Search Result 22 Found

  • Filters
 
1
ประสิทธิภาพของการเคลือบผิวในการยืดอายุการเก็บรักษาผลส้มเกลี้ยง (Citrus sinensis (L.) Osbeck)
Potential of Wax Utilization on Sweet Orange (Citrus sinensis (L.) Osbeck) Quality during Storage
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : ริศักดิ์ บุตรกระจ่าง, สัญชัย พันธโชติ, พยุงศักดิ์ มะโนชัย
44
ผลส้มเกลี้ยงที่เคลือบผิวด้วยสารเคลือบผิวที่นิยมใช้เคลือบผิวส้มเขียวหวานเชิงการค้า CITRASHINE NATURAL WAX (CNW) เตรียมในห้องทดลอง 3 ความเข้มข้นเจือจางกับน้ำในอัตราส่วน 100:0, 50:50, และ 25:75 (100% CNW, 75% CNW และ25% CNW) เปรียบเทียบกับสารเคลือบผิวทางชนิดกินได้ VEGETABLE OIL (VO) เจือจางกับน้ำในอัตราส่วน 100:0, 50:50, และ25:75 (100% VO, 75% VO, และ25% VO) โดยใช้ผลส้มเกลี้ยงที่ล้างน้ำและไม่ได้เคลือบผิวเป็นชุดควบคุม บรรจุผลส้มเกลี้ยงทุกชุดทดลองในตะกร้าพลาสติกและเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 10±2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 80±2 เปอร์เซ็นต์ และที่อุณหภูมิ25±2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 40±2 เปอร์เซ็นต์ ผลการทดลอง พบว่าการเคลือบผิวผลส้มด้วยสารเคลือบผิว 100% CNW และ 100% VO ให้ผลดีที่สุดคือ สามารถชะลอการเปลี่ยนแปลงสีของเปลือกผลส้มได้สามารถลดการสูญเสียน้ำหนัก สามารถรักษากลิ่นและรสชาติที่ดีของผลส้มเกลี้ยงได้นาน 21 วัน นอกจากนี้ สารเคลือบผิว 100% V0 ยังให้ความมันวาวแก่เปลือกผลส้มและทำให้ผลส้มมีลักษณะปรากฏที่ดี ชนิดของสารเคลือบผิวไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณกรดทั้งหมดที่ไทเทรตได้ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ อัตราส่วนของปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ต่อปริมาณกรดทั้งหมดที่ไทเทรตได้ และปริมาณวิตามินซี แต่เมื่อเก็บรักษาไว้นานขึ้น ปริมาณกรดทั้งหมดที่ไทเทรตได้และปริมาณวิตามินซีลดลง ในขณะที่ค่าพีเอช ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ และอัตราส่วนของปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ต่อปริมาณกรดทั้งหมดที่ไทเทรตได้(TSS/TA ratio)เพิ่มขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1rpt_somkiang_2009_sirisak_acknownledge.pdf ( 0.03 MB)
2rpt_somkiang_2009_sirisak_content.pdf ( 0.26 MB)
3rpt_somkiang_2009_sirisak_cover.pdf ( 0.06 MB)
4rpt_somkiang_2009_sirisak_sumaries.pdf ( 0.09 MB)
2
การพัฒนาคุณภาพของผลมะเกี๋ยง (Cleistocalyx nervosum var.paniala) โดยใช้ปุ๋ยโพแทสเซียม
Ma-Kiang (Cleistocalyx nervosum var paniala) in Fruit Quality Development by Potassium Fertilizer Application
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ินันท์ เมฆบังวัน, สันติ ช่างเจรจา, ชิติ ศรีตนทิพย์, สุเทพ ทองมา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การพัฒนาคุณภาพของผลมะเกี๋ยงโดยใช้ปุ๋ยโพแทสเซียม เป็นการวิจัยในปีที่สอง เริ่มทำการทดลองตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 จนถึงเดือนกันยายน 2549 ณ แปลงมะเกี๋ยง โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (อพสธ.) สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง โดยการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ได้ศึกษารวมไปถึงการออกดอก การเจริญเติบโตของดอก ตามกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโตกว่า 2.5 2.0 1.5 1.0 0.5 และเล็กกว่า 0.5 เซนติเมตร การติดผลและการเจริญเติบโตของผลทั้งก่อนและหลังใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมซัลเฟต ตลอดถึงคุณภาพของผลหลังใส่ปุ๋ยแล้ว โดยการใส่ปุ๋ยอยู่ 5 ระดับ คือ 0 200 400 600 และ 800 กรัม/ต้น และทดลองใส่ทั้งต้นที่ปลูกด้วยกิ่งตอนและปลูกด้วย ต้นกล้าจากการเพาะด้วยเมล็ดที่มีอายุ 7 ปี ซึ่งปลูกในระยะ 8 x 8 เมตร ในพื้นที่ 3.5 ไร่ ดอกและการเจริญเติบโตของดอก ผลปรากฏว่า กิ่งที่มีขนาดโตกว่า 2.5 เซนติเมตร มีความกว้างและความยาวของช่อดอกมากที่สุดคือ 9.88 และ 10.67 เซนติเมตรตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีจำนวน กิ่งแขนงย่อยและความหนาของก้านดอกมากที่สุดคือ 5.63 กิ่ง และ 1.95 เซนติเมตรตามลำดับ กิ่งที่มีขนาด 2.5 เซนติเมตร มีจำนวนช่อดอกมากที่สุดคือ 10.00 ช่อ/กิ่ง กิ่งที่มีขนาดโตกว่า 1.5 เซนติเมตร มีความยาวของดอกมากที่สุด และกิ่งที่มีขนาดโตกว่า 0.5 เซนติเมตร มีความกว้างของดอกมากที่สุด คือ 7.08 และ 4.60 มิลลิเมตรตามลำดับ กิ่งที่มีขนาดโตกว่า 2.0 เซนติเมตร มีความกว้างและความยาวของกลีบเลี้ยงมากที่สุดคือ 4.90 และ 1.98 มิลลิเมตร ตามลำดับ ผลและการเจริญเติบโตของผล ผลปรากฏว่า เปอร์เซ็นต์การติดผลใน 20 วันแรกไม่แตกต่างกัน มากนัก หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ จนถึงผลสุก ต้นที่ปลูกด้วยต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดมีเปอร์เซ็นต์การติดผลดีกว่าการปลูกด้วยต้นตอและต้นที่ใส่ปุ๋ยในอัตรา 400 กรัม/ต้นของการปลูกด้วยต้นกล้ามีเปอร์เซ็นต์การติดผลดีที่สุดตั้งแต่ระยะ 20 วัน 50 วัน และผลสุกคือ 83.02 53.47 และ 42.09 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ต้นที่ปลูกด้วยกิ่งตอนใส่ปุ๋ยในอัตรา 200 กรัม/ต้น มีน้ำหนักผลต่อ 10 ผล ปริมาตรผลต่อ 10 ผล และความแน่นของเนื้อมากที่สุดคือ 63.03 กรัม 62.00 มิลลิลิตร และ 3.52 ปอนด์/ตารางนิ้วตามลำดับ ต้นที่ปลูกด้วยกิ่งตอนใส่ปุ๋ยในอัตรา 600 กรัม/ต้น มีความกว้างความยาวของผลและความหนาความยาวของเมล็ดมากที่สุดคือ 21.69 28.63 11.29 และ 17.29 มิลลิเมตรตามลำดับ ต้นที่ปลูกด้วยต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดมีน้ำหนักผล/ต้น จำนวนผล/ต้น และจำนวนผลผลิตมากที่สุดคือ 65.22 กิโลกรัม 30,321.50 ผล และ 6,521.25 กิโลกรัม ตามลำดับ ส่วนลักษณะสีของเปลือกเมื่อยังดิบและสุก สีของเนื้อและสีของเมล็ดเมื่อสุกไม่มีความแตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1makiang.pdf ( 1.61 MB)
3
การผลิตมวลชีวภาพและพัฒนาสูตรสำเร็จชนิดเม็ดของเชื้อรา Gliocladium virens เพื่อใช้ป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราในดิน
Commercial Approach to Biomass Production and Development of Granule Formulati ons of Gliocladium virens for Biocontrol of Plant Diseases Caused by Soilborne Fungi
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : รศ. ดร. จินันทนา จอมดวง
44
การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการ ณ สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อศึกษาชนิดอาหารและระยะเวลาการบ่มเชื้อสำหรับผลิตมวลชีวภาพเชื้อรา Gliocladium virens ที่ให้ปริมาณเชื้อสูง ศึกษาวิธีการผลิตสูตรสำเร็จชนิดเม็ดของเชื้อราดังกล่าว ชนิดบรรจุภัณฑ์และสภาพการเก็บรักษา ตลอดจนประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดโรคทั้งในเรือนทดลองและแปลงทดลอง ผลการวิจัย พบว่า เมล็ดข้าวฟ่างเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับการผลิตมวลชีวภาพเชื้อรา G. virens เพราะให้ปริมาณเชื้อสูง มีราคาต่ำและหาได้ง่ายในท้องถิ่น จำนวนวันที่เหมาะสมในการบ่มเชื้อ คือ 7 วันซึ่งให้ปริมาณเชื้อที่ไม่แตกต่างกับการบ่มเป็นเวลา 10 และ 14 วัน การเก็บรักษาสูตรสำเร็จชนิดเม็ดที่ห้องปรับอากาศ (อุณหภูมิ 25oซ) สามารถเก็บได้นาน 8 เดือน แต่ถ้าเก็บในตู้เย็น (อุณหภูมิ 9oซ) สามารถเก็บได้นาน 23 เดือน ถุงกระดาษสีน้ำตาลเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยรักษาเชื้อให้มีชีวิตรอดได้ในปริมาณมากกว่าถุงพลาสติก ซองอลูมิเนียมฟอยล์ และกระป๋องอลูมิเนียม ผลการทดสอบประสิทธิภาพของสูตรสำเร็จชนิดเม็ดในการป้องกันกำจัดโรคโคนเน่าของพริกที่เกิดจากเชื้อรา Phytophthora capsici ในเรือนทดลอง และโรคโคนเน่าของมะเขือเทศที่เกิดจากเชื้อรา Sclerotium rolfsii ในแปลงทดลอง พบว่า สูตรสำเร็จชนิดเม็ดมีประสิทธิภาพสูงในการลดการเกิดโรค ทำให้มีเปอร์เซ็นต์ต้นพืชที่รอดตายจากการเป็นโรคสูงกว่ากรรมวิธีควบคุม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1report.pdf ( 2.03 MB)
26th ICPPT- Draft Programme.pdf ( 0.04 MB)
36th ICPPT-Confirmation to presenters.pdf ( 0.05 MB)
4G abstract to Malaysia - practical approach.pdf ( 0.01 MB)
4
การศึกษาการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมะเกี๋ยงสายพันธุ์ต่างๆ ในสภาพแวดล้อมของลำปาง III. ผลของการจัดทรงต้น
Study on Growth and Development of Makiang Cultivars (Cleistocalyx nervosum var. paniala) in Lampang environment III. Effect of Tree Training
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ญชัย พันธโชติ, ชิติ ศรีตนทิพย์, สันติ ช่างเจรจา, อภินันท์ เมฆบังวัน, ถวัลย์ บุญตันทา, ภานุทัตน์ สมฟอง, มะลิวัลย์ มุทุมล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การศึกษาการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสายพันธุ์มะเกี๋ยง จำนวน 39 สายพันธุ์ ที่คัดเลือกและทำการปลูกไว้ที่สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง ในรอบปี 2548 การเจริญเติบโตเฉลี่ยทั้งปีของต้นมะเกี๋ยง 39 สายพันธุ์ พบว่าขนาดความสูงของต้น อยู่ระหว่าง 144.5 ? 188.7 ซม. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของทรงพุ่ม อยู่ระหว่าง 144.6 ? 169.9 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นเหนือรอยแผล 10 ซม. อยู่ระหว่าง 1.72 ? 2.65 ซม. ในขณะที่มีการแตกกิ่งอยู่ระหว่าง 3.3 ? 4.8 กิ่งต่อต้น ประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซของใบมะเกี๋ยง พบว่าประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของใบมีค่าอยู่ระหว่าง 6.11 ? 6.87 µmol m-2 s-1 การคายน้ำมีค่าอยู่ระหว่าง 1.10 ? 1.31 m mol m-2 s-1 การยอมให้ก๊าซผ่านของปากใบมีค่าอยู่ระหว่าง 0.02 ? 0.06 mol m-2 s-1 ประสิทธิภาพการทำงานของคลอโรฟิลล์ (Fv/Fm) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.652 ? 0.871 ทำการคัดเลือกสายพันธุ์ LP020 ปลูกในแปลงศึกษาการใช้น้ำและธาตุอาหารพืช เพื่อศึกษาการจัดทรงต้น 2 รูปแบบ (S- และ V-shape) ที่มีต่อการเจริญเติบโต การใช้น้ำและผลผลิตพบว่า การใช้น้ำของมะเกี๋ยงต้น S?shape มีการใช้น้ำสูงสุดคือ 18.85 ลิตรต่อต้นต่อวัน และต้นที่มีการจัดรูปทรง V?shape พบว่ามีการใช้น้ำสูงสุด 18.50 ลิตรต่อต้นต่อวัน ในเดือนตุลาคม การสังเคราะห์แสง การคายน้ำ การยอมให้ก๊าซผ่านของปากใบ ประสิทธิภาพการทำงานของคลอโรฟิลล์ ต้นที่มีการจัดรูปทรงต้น V?shape สูงกว่า S?shape ศักยภาพน้ำในใบ ต้นที่มีการจัดรูปทรงต้น V?shape มีศักยภาพน้ำในใบพืชสูงกว่า (ค่าลบน้อยกว่า) S?shape น้ำหนักแห้งของทั้งต้น ต้น S?shape มีมากกว่าต้นที่มีการจัดรูปทรงต้น V?shape ดัชนีพื้นที่ใบของพืช ต้นที่มีการจัดรูปทรงต้น V?shape มีมากกว่าต้น S?shape ในขณะที่ ดัชนีน้ำหนักแห้งของใบของต้น S?shape มีมากกว่าต้นที่มีการจัดรูปทรงต้น V?shape ผลผลิตและคุณภาพผลผลิตของต้น S?shape และต้นที่มีการจัดรูปทรงต้น V?shape ไม่มีความแตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1makiang2548.pdf ( 0.31 MB)
2makiang2548.pdf ( 0.22 MB)
5
การศึกษาการเจริญเติบโต และพัฒนาการของส้มเกลี้ยง ในสภาพแวดล้อมของลำปาง III. ผลของการตัดแต่งกิ่งระหว่างติดผล
Study on Growth and Development of Sweet Orange [Citrus sinensis (L.) Osbeck] in Lampang Environment III. Effect of Summer Pruning
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ยสัญชัย พันธโชติ, นายชิติ ศรีตนทิพย์, นายถวัลย์ บุญตันทา, นายภานุทัตน์ สมฟอง, นางสาวมะลิวัลย์ มุทุมล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การพัฒนาการเจริญเติบโตของต้นส้มเกลี้ยง สายพันธุ์เถิน แม่พริก และ สถาบันวิจัยฯ ปี 2548 ในแต่ละเดือนและแต่ละสายพันธุ์ ไม่มีความแตกต่างกัน การเจริญเติบโตเฉลี่ย ในด้านความสูงของต้น อยู่ระหว่าง 102.04 ? 117.94 ซม. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นเหนือดิน 10 ซม. อยู่ระหว่าง 1.49 ? 1.75 ซม. และขนาดของทรงพุ่ม อยู่ระหว่าง 91.16 ? 117.18 ซม. การแตกกิ่งใหม่ อยู่ระหว่าง 5.86 ? 6.67 กิ่ง ประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง มีค่าอยู่ระหว่าง 6.35 ? 6.93 mol m-2s-1 การคายน้ำ มีค่าอยู่ระหว่าง 1.04 ? 1.21 mmol m-2s-1 การยอมให้ก๊าซผ่านของปากใบ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.02 ? 0.03 mol m-2s-1 ประสิทธิภาพการทำงานของคลอโรฟิลล์ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.736 ? 0.815 ปริมาณคลอโรฟิลล์ มีค่าอยู่ระหว่าง 45.8 ? 48.9 การศึกษาผลของการตัดแต่งกิ่งขณะติดผล ที่มีต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของส้มเกลี้ยง สายพันธุ์แม่พริก ที่ปลูกในแปลงศึกษาการใช้น้ำและธาตุอาหารพืช (Lysimeter) มี 4 สิ่งทดลองได้แก่ 1) ต้นส้มที่ตัดแต่งกิ่งและติดผล 2) ต้นส้มที่ไม่ตัดแต่งกิ่งแต่ติดผล 3) ต้นส้มที่ตัดแต่งกิ่งแต่ไม่ติดผล 4) ต้นส้มที่ไมตัดแต่งกิ่งและไม่ติดผล พบว่า การใช้น้ำต่อวันของต้นส้มในแต่ละเดือนและการใช้น้ำรวมของแต่ละเดือน ในปี 2548 ต้นที่ไม่ตัดแต่งกิ่งแต่ติดผลมีการใช้น้ำเฉลี่ยสูงสุด ในเดือนเมษายน มิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคม ต้นที่ติดผลจะมีแนวโน้มการใช้น้ำสูงกว่าต้นที่ไม่ติดผล การสังเคราะห์แสงของต้นที่ตัดแต่งกิ่งและติดผลจะมีค่าสูงสุด โดยเฉพาะในช่วงหลังการตัดแต่งกิ่ง และมีแนวโน้มลดลงหลังการเก็บเกี่ยว การคายน้ำและการยอมให้ก๊าซผ่านของปากใบ ต้นที่ตัดแต่งกิ่งและติดผลมีการคายน้ำและการยอมให้ก๊าซผ่านของปากใบสูงสุดในช่วงหลังการเก็บเกี่ยว ประสิทธิภาพการทำงานของคลอโรฟิลล์ หลังการตัดแต่งกิ่งจะมีประสิทธิภาพสูงในต้นที่ตัดแต่งกิ่งและติดผล ต้นที่ติดผลจะมีแนมโน้มประสิทธิภาพสูงกว่าต้นที่ไม่ติดผล ต้นที่ติดผลจะมีค่าดัชนีพื้นที่ใบสูงกว่าต้นที่ไม่ติดผล ในทางตรงข้ามจะมีค่าดัชนีน้ำหนักแห้งของใบต่ำกว่า น้ำหนักแห้งรวมของต้นที่ติดผลจะมีมากกว่าต้นที่ไม่ติดผล เนื่องจากการสะสมน้ำหนักแห้งที่ผลจะมีมาก (26.41 ? 31.15 %) คุณภาพของผลผลิตไม่มีความแตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Orange2548.pdf ( 0.30 MB)
2orange2548.pdf ( 1.62 MB)
6
ผลของการไว้ผลและการตัดแต่งกิ่งระหว่างการติดผล ที่มีต่อการเจริญเติบโต การใช้น้ำและธาตุอาหารของลำไย พันธุ์ ดอIII. ผลของการห่อช่อผล
Effects of Fruit Loading and Pruning during Fruit Retention (Summer Pruning) on Growth Water Consumption and Nutrient Uptake of Longan[Dimocarpus longan] cultivar ‘Dow’grown in Lysimeter III. Effect of Fruit Panicle Bagging
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ญชัย พันธโชติ , ชิติ ศรีตนทิพย์, ถวัลย์ บุญตันทา , ภานุทัตน์ สมฟอง , มะลิวัลย์ มุทุมล
44
การเจริญเติบโตของลำไยเฉลี่ยในแต่ละเดือน มีความแตกต่างกันทางสถิติ ด้านความสูงของต้น และเส้นผ่าศูนย์กลางของทรงพุ่ม ในช่วงก่อนการตัดแต่งกิ่ง และหลังการตัดแต่งกิ่ง ในขณะที่เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นไม่มีความแตกต่างกัน และจากการศึกษาการตัดแต่งกิ่งระหว่างการติดผล และการห่อช่อผลที่มีต่อการเจริญเติบโตของลำไยพันธุ์ดอ พบว่าการตัดแต่งกิ่ง จะทำให้การรับแสงของต้นลำไยดีขึ้น แต่ไม่มีความแตกต่างในการใช้น้ำเฉลี่ยต่อวันของต้นลำไย ประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซ ของใบลำไยได้แก่การสังเคราะห์แสง การคายน้ำ และการยอมให้ก๊าซผ่านของปากใบ ต้นที่ตัดแต่งกิ่งจะมีประสิทธิภาพดีขึ้น เนื่องมาจากต้นลำไยได้รับแสงมากขึ้น ปริมาณคลอโรฟิลล์ในใบลำไย ไม่มีความแตกต่างกัน ทั้งนี้เนื่องจากพันธุกรรมของลำไย ศักยภาพของน้ำในใบลำไยดีขึ้น (ค่าติดลบน้อย) ของต้นที่มีการตัดแต่งกิ่ง ประสิทธิภาพในการสร้างน้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งของต้นที่ตัดแต่งกิ่งดีกว่าต้นที่ไม่ตัดแต่งกิ่ง เป็นมาจากการที่ต้นมีประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซดีขึ้น ความหวานของผลลำไย ต้นที่ไม่ตัดแต่งกิ่งดีกว่าต้นที่ตัดแต่งกิ่ง ทั้งนี้อาจเนื่องจากการตัดแต่งกิ่งอาจจะมากเกินไปอาหารบางส่วนถูกนำไปซ่อมแซมบาดแผล
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1longan2548.pdf ( 0.35 MB)
2longan2548.pdf ( 0.20 MB)
7
การประยุกต์ใช้เชื้อยีสต์ Issatchenkia orientalis ในการป้องกันกำจัดโรคหลังการเก็บเกี่ยวของมะม่วง
Application of Issatchenkia orientalis For Controlling of Postharvest Diseases of Mango
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : นันทนา จอมดวง, สันติ ช่างเจรจา, ทิพวรรณ มานนท์
44
โรคแอนแทรคโนสเป็นปัญหาสำคัญที่ก่อความเสียหายอย่างมากแก่มะม่วงในประเทศไทย โรคนี้เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides ซึ่งเข้าทำลายตั้งแต่ผลอ่อนหรือผลเขียวแต่ไม่แสดงอาการโรคจนเมื่อผลสุกจึงปรากฏอาการเป็นจุดสีดำขนาดใหญ่บนผล สถาบันวิจัยเทคโนโลยี การเกษตร ในสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จึงได้ดำเนินงานวิจัยเพื่อใช้ยีสต์ Issatchenkia orientalis ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสบนผลมะม่วงหลังการเก็บเกี่ยว การวิจัยครั้งนี้ พบว่า เชื้อยีสต์สามารถยับยั้งการเจริญและการงอกของสปอร์ C. gloeosporioides ได้ร้อยละ 44.47-47.37 และ 100 ตามลำดับ โดยการสร้างสารบางชนิดทั้งที่แผ่ซึมในอาหารเลี้ยงเชื้อและที่เป็นสารระเหย และพบว่า sodium bicarbonate 1-5% มีผลต่อการเจริญของเชื้อรา C. gloeosporioides และ ยีสต์ I. orientalis บนอาหารพีดีเอที่มีสารผสมอยู่ การทดสอบประสิทธิภาพในการลดการเกิดโรคแอนแทรคโนสบนผลมะม่วง พบว่า เมื่อแช่ผลมะม่วงหลังการเก็บเกี่ยวในเซลล์ยีสต์แขวนลอยในน้ำกลั่น ความเข้มข้น 1022 cfu/มล. นาน 5-10 นาที และเมื่อใช้ร่วมกับ sodium bicarbonate 2% หรือไคโตซานภายหลังการแช่ในยีสต์ สามารถลดการเกิดโรคได้แตกต่างทางสถิติกับกรรมวิธีควบคุมซึ่งไม่ใช้วิธีการใด ๆ อย่างไรก็ตามสารเคมี procloraz ให้ผลดีที่สุดในการควบคุมโรค ส่วนการศึกษาปริมาณเชื้อยีสต์ที่อยู่รอดบนผลมะม่วงนั้น ตรวจพบเซลล์ยีสต์บนผลมะม่วงแต่ไม่สามารถเก็บข้อมูลปริมาณยีสต์ได้เนื่องจากเกิดการปนเปื้อนในอาหารเลี้ยงเชื้อที่ทำ dilution plate จึงทำให้นับจำนวนโคโลนียีสต์ไม่ได้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1report.pdf ( 0.73 MB)
2Abstract Jinantana.pdf ( 0.06 MB)
8
การศึกษาการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมะเกี๋ยงสายพันธุ์ต่างๆ ในสภาพแวดล้อมของลำปาง IV. ผลของการจัดการสารอาหาร และวิตามิน
Study on Growth and Development of Makiang Cultivars (Cleistocalyx nervosum var. paniala) in Lampang Environment IV. Effect of Nutrients and Vitamins Application
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ยสัญชัย พันธโชติ, นายชิติ ศรีตนทิพย์, นายอภินันท์ เมฆบังวัน, นายสันติ ช่างเจรจา, นายถวัลย์ บุญตันทา, นายภานุทัตน์ สมฟอง, นางสาวมะลิวัลย์ มุทุมล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การศึกษาการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสายพันธุ์มะเกี๋ยง จำนวน 39 สายพันธุ์ ที่คัดเลือกและทำการปลูกเมื่อปี 2547 ไว้ที่สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง ในรอบปี 2549 พบว่าขนาดความสูงของต้น มีค่าอยู่ระหว่าง 155.7-195.7 ซม. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของทรงพุ่ม 159.6-198.2 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นเหนือรอยแผล 10 ซม. 1.92-2.88 ซม. ในขณะที่มีการแตกกิ่ง 3.2 ? 4.8 กิ่งต่อต้น ความยาวของกิ่งใหม่ 18.00-29.50 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางของกิ่งใหม่ 0.59-0.99 ซม. พื้นที่ใบที่พัฒนาเต็มที่ 84.0-129.6 ตร.ซม. จำนวนดอกต่อช่อ 32.4-42.3 ดอกต่อช่อ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ต่อต้น 1.10-3.64 กก.ประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซของใบมะเกี๋ยง พบว่าประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของใบมีค่าอยู่ระหว่าง 6.78 ? 8.87 µmol m-2 s-1 การคายน้ำ 1.14 ? 1.51 mmol m-2 s-1 การยอมให้ก๊าซผ่านของปากใบ 0.02 ? 0.06 mol m-2 s-1 ประสิทธิภาพการทำงานของคลอโรฟิลล์ (Fv/Fm) 0.652 ? 0.879 ปริมาณแป้ง 5.66-8.87 % (น้ำหนักแห้ง) ไนโตรเจน 1.12-1.54 % (น้ำหนักแห้ง) ฟอสฟอรัส 0.638-0.877 % (น้ำหนักแห้ง) โพแทสเซี่ยม 3.2-4.7 % (น้ำหนักแห้ง) ทำการคัดเลือกสายพันธุ์ LP001-LP020 ปลูกในแปลงศึกษาการใช้น้ำและธาตุอาหารพืช จัดทรงต้น 2 รูปแบบ (S- และ V-shape) การใช้น้ำของมะเกี๋ยงต้น S?shape มีการใช้น้ำสูงกว่าต้นที่มีการจัดรูปทรง V?shape และพบว่ามีแนวโน้มการใช้น้ำสูงสุดต่อวัน ในเดือนมีนาคม-ตุลาคม การสังเคราะห์แสง การคายน้ำ การยอมให้ก๊าซผ่านของปากใบ และประสิทธิภาพการทำงานของคลอโรฟิลล์ ต้นที่มีการจัดรูปทรงต้น V?shape มีค่าสูงกว่า S?shape การเคลื่อนที่ของน้ำในลำต้นมะเกี๋ยง 20 สายพันธุ์ ในช่วงปลายฤดูฝน (กันยายน ? ธันวาคม 2549) ไม่มีความแตกต่างกันในทั้งสองวิธีการจัดทรงต้น โดยมีการเคลื่อนที่ของน้ำ 0.5-1.0 ลิตรต่อชั่งโมง การให้สารอาหาร ไนโตรเจน จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางด้านลำต้นมากกว่า ฟอสฟอรัส และโพแทสเซี่ยม และต้นที่ไม่ได้รับสารอาหาร ส่วนประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซของใบ ต้นที่ได้รับสารอาหาร มีแนวโน้มสูงกว่าต้นที่ไม่ได้รับสารอาหารโดยเฉพาะต้นที่ได้รับสารโพแทสเซี่ยม การให้อาหารเสริม ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี และสารสกัดชีวภาพ ไม่มีความแตกต่างกันในการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางลำต้น แต่มีความแตกต่างกันของประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซของใบ โดยต้นที่ได้รับอาหารเสริมจะมีแนวโน้มสูงกว่า ต้นมะเกี๋ยงเมื่ออยู่ในสภาวะน้ำขัง การสังเคราะห์แสง การคายน้ำ การยอมให้ก๊าซผ่านของปากใบ ประสิทธิภาพการทำงานของคลอโรฟิลล์ ตลอดจนปริมาณคลอโรฟิลล์ จะมีค่าลดลง และจะลดลงมากขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพน้ำขังที่นานขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1makiang2549.pdf ( 0.62 MB)
2makiang2549.pdf ( 0.45 MB)
9
ผลของวัสดุห่อผล ต่อการควบคุมโรค และคุณภาพ ของผลมะม่วงมหาชนก ก่อน และหลังการเก็บเกี่ยว
Preharvest and Postharvest Effects of Fruit Wrapping materials to Diseases Control and Fruit Quality of Mangifera indica L. cv. Mahachanok
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : ริศักดิ์ บุตรกระจ่าง , อภินันท์ เมฆบังวัน
44
ผลของวัสดุห่อผล 5 ชนิด ได้แก่ ไม่ห่อผล กระดาษเคลือบด้วยฟิลม์พลาสติกบาง กระดาษสำหรับพิมพ์งาน กระดาษหนังสือพิมพ์ และกระดาษสำหรับห่อผลไม้เชิงการค้า เพื่อติดตามผลของควบคุมการเกิดโรค และคุณภาพของผลมะม่วงมหาชนก ทำการแกะห่อผล 20 วัน ก่อนทำการเก็บเกี่ยวผลิตผล ทำการเปรียบเทียบคุณภาพผลกับผลมะม่วงที่ห่อผลทั้งหมด จากการศึกษาพบว่า การห่อผลด้วยกระดาษดังกล่าว ไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพของเนื้อผลมะม่วง ความแน่นเนื้อ ปริมาณกรดที่สามารถไตเตรทได้ ปริมาณของแข็งที่สามารถละลายน้ำได้ เปอร์เซนต์น้ำหนักแห้ง ค่าความสว่างของสี L ค่า b ระหว่างการเก็บรักษา อย่างไรก็ตามผลมะม่วงที่ห่อด้วยกระดาษที่เคลือบด้วยพลาสติกฟิลม์และทำการแกะห่อผลก่อนการเก็บเกี่ยว 20 วัน มีเปอร์เซนต์การเกิดโรคแอนแทรคโนส 20 % ในขณะที่ชุดการทดลองอื่น ๆ มีเปอร์เซนต์การเกิดโรคมากกว่า 60 เปอร์เซนต์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1rpt_mahachanok_2008_sirisak_acknownledge.pdf ( 0.03 MB)
2rpt_mahachanok_2008_sirisak_content.pdf ( 0.18 MB)
3rpt_mahachanok_2008_sirisak_cover.pdf ( 0.06 MB)
4rpt_mahachanok_2008_sirisak_sumaries.pdf ( 0.08 MB)
10
การเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเพื่อพัฒนาการผลิตต้นพันธุ์จำนวนมากเป็นการค้าในระบบต่อเนื่องของพืชสามชนิดกระเจียว กระชายดำ และมะเกี๋ยง
Tissue culture for commercial propagation in bioreactor of three plants, Kajeew ( Curcuma spp.),Kachaidum (Kaempferia parviflora Wall. Ex BaK.) and Makiang (Cleistocalyx nervosum var. paniala.
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : งาม เดชคำรณ, ณัฐชัย เที่ยงบูรณธรรม, ศักดิ์ดา สุขวัฒนากร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
พืชสามชนิดที่มีศักย์ภาพในการค้า กระเจียว กระชายดำ และมะเกี๋ยงเพื่อขยายพันธุ์ ในระบบการเลี้ยงเนื้อเยื่อแบบต่อเนื่อง การวิจัยเพื่อผลิตยอดของพืชสามชนิด ให้ได้จำนวนมากสำหรับการเลี้ยงในระบบต่อเนื่อง 3 ระบบ ได้แก่ แพลอย (rafting : raft) พ่นอากาศ (air bubble: air) พ่นอาหาร (media spraying: spray) และระบบการเลี้ยงปกติ 2 ระบบ ได้แก่ อาหารแข็ง (solid media: solid) และ อาหารเหลว (liquid media: lq) นำไปเลี้ยงในอาหารสูตรดัดแปลง Murashige and Skoog (1962) (MS) ที่มีสารเร่งการเจริญเติบโตระดับต่าง ๆ การทดลองสารเร่งการเจริญเติบโตในอาหารแข็งพบว่าการทดลองเลี้ยงเนื้อเยื่อกระเจียว กลุ่มปทุมมา พบว่ายอดมีการเจริญเติบโตดีในอาหารที่มี BA 6 มล.ก./ลิตร กระชายดำ พบว่า มียอดจำนวนมากที่สุดในอาหาร ที่มี NAA 0.1-1 กับ BA 2-5 มล.ก./ลิตร การทดลองสูตรอาหารแข็งในมะเกี๋ยงพบว่ามียอดจำนวนมากที่สุดในอาหาร ที่มี NAA 0.1-0.5 กับ BA 0.5-1 มล.ก./ลิตร การศึกษาการเจริญเติบโตของพืชสามชนิดในระบบต่อเนื่อง 3 ระบบ และระบบการเลี้ยงปกติ 2 ระบบ โดยเลี้ยงในอาหารสูตรดัดแปลง MS โดยกระชายดำ และปทุมมา เลี้ยงในอาหารที่ทำการเลี้ยงมี BA ระดับความเข้มข้น 1.5 มล.ก./ลิตร และในอาหารที่ทำการเลี้ยงมะเกี๋ยงมี NAA 0.1 มล.ก./ลิตร ร่วมกับ BA 0.5 มล.ก./ลิตร พบว่า เนื้อเยื่อกระชายดำเจริญเป็นยอดจำนวนมากที่สุดใน ระบบแพลอย ส่วนเนื้อเยื่อ ปทุมมา และมะเกี๋ยงเจริญเป็นยอดจำนวนมากที่สุดในอาหารเหลวที่มีการเขย่าแนวระนาบ และรากของทั้งสามพืชมีจำนวนมากที่สุดในอาหารเหลวที่มีการเขย่าแนวระนาบ แต่รากของของปทุมมาพัฒนาได้ดีที่สุดใน อาหารแข็ง และรากของของมะเกี๋ยงพัฒนาได้ดีที่สุดในระบบพ่นอาหาร การทดสอบสูตรอาหารในระบบการเลี้ยงต่อเนื่องชนิดแพลอยที่มีการเติมอากาศของปทุมมาพบว่า สูตร ที่มี BA ระดับความเข้มข้น 2 มล.ก./ลิตร ให้จำนวนยอด และขนาดยอดสูงที่สุด และอาหารไม่มี BA (0มล.ก./ลิตร) ให้จำนวนใบ จำนวนราก และความยาวรากมากที่สุด การทดสอบสูตรอาหารในระบบการเลี้ยงต่อเนื่องกระชายดำพบว่า สูตร ที่มี BA ระดับความเข้มข้น 5 มล.ก./ลิตร ให้จำนวนยอด ขนาดยอด จำนวนใบ จำนวนราก และความยาวรากมากที่สุด การทดสอบสูตรอาหารในระบบการเลี้ยงต่อเนื่องของมะเกี๋ยงใน พบว่า สูตร ที่มี NAA 0.1 ร่วมกับ BA 1 มล.ก./ลิตร ให้จำนวนยอดมากที่สุด และอาหารที่มี NAA 0.1 ร่วมกับ BA 0.5 มล.ก./ลิตร ให้ ความสูงของ ยอดจำนวนใบ จำนวนราก และความยาวรากมากที่สุด อัตราการรอดหลังย้ายปลูกของปทุมมา 53.8% กระชายดำ 16.31% มะเกี๋ยง 10.9% โดย รากพืชจะยึดติดกับแผ่นรองของแพลอยทำให้รากขาดเสียหาย ทำการวิเคราะห์หาค่า ไนโตรเจน (N) ในรูปแอมโมเนียม (NH4-N) และ ในรูปไนเตรท (NO3-N) ฟอสฟอรัส (P) และโปแตสเซียม (K) จากอาหารเหลว (ระบบต่อเนื่อง และ อาหารเหลวระบบปกติ) พบว่าปริมาณแร่ธาตุอาหารถูกพืชใช้ไปในการเจริญเป็นยอด และราก การศึกษาค่าออกซิเจน (%) ในสภาพเลี้ยงระหว่างในระบบต่อเนื่อง 3 ระบบ คือ แพลอย พ่นอากาศ และ พ่นอาหาร พบว่า ในสภาพที่เลี้ยงกระชายดำ และมะเกี๋ยง ในระบบ แพลอย และ พ่นอาหาร ค่าออกซิเจนสูงกว่าในระบบพ่นอากาศ ในสภาพที่เลี้ยงปทุมมา ทั้ง 3 ระบบไม่ค่อยต่างกัน การศึกษา และทดสอบอุปกรณ์ สำหรับการเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบต่อเนื่องพบว่าโหลดองขนาด 2 ลิตรเป็นภาชนะเลี้ยงที่เหมาะสม สำหรับระบบการเลี้ยงแบบต่อเนื่อง โดยมีการต่อท่อดักอากาศเข้าออกที่ใช้ขวดแก้วรูปชมพู่ก้นตรง (Erlenmeyer Flask) หรือขวดแก้วดูแลน (Duran Bottle) มีท่อเปิด ตำแหน่ง คอขวด 2 ท่อ สำหรับใส่ที่กรองอากาศ ระบบนี้สามารถเลี้ยงแบบผสมผสาน ทั้ง ระบบแพลอย ระบบเติมอากาศ และระบบพ่นอาหารร่วมกับได้ นอกจากนี้การใส่อุปกรณ์อุปกรณ์วัดออกซิเจนได้ ระบบสามารถเพิ่มอุปกรณ์สำหรับนำอาหารออกจากสภาพเลี้ยงได้โดยไม่มีการปนเปื้อน ต้นทุนการผลิตอุปกรณ์เลี้ยงแบบแพลอย หน่วย เล็ก 1 ชุด ประกอบด้วย ขวดเลี้ยง 6 ใบ ราคา 3400 บาท และหน่วย เล็ก 1 ชุด พร้อมอุปกรณ์ แพลอย หัวพ่นอากาศ ราคา 7,520 บาท หน่วย กลาง 1 ชุด ประกอบด้วย ขวดเลี้ยง 36 ใบ พร้อมอุปกรณ์ แพลอย หัวพ่นอากาศหรือพ่นอาหาร 29,306 บาท หน่วย ใหญ่ 1 ชุด ประกอบด้วย ขวดเลี้ยง 240 ใบ ราคา192,540 บาท
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1report.pdf ( 7.19 MB)
11
การขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่าบางชนิดโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
Micropropagation Techniques for Some Wild Orchids.
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : .พงศ์ยุทธ นวลบุญเรือง, นายพิทักษ์ พุทธวรชัย, ผศ.ดร.อภิชาติ ชิดบุรี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าหลากหลายชนิด โดยเฉพาะ กล้วยไม้ป่า ที่มีลักษณะสวยงาม มีการเก็บออกมาจำหน่าย ทำให้มีปริมาณที่ลดลงอย่างรวดเร็ว โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคนิคการขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่าโดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ให้เหมาะสมสำหรับชาวบ้านและเกษตรกร และถ่ายทอดความรู้ที่ได้สู่ระดับชุมชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อทดแทนการลักลอบนำกล้วยไม้ออกจากป่า การศึกษาการพัฒนาเทคนิควิธีการและอุปกรณ์สำหรับการขยายพันธุ์กล้วยไม้ ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่เหมาะสมกับเกษตรกรได้ถูกศึกษา โดยกล้วยไม้ป่า 3 ชนิด ได้แก่ เอื้องเก้ากิ่ว (Dendrobium nobile Lindl. )เอื้องสายสามสี (Dendrobium crystallinum Rchb.f.) และ เอื้องสายน้ำผึ้ง (Dendrobium primulinum Lindl.) โดยทำการศึกษาผลของชนิดของไซโตไคนิน 2 ชนิด คือ BA (Benzyladenine) และ kinetin โดยใช้ความเข้มข้น 3 ระดับ คือ 1 2 และ 4 มิลลิกรัมต่อลิตร จากการทดลองพบว่า ในเอื้องเก้ากิ่ว ใช้เวลาเฉลี่ย 35 วันในการเกิดยอด โดยสูตรอาหาร VW ที่เสริมด้วย kinetin 4 มก. ต่อลิตร มีเปอร์เซนต์เกิดยอดสูงสุด และจำนวนยอดเฉลี่ยสูงสุด สูตรอาหารที่ให้จำนวนรากมากที่สุดคือ VW เสริมด้วย kinetin 2 มก. ต่อลิตร สูตรอาหารที่ให้ต้นสูงที่สุดและรากยาวที่สุดคือ VW เสริมด้วย BA 1 มก. ต่อลิตร สำหรับในเอื้องสายน้ำผึ้ง ใช้เวลาเฉลี่ย 30-32 วันในการเกิดยอด โดยสูตรอาหาร VW ที่เสริมด้วย BA 1 และ 4 มก. ต่อลิตร และสูตรอาหาร VW ที่เสริมด้วย kinetin 1 และ 4 มก. ต่อลิตรมีเปอร์เซนต์เกิดยอดสูงสุด สูตรอาหารที่ให้ยอดเฉลี่ยสูงสุดและให้จำนวนรากมากที่สุดคือ VW เสริมด้วย kinetin 1 มก. ต่อลิตร สูตรอาหารที่ให้ต้นสูงที่สุดและให้รากยาวที่สุดคือ VW เสริมด้วย BA 1 มก. ต่อลิตร สำหรับในเอื้องสายสามสี ใช้เวลาเฉลี่ย 29-30 วันในการเกิดยอด โดยสูตรอาหาร VW ที่เสริมด้วย BA 1 มก. ต่อลิตร สามารถทำให้เกิดเปอร์เซนต์การเกิดยอดสูงสุด และให้จำนวนรากมากที่สุด สูตรอาหารที่ให้ยอดเฉลี่ยสูงสุดคือ VW เสริมด้วย BA 4 มก. ต่อลิตร ให้จำนวนยอดเฉลี่ย 2 ยอด สูตรอาหารที่ให้ต้นสูงที่สุดและให้รากยาวที่สุดคือ VW เสริมด้วย BA 2 มก. สำหรับการทดลองดัดแปลงสูตรอาหารราคาถูกสำหรับการเลี้ยงกล้วยไม้นั้น ทำการทดลองโดยใช้ ปุ๋ย (ทวีนเฟอร์ตี้) น้ำมะพร้าว และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยใช้ต้นกระชายดำเป็นตัวชี้วัด เปรียบเทียบกับสูตรที่ใช้เลี้ยงปกติ จากการทดลองพบว่า สูตรอาหารดัดแปลง ที่เสริมด้วยเครื่องดื่มบำรุงกำลัง(M150) ปริมาณ 10 มิลลิลิตร ต่อลิตร ให้ผลการเจริญเติบโตดีที่สุด และใกล้เคียงกับสูตรควบคุม ในการศึกษาผลของ BA และ NAA ที่เลี้ยงในสภาพของอาหารเหลวที่มีผลต่อการพัฒนาเป็นยอดของกล้วยไม้ป่าทั้ง 3 ชนิด หลังจากทำการเลี้ยงกล้วยไม้ ทั้ง 3 ชนิด เป็นเวลา 13 สัปดาห์ พบว่า ในเอื้องสายน้ำผึ้ง การเกิดยอดใช้เวลา 61-84 วัน สูตรอาหาร VW ที่เสริมด้วย BA 1 มก. ต่อลิตรและ NAA 0 มก.ต่อลิตร ให้ยอดเฉลี่ยสูงสุดเฉลี่ย 1.9 ยอด สูตรที่เสริมด้วย BA 4 มก. ต่อลิตรและ NAA 0 มก.ต่อลิตร ให้ยอดที่มีความสูงมากที่สุดคือ 1.46 ซม. และให้จำนวนใบมากที่สุดเฉลี่ย 1.5 ใบต่อยอด ในเอื้องเก้ากิ่ว ใช้เวลาเฉลี่ย 103-112 วันในการเกิดยอด โดยสูตรอาหาร VW ที่เสริมด้วย BA 1 และ NAA 0 มก. ต่อลิตร BA 1 และ NAA 1 มก. ต่อลิตร BA 2 และ NAA 0.5 มก. ต่อลิตร BA 4 และ NAA 0.5 มก. ต่อลิตร และสูตรอาหาร BA 4 และ NAA 1 มก. ต่อลิตร มีเปอร์เซ็นต์การเกิดยอดสูงสุดคือ 100% สูตรที่เสริมด้วย BA 4 และ NAA 1 มก. ต่อลิตร ให้จำนวนยอดเฉลี่ย 1.1 ยอด สูตรอาหารที่ให้จำนวนใบมากที่สุดคือ VW เสริมด้วย BA 1 และ NAA 0.5 มก. ต่อลิตร สูตรอาหารที่ให้ต้นสูงที่สุดคือ VW เสริมด้วย BA 1 มก. ต่อลิตรและ NAA 0 มก.ต่อลิตร ในเอื้องสายสามสี ใช้เวลาเฉลี่ย 60 วันในการเกิดยอด โดยสูตรที่เสริมด้วย BA 1 และ NAA 0 มก. ต่อลิตร BA 2 และ NAA 0.5 มก. ต่อลิตร และ BA 4 และ NAA 1 มก. ต่อลิตร มีเปอร์เซ็นต์การเกิดยอดสูงสุด สูตรอาหารที่ให้ยอดเฉลี่ยสูงสุดคือ VW เสริมด้วย BA 1 และ NAA 0.5 มก. ต่อลิตร ให้จำนวนยอดเฉลี่ย 2.8 ยอด สูตรอาหารที่ให้จำนวนใบมากที่สุดคือ VW เสริมด้วย BA 1 และ NAA 0.5 มก. ต่อลิตร สูตรอาหารที่ให้ต้นสูงที่สุดคือ VW เสริมด้วย BA 4 และ NAA 1 มก. ต่อลิตร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1micropropagation.pdf ( 0.57 MB)
12
การศึกษาอิทธิพลของปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอกในการผลิตข้าวโพดหวานอย่างยั่งยื่น
Influence of Inorganic Fertilizer and Manure on Sustainable Production of Sweet corn.
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : งปริญญาวดี ศรีตนทิพย์, ผศ. ยุทธนา เขาสุเมรุ, ผศ. นภา ขันสุภา
44
การศึกษาอิทธิพลของปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอกในการผลิตข้าวโพดหวาน ประกอบด้วยอัตราปุ๋ยเคมีต่อปุ๋ยคอกทีใช้ดังนี้ 0:0 0:100 25:75 50:50 75:25 และ 100:0 (เปอร์เซ็นต์) โดยการใส่ปุ๋ยเคมี 3 เกรดคือ ใส่ปุ๋ย 15-15-15 เป็นปุ๋ยรองพื้น อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ 46-0-0 เมื่อข้าวโพดอายุ 25 วัน อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ ที่อายุ 45 วัน และปุ๋ยคอกอัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ ใส่ทั้งหมดก่อนปลูก พบว่าข้าวโพดหวานที่ได้รับปุ๋ยในอัตราส่วน 75:25 และ 100:0 มีการเจริญเติบโตด้านความสูง ความกว้างใบ ความยาวใบ จำนวนใบ พื้นที่ใบ ปริมาณธาตุฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในใบและในดิน ปริมาณคลอโรฟิลล์ในใบ และอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุด ซึ่งส่งผลให้มีผลผลิตน้ำหนักฝักสดสูงที่สุดเฉลี่ย 1114.8 - 1122.1 กิโลกรัม/ไร่ และมีผลตอบแทนสูงสุดเฉลี่ย 1363.85 - 1863.80 บาท/ไร่ ส่วนความเป็นกรดเป็นด่าง ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณแคลเซียมและแมกนีเซียมในใบและในดิน พบว่าการใส่ปุ๋ยในอัตราส่วน 0:100 มีปริมาณสูงที่สุด ส่วนอัตราการคายน้ำและอัตราการยอมให้ก๊าซผ่านของปากใบไม่มีความแตกต่างกัน จากการทดลองจะได้ว่าอัตาส่วนปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอกที่เหมาะสมเพื่อการปลูกข้าวโพดหวานอย่างยั่งยืนคือ การใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอกในอัตราส่วน 75:25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่งเสริมการเจริญเติบโตไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิต และให้ผลตอบแทนต่อไร่ เทียบเท่ากับการใส่ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1รายงานฉบั..[2].pdf ( 0.68 MB)
13
การใช้สารสกัดจากพืชสมุนไพรเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืชในสวนชาอู่หลง ในเชิงระบบเกษตรอินทรีย์
Herbal Extracts for Insect Pest Control in OU-Long-Tea Gardening under Organic Agricultural System
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : .ดร.สาวิตร มีจุ้ย, ผศ.สุมาฬี พรหมรุกขชาติ, นายบุญรอด มาลากรอง, ผศ.ดร.อรุณ โสตถิกุล, ผศ.ณัฐชัย เที่ยงบูรณธรรม, ผศ.จารุณี มีจุ้ย, นางกรรณิการ์ ขันทอง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การใช้สารสกัดจากพืชสมุนไพร เพื่อควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูชา การสำรวจชนิดและปริมาณของแมลงในสวนชา ขั้นตอนการปฏิบัติดูแลรักษา และความสัมพันธ์ระหว่างชนิดและปริมาณแมลงในสวนชากับสภาพอากาศในรอบปีนั้น เป็นกิจกรรมวิจัยของโครงการที่ร่วมวิจัยกับ หจก.สุวิรุฬห์ชาไทย จากผลการวิจัยเป็นเวลา 3 ปีตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2548-2550 ได้ผลดังนี้ การทดสอบฉีดพ่นสารสกัดจากพืชสมุนไพรเพื่อควบคุมแมลงศัตรูและเร่งยอดชาพบว่า กรรมวิธีใช้สารสกัดจากรากหางไหลสามารถป้องกันกำจัดแมลงได้ดีมาก โดยเฉพาะเพลี้ยจักจั่นฝอย Emposca onukii Matsuda เพลี้ยไฟ (Thrips sp.) และแมลงหวี่ขาว(F. Aleyrodidae) แต่ไม่สามารถยืนยันประสิทธิผลของสารสกัดได้ เพราะแมลงศัตรูชาน้อยเกินไป นอกจากนี้การใช้สารสกัดหางไหลชนิดเดียวหรือผสมกับกานพูลหรือผสมกับยาสูบ ร่วมทั้งการฉีดพ่นปุ๋ยน้ำหมัก มีผลเร่งยอดชาและทำให้ยอดชาแข็งแรงขึ้นกว่าแปลงควบคุม การสำรวจแมลงศัตรูชาที่ตำบลป่าก่อดำและตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย พบแมลงศัตรูที่สำคัญของชามี 2 ชนิด ได้แก่ เพลี้ยจักจั่นฝอย และแมลงหวี่ขาว แมลงรองลงมาได้แก่ เพลี้ยหอย(Empoasca onukii Matsuda) และเพลี้ยอ่อนส้ม(Toxoptera aurantii (B.d.F)) และเพลี้ยแป้ง (Order Homoptera Family Pseudococcidae) ตามลำดับ สำหรับศัตรูธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ได้แก่ แตนเบียน ด้วงเต่าลาย (Menochilus sexmaculatus Fabricius) แมลงวันดอกไม้ ต่อรัง ตั๊กแตนตำข้าว ( วงศ์ Mantidae) และแมงมุม การปฏิบัติดูแลรักษาในสวนชามีผลต่อชนิดและปริมาณแมลงในสวนชา การระบาดของแมลงศัตรูชาขึ้นอยู่กับความชื้นอากาศ มากกว่าอุณหภูมิอากาศ ปริมาณเพลี้ยจั๊กจั่นฝอยเพิ่มขึ้นในช่วงเก็บเกี่ยว สำหรับเพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้งและหนอนชอนใบพบมากช่วงฝนทิ้งช่วง ช่วงฤดูฝนมีการระบาดของแมลงหวี่ขาวสูงโดยเฉพาะพื้นที่เชิงเขา พื้นที่เชิงเขาพบเพลี้ยจั่กจั่นระบาดมากกว่าสภาพพื้นที่ราบ แปลงชาเบอร์ 12 พบเพลี้ยจั่กจั่นสูงกว่าแปลงชาเบอร์ 17 อย่างชัดเจน ในขณะที่แมลงศัตรูชาเพิ่มสูงขึ้น จะพบแมลงที่เป็นประโยชน์สูงขึ้นตามไปด้วย ปริมาณแมลงศัตรูลดลงมากเมื่อมีการตัดแต่งกิ่งชาในฤดูหนาว จึงยืนยันได้ว่า การจัดการแบบเกษตรอินทรีย์สามารถควบคุมสมดุลทางธรรมชาติได้ผลดีอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ได้ยอดชาที่มีคุณภาพดี และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 7 ครั้งต่อปี นอกจากนี้ยังได้มีกิจกรรมวิจัยอื่นๆ เพิ่มเติมได้แก่ การสำรวจและศึกษาเชื้อราสาเหตุของโรค คุณสมบัติทางเคมีและชนิดกลุ่มจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์อีเอ็มในตลาดและหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่เตรียมเอง และการวิเคราะห์สารสำคัญต่อสุขภาพของผลิตภัณฑ์ชา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover1.pdf ( 0.06 MB)
2cover2.pdf ( 0.10 MB)
3report.pdf ( 0.76 MB)
4detail.pdf ( 25.50 MB)
5graphs.pdf ( 2.27 MB)
14
การถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตและมูลค่าของข้าวสาลีนำสู่ความยั่งยืนของชุมชนเกษตรกร อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน
Transfer and Development Technologies to Increase Productivity and Value of Wheat Products for Sustainability of Farmer Communityat Amphur Buo Kae, Nan Province
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : .ดร.สาวิตร มีจุ้ย, ดร.ปัทมา ศิริธัญญา, ผศ.พรนิภา เลิศศิลป์มงคล, บุญรอด มาลากรอง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
การถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตและมูลค่าของข้าวสาลี และนำสู่ความยั่งยืนของชุมชนเกษตรกร อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านนี้ ได้ดำเนินการ 3 ปีติดต่อกัน มีกิจกรรมที่ดำเนินการคือ การคัดเลือกข้าวสาลีโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม การปลูกข้าวสาลีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การผลิตเมล็ดพันธุ์ และการสำรวจตลาดและแปรรูปใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ได้ขยายผลสู่พื้นที่มีศักยภาพปลูกข้าวสาลีเช่น อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย ซึ่งได้ผลการดำเนินการดังนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสาลีบ้านผาคับ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน สามารถปฏิบัติตามการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูก การคัดเลือกและผลิตเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งการตรวจสอบคุณภาพและการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ในภาชนะปิดสนิทเพื่อใช้ปลูกในปีถัดไป ได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ดียังไม่สามารถรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็งเพื่อการผลิตร่วมกันและเจรจาธุรกิจกับภาคเอกชนได้ เกษตรกรต้องการเป็นเพียงผู้ปลูกเพื่อขายเป็นเงินสดเฉพาะครอบครัวเท่านั้น ต้นทุนการปลูกข้าวสาลีส่วนใหญ่เป็นแรงงานและปุ๋ยเคมี การสร้างแรงจูงใจปลูกข้าวสาลีขึ้นอยู่กับ ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต้องเกิน 300 กก./ไร่ และราคารับซื้อกก.ละ 10-11 บาท กลุ่มผู้ปลูกข้าวสาลีอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีการรับซื้อผลผลิตและเจรจาธุรกิจกับภาคเอกชนเอง อย่างไรก็ตามการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์และแปรรูปแป้งข้าวสาลี จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวสาลีอำเภอปายได้ นอกจากนี้ค่าขนส่งจะเป็นดัชนีสำคัญของราคารับซื้อเนื่องเพราะค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งการเพิ่มมูลค่าในรูปแป้งข้าวสาลีของเกษตรกรบ่อเกลือ มีความเป็นไปได้สำหรับแก้ไขปัญหาค่าขนส่งดังกล่าวได้ ข้าวสาลีพันธุ์ฝาง 60 มีศักยภาพปรับตัวดีและให้ผลผลิตสูงที่สุดภายใต้สภาพพื้นที่และการจัดการของเกษตรกรที่ต่างกัน ซึ่งสามารถให้ผลผลิตสูงสุดทั้งในพื้นที่ปลูกที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านและอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน สำหรับแปลงสาธิตการปลูกข้าวสาลีเพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิตจะเห็นว่า ปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อต้นทุนการผลิต การใช้ปุ๋ยเคมีรองพื้นที่มีธาตุไนโตรเจนสูง หรือใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอย่าง โดยทะยอยใส่ตั้งแต่หลังงอกจนถึงแตกกอ ทำให้ได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อพื้นที่สูงกว่าการใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำอย่างชัดเจน ร้านค้าเบเกอรี่ที่จังหวัดน่านส่วนใหญ่ไม่ใช้แป้งข้าวสาลีจากอำเภอบ่อเกลือ แต่เห็นว่า แป้งข้าวสาลีไทยเหมาะสำหรับทำขนมปังโฮลวีท คุกกี้ และบะหมี่ ในขณะที่ร้านเบเกอรี่ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน รับซื้อแป้งข้าวสาลีไทยที่เกษตรกรผลิตไปใช้ทุกปี สำหรับปีสุดท้ายของโครงการ ได้สรุปรูปแบบการจัดการผลิตข้าวสาลีที่เหมาะสมของบ้านผาคับ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ไว้อย่างสมบูรณ์ และข้อมูลต้นทุนการผลิต เพื่อใช้พัฒนาการผลิตข้าวสาลีของจังหวัดน่าน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover1.pdf ( 0.06 MB)
2cover2.pdf ( 0.09 MB)
3report.pdf ( 0.63 MB)
4pic_seed.pdf ( 4.08 MB)
5pic_train.pdf ( 1.04 MB)
6pic2.pdf ( 4.65 MB)
7pic3.pdf ( 2.33 MB)
15
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเรื่อง การพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์แบบพอเพียง สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจส่งออก
The development of a Training on The Self ? Sufficient Electronic Commerce for Exporters.
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : ัญชัย บำรุงกิจ, พิมพ์หทัย บำรุงกิจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
ในการวิจัยครั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม เรื่อง การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบพอเพียง สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจส่งออก กลุ่มศึกษาประกอบด้วย ผู้ประกอบการธุรกิจทั่วไป และบุคคลที่สนใจในการประกอบธุรกิจโดยใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาที่สนใจเตรียมความพร้อมสู่เส้นทางผู้ประกอบการใหม่ จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โครงร่างหลักสูตร แบบทดสอบหลังการฝึกอบรม แบบประเมินความคิดเห็นของผู้เข้ารับการฝึกอบรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม ประกอบด้วย การศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม การศึกษาความต้องการจำเป็นในการประกอบธุรกิจโดยการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จากผู้ประกอบการธุรกิจที่ใช้การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางการจัดจำหน่าย/ธุรกิจการค้า พื้นที่ศึกษา ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ และพิษณุโลก ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้ประกอบการธุรกิจซึ่งได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กับกระทรวงพาณิชย์ ผลการศึกษาพบว่า การนำระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการดำเนินธุรกิจนั้น ผู้ประกอบการจะต้องมีการเตรียมตัวก่อนที่จะนำระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลในกิจการของตนเอง ศึกษาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จัดทำรูปแบบเว็บไซต์ให้น่าเชื่อถือ สมบูรณ์ มีความปลอดภัย และจัดหาอุปกรณ์ พนักงานที่จะดูแลงานด้านนี้ การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าส่วนใหญ่จะใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลล์ ในความต้องการของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มี 5 ประการ คือ การนำเสนอสินค้า วิธีการสั่งซื้อสินค้า วิธีการขนส่งสินค้า วิธีการรับชำระเงิน และรูปแบบของการประกอบการของกลุ่มตามทฤษฏีส่วนประสมการตลาด ในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) การสร้างหลักสูตรฝึกอบรม 3) การนำหลักสูตรฝึกอบรมไปใช้ และ 4) การประเมินผลหลักสูตรฝึกอบรม องค์ประกอบหลักสูตร ประกอบด้วย หลักการของหลักสูตร จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหาของหลักสูตร กิจกรรมการฝึกอบรม สื่อการฝึกอบรม การวัดและประเมินผล 2. การประเมินผลการใช้หลักสูตร พบว่า ผลการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมด้านความรู้และความเข้าใจในหลักสูตรฝึกอบรม คะแนนเฉลี่ย 44 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 89.0 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนกับเกณฑ์ประเมินที่กำหนด ผลการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมสูงกว่าเกณฑ์การประเมิน ที่กำหนด ความคิดเห็นของผู้เข้ารับการฝึกอบรม เกี่ยวกับหลักสูตร วิทยากร และความเหมาะสมของการจัดฝึกอบรมโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก หรือเท่ากับ 4.20 เมื่อพิจารณารายด้าน มีความเหมะสมอยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร เท่ากับ 4.17 ด้านวิทยากร เท่ากับ 4.37 และด้านความเหมาะสมของการจัดฝึกอบรม เท่ากับ 4.12 3. ข้อเสนอแนะของผู้เข้ารับการฝึกอบรม คือ หลักสูตรฝึกอบรมได้ให้ความรู้ความเข้าใจเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาประยุกต์ใช้ ก่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่ดีขึ้น วิทยากรสามารถถ่ายทอดเนื้อหาของการฝึกอบรมได้กระชับ มีความชัดเจน สนุกสนาน ควรมีการขยายเครือข่ายจัดการฝึกอบรมในรุ่นต่อ ๆ ไป สำหรับข้อเสนอแนะเชิงการพัฒนา ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเสนอให้มีการพัฒนาหลักสูตรและจัดฝึกอบรม ที่มุ่งเน้นเฉพาะกลยุทธ์การสร้างเว็บไซต์เพื่อการทำตลาดบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในครั้งต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.17 MB)
2เนื้อหาหลักสูตร1.pdf ( 0.25 MB)
3เนื้อหาหลักสูตร2.pdf ( 0.26 MB)
4เนื้อหาหลักสูตร3.pdf ( 0.20 MB)
5เนื้อหาหลักสูตร4.pdf ( 0.17 MB)
6เนื้อหาหลักสูตร5.pdf ( 0.24 MB)
7บทที่ 1.pdf ( 0.11 MB)
8บทที่ 2.pdf ( 0.54 MB)
9บทที่ 3.pdf ( 0.07 MB)
10บทที่ 4.pdf ( 0.11 MB)
11บทที่ 5.pdf ( 0.09 MB)
12บรรณานุกรม.pdf ( 0.10 MB)
13แบบทดสอบหลังการฝึกอบรม.pdf ( 0.07 MB)
14แบบประเมินผลการสัมมนา เรื่อง การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบพอเพียง.pdf ( 0.06 MB)
15ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.07 MB)
16ภาคผนวก.pdf ( 0.01 MB)
17เอกสารสัมมนา.pdf ( 0.24 MB)

Search within results