Search Result 12,794 Found

  • Filters
 
2
อิทธิพลของการเสริมเมทไธโอนีน ในอาหารไก่ลูกผสมสามพันธุ์ ระยะ 0-6 สัปดาห์
Influence of supplemented methionine in practical rations for growing native crossbred chicks
งานวิจัย/Research report 2537
โดย : กสม อาตมางกูร, อุทัย คันโธ, วรวิทย์ สิริพลวัฒน์, สมนึก วิสุทธิพงศ์ถาวร
91
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการเมทไธโอนีนของไก่ลูกผสมสามพันธุ์ ในระยะ 0-6 สัปดาห์ สูตรอาหารของแต่ละกลุ่มการทดลองใช้อาหารสูตรพื้นฐาน (Basal diet) ซึ่งมี 23 เปอร์เซ็นต์ CP ; 3115 Kcal/Kg ME ; 0.24 เปอร์เซ็นต์ methionine และ 0.41 เปอร์เซ็นต์ cystine เสริมด้วยดีแอลเมทไธโอนีน (99 เปอร์เซ็นต์) ในปริมาณระหว่าง 0-0.8 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณเมทไธโอนีนรวมใน 4 ทรีทเมนต์เท่ากับ 0.25 เปอร์เซ็นต์, 0.448 เปอร์เซ็นต์, 0.745 เปอร์เซ็นต์, 1.042 เปอร์เซ็นต์ ผลการทดลองพบว่าไก่ที่ได้รับอาหารที่มีเมทไธโอนีน 0.25 เปอร์เซ็นต์ มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าไก่ที่ได้รับอาหารที่มีเมทไธโอนีน 0.448 เปอร์เซ็นต์, 0.745 เปอร์เซ็นต์ และ 1.042 เปอร์เซ็นต์ อย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (p 0.01) โดยไก่ที่ได้รับอาหารทั้ง 4 ทรีทเมนต์ มีน้ำหนักตัวเฉลี่ยเท่ากับ 481, 567, 587, 557 กรัม และประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวเท่ากับ 2.50, 2.30, 2.20, 2.22 ตามลำดับ ส่วนประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p 0.05) ระหว่างกลุ่มที่ได้รับเมทไธโอนีน 0.25 เปอร์เซ็นต์ กับกลุ่มที่ได้รับเมทไธโอนีน 0.745 เปอร์เซ็นต์ และ 1.042 เปอร์เซ็นต์ ในด้านปริมาณอาหารที่กินเฉลี่ยต่อวัน ไก่ที่ได้รับอาหารที่เมทไธโอนีน 0.25 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากอาหารที่มีเมทไธโอนีน 0.745 เปอร์เซ็นต์ และ 1.042 เปอร์เซ็นต์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC3202003.pdf ( 0.63 MB)
3
ผลของการเสริม 4-aminobenzoic acid (PABA) ต่อสมรรถภาพการผลิตไก่กระทงระยะเจริญเติบโต (0-3 สัปดาห์)
Effect of feeding 4-aminobenzoic acid (PABA) on broiler performance during 0-3 weeks of age
งานวิจัย/Research report 2538
โดย : ประพันธ์ พุ่มอินทร์, เสกสม อาตมางกูร
91
การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริม 4-Aminobenzoic Acid (PABA) ในระดับ 0 50 และ 100 กรัมต่ออาหาร 1 ตัน ต่อสมรรถภาพการผลิตไก่กระทงตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 สัปดาห์ ทำการทดลองในไก่เนื้อสายพันธุ์อาร์เบอร์เอเคอร์จำนวน 300 ตัว เลี้ยงในกรงแบตเตอรี่โดยแต่ละกลุ่มทดลองประกอบไปด้วย 10 ซ้ำๆ ละ 10 ตัว ผลการศึกษาพบว่าการเสริม PABA ในอาหารไก่กระทงระยะเจริญเติบโต ไม่มีผล (P.05) ต่อการเพิ่มน้ำหนักตัวเฉลี่ย และปริมาณอาหารที่กิน แต่มีแนวโน้มที่จะปรับปรุงอัตราการแลกเนื้อให้ดีขึ้นที่ระดับ 50 กรัมต่ออาหาร 1 ตัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC3302052.pdf ( 0.24 MB)
4
อิทธิพลของระดับโปรตีนที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไก่พื้นเมืองช่วงอายุ 0-6 สัปดาห์
Effects of protein levels on native chickens performance during 0-6 weeks of age
งานวิจัย/Research report 2542
โดย : ไพโชค ปัญจะ
91
การศึกษาถึงระดับโปรตีนที่เหมาะสมในสูตรอาหารสำหรับไก่พื้นเมืองในช่วงอายุ 0-6 สัปดาห์ โดยใช้ไก่พื้นเมืองคละเพศ ให้อาหารที่มีระดับโปรตีนที่แตกต่างกัน 4 ระดับ คืออาหารที่มีโปรตีน 20, 18, 16 และ 14 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ในอาหารทุกสูตรมีพลังงานเท่ากันคือ 2,700 กิโลแคลอรี่/อาหาร 1 กิโลกรัม ทำการทดลองเลี้ยงขังกรงจนมีอายุ 6 สัปดาห์ จากการทดลองพบว่า ไก่พื้นเมืองที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีระดับโปรตีนต่างกัน จะมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ปริมาณอาหารที่กิน ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหาร ปริมาณไนโตรเจนและพลังงานที่กินได้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P0.05) โดยเมื่อสิ้นสุดการทดลองไก่กลุ่มที่ได้รับอาหารที่มีระดับโปรตีน 20 เปอร์เซ็นต์ มีประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารดีที่สุด คือ 3.12 แต่ไม่แตกต่างกับสูตรอาหารที่มีระดับโปรตีน 16 เปอร์เซ็นต์ (3.23) และไก่กลุ่มที่ได้รับอาหารที่มีระดับโปรตีน 14 เปอร์เซ็นต์ มีประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารต่ำที่สุด คือ 4.28
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC3702031.pdf ( 0.08 MB)
5
การตอบสนองต่อแก๊สเอธานอลของ La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 (x= 0, 0.1 และ 0.3) ที่เตรียมจากการสลายตัวของสารเชิงซ้อนอินทรีย์
Ethanol gas sensing of La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 (x= 0, 0.1 and 0.3) prepared by metal-organic complex decomposition
บทความ/Article 2552
โดย : รมนูญ ทวีชัย, อนุรัตน์ วิศิษฏ์สรอรรถ, อภิรัตน์ เลาห์บุตรี, นัทธมน คูณแสง
91
สารประกอบเพอรอฟสไกท์ La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 (x= 0, 0.1 และ 0.3) เตรียมได้จากการสลายตัวของสารเชิงซ้อนอินทรีย์ ซึ่งสังเคราะห์จากปฏิกิริยาระหว่าง La(NO3)3.6H2O, Fe(NO3)3.9H2O, Sr(NO3)2 และ N(CH2CH2OH)3 ที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส ในตัวทำละลาย ethylene glycol โดยเจือสตรอนเชียมไนเตรทลงไปปริมาณ 0,10.0 และ 30.0 องศาเซลเซียส โมล นำผง La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 ที่ได้จากการเผาสารเชิงซ้อนที่อุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง ไปวิเคราะห์คุณลักษณะด้วยเทคนิค FTIR XRD SEM และ BET จากสมบัติการเป็นสารกึ่งตัวนำจึงนำแผ่นฟิล์ม La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 ที่เตรียมด้วยด้วยเทคนิค spin coating ไปทดสอบการตอบสนองต่อแก๊สเอธานอล ผลการทดลองพบว่า La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 ที่เจือด้วย Sr(II) 10 เปอร์เซ็นต์ ตอบสนองต่อแก๊สเอธานอลได้ดีที่สุด โดยสามารถตอบสนองต่อแก๊สเอธานอลที่ความเข้มข้นต่ำถึง 100 ส่วนต่อล้านส่วน ที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4705008.pdf ( 0.32 MB)
6
ผลการใช้กากสับปะรดในสูตรอาหารไก่กระทงระยะไก่เล็ก 0-3 สัปดาห์
Effects of pineapple bran in broiler rations during 0-3 week
บทความ/Article 2552
โดย : ประพจน์ มลิวัลย์
91
Effects of pineapple bran (PB) in broiler rations during 0-3 week were investigated. Total of 240 three-day old C.P. 707 broiler chicks were used in a four dietary treatments, completely randomized design experiment. There were four cages (replications) in each treatment with 15 chicks/cage. The dietary treatments were 0 (control), 3, 6 and 9 percent PB. Chicks were fed ad libitum for 3 weeks period. The results showed that feed consumption, weight gain and feed efficiency of chicken fed 0, 3, 6 and 9 percent PB were not significantly different (P GT 0.05). The cost of feed to produce a kilogram of weight gain of chicken fed 0, 3, 6 and 9 percent were significantly different (P LT 0.01), the cost of feed to produce a kilogram of weight gain of the control diets was lowest compared to chicken fed 9 percent PB.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4702018.pdf ( 0.12 MB)
7
การเตรียมและวิเคราะห์สารประกอบเพอรอพสไกท์ LaFe1-xCoxO3 (x = 0-0.3) ที่ผ่านกระบวนการขั้นตอนเดียว
Preparation and characterization of perovskite type LaFe1-xCoxO3 (x = 0-0.3) by one pot process
บทความ/Article 2550
โดย : รณกัษมา ฮารน, อภิรัตน์ เลาห์บุตรี, นัทธมน คูณแสง
91
งานวิจัยนี้ได้ศึกษาการเตรียมสารประกอบเพอรอพสไกท์ของแลนทานัมเฟอไรท์ (LaFeO3) และแลนทานัมเฟอไรท์ที่เจือด้วยโคบอล (II) (LaFe1-xCoxO3, x = 0-0.3) โดยกระบวนการขั้นตอนเดียว พบว่าเมื่อทำการแคลไซน์พรีเคอร์เซอร์ที่อุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 ชั่วโมง พรีเคอร์เซอร์จะเปลี่ยนไปเป็นผงของ LaFeO3 และ LaFe1-xCoxO3 จากการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค XRD แสดงว่าโครงสร้างของสารประกอบที่เตรียมได้ทั้งหมดมีเฟส เป็นเพอรอพสไกท์ที่บริสุทธิ์และมีโครงสร้างแบบออโทรอมบิค ลักษณะพื้นผิวจากภาพถ่ายของ SEM แสดงว่าการเจือ Co (II) ไอออนลงไปในโครงสร้างของ LaFeO3 มีผลทำให้ขนาดของเกรนใหญ่ขึ้นตามปริมาณของ Co (II) ไอออน ที่เจือลงไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4505080.pdf ( 0.23 MB)
8
การศึกษาสภาพนํายิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)sub(x)(CuO) sub(y)(0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(z)ที่มีค่า 1=x=8,1=y=8,1=z=8 โดยการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์
X-ray diffraction study of superconductivity in quarternary diagram (Bi2O3) sub(x) (CuO) sub(y) (0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(z) system which 1=x=8,1=y=8,1=z=8
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : กรพรรณ์ ผิวสอาด, กําชัย ตรีชัยรัศมี
91
มีการศึกษาสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)sub(x)(CuO)(0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(Z) ที่เผาในอากาศที่ องศาเซลเซียส 800 กับ องศาเซลเซียส 850 แล้วพบว่า เม็ดสารมีสี ดํา มีรูพรุนจึงทําให้เม็ดสารตัวอย่างมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ความหนา ปริมาตรเพิ่มขึ้น มีมวลลดลง ในรูปแบบการ เลี้ยวเบนรังสีเอกซ์มีพีคการเลี้ยวเบนของ Bi2O3,SrCO3,CaCO3,CuO และโครงสร้างสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวด 2201 Bi กับ 2212 Bi พบมีการเปลี่ยนตําแหน่งและความเข้มของสามเส้นการเลี้ยวเบน (00l ) ( (008) , (0010) , (0012) ) ของโครงสร้างสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวดได้ชี้ให้เห็น ผลกระทบต่อแกน c และการจัดเรียงอะตอมในระนาบ ( 00l) ตามลําดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4205008.pdf ( 0.23 MB)
9
สภาพนำยิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3) ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 ที่มีอุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส
Superconductivity in quarternary diagrame of (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 at temperature 850 deg C
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : จำนงค์ ฉายเชิด
91
กลุ่มสารตัวอย่างที่มีสัดส่วนเป็น (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มี 1=x=8, 1=y=8 และ 1=z=8 ได้เตรียมขึ้นจากการผสมสัดส่วนตามปริมาณสารพวกออกไซด์ของ Bi กับ Cu และพวกคาร์บอเนตของ Sr กับ Ca สารตัวอย่างเหล่านี้ได้ผ่านการเผาในอากาศที่ 800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง แล้วเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวจนเข้าสู่อุณหภูมิห้องแล้วนำไปเผาอีกที่ 850 องศาเซลเซ๊ยส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง จากนั้นจึงเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวอีก ผลเบื้องต้นสรุปไว้ในแผนภาพควอเทอร์นารีระบบ (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z เม็ดสารตัวอย่างที่เป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดสีดำมีรูพรุนมากจึงทำให้มีปริมาตรเพิ่มขึ้นแต่มีมวลลดลง ภาพถ่าย SEM ของสารตัวอย่างที่มีสภาพนำไฟฟ้ายิ่งยวดแสดงให้เห็นว่า มีขนาดเกรนเป็นแผ่นบางขนาดใหญ่อัดกันอยู่ในเม็ดสาร สารที่มีสัดส่วน (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า x
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4105007.pdf ( 0.44 MB)
10
สภาพนำยิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 ที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส
Superconductivity in quarternary diagrame of (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z system which 1=x=8, 1=y=8,1=z=8 at temperature 800 deg C
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : ลศักดิ์ อินทวี, กำชัย ตรีชัยรัศมี, จำนงค์ ฉายเชิด
91
สารตัวอย่างต่างๆที่มีสัดส่วนเป็น (Bi2O3)x (CuO)y (0.8SrCO3+ 0.2CaCO3 )z ที่มี 1=x=8, 1=y=8 และ 1=z=8 ได้สังเคราะห์ขึ้นจากการผสมสัดส่วนตามปริมาณสารของ Bi2O3, CuO, SrCO3, CaCO3 สารตัวอย่างเหล่านี้ได้ผ่านการเผาในอากาศที่ 800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง แล้วเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวจนเข้าสู่อุณหภูมิห้อง ผลเบื้องต้นเขียนสรุปไว้ในแผนภาพควอเทอร์นารีระบบ Bi-Sr-Ca-Cu-O สารตัวอย่างสีดำเป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดมี Tc(zero)=77 K, Tc(zero)77 K, สารตัวอย่างสีดำที่ไม่เป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด, สารตัวอย่างสีดำปนเหลืองที่ไม่เป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดและสารตัวอย่างที่เกิดการหลอมเหลว แสดงให้เห็นด้วยเครื่องหมายวงกลม, วงกลมเส้นประ, วงกลมทึบ, สามเหลี่ยมทึบ และกากบาท ตามลำดับ สารตัวอย่างแต่ละสารได้นำมาศึกษาเนื้อสารที่ผิวด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนแบบส่องกราด ภาพถ่าย SEM ของสารตัวอย่างที่มีสภาพนำไฟฟ้ายิ่งยวด มีขนาดเกรนเป็นแผ่นบางขนาดใหญ่อัดกันอยู่ในเม็ดสาร สารที่มีสัดส่วน (Bi2O3)x (CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=2, 4=y=6, 3=z=4 (ยกเว้น x
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4105006.pdf ( 3.14 MB)
11
การศึกษาสภาพนํายิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)sub(x)(CuO) sub(y)(0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(z)ที่มีค่า 1=x=8,1=y=8,1=z=8 โดยการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์
X-ray diffraction study of superconductivity in quarternary diagram (Bi2O3) sub(x) (CuO) sub(y) (0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(z) system which 1=x=8,1=y=8,1=z=8
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : กรพรรณ์ ผิวสอาด, กําชัย ตรีชัยรัศมี
91
มีการศึกษาสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)sub(x)(CuO)(0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(Z) ที่เผาในอากาศที่ องศาเซลเซียส 800 กับ องศาเซลเซียส 850 แล้วพบว่า เม็ดสารมีสี ดํา มีรูพรุนจึงทําให้เม็ดสารตัวอย่างมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ความหนา ปริมาตรเพิ่มขึ้น มีมวลลดลง ในรูปแบบการ เลี้ยวเบนรังสีเอกซ์มีพีคการเลี้ยวเบนของ Bi2O3,SrCO3,CaCO3,CuO และโครงสร้างสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวด 2201 Bi กับ 2212 Bi พบมีการเปลี่ยนตําแหน่งและความเข้มของสามเส้นการเลี้ยวเบน (00l ) ( (008) , (0010) , (0012) ) ของโครงสร้างสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวดได้ชี้ให้เห็น ผลกระทบต่อแกน c และการจัดเรียงอะตอมในระนาบ ( 00l) ตามลําดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4205008.pdf ( 0.23 MB)
12
สภาพนำยิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 ที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส
Superconductivity in quarternary diagrame of (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z system which 1=x=8, 1=y=8,1=z=8 at temperature 800 deg C
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : ลศักดิ์ อินทวี, กำชัย ตรีชัยรัศมี, จำนงค์ ฉายเชิด
91
สารตัวอย่างต่างๆที่มีสัดส่วนเป็น (Bi2O3)x (CuO)y (0.8SrCO3+ 0.2CaCO3 )z ที่มี 1=x=8, 1=y=8 และ 1=z=8 ได้สังเคราะห์ขึ้นจากการผสมสัดส่วนตามปริมาณสารของ Bi2O3, CuO, SrCO3, CaCO3 สารตัวอย่างเหล่านี้ได้ผ่านการเผาในอากาศที่ 800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง แล้วเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวจนเข้าสู่อุณหภูมิห้อง ผลเบื้องต้นเขียนสรุปไว้ในแผนภาพควอเทอร์นารีระบบ Bi-Sr-Ca-Cu-O สารตัวอย่างสีดำเป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดมี Tc(zero)=77 K, Tc(zero)77 K, สารตัวอย่างสีดำที่ไม่เป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด, สารตัวอย่างสีดำปนเหลืองที่ไม่เป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดและสารตัวอย่างที่เกิดการหลอมเหลว แสดงให้เห็นด้วยเครื่องหมายวงกลม, วงกลมเส้นประ, วงกลมทึบ, สามเหลี่ยมทึบ และกากบาท ตามลำดับ สารตัวอย่างแต่ละสารได้นำมาศึกษาเนื้อสารที่ผิวด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนแบบส่องกราด ภาพถ่าย SEM ของสารตัวอย่างที่มีสภาพนำไฟฟ้ายิ่งยวด มีขนาดเกรนเป็นแผ่นบางขนาดใหญ่อัดกันอยู่ในเม็ดสาร สารที่มีสัดส่วน (Bi2O3)x (CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=2, 4=y=6, 3=z=4 (ยกเว้น x
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4105006.pdf ( 3.14 MB)
13
สภาพนำยิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3) ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 ที่มีอุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส
Superconductivity in quarternary diagrame of (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 at temperature 850 deg C
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : จำนงค์ ฉายเชิด
91
กลุ่มสารตัวอย่างที่มีสัดส่วนเป็น (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มี 1=x=8, 1=y=8 และ 1=z=8 ได้เตรียมขึ้นจากการผสมสัดส่วนตามปริมาณสารพวกออกไซด์ของ Bi กับ Cu และพวกคาร์บอเนตของ Sr กับ Ca สารตัวอย่างเหล่านี้ได้ผ่านการเผาในอากาศที่ 800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง แล้วเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวจนเข้าสู่อุณหภูมิห้องแล้วนำไปเผาอีกที่ 850 องศาเซลเซ๊ยส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง จากนั้นจึงเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวอีก ผลเบื้องต้นสรุปไว้ในแผนภาพควอเทอร์นารีระบบ (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z เม็ดสารตัวอย่างที่เป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดสีดำมีรูพรุนมากจึงทำให้มีปริมาตรเพิ่มขึ้นแต่มีมวลลดลง ภาพถ่าย SEM ของสารตัวอย่างที่มีสภาพนำไฟฟ้ายิ่งยวดแสดงให้เห็นว่า มีขนาดเกรนเป็นแผ่นบางขนาดใหญ่อัดกันอยู่ในเม็ดสาร สารที่มีสัดส่วน (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า x
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4105007.pdf ( 0.44 MB)
14
การศึกษาอิทธิพลของอินเดียมต่อโครงสร้างจุลภาคและการเปลี่ยนแปลงสมบัติหลังจากผ่านการบ่มของโลหะบัดกรีชนิด Sn-0.3Ag-0.7Cu
Investigation on influence of indium on microstructure and alteration of the properties after aging of Sn-0.3Ag-0.7Cu solder alloy
บทความ/Article 2552
โดย : ตติยะ มาลัย, กรรณชัย กัลยาศิริ
91
โลหะบัดกรีไร้สารตะกั่วที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ โลหะบัดกรีในตระกูล Sn-Ag-Cu เนื่องจากมีข้อได้เปรียบทางด้าน สมบัติทางกล และความสามารถในการบัดกรีที่ดี แต่ในการใช้งานพบว่า โลหะบัดกรีในตระกูล Sn-Ag-Cu มีจุดหลอม เหลวที่สูงถึง 217 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงศึกษาแนวทางใน การปรับปรุงสมบัติของโลหะบัดกรีไร้สารตะกั่วตระกูล Sn-Ag-Cu โดยการเติมอินเดียม (In) ลงไปในโลหะบัดกรีชนิด Sn -0.3Ag-0.7Cu เพื่อศึกษาผลกระทบด้านจุดหลอมเหลว ความแข็ง และโครงสร้างจุลภาคที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้ง ศึกษาถึงผลกระทบต่อความแข็ง และโครงสร้างของโลหะบัดกรี หลังจากผ่านการบ่ม (Aging) ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า การเติมอินเดียมช่วยในการปรับปรุงสมบัติโดยรวมของโลหะบัดกรีให้ดีขึ้น โดยสามารถลดจุดหลอมเหลวของโลหะบัดกรี ชนิดนี้ลงได้ และทำให้โครงสร้างจุลภาคมีความละเอียดมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ค่าความแข็งเพิ่มขึ้น และหลังจากโลหะบัดกรี ผ่านการบ่ม พบว่าโครงสร้างจุลภาคมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งขนาดเกรนโดยเฉลี่ยของโครงสร้างมีขนาดใหญ่ขึ้น และเกิด การสลายตัวของสารประกอบอินเตอร์เมทาลิก Cu6Sn5 ตามระยะเวลาที่ทำการบ่ม และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่า ความแข็งลดลง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4711031.pdf ( 0.36 MB)
15
การศึกษาผลของก๊าซ CHF3 ในการกัด Contact ของ CMOS 0.8 ไมครอน
Study on the effects of CHF3 gas on contact etching for CMOS 0.8 micron
บทความ/Article 2552
โดย : กรพงศ์ ศุภเดช, อวิรุทธิ์ ศรีสุวรรณ์, โอภาส ตรีทวีศักดิ์, นิภาพรรณ กลั่นเงิน, ชาญเดช หรูอนันต์, อัมพร โพธิ์ใย
91
บทความฉบับนี้เป็นการนำเสนอถึงผลของอัตราการไหลก๊าซของไตรฟลูออโรมีเทน (CHF3) ที่มีผลต่อการกัดช่องเปิดของซีมอส 0.8 ไมครอนด้วยพลาสมา ซึ่งการกัดช่องเปิดนี้เป็นการกัดลึกลงไปในชั้นซิลิคอนไดออกไซด์หนา 0.6 ไมครอน จากผลการทดลองที่ได้นั้นแสดงให้เห็นว่าอัตราการกัดฟิล์มซิลิคอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเมื่ออัตราการไหลของก๊าซ CHF3 มีปริมาณต่ำ ก๊าซ CHF3 มีส่วนช่วยทำให้การเลือกกัดระหว่างซิลิคอนไดออกไซด์กับซิลิคอน และซิลิคอนไดออกไซด์กับน้ำยาไวแสงดีขึ้น ซึ่งมีค่าเท่ากับ 14.72:1 และ 7.48:1 ตามลำดับ เป็นการช่วยลดผลของการกัดลึกเข้าไปในบริเวณซอสและเดรนของซีมอส และช่วยลดผลของ loading effect ด้วย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4711016.pdf ( 0.22 MB)

Search within results