Search Result 4 Found

  • Filters
 
1
ความเครียด การปรับตัว และความฉลาดทางอารมณ์ ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1
STREE , ADJUSTMENT AND EMOTIONAL INTELLIGENCE AMONG
บทความ/Article
โดย : ิดา โพธิ์ทอง, สุพัตรา พุ่มพวง, สุนทรี ขะชาตย์
132
The purpose of this research was to study Emotional Intelligence, level of stress and the correlation between Emotional Intelligence and Level of Stress in nursing students. The populations were 97 first year nursing students, Boromarajonani College of Nursing ,Suphanburi . The data were collected by using questionnaire; which consists of demographic data and general information, Thai Emotional Intelligence screening Test , questionnaires about adaptation and Suanprung Stress Test - 20 from Mental Health Department, Ministry of Public Health The data were analyzed and presented in term of descriptive statistics and Pearson Product Moment Correlation Coefficient The results of the study were as follows: 1. Most of nursing students which accounted 53.6 percent had a normal level of emotional Intelligence. In the categories: goodness, smartness and happiness. In the goodness showed that 58.8 percent had above average scores. In the smartness showed that 64.9 percent had normal average scores. In the happiness showed that 52.6 percent had above average scores 2. The results of level of stress showed that 50.5 percent of nursing students had high stress, 38.1 percent had moderate stress and 11.4 percent had severe stress 3. Most of nursing students which accounted 67 percent had good self – adjustment abilities, 19.6 percent of them had moderation self – adjustment abilities and 13.4 percent had very good self – adjustment abilities. 4. Adjustment and the level of stress at statistically significant level of 0.01 ( r= - 352). Adjustment and Emotional Intelligence at statistically significant level of 0.01 ( r = 639). Emotional Intelligence and Level of Stress at statistically significant level of 0.01 ( r= - 365).
2
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ประโยชน์ต่อการออกกำลังกาย การรับรู้อุปสรรคต่อการออกกำลังกาย ปัจจัยส่วนบุคคล กับการออกกำลังกายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
บทความ/Article 2014
โดย : สุภาภรณ์ วรอรุณ
132
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศกึษาความสัมพันธ์ อำนาจการทำนายของการรับรู้ประโยชน์ต่อการออกกำลังกาย การรับรู้อุปสรรคต่อการออกกำลังกาย ปัจจัยส่วนบุคคล กับการออกกำลังกายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ( อสม ) ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 121 คน เลือกเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม ข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ต่อการออกำลังกาย แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคต่อการออกกำลังกาย และแบบสอบถามการออกกำลังกาย มีค่าวามเชื่อมั่นเป็น .80,.97 และ.97 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยสหสัมพันธ์(Multiple regression analysis) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการรับรู้ประโยชน์ต่อการออกกำลังกาย การรับรู้อุปสรรคต่อการออกกำลังกายเข้ามาวิเคราะห์ด้วย ปรากฏว่าสามารถอธิบายการผันแปรของการออกกำลังกายได้ร้อยละ 60.60 โดยปัจจัยการรับรู้ประโยชน์ต่อการออกกำลังกายของการออกกำลังกาย สามารถทำนายพฤติกรรมการออกกำลังได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.001 มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย ค่อการออกกำลังกาายเป็น 2.102 และปัจจัยส่วนบุคคล ในส่วนของตัวแปร อายุและเพศ ไม่สามารถอธิบายการผันแปรของการออกกำลังกายของได้ จึงสรุปได้ว่าการรับรู้ประโยชน์ต่อการออกกำลังกาย การรับรู้อุปสรรคต่อการออกกำลังกาย มีผลให้ อสม.มีพฤติกรรมการออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 1. จากผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ประโยชน์ต่อการออกกำลงกาย สามารถรร่วทำนายพฤติกรรมการออกกำลังกายของ อสม. ได้ ดังนั้นควรสนับสนุนให้ อสม. ได้รับรู้ประโยชน์ต่อการออกกำลังกายและหากกลวิธีลดการรับรู้ด้านอุปสรรคต่อการออกกำลังกาย อันจะนำไปสู่พฤติกรรมการออกกำลังกายของ อสม.ที่เพิ่มขึ้น 2. การวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเพือ่หาตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ และที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของ อสม.ดังนั้นควรมีกาต่อยอดความรู้ โดยการนำผลการวิจัยไปใช้ในวิจัยเชิงทดลองต่อไป
3
ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดบริการด้านสวัสดิการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
Students'satisfaction on provided welfare services in Boromarajonani College of Nursing,Suphanburi
งานวิจัย/Research report
โดย : พัตรา พุ่มพวง, สุนทรี ขะชาตย์
132
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลที่มีต่อการจัดบริการด้านสวัสดิการ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี การศึกษาครั้งนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากนักศึกษาพยาบาลศาสตบัณฑิตชั้นปีที่ 1-7 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 440 คน โดยเก็บตัวอย่างจากประชาการทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถาม 3 ส่วน คือ ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ตอนที่ 2 แบบสอบถามความพึงพอใจการจัดบริการด้านสวัสดิการนักศึกษาพยาบาล ตอนที่ 3 คำถามปลายเปิด ข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้ค่าสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมทั้งหมดาของนักศึกษาพยาบาลมีความพึงพอใจต่อการจัดบิรการสวัสดิการระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 20.7 มีความพึงพอใจต่อการจัดบริการสวัสดิการระดับปานกลางคิดเป็นร้อยละ 74.5 และมีความพึงพอใจต่อการจัดบริการสวัสิดิการระดับน้อย คิดเป็นร้อยละ 4.8 และเมื่อพิจารณาตามรายด้านพบว่า นักศึกษาพยาบาลมีความพึงพอใจต่อการจัดบริการสวัสดิการ ระดับมากที่สุด ได้แก่าด้านแนะแนวและให้คำปรึกษาคิดเป็นร้อยละ 41.8 รองลงมาคือด้านการจัดโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษา คิดเป็นร้อยละ 40.5 พบว่านักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดบริการสวัสดิการระดับน้อย ได้แก่ ด้านกายภาพที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของนักศึกษา คิดเป็นร้อยละ 25.9 และมีความพึงพอใจต่อการจัดบริการสวัสดิการระดับน้อยที่สุด ได้แก่่ด้านแหล่งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่นักศึกษา คิดเป็นร้อยละ7.5 ข้อเสนอแนะของนักศึกษาพยาบาลต่อการจัดบริการสวัสดิการ ได้แก่ 1)ปรับปรุงการจัดบริการสวัสดิการด้านสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการพัฒนาการเรียน 2)ปรับปรุงการจัดบริการสวัสดิการด้านแหล่งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่นักศึกษา จากผลการวิจัยครั้งนี้ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ควรมีการปรับปรุงการจัดบริการสวัสดิการสำหรับนักศึกษาพยาบาล เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาพยาบาลมีความสะดวกในการเรียน ส่งผลให้นักศึกษามีความสุขในการดำเนินชีวิต สามารถพัฒนาตนเองอย่างมีคุณภาพ
4
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วโรคความดันโลหิตสูง
งานวิจัย/Research report
โดย : อุมากร ใจยั่งยืน
132
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ( ประกอบด้วย เพศ,ระดับการศึกษา,รายได้ของครอบครัวและระยะเวลากรเจ็บป่วย),และการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ที่สามารถเป็นปัจจัยทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ในการศึกษาคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 100 คน ที่มารับบริการคลิกนิคโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล,พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง,และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนวิเคราะห์ข้อมูลเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในภาพรวมอยู่ในระดับดี (X=3.26,SD = .36 ) ระดับการศกึษา รายได้ของครอบครัว การรับรู้สมรรถนะแห่งตน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง การวิเคราะห์ถดถอยแบบหุคูณพบว่าสมาการสามรถทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้ 40.6% (p<0. 001)โดยมีระดับการศึกษา (Bata=.170,t=1.987,p<.05),ระยะเวลาการเจ็บป่วย (ฺBata=.179,t2.258,p<.05)การรับรู้สมรรถนะแห่งตน ( Bata=.641,t=7.266,p<.001)เป็นตัวแปรที่สามารถทำนายได้มากที่สุด จากผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลสนับสนุนได้ว่าพยาบาลและสมาชิกในครอบครัวมีความสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและสร้างเสริมพลังอำนาจในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วย

Search within results