Search Result 181 Found

  • Filters
 
1
สภาพการพัฒนาบุคลากรศูนย์เครือข่ายหนองตากยา สังกัด สานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ธัญพร อุ่นทวีทรัพย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาบุคลากรของศูนย์เครือข่ายหนองตากยา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาบุคลากรของศูนย์เครือข่ายหนองตากยา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหาร จานวน 7 คน ครูผู้สอน จานวน 49 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 49 คน และการสนทนากลุ่ม จานวน 10 คน รวม 105 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการพัฒนาบุคลากรของศูนย์เครือข่ายหนองตากยา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า สภาพการพัฒนาบุคลากรของศูนย์เครือข่ายหนองตากยาอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลาดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อยดังนี้ คือ ด้านการปฏิบัติตามแผนการพัฒนาบุคลากร ด้านการวางแผนพัฒนาบุคลากร ด้านการประเมินผลการพัฒนาบุคลากรและด้านการกาหนดความจาเป็น ในการพัฒนาบุคลากร 2) แนวทางการพัฒนาบุคลากรของศูนย์เครือข่ายหนองตากยา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จาแนกตามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม มีความแตกต่างอย่าง มีนัยสาคัญทางสถิติระดับ .05 และผลการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) พบว่า บุคลากรเป็นผู้ปฏิบัติงานจึงต้องมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานที่ต้องพัฒนาปรับปรุง อยู่เสมอ ทาให้บุคลากรสามารถทางานอย่างมีประสิทธิภาพ บุคลากรทางานเป็นทีมมากขึ้น สามารถรับรู้ปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนในโรงเรียนและนามาซึ่งการแก้ปัญหางานมีคุณภาพมากขึ้น ครูมีส่วนร่วมในการกาหนดรูปแบบการพัฒนาบุคลากร ครูมีความกระตือรือร้นที่จะเข้ารับการอบรมสัมมนาเพื่อพัฒนาตนเอง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.25 MB)
2app.pdf ( 1.50 MB)
3bib.pdf ( 0.23 MB)
4ch1.pdf ( 0.40 MB)
5ch2.pdf ( 1.21 MB)
6ch3.pdf ( 0.30 MB)
7ch4.pdf ( 0.35 MB)
8ch5.pdf ( 0.35 MB)
9cover.pdf ( 0.14 MB)
2
ผลของพาโคลบิวทราโซลต่อการเจริญเติบโต การออกดอกและการให้ผลผลิตของเยรูซาเล็มอาร์ติโชก พันธุ์แก่นตะวัน # 1
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : จิตจำนง ทุมแสน
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของสารพาโคลบิวทราโซลต่อการเจริญเติบโต การออกดอก การให้ผลผลิต และปริมาณสารตกค้างในหัว เยรูซาเล็ม อาร์ติโชก พันธุ์แก่นตะวัน # 1 ที่ปลูกในกระถางเพื่อเป็นไม้ดอกกระถาง และใช้หัวเพื่อการบริโภคเป็นอาหารสุขภาพ การให้สารพาโคลบิวทราโซล 0 mg/l เป็นทรีตเมนต์ควบคุมส่วนความเข้มข้นสาร 4 ระดับ คือ 100 mg/l, 200 mg/l, 300 mg/l และ 500 mg/l โดยวิธีผสมน้ำราดลงดิน จำนวนครั้งของการให้สารมี 3 ระดับ คือ 3, 4 และ 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งห่างกัน 10 วัน การวิเคราะห์หาสารตกค้างใช้เทคนิคของ GC-MS ผลจากการวิจัยพบว่า ความสูงของต้น ขนาดของใบได้แก่ ความยาว ความกว้าง และพื้นที่ใบ ตลอดจนความยาวของก้านใบ ปริมาณคลอโรฟิลล์ในพืชที่ควบคุม จะสูงกว่าพืชที่ได้รับสาร (P > 0.05) ซึ่งจะลดลงตามความเข้มข้นของสารที่เพิ่มขึ้น จำนวนครั้งของไม่มีผลแตกต่างกัน พาโคลบิวทราโซลไม่มีผลต่ออายุ การออกดอก และอายุการบานของดอก แต่ทำให้จำนวนดอกต่อต้นแตกต่างกัน (P > 0.05) โดยพืชที่ได้รับสารจะมีจำนวนดอก 11.2 ดอกต่อต้น น้อยกว่าพืช ที่ไม่ได้รับสารซึ่งมี 29.33 ดอกต่อต้น เช่น เดียวกับขนาดของดอก และความยาวของก้านดอกพืช ที่ได้รับสารจะมีขนาดความกว้างของดอก 8.54 เซนติเมตร ความยาวก้านดอก 10.41 เซนติเมตร น้อยกว่าพืช ที่ไม่ได้รับสาร(P < 0.05) ซึ่งมีความกว้างของดอก และความยาวของก้านดอกเป็น 9.53 เซนติเมตร และ 18.35 เซนติเมตร ตามลำดับ น้ำหนักของส่วนเหนือดิน และใต้ดิน เมื่อเก็บเกี่ยว ที่อายุ 130 วัน พบว่า พืชที่ไม่ได้รับสารจะสูงกว่า(P < 0.05) พืชที่ได้รับสารซึ่งจะลดลงตามความเข้มข้นของสารที่เพิ่มขึ้น จำนวนครั้งของการให้สารที่แตกต่างกันไม่ทำให้น้ำหนัก ส่วนเหนือดิน และใต้ดินแตกต่างกัน น้ำหนักของหัว (tuber) เมื่อเก็บเกี่ยวนั้น ต้นที่ไม่ได้รับสารจะมีจำนวนหัว และน้ำหนักของหัวสูงกว่า (P < 0.05) พืชที่ได้รับสารพาโคลบิวทราโซล โดยจำนวน และน้ำหนักของหัวจะลดลงตามความเข้มข้นของสารที่เพิ่มขึ้น สำหรับปริมาณของ TSS ในหัวนั้นไม่แตกต่างกัน (P > 0.05) โดยหัวจากพืชที่ไม่ได้รับสารมีค่า 21.47 %Brix และ หัวจากพืช ที่ได้รับสารเท่ากับ 21.39 %Brix ไม่พบสารพาโคลบิวทราโซลตกค้าง คำสำคัญ : เยรูซาเล็มอาร์ติโชก, พาโคลบิวทราโซล, การเจริญเติบโต, สารตกค้างในหัว
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.23 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.16 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.26 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.18 MB)
5บทที่ 4 .pdf ( 0.57 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.15 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.20 MB)
3
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการเงินธุรกิจ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1โดยใช้บทเรียนสาเร็จรูป
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ลาใย มีเสน่ห์
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสาเร็จรูป วิชาการเงินธุรกิจ เรื่อง การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาการเงินธุรกิจ เรื่อง การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน โดยใช้บทเรียน สาเร็จรูป ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อบทเรียนสาเร็จรูป วิชาการเงินธุรกิจ เรื่อง การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการบัญชี คณะวิทยาการ จัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการเงินธุรกิจในภาคเรียนที่ 2/2555 จานวน 33 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) บทเรียนสาเร็จรูป เรื่อง การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักศึกษาต่อบทเรียนสาเร็จรูป และสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การหาประสิทธิภาพภาพของ บทเรียนสาเร็จรูป (E1/E2) ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ (rn) ค่า t ? test for dependent samples ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( x ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้สร้างบทเรียนสาเร็จรูปวิชาการเงินธุรกิจ เรื่อง การวิเคราะห์ จุดคุ้มทุน โดยมีประสิทธิภาพ 86.82 / 82.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขา วิชาการบัญชี ที่เรียนวิชาการเงินธุรกิจ เรื่อง การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน โดยใช้บทเรียนสาเร็จรูป มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ 0.05 และ 3) นักศึกษา มีความพึงพอใจต่อบทเรียนสาเร็จรูปวิชาการเงินธุรกิจ เรื่อง การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1bib.pdf ( 0.94 MB)
2ch1.pdf ( 0.16 MB)
3ch2.pdf ( 0.45 MB)
4ch3.pdf ( 0.32 MB)
5ch4.pdf ( 0.19 MB)
6ch5.pdf ( 0.17 MB)
7contents.pdf ( 0.30 MB)
8cover.pdf ( 0.19 MB)
4
สภาพการพัฒนาบุคลากรศูนย์เครือข่ายหนองตากยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2015
โดย : ธัญพร อุ่นทวีทรัพย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาบุคลากรของศูนย์เครือข่ายหนองตากยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาบุคลากรของศูนย์เครือข่ายหนองตากยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหาร จำนวน 7 คน ครูผู้สอน จำนวน 49 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 49 คน และการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน รวม 105 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการพัฒนาบุคลากรของศูนย์เครือข่ายหนองตากยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า สภาพการพัฒนาบุคลากรของศูนย์เครือข่ายหนองตากยาอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อยดังนี้ คือ ด้านการปฏิบัติตามแผนการพัฒนาบุคลากร ด้านการวางแผนพัฒนาบุคลากร ด้านการประเมินผลการพัฒนาบุคลากรและด้านการกำหนดความจำเป็น ในการพัฒนาบุคลากร 2) แนวทางการพัฒนาบุคลากรของศูนย์เครือข่ายหนองตากยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำแนกตามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม มีความแตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 และผลการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) พบว่า บุคลากรเป็นผู้ปฏิบัติงานจึงต้องมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานที่ต้องพัฒนาปรับปรุง อยู่เสมอ ทำให้บุคลากรสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ บุคลากรทำงานเป็นทีมมากขึ้น สามารถรับรู้ปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนในโรงเรียนและนำมาซึ่งการแก้ปัญหางานมีคุณภาพมากขึ้น ครูมีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบการพัฒนาบุคลากร ครูมีความกระตือรือร้นที่จะเข้ารับการอบรมสัมมนาเพื่อพัฒนาตนเอง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1app.pdf ( 1.49 MB)
2article.pdf ( 0.47 MB)
3chapter1.pdf ( 0.39 MB)
4chapter2.pdf ( 1.19 MB)
5chapter3.pdf ( 0.29 MB)
6chapter4.pdf ( 0.35 MB)
7chapter5.pdf ( 0.35 MB)
8contents.pdf ( 0.25 MB)
9cover.pdf ( 0.14 MB)
10references.pdf ( 0.23 MB)
5
การดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนเครือข่ายศูนย์อาเซียนศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : เฉลียว เถื่อนเภา
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนเครือข่ายศูนย์อาเซียนศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และ 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนเครือข่ายศูนย์อาเซียนศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 เมื่อจำแนกตามเพศ สถานภาพ วุฒิการศึกษา และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียนในโรงเรียนเครือข่ายศูนย์อาเซียนศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 350 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) 5 ระดับ ที่มีค่าความเที่ยงตรงของข้อคำถามรายข้อระหว่าง 0.6 - 1.0 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.51 - 0.93 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ทั้งฉบับเท่ากับ .941 สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t- test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่โดยวิธีของเชฟเฟ (Scheffe?s method) ผลการศึกษา พบว่า 1. การดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนเครือข่ายศูนย์อาเซียนศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 โดยภาพรวม การดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนเครือข่ายศูนย์อาเซียนศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ในภาพรวมมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้านเช่นกัน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยมากไปน้อย คือ ด้านคุณภาพผู้เรียน ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ ด้านการบริหารจัดการ และด้านปัจจัยสนับสนุน ตามลำดับ 2. การเปรียบเทียบการดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนเครือข่ายศูนย์อาเซียนศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 พบว่า 2.1 เมื่อจำแนกตามเพศโดยรวม เพศชายและเพศหญิงมีระดับความคิดเห็นต่อการดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ ทางสถิติ และเมื่อเปรียบเทียบแยกรายด้าน พบว่า มีระดับความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านปัจจัยสนับสนุน และด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ และมีระดับความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านคุณภาพผู้เรียน ส่วนด้าน การบริหารจัดการ มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2.2 เมื่อจำแนกตามวุฒิการศึกษาโดยรวม ผู้มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีระดับความคิดเห็นต่อการดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบแยกรายด้าน พบว่า มีระดับความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านปัจจัยสนับสนุนและด้านการบริหารจัดการ ส่วนด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้และด้านคุณภาพผู้เรียน มีระดับความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.3 เมื่อจำแนกตามสถานภาพโดยรวม ผู้มีสถานภาพต่างกันมีระดับความคิดเห็นต่อการดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ในด้านปัจจัยสนับสนุน ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ และด้านคุณภาพผู้เรียน มีระดับความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านการบริหารจัดการ มีระดับความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2.4 เมื่อจำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยรวมสถานศึกษาขนาดต่างกันมีการดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีการดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกด้าน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.19 MB)
2ann.pdf ( 0.07 MB)
3app.pdf ( 0.03 MB)
4app1.pdf ( 0.26 MB)
5app2.pdf ( 0.27 MB)
6app3.pdf ( 0.23 MB)
7app4.pdf ( 0.15 MB)
8article.pdf ( 0.41 MB)
9chapter1.pdf ( 0.29 MB)
10chapter2.pdf ( 1.44 MB)
11chapter3.pdf ( 0.30 MB)
12chapter4.pdf ( 0.67 MB)
13chapter5.pdf ( 0.34 MB)
14contents.pdf ( 0.25 MB)
15cover.pdf ( 0.13 MB)
16cover2.pdf ( 0.08 MB)
17references.pdf ( 0.16 MB)
18vitae.pdf ( 0.07 MB)
6
การปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของครูผู้สอนในโรงเรียนเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 4 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : นิภา นาคสิงห์
10
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพของครูผู้สอนในโรงเรียนเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 4 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้ปฏิบัติงานการสอนในโรงเรียนเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 4 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 จานวน 152 คน ได้มาจากการเทียบจานวนกับตารางของ Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู 12 มาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (Independent Samples) ผลการวิจัย พบว่า 1. ครูผู้สอนในโรงเรียนเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 4 มีการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ครูเพศชายและครูเพศหญิง มีการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูทั้งโดยรวมและจาแนกรายด้านไม่แตกต่างกัน 3. ครูที่มีประสบการณ์การทางานต่ากว่า 15 ปี และครูที่มีประสบการณ์การทางานตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.13 MB)
2anno.pdf ( 0.07 MB)
3app.pdf ( 0.09 MB)
4app1.pdf ( 0.32 MB)
5app2.pdf ( 0.17 MB)
6app3.pdf ( 0.22 MB)
7bib.pdf ( 0.22 MB)
8ch1.pdf ( 0.28 MB)
9ch2.pdf ( 1.07 MB)
10ch3.pdf ( 0.19 MB)
11ch4.pdf ( 0.53 MB)
12ch5.pdf ( 0.26 MB)
13contents.pdf ( 0.21 MB)
7
การศึกษาการใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนกับงานวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษา อาเภอบ้านตาก สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ปราณี ใบทอง
10
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนกับงานวิชาการของ ครูโรงเรียนประถมศึกษา อาเภอบ้านตาก สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน รวม 188 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scales) สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ผลของการวิจัย พบว่า 1. การใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนกับงานวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษาในอาเภอบ้านตาก สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 ในการพัฒนางานวิชาการได้อย่างมีคุณภาพตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน อยู่ในระดับมาก 2. ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูที่มีต่อการใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนกับงานวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษาในอาเภอบ้านตาก สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 ในภาพรวม ไม่มีความแตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.33 MB)
2app.pdf ( 0.76 MB)
3bib.pdf ( 0.22 MB)
4ch1.pdf ( 0.20 MB)
5ch2.pdf ( 1.14 MB)
6ch3.pdf ( 0.25 MB)
7ch4.pdf ( 0.49 MB)
8ch5.pdf ( 0.17 MB)
9cover.pdf ( 0.29 MB)
8
การศึกษาสภาพความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนดรุณาราชบุรี สังกัดสำนักงานบริหารคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis
โดย : ดารัตน์ เนื่องอ้น
10
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนดรุณาราชบุรี (2) เปรียบเทียบสภาพความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน ดรุณาราชบุรี ตามความคิดเห็นของครูและบุคลากร จำแนกตามแผนก และระยะเวลา ในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูและบุคลากรโรงเรียนดรุณาราชบุรี สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 จังหวัดราชบุรี จำแนกตามแผนกอนุบาล จำนวน 24 คน ประถมศึกษา จำนวน 50 คน และมัธยมศึกษา จำนวน 72 คน รวม 146 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) แล้วสุ่มจากรายชื่อโดยใช้แผนกเป็นชั้น (Strata) เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีค่าความเที่ยง .98 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบ ค่าเอฟ และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Sheffe’s Method) ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนดรุณาราชบุรี มีการดำเนินการอยู่ในระดับมาก 2. การเปรียบเทียบสภาพความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนดรุณาราชบุรี ตามความคิดเห็นของครูและบุคลากร จำแนกตามแผนกมีความคิดเห็นแตกต่างกัน 3 ด้าน และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงานมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.27 MB)
2app.pdf ( 0.83 MB)
3article.pdf ( 0.42 MB)
4chapter1.pdf ( 0.34 MB)
5chapter2.pdf ( 1.71 MB)
6chapter3.pdf ( 0.26 MB)
7chapter4.pdf ( 0.63 MB)
8chapter5.pdf ( 0.30 MB)
9cover.pdf ( 0.14 MB)
10references.pdf ( 0.32 MB)
9
การดำเนินงานตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษ ที่สอง (พ.ศ. 2552 - 2561) ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis
โดย : สุเทพ คำกลิ่น
10
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินงานตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552 - 2561) ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ประชากรที่ศึกษาในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 จำนวน 49 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า การดำเนินงานตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง(พ.ศ. 2552 - 2561) ของโรงเรียนประถมศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ เขตอำเภอเมืองราชบุรี ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ด้านพัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ ด้านพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ ด้านพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ มีการดำเนินงาน ในระดับมากทุกด้าน คือ ด้านพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ ( = 4.06) ด้านพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ( = 3.99) ด้านพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ ( = 3.81) และด้านพัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ ( = 3.76)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.12 MB)
2ann.pdf ( 0.07 MB)
3app.pdf ( 0.04 MB)
4app1.pdf ( 0.37 MB)
5app2.pdf ( 0.20 MB)
6app3.pdf ( 0.08 MB)
7app4.pdf ( 0.08 MB)
8app5.pdf ( 0.15 MB)
9app6.pdf ( 0.18 MB)
10article.pdf ( 0.32 MB)
11chapter1.pdf ( 0.31 MB)
12chapter2.pdf ( 0.78 MB)
13chapter3.pdf ( 0.18 MB)
14chapter4.pdf ( 0.34 MB)
15chapter5.pdf ( 0.21 MB)
16contents.pdf ( 0.16 MB)
17cover.pdf ( 0.20 MB)
18references.pdf ( 0.19 MB)
19vitae.pdf ( 0.08 MB)
10
การศึกษาการใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนกับงานวิชาการของครู โรงเรียนประถมศึกษา อำเภอบ้านตาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis
โดย : ปราณี ใบทอง
10
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนกับงานวิชาการของ ครูโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอบ้านตาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน รวม 188 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scales) สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ผลของการวิจัย พบว่า 1. การใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนกับงานวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษาในอำเภอบ้านตาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 ในการพัฒนางานวิชาการได้อย่างมีคุณภาพตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน อยู่ในระดับมาก 2. ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูที่มีต่อการใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนกับงานวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษาในอำเภอบ้านตาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 ในภาพรวม ไม่มีความแตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.33 MB)
2app.pdf ( 0.75 MB)
3article.pdf ( 0.23 MB)
4chapter1.pdf ( 0.20 MB)
5chapter2.pdf ( 1.14 MB)
6chapter3.pdf ( 0.25 MB)
7chapter4.pdf ( 0.49 MB)
8chapter5.pdf ( 0.17 MB)
9cover.pdf ( 0.29 MB)
10references.pdf ( 0.22 MB)
11
การศึกษาปัญหาการปรับตัวและสุขภาพจิตของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
งานวิจัย/Research report 2542
โดย : ภัคพิชา แก่นเพ็ชร์
10
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัญหาการปรับตัวและ สุขภาพจิตโดยทั่วไปของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึง และเปรียบเทียบปัญหาการปรับตัวและสุขภาพจิตของ นักศึกษา รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ของปัญหาการปรับตัวกับสุขภาพ จิตของนักศึกษา เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนานักศึกษา การ วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบสำรวจ (survey) กลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการศึกษา คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ภาคปกติ สถาบันราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 จำนวน 200 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม 2 ชุด คือ ชุดที่ 1 เป็นแบบสอบถามการปรับตัว และชุดที่ 2 เป็นแบบสอบถามสุขภาพจิต เอสซีแอล-90 (SCL-90) นำข้อมูลมาวิเคราะห์มาหาร้อยละ ค่ามัชฌิม เลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานการทอสอบ ค่าที (t-test) การทดสอบ ค่าเอฟ (F-test) วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และไควสแควร์ จากการวิเคราะห์ผลปรากฎว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึง มีการปรับตัวทางด้านการเรียนมาก มีปัยหาสุขภาพ จิตสูงกว่าเกณฑ์ปกติเล็กน้อย 7 ด้าน คือด้านย้ำคิดย้ำทำ ด้านค วามรู้สึกไม่ชอบติดต่อกับคนอื่น ด้านซึมเศร้า ด้านความก้าวร้าว ทำลาย ด้านความหวาดกลัวโดยไม่มีเหตุผล ด้านความหวาดระแวง และ ด้านอาการทางจิต นักศึกษาที่มีปัจจัยพื้นฐานด้านส่วนตัวและ สังคมแตกต่างกัน มีปัญหาการปรับตัวและสุขภาพจิตไม่แตกต่างกัน และปัญหาการปรับตัวมีความสัมพันธ์กับสุขภาพจิต
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 0.41 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.24 MB)
3บทที่1.pdf ( 0.26 MB)
4บทที่2.pdf ( 0.60 MB)
5บทที่3.pdf ( 0.31 MB)
6บทที่4.pdf ( 0.69 MB)
7บทที่5.pdf ( 0.42 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.26 MB)
9ภาคผนวก.pdf ( 0.47 MB)
12
การศึกษาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษและเจตคติต่อการเรียน วิชาภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปี่ที่ 1 สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ด้วยวิธีสอนตามแนวทฤษฎีการสอน ภาษาแบบอรรถฐาน (Genre-Based Approach) โดยใช้อรรถลักษณะของ ข่าวหนังสือพิมพ์ (News Report Genre Features)
วิทยานิพนธ์/Thesis 2015
โดย : อมร เอี่ยมตาล
10
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษและเจตคติของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาชาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ด้วยวิธีสอนตามแนวทฤษฎีการสอนภาษาแบบอรรถฐาน (Genre-Based Approach) โดยใช้อรรถลักษณะของข่าวหนังสือพิมพ์ (News Report Genre Features) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจำนวน 30 ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนจัดการเรียนรู้โดยการสอนตามแนวทฤษฎีการสอนภาษาแบบอรรถฐานโดยใช้อรรถลักษณะของข่าวหนังสือพิมพ์ แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ และแบบสอบถามวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบค่า ที แบบกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ด้วยวิธีสอนตามแนวทฤษฎีการสอนภาษาแบบอรรถฐานโดยใช้ อรรถลักษณะของข่าวหนังสือพิมพ์ หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 2.เจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ด้วยวิธีสอนตามแนวทฤษฎีการสอนภาษาแบบอรรถฐานโดยใช้ อรรถลักษณะของข่าวหนังสือพิมพ์ หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.12 MB)
2ack.pdf ( 0.09 MB)
3app.pdf ( 2.59 MB)
4chapter1.pdf ( 0.30 MB)
5chapter2.pdf ( 1.24 MB)
6chapter3.pdf ( 0.32 MB)
7chapter4.pdf ( 0.16 MB)
8chapter5.pdf ( 0.31 MB)
9contents.pdf ( 0.20 MB)
10cover.pdf ( 0.22 MB)
11ref.pdf ( 0.33 MB)
13
การศึกษาความสามารถด้านการฟัง-พูดและแรงจูงใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านบ่อ ด้วยวิธีสอนภาษาเพื่อการสื่อสารโดยใช้เพลงและเกม
วิทยานิพนธ์/Thesis 2015
โดย : วารุณี ยะปาน
10
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถด้านการฟัง-พูดและแรงจูงใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านบ่อ ด้วยวิธีสอนภาษาเพื่อการสื่อสารโดยใช้เพลงและเกม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านบ่อ ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษ (อ 11101) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 35 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างได้รับการสอนด้วยวิธีสอนภาษาเพื่อการสื่อสารโดยใช้เพลงและเกม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการฟัง-พูดภาษาอังกฤษและแบบสังเกตพฤติกรรมแรงจูงใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลของการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถด้านการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านบ่อ ด้วยวิธีสอนภาษาเพื่อการสื่อสารโดยใช้เพลงและเกมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านบ่อ ด้วยวิธีสอนภาษาเพื่อการสื่อสารโดยใช้เพลงและเกมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. แรงจูงใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านบ่อ ด้วยวิธีสอนภาษาเพื่อการสื่อสารโดยใช้เพลงและเกมหลังการทดลองอยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.15 MB)
2app.pdf ( 0.70 MB)
3chapter1.pdf ( 0.31 MB)
4chapter2.pdf ( 2.39 MB)
5chapter3.pdf ( 0.29 MB)
6chapter4.pdf ( 0.18 MB)
7chapter5.pdf ( 0.36 MB)
8contents.pdf ( 0.28 MB)
9cover.pdf ( 0.24 MB)
10references.pdf ( 0.31 MB)
14
การปฏิบัติงานในโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2015
โดย : สาธิต เศวตบงกช
10
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการปฏิบัติงานในโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 และ 2) เปรียบเทียบระดับการปฏิบัติงานในโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการที่รับผิดชอบโครงการและครูผู้สอนในโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 246 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการที่รับผิดชอบโครงการและครูผู้สอน มีการปฏิบัติงานในโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก คือ ด้านการประเมินผลและเผยแพร่ผล การดำเนินงาน ด้านการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้านการดูแลสนับสนุน ด้านการเตรียมการ ด้านการจัดสภาพและองค์ประกอบ และด้านการพัฒนาบุคลากรตามระบบไตรสิกขา ตามลำดับ 2. ผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการที่รับผิดชอบโครงการและครูผู้สอนมีการปฏิบัติงานในโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.11 MB)
2ack.pdf ( 0.12 MB)
3app1.pdf ( 0.27 MB)
4app2.pdf ( 0.24 MB)
5app3.pdf ( 0.28 MB)
6app4.pdf ( 0.14 MB)
7app5.pdf ( 0.15 MB)
8app6.pdf ( 0.10 MB)
9article.pdf ( 0.24 MB)
10chapter1-3.pdf ( 0.99 MB)
11chapter4-5.pdf ( 0.56 MB)
12contents.pdf ( 0.20 MB)
13cover.pdf ( 0.21 MB)
14references.pdf ( 0.27 MB)
15vitae.pdf ( 0.14 MB)
15
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการคิดและการตัดสินใจ เรื่อง “ตรรกศาสตร์และการให้เหตุผล” โดยการใช้สื่อประสม ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงจังหวัดราชบุรี
งานวิจัย/Research report 2553
โดย : สุภลักษณ์ ระงับภัย
10
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการคิดและการตัดสินใจ เรื่อง “ตรรกศาสตร์และการให้เหตุผล” โดยการใช้สื่อประสม และศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “ตรรกศาสตร์และการให้เหตุผล” โดยการใช้สื่อประสม ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 หมู่เรียน จำนวนผู้เรียน 39 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มจากจำนวนทั้งหมด 3 หมู่เรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง “ตรรกศาสตร์และการให้เหตุผล” จำนวน 7 แผน แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง “ตรรกศาสตร์และการให้เหตุผล” ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบอัตนัย จำนวน 10 ข้อ และแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “ตรรกศาสตร์และการให้เหตุผล” การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ตาราง และการบรรยาย ผลการวิจัยปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการคิดและการตัดสินใจ เรื่อง “ตรรกศาสตร์และการให้เหตุผล” โดยการใช้สื่อประสม ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการคิดและการตัดสินใจหลังการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ 70% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้เรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ว่ามีความเหมาะสม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11.pdf ( 0.12 MB)
22.pdf ( 0.12 MB)
33.pdf ( 0.20 MB)
44.pdf ( 0.12 MB)
55.pdf ( 0.12 MB)
66.pdf ( 0.11 MB)
77.pdf ( 0.11 MB)
88.pdf ( 0.05 MB)
99.pdf ( 0.47 MB)
1010.pdf ( 0.11 MB)
1111.pdf ( 0.11 MB)

Search within results