Search Result 63 Found

  • Filters
 
1
ผลการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ โดยการจัดกิจกรรมด้วย กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท ี่1
The Results of Learning the Thai Language Entitled ?The Type of Word and Its Function? among Mathayom Suksa 1 Students through the Organization of Activity with STAD Cooperative Technique
บทความ/Article 2014
โดย : ัลยา ชาวนา, มนตร ีอนันตรักษ์
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ โดยการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่ม ร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของ แผนการจัดการเรียนรู้และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ของโรงเรียนนครพนมวิทยาคม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม จำนวน 37 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษาครั้งนี้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 7 แผน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีค่าความยากระหว่าง 0.28-069 อำนาจจำแนกระหว่าง 0.31-0.75 และค่าความเชื่อมั่น 0.72 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.46-0.84 ค่าความเชื่อมั่น 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ โดยการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.87/83.24 2) ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD มีค่าเท่ากับ 0.6616 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าใน การเรียนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 66.16 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในระดับมาก ABSTRACT The purposes of this study were: 1) to develop a lesson plan entitled ?The Type of Word and Its Function? by the organization of activity with the STAD cooperative technique for Mathayom Suksa 1 students to reach the efficiency of the 80/80 criterion, 2) to examine a value of effectiveness index of the lesson plans, and 3) to investigate students? satisfaction with the organization of learning activity with the STAD cooperative technique. A sample used in this study as selected by cluster random sampling was 37 Mathayom Suksa 1 students enrolled in the second semester of academic year 2011 at Nakhon-Phanom-Withayakhom School, Nai-Mueang sub-district, Mueang district, Nakhon Phanom province. The instruments used in this study were 7 lesson plans through the organization of activity with STAD cooperative technique entitled ?The Type of Word and Its Function? for Mathayom Suksa 1 students, a 40-item learning achievement objective test with 4 choices whose difficulty values ranged between 0.28 and 0.69, discrimination power values between 0.31 and 0.75 and reliability value was 0.72, and a form for measuring students? satisfaction with the organization of learning activity through STAD cooperative technique which comprised 20 items and a scale of 5 ratings whose discrimination power values ranged between 0.46 and 0.84 and reliability value was 0.92. Statistics used to analyze data were percentage, mean and standard deviation. The findings were as follows: 1) The lesson plans entitled ?The Type of Word and Its Function? through the organization of activity with STAD cooperative technique had efficiency of 88.87/83.24; 2) the effectiveness index of learning using the lesson plans entitled ?The Type of Word and Its Function? for Mathayom Suksa 1 students through the organization of activity with STAD cooperative technique had a value of 0.6616, showing that their advance of learning had an increase of 66.16%; 3) Mathayom Suksa 1 students were satisfied with the organization of learning activity in the substance group of learning the Thai language at high level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 1.46 MB)
2สารบัญ.pdf ( 1.65 MB)
3บทความ.pdf ( 0.63 MB)
4แบบฟอร์มนำส่งบทความเพื่อพิจารณานำลงวารสารนครพนม-ใหม่ (1).pdf ( 0.11 MB)
5ใบสมัครสมาชิก.pdf ( 0.45 MB)
2
ผลการเรียนด้วยโปรแกรมบทเรียน เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
Comparisons Of Learning Outcomes Through The Developed Courseware Entitled 'Addition And Subtraction Of Augends,Minuends And Results Less Than 100' In The Mathematics Strand Of Prathomsuksa 1 Students
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : จิราภรณ์ เอกทินวัฒน์
มหาวิทยาลัยนครพนม
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาให้ประสบความสำเร็จนั้นมีหลากหลายวิธี วิะีการหนึ่วที่ได้ผลคือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยโปรแกรมบทเรียน เนื่องจากเป็นระบบสื่อการเรียนการสอนที่มีการนำเนื้อหาวิชา และวิธีการสอนมาบันทึกเป้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ใช้เพื่อการเรียน โดยให้ผู้เรียนดต้ตอบกับบทเรียนในเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ต้องอาศัยครูหรือผู้สอนเข้าร่วมกิจกรรมโดยตรง การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัมนาโปรแกรมบทเรียนที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑื 75/75 หาดัชนีปนะสิทธิผลของโปรแกรมบทเรียน รวมทั้งศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อโปรแรมบทเรียน เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธืและตัวตั้งไม่เกิน 100 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้เป้นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านปากอูน(ปากอูนผดุงวิทย์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2554 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครังนี้มี 3 ชนิด ได้แก่ โปรแกรมบทเรียน จำนวน 8 หน่วยการเรียน เวลา 8 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ที่มีค่าความยากรายข้อตั้งแต่ 0.33 ถึง 0.75 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.33 ถึง 0.83 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยโปรแกรมบทเรียน ซึ่งเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ จำนวน 12 ข้อ ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง0.46 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ0.86 สถิติที่ใช้ในการศึกาษาคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ T-test
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.49 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 1.41 MB)
3บทที่ 1.pdf ( 4.22 MB)
4บทที่ 2.pdf ( 19.76 MB)
5บทที่ 3.pdf ( 8.05 MB)
6บทที่ 4.pdf ( 3.85 MB)
7บทที่ 5.pdf ( 3.00 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 1.85 MB)
9ใบรับรอง.pdf ( 0.25 MB)
10ปก.pdf ( 0.64 MB)
11ภาคผนวก.pdf ( 15.02 MB)
12สารบัญ.pdf ( 1.35 MB)
3
การเปรียบเทียบความสามารถด้านสติปัญญาและความเชื่อมั่นในตนเอง ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ระหว่างการจัดประสบการณ์แบบ โครงการกับการจัดประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์
COMPARISON OF INTELLECTUAL CAPABILITY AND SELF- CONFIDENCE OF THE SECOND YEAR KINDERGARTEN STUDENTS USING PROJECT LEARNING METHOD AND STORYLINE LEARNING METHOD
วิทยานิพนธ์/Thesis 2013
โดย : อมรรัตน์ ถึงใจ
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์ของนักเรียนชั้น อนุบาลปีที 2 ระหว่างการจัดประสบการณ์แบบโครงการ กับการจัดประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์ให้ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์แบบ โครงการ กับแผนการจัดประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์ 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้าน สติปัญญา ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ระหว่างการจัดประสบการณ์แบบโครงการ กับการจัด ประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์ 4) เพื่อเปรียบเทียบความเชื่อมั่นในตนเอง ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ระหว่างการจัดประสบการณ์แบบโครงการ กับการจัดประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์5)เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที 2 ทีได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ กับการจัด ประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบดัวยนักเรียนชั้นอนุบาลปีที 2 โรงเรียนบ้านเสาเล้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำนวน 2 ห้องเรียน มีนักเรียน 47 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มด้วยวิธีจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ จำนวน 18 แผน แผนการจัดประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์ จำนวน 18 แผน แบบทดสอบความสามารถด้านสติปัญญา จำนวน 15 ข้อ แบบสอบถามความ เชื่อมั่นในตนเอง จำนวน 10 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจทีได้รับการจัดประสบการณ์แบบ โครงการ จำนวน 12 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจทีได้รับการจัดประสบการณ์แบบสตอรี่ ไลน์ จำนวน 12 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test (Independent Samples) ผลการวิจัย พบว่า 1. แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ และแผนการจัดประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.18/85.00 และ 87.75/80.00 ตามลำดับ 2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดประสบการณ์แบบโครงการ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที 2 มีค่าเท่ากับ 0.6707 และดัชนีประสิทธิผลของการจัดประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์ มีค่าเท่ากับ 0.5632หมายความว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 67.07 และ 56.32 ตามลำดับ 3. นักเรียนชั้นอนุบาลปีที 2 ทีได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการมีความสามารถ ด้านสติปัญญาสูงกว่าการจัดประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีระดับ .05 4. นักเรียนชั้นอนุบาลปีที 2 ทีได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการมีความเชื่อมั่นใน ตนเองสูงกว่าการจัดประสบการณ์แบบสตอรีไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีระดับ .05 5. นักเรียนชั้นอนุบาลปีที 2 ทีได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ กับการจัด ประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์ นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกกิจกรรม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.13 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.48 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.08 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.05 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.10 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.16 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.27 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.27 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.33 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.09 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.18 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 2.60 MB)
13ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.06 MB)
4
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู เรื่อง กฎหมายกับการดําเนินชีวิตประจําวันกลุม สาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชการเรียนรูแบบ 4 MAT
RESULTS OF CONDUCTING THE LEARNING ACTIVITIES ON THE TITLE, ?LAW AND DAILY LIFE? UNDER THE LEARNING SUBSTANCE OF SOCIAL STUDIES, RELIGION AND CULTURE FOR MATTAYOMSUEKSA 2 THROUGH USING THE 4 MAT LEARNING PATTERN
งานวิจัย/Research report 2013
โดย : มาริสา แสนสุข
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดยอ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู เรื่อง กฎหมายกับ การดําเนินชีวิตประจําวัน กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชการเรียนรูแบบ 4MAT ตามเกณฑ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนที่เรียน โดยใชแผนการจัดการเรียนรู เรื่อง กฎหมายกับการดําเนินชีวิตประจําวัน กลุมสาระการเรียนรูสังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใช้การเรียนรูแบบ 4MAT 3) เพื่อศึกษาความพึง พอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่มีตอกิจกรรมการเรียนรู เรื่อง กฎหมายกับการดําเนนิ ชีวิตประจําวัน กลุมสาระการเรียนรูสังคมศกึษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใช การเรียนรูแบบ 4MAT ประชากร ไดแก นักเรียนมัธยมศึกษาปที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนวัดบึงเหล็ก อําเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 22 จํานวน 2 หองเรียน รวมทั้งสิ้น 68 คน กลุ่มตัวอยาง ไดแก นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2554 โรงเรียนวัดบึงเหล็ก จํานวน 33 คน ซึ่งไดมาโดย การสุมกลุม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1) แผนการจัดการเรียนรู เรื่อง กฎหมายกับการดําเนินชีวิตประจําวัน กลุมสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใช้การเรียนรูแบบ 4 MAT จํานวน 6 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง กฎหมายกับการดําเนินชีวิตประจําวัน กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชการเรียนรูแบบ 4MAT เปนแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จํานวน 40 ขอ มีคาอํานาจจําแนกรายขอ ตั้งแต 0.25 ? 0.96 และคาความเชื่อมั่นเทากับ 0.86 และ มีคาความ ยากงาย กับ 0.55-0.85 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอการจัดกจิกรรมการเรียนรูแบบ 4 MAT แบบมาตราสวนประมาณคา 5 ระดับ จํานวน 20 ขอ มีคาอํานาจจําแนกรายขอ ตั้งแต 0.37 ถึง 0.84 และมีคาความเชื่อมั่น เทากับ 0.84 สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก รอยละ คาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบวา 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู เรื่อง กฎหมายกับการดําเนินชีวิตประจําวันกลุมสาระการ เรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใช้การเรียนรูแบบ 4 MAT ที่ พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเทากับ 89.40 / 88.33 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนโดยการใชแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู เรื่อง กฎหมายกับการดําเนินชีวติประจําวัน กลุมสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใช้การเรียนรูแบบ 4 MAT มีดัชนีประสิทธิผลเทากับ 0.7200 หรือรอยละ 72.00 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 มีความพึงพอใจตอกิจกรรมการเรียนรูเรื่อง กฎหมายกับการ ดําเนินชีวิตประจําวัน กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใช้การเรียนรูแบบ 4 MAT โดยรวมดานกิจกรรมการเรียนรู อยูในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.16 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.42 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.08 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.05 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
6บทที่1.pdf ( 0.11 MB)
7บทที่2.pdf ( 0.53 MB)
8บทที่3.pdf ( 0.27 MB)
9บทที่4.pdf ( 0.27 MB)
10บทที่5.pdf ( 0.13 MB)
11บรรณานุกร.pdf ( 0.16 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.91 MB)
13ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.07 MB)
5
ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู อำเภอบ้านแพง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2
SCHOOL ADMINISTRATORS? SKILLS IN ADMINISTRATION AS PERCEIVED BY TEACHERS IN BAN PHAENG DISTRICT UNDER THE OFFICE OF NAKHON PHANOM PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA 2
งานวิจัย/Research report 2013
โดย : ลลิตา วิมลรักษา
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู อำเภอบ้านแพง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 และ (2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู อำเภอบ้านแพง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำแนก ตามขนาดของโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วยครูจำนวน 182 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.37 - 0.83 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ F - test (One - way ANOVA) ทดสอบรายคู่ ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1. ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู อำเภอบ้านแพง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษานครพนม เขต 2โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเรียงลำดับด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่ำสุดดังนี้ ด้านความคิดรวบยอด รองลงมา ได้แก่ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านเทคนิควิธี 2. ผลการเปรียบเทียบทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู อำเภอบ้านแพง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำแนกตามขนาดโรงเรียนระหว่างโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยรวมและรายด้านพบว่าไม่แตกต่างกัน ผลการเปรียบเทียบทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู อำเภอบ้านแพง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน โดยรวมและรายด้านพบว่าไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.09 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.30 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.16 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.19 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.15 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.22 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.53 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.43 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.25 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.14 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.19 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.43 MB)
13ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.10 MB)
6
การพัฒนาความพรอมทางสติปญญาของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปที่ 2 โดยการจัดประสบการณตามแนวทฤษฎีพหุปญญา
INTELLECTUAL APTNESS DEVELOPMENT OF 2ND YEAR KINDERGARTEN STUDENTS USINGMULTIPLE INTELLIGENCE APPROACH
งานวิจัย/Research report 2013
โดย : กรรัตน คําจันทร
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดยอ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัด ประสบการณ์การเรียนรูตามแนวทฤษฎีพหุปญญา ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปที่ 2 ตามเกณฑ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปญญา ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปที่ 2 3) เพื่อเปรียบเทียบความพรอมทางสติปญญาของเด็ก ปฐมวัยชั้นอนุบาลปที่ 2 ที่ไดรับการจัดประสบการณตามแนวทฤษฎีพหุปญญา ระหวางคะแนนกอน และหลังการจัดประสบการณ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปที่ 2 ที่มีตอ การเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปญญา กลุมตัวอยางไดแก เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปที่ 2 โรงเรียน บานใหมสามัคคี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บึงกาฬ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จํานวน 22 คน ไดมาโดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใชในการศึกษา 1) แผนการจัด ประสบการณ์การเรียนรูตามแนวทฤษฎีพหุปญญา 2) แบบทดสอบวัดความพรอมทางสติปญญาเด็ก ปฐมวัย 3) แบบวัดความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยชนั้อนุบาลปที่ 2 ตอการจัดประสบการณ์การเรียนรู ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูลไดแก รอยละ คาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการศึกษาค้นควา พบวา 1. แผนการจัดประสบการณ ตามแนวทฤษฎีพหุปญญาที่ไดพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เทากับ 81.64/84.31 ซึ่งสูงกวาเกณฑ 80/80 ที่กำาหนดไว 2. แผนการจัดประสบการณ ตามแนวทฤษฎีพหุปญญา มีคาดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู เทากับ 0.7940 ซึ่งหมายความวา แผนการจัดประสบการณ ตามแนวทฤษฎีพหุปญญา ทําใหผูเรียนมี คะแนนสูงกวากอนเรียนเทากับ 0.7940 คิดเปนรอยละ 79.40 3. เด็กปฐมวัยที่เรียนรูจากแผนการจัดประสบการณตามแนวทฤษฎีพหุปญญา มีความ พรอมทางสติปญญาหลังการจัดประสบการณสูงกวากอนการจัดประสบการณอยางมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 4. เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปที่ 2 มีความพึงพอใจตอการจัดประสบการณ ตามแนวทฤษฎี พหุปญญา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.17 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.33 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.09 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.06 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.11 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.11 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 8.73 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 1.44 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.23 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.10 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.19 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 3.93 MB)
13ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.07 MB)
7
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางวทิยาศาสตร์ และความคงทนในการเรียนรู้ เรื่อง อาหารและสารอาหาร ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน กับแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอน
THE COMPARISONS OF LEARNING ACHIEVEMENT, SCIENTIFIC PROCESS SKILL AND RETENTION OF LEARNING ON THE TITLE OF NUTRITIONS AND SUBSTANCES AND SUBSTANCES IN FOOD OF MATTAYOMSUEKSA 2 STUDENTS BETWEEN PROBLEM-BASED LEARNING AND 7 E INQUIRY LEARNING ACTIVITIES
วิทยานิพนธ์/Thesis 2013
โดย : นภัสสร ชะปูแสน
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวตัถุประสงค์1) เพื่อหาประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง อาหารและสารอาหาร ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้ปัญหาเป็นฐาน และแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอน ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ ์75/75 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 2 เรื่อง อาหารและสารอาหาร ระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิทางการเรียน ของนักเรียนชั?นมัธยมศึกษาปีที่2 เรื่อง อาหาร และสารอาหาร ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และแบบสืบเสาะหา ความรู้ 7 ขั้นตอน 4) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั?นมธัยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง อาหารและสารอาหาร ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และแบบ สืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอน และ 5) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ชีววิทยาศาสตร์ของนกัเรียน ชั?นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง อาหารและสารอาหาร ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน และแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั?นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนแพงพิทยาคม อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม จำนวน 69 คน ซึ่ง ได้จากการสุ่มแบบ กลุ่ม(Cluster Random Sampling) จาํนวน 2 ห้องเรียน สุ่มครั?งที่ 1 ได้นักเรียนชั้น ม.2/2 เป็นกลุ่ม ทดลองที่ 1 สอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จำนวน 35 คน สุ่มครั?งที่ 2 ไดนักเรียนชั้น ม.2/4 เป็นกลุ่มทดลองที่ 2 สอนโดยใช้การจัดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอน จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใชใ้นการวิจัย ไดแ้ก่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน และแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอน เรื่องอาหารและสารอาหารชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 รูปแบบละ 7 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.90 และแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใชใ้นการวเิคราะห์ข้อมูล ไดแ้ก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานใช ้ t-test (Independent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เท่ากับ 79.23/80.07 และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอน เท่ากับ 85.03/81.21 ซึ่งสูงกว่า เกณฑท์ี่กําหนด 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และค่าดัชนีประสิทธิผล ของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ึ7 ขั้นตอน มีค่าเท่ากับ 0.5956 และ 0.6171 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 59.56 และร้อยละ 61.71 ตามลำดับ 3. ผลสัมฤทธิทางการเรียนของนักเรียนชั?นมธัยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ที่เรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นนตอน มีคะแนนผลสัมฤทธิ ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ทัก ษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานหลังเรียนของนักเรียนชั?นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เรียนโดยใชป้ัญหาเป็นฐาน และแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอน มีคะแนนทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5. นักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.47 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.45 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.08 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.04 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.06 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.12 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.59 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.16 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.11 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.08 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.12 MB)
12ภาคผนวก ก.pdf ( 0.05 MB)
13ภาคผนวก ข.pdf ( 12.38 MB)
14ภาคผนวก ค.pdf ( 7.74 MB)
15ภาคผนวก ง.pdf ( 0.08 MB)
16ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.05 MB)
8
การเปรียบเทียบความสามารถด้านสติปัญญาและความเชื่อมั่นในตนเอง ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 ระหว่างการจัดประสบการณ์ แบบโครงการกับการจัดประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์
A Comparison of Intelligent Ability and Self-Confidence of the Second Year Kindergarten Children through the Organization of the Experience by Project Learning and Story Line Learning
บทความ/Article 2014
โดย : รรัตน์ ถึงใจ, ประสาท อิศรปรีดา, ศิริดา บุรชาติ
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านสติปัญญาและความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย ระหว่าง การจัดประสบการณ์แบบโครงการกับแบบสตอรี่ไลน์ 2) ศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ กับแบบสตอรี่ไลน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนบ้านเสาเล้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำนวน 47 คน จาก 2 ห้อง เป็นกลุ่มทดลองที่ 1 จำนวน 24 คน จัดประสบการณ์แบบโครงการ และกลุ่มทดลองที่ 2 จำนวน 23 คน จัดประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์ ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แล้วสุ่มแบบกลุ่มเพื่อเลือกห้องสำหรับการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความสามารถด้านสติปัญญา ชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 15 ข้อ มีค่าความยากระหว่าง 0.44 ถึง 0.68 มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.40 ถึง 0.73 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.75 แบบสอบถามความเชื่อมั่นในตนเอง ชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.31 ถึง 0.65 มีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 และแบบสอบถามความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการจัดประสบการณ์ทั้ง 2 วิธี เป็นแบบมาตราส่วนประมาณ ค่า 3 ระดับ วิธีละ 12 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.25 ถึง 0.80 และ 0.28 ถึง 0.79 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 และ 0.86 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้ t-test (Independent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ มีความสามารถด้านสติปัญญา และความเชื่อมั่นในตนเอง สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบสตอรี่ไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) เด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการกับแบบสตอรี่ไลน์ ต่างมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้ง 2 วิธี ABSTRACT The purposes of this study were: 1) to compare intelligent ability and self-confidence among the children through the organization of the experience by project learning and story line learning, and 2) to examine children?s satisfaction with the organization of the experience by project learning and story line learning. The sample used in this study was a total of 47 second-year-kindergarten children enrolled in the first semester of academic year 2012 at Ban-Saolao School under the Office of Nakhon Phanom Primary Education Service Area 2. The sample was selected by purposive sampling and then assigned to each of two classes for the two experiments. The treatment group 1 of 24 children was organized with the experience by project learning, while the treatment group 2 of 23 children was organized by story line learning. The instruments used in this study were a 3-alternative test of intelligent ability with 15 items whose difficulty values ranged between 0.44 and 0.68, discrimination power values between 0.40 and 0.73, and entire reliability was 0.75; a 3-alternative self-confidence questionnaire with 10 items whose discrimination power values ranged between 0.31 and 0.65 and entire reliability value was 0.83; and 3-rating scale questionnaire with 12 items asking children?s satisfaction with the organization of the experience by both of the methods, whose discrimination power values ranged between 0.25 and 0.80 and between 0.28 and 0.79, and entire reliability values were 0.87 and 0.86 respectively. Statistics used to analyze data were mean, percentage, standard deviation and t-test of independent samples for hypothesis testing. The results of study disclosed as follows: 1) The children who got a treatment of the experience by project learning had a significantly higher intelligent ability and self-confidence than those who got a treatment of the experience by story line learning at the .05 level; 2) the children who got a treatment of the experience by both of the teaching methods ? project learning and learning by story line were satisfied with it at high level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 1.46 MB)
2สารบัญ.pdf ( 1.65 MB)
3บทความ.pdf ( 0.69 MB)
4แบบฟอร์มนำส่งบทความเพื่อพิจารณานำลงวารสารนครพนม-ใหม่ (1).pdf ( 0.11 MB)
5ใบสมัครสมาชิก.pdf ( 0.45 MB)
9
การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครพนม เขต 2
PREPARATION FOR ASEAN OF PRIMARY SCHOOL UNDER THE OFFICE OF NAKHON PHANOM PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA 2
งานวิจัย/Research report 2013
โดย : ประไพศรี ไพศาล
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อ (1) ศึกษาการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครพนม เขต 2 (2) เปรียบเทียบการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาเพื่อเข้าสู่ ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครพนม เขต 2 จำแนกตามสถานภาพ และขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ผู้บริหาร สถานศึกษา และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำนวน 321 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 109 คน และครูผู้สอน 212 คน กำหนดขนาดของกลุ่ม ตัวอย่างจากการเทียบตาราง Krejcie and Morgan กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วน ประเมินค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.32 - 0.89 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 สถิติที่ ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Independent samples)และ F-test (One-Way ANOVA) ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1. การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียน ประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านผู้เรียน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านผู้บริหาร 2. การเปรียบเทียบการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำแนกตาม สถานภาพ โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านครูผู้สอน แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผู้บริหารมีความคิดเห็นสูงกว่าครูผู้สอน และด้านผู้เรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูผู้สอนมีความคิดเห็นสูงกว่าผู้บริหาร 3. การเปรียบเทียบการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาเพื่อเข้าสูประชาคมอาเซียนของ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำแนกตาม ขนาดของโรงเรียน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาเป็นราย ด้าน พบว่า แตกต่างกันทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสถานศึกษาขนาดใหญ่ มีการ เตรียมความพร้อมมากกว่าสถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.15 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.29 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.10 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.04 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.08 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.11 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 1.61 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.12 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.23 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.12 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.11 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 3.78 MB)
13ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.06 MB)
10
ผลการจัดประสบการณการเรียนรูโดยใชสมองเปนฐาน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปที่ 2
RESULTS OF BRAIN - BASED LEARNING ACTIVITY MANAGEMENT OF KINDERGARTEN 2 STUDENTS
งานวิจัย/Research report 2011
โดย : วีระพจน บัวศรี
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดยอ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ (1) เพื่อศึกษาพัฒนาการดานรางกาย ดานอารมณ - จิตใจ ดานสังคม และดานสติปญญาของนักเรียนชั้นอนุบาลปที่ 2 (2) เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการดาน รางกาย ดานอารมณ-จิตใจ ดานสังคม และดานสติปญญา ของนักเรียนชั้นอนุบาลปที่ 2 กอนและหลัง ไดรับการจัดประสบการณ์ตามแผนการจัดประสบการณการเรียนรูโดยใชสมองเปนฐานเพื่อพัฒนา ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร กลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษาครั้งนี้ ไดแก นักเรียน ชั้นอนุบาลปที่ 2 ปการศึกษา 2554 โรงเรียน บานคอ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จํานวน 1 หองเรียน คือ ชั้นอนุบาล 2/2 จํานวนนักเรียน 23 คน ซึ่งไดมาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใชในการศึกษาคนควา ไดแก 1. แผนการจัดประสบการณการ เรียนรูโดยใชสมองเปนฐานเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นอนุบาลปที่ 2 2. แบบสังเกตพัฒนาการเด็กปฐมวัย ประกอบดวย แบบสังเกตพัฒนาการดานรางกาย แบบสังเกต พัฒนาการดานอารมณ-จิตใจ และแบบสังเกตพัฒนาการดานสังคม 3. แบบวัดความสามารถดาน สติปญญาทักษะพื้นฐานทางคณติศาสตร มีคาความเชื่อมั่น เทากับ .83 สถิติที่ใชในการวิเคราะห์ข้อมูล ไดแก รอยละ คาเฉลี่ย คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t - test ผลการศึกษาค้นควา พบวา 1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรูโดยใชสมองเปนฐาน ของนักเรียน ชั้นอนุบาลปที่ 2 มีประสิทธิภาพเทากับ 81.76/80.36 ซึ่งสูงกวาเกณฑ 80/80 ที่ตั้งไว 2. คาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณการเรียนรูโดยใชสมองเปนฐานของ นักเรียนชั้นอนุบาลปที่ 2 มีคาดัชนีประสิทธิผลเทากับ .7216 แสดงวา นักเรียนชั้นอนุบาลปที่ 2 ที่เรียนโดยใชแผนการจัดประสบการณการเรียนรูโดยใชสมองเปนฐานของนักเรียนชั้นอนุบาลปที่ 2 มีพัฒนาการ เพิ่มขึ้นรอยละ 72.16 ซึ่งถือวาอยูในเกณฑสูง และหลังการจัดประสบการณโดยใชแผนการ จัดประสบการณการเรียนรู้โดยใชสมอง เปนฐานของนักเรียนชั้นอนุบาลปที่ 2 นักเรียนมีพัฒนาการดาน สติปญญาสูงกวากอนเรียน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.13 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.31 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.08 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.05 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.06 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.09 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.29 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.27 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.10 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.07 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.11 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 1.82 MB)
13ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.05 MB)
11
การปฏิบัติงานตามมาตรฐานการควบคุมภายในของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครพนม เขต 2
IMPLEMENTATION OF INTERNAL CONTROL STANDARDS OF SCHOOLS UNDER THE OFFICE OF NAKHON PHANOM EDUCATIONAL SERVICE AREA 2
งานวิจัย/Research report 2013
โดย : ธีระวุฒิ พันธุ์เวียง
มหาวิทยาลัยนครพนม
ABSTRACT The purposes of this study were (1) to examine the Implementation of internal control standards of schools under the office of Nakhon Phanom Educational Service Area 2 and (2) to compare its implementation classified by status , school size and work experience. The samples used under the office of Nakhon Phanom Educational Service Area 2 using Stratified Random Sampling. The instrument used was a five rating scale questionnaire with the discrimination value between 0.32 - 0.89 and its reliability of 0.90. Statistics employed were percentage. mean, standard deviation, t-test (Independent samples) and F-test (One-way ANOVA) The results were as follows: 1. The Implementation of internal control standards of schools under the office of Nakhon Phanom Educational Service Area 2were at the high level both in overall and individual aspects. The highest average aspect was the information and communication. The lowest average aspect was the evaluation. 2. The compareion on its implementation classified by status were significantly different at .01 level both in overall and individual aspects. considering in each aspect, those of school administrators were higher than those of teachers focused on the aspects of circumstances in control, risk evaluation, and evaluation supervision. Classified by school size, they were not different in overall aspect. Considering in each aspect, they were significantly different at .01 level on the aspect of information and communication. Those of large-size schools were higher than those of small-size schools and medium-size schools. Classified by work experience, they were not different in overall aspect. considering in each aspect, those of the risk evaluation and evaluation supervision were different at .01 level. Those of the samples who had more than 10 years in work experience were higher than those of ones who had less than 5 years and 5-10 years in work experience.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.19 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.32 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.13 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.09 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.13 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.16 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.63 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.22 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.46 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.17 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.14 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.92 MB)
13ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.11 MB)
12
ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา จังหวัดบึงกาฬ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 21
LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS IN BUENGKAN PROVINCE UNDER SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE OFFICE AREA 21
งานวิจัย/Research report 2013
โดย : จตุพร นามบุปผา
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา จังหวัด บึงกาฬ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 (2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา จังหวัดบึงกาฬ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จำแนกตามสถานภาพ และประสบการณ์การปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 545 คน จำแนกเป็นผู้บริหาร 49 คน ครู 345 คน คณะกรรมการสถานศึกษา 151 คน โดยผู้บริหารใช้เกณฑ์ร้อยละ 80 ของจำนวนผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาใช้เกณฑ์ร้อยละ 50 ของจำนวนครูและคณะกรรมการสถานศึกษา ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ระหว่าง 0.32-0.92 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ F-test (One - way ANOVA) ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา จังหวัดบึงกาฬ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาตามกรอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การคำนึงถึงเอกบุคคล ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ การกระตุ้นเชาวน์ปัญญา และเมื่อพิจารณาตามกรอบภาวะผู้นำการแลกเปลี่ยน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การบริหารแบบวางเฉย และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ การให้รางวัลอย่างเหมาะสม 2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา จังหวัดบึงกาฬ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จำแนกตามสถานภาพ โดยรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน และเมื่อจำแนกตามประสบการณ์ โดยรวมพบว่า ไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.26 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.30 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.13 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.09 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.20 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.16 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.40 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.24 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.38 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.17 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.17 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.34 MB)
13ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.10 MB)
13
การดำเนินงานการนิเทศภายในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดบึงกาฬ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21
INTERNAL SUPERVISION OPERATION OF SECONDARY SCHOOLS IN BUENGKAN PROVINCE UNDER THE OFFICE OF SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA 21
งานวิจัย/Research report 2013
โดย : เยาวลกัษณ์ ศรีนาทม
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาการดำเนินงานการนิเทศภายใน ของโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 (2) เพื่อ เปรียบเทียบการดา เนินงานการนิเทศภายในของโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จำแนกตามสถานภาพ และขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การศึกษา ได้แก่ ผู้บริหาร และครูผู้สอนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 ประจำปีการศึกษา 2555 รวมทั้งสิ้น 325 คน จำแนกเป็นผู้ให้การนิเทศ จำนวน 49 คน และผู้รับการนิเทศ จำนวน 276 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ 80 ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาในครั้ง นี้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test (Independent Samples) และ F-test (One-way ANOVA) ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1. การดา เนินงานการนิเทศภายในของโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาตามขั้นตอนการ ดำเนินงาน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกขั้นตอน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ คือ การปฏิบัติการนิเทศ การติดตาม ประเมินผลและปรับปรุง การกำหนดทางเลือกเพื่อการพัฒนา การวิเคราะห์จุดเด่น จุดที่ควรพัฒนา และการสำรวจสภาพปัญหา ความต้องการ 2. การเปรียบเทียบระดับการดา เนินงานการนิเทศภายในของโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัด บึงกาฬ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 จำแนกตามสถานภาพ พบว่า โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ขั้นสำรวจสภาพ ปัญหาความต้องการแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ขั้นการปฏิบัติการนิเทศและขั้น การติดตามประเมินผลและปรับปรุงแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. การเปรียบเทียบระดับการดำเนินงานการนิเทศภายในของโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21 ตามความคิดเห็นของผู้ให้การนิเทศ และผู้รับการนิเทศที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีเพียงขั้นสำรวจสภาพปัญหาความต้องการแตกต่างกัน อย่างมีนัย สำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผู้ให้การนิเทศและผู้รับการนิเทศที่อยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษมีความ คิดเห็นต่อการดำเนินงานการนิเทศภายในของโรงเรียนมัธยมศึกษา สูงกว่า ผู้ให้การนิเทศและผู้รับการ นิเทศที่อยู่ในโรงเรียนขนาดกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนอื่นๆไม่มีความแตกต่าง กัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.23 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.30 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.13 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.09 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.14 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.15 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.41 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.21 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.33 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.17 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.15 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.32 MB)
13ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.10 MB)
14
บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียน ในจังหวัดนครพนม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22
ROLES OF SCHOOL ADMINISTRATORS IN PROMOTION OF CLASSROOM ACTION RESEARCH OF SCHOOLS IN NAKHON PHANOM PROVINCE UNDER THE OFFICE OF SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA 22
งานวิจัย/Research report 2013
โดย : ธีระพงษ์ บุตรดี
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริม การทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียน ในจังหวัดนครพนม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 22 (2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้น เรียนของโรงเรียน ในจังหวัดนครพนม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 จำแนก ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ และขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนของโรงเรียน มัธยมศึกษาในจังหวัดนครพนม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 กำหนดขนาด ของกลุ่มตัวอย่างจากการเทียบตาราง Krejcie and Morgan จำนวน 299 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดย วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น(Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็น แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.32 ? 0.91 และค่า ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ F-test (One way ANOVA) ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1. บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียน ใน จังหวัดนครพนม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการกำหนด นโยบายและวางแผนการวิจัยในชั้นเรียน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านการสนับสนุน งบประมาณการทา วิจัยในชั้นเรียนของครู 2. ผลการเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียน ของโรงเรียน ในจังหวัดนครพนม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 จำแนกตาม กลุ่มสาระการเรียนรู้ และขนาดของโรงเรียน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.20 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.32 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.12 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.09 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.14 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.34 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.87 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.23 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.38 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.19 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.45 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.34 MB)
13ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.11 MB)
15
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 22
RELATIONSHIP BETWEEN TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP AND LEARNING ORGANIZATION DEVELOPMENT OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER THE OFFICE OF SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA 22
วิทยานิพนธ์/Thesis 2013
โดย : ลำไพ พิลาพอง
มหาวิทยาลัยนครพนม
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 ตามสถานภาพ ขนาดสถานศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน และเพื่อพยากรณ์การพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 โดยใช้ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นตัวพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 446 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 และแบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบสมมติฐาน คือ t - test, F - test กรณีที่พบว่ามีอย่างน้อย 1 คู่ ที่แตกต่างกันจะทำการทดสอบรายคู่โดยใช้วิธีการของเชฟเฟ่ การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายแบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 2. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 โดยรวม ไม่แตกต่างกัน ส่วนการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูผู้สอนมีความคิดเห็น มากกว่า ผู้บริหารสถานศึกษา 3. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดเล็กมีความคิดเห็นมากกว่า ผู้บริหารและครูผู้สอนในสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดใหญ่ และพบว่า ผู้บริหารและครูที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 ไม่แตกต่างกัน 4. ผู้บริหารและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการทำงานน้อยกว่า 10 ปี มีความคิดเห็น มากกว่า ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงาน 10 - 20 ปี, 21 ? 30 ปี และมากกว่า 30 ปี และพบว่าผู้บริหารและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 โดยรวม ไม่แตกต่างกัน 5. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการสร้างแรงบันดาลใจและด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลมีอำนาจพยากรณ์การพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.20 MB)
2ใบรับรอง.pdf ( 0.51 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.17 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.09 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.15 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.18 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.35 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.24 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.56 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.23 MB)
11บรรณานุกรรม.pdf ( 0.24 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.52 MB)
13ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.13 MB)

Search within results