Search Result 16 Found

  • Filters
 
1
พฤติกรรมของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปาก เด็กอายุ 0–3 ปี
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : ภาสกร ศรีไทย
162
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กอายุ 0–3 ปี ตาบลยางม่วง อาเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี จานวน 90 คน ใช้วิธีการศึกษาเชิงบรรยาย มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามสาหรับผู้ปกครองเด็กโดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณา ซึ่งผลการศึกษาพบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 86 คน ทาอาชีพ แม่บ้านพ่อบ้าน จานวน 26 คน มีความสัมพันธ์กับเด็ก เป็นพ่อแม่ จานวน 82 คน มีสถานภาพคู่ จานวน 87 คน และจบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จานวน 44 คน โดยด้านความรู้ของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กอยู่ในระดับสูง ด้านทัศนคติของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กอยู่ในระดับสูง และพฤติกรรมของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กอยู่ในระดับปานกลาง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.09 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.09 MB)
4พฤติกรรมของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กอายุ 0–3 ปี.pdf ( 0.78 MB)
5ประกาศคุณูปการ.pdf ( 0.06 MB)
2
การมารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีอายุ 30 – 60 ปี เขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลทุ่งคอก อาเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : รศักดิ์ สุนทร, ปิยะ ทองบาง
162
การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อการมารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ของสตรีอายุ 30-60 ปี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลทุ่งคอก อาเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี จานวน 316 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบความสัมพันธ์โดยใช้สถิติไค-สแควร์ ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มีอายุ 40-44 ปี ร้อยละ 27.2 สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 69.6 มีบุตรแล้ว ร้อยละ 75.0 ส่วนใหญ่มีบุตรจานวน 2 คน ร้อยละ 28.2 การศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 45.9 ประกอบอาชีพพนักงานบริษัท/โรงงาน ร้อยละ 52.2 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 72.5 เคยเข้ารับการตรวจมะเร็งปากมดลูกแล้ว ร้อยละ 69.9 สถานที่ตรวจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล ร้อยละ 81.0 เหตุผลของการไม่ตรวจมะเร็งปากมดลูก คือ อายเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 56.8 ผลการตรวจปกติ ร้อยละ 76.5 ตรวจคัดกรองปี พ.ศ.2551 ร้อยละ 40.7 ใช้วิธีการคุมกาเนิด ร้อยละ 70.3 และใช้ยาฉีดคุมกาเนิด ร้อยละ 70.3 ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการรับบริการตรวจมะเร็งปากมดลูก พบว่า ปัจจัยด้าน อายุ สถานภาพสมรส การมีบุตร ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ มีความสัมพันธ์กับการตรวจมะเร็งปากมดลูก ส่วนจานวนบุตรไม่มีความสัมพันธ์กับการตรวจมะเร็งปากมดลูก อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความสัมพันธ์ต่อการไปรับบริการตรวจมะเร็งปากมดลูก พบว่า การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรค การรับรู้ประโยชน์ของการรักษาและป้องกันโรค การรับรู้อุปสรรคของการรักษาและป้องกันโรค และการรับรู้แรงจูงใจ มีความสัมพันธ์ต่อการมารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทที่ 4.pdf ( 0.54 MB)
2บทที่ 5.pdf ( 0.29 MB)
3บรรณานุกรม.pdf ( 0.12 MB)
4แบบสอบถาม.pdf ( 0.24 MB)
5ปกการศึกษาอิสระ.pdf ( 0.07 MB)
6บทคัดย่อ.pdf ( 0.10 MB)
7สารบัญเนื้อหา.pdf ( 0.11 MB)
8สารบัญตาราง.pdf ( 0.13 MB)
9สารบัญภาพ.pdf ( 0.07 MB)
10บทที่ 1.pdf ( 0.23 MB)
11บทที่ 2.pdf ( 0.65 MB)
12บทที่ 3.pdf ( 0.31 MB)
3
พฤติกรรมการเลี้ยงลูกของมารดาที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : สุรัชณา ช้างชายวงศ์
162
การศึกษาอัตราการเลี้ยงลูกของมารดาที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือนในมารดาหลังคลอดจ้านวน 34 ราย รวบรวมข้อมูล 1ครั้ง โดยสอบถามเกี่ยวกับ1) ลักษณะส่วนบุคคลของมารดา 2)ประวัติการตั้งครรภ์ 3)ประวัติการฝากครรภ์ 4) ประวัติการคลอด 5) ความรู้ของมารดา 6) ทัศนคติ 7)พฤติกรรม ข้อมูลพฤติกรรมการเลี้ยงลูกอายุแรกเกิดของมารดา วิเคราะห์ข้อมูลโดยคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ได้แก่ สถิติพรรณา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย พบว่า มารดาหลังคลอดบุตร ร้อยละ 55.9 อายุระหว่าง 20-29 ปี มารดาหลังคลอดบุตร ร้อยละ 61.8 รับบริการตรวจครรภ์เมื่ออายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ รับบริการตรวจครรภ์เมื่ออายุครรภ์ 13-20 สัปดาห์ มารดาหลังคลอดบุตร ร้อยละ 91.2 ไม่มีภาวะผิดปกติระหว่างคลอด ร้อยละ 100.0 มารดาหลังคลอดบุตร ร้อยละ 100.0 ทราบว่าต้องท้าความสะอาดหัวนมทุกครั้งก่อนให้ลูกกินนม พบว่า ทัศนคติของมารดา ร้อยละ 94.1 รู้สึกดีใจ ภูมิใจที่ลูกได้กินนมตน ร้อยละ 73.5 เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว เนื่องจากโรงพยาบาลศรีประจันต์มีกระบวนการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยเฉพาะหลังคลอดมี Miss Milk ให้ความรู้การให้นมลูกอย่างถูกต้องทุกคนก่อนกลับบ้าน ร้อยละ 26.5 ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ร้อยละ 100 มีท่าทางการอุ้มลูกกินนมและการจัดต้าแหน่งหัวลูกให้อยู่ในต้าแหน่งที่เหมาะสม และ ประเด็นที่ควรแนะน้า พบว่า ร้อยละ 23.5 ยังมีการท้าความ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.06 MB)
2ประกาศคุณูปการ.pdf ( 0.07 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.05 MB)
4สารบัญ.pdf ( 0.10 MB)
5บทที่ 1 1.pdf ( 0.11 MB)
6บทที่2.pdf ( 0.29 MB)
7บทที่3.pdf ( 0.14 MB)
8บทที่4.pdf ( 0.22 MB)
9บทที่5.pdf ( 0.09 MB)
10แบบสอบถาม...pdf ( 0.15 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.07 MB)
4
ความพึงพอใจของผู้รับบริการห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลกระทุ่มแบน
งานวิจัย/Research report 2010
โดย : ิญญา จิตอร่าม, วทัญญู ประเสริฐเมือง
162
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา วัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจความพึงพอใจของผู้รับบริการห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลกระทุ่มแบนอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ผู้มารับบริการห้องปฏิบัติการ กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตร Yamane ได้กลุ่มตัวอย่าง 377คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 55.7 อายุระหว่าง 41 – 50 ปี ร้อยละ 29.4 มีสถานะภาพสมรสแล้วร้อยละ 82.8 มีระดับการศึกษาชั้นประถมศึกษาร้อยละ 31.8 มีอาชีพหลักทำเกษตรกรรมร้อยละ 44.6 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ระหว่าง 5000 – 10000 บาทร้อยละ 40.6 และมีสิทธิในการรักษาพยาบาลเป็นแบบใช้บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าร้อยละ 63.4 ระดับความพึงพอใจของผู้มารับบริการทางห้องปฏิบัติการต่อการบริการ โดยรวมพบว่าอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก และรายด้าน พบว่าด้านพนักงานและบุคลากรได้รับความพึงพอใจมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.67 และด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการบริการพบว่าได้รับความพึงพอใจมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ย 3.60 และด้านสถานที่และสิ่งแวดล้อมได้รับความพึงพอใจระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 3.45 ตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11ปกหน้า.pdf ( 0.08 MB)
22ประกาศคูณูปการ.pdf ( 0.07 MB)
33บทคัดย่อ.pdf ( 0.10 MB)
44สารบัญ.pdf ( 0.12 MB)
55บรรณานุกรม.pdf ( 0.12 MB)
6บทที่ 1ใหม่.pdf ( 0.13 MB)
7บทที่ 2ใหม่.pdf ( 0.20 MB)
8บทที่ 3ใหม่.pdf ( 0.15 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.36 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.20 MB)
11แบบสอบถาม.pdf ( 0.16 MB)
5
การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับบุหรี่
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : ปริญญา จิตอร่าม
162
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับบุหรี่ โดยทาการรวบรวมงานวิจัยและหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการจากฐานข้อมูลอิเลคทรอนิคส์ ร่วมกับการสืบค้นด้วยตนเอง มีงานวิจัยอยู่ในเกณฑ์คัดเลือกจานวน 30 เรื่องแบ่งตามลักษณะการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับปัจจัยและพฤติกรรมการสูบบุหรี่จานวน 16 เรื่อง และเกี่ยวกับวิธีการเลิกบุหรี่จานวน 14 เรื่อง ได้ข้อมูลสาคัญในวิธีการที่ใช้ในการช่วยให้เลิกบุหรี่ที่นิยมใช้มาก คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่และโทษของบุหรี่ ผลงานวิจัย รองลงมาการให้คาแนะนา/คาปรึกษาและกระบวนการมีส่วนร่วมในการหาวิธีเลิกบุหรี่ ผลการศึกษาที่ได้จากการสังเคราะห์งานวิจัยและหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการนี้ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการประยุกต์ใช้ในการบาบัดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เพื่อช่วยเหลือผู้สูบบุหรี่ สามารถเลิกบุหรี่ได้สาเร็จ ได้องค์ความรู้และแนวทางเพื่อการพัฒนาการบาบัดในคลินิกอดบุหรี่ให้มีประสิทธิภาพต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.07 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.20 MB)
3กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.15 MB)
4บทคัดย่อ.pdf ( 0.17 MB)
5บทที่ 1 บทนำ.pdf ( 0.21 MB)
6บทที่ 2 ทบทวนวรรณกรรมแลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.pdf ( 0.49 MB)
7บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษา.pdf ( 0.20 MB)
8บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.pdf ( 0.21 MB)
9บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ.pdf ( 0.29 MB)
10อ้างอิง.pdf ( 0.09 MB)
6
ความเชื่ออานาจภายในตนที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักเรียนชั้น
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : ิญญา จิตอร่าม, วิไลวรรณ ผ่องแผ้ว
162
ชาติเชื้อ สุวรรณมุสิก (2535: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเจตคติที่มีต่อการสูบบุหรี่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนในสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนหญิงและนักเรียนชายมีเจตคติต่อการสูบบุหรี่ในเชิงนิเสธ นักเรียนที่ผู้ปกครองมีการศึกษาระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย อนุปริญญา และปริญญา มีเจตคติต่อการสูบบุหรี่ ในเชิงนิเสธ นักเรียนที่ผู้ปกครองประกอบอาชีพค้าขาย เกษตรกร และรับราชการ มีเจตคติต่อการสูบบุหรี่ในเชิงนิเสธ และนักเรียน ที่ผู้ปกครองประกอบอาชีพรับจ้างมีเจตคติต่อการสูบบุหรี่ปานกลาง นักเรียนที่พักอาศัยอยู่กับบุคคลอื่นและนักเรียนที่พักอาศัยอยู่กับบิดามารดา หรือบุคคลใด บุคคลหนึ่ง มีเจตคติต่อการสูบบุหรี่ในเชิงนิเสธ นักเรียนที่โรงเรียนตั้งอยู่ในเขตเทศบาล และนักเรียนที่โรงเรียนตั้งอยู่นอกเขตเทศบาล มีเจตคติต่อการสูบบุหรี่ในเชิงนิเสธ นักเรียนหญิงและนักเรียนชาย มีเจตคติต่อการสูบบุหรี่แตกต่างกัน นักเรียนที่ผู้ปกครองมีการศึกษาต่างกัน และมีอาชีพต่างกันมีเจตคติต่อการสูบบุหรี่แตกต่างกัน นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน ที่พักอาศัยในปัจจุบันต่างกัน มีเจตคติต่อการสูบบุหรี่แตกต่างกัน นักเรียนที่โรงเรียนตั้งอยู่ใน สภาพแวดล้อมต่างกัน มีเจตคติต่อการสูบบุหรี่ไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ส่วนนำปกบทคัดย่อสารบัญ.pdf ( 0.14 MB)
2บทคัดย่อแปลง.pdf ( 0.72 MB)
3ความเชื่ออำนาจภายในตนที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาแปลง.pdf ( 0.72 MB)
4บรรณานุกรม.pdf ( 0.09 MB)
7
พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านหัวเขา ตาบลหัวเขา อาเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : บูรณ์ ศิริจิตร, ปริญญา จิตอร่าม, ปิยะ ทองบาง
162
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.26 MB)
2บทที่ 1-3.pdf ( 0.52 MB)
3บทที่ 4-5.pdf ( 0.39 MB)
4บรรณานุกรม,ภาคผนวก.pdf ( 0.24 MB)
5แบบสัมภาษณ์(ภาคผนวก),ประวัติผู้ศึกษาค้นคว้า.pdf ( 0.29 MB)
8
ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมในการป้องกันการเสพยาบ้า
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : ิญญา จิตอร่าม , สุรัชณา ช้างชายวงค์
162
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Study) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมเกี่ยวกับการป้องกันการเสพยาบ้า นักเรียนประจำศูนย์บริการการศึกษา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการศึกษาความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมในการป้องกันการเสพยาบ้า ของนักเรียนประจำศูนย์บริการการศึกคือ นักเรียนประจำศูนย์การศึกษา อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง จำนวน 96 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ ได้แก่ จำนวน , ร้อยละ , ค่าเฉลี่ย , ส่วนเบี่ยงเบนและมาตรฐาน กำหนดความเชื่อมั่นทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนประจำศูนย์บริการการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 41.7 มีอายุอยู่ในช่วง 14-24 ปี ร้อยละ 24 มีจำนวนพี่น้องรวมทั้งตัวเองที่มากที่สุดคือ 2 และ 3 คน ร้อยละ 36.5 ในด้านสภาพครอบครัว ส่วนใหญ่ บิดา-มารดา อยู่ด้วยกัน ร้อยละ 39.6ส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่กับ บิดา-มารดา ร้อยละ 39.6 ส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการเสพยาบ้าอยู่ในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 42.1 รองลงมาอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 35.4 และอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 21.9 โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 10ทัศนคติต่อการเสพยาบ้าอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 10 และมีพฤติกรรมในการป้องกันการเสพยาบ้าอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 66.7 รองลงมาอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 33.3 โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 60.47
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11ปก.pdf ( 0.09 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.09 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.11 MB)
4บทที่ 1.pdf ( 0.18 MB)
5บทที่ 2.pdf ( 0.38 MB)
6บทที่ 3.pdf ( 0.25 MB)
7บทที่4.pdf ( 0.20 MB)
8บทที่ 5.pdf ( 0.19 MB)
9บรรณานุกรม.pdf ( 0.14 MB)
10ภาคผนวก.pdf ( 0.27 MB)
9
ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาเพื่อป้องกันการสูบบุหรี่โดยประยุกต์ใช้ ทฤษฏีแรงจูงใจของโรเจอร์ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดสุพรรณบุรี
บทความ/Article 2011
โดย : ปริญญา จิตอร่าม และคณะ
162
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) โดยประยุกต์ใช้ทฤษฏีแรงจูงใจของโรเจอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาเพื่อป้องกันการสูบบุหรี่โดยประยุกต์ใช้ทฤษฏีแรงจูงใจของโรเจอร์ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนที่กาลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดสุพรรณบุรี โดยวิธีการเลือกโรงเรียนแบบเจาะจง แล้วสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุมแบบง่าย 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 20 คน มีการจัดกิจกรรมตามโปรแกรมสุขศึกษาเพื่อการป้องกันการสูบบุหรี่ในกลุ่มทดลอง ประกอบด้วยการให้ความรู้ผ่านสื่อ วีดีทัศน์ กระบวนการกลุ่ม บทบาทสมมติ ปฏิญาณตน รวบรวมข้อมูลโดยการใช้ แบบสอบถามการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ Paired t-test , Independent t- test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะของตนเองในการป้องกันการสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่มากกว่าก่อนการทดลองและมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ส่วนการการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคและอันตรายจาการสูบบุหรี่ การรับรู้ความรุนแรงของโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ จากผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมสุขศึกษาเพื่อการป้องกันการสูบบุหรี่ ทาให้นักเรียนเกิดการรับรู้ในการป้องกันบุหรี่ถูกต้องมากขึ้นและมีการปฏิบัติตัวในการป้องกันการสูบบุหรี่มากขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.17 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.12 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.09 MB)
4บทที่1-5.pdf ( 0.82 MB)
5กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.15 MB)
10
บทบาทหน้าที่ ความรู้ การรับรู้และทัศนคติของอาสาสมัครสาธารณสุขในการควบคุม และป้องกันโรคไข้เลือดออก ตาบลมะขามล้ม อาเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : บูรณ์ ศิริจิตร, ปณิธาน กระสังข์
162
วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทหน้าที่ ความรู้ และทัศนคติของอาสาสมัครสาธารณสุขในการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก ตาบลมะขามล้ม อาเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี การศึกษาครั้งนี้เก็บรวมรวมข้อมูลจานวน 100 ชุด จากกลุ่มประชากรอาสาสมัครสาธารณสุข ซึ่งได้มาจากการ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และบทบาทหน้าที่ ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.70 สถิติที่ใช้วิเคราะห์คือ ค่าความถี่ ร้อยละ หาความสัมพันธ์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยทดสอบค่าความมีนัยสาคัญที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษา พบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขส่วนใหญ่มีความรู้อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 92 ทัศนคติส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 54 ความสัมพันธ์กับบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก พบว่าทัศนคติมีความสัมพันธ์ทางบวกกับบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุข ตาบลมะขามล้ม อาเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกไม่มีความสัมพันธ์กับบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรค ความสัมพันธ์กับบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงานควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก พบว่าทัศนคติมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการรับรู้บทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.14 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.12 MB)
3สารบัญภาพ.pdf ( 0.07 MB)
4บทบาทหน้าที่ ความรู้ การรับรู้และทัศนคติของอาสาสมัครสาธารณสุขในการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก ( 0.65 MB)
11
การศึกษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลพิหารแดง อาเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : ณัฐปภัสร์ เจี่ยรภักดี
162
ความดันโลหิตสูงของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลพิหารแดง ตาบลพิหารแดง อาเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการศึกษาเชิงสารวจ จากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จานวน 164 คน วิเคราะห์โดยโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุอยู่ในช่วงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จบการศึกษาระดับประถมศึกษา รายได้ครอบครัวเฉลี่ยต่อเดือน 20,001 - 25,000 อาชีพหลัก ประกอบกิจการส่วนตัว/ค้าขาย มีระยะเวลาป่วยตั้งแต่ 6-10 ปีขึ้นไป โดยมีบุคคลป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงในครอบครัวเป็น พ่อ/แม่ ผู้ประกอบอาหารให้ผู้ป่วยรับประทานส่วนใหญ่คือ บุตร ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่มีภาวะแทรกซ้อน และมีความเสี่ยง เป็นโรคหัวใจ พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพรายด้านจากผลการศึกษาสามารถแบ่งได้ ดังนี้ ระดับดีมาก ได้แก่ ด้านความสามารถในการดูแลตนเองโดยทั่วไป ด้านการขจัดความเครียด ด้านการตระหนักในความมีคุณค่าของตนเอง ด้านการควบคุมสภาวะแวดล้อม ระดับดี ได้แก่ ด้านการปฏิบัติด้านโภชนาการ ด้านการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น ด้านการใช้ระบบบริการสุขภาพ และระดับพอใช้ ได้แก่ ด้านรูปแบบการนอนหลับ ด้านจุดมุ่งหมายในชีวิต
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11ปก.pdf ( 0.09 MB)
22ประกาศคุณูปการ.pdf ( 0.07 MB)
33บทคัดย่อ.pdf ( 0.08 MB)
4สารบัญ.pdf ( 0.10 MB)
5สารบัญตาราง.pdf ( 0.08 MB)
64บทที่ 1.pdf ( 0.12 MB)
75บทที่ 2.pdf ( 0.33 MB)
86บทที่ 3.pdf ( 0.17 MB)
97บทที่4.pdf ( 0.27 MB)
108บทที่ 5.pdf ( 0.15 MB)
1110ภาคผนวก.pdf ( 0.18 MB)
129บรรณานุกรม.pdf ( 0.11 MB)
12
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเริ่มทดลองสูบบุหรี่ของนักศึกษาชายวิทยาลัยเทคนิค จังหวัดสุพรรณบุรี
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : ปริญญา จิตอร่าม
162
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปกวิจัย.doc ( 0.37 MB)
2วิจัยเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรีของนักเรียนชาย.pdf ( 0.79 MB)
13
ความพึงพอใจของผู้รับบริการด้านทันตสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลห้วยขุนราม อาเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : สกร ศรีไทย, จีรทีปต์ ใจดี
162
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้มารับบริการด้านทันตสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลห้วยขุนราม อาเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี จานวน 120 คน โดยเก็บทุกหน่วยประชากร (Census) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามความพึงพอใจผู้มารับบริการด้านทันตสาธารณสุข ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นเอง ประมวลผลการศึกษาข้อมูลโดยโปรมแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูป ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 52.5 อายุระหว่าง 37-52 ปี ร้อยละ 35.0 ประกอบอาชีพทาไร่/ทานา ร้อยละ 53.3 จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ร้อยละ 55.0 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน อยู่ระหว่าง 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 62.5 ประเภทการ มารับบริการ ถอนฟัน ร้อยละ 67.5 สิทธิประโยชน์ในการรักษา สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 82.5 เมื่อศึกษาความพึงพอใจในการมารับบริการด้านทันตสาธาณรสุขในด้านความสะดวกที่ได้รับจากการบริการส่วนใหญ่มีระดับความพึงพอใจ ในด้านความสะดวก อยู่ในระดับดีมาก(4.28) ความพึงพอใจใจการรับบริการด้านทันตสาธาณรสุข ด้านอัธยาศัยและความสนในของผู้ให้บริการ อยู่ในระดับดีมาก (4.36) ความพึงพอใจในการรับบริการด้านทันตสาธารณสุข ด้านข้อมูลที่ได้รับจากการบริการ อยู่ในระดับ ดีมาก (4.64) ความพึงพอใจในการรับบริการด้านทันตสาธารณสุข ด้านคุณภาพของการบริการ อยู่ในระดับ ดีมาก (4.80) ความพึงพอใจในการรับบริการด้านทันตกรรมในด้านค่าใช้จ่ายในการรับบริการ อยู่ในระดับ ปานกลาง (3.10)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.08 MB)
2สารบัญ1.pdf ( 0.11 MB)
3สารบัญตาราง.pdf ( 0.10 MB)
4บทคัดย่อ.pdf ( 0.09 MB)
5สารบัญภาพ.pdf ( 0.07 MB)
6ความพึงพอใจของผู้รับบริการด้านทันตสาธารณสุข.pdf ( 0.93 MB)
7ประกาศคุณูปการ.pdf ( 0.07 MB)
14
ความพึงพอใจของผู้รับบริการแผนกห้องจ่ายยาของโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) นครหลวง อาเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : ไลวรรณ ผ่องแผ้ว, โชติวัน อนุจร, ปริญญา มิตรางกูร
162
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปกคำนำ.pdf ( 0.23 MB)
2ความพึงพอใจของผู้รับบริการแผนกห้องจ่ายยาของโรงพยาบาล สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) นครหลวง.pdf ( 0.75 MB)
15
ภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ
งานวิจัย/Research report 2011
โดย : ยะ ทองบาง, ปริญญา จิตอร่าม
162
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ ที่อาศัยอยู่ในตาบลเขากวางทอง อาเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี โดยทาการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างจานวน 250 ตัวอย่าง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ ที่ผ่านการทดสอบความเชื่อมั่นแล้ว วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ค่าสถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ย ค่าสถิติ t-test และ One-Way ANOVA ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่าผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 59.6ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 60-69 ปี ร้อยละ 76.0 มีสถานภาพคู่มากที่สุด ร้อยละ 45.6 และส่วนใหญ่มีโรคเรื้อรัง ร้อยละ 83.2 ระดับแรงสนับสนุนทางสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการรู้สึกมีคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับปานกลาง ( x ) 3.138 , 3.293 , 3.008 ตามลาดับ การศึกษาภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ผู้สูงอายุเพศชายและเพศหญิงมีภาวะซึมเศร้าที่แตกต่างกัน โดยผู้สูงอายุเพศชายมีภาวะซึมเศร้ามากกว่าเพศหญิง ผู้สูงอายุที่มีช่วงอายุที่ต่างกันมีภาวะซึมเศร้าที่แตกต่างกัน โดยผู้สูงอายุที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 60-69 ปี มีภาวะซึมเศร้ามากกว่าผู้สูงอายุที่อยู่ในช่วง 70-79 ปี แต่ผู้สูงอายุที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 70-79 ปี กับ 80-89 ปี มีภาวะซึมเศร้าไม่แตกต่างกัน ผู้สูงอายุที่มีสถานภาพแตกต่างกัน มีภาวะซึมเศร้าแตกต่างกัน โดยผู้สูงอายุที่มีสถานภาพโสด มีภาวะซึมเศร้ามากที่สุดและผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังและไม่มีโรคเรื้อรังมีภาวะซึมเศร้าที่ไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11ปก[1].pdf ( 0.10 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.19 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.09 MB)
4ภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ.pdf ( 0.98 MB)
5กิตติกรรม...pdf ( 0.21 MB)
6แบบสัมภาษณ์.pdf ( 0.31 MB)

Search within results