยใช้ CCCDBAs ที่สามารถให้ฟังก์ชั่นได้หลายหน้าที่ ได้แก่ กรองแถบความถี่ผ่าน กรองความถี่สูงผ่าน และกรองความถี่ต่ำผ่าน โดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างวงจร เมื่อวงจรทำงานเป็นวงจรกำเนิดสัญญาณสามารถให้กำหนดสัญญาณได้ทั้งโหมดแรงดันและโหมดกระแส อีกทั้งสามารถปรับความถี่ในการการกำเนิดสัญญาณได้อย่างอิสระจากเงื่อนไขการกำเนิดสัญญาณได้ด้วยกระแสไบอัส CCCDBA และเมื่อวงจรทำงานเป็นวงจรความถี่ก็สามารถปรับความถี่ตัดได้อย่างอิสระจากค่าควอลิตี้แฟกเตอร์ วงจรที่ออกแบบมีโครงสร้างไม่ซับซ้อนโดยประกอบไปด้วย CCCDBA จำนวน 3 ตัว และตัวเก็บประจุที่ต่อลงกราวน์อีก 2 ตัว ปราศจากการใช้ตัวต้านทาน วงจรที่ออกแบบจึงเหมาะที่จะนำไปสร้างเป็นวงจรรวม (IC) ผลการจำลองการทำงานด้วย โปรแกรม HSPICE พบว่าวงจรทำงานได้สอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้ วงจรมีอัตราการบริโภคกำลังงาน 2.4 mW ที่แหล่งจ่ายแรงดัน +- 1.5 V และสามารถทำงานได้ในย่านความถี่สูงถึงระดับหลายเมกะเฮิรตซ์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011244484.pdf ( 0.87 MB)
12
การออกแบบ CDTA ที่สามารถควบคุมด้วยกระแสผ่านเทคโนโลยี CMOS และการประยุกต์ใช้งาน
Design of CMOS Current Controlled Current Differencing Transconductance Amplifier and Its Applications
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : วินัย ใจกล้า
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
รายงานการวิจัยนี้นำเสนอ การออกแบบอุปกรณ์แอกทีฟโหมดกระแสที่มีชื่อว่า Current Controlled Current Differencing Transconductance Amplifiers (CCCDTA) ด้วยโครงสร้างเทคโนโลยี CMOS โดย CCCDTA ที่นำเสนอสามารถปรับค่าความต้านทานแฝงที่ขั้วอินพุตทั้งสองได้ด้วยกระแสไบอัส ทำให้เมื่อนำไปสร้างวงจรประมวลผลสัญญาณต่างๆมีการใช้อุปกรณ์น้อยลงและสามารถควบคุมการทำงานของวงจรได้ด้วยกระแสไบอัส อีกทั้ง CCCDTA ที่นำเสนอสามารถรองรบสัญญาณอินพุตและเอาต์พุตได้ในรูปกระแส จึงกล่าวได้ว่า เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานในโหมดกระแสอย่างสมบูรณ์ จึงเหมาะสมสำหรับวงจรประมวลผลสัญญาณในโหมดกระแสที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ผลการทดสอบด้วย PSPICE พบว่า CCCDTA ที่นำเสนอมีอัตราการบริโภคกำลังงานไฟฟ้าสูงสุด 1.82 mW ที่แรงดัน +1.5V มีแบนด์วิธกว้างถึง 311MHz นอกจากนี้ยังได้นำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน CCCDTA ในวงจรกรองความถี่โหมดกระแสแบบหลายหน้าที่ (Biquadratic filter) วงจรเลียนแบบตัวเหนี่ยวนำแบบลอย (Floating inductance simulator) และ วงจรกำเนิดสัญญาณแบบควอเดรนเจอร์ ซึ่งแต่ละวงจรใช้ CCCDTA เพียงตัวเดียว
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011256221.pdf ( 0.96 MB)
13
รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาความต้องการใช้แบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) ของนักศึกษาและอาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลบยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
A study of needs using e-portfolio for students and teachers of faculty of science and technology Suan Sunandha Rajabhat University
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : เสถียร จันทร์ปลา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ความต้องการใช้ระบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) ของนักศึกษา และอาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษา 335 คน และอาจารย์ 33 คน รวมทั้งสิ้น 368 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ (Frequencies) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และความแปรปรวนทางเดียวก (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. ความต้องการใช้ระบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) ของนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยพิจารณาจาก 3 ด้าน คือ ลักษณะเชิงองค์ประกอบของแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) ลักษณะเชิงเหตุผลของการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) ลักษณะเชิงการปฏิบัติการใช้แฟ้มสะสมงาน (e-Portfolio) พิจารณาในภาพรวม จากค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่าความต้องการใช้ระบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ ด้านเชิงการปฏิบัติการใช้แฟ้มสะสมงาน มีความต้องการสูงที่สุด รองลงมาเป็นด้านเชิงองค์ประกอบ และเชิงเหตุผลของการใช้แฟ้มสะสมงาน ตามลำดับ
2. ความต้องการใช้ระบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) ของอาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยพิจารณาจาก 3 ด้าน คือ ลักษณะเชิงองค์ประกอบของแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) ลักษณะเชิงเหตุผลของการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) ลักษณะเชิงการปฏิบัติการใช้ระบบแฟ้มสะสมงาน (e-Portfolio) พิจารณาในภาพรวมจากค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่าความต้องการแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ ด้านเชิงองค์ประกอบการใช้แฟ้มสะสมงานมีความต้องการสูงที่สุด รองลงมาเป็นเชิงเหตุผล และเชิงปฏิบัติการการใช้แฟ้มสะสมงาน ตามลำดับ
3. ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคล กับความต้องการใช้งานแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ของนักศึกษาในด้านต่างๆ พบว่า
ด้านองค์ประกอบ และด้านเหตุผลการใช้แฟ้มสะสมงานของนักศึกษา พบว่านักศึกษาที่มีเพศ แตกต่างกัน มีความต้องการใช้งานระบบแฟ้มสะสมงานไม่แตกต่างกัน แต่นักศึกษาที่มี ชั้นปี สถานภาพ สังกัดสาขาวิชาที่แตกต่างกัน มีความต้องการใช้งานระบบแฟ้มสะสมงานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05
ด้านเชิงการปฏิบัติการการใช้แฟ้มสะสมงานของนักศึกษา พบว่านักศึกษาที่มี ชั้นปี แตกต่างกัน มีความต้องการใช้งานระบบแฟ้มสะสมงานไม่แตกต่างกัน แต่นักศึกษาที่มี เพศ สถานภาพ สังกัดสาขาวิชาที่แตกต่างกัน มีความต้องการใช้งานระบบแฟ้มสะสมงานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05
4. ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคล กับความต้องการใช้งานแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ของอาจารย์ในด้านต่างๆพบว่า
ด้านองค์ประกอบ ด้านเหตุผลและด้านเชิงการปฏิบัติการการใช้แฟ้มสะสมงานของอาจารย์ พบว่าอาจารย์ที่มี เพศ อายุ สถานภาพ วุฒิการศึกษาสูงสุด แตกต่างกัน มีความต้องการใช้งานระบบสะสมงานไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011256213.pdf ( 1.41 MB)
14
วงจรเรียงสัญญาณเต็มคลื่นโหมดกระแสแบบแม่นยำโดยใช้วงจรสายพานกระแสและ OTA
A Novel Prdcision Current-mode Full-wave Rectifier Using Current-Controlled Current Converyor and OTAs
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : วินัย ใจกล้า
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
รายงานการวิจัยนี้ นำเสนอ การออกแบบวงจรเรียงสัญญาณเต็มคลื่นโหมดกระแสแบบแม่นยำ โดยใช้วงจรสายพานกระแสร่วมกับโอทีเอที่มีลักษณะเด่นของวงจร คือ สามารถเรียงสัญญาณกระแส โดยควบคุมขนาดของกระแสเอาต์พุตได้ด้วยกระแสไบอัส การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิรอบข้างส่งผลต่อการเบี่ยงเบนการทำงานของวงจรน้อย อีกทั้งยังสามารถควบคุมทิศทางของกระแสเอาต์พุตให้เป็นสัญญาณด้านบวก หรือด้านลบได้ด้วยแรงดัน โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมโครงสร้างของวงจรอย่างวงจรที่มีการนำเสนอมาก่อนหน้านี้ โครงสร้างของวงจรประกอบด้วย เพียง วงจรสายพานกระแสที่ใช้กระแสควบคุม 2 ตัว ซึ่งทำงานร่วมกันเป็นวงจรขยายกระแสที่เป็นอิสระต่ออุณหภูมิ และ โอทีเอ อีก 2 ตัว ผลการทดสอบสมรรถนะผ่านการจำลองการด้วย PSPICE พบว่าวงจรที่นำเสนอสามารถรองรับการทำงานที่ย่านอินพุตจาก -100µA ถึง 100µA อย่างเป็นเชงเส้น ที่แหล่งจ่าย +-1.5 โวลต์ วงจรมีอัตราบริโภคพลังงานต่ำเพียง 554.8 µB และสามารถทำงานได้ในย่านความถี่สูงถึงระดับเมกะเฮิร์ต ด้วยลักษณะเด่นของวงจรที่นำเสนอนี้ จึงเหมาะที่จะนำไปใช้ในงานที่มีการประมวลผลสัญญาณในโหมดกระแส
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011244488.pdf ( 0.92 MB)
15
รายงานการวิจัยเรื่อง แนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในระบบกลุ่มใหญ่ : ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการเรียนและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาในการเรียนระบบกลุ่มใหญ่สวนสุนันทา (S.LaGIS)
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : สุภัททา ปิณฑะแพทย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
แนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในระบบกลุ่มใหญ่ : ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการเรียนและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาในการเรียนระบบกลุ่มใหญ่สวนสุนันทา
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะนำข้อมูลไปสู่การปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนในระบบกลุ่มใหญ่สวนสุนันทาให้มีประสิทธิภาพภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากรูปแบบการเรียนการสอนในระบบกลุ่มใหญ่สวนสุนันทานี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นระบบการเรียนการสอนสำหรับรายวิชาการศึกษาทั่วไป เป็นครั้งแรก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาและค้นคว้าข้อมูลเพื่อนำไปสู่การประเมินประสิทธิภาพของระบบในอนาคต
ในการศึกษาเพื่อค้นหาปัญหาและอุปสรรคตลอดจนความต้งอการของนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในระบบกลุ่มใหญ่สวนสุนันทา ปีการศึกษษ 2543 ได้ประเด็นที่น่าสนใจในด้านต่างๆ คือ พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นผู้เรียนที่ดีดังที่เห็นได้จากผลการทำแบบสอบถามในส่วนที่ศึกษาพฤติกรรมทั้ง 2 ด้านของนักศึกษา คือ พฤติกรรมทางด้านความคิด และพฤติกรรมทางด้านการกระทำ นักศึกษาส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าการเป็นผู้เรียนในระดับอุดมศึกษานั้นจำเป็นต้องทำพฤติกรรมอย่างไร แต่เนื่องจากนักศึกษายังไม่ได้ทำพฤติกรรมที่ดีตามที่คิดว่าควรจะเป็นจึงนำมาสู่ปัญหาในด้านการเรียนของนักศึกษา เช่น นักศึกษาพบว่ามีปัญหาในด้านการปรับตัวในการเรียน เช่น ความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา การพึ่งพาตนเอง การติดตามผลการเรียนอย่างสม่ำเสมอ และอื่นๆ นักศึกษาจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสถานภาพของการเป็นนักศึกษาที่แท้จริง
จากการศึกษาพบว่า การจัดการระบบการศึกษากลุ่มใหญ่มีความน่าจะเป็นไปได้ ถ้าสามารถตอบสนองความต้องการของนักศึกาในประเด็นต่างๆ ที่นักศึกษาต้องการ โดยสามารถเรียงลำดับได้ 13 ประการ คือ สิ่งที่นักศึกษาต้องการในระดับมาก ได้แก่ นักศึกษาต้องการมีคะแนนเข้าชั้นเรียน ต้องการได้บริการนอกเหนือจากที่สถาบันจัดให้ในปัจจุบัน ต้องการให้มีคะแนนจากใบงาน ต้องการให้คู่มือประจำวิชาที่สาระเพิ่มขึ้น ต้องการหัวข้อบรรยาย ต้องการคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์ ต้องการให้มีศูนย์เพิ่มแนะนำการเรียน ต้องการอบรมการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ต้องการให้มีคะแนนจากแบบฝึกหัด ต้องการให้มีตำราเรียนที่หลากหลาย ให้มีคะแนนจากการสอบหลังเรียน ต้องการพบเพื่อปรึกษาอาจารย์ผู้สอนรายบุคคล ต้องการให้มีการจัดมัชฉิมนิเทศ
นอกจากนี้จากการสุ่มสัมภาษณ์ผู้เรียนในภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 พบว่านักศึกษาแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเรียนการสอนในระบบกลุ่มใหญ่ดังนี้ นักศึกษาต้องการให้อาจารย์ปรับปรุงเทคนิคในการสอน ต้องการให้อาจารย์จัดให้มีการเรียนการสอนแบบปกติเพิ่มการเรียนการสอนกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อยเพิ่มขึ้น ข้อสอในอินเตอร์เน็ตสามารถเข้าไปทำได้ยากต้องการเก้าอี้ที่สามารถรองเขียนได้ ต้องการให้เอกสารประกอบการเรียนครอบคลุมเนื้อหามากขึ้นต้องการเพิ่มการประกาศข่าวสารให้มากขึ้น ต้องการให้ทางสถาบันปรับเวลาเรียนให้ไม่เช้าเกินไป ต้องการให้ตรงต่อเวลามากขึ้นต้องการให้พัฒนาบุคลากรให้ดีขึ้นคอมพิวเตอรืไม่เพียงพอในการให้บริการ ต้องการให้ทางอาจารย์มีมาตราการการควบคุมนักศึกษาให้ได้ต้องการให้ลดเวลาในการเรียนลงแต่จัดให้มีการเรียนเพิ่มขึ้น ต้องการให้มีการจัดระบบการเรียนที่ดีขึ้น ต้องการให้ลดการให้งานลง ต้องการให้อาจารย์อธิบายเนื้อหาการเรียนให้ละเอียดต้องการให้จัดเวลาให้นักศึกษาได้พบกับอาจารย์ ต้องการให้มีการหยุดพักระหว่างเรียน ต้องการให้เพิ่มเวลาในการสอบมองจอภาพไม่ชัด และอยากให้จัดศูนย์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนกลุ่มใหญ่
ในการวิเคราะห์รายข้อเกี่ยวกับความต้องการและความพึงพอใจในรายวิชาทั้ง 5 รายวิชา พบว่า นักศึกษามีความรู้สึกต่อรายวิชาเหล่านี้ในระดับปานกลาง
จากการสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการการวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ได้กระทำซ้ำเพื่อหาค่าของความคงที่ของความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง และค่าที่วิเคราะห์ ได้ค่อนข้างสอดคล้องกันกับสภาพของผู้เรียน
ในการทำวิจัยครั้งนี้เป็นเพียงงานวิจัยขั้นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ค้นพบน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับผิดชอบและคณะทำงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเพื่อที่จะสร้างเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุขโดยได้รับความสะดวก พึงพอใจและได้รับสิ่งตอบสนองที่สอดคล้องกับความต้องการในด้านการเรียนและสอดคล้องกับจุดประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนระบบกลุ่มใหญ่สวนสุนันทา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011221724.pdf ( 1.53 MB)

Search within results