Search Result 197 Found

  • Filters
 
1
ผลกระทบเชิงพฤติกรรมของผู้รับสารจากการนำเสนอข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในจังหวัดอุบลราชธานี
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ประกายดาว สาริกบุตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาผลกระทบเชิงพฤติกรรมของผู้รับสารจากการนำเสนอข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อศึกษาถึงสภาพปัญหาของการนำเสนอข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐตามทัศนะการมองของผู้รับสารความสัมพันธ์ระหว่าง บุคลิกภาพของวัยรุ่นกับผลกระทบที่ได้รับจากการนำเสนอข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในด้านคุณค่าที่ควรยึดถือและแนวโน้มทางด้านอารมณ์ ประชากรที่ศึกษาได้แก่ผู้ที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 3 ประเด็น ได้แก่ การศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับสารข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐการศึกษาถึงบุคลิกภาพของวัยรุ่น การศึกษาถึงผลกระทบของการนำเสนอข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่มีต่อวัยรุ่น การรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยให้พนักงาน เก็บข้อมูลในพื้นที่เป้าหมายที่กำหนดไว้วิจัยทำการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของแบบสอบถามที่ได้รับคืน จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูล ดช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS for Windows วิเคราะห์สถิติที่เป็นค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) สรุปผลการวิจัย ส่วนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 1. ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 347 คน ส่วนใหญ่เป็นหญิง คิดเป็นร้อยละ 74.1 เป็นชายคิดเป็นร้อยละ 25.9 2. ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 347 คน ส่วนใหญ่อายุ 18-25 ปี จำนวน 343 คน คิดเป็นร้อยละ 98.9 อายุ 26-30 คิดเป็นร้อยละ 1.2 3. ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 347 คน ส่วนใหญ่อยู่ชั้นปีที่ 1 จำนวน 119 คน คิดเป็นร้อยละ 34.3 ชั้นปีที่ 2 จำนวน 83 คน คิดเป็นร้อยละ 23.9 ชั้นปีที่ 3 จำนวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 28.2 และชั้นปีที่ 4 จำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 13.5 4. ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 347 คน ส่วนใหญ่ผู้ปกครอบมีอาชีพเกษตร/ประมง จำนวน 164 คิดเป็นร้อยละ 47.3 อาชีพรับราชการ จำนวน 70 คน คิดเป็นร้อยละ20.2 อาชีพค้าขาย จำนวน 57 คิดเป็นร้อยละ 16.4 อาชีพรับจ้าง จำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 7.5 อาชีพอื่น ๆ จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 5.5 อาชีพพนักงารัฐวิสหกิจจำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 2.0 และว่างงาน จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 1.2 5. ผู้ตรวจแบบสอบถามจำนวน 347 คน ส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยของครอบครัวต่อเดือน ต่ำกว่า 5,000 บาท จำนวน 142 คน คิดเป็นร้อยละ 40.9 รายได้ 5,000-10,000 บาท จำนวน 85 คน คิดเป็นร้อยละ 24.5 รายได้ 10,001-15,000 บาท จำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 11.5 รายได้ 15,001-20,000 บาท จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ10.4 รายได้ 30,001-40,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 5.2 รายได้ 20,001-30,000 บาท จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 4.6 และรายได้ 40,001-50,000 บาท จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ .9 ส่วนที่ 2 ผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับพฤติกรรมการรับสารข่าวหน้า 1 1. ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 347 คน รู้จักหนังสือพิมพ์ไทยรัฐทั้งหมด 347 คน คิดเป็นร้อยละ 100 2. ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวนทั้งหมด 347 คน ส่วนใหญ่รับข่าวหนังสือพิมพ์จากบ้านพัก จำนวน 289 คน คิดเป็นร้อยละ 83 อันดับหนึ่ง จากหอพัก/บ้านพัก จำนวน 219 คน คิดเป็นร้อยละ 63 จากบ้านญาติ จำนวน 179 คน คิดเป็นร้อยละ 52 จากห้องสมุดจำนวน 129 คน คิดเป็นร้อยละ 37 จากร้านขายหนังสือ จำนวน 99 คน คิดเป็นร้อยละ 29 จากร้านเสริมสวน จำนวน 89 คน คิดเป็นร้อยละ 26 จากร้านอาหาร จำนวน 74 คิดเป็นร้อยละ 21 และอื่น ๆ จำนวน 50 คิดเป็นร้อยละ 14 3. ผู้สอบถามทั้งหมด 347 คน ส่วนใหญ่ต้องการข้อมูลข่าวสารทั่วไปจำนวน 181 คน คิดเป็นร้อยละ 52.2 รองลงมาต้องการรู้จักทิศทางและกระแสสังคมไทย จำนวน 67 คน คิดเป็นร้อยละ 19.3 เป็นคนคุ้นเคย จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 15.6 ต้องการความตื่นเต้นกับข่าวอาชญากรรม จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 4.0 ไม่รู้จะทำอะไรต้องการฆ่าเวลา จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 2.9 ต้องการรับรู้ข่าวสารของคนที่รู้จัก จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 2.9 ทำให้มีความสุขเพลิดเพลิน, สบายใจ จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 2.6 และอื่น ๆ จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ .6 4. ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด จำนวน 347 คน ส่วนใหญ่มักจะอ่านเพียงบางส่วน จำนวน 178 คน คิดเป็นร้อยละ 51.3 อ่านอย่างตั้งใจ จำนวน 148 คน คิดเป็นร้อยละ 42.7 ทำกิจกรรมอื่นควบคู่ไปด้วย จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 4.6 และดูแค่รูปภาพจำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 1.4 5. ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด จำนวน 347 คน ส่วนใหญ่อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหน้า 1 เมื่อมีเวลาว่าง จำนวน 137 คน คิดเป็นร้อยละ 39.5 2 วันอ่าน 1 ครั้ง จำนวน 84 คน คิดเป็นร้อยละ 24.2 อ่านทุกวัน จำนวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 23.1 5 วัน อ่าน 1 ครั้ง จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 6.1 อ่านสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 4.3 และอื่นๆ จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 2.3 6. ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด จำนวน 347 คน ส่วนใหญ่วันทีต้องการไปเรียนหนังสือ รับข่าวสารหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโดยเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง จำนวน 280 คน คิดเป็นร้อยละ 80.7 2 ชั่วโมง จำนวน 43 คน คิดเป็นร้อยละ 12.4 ไม่รับข่าวสารเลย จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 3.7 3 ชั่วโมงและ 5 ชั่วโมง จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 1.2 และ 4 ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ .9 7. ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด จำนวน 347 คน ส่วนใหญ่วันหยุดรับสารข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง จำนวน 207 คิดเป็นร้อยละ 59.7 2 ชั่วโมง จำนวน 93 คน คิดเป็นร้อยละ 26.8 3 ชั่วโมง จำนวน 34 คิดเป็นร้อยละ 9.2 4 ชั่วโมง จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 2.6 5 ชั่วโมง จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ .6 และ 6 ชั่วโมง จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ .3 8. จะเห็นได้ว่าภาพรวมของความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ของนักศึกษาโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 1-4 คณะบริหารธุรกิจและการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.07 และเมื่อพิจารณาความคิดเห็นของนักศึกษาโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ เห็นด้วยในระดับมาก ข้อ 1-8 โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.04, 6.20, 4.64, 5.25, 4.58, 5.07 ,6.04 และ 5.46 โดยความคิดเห็นที่นักศึกษาโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ เห็นด้วยมากที่สุดคือ ข้อ 7 และ ข้อ 8 (การอ่านหนังสือเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และหนังสือพิมพ์มีส่วนสร้างแรงบันดาลใจให้เราเป็นคนดีของสังคมไทย โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.04,5.46) 9. จะเห็นได้ว่าภาพรวมของความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ของนักศึกษาโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 1-4 คณะบริหารธุรกิจและการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 และเมื่อพิจารณาความคิดเห็นของนักศึกษาโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ เห็นด้วยในระดับมาก ข้อ 1-9 โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.51, 4.69, 4.57, 5.23, 4.64, 6.05, 5.41, 4.42 และ .22 โดยความคิดเห็นที่นักศึกษาโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ เห็นด้วยมากที่สุดคือ ข้อ 6 (ข่าวบันเทิง โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.05) 10. ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด จำนวน 347 คน ของทุกประเภทช่วงข่าวส่วนใหญ่ข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐควรมีข่าวอาชญากรรมมากที่สุด จำนวน 224 คน คิดเป็นร้อยละ 65 ข่าวการเมือง จำนวน 187 คน คิดเป็นร้อยละ 54 ข่าวการศึกษา จำนวน 168 คน คิดเป็นร้อยละ 48 ข่าวบันเทิง จำนวน 167 คน คิดเป็นร้อยละ 48 ข่าวเศรษฐกิจจำนวน 132 คน คิดเป็นร้อยละ 38 ข่าวอื่น ๆ จำนวน 105 คน คิดเป็นร้อยละ 30 ข่าวภัยพิบัติ จำนวน 95 คน คิดเป็นร้อยละ 27 ข่าวพยากรณ์อากาศ จำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 14 และข่าวต่างประเทศ จำนวน 39 คน คิดเป็นร้อยละ 11 11. ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 347 คน ของทุกข่าว ?ภาพ หนังสือพิมพ์ในเวลานี้ ส่วนใหญ่ชอบการนำเสนอข่าว-ภาพอาชญากรรมที่รุนแรงมากที่สุด จำนวน 278 คน คิดเป็นร้อยละ 80 รอบลงมาชอบนำเสนอภาพข่าวหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อย จำนวน 183 คน คิดเป็นร้อยละ 53 ชอบนำเสนอภาพข่าวที่เกินความเป็นจริง จำนวน 131 คน คิดเป็นร้อยละ 38 ชอบนำเสนอข่าว ?ภาพภัยพิบัติ จำนวน 119 คน คิดเป็นร้อยละ 34 ชอบนำเสนอข่าวด้านเดียวไม่เป็นกลาง จำนวน 112 คน คิดเป็นร้อยละ 32 ชอบเป็นผู้นำในการเสนอข่าว จำนวน 96 คน คิดเป็นร้อยละ 28 ชอบนำเสนอข่าวบิดเบือน จำนวน 78 คน คิดเป็นร้อยละ 22 และอื่น ๆ จำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 9 ส่วนที่ 3 ผลการวิเคราะห์สำรวจบุคลิกภาพ จะเห็นได้ว่าภาพรวมของบุคลิกภาพของนักศึกษาโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ชั้นปีที่ 1-4 คณะบริหารธุรกิจและการจัดการ ในการวิจัยเรื่องผลกระทบเชิงพฤติกรรมของผู้รับสารต่อการนำเสนอข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี อยู่ในระดับที่มีความจริงมากค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.9 และเมื่อพิจารณาบุคลิกภาพของนักศึกษาโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ ส่วนใหญ่เห็นด้วยในระดับที่มีความจริงมาก จากข้อ 1-48 โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.41, 5.42, 5.76, 5.64, 5.61, 5.46, 5.25, 4.53, 4.51, 5.71, 5.88, 5.57, 4.77, 4.95, 5.20, 5.43, 5.23, 5.25, 5.46, 5.13, 5.40, 5.50, 5.64, 5.60, 4.00, 3.23, 4.50, 3.72, 3.86, 4.19, 4.63, 3.82, 3.89, 5.44, 5.46, 4.97, 4.68, 4.73, 5.54, 4.58, 5.97, 3.89, 3.69, 4.69, 5.64, 4.54, 3.60 และ 3.55 โดยบุคลิกภาพของนักศึกษาโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ที่มีความเป็นจริงมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ข้อ 41 (ข้าพเจ้ายึดมั่นในความชื่อสัตย์ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.97)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.05 MB)
2abstract.pdf ( 0.25 MB)
3content.pdf ( 0.09 MB)
4chapter1.pdf ( 0.26 MB)
5chapter2.pdf ( 1.48 MB)
6chapter3.pdf ( 0.77 MB)
7chapter4.pdf ( 0.25 MB)
8chapter5.pdf ( 0.25 MB)
9bibliography.pdf ( 0.09 MB)
10appendix.pdf ( 0.36 MB)
2
รายงานการวิจัย ระยะที่ 1 การวิจัยและพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน : เส้นทางการท่องเที่ยวอุบลราชธานี- พนมเปญ-โฮจิมินห์
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ธานี นงนุช...(และคนอื่นๆ)
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยและพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน : เส้นทางการท่องเที่ยว อุบลราชธานี ? พนมเปญ ? โฮจิมินท์ ระยะที่ 1 ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบรูปแบบการท่องเที่ยว 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักท่องเที่ยว ณ แหล่งท่องเที่ยวที่สำรวจ 3) ศึกษาความคิดเห็นของชาวบ้านด้านผลกระทบ จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว 4) ศึกษาสิ่งที่ต้องการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว และ 5) นำเสนอข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (สำหรับในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 จะดำเนินการวิจัยและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และวิจัยและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวตามเส้นทางการท่องเที่ยว) กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 กลุ่ม ได้แก่ นักท่องเที่ยว ได้มาโดยการสุ่มแบบบังเอิญ ณ แหล่งท่องเที่ยวที่สำรวจโรงแรม และบนรถนำเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวละ 100 คน จำนวน 26 แหล่งท่องเที่ยวได้นักท่องเที่ยว 2,600 คน และผู้ให้ข้อมูลในพื้นที่ ประกอบด้วย พระ กำนัก ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ นักศึกษา ประชาชน และพ่อค้า/แม่ค้า ในพื้นที่ที่แหล่งท่องเที่ยวตั้งอยู่ ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง แหล่งท่องเที่ยวละ 10 คน จำนวน 26 แหล่งท่องเที่ยว ได้กลุ่มเป้าหมายผู้ให้ข้อมูลในพื้นที่ 260 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักท่องเที่ยว ณ แหล่งท่องเที่ยวที่สำรวจ แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของชาวบ้านด้านผลกระทบจากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว แบบบันทึกการแสดงความคิดเห็นในการประชุมกลุ่มย่อย และแบบบันทึกข้อมูลรายละเอียดของแหล่งท่องเที่ยว การเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการโดยคณะผู้วิจัยจากประเทศไทยและของแต่ละประเทศ ประชุมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเสริมความเข้าใจในโครงการ และแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูล หลังจากนั้นหน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลนักท่องเที่ยว ณ แหล่งท่องเที่ยวที่สำรวจ โรงแรมและบนรถนำเที่ยว โดยเก็บแหล่งท่องเที่ยวละ 100 ? 110 คน โดยใช้แบบสอบถาม และสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลในพื้นที่ ประกอบด้วย พระ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน กรรมการแหล่งท่องเที่ยว อาสาสมัครหมู่บ้าน ผู้นำกลุ่ม ปราชญ์ชาวบ้าน ข้าราชการ นักศึกษา พ่อค้า/แม่ค้า หรือประชาชนในพื้นที่ที่แหล่งท่องเที่ยวตั้งอยู่โดยการสุ่มแบบเจาะจงมาแหล่งท่องเที่ยวละ 10-12 คน คณะผู้วิจัยได้นำข้อมูลของแต่ละประเทศมาวิเคราะห์ สำรวจข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ฐานนิยม สำหรรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และการลงสรุปข้อมูล สรุปผลกาวิจัย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการท่องเที่ยว คณะผู้วิจัยออกแบบรูปแบบการท่องเที่ยวได้ 10 รูปแบบซึ่งได้ออกแบบไว้ทั้ง รูปแบบการท่องเที่ยวในลักษณะของข้อความ และรูปแบบการท่องเที่ยวในลักษณะของแผนที่ 2. ความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยว พบว่านักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นจำนวนแหล่งท่องเที่ยวร้อยละ 65.38 รองลงมามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก คิดเป็นจำนวนแหล่งท่องเที่ยวร้อยละ 30.77 โดยมีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย คิดเป็นจำนวนแหล่งท่องเที่ยวร้อยละ 3.85 3. ความคิดเห็นของชาวบ้านด้านผลกระทบจากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว พบว่า โดยรวมแล้ว ในด้านเศรษฐกิจในชุมชน เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย คิดเป็นจำนวนแหล่งท่องเที่ยวร้อยละ 100.00 ในด้านสังคม ? วัฒนธรรมในชุมชน เกิดผลดีมากกว่าผลเสียคิดเป็นจำนวนแหล่งท่องเที่ยวร้อยละ 88.00 เกิดผลดี และผลเสียเท่า ๆ กัน คิดเป็นจำนวนแหล่งท่องเที่ยวร้อยละ 4.00 และไม่มีทั้งผลดี และผลเสียคิดเป็นจำนวนแหล่งท่องเที่ยวร้อยละ 8.00 ในด้านสภาพแวดล้อมในชุมชน เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย คิดเป็นจำนวนแหล่งท่องเที่ยวร้อยละ 68.00 เกิดผลดี และผลเสียเท่า ๆ กันคิดเป็นจำนวนแหล่งท่องเที่ยวร้อยละ 32.00 4. แนวทางพัฒนาท่องเที่ยว มีดังนี้ ควรมีการรักษาความสะอาด และทำนุบำรุงให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ควรมีการจัดระเบียบร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึกให้ได้มาตรฐานและมีความหลากหลาย แค่คงความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยว ควรจัดให้เจ้าหน้าที่ตรวจตรารักษาความปลอดภัย ตามสถานที่ต่าง ๆ ของแหล่งท่องเที่ยว ควรมีป้ายประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวที่ชมทิวทัศน์ทราบ ควรมีการจัดกิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนได้ ทำร่วมกันเป็นประเพณีอย่างต่อเนื่อง จัดแสดงนิทรรศการทางพระพุทธศาสนาตามบริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นโบราณสถาน จัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำแต่ละสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อให้บริการ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว อยากให้พัฒนาน้ำตกที่อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ควรมีการสร้างถนนเพิ่ม เพื่อสะดวกในการเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว ควรจัดให้มีบ้านพักในสถานที่ท่องเที่ยว เพิ่มสถานที่กางเต็นท์ ค่าเข้าชม และค่ายานพาหนะ ไม่เหมาะสม มีราคาสูงเกินไป ปรับปรุงทัศนียภาพในบริเวณสถานที่ท่องเที่ยวให้ดูน่าชมอยู่เสมอ เจ้าหน้าที่ที่ให้บริการนักท่องเที่ยว และที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวควรแต่งกายในชุดพื้นเมือง จัดกิจกรรมทางประเพณีและวัฒนธรรมตลอดทั้งปีอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับสถานที่ท่องเที่ยว ควรมีการจัดสถานที่ให้เป็นสัดส่วน และดูแลสภาพอาคารให้ดูใหม่อยู่เสมอ ควรจัดสถานที่จอดรถให้เป็นระเบียบ ไม่ควรให้มีรถผ่านถนนบางสาย ควรสร้างจุดชมวิวเพิ่ม ควรมีการสร้างโรงแรมและที่พักให้ทันสมัยควรสร้างบันไดในจุดที่มีความลาดชัน ควรกำหนดระยะเวลาในการเปิด ? ปิด สถานที่ท่องเที่ยวให้ชัดเจน จัดสร้างแหล่งน้ำมาสนับสนุนการท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี 5. แนวทางพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก มีดังนี้ ถนนที่ใช้เดินทางมายังสถานที่ท่องเที่ยวควรเป็นถนนที่กว้างขวางและมีสภาพที่ดี ควรมีเอกสาร/แผ่นพับไว้สำหรับนักท่องเที่ยวจัดทำป้ายคำเตือนที่เขียนด้วยอักษรตัวใหญ่ เพื่อให้อ่านง่าย จัดให้มีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นไว้คอยบริการ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ควรแก่การศึกษา จัดให้มีพนักงานรักษาความสะอาดในบริเวณสถานที่ท่องเที่ยว อยากให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวช่วยกันรักษาความสะอาดในเขตบริเวรสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่จอดรถควรมีบริการจอดรถอย่างถาวรและขยายที่จอดรถให้กว้างขวาง จัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ต ป้ายประชาสัมพันธ์ ป้ายแสดงเส้นทางควรเป็นป้ายถาวร และสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ราคาอาหารเครื่องดื่มควรขายในราคาที่ยุติธรรมและเหมาะสม ไม่แพงจนเกินไป ควรมีรถรางนำเที่ยวเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวปรับปรุงให้มีบริการการนวดและอบสมุนไพรครบวงจร ติดตั้งโทรศัพท์สาธารณะเพิ่มขึ้นจัดทำป้ายเพื่อบอกเล่าประวัติของแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษา จัดให้มีบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว ห้องน้ำควรอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน สะอาดน่าใช้ และเพิ่มห้องอาบน้ำไว้คอยให้บริการนักท่องเที่ยว ควรมีพนักงานรักษาความปลอดภัยตามจุดต่าง ๆ ควรเพิ่มถังขยะตามจุดต่าง ๆ ที่เหมาะสม และแยกถังขยะเปียก ? ถังขยะแห้ง ควรจัดให้มีบริการดอกไม้ ? ธูปเทียน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สักการบูชา ควรจัดให้มีร้านค้าอาหารที่ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวให้เพียงพอในราคาที่เหมาะสม และสะอาด ? ปลอดภัย เพิ่มที่นั่งพักสำหรับนักท่องเที่ยวให้เพียงพอต่อความต้องการ ควรจัดให้มีหน่วยงานให้ข้อมูลข่าวสารควรจัดให้มีไฟฟ้าริมทาง (ถนน) เพื่อเพิ่มแสงสว่างในช่วงเวลากลางคืน อาหารควรมีรสชาติที่หลากหลาย เพื่อบริการนักท่องเที่ยว จัดสร้างร่องระบายน้ำ เพื่อความสะดวกในการระบายน้ำในฤดูฝนตกหนัก 6. การนำเสนอข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ (Website) ผลการวิจัยโครงการวิจัยและพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน : เส้นทางการท่องเที่ยว อุบลราชธานี ? พนมเปญ ? โฮจิมินท์ ได้ติดตั้งไว้ใน URL http://www.research.ubru.ac.th สามารถเรียกดูจาก URL The research and development of tourism potentiality between Thailand and neignbouring countries Phase 1 had the following objectives: (1) to design forms of tourism; (2) to investigate the tourists? opinions at the tourist attractions; (3) to investigate the villages opinions towards the impact from tourists? traveling; (4) to study the need for the development of the tourist attractions and the facilities: and (5) to provide the information in the internet network. (phase 2 and 3 will be on research and development of tourism attractions and the facilities along the tourism routes.) The target groups of study consisted of two groups of people, namely, a total of 2600 tourists selected by change from 26 tourist attractions with 100 tourists each, including those found in the hotel and the local informants, including Buddhist monks, sub-district chiefs, village headmen, village committee members, tourist committee members, village volunteers, local wisdoms, government officials, students, general people and the merchants, living in the areas where the attractions located. They were purposively selected from a total of 26 attractions with 10 people each, forming a target group of 260 informants. The instruments for data collection were four questionnaires asking the opinions of the tourists at each attraction, an interviewing from used for eliciting the opinions of the villagers on the impact of tourism, a note from used for recording the informants opinions in a small group discussion, and a note form for recording the details of each attraction. The data collection was conducted by a research team from Thailand and each neighboring country. They held meetings with the local team in each destination to establish understanding about the research project and the method of collecting data. Afterwards, the local team collected the data, using the questionnaires, from the tourist at the tourist attractions, the hotels and tour buses in thire community with a total number of 100 ? 110 tourists from each place. Also approximately 10 to 12 in formants were interviewed among local people, namely, Buddhist monks, sub-district chiefs, village headmen, government officials, students, merchants and model while content analysis was used for the qualitative data and summary. The research findings were as follows: 1. According to the form of tourism, the research team has designed 10 forms of tourism consisting of the descriptive route and the map route. 2. According to the tourists? opinions towards tourist attractions as a whole, their satisfaction was at moderate level for 65.38% of the tourist attractions, followed by a high level for 30.77%, and the low level for 3.85% 3. According to the villagers? opinions towards the impact of tourists? traveling as a whole, there were more positive than negative impacts in the economic aspect of the community for 100% of the tourist attractions, more negative and positive impacts in socio-cultural aspect for 88.00%, equal positive and negatives impacts for 4.00%, and no positive nor negative impacts for 8.00%. For the environment in the community, there were more positive than negative impacts for 68.0% of the attractions, and equal positive and negative impacts for 32.00%. 4. Suggestions for the development of tourism are: Attraction should be kept cleaned and tidy for use; stores and gift shops should be established in a standardized manner with variety but locally unique products; security guards should be posted at various attractions; more attraction and information signs should be put up; Buddhist activities for tourists? continued participation should be created, including exhibitions on Buddhism at sanctuaries or ancient attractions as well as provision of service staff to facilitate tourists and provide them with useful information; a waterfall nearby should be developed to attract more tourists or visitors. In addition, more roads should be constructed for convenient access to the attraction; guest houses should be built; more space for putting up tents; admission fee and bus fares are inappropriate since the costs are too high; the scenery around the attraction should be kept attractive and worth viewing; the service staff should be dressed up with local costume; tradition and culture-based activities should be held continuously to establish the identity of the attraction; the landmark should be well-organized and properly set up and the building should always be in a new condition; the parking space should be in a well-organized and some roads should not be blocked, not opened for traffic within the attraction area, more view points should be created in certain attractions, modern hotels or other forms of accommodations. In a steep passage at the attraction, stairs should be built to facilitate the tourist. Further more, the sign showing the opening and closing time should be posted in openly at the attraction and it should be opened until six o?clock in the evening. Lastly, water place should be available to support and water should be sufficiently provided for tourists all year round. 5. Suggestions for the development of facilities tourism are : the road to the attraction should be wide and in good condition. Other facilities should be provided, namely: leaflets or folders, signs and notices, local tour guides, maids or cleaners, spacious parking lots, internets, information service, permanent direction signs clearly written, public telephones, boards with historical background of the attraction, hostels, clean toilets, bath rooms, security guards, waste paper baskets for various kinds of rubbish, wet, dry, flowers and joss-sticks for worshipping, restaurants with variety of clean food good taste and reasonable prices. Adequate benches or seats for tourists to relax should also be provided together with information offices, road side lamps well-illuminated at night, including water drainage system suitable for heavy rain. 6. Presentation of the research findings via internet website. The findings of the study on Research on Development of Tourism potentialities between Thailand and Neignbouring Countries: A Route of Tourism Ubon Ratchathani ? Phnom penh ? Ho Chi Minh is available at URL http://www.research.ubru.ac.th
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.13 MB)
2abstract.pdf ( 0.24 MB)
3content.pdf ( 0.44 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.40 MB)
5chapter 2.pdf ( 2.65 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.30 MB)
7chapter 4.pdf ( 3.89 MB)
8chapter 5.pdf ( 1.17 MB)
9bibligraphy.pdf ( 0.17 MB)
10appendix.pdf ( 0.40 MB)
11biodata.pdf ( 0.12 MB)
3
รายงานการวิจัย การศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการสอนแบบในชั้นเรียนกับการสอนโดยใช้สื่อการสอนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ กรณีศึกษา รายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรื 1
งานวิจัย/Research report 2544
โดย : นุช พันโท, อัยรดา พรเจริญ
12
การศึกษาวิจัยผลสัมฤทธิ์ของการสอนแบบในชั้นเรียนกับการสอนโดยใช้สื่อการสอนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้ศึกษาเฉพาะกรณีรายวิชาการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ 1 ของนักศึกษาโปรแกรมวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1. เพื่อศึกษาหาผลสัมฤทธิ์ของการเรียนแบบในชั้นเรียนกับการเรียนแบบใช้สื่อผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2. เพื่อศึกษาหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่จำแนกตามเพศของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มีจำนวน 94 คน ซึ่งแบ่งนักศึกษาเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เรียนในชั้นเรียน และกลุ่มที่ 2 เรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และให้ทำแบบทดสอบ จากผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาในรายวิชาการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ 1 แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 นั่นแสดงว่าการสอนแบบในชั้นเรียนกับการสอนโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ผลสัมฤทธิ์ไม่แตกต่างกัน The research study of the achievement of teaching in class and teaching by CAI which studied Computer Programming Language 1 of the student in computer sciences program, Faculty of Industrial Technology, Rajabhat Institute Ubon Ratchathani. This research study has two objectives, which are: 1. To study the achievement of learning in class and learning by using CAI 2. To study the achievement of learning of student which is divided by sex of students The sample groups, which are studied, have 94 persons that are divided into two groups. The first group studied in class and the second group studied CAI, and did a test. According to the study of students’ achievement in Computer programming Language 1, which there is difference without at the significant level of 0.05. That means teaching in class and CAI have the same achievement.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.02 MB)
2abstract.pdf ( 0.04 MB)
3content.pdf ( 0.03 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.05 MB)
5chapter 2.pdf ( 0.18 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.04 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.09 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.04 MB)
9bibliography.pdf ( 0.04 MB)
10appendix.pdf ( 0.34 MB)
4
รายงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวผสมโดยใช้ข้าวพิษณุโลก 2 ทดแทนข้าวชัยนาท 1
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : สุชาดา เลาหศิลป์สมจิตร
12
การศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวผสมโดยใช้ข้าวพิษณุโลก 2 ทดแทนข้าวชัยนาท 1 ในผลิตภัณฑ์ ข้าวผสมระหว่างข้าวขาวดอกมะลิ 105 กับข้าวชัยนาท 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของการยอมรับของผู้บริโภคระหว่างผลิตภัณฑ์ข้าวผสมหุงสุกที่ใช้ข้าวพิษณุโลก 2 กับข้าวชัยนาท 1 ผลการศึกษา พบว่า การยอมรับของผู้บริโภคระหว่างผลิตภัณฑ์ข้าวผสมหุงสุกที่ใช้ข้าวพิษณุโลก 2 กับข้าวชัยนาท 1 ไม่มีความแตกต่างกัน การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับกับสมบัติทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์ข้าวผสมหุงสุก พบว่า การยอมรับมีความสัมพันธ์กับความนุ่มของผลิตภัณฑ์ข้าวผสมหุงสุก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2abstract.pdf ( 0.14 MB)
3content.pdf ( 0.13 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.15 MB)
5chapter 2.pdf ( 0.20 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.16 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.14 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.12 MB)
9bibliography.pdf ( 0.14 MB)
5
รายงานการวิจัย เรื่อง องค์ประกอบที่เป็นแรงจูงใจในการเลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีในระดับปริญญาตรีของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : จฉรีย์ พิมพิมูล, อัยรดา พรเจริญ, สรายุทธ พรเจริญ
12
จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีจุดม่งหมายเพื่อศึกษาองค์ประกอบที่เป็นแรงจูงใจในการเลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีในระดับปริญญาตรีของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักศึกษาประดับปริญญาตรี 4 ปี ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 362 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามปลายเปิดเพื่อหาองค์ประกอบที่เป็นแรงจูงใจในกรเลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การศึกษาสถานภาพของนักศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 19-21 ปี ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมระหว่าง 2.00-2.50 มากที่สุด กำลังศึกษาอยู่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มากที่สุด ภูมิลำเนาของนักศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี อาชีพของผู้ปกครองส่วนใหญ่อาชีพเกษตรกรและรายได้ของผู้ปกครองส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 5,000-10,000 บาท องค์ประกอบที่เป็นแรงจูงใจในการเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมา (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.97) เมื่อจำแนกในแต่ละแรงจูงใจ พบว่า ด้านการพัฒนาตนเอง/เหตุผลส่วนตัวมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.30) รองลงมาคือ ด้านสังคม (ค่าเฉลี่ย = 4.41) ด้านความมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย (ค่าเฉลี่ย = 4.40) ด้านเศรษฐกิจ (ค่าเฉลี่ย = 4.01) ด้านลักษณะของมหาวิทยาลัย (ค่าเฉลี่ย = 3.85) ด้านบุคคลที่เกี่ยวข้อง (ค่าเฉลี่ย = 3.74) ด้านประชาสัมพันธ์ (ค่าเฉลี่ย = 3.70) ตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2abstract.pdf ( 0.13 MB)
3content.pdf ( 0.14 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.17 MB)
5chapter 2.pdf ( 0.48 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.18 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.26 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.17 MB)
9bibliography.pdf ( 0.15 MB)
10appendix.pdf ( 0.18 MB)
6
รายงานการวิจัย เรื่อง การจัดการในการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั้งยืนในป่าชุมชนดงขุมคำ ตำบลถ้ำแข้ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี : 1.ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์เศรษฐกิจ
Bio-resource conservation management and sustainability utilization in DoungkunkumCommuity Forest Tumkae Subdistrict, Trakan phutphon District, Ubon ratchathani Province : 1. economic plant and animal biodiversity.
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : หทัยชนก นันทพานิช
12
ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์เศรษฐกิจในป่าชุมชนดงขุมคำ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อการจัดการในการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน พืชและสัตว์เศรษฐกิจที่พบมีดังนี้ คือ แมลง 17 ชนิด โดยมีแมลงที่สูญพันธุ์แล้ว 2 ชนิด คือ แมงหามผีและดักแด้ป่า ส่วนที่ใกล้สูญพันธุ์มี 1 ชนิด คือแมลงทับ พืชอาหารพบ 17 ชนิดกลุ่มพืชสมุนไพร 23 ชนิด เห็น 21 ชนิด ปลา 21 ชนิด สัตว์พบ 11 ชนิด ต้นไม้พบ 22 ชนิด และเถาวัลย์พบ 9 ชนิด ซึ่งจะเห็นได้ว่าพืชและสัตว์เศรษฐกิจในป่าชุมชนดงขุมขมบริเวณตำบลถ้ำแข้ยังคงมีให้ชุมชนในท้องถิ่นใช้เป็นอาหาร จำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนได้เริ่มเห็นความสำคัญและร่วมกันอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติให้ใช้ประโยชน์อย่างยั้งยืน ก่อนที่จะเกิดความเสียหายอย่างยิ่งใหญ่ Economic Plant and Animal Biodiversity in Doungkunkum Commuity Forest Tumkae Subdistrict, Trakan phutphon District. Ubon ratchathani. Province Bio-resourch Conservation Management and Sustainability Utilization. Type of insects total 17 species by lose 2 species were Anlarches miliari (L.) and Bombyx mori Linnaeus, and endandered 1 species was belionta prasina thumb. Food plant 12 species. Herb plants 23 species. Animals 11 species. Trees 22 species and creeping plant 9 species. Economic plant and Animal Biodiversity in Doungkunkum Community Forest Tumkae Subdistrict still have for foods and sells in Local Community. Such as promotion Community Conservation Management and Sustainability Utilization. Before terrible loss.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2abstract.pdf ( 0.13 MB)
3content.pdf ( 0.14 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.14 MB)
5chapter 2.pdf ( 0.70 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.14 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.23 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.12 MB)
9bibliography.pdf ( 0.13 MB)
7
การศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เกี่ยวกับความคาดหวังต่อการให้บริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ิป เกตุสิริ, อัจฉรา เชยเชิงวิทย์
12
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เกี่ยวกับความคาดหวังต่อการให้บริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ประชากรเป็นนักเรียนระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2550 ใน 6 คณะ ได้แก่ คณะเกษตรศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจและการจัดการ คณะมนุษย์ศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จำนวน 3,422 คน ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,720 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เกี่ยวกับความคาดหวังต่อการให้บริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี แบ่งเป็น 2 ตอน โดยที่ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม และตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามตามแบบมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.05 MB)
2abstract.pdf ( 0.05 MB)
3content.pdf ( 0.05 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.11 MB)
5chapter 2.pdf ( 0.09 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.11 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.21 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.08 MB)
9appendix.pdf ( 0.15 MB)
10bibliography.pdf ( 0.05 MB)
11appendix.pdf ( 0.15 MB)
8
รายงานการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดการสอนวิชาการปฎิบัติแซกโซโฟน1 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาดนตรีมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : กฤษณะ ทิพย์อักษร
12
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.16 MB)
2abstract.pdf ( 0.16 MB)
3content.pdf ( 0.20 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.24 MB)
5chapter 2.pdf ( 1.23 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.32 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.23 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.30 MB)
9bibliography.pdf ( 0.23 MB)
10appendix.pdf ( 0.84 MB)
9
คุณภาพน้ำทางกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยาของน้ำประปาหมู่บ้านจำนวน 10 ตัวอย่าง ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
Physical chemical and microbiology properties water quality 10 villeages tap water amphur maung Ubonratchathani
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : ปริญญา มูลสิน
12
การตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำประปาทางด้านกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยาของน้ำประปา จำนวน 10 หมู่บ้าน ในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม และเดือนตุลาคม 2547 โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานกระทรวงสาธารณะสุข (2535) และมาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภคขององค์กรอนามัยโลก (WHO) ผลการตรวจวิเคราะห์ทางด้านกายภาพ พบว่า น้ำประปาไม่มีกลิ่นเป็นที่น่ารังเกียจ มีค่าการนำไฟฟ้าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (ร้อยละ 90) ทางเคมีพบว่าค่า pH ของน้ำประปาผ่านเกณฑ์มาตรฐานของน้ำประปาร้อยละ (43.33) ความกระด้างของน้ำประปาผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (ร้อยละ 80) ส่วนผลการวิเคราะห์ทางจุลชีววิทยา พบว่า ปริมาณโคลิฟอร์มแบคทีเรียที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (ร้อยละ 63.33) ส่วนฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรียที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (ร้อยละ 63.33) จากผลการตรวจวิเคราะห์พบว่า น้ำประปาไม่ได้มาตรฐานอาจเนื่องมาจากความไม่สะอาดของก๊อกน้ำท่อ หรือ สายยางภาชนะที่รองรับน้ำ ประปา รวมทั้งสถานที่ผลิตอาจขาดสุขลักษณะในการผลิตน้ำประปาที่ดี The analysis of some physical chemical and microbiological qaulites of 10 village tap water inUbon Ratchathani. The research is held on during June. July and October 2004 and analyze 10 samples per time per month. According to the statement of the ministry of health issue 61 (2525 B.D) and WHO.The result found that all of village tap water had acceptable ordor. There were 10%had conductivity overlimit, there were 56.67 overlimit, there were 20% had hardness overlimit. There were cokiform and fecal had 36.67 overlimit both. Theresult of this research forund that village tap water didn’t suitable for drink, but there wer suitable for consumption when it was property treated.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.13 MB)
2abstract.pdf ( 0.15 MB)
3content.pdf ( 0.02 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.22 MB)
5chapter 2.pdf ( 0.59 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.41 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.27 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.40 MB)
9bibliography.pdf ( 0.03 MB)
10appendix.pdf ( 0.28 MB)
11biodata.pdf ( 0.13 MB)
10
การพัฒนาบทเรียน E-Learning รายวิชา การศึกษาแบบเรียนรวม รหัสวิชา 1083601 ระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : นุช เพชรบุญวัฒน์, รักษิณา หยดย้อย
12
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2abstract.pdf ( 0.18 MB)
3content.pdf ( 0.14 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.22 MB)
5chapter 2.pdf ( 1.66 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.23 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.28 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.23 MB)
9bibliography.pdf ( 0.18 MB)
10appendix.pdf ( 0.46 MB)
11
การพัฒนาบทเรียน E-learning รายวิชากรีฑา รหัสวิชา 1091201 สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : สมศักดิ์ มณีเรืองสิน
12
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.17 MB)
2abstract.pdf ( 0.25 MB)
3content.pdf ( 0.40 MB)
4chapter1.pdf ( 0.65 MB)
5chapter2.pdf ( 1.56 MB)
6chapter3.pdf ( 1.01 MB)
7chapter4.pdf ( 0.84 MB)
8chapter5.pdf ( 0.29 MB)
9bibliography.pdf ( 0.28 MB)
10appendix.pdf ( 2.13 MB)
11biodata.pdf ( 0.17 MB)
12
งานวิจัยเรื่อง การศึกษาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษด้วยตนเองบนเว็บเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : นุชประภา กงเพชร
12
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนที่เรียนภาษาด้วยตนเองบนเว็บไซต์ และสำรวจความเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ของผู้อ่าน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 20 คน ซึ่งผ่านการเรียนวิชา กลวิธีการอ่านอนุเฉท (1551103::Paragraph Reading Strategies) และวิชาการเชื่อมโยงองค์ประกอบในการอ่าน (1551104::A Discourse Approach in Reading) ในระดับชั้นปีที่ 1 มาแล้ว เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ เว็บไซต์ จำนวน 3 เว็บไซต์ ซึ่งถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าเรียนและศึกษาภาษาอังกฤษด้วยตนเองได้ตลอดเวลาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆแบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่าน และแบบสอบถามการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนหลังจากการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเองบนเว็บไซต์ที่กำหนดให้มีค่าสูงกว่าก่อนเรียน และนักเรียนมีความเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน The purpose of this research was to study using Self-Access Web-based Language Learning to promote English Reading Comprehension of 2nd year English major students of Ubon Ratchathani Rajabhat University. The target group consisted of 20 students who already studied paragraph Reading Strategies and Discourse Approach in Reading courses. The research instruments consisted of 3 Self – Access Web-based Language Learning’s websites, a reading comprehension test and a learner autonomy questionnaire which were administered to the students before and after the experiment. The data domain was analyzed using means, percentage and standard deviation. The findings revealed that the post-test students had higher scores in English reading comprehension than those in the pre-test. They also had higher learner autonomy ability after having studied on their own through the Self-Access Web-based language Learning.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2abstract.pdf ( 0.14 MB)
3content.pdf ( 0.12 MB)
4chapter1.pdf ( 0.20 MB)
5chapter2.pdf ( 0.39 MB)
6chapter3.pdf ( 0.18 MB)
7chapter4.pdf ( 0.15 MB)
8chapter5.pdf ( 0.25 MB)
9bibliography.pdf ( 0.17 MB)
10appendix.pdf ( 0.28 MB)
13
การพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบออนไลน์ วิชาการจัดและบริหารงานก่อสร้าง ตามหลักสูตรสภาสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2543 : กรณีศึกษาสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี
The development of E-learning system for "constructional management" according to the Rajabhat institutes council curriculum B.E. 2543
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : ทระ เกิดอินทร์, ปิยวิทย์ เอี่ยมพริ้ง
12
การวิจัยนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาระบบการเรียนรู้แบบออนไลน์วิชาการจัดและบริหารงานก่อสร้าง ตามหลักสูตรสถาบันราชภัฏ พ.ศ.2543 : กรณีศึกษาสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างคือ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 5 ท่าน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยมีขั้นตอนการศึกษา ดังนี้ ศึกษาระบบ วิเคราะห์ระบบ ออกแบบระบบ พัฒนาระบบ และประเมินประสิทธิภาพระบบ การวิจัยครั้งนี้ปรากฏผลว่า การพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบออนไลน์วิชาการจัดและบริหารงานก่อสร้าง ตามหลักสูตรสภาสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2543 : กรณีศึกษาสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ที่พัฒนาขึ้นอยู่ในเกณฑ์ดีมากและจากการสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า การนำไปใช้ทำให้อาจารย์ผู้สอน สามารถสร้างระบบการเรียนรู้แบบออนไลน์ได้สะดวกและมีทางเลือกมากขึ้น ประหยัดเวลาในการทำงานของอาจารย์ผู้สอน The objective of this research was to develop of E-learning System for “Constructional Management” According to the Rajabhat Institutes Council Curriculum B.E.2543 : A case of Rajabhat Ubon Ratchathani. Samples in this research were 5 teacher at Rajabhat Ubon Ratchathani. This research was a development research that had steps of research as follows : system investingation, system analysis, system design, system development, and system assessment and evaluation. The result found the development was successes in a very good level. From the interview reports of experts found the using of the developed project fully supported teachers to make a facilities online-learning system process, make more choices of learning system process, and save times for teacher.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2abstract.pdf ( 0.16 MB)
3content.pdf ( 0.20 MB)
4chapter1.pdf ( 0.34 MB)
5chapter2.pdf ( 1.40 MB)
6chapter3.pdf ( 0.32 MB)
7chapter4.pdf ( 0.52 MB)
8chapter5.pdf ( 0.45 MB)
9bibliography.pdf ( 0.14 MB)
10appendix.pdf ( 2.93 MB)
11biodata.pdf ( 0.11 MB)
14
การติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรีจากคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2547-2548
งานวิจัย/Research report 2549
โดย : รงค์ฤทธิ์ วิบูลกิจธนากร, อชินี พลสวัสดิ์
12
เครื่องควบคุมจอเครื่องฉายภาพเหนือศีรษะ มีวัตถุประสงค์เพื่ออกแบบระบบการเก้บและการนำจอภาพออกมาใช้งานให้มีประสิทธิภาพ โดยเน้นถึงการปล่อยจอภาพออกมาใช้ในเวลาที่ต้องการและการม้วนเก็บจอเมื่อเสร็จสิ้นการใช้งานอย่างนุ่มนวล เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน และยังเน้นการนำเอาความรู้ทางด้านไมโครโปรเซสเซอร์มาประยุกต์ใช้ในการควบคุม อีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ประกอบนั้นเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายอีกด้วย การวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดวิธีการดำเนินงานวิจัยโดยเลือกการสุ่มตัวอย่าง ตามลำดับชั้นอย่างเป็นสัดส่วน โดยมีหลักการแบ่งสัดส่วนดังนี้ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 10 คน นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 10 นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 10 คน และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 15 คน จะได้อัตราส่วนนักศึกษาชั้นปีที่ 1 2 3 และ 4 เป็น 2 : 2 : 2 : 4 ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ผลการทดลองเสถียรภาพ การทดลองเวลาที่ใช้ในการเลื่อน-จอภาพขึ้นและการเลื่อจอภาพของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชายและหญิง ได้เวลาการทำงานไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการทดลองพลังงานที่ใช้ในการเลื่อนจอภาพขึ้นและการเลื่อนจอภาพของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชายและหญิง ได้พลังงานการทำงานไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการทดลอง พลังงานที่ใช้ในโหมดสแตนบาย นักศึกษากลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชายและหญิง ได้พลังงานที่ใช้ในการทำงานไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.02 MB)
2abstract.pdf ( 0.54 MB)
3content.pdf ( 0.10 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.08 MB)
5chapter 2.pdf ( 1.59 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.08 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.89 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.53 MB)
9bibliography.pdf ( 0.03 MB)
10appendix.pdf ( 0.13 MB)
15
รายงานการวิจัย เรื่อง ภาวะการมีงานทำและความพึงพอใจของหัวหน้าหน่วยงานที่มีต่อบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ประจำปีการศึกษา 2548 ? 2549
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : พร ดวนใหญ่, นภมณี มงคลประเสริฐ, อนุธิดา ผายพันธ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การติดตามผู้สำเร็จการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่สำเร็จการศึกษา 2549 ? 2549 วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อติดตามภาวะการมีงานทำของบัณฑิทและความพึงพอใจของหัวหน้าหน่วยงานที่มีต่อบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ประจำปีการศึกษา 2548 ? 2549 ผลการวิจัยข้อมูลทั่วไปของผู้สำเร็จการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ ทั้งหมด 173 คน และมีผู้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ทั้งหมด 118 คน และเป็นจำนวนแบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนเพื่อการวิเคราะห์ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 68 ของผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหมด ผู้ตอบแบบสอบถามสำเร็จการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ จำแนกตามข้อมูลทั่วไปส่วนใหญ่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาภาคปกติ ร้อยละ 58 ภาค กศ.อศ. และภาค กศ.บป. ร้อยละ28 และร้อยละ 7 ตามลำดับ ในภาคปกติแบ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คิดเป็นร้อยละ 50 สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 59 ส่วนสาขาสัตวบาล คิดเป็นร้อยละ 73 ผู้สำเร็จการศึกษาจำแนกตามหลักสูตรปริญญาตรีและหลักสูตร 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 68 และ 30 ตามลำดับ สำหรับหลักสูตรปริญญาตรีคิดเป็นผู้สำเร็จสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ร้อยละ 98 สำหรับสาขาวิชาสัตวบาล หลักสูตร 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 88 ส่วนสาขาวิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหลักสูตรปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 100 และผู้สำเร็จการศึกษาที่จบภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 มากที่สุดเท่ากับร้อยละ 44 และรองลงมาคือ ผู้สำเร็จการศึกษาที่จบภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 ร้อยละ 40 และภาคเรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2548 เท่ากับร้อยละ 2 ตามลำดับ ผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้สมัครงานหลังจบการศึกษา ร้อยละ 75 โดยจำแนกเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการอาหาร เท่ากับร้อยละ 80 รองมา คือ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสัตวบาล คิดเป็นร้อยละ 78 และ 70 ตามลำดับ และผู้ตอบแบบสอบถามที่สำเร็จการศึกษาที่ไม่ได้สมัครงานหลังจบการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 25 ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้สมัครงานหลังจบการศึกษาเป็นจำนวน 1-2 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 36 และสมัครงานเป็นจำนวน 3-4 ร้อยละ 16 และสมัครงานมากกว่า 5 แห่งคิดเป็นร้อยละ 23 โดยผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ได้สมัครงานมากกว่า 5 แห่ง เท่ากับร้อยละ 37 สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ที่สมัครงานเป็นจำนวน 1-2 แห่ง เท่ากับร้อยละ 27 ผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้สมัครงานหลังจบการศึกษา ระบุว่าพบปัญหาในการสมัครงาน ร้อยละ 39 ส่วนไม่พบปัญหาเท่ากับร้อยละ 36 และไม่ระบุข้อมูลเท่ากับร้อยละ 25 โดยผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ได้พบปัญหาในการสมัครงานที่สุดเท่ากับร้อยละ 62 รองลงมา คือ สาขาวิชาสัตวบาล เท่ากับร้อยละ 37 และสาขาที่พบปัญหาน้อยที่สุด คือ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 24 สถานะปัจจุบันของผู้สำเร็จการศึกษาพบว่า มีผู้สำเร็จการศึกษาที่ยังไม่ได้งาน คิดเป็นร้อยละ 28 และที่มีงานประจำทำแล้ว เท่ากับร้อยละ 66 และศึกษาต่อคิดเป็นร้อยละ 6 สาขาวิชาที่ได้งานมากที่สุด คือ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารและสาขาสัตวบาล เท่ากับร้อยละ 67 ส่วนสาขาวิชาที่มีผู้ศึกษาต่อมากที่สุด คือ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คิดเป็นร้อยละ 10 จากการศึกษาผู้ที่สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ทำงานในหน่วยงานบริษัทเอกชน คิดเป็นร้อยละ 38 รองลงมาได้แก่ หน่วยงานรัฐบาล คิดเป็นร้อยละ 19 และกิจการส่วนตัว / อาชีพ อิสระ คิดเป็นร้อยละ 8 และ พบว่า สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร สาขาวิชาสัตวบาล และสาขาวิลาเกษตรศาสตร์ปฏิบัติงานในหน่วยงานของบริษัทเอกชน คิดเป็นร้อยละ 45 , 33 และ 28 ตามลำดับ ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐบาลมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 27 รองลงมาคือ สาขาวิชาสัตวบาล คิดเป็นร้อยละ 21 และสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คิดเป็นร้อยละ 13 ส่วนผู้ที่ประกอบกิจการส่วนตัว / อาชีพ อิสระพบว่า สาขาวิชาสัตวบาลมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 12 ผู้สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่ได้ทำงานหรือสามารถประกอบอาชีพหลังสำเร็จการศึกษา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55 และมีงานทำก่อนที่จะจบการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 10 อยู่ในระหว่างการศึกษาต่อร้อยละ 1 และผู้สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารได้งานทำหลังสำเร็จการศึกษามากที่สุดเท่ากับร้อยละ 63 รองลงมา คือ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสัตวบาล เท่ากับร้อยละ 43 สาขาวิชาสัตวบาล มีผู้ที่สำเร็จการศึกษาได้งานที่ทำตรงกับสาขาที่จบการศึกษามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 43 รองลงมาได้แก่ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารและสาขาวิชาเกษตร คิดเป็นร้อยละ 25 และ 21 ตามลำดับ ผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้งานทำหรือสามารถประกอบอาชีพหลังสำเร็จการศึกษานั้น ส่วนใหญ่จะได้งานทำหลังจากจบการศึกษาทันที คิดเป็นร้อยละ 45 ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้งานทำหลังสำเร็จการศึกษาภายใน 1 เดือน 2 เดือน และ 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 10 , 11 และ 8 ตามลำดับ ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้เงินเดือนเริ่มต้นตามเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 2 และพบว่า สาขาวิชาสัตวบาลแสะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มีผู้ที่สำเร็จการศึกษาได้เงินเริ่มต้นตามเกณฑ์ ร้อยละ 3 ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้เงินเดือนต่ำกว่าเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 25 และผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้เงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 22 โดยสาขาวิชาที่ได้เงินเดือนสูงกว่าเกณฑ์มากที่สุด คือ สาขาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีการอาหาร รองลงมา คือ สาขาวิชาสัตวบาล และเกษตรศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 32, 18 และ 14 ตามลำดับ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของผู้สำเร็จการศึกษาที่จำแนกตามเงินเดือนปัจจุบันที่ได้จากการทำงาน จากคณะเกษตรศาสตร์ที่สุงกว่าเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 49 ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 3 และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน น้อยกว่าเกณฑ์ เท่ากับ ร้อยละ 13 สาขาวิชาที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์มากที่สุด คือ สาขาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีการอาหาร คิดเป็นร้อยละ 55 รองลงมาคือ สาขาวิชาสัตวบาลและสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 43 และ 41 ตามลำดับ ความรู้ความสามารถพิเศษที่ใช้ในการทำงานประจำมากที่สุด คือ ความรู้ความสามารถพิเศษทางด้านคอมพิวเตอร์คิดเป็นร้อยละ 32 รองลงมา คือ ความรู้หรือทักษะพิเศษเกี่ยวกับสาขาที่เรียน ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับสาขาอื่น ๆ และความรู้ทางด้านภาษาต่าง ๆ คิดเป็นร้อยละ 25, 17 และ 14 ตามลำดับ จากสภาพการทำงานของผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้ตอบแบบสอบถามพบว่า มีอุปสรรคและปัญหาเกี่ยวกับงานที่ทำไม่สอดคล้องกับความรู้ในสาขาที่เรียนมากที่สุด (2.71) รองลงมา คือ ความรู้และความสามารถไม่เพียงพอ (2.61) และปัญหาเกี่ยวกับการปรับตัวกับเพื่อนร่วมงาน (2.05) และปัญหาเกี่ยวกับผู้บังคับบัญชา (2.05) ความรู้ความสามารถพิเศษที่ช่วยให้ได้งานทำพบว่า ผู้สำเร็จการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์มีความรู้ความสามารถพิเศษที่ช่วยให้ได้ทำงานมากที่สุด คือ การใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์เอกสาร คิดเป็นร้อยละ 36 รองลงมาคือ การสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ คิดเป็นร้อยละ 21 และ 17 ตามลำดับ เมื่อให้บัณฑิตประเมินคุณลักษณะของตนเอง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความสามารถทางวิชาการ ด้านความสามารถพื้นฐานที่จะส่งผลต่องานอาชีพ ด้านคุณธรรมจริยธรรมแลจรรยาบรรณในวิชาชีพ พบว่า บัณฑิตประเมินตนเองโดยภาพรวมในระดับดี โดยหัวข้อที่ประเมินตนเองด้วยคะแนนสูงสุด 3 อันดับคือ มีความตั้งใจทำงาน มีความซื่อสัตย์ และมีความรับผิดชอบ ส่วนหัวข้อที่ประเมินตนเองด้วยคะแนนน้อยที่สุด 3 อันดับ คือ มีความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศ มีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ และมีความลึกซึ้งทางวิชาการในสาขาที่ศึกษามา การศึกษาจากผู้ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของหัวหน้างานที่มีต่อความสามารถในการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าหัวหน้าหน่วยงานเป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 63 เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 37 หัวหน้าหน่วยงานส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 30 ? 40 ปี และมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่าคิดเป็นร้อยละ 37 และ 67 ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่สังกัดบริษัทเอกชน คิดเป็นร้อยละ 50 และมีตำแหน่งเป็นรองผู้จัดการมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 12 ความพึงพอใจของหัวหน้าหน่วยงานที่มีต่อความสามารถในการปฏิบัติงานของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ ด้านความสำเร็จการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ ด้านความสามารถพื้นฐานที่ส่งผลต่อการทำงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.55 ด้านคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.93 หัวหน้าหน่วยงานมีข้อเสนอและต่อบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา จากคณะเกษตรศาสตร์ ด้านการเสริมศักยภาพในการปฏิบัติงานคือ ควรเน้นการมีทักษะในด้านภาษาต่างประเทศ และ กล้าคิด กล้าแสดงออก อยู่ในลำดับแรกคิดเป็นร้อยละ 16 เท่านั้น ลำดับรองลงมา ควรเน้นทักษะการใช้คอมพิวเตอร์คิดเป็นร้อยละ 12 ความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี คิดเป็นร้อยละ 8 ตามลำดับส่วนด้านการพัฒนาคุณลักษณะของบัณฑิต คือ ควรมีการขยายโอกาสในการทำงานด้านอุตสาหกรรม โดยอาจมีรุ่นพี่ที่ได้ทำงานด้านอุตสาหกรรมมาแนะนำ มีการแข่งขันทางด้านการดำเนินชีวิตสูงมาก ควรมีการอบรมบัณฑิตให้มีความพร้อมในทุก ๆ ด้านเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ให้เพิ่มภาพลักษณ์ความรู้ ความสามารถติดต่อตัวบัณฑิต ความคิดและคำพูดที่สื่อสารกับผู้บังคับบัญชา มีความยืดหยุ่นในการทำงาน มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลาและมีวินัย อยู่ในลำดับที่เท่ากัน และคิดเป็นร้อยละ 11.1
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2abstract.pdf ( 0.36 MB)
3content.pdf ( 0.23 MB)
4chapter1.pdf ( 0.23 MB)
5chapter2.pdf ( 0.94 MB)
6chapter3.pdf ( 0.23 MB)
7chapter4.pdf ( 1.03 MB)
8chapter5.pdf ( 0.37 MB)
9bibliography.pdf ( 0.16 MB)
10appendix.pdf ( 0.47 MB)

Search within results