Search Result 914 Found

  • Filters
 
1
มธุรสวาหินี ภาค 1 (ชมพู ทวีป) : การตรวจชำระและศึกษา
มธุรสวาหินี ปฐโม ภาโค (ชมฺพุทีป) : วิจารณยุตฺตปริโสธนวีมํสา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : พระมหาสำราญ ธีรเมธี (เงินโสม)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์จะตรวจชำระและศึกษาคัมภีร์มธุรสวาหินี ภาค ๑ (ชมพูทวีป) ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่พระเถระชาวสีหฬได้รจนาไว้ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙ นับได้ว่าเป็นคัมภีร์ที่มีความเก่าแก่และมีความสำคัญอีกคัมภีร์หนึ่ง ในประเทศไทยคัมภีร์นี้เริ่มปรากฏในสมัยอยุธยาเป็นต้นมา ในการวิจัยนี้ มุ่งที่จะตรวจชำระและศึกษาคัมภีร์มธุรสวาหินี ภาค ๑ (ชมพูทวีป) ฉบับรองทรง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ฉบับข้างลาย ไม้ประกับประดับเกล็ดหอย และฉบับอื่นๆ อีก ๖ ฉบับ เนื้อหาของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้แบ่งออกเป็น ๔ บท บทแรกเป็นบทนำ กล่าวถึงความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ของการวิจัย ขอบเขตของการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ บทที่ ๒ กล่าวถึงความหมายของคำว่า มธุรสวาหินี ประวัติความเป็นมาของคัมภีร์มธุรสวาหินี พร้อมทั้งประวัติของผู้รจนา ต้นฉบับตัวเขียนที่ใช้ในการตรวจชำระและศึกษา สำนวนภาษา หลักธรรมและความเชื่อ บทที่ ๓ คัมภีร์มธุรสวาหินี ภาค ๑ (ชมพูทวีป) ที่ตรวจชำระแล้ว บทที่ ๔ บทสรุปและข้อเสนอแนะ ผลของการวิจัยพบว่าลักษณะการนำเสนอเนื้อหาในคัมภีร์มธุรสวาหินี ภาค ๑ (ชมพูทวีป) มีวิวัฒนาการของการประพันธ์มาจากธัมมปทัฏฐกถา มีเนื้อหาในรูปแบบนิทาน มีคาถาประกอบเนื้อเรื่อง แต่ไม่มีอรรถกถาแก้ สำนวนภาษาบาลีที่ใช้ มีรูปแบบการใช้สำนวนภาษาที่คล้ายกับธัมมปทัฏฐกถา เล่าเรื่องนิทานปรัมปราของชาวชมพูทวีป นำเสนอในรูปของการปลุกใจให้คนมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา และประกอบกุศลกรรมยิ่งขึ้นๆ ไปคัมภีร์มธุรสวาหินีนี้จึงจัดได้ว่าเป็นวรรณคดีภาษาบาลีประเภทนิทานที่มีความสำคัญเล่มหนึ่งในวรรณกรรมภาษาบาลี.
2
โยชนามูลกัจจายนะ ปริเฉทที่ 1-2 (สนธิ-นาม) : การตรวจชำระและศึกษา
มูกจฺจายนโยชนาย (สนฺธิ-นาม) ปฐม-ทุติยปริจฺเฉททา: โสธนวีมํสา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พระมหาพร้อมเพรียง ภูริญาโณ (เสาร์สูงเนิน)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจชำระ ศึกษาด้านเนื้อหา วิธีเขียนไวยากรณ์ และวิธีจารลงในใบลานโยชนามูลกัจจายนะ ปริเฉทที่ ๑ ? ๒ (สนธิ ? นาม) เป็นคัมภีร์อธิบาย ความหมายของคำและความในคัมภีร์กัจจายนไวยากรณ์ ในทางพระพุทธศาสนา แต่งขึ้นที่เชียงใหม่ ในสมัยล้านนา โดยพระญาณกิตติเถระ ประมาณต้นพุทธศตวรรตที่ ๒๑ แต่ไม่ทราบว่าต้นฉบับตัวเขียนเดิมยังมีอยู่ในหอสมุดใด ทราบแต่เพียงว่า ได้มีการคัดลอกจารลงในใบลานสืบต่อ ๆ กันมาหลายสมัย ในการตรวจชำระได้ใช้ต้นฉบับได้นำฉบับรดน้ำดำโท ร. ๓ ในหอสมุดแห่งชาติ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งจารได้สมบูรณ์กว่าทุกฉบับมาเป็นต้นฉบับ แล้วนำฉบับอื่นที่หาได้และ มีความสมบูรณ์พอที่จะนำมาตรวจชำระ ที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ๒ ฉบับ คือ ฉบับทองน้อย, และฉบับทองทึบ ฉบับเทพชุมนุมของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ๑ ฉบับ และ ฉบับวัดสังข์กระจายวรวิหารอีก ๑ ฉบับ รวมเป็น ๕ ฉบับ เนื้อหา ของวิทยานิพนธ์แบ่งออกเป็น ๕ บท คือ : บทที่ ๑ เป็นบทนำ กล่าวถึงความเป็นมาของปัญหา บทที่ ๒ ว่าด้วยประวัติผู้แต่ง สมัยที่แต่ง เนื้อหา วิธีการเขียนไวยากรณ์ วิธีจารลงในใบลาน ต้นฉบับคัมภีร์ในการตรวจชำระ วิธีการและหลักเกณฑ์ในการตรวจชำระ วิวัฒนาการความเป็นมาของการคัดลอก และการจารต้นฉบับ ข้อผิดพลาดที่พบในการจาร บทที่ ๓ ว่าด้วยคัมภีร์โยชนามูลกัจจายนะที่ตรวจชำระแล้วพร้อมทั้งข้อความที่ผิดพลาด บทที่ ๔ ว่าด้วยคัมภีร์โยชนามูลกัจจายนะแปล บทที่ ๕ ว่าด้วยบทสรุปและข้อเสนอแนะ ผลของการวิจัยพบว่า : ผลของการวิจัยพบว่า พระญาณกิตติเถระ ได้นำเอาสูตรในคัมภีร์มูลกัจจายนะมาอธิบาย แต่ส่วนมากไม่มีการอธิบายสูตรและวุตติ เป็นการแสดงวิธีการสำเร็จรูปของบท คล้ายกับคัมภีร์ปทรูปสิทธิ บางสูตรยังไม่ถึงลำดับสูตรผู้รจนาก็นำมาเรียกใช้เพื่อความสำเร็จรูปของบท บางสูตรท่านผู้รจนาอาจเห็นว่าง่าย จึงไม่ได้อธิบาย เพียงแต่ยกอุทาหรณ์ขึ้นอ้างเท่านั้น และท่านยังได้รวบรวมรูปคำจากคัมภีร์ต่าง ๆ มาประกอบคำอธิบาย เช่น คัมภีร์สัททนีติ คัมภีร์ปทรูปสิทธิ คัมภีร์โมคคัลลานไวยากรณ์ คัมภีร์นยาสะ เป็นต้น ทำให้เข้าใจง่าย และได้เป็นอุปกรณ์ในการศึกษาคัมภีร์มูลกัจจายนะ สำหรับกุลบุตรผู้มีความสนใจ
3
กัจจายนสุตตนิเทส กัณฑ์ที่ 1-2 (สนธิและนาม) : การตรวจชำระและศึกษา
กจฺจายนสุตฺตนิทฺเทโส (สนฺธิกณฺโฑ-นามกณฺโฑ) : โสธนวีมํสา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พระมหาธิติพงศ์ อุตฺตมปญฺโญ (เข็มสันเทียะ)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปริวรรตและตรวจชำระคัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส กัณฑ์ที่1-2 (สนธิ-นาม) เพื่อศึกษาในด้านเนื้อหา วิธีการนำเสนอสาระทางไวยากรณ์ ตลอดถึงวิธีจารลงในใบลาน เป็นคัมภีร์อธิบายสูตรของคัมภีร์กัจจายนะ อนึ่ง คัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทสนี้ แต่งขึ้นที่ประเทศพม่า โดยพระสัทธัมมโชติปาละเถระ ประมาณศตวรรษที่ 20 ในการตรวจชำระได้ใช้ต้นฉบับเทพชุมนุม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งจารขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งจารได้สมบูรณ์พอที่จะนำมาตรวจชำระ ที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ 4 ฉบับ คือชาดทึบ-ล่องชาด ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา,ฉบับล่องชาด ไม้ประกับทาชาด และฉบับล่องชาด ไม้ประกับลายกำมะลอ พร้อมกันนั้น ก็ได้นำแบบอักษรพม่าและอักษรสีหลมาตรวจสอบเทียบเคียง อีก 2 ฉบับ รวมเป็น 7 ฉบับ ในด้านเนื้อหาคัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส (สนธิ-นาม) แบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 บท บทที่ 1 ว่าด้วยกการนำ พรรณนาถึงความเป็นมา ความสำคัญของปัญหา วิธีดำเนินการวิจัย และการตรวจชำระคัมภีร์ บทที่ 2 ว่าด้วยการศึกษาวิเคราะห์กัจจายนสุตตนิเทส (สนธิและนาม) ในด้านต่าง ๆ คือความหมาย ประวัติผู้แต่ง สมัยที่แต่ง รวมทั้งเนื้อหาของคัมภีร์กัจจายนนุตตนิเทส เฉพาะ สนธิและนาม ต้นฉบับตัวเขียนที่ใช้ในการวิจัยตรวจสอบชำระ วิวัฒนาการความเป็นมาของการจารและคัดลอก ข้อผิดพลาดในการจารแต่ละฉบับ บทที่ 3 ว่าด้วยกัจจายนสุตตนิเทส (สนธิและนาม) ที่ปริวรรตชำระตรวจสอบแล้ว บทที่ 4 ว่าด้วยกัจจายนสุตตนิเทส (สนธิและนาม) แปลเป็นภาษาไทย บทที่ 5 ว่าด้วยบทสรุปและข้อเสนอแนะ ผลของการวิจัยพบว่า คัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส กัณฑ์ที่ 1-2 (สนธิและนาม) แบบจารสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด และมีการจารคัดลอกต่อ ๆ กันมาหลายฉบับ ลักษณะการนำเสนอเนื้อหาในคัมภีร์กัจจายนสุตตนิสเทส (สนธิ-นาม) ได้วิวัฒนาการมาจากกลุ่มคัมภีร์สัททาวิเสสอื่น ๆ คือ คัมภีร์นยาสะ คัมภีร์ปทรูปสิทธิ คัมภีร์สิททนีติ คัมภีร์อัตถพยาขยานเป็นต้น โดยการนำเนื้อหามาจากคัมภีร์ต่าง ๆ เหล่านั้นมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ มีมาตราฐานอยู่ในระดับเดียวกันในทุกสูตร เนื้อหาบางส่วน พระสัทธัมมโชติปาลเถระรจนาขึ้นเอง โดยเน้นการอธิบายคำในสูตรกัจจายนะ บอกหน้าที่ของคำแต่ละคำในแต่ละสูตร เป็นลักษณะพิเศษของคัมภีร์นี้ และยังเน้นเรื่องการตัดบท การจำแนกประเภทของสูตร อรรถของจศัพท์ ตุศัพท์ วาศัพท์เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เน้นการเขียนวุตติ (แปลสูตร) เท่าที่ปรากฎในสนธิและนามมีเพียง 2 แห่งเท่านั้น ส่วนการยกอุทาหรณ์นั้น ท่านมักจะยกอุทาหรณ์ที่ไม่ใช้วิธีของสูตรนั้น ๆ มาแสดงไว้
4
A HISTORICAL STUDY OF BUDDHISM IN THE LAO PEOPLE'S DEMOCRATIC REPUBLIC FROM 1975 TO 2004 (C.E.)
A HISTORICAL STUDY OF BUDDHISM IN THE LAO PEOPLE'S DEMOCRATIC REPUBLIC FROM 1975 TO 2004 (C.E.)
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : VEN. KHAMYAD RASDAVONG
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
5
การประเมินผลการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
THE ASSESSMENT OF BUDDHIST SUBJECTS TEACHING IN BASIC EDUCATIONAL INSTITUTIONS OF BANGKOK EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : พระนิพนธ์ เทวธมฺโม (แก้วแหวน)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินผลการสอนวิชาพระพุทธศาสนาของครูผู้สอน และศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่แตกต่างกันในเรื่องเพศ และชั้นปี กับระดับความคิดเห็นต่อการสอนวิชาพระพุทธศาสนา โดยได้ทำการศึกษาประชากร 2 กลุ่ม คือ ครูผู้สอนวิชา พระพุทธศาสนา จำนวน 30 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 โดยได้สุ่มมาจำนวน 687 คน เครื่องมือวิจัยที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมี 2 ประเภท ที่ใช้สอบถามครูผู้สอน และนักเรียน แล้วนำแบบสอบถามมาวิเคราะห์และประมวลด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณค่าสถิติต่าง ๆ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-Test ผลการวิจัยพบว่า ครูผู้สอนมีความคิดเห็น ด้านวัตถุประสงค์ของหลักสูตร อยู่ในระดับสูง เช่น การสอนโดยคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ เลือกกิจกรรมโดยใช้เกณฑ์ความสนใจของนักเรียน มีการวางแผนและเตรียมการสอนตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งเลือกวิธีการสอนและกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยของนักเรียนตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และปรับวัตถุประสงค์ที่เป็นนามธรรมให้เป็นเชิงพฤติกรรม ส่วนการประเมินผลด้านปัจจัยนำเข้านั้น พบว่าอยู่ในระดับสูง เช่น นักเรียนชอบทำกิจกรรมมากกว่าฟังบรรยาย ครูผู้สอนมีความสนใจและเจตคติที่ดีต่อวิชาพระพุทธศาสนารวมทั้งครูแนะนำให้นักเรียนค้นคว้าเพิ่มเติม สำหรับการประเมินผลด้านกระบวนการสอนพบว่า มีความคิดเห้นอยู่ในระดับสูง เช่น มีการยกย่องนักเรียนที่ตั้งใจและสนใจวิชาพระพุทธศาสนา ตรูสอนตามขั้นตอนอย่างเป้นระบบ เช่น จากง่ายไปหายาก และมีการจัดกิจกรรมวันสำคัญทาง พระพุทธศาสนา รวมทั้งก่อนการสอนมีการกล่าวนำเข้าสู่บทเรียนทุกครั้ง เป็นต้น สำหรับการประเมินผลด้านผลผลิตจากการสอนนั้นพบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับสูง เช่น นักเรียนมีการพัฒนาจิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อน โรงเรียน และครอบครัว นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพระพุทะศาสนานักเรียนมีสุขภาพจิตที่ดีและควบคุมอารมณ์ได้ รวมทั้งนักเรียนนำความรู้ไปประยุกตืใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น นอกจากนั้นครูผู้สอนได้มีข้อเสนอแนะที่จะให้ครูผู้สอนวิชานี้บังเกิดผลดีที่สุดแก่นักเรียน คือ ครูควรสอนโดยเน้นฝึกปฏิบัติหรือลงมือกระทำร่วมกันอย่างแท้จริง เช่น การอาราธนาศีล 5 วิธีการกราบ การไหว้ การประเคนของที่ถูกต้อง และจัดพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น เวียนเทียน ตักบาตร หรือวันสงกรานต์ เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนเห็นคุณค่าและภาคภูมิใจในวัฒนธรรม และศาสนาของตนเอง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ได้ประเมินผลการสินวิชาพระพุทธศาสนา ด้านวัตถุประสงค์ของหลักสูตร นักเรียนมีความคิดเห็นในระดับสูง เช่น ครูมีการกล่าวนำเข้าสู่บทเรียน ครูเตรียมการสอนตรงตามจุดมุ่งหมาย และครูมีการบอกจุดมุ่งหมายแก่นักเรียน รวมทั้งครูสอนเน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ เป็นต้น การประเมินผลด้านปัจจัยนำเข้าพบว่ามีความคิดเห็นอยู่ในระดับสูง เช่น ครูมีความสนใจและตั้งใจสอน นักเรียนชอบทำกิจกรรมมากว่าฟังบรรยาย และครูมีการถามนักเรียนขณะที่สอนอยู่เสมอ เป็นต้น การประเมินผลด้านกระบวนารสอนพบว่า อยู่ในระดับสูง เช่น นักเรียนแสดงความเคารพครูผู้สอนเป็นอย่างดี ครูที่สอนวิชาพระพุทธศาสนามีความกระตือรือร้นที่จะสอน และมีการสอนตามลำดับขั้นตอน เช่นจากง่ายไปหายกา เป็นต้น การประเมินผลด้านผลผลิตพบว่า อยู่ในระดับสูง เช่น นักเรียนตั้องใจตอบแทนพระคุณของพ่อ-แม่ ครู และโรงเรียน นักเรียนสามารถนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นต้น ผลการทดสอบสมมติฐาน ระหว่างเพศ กับความคิดเห็นพบว่า มีความแตกต่างกันเช่น กิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูเตรียมมาสอนเรียนกันอย่างมีความสุข ครูมีการใช้สื่อการสอนที่น่าสนใจ ครูที่สอนมีเทคนิค ลีลาการสอนที่เร้าใจ และนักเรียนช่วยครูผลิตสื่อการสอนรวมทั้งครูมีการทดสอบก่อนสอน และนักเรียนยินดีช่วยงานทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างกัน ได้แก่ครูมีการกล่าวนำเข้าสุ่บทเรียน สื่อต่าง ๆ ที่เตรียมมาสอนมีความทันสมัย ครูมีการถามนักเรียนขณะที่สอนอยู่เสมอ รวมทั้งครูที่สอนมีบุคลิกที่น่าเลื่อมใส ครูผู้สอนใจดีทกุคน และนักเรียนสามารถนำความรู้ไปสอบปลายภาคได้ ส่วนในข้ออื่น ๆ ไม่มีความแตกต่างกัน
6
การศึกษารูปแบบและกระบวนการแก้ปัญหาในพระพุทธศาสนาเถรวาท:/ ศึกษาเฉพาะกรณีอธิกรณสมถะ 7 และกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคมในพระราชบัญญัติคณะสงค์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535
Study of the Pattern and Process of Theravada Buddhist Solution:--A Case study of thesettlement of legal process (Adhikaranasamatha) and the law of suppression (Niggahakama) of the Sangha supreame council under the scope of Sangha act 1962, (vol.II) editi
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : อธิเทพ ผาทา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์นี้ประสงค์ที่จะศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหา โดยอธิกรณสมถวิธีในสมัยพุทธกาลกับกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคม ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ในเชิงการเปรียบเทียบเพื่อที่จะหาข้อสรุปเกี่ยวกับรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ทั้งในสมัยพุทธกาลและในสมัยปัจจุบันว่า มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และจะได้นำเอาผลการศึกษานั้นไปปรับประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมสงฆ์และพระพุทธศาสนาในประเทศไทยได้อย่างไร จากการศึกษาวิจัยมาทั้งหมด ผู้วิจัยได้พบข้อสรุปอันเป็นประโยชน์เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาโดยอธิกรณสมถวิธี ในสมัยพุทธกาล และแนวคิดเรื่องรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาโดยกฎนิคหกรรม ในพระราชบัญัติคณะสงฆ์ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535ดังนี้ 1.อธิกรณสมถวิธี เป็นรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาพระธรรมวินัยใน 2 เรื่องคือ เรื่องที่มีโทษและไม่มีโทษ เช่น ทั้งในด้านพิธีกรรมและการก่อความวุ่นวายภายในสังคมสงฆ์ ได้แก่ ปัญหา 4 หมวด คือวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ ส่วนกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคม เป็นรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาพระธรรมวินัยที่มีวัตถุประสงค์ในการเข้าไประงับหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่องที่มีโทษใน 2 หมวดคือ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์เท่านั้น 2. อธิกรณสมถวิธีเป็นรูปแบบและขบวนการแก้ไขปัญหาของพระธรรมวินัย ส่วนกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคม เป็นรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาตามกระบวนการพิจารณาคดีของรัฐ ซึ่งเป็นวิธีการทางกฤหมายไม่ใช่วิธีการตามแนวทางของพระธรรมวินัยเช่นกัน 3.อธิกรณสมถวิธี เป็นรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหา ทีทถือเอาพระวินัยเป็นกรอบในการดำเนินการสูงสุด ส่วนกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคมเป็นรูปแบบการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ ที่ยึดรูปแบบตามกระบวนการยุติธรรมของรัฐภายใต้กฎหมายคณะสงฆ์คือพระราชบัญญัติคณะสงค์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 4. อธิกรสมถวิธี เป็นรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหา ที่มีผู้ดำเนินการคือสงฆ์ โดยมีพระวินัยธรเป็นประธาน ใช้อำนาจผ่านทางสังฆกรรมตามพระธรรมวินัย ส่วนกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคม เป็นรูปแบบการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ที่มีผู้ดำเนินการคือ ภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ ตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาสถึงมหาเถรสมาคม โดยแบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับพระผู้พิจารณา และระดับคณะผู้พิจารณาซึ่งในระดับนี้ได้แบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับผู้พิจารณา และระดับคณะผู้พิจารณาซึ่งในระดับนี้ได้แบ่งการพิจารณาออกเป็น 3 ชั้นคือ (1) การพิจารณาชั้นต้น (2) การพิจารณาชั้นอุทธรณ์ (3) การพิจารณาชั้นฎีกา 5. อุปสรรคและปัญหาของอธิกรณสมถวิธีคือ (1) สงฆ์ผู้ดำเนินการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยเนื่องจากความไม่รู้ (2) สังฆมณฑลไม่มีความเป็นเอกภาพเนื่องจากไม่เคารพในมติสงฆ์ (3) ผู้ละเมิดพระธรรมวินัยวินัยไม่มีความระอาย โง่เขลาและฝืนมติไม่เคารพการตัดสินของพระธรรมวินัยธรและสงฆ์ (4) สังฆมลฑลขาดผู้นำที่เข้มแข็ง ส่วนอุปสรรคและปัญหาของกฎนิคหกรรมคือ (1)บุคคลผู้มีหน้าที่เป็นทั้งผู้พิจารณาและคณะพิจารณาไม่มีความรู้ทางกฎหมายและพระธรรมวินัยเพียงพอทำให้การดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎนิคหกรรม (2) ปัญหาควมใกล้ชิดระหว่างพระผู้พิจารณา คณะผู้พิจารณากับภิกษุผู้ตกเป็นจำเลย (3) ปัญหาการแทรกแซงโดยอำนาจรัฐเป็นต้น 6.ในอนาคต ควรมีการประยุกต์รูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัยและเหมาะสมกับยุคสมัย ด้วยการจัดการศึกษาเพื่อให้คณะสงฆ์ทุกระดับมีความรู้เกี่ยวกับหลักพระธรรมวินัยและกฏหมายโดยเฉพาะวิธีการดำเนินการตามกระบวนการของพระราชบัญญัติและกฎนิคหกรรมรวมถึงกฎของมหาเถรสมาคมอื่น ๆ โดยการรวมมือของสถาบันศึกษาและหนวยงานด้านการปกครองคณะสงฆ์และรัฐบาลเพื่อให้คณะสงฆ์สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
7
ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ต่อ พระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย
The Study Impact of the Costitution of the Kingdom of Thailand B.E.2540 on Theravada Buddhism
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ศรัทธา เสมามิ่ง
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
การสำรวจความคิดเห็นของพระนิสิต เจ้าหน้าที่และอาจารย์วิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัดพิษณุโลก มีจุดมุ่งหมายสำคัญ 3 ประการ คือประการแรก เพื่อศึกษาผลกระทบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 9, 38 และ 73 ที่มีต่อพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย ประการที่สอง เพื่อทราบความคิดเห็นของประชากรเกียวกับผลกระทบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่มีต่อพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย ประการที่สาม เพื่อนำผลจากการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือพระนิสิตชั้นปีที่ 1,2,3 และ 4 จำนวน 156 รูป/คน เจ้าหน้าที่ จำนวน 21 รูป/คน และอาจารย์ 7 รูป/คน รวม 185 รูป/คน ตัวแปรอิสระ ได้แก่ เพศระดับการศึกษา อายุ สถานภาพ อาชีพ และภูมิลำเนา ส่วนตัวแปรตาม ได้แก่ ความคิดเห็นของผูตอบแบบสอบถามที่มีต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 9,38 และ73 ที่มีต่อพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย ผลการวิจัยที่สำคัญ พบว่า แนวคิดด้านผลกระทบต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 9 ที่มีพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย จากการสำรวจแล้วไม่มีผลกระทบใด ๆ จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ความคิดเห็นของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก นับว่ามีความเหมาะสมแล้ว เพราะเป็นขนบธรรมเนียมและพระราชประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านาน ผลการวิจัยตามมาตรา 38 ได้ให้เสรีภาพในการนับถือ นิกายของศาสนา หรือ ลัทธิทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือ ปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของตน ที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองที่ดี และความสงบ เรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จากผลความคิดเห็นของพุทธศาสนิกชนผู้ตอบแบบสอบถาม เห็นชอบด้วยในรัฐธรรมนูญมาตรา 38 เพราะพระพุทธศาสนามีหลักพุทธธรรมที่ส่งเสริม ให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ประชาชนจึงมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงได้รับความคุ้มครอง มิให้รัฐกระทำการใด ๆ อันเป็นการริดรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมิใครได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนานิกายศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนาหรือปฏิบัติศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรม ตามความเชื่อถือแตกต่างจากบุคคลอื่น จึงสรุปได้ว่า พุทธศาสนิกชนมีวิธีการดำเนินชีวิตตามหลักพุทธธรรม ไม่เบียดเบียนกัน อยู่ร่วมกันด้วยความรักและความสามัคคี ถึงแม้ว่าจะนับถือศาสนาต่างกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุสขได้ตามหลักศาสนธรรมของแต่ละศาสนาของตนนับถือ กรณีความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 73 ที่รัฐต้องให้การอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาและส่งเสริมสมานฉันท์ระหว่างศาสนานั้น ผู้ตอบแบบสอบถามก็เห็นด้วยอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญดังกล่าว แต่ก็ได้เสนอว่า รัฐต้องให้การอุปถัมภ์ตามอัตราส่วนของผู้นับถือของแต่ละศาสนาและให้การคุ้มครองทุก ๆ ศาสนา ถึงแมว่าการวิจัยในครั้งนี้จะไม่มี ผลกระทบต่อพุทธศาสนิกชนก็ตาม แต่โดยนัยของความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาโดยการน้อมนำพุทธธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน ก็ยังมีอัตราส่วนที่น้อย สังเกตได้จากข้อมูลแห่งชาติของผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนายังมีน้อย และแนวโน้มในอนาคตประชากรที่นับถือพุทธศาสนาจะมีเฉพาะตามสำมะโนประชากร แต่จำนวนของประชากรที่จะบรรพชา เป็นศาสนทายาทนั้นจะมีอัตราส่วนลดน้อยลง ข้อเสนอแนะของผู้ตอบแบบสอบถามในการวิจัยครั้งนี้ คือ รัฐควรให้งบประมาณสนับสนุน ด้านการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติกิจทางศาสนา ด้านรณรงค์กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ด้านการส่งเสริมการศึกษาทางศาสนาสำหรับพระภิกษุสามเณร และศาสนิกชน นอกจากนี้ต้องการให้รัฐ ให้การคุ้มครองทุกศาสนิกของทุกศาสนาเท่าเทียมกันส่งสริมให้ทุนด้านการศึกษาต่อ ทั้งในและต่างประเทศแก่พระภิกษุสามเณรอย่างจริงจัง รัฐควรส่งเสริมให้ผู้มีความรู้ทางศาสนาเข้าไปมีบทบาทในสังคมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น เป็นครูศาสนาในกองทัพ เรียกว่า "อนุศาสนาจารย์" เป็นต้น
8
ศึกษาความรู้ ทัศนคติ และความคาดหวังในการจัดกิจกรรมค่ายคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานครเขต 3
Study of knoeledge attitude and expectation from activities in a moral camp of the higher secondary school students in Bankok educational service area 3
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : พระมหาสมบูรณ์ ธิติเมธี (พันเครือ)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้หลักคุณธรรมจริยธรรม และทัศนคติของนักเรียนผู้เข้าค่ายอบรมคุณธรรม วิธีการจัดกิจกรรมค่ายคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน และเพื่อศึกษาความคาดหวังที่ได้จากการจัดกิจกรรมเข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรม เพื่อพัฒนาจริยธรรมแก่นักเรียน นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 3 จำนวน 250 คน ได้เข้าค่ายอบรมคุณธรรม ระยะเวลา 2 คืน 3 วัน เพื่อศึกษาหลักคุณธรรมจริยธรรมขั้นพื้นฐานให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และมีทัศนคติที่ดี เช่น สติสัมปชัญญะ ความกตัญญูกตเวที ขันติความอดทน ไตรสิกขา กฏแห่งกรรม เจริญจิตภาวนา อบายมุข เญจศีล เบญจธรรม ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 5 ดี และฝึกมารยาทไทย เป็นต้น โดยนักเรียนสามารถนำคุณธรรมจริยธรรมที่ตนได้ศึกษาแล้วไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ซึ่งได้นำแบบสอบถามสำรวจความคิดเห็นมีผลสรุปได้ดังนี้ 1. นักเรียนที่เข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรมมีความรู้ในความหมายหลักคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง 2. นักเรียนที่เข้าค่ายอบรมคุรธรรมจริยธรรมมีความเข้าใจในความหมายหลักคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง 3. นักเรียนที่เข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรมมีทัศนคติในการปฏิบัติตนตามหลักคุรธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง 4. นักเรียนที่เข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรมมีความเห็นว่า การจัดกิจกรรมเข้าค่ายอบรมหลักคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เช่น เรื่องหลักสูตรการเข้าค่ายอบรม คุณธรรมจริยธรรมขั้นพื้นฐาน กิจกรรมระยะเวลา สถานที่ เป็นต้น 5. นักเรียนที่เข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น ส่วนใหญ่มีความเหมาะสม เช่น การทำบุญใส่บาตร การช่วยเหลือเพื่อน การไม่เสพยาเสพติด การไม่หนีโรงเรียน เป็นต้น 6. ความคาดหวังต่อพฤติกรรมของนักเรียนหลังจากการเข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้ว มี 3 ด้าน คือ 1. ความคาดหวังต่อตนเอง ได้แก่ นักเรียนสามารถปฏิบัติตนให้เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ เป็นศาสนิกชนที่ดีของพระพุทธศาสนา เป็นคนดีมีคุณธรรมดำเนินชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข 2. ความคาดหวังต่อผู้อื่นมีบิดามารดา เพื่อเป็นต้น ได้แก่ นักเรียนสามารถปฏิบัติตนให้เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นเพื่อที่ดีของเพื่อนได้ และ 3. ความคาดหวังต่อสถาบันโรงเรียน ได้แก่ นักเรียนมีความตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ขยัน อดทน กตัญญูต่อสถาบันโรงเรียน และสามารถปฏิบัติตนเป็นศิษย์ที่ดีของอาจารย์ได้ ส่วนนักเรียนคนใดที่ยังมีปัญหาด้านพฤติกรรม ก็ควรนำสู่ค่ายอบรมคุณธรรมอีกครั้ง เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดขึ้นแก่นักเรียน โดยสามารถประพฤติตนให้เป็นผู้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคมไทยได้ต่อไป
9
ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ใน การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : พระครูสมุห์อนุกูล อนุวฑฺฒโน (ปานประดิษฐ์)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการนำหลัก พรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา (2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ของประชาชน ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน (3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ดำเนินการวิจัยโดยวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา จำนวน 377 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง โดยมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .942 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าซี (Z- test) One - Way ANOVA หรือ (F- test) และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชน มีความคิดเห็นต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงาน ด้านเมตตา (ความรักและความหวังดี) ด้านมุทิตา (ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี) ด้านกรุณา (ความสงสาร) และ ด้านอุเบกขา (ความวางเฉยมีใจเป็นกลาง) อยู่ในระดับมากทุกด้าน จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน โดยรวม อยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ใน การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา พบว่า ประชาชนที่มี เพศต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ใน การบริหารงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ที่มีอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการนำ หลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ประชาชนที่มีอายุและรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงาน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะแนวทางส่งเสริมการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นว่า ควรแสดงความยินดีและเชิดชูเกียรติแก่ประชาชนที่กระทำความดีให้แก่ชุมชนควรช่วยปลอบโยนเมื่อเพื่อนร่วมงานกระทำผิดพลาดควรใช้กิริยาวาจา สุภาพไม่เลือกปฏิบัติ ควรมีความเป็นกลาง ให้เกียรติ รักและหวังดีกับประชาชนเหมือนญาติตนเอง ควรเข้าไปดูแลเอาใจใส่เกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน
10
การประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร
Application of the Brahmavihara 4 by the Educational Administrators to the Academic Affairs Administration in Private University Institutions, Bangkok
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : นางสาวบุปผา พิกุลแก้ว
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการบริหารงานวิชาการ ของผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร กลุ่มประชากรที่ศึกษา ได้แก่ ผู้บริหาร โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test ค่า F-test และวิเคราะห์ส่วนประกอบสำคัญ (PC.) ผลการวิจัย พบว่า การประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผล ด้านการส่งเสริมวิชาการ และด้านการวางแผนงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับมาก เพศชายกับเพศหญิง และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นโดยรวมทุกด้านไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ผู้ที่มีอายุต่างกัน ระดับการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญ พบว่า ผู้บริหารมีการประยุกต์ใช้หลักกรุณาโดยส่วนใหญ่ รองลงมาคือ เมตตา อุเบกขา มุทิตา โดยเฉพาะใช้หลักกรุณากับงานการวัดผลและประเมินผล ใช้หลักเมตตากับการวางแผนวิชาการ ใช้หลักมุทิตากับงานส่งเสริมวิชาการ และใช้หลักอุเบกขากับงานหลักสูตรและการเรียนการสอน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1125.pdf ( 1.13 MB)
11
การบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
Temple Administration with Application of Brahmavihara IV as Opinion by Sangha in Thonburi District, Bangkok
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : พระณัฐพล ฐิติธมฺโม (ปราบพินาศ)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
จากการวิจัยเรื่อง การบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานครวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานครและศึกษาเปรียบเทียบการบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคลดำเนินการวิจัยโดยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพระสงฆ์ในเขตธนบุรีทั้งหมดจำนวน 270 รูป ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อบรรยายข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคลหรือตัวแปรต้น การทดสอบค่าเอฟ โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F-test/One-way ANOVA) ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไปและกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.25 และเมื่อจำแนกเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยตามค่าเฉลี่ย คือ ด้านการศาสนศึกษา ด้านสาธารณสงเคราะห์ ด้านสาธารณูปการ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านการศึกษาสงเคราะห์และด้านการปกครอง การเปรียบเทียบ พบว่า การบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล มีความคิดเห็นแตกต่างกันตามพรรษาและวุฒิการศึกษาบาลี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนพระสงฆ์ในวัดเขตธนบุรีที่มีอายุ วุฒิการศึกษา วุฒิการศึกษานักธรรมต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานวัดตามหลักพรหมวิหาร 4 ของพระสงฆ์ในวัดเขตธนบุรีไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1129.pdf ( 0.83 MB)
12
การศึกษาวัฒนธรรมองค์การตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของนักเรียนนายร้อยตำรวจ
A Study of Organizational Culture in Accordance with Gharavasadhamma IV of Royal Police Cadet Academy?s Students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : นางสาวสุทธิรัก ศรีจันทร์เพ็ญ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบวัฒนธรรมองค์การของนักเรียนนายร้อยตำรวจ 2) เพื่อเปรียบเทียบทัศนคติของนักเรียนนายร้อยตำรวจที่มีต่อวัฒนธรรมองค์การตามหลักฆราวาสธรรม 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบวัฒนธรรมองค์การกับวัฒนธรรมองค์การตามหลักฆราวาสธรรม 4 ทำการศึกษาแบบเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ จำนวน 400 คน โดยได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามวัฒนธรรมองค์การของนักเรียนนายร้อยตำรวจตามหลักฆราวาสธรรม 4 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อบรรยายข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคลหรือตัวแปรต้น การทดสอบค่าที (t-test) ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยสองกลุ่ม การทดสอบค่าเอฟ (F-test/One-way ANOVA) ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไป และวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson?s Product Moment Correlation Coefficient) และกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . 05 ผลการศึกษาวิจัยพบว่า วัฒนธรรมองค์การของนักเรียนนายร้อยตำรวจ พบว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจมีวัฒนธรรมองค์การอยู่ในระดับมากทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ แบบสร้างสรรค์ แบบตั้งรับ ? เฉื่อยชาและแบบตั้งรับ ? ก้าวร้าว การเปรียบเทียบวัฒนธรรมองค์การตามหลักฆราวาสธรรม 4 โดยจำแนกตามชั้นปี ภูมิลำเนาและความรับผิดชอบพิเศษที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ วัฒนธรรมองค์การ 3 รูปแบบ คือ แบบสร้างสรรค์ แบบตั้งรับ ? เฉื่อยชาและแบบ ตั้งรับ ? ก้าวร้าว มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับวัฒนธรรมองค์การตามหลักฆราวาสธรรม 4 ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ตามลำดับคือ แบบสร้างสรรค์ แบบตั้งรับ - เฉื่อยชาและแบบตั้งรับ - ก้าวร้าว ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1148.pdf ( 0.87 MB)
13
ารศึกษาทัศนคติของเยาวชนที่มีต่ออทินนาทานในสังคมไทย : ศึกษาเฉพาะกรณี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนภูเรือวิทยา จังหวัดเลย
The Study of Youth's Attitude Towoards the Adinnadana in Thai Socieies : A Case Study of the Hight School Students of TH 4-6 TH At Bhuruavidyadaya, Loei Province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พระมหาบุญมี ยโสธโร (คำลุน)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เรื่อง "การศึกษาทัศนคติของเยาวชนที่มีต่ออทินนาทานในสังคมไทย : ศึกษาเฉพาะกรณี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนภูเรือวิทยา จังหวัดเลย" นั้นมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1. เพื่อศึกษาหลักธรรมเกี่ยวกับอทินนาทาน และอทินนาทานในสังคมไทย 2. เพื่อศึกษาทัศนคติที่มีต่ออทินนาทานของเยาวชน อันได้แก่การรับรู้เกี่ยวกับอทินนาทาน ความรู้สึกเกี่ยวกับอทินนาทาน และพฤติกรรมต่ออทินนาทานของเยาวชน รวมทั้งปัจจัยที่มีผลต่ออทินนาทานในเยาวชน 3. เพื่อศึกษาพุทธวิธีในการแก้ไขปัญหาเรื่องอทินนาทานในเยาวชน วิธีดำเนินการวิจัย ใช้ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาขัอมูลจากพระไตรปิฎกและตำราเอกสารอื่นๆ และการวิจัยเชิงปริมาณ จากกลุ่มประชากรที่เป็นนักเรียนโรงเรียนภูเรือวิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการ และแบบมาตราส่วนประมาณค่า แบบสอบถามที่ตอบสมบูรณ์มี 202 ฉบับ วิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS XI for Windows ใช้สถิติเชิงพรรณา (Descriptive Statistic) เพื่อบรรยายข้อมูลพื้นฐาน ด้วยค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาและวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. การศึกษาหลักธรรมเกี่ยวกับอทินนาทาน และอทินนาทานในสังคมไทย พบว่า อทินนาทาน คือการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ อ้นมีสาเหตุ 2 ประการ คือ โลภะ และความยากจน ซึ่งจะเป็นอทินนาทานตามหลักพุทธศาสนาต้องประกอบด้วยองค์ 5 คือ มีเจ้าของหวงแหน รู้ว่าเจ้าของหวงแหน มีจิตคิดจะลัก พยายามลักและ ลักมาด้วยความพยายามนั้น ส่วนอทินนาทานในสังคมไทยนั้นเริ่มจากการลักเล็กขโมยน้อย จนถึงการฉ้อราษฎร์บังหลวง 2. การศึกษาทัศนคติที่มีต่ออทินนาทานของเยาวชน ใน 3 ประเด็น คือการรับรู้เกี่ยวกับอทินนาทานความรู้สึกเกี่ยวกับอทินนาทานและพฤติกรรมต่ออทินนาทานของเยาวชนพบว่า 2.1 การรับรู้เกี่ยวกับอทินนาทานของเยาวชนอยู่ในระดับที่สูง (X = ร้อยละ 76.64) ส่วนใหญ่เคยได้รับการศึกษามาจากโรงเรียนถึงร้อยละ 99/ 2.2 ความรู้สึกเกี่ยวกับอทินนาทานของเยาวชน โดยภาพรวมมีความรู้สึกอยู่ในระดับมาก (X = 3.63, S.D = 1.02) นักเรียนมีทัศนคติในด้านความรู้สึกมากสุด ในข้อการขโมยถึงไม่มีคนเห็น แต่ตัวเองก็ทุกข์ใจ อยู่ในระดับมาก (X = 4.43, S.D = 0.84) และมีทัศนคติน้อยสุด ในข้อการขโมยโดยที่เจ้าของเขาไม่รู้เป็นเรื่องที่ท้าทาย น่าสนุก ในระดับน้อย (X = 1.93, S.D = 1.23) 2.3 พฤติกรรมต่ออทินนาทานของเยาวชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับต่ำ (X = ร้อยละ 24.16) จะเห็นได้ว่าเยาวชนแม้จะมีการรับรู้ ความเข้าใจ และมีจิตสำนึกเกี่ยวกับอทินนาทานในระดับที่สูง แต่กลับมีพฤติกรรมอยู่ในระดับต่ำ เพราะมีผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม 3. การศึกษาพุทธวิธีในการแก้ไขปัญหาเรื่องอทินนาทานในเยาวชน พบว่ามี 2 ประการ คือ 3.1 การแก้ไขปัญหาด้านภายนอก โดยใช้ศีล 5 เพื่อควบคุมกาย วาจาให้เรียบร้อยและให้มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแบ่งปันกันเพื่อความสุขในสังคม เป็นต้น 3.2 การแก้ไขปัญหาด้านภายใน ด้วยการใช้หลักธรรมเช่นศรัทธา หิริโอตตัปปะ ความเพียร เป็นต้น เพื่อเป็นเครื่องฝึกฝนอบรมจิตและปํญญาของเยาวชนให้ดำเนินไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม
14
โยชนามูลกัจจายนะ ปริเฉทที่ 5-6 (ตัทธิต-อาขยาต):การตรวจชำระและศึกษา
มูลกจฺจายนโยชนาย (ตทฺธิต-อาขฺยาต) ปญฺจม-ฉฎฺฐปริจฺเฉทา:โสธนวีมํสา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ะมหาไพโรจน์ ปญฺญาวชิโร (แก่นแก้ว), ปญฺญาวชิรภิกขุนา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจชำระ ศึกษาด้านเนื้อหา วิธีเขียนไวยากรณ์ และวิธีจารลงในใบลานโยชนามูลกัจจายนะ ปริเฉทที่ 5-6 (ดัทธิต-อาขยาต) เป็นคัมภีร์อธิบายความหมายของคำและความในคัมภีร์กัจจายนไวยากรณ์ ในทางพระพุทธศาสนา แต่งขึ้นที่เชียงใหม่ในสมัยล้านนา โดยพระญาณกิตติเถระ ประมาณต้นพุทธศตวรรตที่ 21 แต่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ายังอยู่ในหอสมุดแห่งใด ทราบแต่เพียงว่า ได้มีการคัดลอกจารลงในใบลานสืบต่อ ๆ กันมาหลายสมัยในการตรวจชำระได้ใช้ต้นฉบับรดน้ำดำโท ร.3 ในหอสมุดแห่งชาติ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งการจารยังคงอยู่ในรูปเดิม ที่จารได้สมบูรณ์กว่าทุกฉบับมาเป็นต้นฉบับ แล้วนำฉบับอื่นที่หาได้และมีความสมบูรณ์พอที่จะนำมาตรวจชำระ ที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ 3 ฉบับ คือ ฉบับทองน้อยฉบับล่องชาด และฉบับทองทึบ ฉบับเทพชุมนุมของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 1 ฉบับ และฉบับวัดสังข์กรจายวรวิหารอีก 1 ฉบับ รวมเป็น 6 ฉบับ เนื้อหา ของวิทยานิพนธ์แบ่งออกเป็น 5 บท คือ: บทที่ 1 เป็นบทนำ กล่าวถึงความเป็นมาของปัญหา บทที่ 2 ว่าด้วยเนื้อหา วิธีการเขียนไวยากรณ์ วิธีจารลงในใบลาน ต้นฉบับคัมภีร์ในการตรวจชำระ วิธีการและหลักเกณฑ์ในการชำระ วิวัฒนาการ ความเป็นมาของการคัดลอกและการจารต้นฉบับ ข้อผิดพลาดที่พบในการจาร บทที่ 3 ว่าด้วยคัมภีร์โยชนามูลกัจจายนะ ที่ตรวจชำระแล้ว พร้อมทั้งข้อความที่ผิดพลาด บทที่ 4 ว่าด้วยคัมภีร์โยชนามูลกัจจายนะแปล บทที่ 5 ว่าด้วยบทสรุปและข้อเสนอแนะ ผลของการวิจัยพบว่า โยชนามูลกัจจายนะ เป็นคัมภีร์สายกัจจายนไวยากรณ์ เน้นการสร้างรูปคำตามลำดับขั้นตอนของไวยากรณ์ สำนวนภาษาสั้น ๆ มียกสูตร (บทตั้ง) คำอธิบาย (วุตติ) และตัวอย่าง (อุทาหรณ์) ขึ้นอ้าง ที่ศึกษาแล้วทำให้เข้าใจง่าย นอกจากนี้ ยังได้มีการยกรูปคำจากคัมภีร์ต่าง ๆ เช่นคัมภีร์ปทรูปสิทธิ คัมภีร์สัททนีติ คัมภีร์โมคคัลลานไวยากรณ์ เป็นต้น นำมาประกอบให้ได้แนวคิดที่หลากหลายและกว้างขึ้น
15
กัจจายนสุตตนิเทส กัณฑ์ที่ 5-6 (ตัทธฺตและอาขยาต) : การตรวจชำระและศึกษา
กจฺจายนสุตฺตนิทฺเทโส (ตทฺธิตกณฺโฑ-อาขฺยาตกณฺโฑ):โสธนวีมํสา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พระมหาขนบ สหายปญฺโญ (เข้ทอง)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปริวรรต และตรวจชำระคัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส กัณฑ์ที่ 5-6 (ตัทธิตและอาขยาต) โดยศึกษาด้านเนื้อหา วิธีเขียนไวยากรณ์และวิธีจารลงในใบลาน คัมภีร์นี้ เป็นคัมภีร์อธิบายความหมายของคำและความในกัจจายนสุตตนิเทสซึ่งแต่งขึ้นที่เมืองพุกามประเทศพม่า โดยพระสัทธัมมโชติปาลเถระ ประมาณ พ.ศ.1990 ในการตรวจชำระ ได้ใช้ฉบับเทพชุมนุมของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม อักษร ส แผนกฉบับหลวง ร.3 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งจารได้สมบูรณ์พอที่จะนำมาตรวจชำระ ที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ จำนวน 4 ฉบับ คือฉบับชาดทึบ-ล่องชาด ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ฉบับล่องชาดไม้ประกับทาชาด ฉบับล่องชาด ไม้ประกับลายกำมะลอ ฉบับอักษรพม่าและอักษรพม่าและอักษรสิงหลอีก 2 ฉบับ รวมเป็น 6 ฉบับ วิทยานิพนธ์นี้ แบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 บท คือ บที่ 1 บทนำ กล่าวถึงความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา และวิธีการดำเนินการวิจัย บทที่ 2 ศึกษากัจจายนสุตตนิเทส คือต้นฉบับคัมภีร์ที่ใช้ในการตรวจชำระ วิธีการและหลักเกณฑ์การตรวจชำระ วิวัฒนาการความเป็นมาของการคัดลอกและการจารต้นฉบับ ข้อผิดพลาดที่พบในการจาร วิธีการเขียนคัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส ลักษณะของภาษา และคุณค่าของคัมภีร์กัจจายนสุตตนิสเทส (ตัทธิและอาขยาต) บทที่ 3 กัจจายนสุตตนิเทสที่ตรวจชำระแล้วพร้อมทั้งข้อผิดพลาด บทที่ 4 กัจจายนสุตตนิเทสแปล บทที่ 5 บทสรุปและข้อเสนอแนะ ผลของการวิจัยพบว่า คัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส ปริเฉทที่ 5-6 (ตัทธิตและอาขยาต) ฉบับจารในสมัยรัชกาลที่ 3 พบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นฉบับที่มีเนื้อหาที่สมมบูรณ์ที่สุด และมีการคัดลอกต่อ ๆ กันมา หลายฉบับ ลักษณะการนำเสนอเนื้อหาในคัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส (ตัทธิต-อาขยาต) ได้วิวัฒนาการมาจากกลุ่มสัททาวิเสสอื่น ๆ คือคัมภีร์นยาสะ ปทรูปสิทธิ สัททนีติ อัตถพยาขยาน เป็นต้น โดยการนำเนื้อหามาจากคัมภีร์ต่าง ๆ เหล่านั้นมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ มีมาตราฐานอยู่ในระดับเดียวกันทุกสูตร เนื้อหาบางส่วน พระสัทธัมมโชติปาลเถระรจนาขึ้นเอง โดยเน้นการอธิบายคำในสูตรกัจจายนะบอกหน้าที่ของคำแต่ละคำในสูตร เป็นลักษณะพิเศษของคัมภีร์นี้ และยังเน้นเรื่องการตัดบทการจำแนกประเภทของสูตร อรรถของ จ ศัพท์ และ วา ศัพท์เป็นต้น แต่ไม่ได้เน้น การเขียนวุฒิ (แปลสูตร) ส่วนการยกอุทาหรณ์นั้นท่านมักจะยกอุทาหรณ์ที่ไม่ใช่วิธีของสูตรนั้น ๆ มาแสดงไว้ ดังนั้น จุดเด่นของกัจจายนสุตตนิเทส จึงอยู่ที่วิธีการนำเสนอเนื้อหาอันแสดงออกถึงการอธิบาย และจัดลำดับการสร้างรูปคำทางไวยากรณ์บาลี ซึ่งเมื่อศึกษาแล้วทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

Search within results