Search Result 4 Found

  • Filters
 
1
ผลของการเข้าค่ายเบาหวานกลางวันต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่2
The Effects of Diabetic Day Camp Participation on Self-care Behaviors and Hemoglobin A1c Level among Patients with Diabetes Mellitus, Type 2
งานวิจัย/Research report
โดย : ิมา พึ่งโพธิ์ทอง, สุทิศา สงวนสัจ, ปารวีร์ กุลรัตนาวิโรจน์, อรนุช นุ่นละออง, มณฑาทิพย์ สุรินทร์อาภรณ์
137
การวิจัยทดลองนี้ เพื่อศึกษา ผลของการเขาคายเบาหวานกลางวันตอพฤติกรรมการดูแลตนเอง ระดับน้ำตาลและระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดของผูปวยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ กลุมตัวอย่าง คือ ผูปวยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โรงพยาบาลชุมชน ในจังหวัดชัยนาท จํานวน 50 คนไม่เข้ากลุ่มทดลองและควบคุมค่ายเบาหวานกลางวันประยุกตทฤษฎีการรับรูสมรรถนะแหงตนเปนแนวทางการจัดกิจกรรม เครื่องมือที่ใช ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและการปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลใชสถิติเชิงพรรณนา และ T-test ผลการศึกษาพบว่า 1 เดือน ภายหลังการเข้าค่าย กลุ่มทดลองมีการเพิ่มขึ้นของคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองและการลดลงของระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .01) และ 3 เดือนหลังการเข้าค่าย กลุ่มทดลองมีการลดลงของระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .01) ข้อเสนอแนะว่า พยาบาลและทีมสุขภาพสามารถนําโปรแกรมคายเบาหวานไปประยุกตใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ถูกต้องเพื่อควบคุมโรคและป้องกันโรคแทรกซ้อน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.06 MB)
2chapter1.pdf ( 0.13 MB)
3title.pdf ( 0.06 MB)
4chapter2.pdf ( 0.31 MB)
5chapter3.pdf ( 0.10 MB)
6chapter4.pdf ( 0.11 MB)
7chapter5.pdf ( 0.10 MB)
2
รายงานการวิจัยเรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบการวัดอุณหภูมิร่างกายด้วยปรอทวัดไข้ทางรักแร้ ของผู้ป่วยเด็กโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเขตภาคกลางของประเทศไทย
A comparison of temperature measurement by traditional axillary technique with measurement by an aural infrared thermometer on children of a pediatric out –patient department in a hospital of the central region of Thailand
งานวิจัย/Research report
โดย : อัศวเดช สละอวยพร
137
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา เพื่อศึกษาเปรียบเทียบค่าอุณหภูมิร่างกายที่วัดได้ทางรักแร้ด้วยปรอทวัดไข้ (ที่ไม่บวกเพิ่ม 0.5 องศาเซลเซียส) กับค่าที่วัดโดยเครื่องวัดอุณหภูมิทางหูด้วยอินฟราเรดเซ็นเซอร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ถึง 14 ปี จำนวน 215 ราย ที่ได้รับการประเมินและซักประวัติคัดกรองว่าต้องได้รับการวัดอุณหภูมิร่างกาย เก็บรวบรวมข้อมูลที่แผนกผู้ป่วยนอกกุมารเวชกรรมโดยการวัดปรอทโดยวิธีหนีบปรอทวัดไข้ทางรักแร้นาน 5 นาที ควบคู่กับการวัดด้วยวิธีอินฟราเรดเซ็นเซอร์ใช้เวลา 3 วินาที ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม ถึง 16 กันยายน 2554 วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอุณหภูมิทางรักแร้กับทางหูด้วย สถิติพรรณนาและ paired t-test ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิทางรักแร้มีค่า 37.68 องศาเซลเซียส (SD = 1.03) ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิทางหูมีค่า 37.93 องศาเซลเซียส (SD = 0.96 ) และผลการทดสอบความแตกต่างของอุณหภูมิร่างกายพบว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิทางรักแร้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิทางหู -.24 องศาเซลเซียส (SD = 0.37 ) (p = 0.000) ผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะว่าการวัดอุณหภูมิทางรักแร้ด้วยปรอทควรหนีบให้แน่นใช้เวลานานอย่างน้อย 5 นาที ก่อนจะนำปรอทออก การอ่านค่าที่วัดได้ควรบวกเพิ่มอีก .2 องศาเซลเซียส เพื่อเป็นการเฝ้าระวังเชิงรุกและป้องกันระดับการมีไข้ที่จะเกิดขึ้นต่อผู้มารับบริการ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.04 MB)
2abstract.pdf ( 0.10 MB)
3content.pdf ( 0.09 MB)
4chapter1-5.pdf ( 0.63 MB)
3
ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา ๒๕๕๒ ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท
งานวิจัย/Research report
โดย : ทิศา สงวนสัจ, มณฑาทิพย์ สุรินทร์อาภรณ์, ศศิมา พึ่งโพธิ์ทอง
137
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิต พ.ศ. 2545 เกี่ยวกับคุณภาพของบัณฑิตตามกรอบคุณวุฒิมาตรฐานการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาพยาบาลศาสตร์ และตามอัตลักษณ์บัณฑิตสถาบันพระบรมราชชนกของผู้สำเร็จการศึกษา ในปีการศึกษา 2552 ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้บังคับบัญชาระดับต้นของบัณฑิต จำนวน 72 คนและบัณฑิตพยาบาลที่สำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2552 จำนวน 72 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่สร้างขึ้นโดยคณะทำงานของส่วนพัฒนาการศึกษา สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ผู้วิจัยได้รับแบบสอบถามกลับคืนมาจำนวน 117 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 81.25 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Arithemetic Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการวิจัย พบว่า 1. ผู้ใช้บัณฑิตมีความพึงพอใจต่อคุณภาพของบัณฑิตโดยภาพรวมและรายด้านทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านคุณธรรม จริยธรรม มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงสุด รองลงมาคือ ด้านทักษะการปฏิบัติทางวิชาชีพ และด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ตามลำดับ 2. ผู้ใช้บัณฑิตมีความพึงพอใจตามอัตลักษณ์บัณฑิตโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านจิตบริการมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนการคำนึงถึงสิทธิผู้ป่วยและ การให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วม และด้านการคิดวิเคราะห์มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.08 MB)
2chapter1-5.pdf ( 0.48 MB)
3question.pdf ( 0.15 MB)
4
รายงานการวิจัยเรื่อง การสร้างรูปแบบท่ารำไทยประยุกต์ ช่วยแก้ไขข้อไหล่ติด
Developing a pattern of exercise applied from thai dance for releasing frozen shoulder
งานวิจัย/Research report
โดย : พิมพรรณ รัตนโกมล
137
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.05 MB)
2ack.pdf ( 0.04 MB)
3abstract.pdf ( 0.07 MB)
4content.pdf ( 0.07 MB)
5chapter1.pdf ( 0.08 MB)
6chapter2.pdf ( 0.76 MB)
7chapter3.pdf ( 0.40 MB)
8chapter4.pdf ( 0.11 MB)
9chapter5.pdf ( 0.10 MB)
10bibliography.pdf ( 0.09 MB)
11appendix.pdf ( 0.16 MB)
12biodata.pdf ( 0.04 MB)

Search within results