Search Result 9 Found

  • Filters
 
1
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสุรินทร์ (พ.ศ.2302-2450)
งานวิจัย/Research report 2543
โดย : สุทัศน์ กองทรัพย์
21
Surin is the southern province of the Northeast of Thailand. It is has a political role in Khmer Culture and it is the representative of the present of the Thai – Khmer citizens The feature of Surin, it is the border of Thai Cambodian province. It is located between Nakhon Ratchasima. Surin is the representative in taking care of the outer cities and the city of Vientien which is The belonging to the Lao Kingdom Surin has received the governing pattern of Thailand and belongs to Phimai and Nakhon Ratchasima. When Surin governor had done a favor in following the King in the war in the reign of the Ling Rama I, Surin was established to be the main city. Later on in the reign of the King Rama V of Chakri Dynasty, the King divided the ruling area to Tesaphibarn area, Laokao area because the people speak Khmer and Suai. Finally there was a division of Surin Province and it was a way to decentralizing the governing power to the Central region. It was the end of the ruling power of the local governor. So Surin changed its status from town to province till the present day.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.06 MB)
2Abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Content.pdf ( 0.05 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.29 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.89 MB)
6Chapter 3.pdf ( 1.29 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.82 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.07 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.30 MB)
2
ระบบข้อสอบกลางผ่านระบบเครือข่าย Internet กรณีศึกษาวิชา 4000107 เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อชีวิต
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : ปรียา งามสะอาด
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำระบบข้อสอบกลางรายวิชาเทคโนโลยีเพื่อชีวิต ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และนำไปใช้ในการวัดผลการเรียนของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยดำเนินการผ่านระบบเครือข่าย Intranet การออกแบบข้อสอบกลางรายวิชาเทคโนโลยีเพื่อชีวิต เพื่อตอบสนองงานใน 4 ด้านหลัก คือ การตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ความถูฏต้องของระบบงาน ความสะดวกในการทำงาน และความปลอดภัยของระบบงานโดยได้ดำเนินงานกับกลุ่มตัวอย่าง2 การกลุ่ม คือ อาจารย์ผู้สอนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อชีวิต จำนวน 10 คน นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อชีวิต จำนวน 20 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 30 คน การดำเนินการวิจัยเริ่มด้วยการศึกษาความต้องการของอาจารย์ผู้สอน รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ แล้วทำการออกแบบข้อสอบกลาง ตามข้อมลที่ได้ทำการศึกษา มาออกแบบฐานข้อมูลและระบบงาน ฐานข้อมูลออกแบบตามฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์โดยใช้ Microsoft SQL Sever 2000 ในการจัดการบานข้อมูล และใช้โปรแกรม Microsoft Visual Basic 6.0 ในการติดต่อกับฐานข้อมูล นำเครื่องมือไปทดลองแล้ว ให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม เมื่อสิ้นสุดการทดลองใช้งาน โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตรฐานส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ชุด คือ ชุดที่ 1 สำหรับอาจารย์ผู้สอน มีจำนวนแบบสอบถาม 20 ข้อ ชุดที่ 2 สำหรับนักศึกษามีจำนวนแบบสอบถาม 12 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากผลการวิจัยพบว่า อาจารย์ผู้สอนที่ใช้ระบบข้อสอบกลาง มีความพึงพอใจทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานมีค่าเฉลี่ย 4.18 ด้านความถูกต้องของระบบงาน มีค่าเฉลี่ย 4.13 ด้านความสะดวกในการใช้ระบบงานมีค่าเฉลี่ย 4.25 และความปลอดภัยของระบบงานมีค่าเฉลี่ย 4.28 รวมทั้ง 4 ด้านมีค่าเฉลี่ย 4.18 นักศึกษาที่ใช้ระบบข้อสอบกลางมีมีความพึงพอใจทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการตอบสนองของผู้ใช้งาน มีค่าเฉลี่ย 4.09 ด้านความสะดวกในการใช้ ระบบงานมีค่าเฉลี่ย 4.25 และด้านความปลอดภัยของระบบในการกำหนดรหัสผู้ใช้ และรหัสผ่านในการตรวจสอบผู้เข้าใช้ระบบ มีค่าเฉลี่ย 4.15 รวมทั้ง 3 ด้านมีค่าเฉลี่ย 4.16 จากผลการตอบแบบสอบถามของอาจารย์และนักศึกษาพบว่ามีความพึงพอใจต่อระบบข้อสอบกลางที่สร้างขึ้นในเกณฑ์ดี จึงสามารถนำระบบข้อสอบกลาง รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อชีวิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ของวิจัยที่ตั้งไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.04 MB)
2Abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Content.pdf ( 0.18 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.11 MB)
5Chapter 2.pdf ( 1.02 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.54 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.48 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.18 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.09 MB)
10Appendix.pdf ( 0.55 MB)
11Biodata.pdf ( 0.05 MB)
3
การพัฒนาชุดเตรียมความพร้อมเด็กปฐมวัยสำหรับผู้ปกครองโดยกระบวนการมีส่วนร่วม กรณีศึกษาศูนย์เด็กเล็กต้นกล้า ตำบลนอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ตยา ศรีมกุฏพันธุ์, พิศเพลิน พรหมเกษ, สะไบทิพย์ แสนทวีสุข, ศิลาพร หาสุข, สรอน น้ำกรอง, สุนิษา ศรีสุข, เสาวลักษณ์ ดัชถุยาวัตร, วาสนา มานา, วลีรัตน์ สิทธิศร, อุมาพร สิงห์คร, เสาวณี ดุจจานุทัศน์, อำภาพร เอื้อใจ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
The purpose of this study is to build up and develop the readiness kits for early childhood?s parents by using participation process. The populations of this study are the early childhood aged between 3-5 years old. There are 33 early childhoods who are from Tonkla Early childhood Development Center of Tambon Nokmuang, Amphur Muang, Surin. The procedure for developing readiness kits for the early childhood?s parents by participation process (Case study of Tonkla Early childhood Development Center of Tambon Nokmuang, Amphur Muang, Surin.) Step 1 : To study the community. This process was aimed to study about how the parents raise their early childhood, how the teachers treat their early childhood, how the administrators treat the early childhood, and how the community treat the early childhood. Step 2 : To build up the readiness kits for the parents. This kits aims to study about their physics, emotion, society and intelligence by taking a participation of teachers, administrators, parents, and the community of the researcher. Step 3 : To set a community stage for the critical discussion from the teachers, administrators, parents, and the community of the researcher. This step was done to get a good completion. Step 4 : To get the parents to take this readiness kit to use with the populations by taking the pretest and the posttest. The results are as followed. 1. After the experiment of the readiness kit for the early childhood from Tonkla Early Childhood Development Center the result is the population have a high physical development at the statistic significance level .01. 2. After the experiment of the readiness kit for the early childhood from Tonkla Early Childhood Development Center the result is the population have a high emotional and social development at the statistic significance level .01. 3. After the experiment of the readiness kit for the early childhood from Tonkla Early Childhood Development Center the result is the population have a high intelligence development at the statistic significance level .01. The production of this research is the Readiness Kits for Early Childhood?s Parents by participation process (Case study of Tonkla Early Childhood Development Center, Tambon Nokmuang, Amphur Muang, Surin)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.08 MB)
2Abstract.pdf ( 0.15 MB)
3Content.pdf ( 0.09 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.27 MB)
5Chapter 2.pdf ( 2.43 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.34 MB)
7Chapter 4.pdf ( 1.33 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.56 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.21 MB)
10Appendix.pdf ( 2.03 MB)
11Biodata.pdf ( 0.08 MB)
4
บทบาทในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล กรณีศึกษาที่สาธารณประโยชน์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
Manegment Role on Natural Resources and Environment of the Administrative Comitee of Subdistrict Administration Organization in Case of plublic in Ampoe Mueang Surin, Changwat Surin
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : วิวรรธ์ พุทธานุ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้แหล่งข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องของคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เพื่อศึกษาบทบาทการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลในด้านการวางแผนในการจัดการใช้ประโยชน์จากที่สาธารณประโยชน์ ด้านการใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง การสร้างจิตสำนึกในการรักษาที่สาธารณประโยชน์ การอนุรักษ์เพื่อป้องกันการทำลายที่สาธารณประโยชน์ และการพัฒนาเพื่อบำบัดและฟื้นฟูที่สาธารณประโยชน์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะทางสังคม การรับรู้แหล่งข้อมูลข่าวสารของคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลกับบทบาทการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้ง 5 ด้าน และเพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพของที่สาธารณประโยชน์ ขนาดพื้นที่ ทำเนียบที่ตั้ง จากหมู่บ้าน ระดับการบูรณะซ่อมแซมและการใช้ประโยชน์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการรวบรวมข้อมูลที่สาธารณประโยชน์ในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Correlation Coefficient) โดยกำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่าบทบาทการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการบริการองค์การบริหารส่วนตำบล มีบทบาทในด้านการวางแผนในการจัดการการใช้ประโยชน์จากที่สาธารณประโยชน์ ด้านการใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง การสร้างจิตสำนึกในการรักษาที่สาธารณประโยชน์ การอนุรักษ์เพื่อป้องกันการทำลายที่สาธารณประโยชน์ และการพัฒนาเพื่อบำบัด และฟื้นฟูที่สาธารณประโยชน์ มีบทบาทในระดับปานกลาง ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางสังคมกับบทบาทในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่า อายุ การศึกษา ประสบการณ์ไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนการรับรู้แหล่ง ข้อมูลข่าวสารกับบทบาทในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การรับรู้สื่อมวลชน มีความสัมพันธ์กันอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การรับรู้สื่อเฉพาะกิจ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ส่วนการรับรู้สื่อบุคคลกับบทบาทในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนในด้านลักษณะทางกายภาพของที่สาธารณประโยชน์ พบว่าที่สาธารณประโยชน์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ มีทั้งหมด จำนวน 690 แห่ง แบ่งเป็นป่าไม้หรือที่สาธารณประโยชน์อื่น จำนวน 156 แห่ง แหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ 534 แห่ง มีพื้นที่ป่าไม้หรือที่สาธารณประโยชน์อื่น จำนวน 17,931 ไร่ 3 งาน 77 ตารางวา พื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำ จำนวน 4,393 ไร่ 3 งาน 87 ตารางวา รวมพื้นที่สาธารณประโยชน์ทั้งหมดจำนวน 22,324 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา จากผลการใช้ประโยชน์แหล่งป่าไม้หรือที่สาธารณประโยชน์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปรากฏว่าส่วนใหญ่พื้นที่สาธารณประโยชน์เคยได้รับการบูรณะซ่อมแซม มีระยะเวลาการใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี และส่วนมากใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ ส่วนแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ ส่วนใหญ่เคยได้รับการบูรณะซ่อมแซม โดยมีระยะเวชลาการใช้ประโยชน์ตลอดปี และส่วนมากใช้ในการอุปโภคบริโภค สำหรับข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบดังนี้ คือ องค์การบริหารส่วนตำบลควรมีการบริหารจัดการที่สาธารณประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีแผนการบริหารจัดการป้องกันการบุกรุกสาธารณประโยชน์อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ควรมีการอบรมให้กับประชาชนเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ การบำบัด และฟื้นฟูที่สาธารณประโยชน์อยู่ประจำ เพื่อให้เกิดสำนึก มีความรัก หวงแหนที่สาธารณประโยชน์ในหมู่บ้านของตนเอง ควรมีการปลูกกล้าไม้ในที่สาธารณประโยชน์ มีการดูแลรักษากล้าไม้และมีการรณรงค์ในการปลูกป่าเพิ่มเติม และมีการส่งเสริมให้ที่สาธารณประโยชน์เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.11 MB)
2Abstract.pdf ( 0.20 MB)
3Content.pdf ( 0.27 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.43 MB)
5Chapter 2.pdf ( 3.22 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.24 MB)
7Chapter 4.pdf ( 3.56 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.95 MB)
9Biblography.pdf ( 0.23 MB)
10Appendix.pdf ( 2.75 MB)
11Biodata.pdf ( 0.04 MB)
5
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับวิทยาศาสตร์บัณฑิตสาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ตามความต้องการของสถานประกอบการจังหวัดสุรินทร์
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : รเชษฐ์ วรศรี, ดุรงฤทธิ์ เอกวงษา, ณัฐกานค์ พวงไพบูลย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
โครงการการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมตามความต้องการของสถานประกอบการ จังหวัดสุรินทร์ ที่พึ่งประสงค์ 3 ด้าน คือ ด้านความรู้และทักษะวิชาชีพ ด้านมนุษย์สัมพันธ์ ด้านคุณธรรมจริยธรรม เพื่อศึกษาความต้องการของผู้บริหารสถานประกอบการเกี่ยวกับคุณลักษณะ ของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับวิทยาศาสตร์บัณฑิต ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการฝ่ายบุคคล และหัวหน้าแผนกงานของสถานประกอบการในจังหวัดสุรินทร์ ที่ผู้สำเร็จการศึกษาปฏิบัติงาน 55 แห่ง จำนวน 110 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำฌร็จรูป SPSS เพื่อหาค่าความถี่และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับวิทยาศาสตร์บัณฑิตตามความต้องการของสถานประกอบการในจังหวัดสุรินทร์โดยส่วนรวม อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดทั้ง 3 ด้าน เมื่อพิจารณา เป็นรายด้านปรากฏว่า ด้านความรู้และทักษะวิชาชีพ สถานประกอบการต้องการผู้สำเร็จการศึกษา ที่มีความรู้ในการบำรุงรักษาเครื่องมือเครื่องจักรเป็นอย่างดี ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง คำนึงถึงความปลอดภัย ด้านมนุษย์สัมพันธ์มีความรู้ความต้องการผู้สำเร็จการศึกษา ที่ให้ความร่วมมือกับสถานประกอบการในการปฏิบัติงานเป็นอย่างดี ให้ความร่วมมือและมีความเต็มใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ด้านคุณธรรมจริยธรรม มีความต้องการ ผู้สำเร็จการศึกษาที่ตรงต่อเวลาและการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอเป็นผู้ปกป้องรักษา ไว้ซึ่งผลประโยชน์ของสถานประกอบการ ความต้องการของผู้บริหารสถานประกอบการเกี่ยวกับคุณลักษณะของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับวิทยาศาสตร์บัณฑิต 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.04 MB)
2Abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Content.pdf ( 0.12 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.22 MB)
5Chapter 2.pdf ( 2.00 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.11 MB)
7Chapter 4.pdf ( 1.04 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.27 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.14 MB)
10Appendix.pdf ( 0.26 MB)
6
การพัฒนาหลักสูตรการสร้างเครื่องดนตรีพื้นเมือง
The curriculum development in producing folk musical instrument
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : นภดล พูลสวัสดิ์
21
The Purpose of This study was to developed the folk musical instrument production curriculum \\\"Pey - or\\\" playing in Kantruem folk band using DACUM technique. One Group Pre test Design was used in implementing the curriculum. The Subject of this study consisted of 32 first year student in Arts program of five - year bachelor in education syllabus studying in ARTS 201 class in the first semester of the academic year 2005 at Surindra University. A measurement form was administered to evaluate the competencies in making folk musical instrument \\\"Pey - Or\\\" in the areas of knowledge, skill, and attitude and a questionnaire was launched to get information on problems of implementation. The results of this study was that the curriculum was suitable to the level of students. There was a significant difference at. 01 level in self - evaluation of student between before and after learning. The content of the curriculum and the knowledge and skill of the lecturer were suitable to the level of students. Some problems found in the training were : the period of learning was the first priority from the questionnaire was not suitable to learner, second priority was the lack of materials. The suggestions from the questionnaire was that the students wanted to learn to make thai flute.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.04 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Content.pdf ( 0.11 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.30 MB)
5Chapter 2.pdf ( 1.89 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.23 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.18 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.28 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.20 MB)
10Appendix.pdf ( 0.87 MB)
11Biodata.pdf ( 0.06 MB)
7
ผลการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่มีผลต่อพฤติกรรมของนักศึกษาคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : รเชษฐ์ วรศรี, ชูชาติ พยอม, แม้นวาด แข่งขัน
21
The Faculty of Industraial Technology promoted the computer program for the student since 2002 Hence, the researcher was interested in study the effects of computer usage on the student behabiors on the basis of hypothesis that the student with different levels of computer usage should have different degrees of working stress, output satiafaction. Working responsibility, team working and creative thinking, in computerization. The stratified sampling fix model was designes as a quasi-experimental research to collect the data from all of the 86 persom. The data were analyszed by menans of percentage, average and one-way anova. The results of the study showed that the duration of computer usage a day had an effect on the student beabiors. The student who continuously used compter by themselves more than 5 hours a day more working stress, working responsibility, team working, and creative thinking, in computerization than those ones who no-used and continuosly used less than 5 hours a day. Howerever, those who no - used and used computer had the same the same degree of satisfaction on the computer outcomes
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.04 MB)
2Abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Content.pdf ( 0.13 MB)
4Chapter1.pdf ( 0.41 MB)
5Chapter2.pdf ( 1.43 MB)
6Chapter3.pdf ( 0.28 MB)
7Chapter4.pdf ( 1.73 MB)
8Chapter5.pdf ( 0.21 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.35 MB)
10Appendix.pdf ( 0.42 MB)
8
ภาพสะท้อนของนิทานพื้นบ้านชาวไทยเขมร บ้านสะเดา ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
A reflection of the Khmer-speaking Thais 's folklore at sadao village, tambon nabua, mueang district, surin province
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : อารีย์ ทองแก้ว
21
The purposes of this study were to collect some pieces of Khmer-speaking Thais’ folkore passed down by words of mouth and preserve them in the form written document so that they will remain a reflection of way oflife, culture, beliefs and faith of the ancestors of the native people Surin. The was carried by interviewing the Khmer-speaking villagers of Sadao village, Tambon Nabua, Mueang district, Surin province. A reflection of the folklore has helped us understand local people lived which almost entirely relied on natural resources. They sought four basic factors to sustain their living from the forests, water sources, mountaions and paddy rice fields. Their way of life led them to experience both good and bad vicissitudes, love and unity. They glorified the value of mutual hospitality, gratitude, honesty and praised the wise men. The opted to solve the problems in a righteous way though they believed in ghosts or spirits and hallowed objects. All these according to human nature in each particular period. They believed firmly in the Buddha’s teaching according to which they taught their chidren to Know what was right or wrong. They strictly followed the community’s traditions and always used a parable when they taught their children. They also convinced their offspring that a happy life could be achieved through diligence and perseverance which were basics to make families steady and warm and led to the national security.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.07 MB)
2Abstract.pdf ( 0.10 MB)
3Content.pdf ( 0.09 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.16 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.33 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.49 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.41 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.29 MB)
9Chapter 6.pdf ( 0.16 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.12 MB)
11Appendix.pdf ( 1.76 MB)
9
ประวัติศาสตร์เมืองรัตนบุรี
The History of Rattanaburi
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : สุทัศน์ กองทรัพย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
The history of Rattanaburi between 1657 ? 1914 from the study found that it was beginning from the informed history and the establishment legendary history beginning with the depicts legendary as evidenced from the existing archaeological site of Khmer civilization demonstrated by Banthad legendary to Mueangkaew legendary. A successive migrations was the demonstrative culture trait of Southern E-san and a town relocated by communities migration due to the and appropriately environment for settlement. Mueangkaew hard Kaew forest, watercourse and Moon River flew pass like the main blood of Southern E-san for the water transportation. Because of the necessary in communication, Rattanaburi had to migrated. Rattanaburi, later turned to the Chaopraya river basin centralization, by the political revolution, Rattanaburi was in Monthontesaphiban, to be in service of Nakhornratchasima, because of the water transportation Rattanaburi became in service of Middle Laos with the central in Nakhornratchasima. Later from 1901 ? 1902 during the unusual situation by the Bunmee rebel in MonthonLaosGround(Monthon E-San) and extended to Muang Surin, Sangkra, Khukun, Srisaket and Ubonratchatani. Rattanaburi was the settled Surin corps to defeated, mostly the force from Nakhornratchasima. Muang Surin was not be attacked, so the force shifted to Ubonratchatani. At the end of the war, Rattanaburi was closely to Surin, because of the appropriated transportations and the political revolution that divided Monthontesaphiban to province and district throughout the country. The journey was main factor that assigned Rattanaburi to be one district in Surin to this day.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.06 MB)
2Abstract.pdf ( 0.10 MB)
3Content.pdf ( 0.06 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.11 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.07 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.17 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.31 MB)
8Chapter 5.pdf ( 1.05 MB)
9Chapter 6.pdf ( 0.37 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.11 MB)

Search within results