Search Result 5,376 Found

  • Filters
 
2
การตอบสนองต่อแก๊สเอธานอลของ La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 (x= 0, 0.1 และ 0.3) ที่เตรียมจากการสลายตัวของสารเชิงซ้อนอินทรีย์
Ethanol gas sensing of La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 (x= 0, 0.1 and 0.3) prepared by metal-organic complex decomposition
บทความ/Article 2552
โดย : รมนูญ ทวีชัย, อนุรัตน์ วิศิษฏ์สรอรรถ, อภิรัตน์ เลาห์บุตรี, นัทธมน คูณแสง
91
สารประกอบเพอรอฟสไกท์ La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 (x= 0, 0.1 และ 0.3) เตรียมได้จากการสลายตัวของสารเชิงซ้อนอินทรีย์ ซึ่งสังเคราะห์จากปฏิกิริยาระหว่าง La(NO3)3.6H2O, Fe(NO3)3.9H2O, Sr(NO3)2 และ N(CH2CH2OH)3 ที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส ในตัวทำละลาย ethylene glycol โดยเจือสตรอนเชียมไนเตรทลงไปปริมาณ 0,10.0 และ 30.0 องศาเซลเซียส โมล นำผง La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 ที่ได้จากการเผาสารเชิงซ้อนที่อุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง ไปวิเคราะห์คุณลักษณะด้วยเทคนิค FTIR XRD SEM และ BET จากสมบัติการเป็นสารกึ่งตัวนำจึงนำแผ่นฟิล์ม La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 ที่เตรียมด้วยด้วยเทคนิค spin coating ไปทดสอบการตอบสนองต่อแก๊สเอธานอล ผลการทดลองพบว่า La sub(1-X)Sr sub(X)FeO3 ที่เจือด้วย Sr(II) 10 เปอร์เซ็นต์ ตอบสนองต่อแก๊สเอธานอลได้ดีที่สุด โดยสามารถตอบสนองต่อแก๊สเอธานอลที่ความเข้มข้นต่ำถึง 100 ส่วนต่อล้านส่วน ที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4705008.pdf ( 0.32 MB)
3
ผลการใช้กากสับปะรดในสูตรอาหารไก่กระทงระยะไก่เล็ก 0-3 สัปดาห์
Effects of pineapple bran in broiler rations during 0-3 week
บทความ/Article 2552
โดย : ประพจน์ มลิวัลย์
91
Effects of pineapple bran (PB) in broiler rations during 0-3 week were investigated. Total of 240 three-day old C.P. 707 broiler chicks were used in a four dietary treatments, completely randomized design experiment. There were four cages (replications) in each treatment with 15 chicks/cage. The dietary treatments were 0 (control), 3, 6 and 9 percent PB. Chicks were fed ad libitum for 3 weeks period. The results showed that feed consumption, weight gain and feed efficiency of chicken fed 0, 3, 6 and 9 percent PB were not significantly different (P GT 0.05). The cost of feed to produce a kilogram of weight gain of chicken fed 0, 3, 6 and 9 percent were significantly different (P LT 0.01), the cost of feed to produce a kilogram of weight gain of the control diets was lowest compared to chicken fed 9 percent PB.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4702018.pdf ( 0.12 MB)
4
การเตรียมและวิเคราะห์สารประกอบเพอรอพสไกท์ LaFe1-xCoxO3 (x = 0-0.3) ที่ผ่านกระบวนการขั้นตอนเดียว
Preparation and characterization of perovskite type LaFe1-xCoxO3 (x = 0-0.3) by one pot process
บทความ/Article 2550
โดย : รณกัษมา ฮารน, อภิรัตน์ เลาห์บุตรี, นัทธมน คูณแสง
91
งานวิจัยนี้ได้ศึกษาการเตรียมสารประกอบเพอรอพสไกท์ของแลนทานัมเฟอไรท์ (LaFeO3) และแลนทานัมเฟอไรท์ที่เจือด้วยโคบอล (II) (LaFe1-xCoxO3, x = 0-0.3) โดยกระบวนการขั้นตอนเดียว พบว่าเมื่อทำการแคลไซน์พรีเคอร์เซอร์ที่อุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 ชั่วโมง พรีเคอร์เซอร์จะเปลี่ยนไปเป็นผงของ LaFeO3 และ LaFe1-xCoxO3 จากการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค XRD แสดงว่าโครงสร้างของสารประกอบที่เตรียมได้ทั้งหมดมีเฟส เป็นเพอรอพสไกท์ที่บริสุทธิ์และมีโครงสร้างแบบออโทรอมบิค ลักษณะพื้นผิวจากภาพถ่ายของ SEM แสดงว่าการเจือ Co (II) ไอออนลงไปในโครงสร้างของ LaFeO3 มีผลทำให้ขนาดของเกรนใหญ่ขึ้นตามปริมาณของ Co (II) ไอออน ที่เจือลงไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4505080.pdf ( 0.23 MB)
5
การศึกษาสภาพนํายิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)sub(x)(CuO) sub(y)(0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(z)ที่มีค่า 1=x=8,1=y=8,1=z=8 โดยการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์
X-ray diffraction study of superconductivity in quarternary diagram (Bi2O3) sub(x) (CuO) sub(y) (0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(z) system which 1=x=8,1=y=8,1=z=8
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : กรพรรณ์ ผิวสอาด, กําชัย ตรีชัยรัศมี
91
มีการศึกษาสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)sub(x)(CuO)(0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(Z) ที่เผาในอากาศที่ องศาเซลเซียส 800 กับ องศาเซลเซียส 850 แล้วพบว่า เม็ดสารมีสี ดํา มีรูพรุนจึงทําให้เม็ดสารตัวอย่างมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ความหนา ปริมาตรเพิ่มขึ้น มีมวลลดลง ในรูปแบบการ เลี้ยวเบนรังสีเอกซ์มีพีคการเลี้ยวเบนของ Bi2O3,SrCO3,CaCO3,CuO และโครงสร้างสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวด 2201 Bi กับ 2212 Bi พบมีการเปลี่ยนตําแหน่งและความเข้มของสามเส้นการเลี้ยวเบน (00l ) ( (008) , (0010) , (0012) ) ของโครงสร้างสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวดได้ชี้ให้เห็น ผลกระทบต่อแกน c และการจัดเรียงอะตอมในระนาบ ( 00l) ตามลําดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4205008.pdf ( 0.23 MB)
6
สภาพนำยิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3) ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 ที่มีอุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส
Superconductivity in quarternary diagrame of (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 at temperature 850 deg C
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : จำนงค์ ฉายเชิด
91
กลุ่มสารตัวอย่างที่มีสัดส่วนเป็น (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มี 1=x=8, 1=y=8 และ 1=z=8 ได้เตรียมขึ้นจากการผสมสัดส่วนตามปริมาณสารพวกออกไซด์ของ Bi กับ Cu และพวกคาร์บอเนตของ Sr กับ Ca สารตัวอย่างเหล่านี้ได้ผ่านการเผาในอากาศที่ 800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง แล้วเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวจนเข้าสู่อุณหภูมิห้องแล้วนำไปเผาอีกที่ 850 องศาเซลเซ๊ยส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง จากนั้นจึงเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวอีก ผลเบื้องต้นสรุปไว้ในแผนภาพควอเทอร์นารีระบบ (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z เม็ดสารตัวอย่างที่เป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดสีดำมีรูพรุนมากจึงทำให้มีปริมาตรเพิ่มขึ้นแต่มีมวลลดลง ภาพถ่าย SEM ของสารตัวอย่างที่มีสภาพนำไฟฟ้ายิ่งยวดแสดงให้เห็นว่า มีขนาดเกรนเป็นแผ่นบางขนาดใหญ่อัดกันอยู่ในเม็ดสาร สารที่มีสัดส่วน (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า x
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4105007.pdf ( 0.44 MB)
7
สภาพนำยิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 ที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส
Superconductivity in quarternary diagrame of (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z system which 1=x=8, 1=y=8,1=z=8 at temperature 800 deg C
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : ลศักดิ์ อินทวี, กำชัย ตรีชัยรัศมี, จำนงค์ ฉายเชิด
91
สารตัวอย่างต่างๆที่มีสัดส่วนเป็น (Bi2O3)x (CuO)y (0.8SrCO3+ 0.2CaCO3 )z ที่มี 1=x=8, 1=y=8 และ 1=z=8 ได้สังเคราะห์ขึ้นจากการผสมสัดส่วนตามปริมาณสารของ Bi2O3, CuO, SrCO3, CaCO3 สารตัวอย่างเหล่านี้ได้ผ่านการเผาในอากาศที่ 800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง แล้วเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวจนเข้าสู่อุณหภูมิห้อง ผลเบื้องต้นเขียนสรุปไว้ในแผนภาพควอเทอร์นารีระบบ Bi-Sr-Ca-Cu-O สารตัวอย่างสีดำเป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดมี Tc(zero)=77 K, Tc(zero)77 K, สารตัวอย่างสีดำที่ไม่เป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด, สารตัวอย่างสีดำปนเหลืองที่ไม่เป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดและสารตัวอย่างที่เกิดการหลอมเหลว แสดงให้เห็นด้วยเครื่องหมายวงกลม, วงกลมเส้นประ, วงกลมทึบ, สามเหลี่ยมทึบ และกากบาท ตามลำดับ สารตัวอย่างแต่ละสารได้นำมาศึกษาเนื้อสารที่ผิวด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนแบบส่องกราด ภาพถ่าย SEM ของสารตัวอย่างที่มีสภาพนำไฟฟ้ายิ่งยวด มีขนาดเกรนเป็นแผ่นบางขนาดใหญ่อัดกันอยู่ในเม็ดสาร สารที่มีสัดส่วน (Bi2O3)x (CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=2, 4=y=6, 3=z=4 (ยกเว้น x
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4105006.pdf ( 3.14 MB)
8
การศึกษาสภาพนํายิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)sub(x)(CuO) sub(y)(0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(z)ที่มีค่า 1=x=8,1=y=8,1=z=8 โดยการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์
X-ray diffraction study of superconductivity in quarternary diagram (Bi2O3) sub(x) (CuO) sub(y) (0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(z) system which 1=x=8,1=y=8,1=z=8
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : กรพรรณ์ ผิวสอาด, กําชัย ตรีชัยรัศมี
91
มีการศึกษาสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)sub(x)(CuO)(0.8SrCO3+0.2CaCO3)sub(Z) ที่เผาในอากาศที่ องศาเซลเซียส 800 กับ องศาเซลเซียส 850 แล้วพบว่า เม็ดสารมีสี ดํา มีรูพรุนจึงทําให้เม็ดสารตัวอย่างมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ความหนา ปริมาตรเพิ่มขึ้น มีมวลลดลง ในรูปแบบการ เลี้ยวเบนรังสีเอกซ์มีพีคการเลี้ยวเบนของ Bi2O3,SrCO3,CaCO3,CuO และโครงสร้างสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวด 2201 Bi กับ 2212 Bi พบมีการเปลี่ยนตําแหน่งและความเข้มของสามเส้นการเลี้ยวเบน (00l ) ( (008) , (0010) , (0012) ) ของโครงสร้างสารตัวนําไฟฟ้ายิ่งยวดได้ชี้ให้เห็น ผลกระทบต่อแกน c และการจัดเรียงอะตอมในระนาบ ( 00l) ตามลําดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4205008.pdf ( 0.23 MB)
9
สภาพนำยิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 ที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส
Superconductivity in quarternary diagrame of (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z system which 1=x=8, 1=y=8,1=z=8 at temperature 800 deg C
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : ลศักดิ์ อินทวี, กำชัย ตรีชัยรัศมี, จำนงค์ ฉายเชิด
91
สารตัวอย่างต่างๆที่มีสัดส่วนเป็น (Bi2O3)x (CuO)y (0.8SrCO3+ 0.2CaCO3 )z ที่มี 1=x=8, 1=y=8 และ 1=z=8 ได้สังเคราะห์ขึ้นจากการผสมสัดส่วนตามปริมาณสารของ Bi2O3, CuO, SrCO3, CaCO3 สารตัวอย่างเหล่านี้ได้ผ่านการเผาในอากาศที่ 800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง แล้วเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวจนเข้าสู่อุณหภูมิห้อง ผลเบื้องต้นเขียนสรุปไว้ในแผนภาพควอเทอร์นารีระบบ Bi-Sr-Ca-Cu-O สารตัวอย่างสีดำเป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดมี Tc(zero)=77 K, Tc(zero)77 K, สารตัวอย่างสีดำที่ไม่เป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด, สารตัวอย่างสีดำปนเหลืองที่ไม่เป็นสารตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดและสารตัวอย่างที่เกิดการหลอมเหลว แสดงให้เห็นด้วยเครื่องหมายวงกลม, วงกลมเส้นประ, วงกลมทึบ, สามเหลี่ยมทึบ และกากบาท ตามลำดับ สารตัวอย่างแต่ละสารได้นำมาศึกษาเนื้อสารที่ผิวด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนแบบส่องกราด ภาพถ่าย SEM ของสารตัวอย่างที่มีสภาพนำไฟฟ้ายิ่งยวด มีขนาดเกรนเป็นแผ่นบางขนาดใหญ่อัดกันอยู่ในเม็ดสาร สารที่มีสัดส่วน (Bi2O3)x (CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=2, 4=y=6, 3=z=4 (ยกเว้น x
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4105006.pdf ( 3.14 MB)
10
สภาพนำยิ่งยวดในแผนภาพควอเทอร์นารีของระบบ (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3) ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 ที่มีอุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส
Superconductivity in quarternary diagrame of (Bi2O3)x(CuO)y(0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า 1=x=8, 1=y=8, 1=z=8 at temperature 850 deg C
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : จำนงค์ ฉายเชิด
91
กลุ่มสารตัวอย่างที่มีสัดส่วนเป็น (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มี 1=x=8, 1=y=8 และ 1=z=8 ได้เตรียมขึ้นจากการผสมสัดส่วนตามปริมาณสารพวกออกไซด์ของ Bi กับ Cu และพวกคาร์บอเนตของ Sr กับ Ca สารตัวอย่างเหล่านี้ได้ผ่านการเผาในอากาศที่ 800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง แล้วเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวจนเข้าสู่อุณหภูมิห้องแล้วนำไปเผาอีกที่ 850 องศาเซลเซ๊ยส เป็นเวลา 24 ชั่งโมง จากนั้นจึงเควนซ์ในไนโตรเจนเหลวอีก ผลเบื้องต้นสรุปไว้ในแผนภาพควอเทอร์นารีระบบ (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z เม็ดสารตัวอย่างที่เป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดสีดำมีรูพรุนมากจึงทำให้มีปริมาตรเพิ่มขึ้นแต่มีมวลลดลง ภาพถ่าย SEM ของสารตัวอย่างที่มีสภาพนำไฟฟ้ายิ่งยวดแสดงให้เห็นว่า มีขนาดเกรนเป็นแผ่นบางขนาดใหญ่อัดกันอยู่ในเม็ดสาร สารที่มีสัดส่วน (Bi2O3)x(CuO)y (0.8SrCO3+0.2CaCO3)z ที่มีค่า x
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4105007.pdf ( 0.44 MB)
11
การศึกษาอิทธิพลของอินเดียมต่อโครงสร้างจุลภาคและการเปลี่ยนแปลงสมบัติหลังจากผ่านการบ่มของโลหะบัดกรีชนิด Sn-0.3Ag-0.7Cu
Investigation on influence of indium on microstructure and alteration of the properties after aging of Sn-0.3Ag-0.7Cu solder alloy
บทความ/Article 2552
โดย : ตติยะ มาลัย, กรรณชัย กัลยาศิริ
91
โลหะบัดกรีไร้สารตะกั่วที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ โลหะบัดกรีในตระกูล Sn-Ag-Cu เนื่องจากมีข้อได้เปรียบทางด้าน สมบัติทางกล และความสามารถในการบัดกรีที่ดี แต่ในการใช้งานพบว่า โลหะบัดกรีในตระกูล Sn-Ag-Cu มีจุดหลอม เหลวที่สูงถึง 217 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงศึกษาแนวทางใน การปรับปรุงสมบัติของโลหะบัดกรีไร้สารตะกั่วตระกูล Sn-Ag-Cu โดยการเติมอินเดียม (In) ลงไปในโลหะบัดกรีชนิด Sn -0.3Ag-0.7Cu เพื่อศึกษาผลกระทบด้านจุดหลอมเหลว ความแข็ง และโครงสร้างจุลภาคที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้ง ศึกษาถึงผลกระทบต่อความแข็ง และโครงสร้างของโลหะบัดกรี หลังจากผ่านการบ่ม (Aging) ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า การเติมอินเดียมช่วยในการปรับปรุงสมบัติโดยรวมของโลหะบัดกรีให้ดีขึ้น โดยสามารถลดจุดหลอมเหลวของโลหะบัดกรี ชนิดนี้ลงได้ และทำให้โครงสร้างจุลภาคมีความละเอียดมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ค่าความแข็งเพิ่มขึ้น และหลังจากโลหะบัดกรี ผ่านการบ่ม พบว่าโครงสร้างจุลภาคมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งขนาดเกรนโดยเฉลี่ยของโครงสร้างมีขนาดใหญ่ขึ้น และเกิด การสลายตัวของสารประกอบอินเตอร์เมทาลิก Cu6Sn5 ตามระยะเวลาที่ทำการบ่ม และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่า ความแข็งลดลง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4711031.pdf ( 0.36 MB)
12
การศึกษาผลของก๊าซ CHF3 ในการกัด Contact ของ CMOS 0.8 ไมครอน
Study on the effects of CHF3 gas on contact etching for CMOS 0.8 micron
บทความ/Article 2552
โดย : กรพงศ์ ศุภเดช, อวิรุทธิ์ ศรีสุวรรณ์, โอภาส ตรีทวีศักดิ์, นิภาพรรณ กลั่นเงิน, ชาญเดช หรูอนันต์, อัมพร โพธิ์ใย
91
บทความฉบับนี้เป็นการนำเสนอถึงผลของอัตราการไหลก๊าซของไตรฟลูออโรมีเทน (CHF3) ที่มีผลต่อการกัดช่องเปิดของซีมอส 0.8 ไมครอนด้วยพลาสมา ซึ่งการกัดช่องเปิดนี้เป็นการกัดลึกลงไปในชั้นซิลิคอนไดออกไซด์หนา 0.6 ไมครอน จากผลการทดลองที่ได้นั้นแสดงให้เห็นว่าอัตราการกัดฟิล์มซิลิคอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเมื่ออัตราการไหลของก๊าซ CHF3 มีปริมาณต่ำ ก๊าซ CHF3 มีส่วนช่วยทำให้การเลือกกัดระหว่างซิลิคอนไดออกไซด์กับซิลิคอน และซิลิคอนไดออกไซด์กับน้ำยาไวแสงดีขึ้น ซึ่งมีค่าเท่ากับ 14.72:1 และ 7.48:1 ตามลำดับ เป็นการช่วยลดผลของการกัดลึกเข้าไปในบริเวณซอสและเดรนของซีมอส และช่วยลดผลของ loading effect ด้วย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4711016.pdf ( 0.22 MB)
13
อ้อยผลผลิตสูง พันธุ์กำแพงแสน 00-1-103
Sugarcane height yield Kamphaengsaeng 00-1-103 (Kps.00-1-103) variety
บทความ/Article 2552
โดย : วัต เลิศฤทัยโยธิน, สกล ฉายศรี, พชรดา ฉายศรี, อภิวิทย์ ทรงกระสินธุ์
91
ปลูกทดสอบ และคัดเลือกพันธุ์อ้อยลูกผสมชุด 2000 จากโครงการปรับปรุงพันธุ์อ้อย ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 30 สายพันธุ์ ที่สถานีวิจัยลพบุรี สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้อ้อยพันธุ์กำแพงแสน 00-1-103 ที่ให้ผลผลิตสูงนำมาปลูกทดสอบผลผลิตร่วมกับพันธุ์แนะนำ 3 พันธุ์ (พันธุ์กำแพงแสน 94-13 พันธุ์กำแพงแสน 98-2-090 และพันธุ์ K 84-200) ในพื้นที่ภาคกลางตอนบน ได้แก่ จังหวัดลพบุรี เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์ จำนวน 4 ปี 11 การทดลอง ผลการทดลอง พบว่าอ้อยพันธุ์กำแพงแสน 00-1-103 ให้น้ำหนักผลผลิตอ้อยสดเฉลี่ยสูงที่สุด คือ 15,563 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ร่วมทดสอบทั้ง 3 พันธุ์ คือ พันธุ์กำแพงแสน 94-13 พันธุ์กำแพงแสน 98-2-090 และพันธุ์ K 84-200 (15,321, 13,775 และ 11,450 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ) ส่วนลักษณะที่สำคัญทางการเกษตรอื่น ๆ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4701051.pdf ( 0.13 MB)
14
มันสำปะหลังลูกผสมสายพันธุ์ดีเด่น MKULB 08-2-45
Outstanding hybrid cassava variety MKULB 08-2-45
บทความ/Article 2556
โดย : ปราณี งามประสิทธิ์, เอ็จ สโรบล, นิตยา ดนตรี, นิกร ตูมสันเทียะ, กิ่งกานท์ พานิชนอก, พชรดา ฉายศรี, โอภาษ บุญเส็ง, สกล ฉายศรี, ประภาส ช่างเหล็ก
91
Yield tests of cassava hybrids, from Kasetsart 50 x OMR 29-20-118, MKULB 08-2-45, selected from the Research and Development of Cassava Varieties for Specific Environment Areas were come out during, the year 2551-55 together with 4 recommend varieties. i.e., Sriracha 1, Kasetsart 50, Huay bong 60 and Huay bong 80. The 16 trials were conducted by using the Randomized Complete Block Designs (RCBD) with 3 replications, at Lopuri Research Station, farmer field in Lop-Buri, Phetchabun and Nakhon Sawan province in 2008-12. The results showed that MKULB 08-2-45 weighted average fresh root yield 7.1 tons per rai, root starch content 26.20 percent, height of harvest 209 cm, root per plant 18.82 root, harvest index 0.86 and starch yield 1.86 tons per rai. When compared with recommend four varieties Kasetsart University of MKULB 08-2-45. The results showed that fresh root yield, harvest index and starch yield was higher than Huay bong 80, Huay bong 60, Kasetsart 50 and Sriracha 1, for root starch content and root per plant Huay bong 80 and Sriracha 1 gave highest, respectively.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC5101030.pdf ( 0.33 MB)
15
ระบบการให้เกียรติที่สะท้อนจากคำสรรพนามบุรุษที่ 1 และ 2 ในราชาศัพท์ไทย
Honorific system as reflected in the first and second person pronouns in the Thai royal vocabulary
บทความ/Article 2553
โดย : สุวดี นาสวัสดิ์
91
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระบบการให้เกียรติที่สะท้อนจากคำสรรพนาม ราชาศัพท์บุรุษที่ 1 และ 2 ผลการวิเคราะห์พบว่า คำสรรพนามราชาศัพท์บุรุษที่ 1 เป็นนามวลีซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับสิ่งที่ถือว่าสูงที่สุดของผู้พูด ได้แก่ การแสดงตนเป็นบริวารของพระพุทธเจ้า และการอ้างถึงสิ่งที่สูงที่สุดในร่างกาย เช่น กระหม่อมและศีรษะ ส่วนคำสรรพนามราชาศัพท์บุรุษที่ 2 เป็นบุพบทวลีและนามวลีซึ่งมีความหมายเกี่ยวข้องกับส่วนที่อยู่ต่ำที่สุดของร่างกาย เช่น ฝ่าเท้า ความหมายของคำสรรพนามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความคิดของคนไทย กล่าวคือ ยิ่งคู่สนทนามีสถานภาพสูงมาก ผู้พูดยิ่งต้องเรียกแทนตนเองด้วยคำที่แสดงสิ่งที่สูงที่สุดของตน และเรียกแทนอีกฝ่ายด้วยคำที่อ้างถึงส่วนที่ต่ำและอยู่ห่างจากร่างกายของผู้ที่พูดด้วยมากที่สุดแต่ยังสื่อให้รู้ว่าหมายถึงผู้ที่พูดด้วยคำสรรพนามเหล่านี้จึงเป็นรูปภาษาแสดงการให้เกียรติและแสดงความเคารพยกย่องต่อผู้ที่พูดด้วยประเภทปรากฏสิ่งอ้างถึง ระบบการให้เกียรตินี้ได้สะท้อนให้เห็นความคิดทางวัฒนธรรมไทย ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ การผสมผสานคติความเชื่อระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู และค่านิยมเกี่ยวกับศีรษะและเท้า
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KC4813005.pdf ( 0.18 MB)

Search within results