Search Result 734 Found

  • Filters
 
1
โยชนามูลกัจจายนะ ปริเฉทที่ 1-2 (สนธิ-นาม) : การตรวจชำระและศึกษา
มูกจฺจายนโยชนาย (สนฺธิ-นาม) ปฐม-ทุติยปริจฺเฉททา: โสธนวีมํสา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พระมหาพร้อมเพรียง ภูริญาโณ (เสาร์สูงเนิน)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจชำระ ศึกษาด้านเนื้อหา วิธีเขียนไวยากรณ์ และวิธีจารลงในใบลานโยชนามูลกัจจายนะ ปริเฉทที่ ๑ ? ๒ (สนธิ ? นาม) เป็นคัมภีร์อธิบาย ความหมายของคำและความในคัมภีร์กัจจายนไวยากรณ์ ในทางพระพุทธศาสนา แต่งขึ้นที่เชียงใหม่ ในสมัยล้านนา โดยพระญาณกิตติเถระ ประมาณต้นพุทธศตวรรตที่ ๒๑ แต่ไม่ทราบว่าต้นฉบับตัวเขียนเดิมยังมีอยู่ในหอสมุดใด ทราบแต่เพียงว่า ได้มีการคัดลอกจารลงในใบลานสืบต่อ ๆ กันมาหลายสมัย ในการตรวจชำระได้ใช้ต้นฉบับได้นำฉบับรดน้ำดำโท ร. ๓ ในหอสมุดแห่งชาติ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งจารได้สมบูรณ์กว่าทุกฉบับมาเป็นต้นฉบับ แล้วนำฉบับอื่นที่หาได้และ มีความสมบูรณ์พอที่จะนำมาตรวจชำระ ที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ๒ ฉบับ คือ ฉบับทองน้อย, และฉบับทองทึบ ฉบับเทพชุมนุมของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ๑ ฉบับ และ ฉบับวัดสังข์กระจายวรวิหารอีก ๑ ฉบับ รวมเป็น ๕ ฉบับ เนื้อหา ของวิทยานิพนธ์แบ่งออกเป็น ๕ บท คือ : บทที่ ๑ เป็นบทนำ กล่าวถึงความเป็นมาของปัญหา บทที่ ๒ ว่าด้วยประวัติผู้แต่ง สมัยที่แต่ง เนื้อหา วิธีการเขียนไวยากรณ์ วิธีจารลงในใบลาน ต้นฉบับคัมภีร์ในการตรวจชำระ วิธีการและหลักเกณฑ์ในการตรวจชำระ วิวัฒนาการความเป็นมาของการคัดลอก และการจารต้นฉบับ ข้อผิดพลาดที่พบในการจาร บทที่ ๓ ว่าด้วยคัมภีร์โยชนามูลกัจจายนะที่ตรวจชำระแล้วพร้อมทั้งข้อความที่ผิดพลาด บทที่ ๔ ว่าด้วยคัมภีร์โยชนามูลกัจจายนะแปล บทที่ ๕ ว่าด้วยบทสรุปและข้อเสนอแนะ ผลของการวิจัยพบว่า : ผลของการวิจัยพบว่า พระญาณกิตติเถระ ได้นำเอาสูตรในคัมภีร์มูลกัจจายนะมาอธิบาย แต่ส่วนมากไม่มีการอธิบายสูตรและวุตติ เป็นการแสดงวิธีการสำเร็จรูปของบท คล้ายกับคัมภีร์ปทรูปสิทธิ บางสูตรยังไม่ถึงลำดับสูตรผู้รจนาก็นำมาเรียกใช้เพื่อความสำเร็จรูปของบท บางสูตรท่านผู้รจนาอาจเห็นว่าง่าย จึงไม่ได้อธิบาย เพียงแต่ยกอุทาหรณ์ขึ้นอ้างเท่านั้น และท่านยังได้รวบรวมรูปคำจากคัมภีร์ต่าง ๆ มาประกอบคำอธิบาย เช่น คัมภีร์สัททนีติ คัมภีร์ปทรูปสิทธิ คัมภีร์โมคคัลลานไวยากรณ์ คัมภีร์นยาสะ เป็นต้น ทำให้เข้าใจง่าย และได้เป็นอุปกรณ์ในการศึกษาคัมภีร์มูลกัจจายนะ สำหรับกุลบุตรผู้มีความสนใจ
2
กัจจายนสุตตนิเทส กัณฑ์ที่ 1-2 (สนธิและนาม) : การตรวจชำระและศึกษา
กจฺจายนสุตฺตนิทฺเทโส (สนฺธิกณฺโฑ-นามกณฺโฑ) : โสธนวีมํสา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พระมหาธิติพงศ์ อุตฺตมปญฺโญ (เข็มสันเทียะ)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปริวรรตและตรวจชำระคัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส กัณฑ์ที่1-2 (สนธิ-นาม) เพื่อศึกษาในด้านเนื้อหา วิธีการนำเสนอสาระทางไวยากรณ์ ตลอดถึงวิธีจารลงในใบลาน เป็นคัมภีร์อธิบายสูตรของคัมภีร์กัจจายนะ อนึ่ง คัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทสนี้ แต่งขึ้นที่ประเทศพม่า โดยพระสัทธัมมโชติปาละเถระ ประมาณศตวรรษที่ 20 ในการตรวจชำระได้ใช้ต้นฉบับเทพชุมนุม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งจารขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งจารได้สมบูรณ์พอที่จะนำมาตรวจชำระ ที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ 4 ฉบับ คือชาดทึบ-ล่องชาด ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา,ฉบับล่องชาด ไม้ประกับทาชาด และฉบับล่องชาด ไม้ประกับลายกำมะลอ พร้อมกันนั้น ก็ได้นำแบบอักษรพม่าและอักษรสีหลมาตรวจสอบเทียบเคียง อีก 2 ฉบับ รวมเป็น 7 ฉบับ ในด้านเนื้อหาคัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส (สนธิ-นาม) แบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 บท บทที่ 1 ว่าด้วยกการนำ พรรณนาถึงความเป็นมา ความสำคัญของปัญหา วิธีดำเนินการวิจัย และการตรวจชำระคัมภีร์ บทที่ 2 ว่าด้วยการศึกษาวิเคราะห์กัจจายนสุตตนิเทส (สนธิและนาม) ในด้านต่าง ๆ คือความหมาย ประวัติผู้แต่ง สมัยที่แต่ง รวมทั้งเนื้อหาของคัมภีร์กัจจายนนุตตนิเทส เฉพาะ สนธิและนาม ต้นฉบับตัวเขียนที่ใช้ในการวิจัยตรวจสอบชำระ วิวัฒนาการความเป็นมาของการจารและคัดลอก ข้อผิดพลาดในการจารแต่ละฉบับ บทที่ 3 ว่าด้วยกัจจายนสุตตนิเทส (สนธิและนาม) ที่ปริวรรตชำระตรวจสอบแล้ว บทที่ 4 ว่าด้วยกัจจายนสุตตนิเทส (สนธิและนาม) แปลเป็นภาษาไทย บทที่ 5 ว่าด้วยบทสรุปและข้อเสนอแนะ ผลของการวิจัยพบว่า คัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส กัณฑ์ที่ 1-2 (สนธิและนาม) แบบจารสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด และมีการจารคัดลอกต่อ ๆ กันมาหลายฉบับ ลักษณะการนำเสนอเนื้อหาในคัมภีร์กัจจายนสุตตนิสเทส (สนธิ-นาม) ได้วิวัฒนาการมาจากกลุ่มคัมภีร์สัททาวิเสสอื่น ๆ คือ คัมภีร์นยาสะ คัมภีร์ปทรูปสิทธิ คัมภีร์สิททนีติ คัมภีร์อัตถพยาขยานเป็นต้น โดยการนำเนื้อหามาจากคัมภีร์ต่าง ๆ เหล่านั้นมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ มีมาตราฐานอยู่ในระดับเดียวกันในทุกสูตร เนื้อหาบางส่วน พระสัทธัมมโชติปาลเถระรจนาขึ้นเอง โดยเน้นการอธิบายคำในสูตรกัจจายนะ บอกหน้าที่ของคำแต่ละคำในแต่ละสูตร เป็นลักษณะพิเศษของคัมภีร์นี้ และยังเน้นเรื่องการตัดบท การจำแนกประเภทของสูตร อรรถของจศัพท์ ตุศัพท์ วาศัพท์เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เน้นการเขียนวุตติ (แปลสูตร) เท่าที่ปรากฎในสนธิและนามมีเพียง 2 แห่งเท่านั้น ส่วนการยกอุทาหรณ์นั้น ท่านมักจะยกอุทาหรณ์ที่ไม่ใช้วิธีของสูตรนั้น ๆ มาแสดงไว้
3
การประเมินผลการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
THE ASSESSMENT OF BUDDHIST SUBJECTS TEACHING IN BASIC EDUCATIONAL INSTITUTIONS OF BANGKOK EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : พระนิพนธ์ เทวธมฺโม (แก้วแหวน)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินผลการสอนวิชาพระพุทธศาสนาของครูผู้สอน และศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่แตกต่างกันในเรื่องเพศ และชั้นปี กับระดับความคิดเห็นต่อการสอนวิชาพระพุทธศาสนา โดยได้ทำการศึกษาประชากร 2 กลุ่ม คือ ครูผู้สอนวิชา พระพุทธศาสนา จำนวน 30 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 โดยได้สุ่มมาจำนวน 687 คน เครื่องมือวิจัยที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมี 2 ประเภท ที่ใช้สอบถามครูผู้สอน และนักเรียน แล้วนำแบบสอบถามมาวิเคราะห์และประมวลด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณค่าสถิติต่าง ๆ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-Test ผลการวิจัยพบว่า ครูผู้สอนมีความคิดเห็น ด้านวัตถุประสงค์ของหลักสูตร อยู่ในระดับสูง เช่น การสอนโดยคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ เลือกกิจกรรมโดยใช้เกณฑ์ความสนใจของนักเรียน มีการวางแผนและเตรียมการสอนตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งเลือกวิธีการสอนและกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยของนักเรียนตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และปรับวัตถุประสงค์ที่เป็นนามธรรมให้เป็นเชิงพฤติกรรม ส่วนการประเมินผลด้านปัจจัยนำเข้านั้น พบว่าอยู่ในระดับสูง เช่น นักเรียนชอบทำกิจกรรมมากกว่าฟังบรรยาย ครูผู้สอนมีความสนใจและเจตคติที่ดีต่อวิชาพระพุทธศาสนารวมทั้งครูแนะนำให้นักเรียนค้นคว้าเพิ่มเติม สำหรับการประเมินผลด้านกระบวนการสอนพบว่า มีความคิดเห้นอยู่ในระดับสูง เช่น มีการยกย่องนักเรียนที่ตั้งใจและสนใจวิชาพระพุทธศาสนา ตรูสอนตามขั้นตอนอย่างเป้นระบบ เช่น จากง่ายไปหายาก และมีการจัดกิจกรรมวันสำคัญทาง พระพุทธศาสนา รวมทั้งก่อนการสอนมีการกล่าวนำเข้าสู่บทเรียนทุกครั้ง เป็นต้น สำหรับการประเมินผลด้านผลผลิตจากการสอนนั้นพบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับสูง เช่น นักเรียนมีการพัฒนาจิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อน โรงเรียน และครอบครัว นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพระพุทะศาสนานักเรียนมีสุขภาพจิตที่ดีและควบคุมอารมณ์ได้ รวมทั้งนักเรียนนำความรู้ไปประยุกตืใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น นอกจากนั้นครูผู้สอนได้มีข้อเสนอแนะที่จะให้ครูผู้สอนวิชานี้บังเกิดผลดีที่สุดแก่นักเรียน คือ ครูควรสอนโดยเน้นฝึกปฏิบัติหรือลงมือกระทำร่วมกันอย่างแท้จริง เช่น การอาราธนาศีล 5 วิธีการกราบ การไหว้ การประเคนของที่ถูกต้อง และจัดพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น เวียนเทียน ตักบาตร หรือวันสงกรานต์ เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนเห็นคุณค่าและภาคภูมิใจในวัฒนธรรม และศาสนาของตนเอง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ได้ประเมินผลการสินวิชาพระพุทธศาสนา ด้านวัตถุประสงค์ของหลักสูตร นักเรียนมีความคิดเห็นในระดับสูง เช่น ครูมีการกล่าวนำเข้าสู่บทเรียน ครูเตรียมการสอนตรงตามจุดมุ่งหมาย และครูมีการบอกจุดมุ่งหมายแก่นักเรียน รวมทั้งครูสอนเน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ เป็นต้น การประเมินผลด้านปัจจัยนำเข้าพบว่ามีความคิดเห็นอยู่ในระดับสูง เช่น ครูมีความสนใจและตั้งใจสอน นักเรียนชอบทำกิจกรรมมากว่าฟังบรรยาย และครูมีการถามนักเรียนขณะที่สอนอยู่เสมอ เป็นต้น การประเมินผลด้านกระบวนารสอนพบว่า อยู่ในระดับสูง เช่น นักเรียนแสดงความเคารพครูผู้สอนเป็นอย่างดี ครูที่สอนวิชาพระพุทธศาสนามีความกระตือรือร้นที่จะสอน และมีการสอนตามลำดับขั้นตอน เช่นจากง่ายไปหายกา เป็นต้น การประเมินผลด้านผลผลิตพบว่า อยู่ในระดับสูง เช่น นักเรียนตั้องใจตอบแทนพระคุณของพ่อ-แม่ ครู และโรงเรียน นักเรียนสามารถนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นต้น ผลการทดสอบสมมติฐาน ระหว่างเพศ กับความคิดเห็นพบว่า มีความแตกต่างกันเช่น กิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูเตรียมมาสอนเรียนกันอย่างมีความสุข ครูมีการใช้สื่อการสอนที่น่าสนใจ ครูที่สอนมีเทคนิค ลีลาการสอนที่เร้าใจ และนักเรียนช่วยครูผลิตสื่อการสอนรวมทั้งครูมีการทดสอบก่อนสอน และนักเรียนยินดีช่วยงานทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างกัน ได้แก่ครูมีการกล่าวนำเข้าสุ่บทเรียน สื่อต่าง ๆ ที่เตรียมมาสอนมีความทันสมัย ครูมีการถามนักเรียนขณะที่สอนอยู่เสมอ รวมทั้งครูที่สอนมีบุคลิกที่น่าเลื่อมใส ครูผู้สอนใจดีทกุคน และนักเรียนสามารถนำความรู้ไปสอบปลายภาคได้ ส่วนในข้ออื่น ๆ ไม่มีความแตกต่างกัน
4
การศึกษารูปแบบและกระบวนการแก้ปัญหาในพระพุทธศาสนาเถรวาท:/ ศึกษาเฉพาะกรณีอธิกรณสมถะ 7 และกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคมในพระราชบัญญัติคณะสงค์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535
Study of the Pattern and Process of Theravada Buddhist Solution:--A Case study of thesettlement of legal process (Adhikaranasamatha) and the law of suppression (Niggahakama) of the Sangha supreame council under the scope of Sangha act 1962, (vol.II) editi
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : อธิเทพ ผาทา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์นี้ประสงค์ที่จะศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหา โดยอธิกรณสมถวิธีในสมัยพุทธกาลกับกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคม ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ในเชิงการเปรียบเทียบเพื่อที่จะหาข้อสรุปเกี่ยวกับรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ทั้งในสมัยพุทธกาลและในสมัยปัจจุบันว่า มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และจะได้นำเอาผลการศึกษานั้นไปปรับประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมสงฆ์และพระพุทธศาสนาในประเทศไทยได้อย่างไร จากการศึกษาวิจัยมาทั้งหมด ผู้วิจัยได้พบข้อสรุปอันเป็นประโยชน์เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาโดยอธิกรณสมถวิธี ในสมัยพุทธกาล และแนวคิดเรื่องรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาโดยกฎนิคหกรรม ในพระราชบัญัติคณะสงฆ์ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535ดังนี้ 1.อธิกรณสมถวิธี เป็นรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาพระธรรมวินัยใน 2 เรื่องคือ เรื่องที่มีโทษและไม่มีโทษ เช่น ทั้งในด้านพิธีกรรมและการก่อความวุ่นวายภายในสังคมสงฆ์ ได้แก่ ปัญหา 4 หมวด คือวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ ส่วนกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคม เป็นรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาพระธรรมวินัยที่มีวัตถุประสงค์ในการเข้าไประงับหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่องที่มีโทษใน 2 หมวดคือ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์เท่านั้น 2. อธิกรณสมถวิธีเป็นรูปแบบและขบวนการแก้ไขปัญหาของพระธรรมวินัย ส่วนกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคม เป็นรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาตามกระบวนการพิจารณาคดีของรัฐ ซึ่งเป็นวิธีการทางกฤหมายไม่ใช่วิธีการตามแนวทางของพระธรรมวินัยเช่นกัน 3.อธิกรณสมถวิธี เป็นรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหา ทีทถือเอาพระวินัยเป็นกรอบในการดำเนินการสูงสุด ส่วนกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคมเป็นรูปแบบการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ ที่ยึดรูปแบบตามกระบวนการยุติธรรมของรัฐภายใต้กฎหมายคณะสงฆ์คือพระราชบัญญัติคณะสงค์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 4. อธิกรสมถวิธี เป็นรูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหา ที่มีผู้ดำเนินการคือสงฆ์ โดยมีพระวินัยธรเป็นประธาน ใช้อำนาจผ่านทางสังฆกรรมตามพระธรรมวินัย ส่วนกฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคม เป็นรูปแบบการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ที่มีผู้ดำเนินการคือ ภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ ตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาสถึงมหาเถรสมาคม โดยแบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับพระผู้พิจารณา และระดับคณะผู้พิจารณาซึ่งในระดับนี้ได้แบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับผู้พิจารณา และระดับคณะผู้พิจารณาซึ่งในระดับนี้ได้แบ่งการพิจารณาออกเป็น 3 ชั้นคือ (1) การพิจารณาชั้นต้น (2) การพิจารณาชั้นอุทธรณ์ (3) การพิจารณาชั้นฎีกา 5. อุปสรรคและปัญหาของอธิกรณสมถวิธีคือ (1) สงฆ์ผู้ดำเนินการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยเนื่องจากความไม่รู้ (2) สังฆมณฑลไม่มีความเป็นเอกภาพเนื่องจากไม่เคารพในมติสงฆ์ (3) ผู้ละเมิดพระธรรมวินัยวินัยไม่มีความระอาย โง่เขลาและฝืนมติไม่เคารพการตัดสินของพระธรรมวินัยธรและสงฆ์ (4) สังฆมลฑลขาดผู้นำที่เข้มแข็ง ส่วนอุปสรรคและปัญหาของกฎนิคหกรรมคือ (1)บุคคลผู้มีหน้าที่เป็นทั้งผู้พิจารณาและคณะพิจารณาไม่มีความรู้ทางกฎหมายและพระธรรมวินัยเพียงพอทำให้การดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎนิคหกรรม (2) ปัญหาควมใกล้ชิดระหว่างพระผู้พิจารณา คณะผู้พิจารณากับภิกษุผู้ตกเป็นจำเลย (3) ปัญหาการแทรกแซงโดยอำนาจรัฐเป็นต้น 6.ในอนาคต ควรมีการประยุกต์รูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัยและเหมาะสมกับยุคสมัย ด้วยการจัดการศึกษาเพื่อให้คณะสงฆ์ทุกระดับมีความรู้เกี่ยวกับหลักพระธรรมวินัยและกฏหมายโดยเฉพาะวิธีการดำเนินการตามกระบวนการของพระราชบัญญัติและกฎนิคหกรรมรวมถึงกฎของมหาเถรสมาคมอื่น ๆ โดยการรวมมือของสถาบันศึกษาและหนวยงานด้านการปกครองคณะสงฆ์และรัฐบาลเพื่อให้คณะสงฆ์สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
5
ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ต่อ พระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย
The Study Impact of the Costitution of the Kingdom of Thailand B.E.2540 on Theravada Buddhism
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ศรัทธา เสมามิ่ง
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
การสำรวจความคิดเห็นของพระนิสิต เจ้าหน้าที่และอาจารย์วิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัดพิษณุโลก มีจุดมุ่งหมายสำคัญ 3 ประการ คือประการแรก เพื่อศึกษาผลกระทบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 9, 38 และ 73 ที่มีต่อพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย ประการที่สอง เพื่อทราบความคิดเห็นของประชากรเกียวกับผลกระทบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่มีต่อพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย ประการที่สาม เพื่อนำผลจากการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือพระนิสิตชั้นปีที่ 1,2,3 และ 4 จำนวน 156 รูป/คน เจ้าหน้าที่ จำนวน 21 รูป/คน และอาจารย์ 7 รูป/คน รวม 185 รูป/คน ตัวแปรอิสระ ได้แก่ เพศระดับการศึกษา อายุ สถานภาพ อาชีพ และภูมิลำเนา ส่วนตัวแปรตาม ได้แก่ ความคิดเห็นของผูตอบแบบสอบถามที่มีต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 9,38 และ73 ที่มีต่อพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย ผลการวิจัยที่สำคัญ พบว่า แนวคิดด้านผลกระทบต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 9 ที่มีพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย จากการสำรวจแล้วไม่มีผลกระทบใด ๆ จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ความคิดเห็นของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก นับว่ามีความเหมาะสมแล้ว เพราะเป็นขนบธรรมเนียมและพระราชประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านาน ผลการวิจัยตามมาตรา 38 ได้ให้เสรีภาพในการนับถือ นิกายของศาสนา หรือ ลัทธิทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือ ปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของตน ที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองที่ดี และความสงบ เรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จากผลความคิดเห็นของพุทธศาสนิกชนผู้ตอบแบบสอบถาม เห็นชอบด้วยในรัฐธรรมนูญมาตรา 38 เพราะพระพุทธศาสนามีหลักพุทธธรรมที่ส่งเสริม ให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ประชาชนจึงมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงได้รับความคุ้มครอง มิให้รัฐกระทำการใด ๆ อันเป็นการริดรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมิใครได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนานิกายศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนาหรือปฏิบัติศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรม ตามความเชื่อถือแตกต่างจากบุคคลอื่น จึงสรุปได้ว่า พุทธศาสนิกชนมีวิธีการดำเนินชีวิตตามหลักพุทธธรรม ไม่เบียดเบียนกัน อยู่ร่วมกันด้วยความรักและความสามัคคี ถึงแม้ว่าจะนับถือศาสนาต่างกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุสขได้ตามหลักศาสนธรรมของแต่ละศาสนาของตนนับถือ กรณีความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 73 ที่รัฐต้องให้การอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาและส่งเสริมสมานฉันท์ระหว่างศาสนานั้น ผู้ตอบแบบสอบถามก็เห็นด้วยอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญดังกล่าว แต่ก็ได้เสนอว่า รัฐต้องให้การอุปถัมภ์ตามอัตราส่วนของผู้นับถือของแต่ละศาสนาและให้การคุ้มครองทุก ๆ ศาสนา ถึงแมว่าการวิจัยในครั้งนี้จะไม่มี ผลกระทบต่อพุทธศาสนิกชนก็ตาม แต่โดยนัยของความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาโดยการน้อมนำพุทธธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน ก็ยังมีอัตราส่วนที่น้อย สังเกตได้จากข้อมูลแห่งชาติของผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนายังมีน้อย และแนวโน้มในอนาคตประชากรที่นับถือพุทธศาสนาจะมีเฉพาะตามสำมะโนประชากร แต่จำนวนของประชากรที่จะบรรพชา เป็นศาสนทายาทนั้นจะมีอัตราส่วนลดน้อยลง ข้อเสนอแนะของผู้ตอบแบบสอบถามในการวิจัยครั้งนี้ คือ รัฐควรให้งบประมาณสนับสนุน ด้านการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติกิจทางศาสนา ด้านรณรงค์กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ด้านการส่งเสริมการศึกษาทางศาสนาสำหรับพระภิกษุสามเณร และศาสนิกชน นอกจากนี้ต้องการให้รัฐ ให้การคุ้มครองทุกศาสนิกของทุกศาสนาเท่าเทียมกันส่งสริมให้ทุนด้านการศึกษาต่อ ทั้งในและต่างประเทศแก่พระภิกษุสามเณรอย่างจริงจัง รัฐควรส่งเสริมให้ผู้มีความรู้ทางศาสนาเข้าไปมีบทบาทในสังคมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น เป็นครูศาสนาในกองทัพ เรียกว่า "อนุศาสนาจารย์" เป็นต้น
6
ศึกษาความรู้ ทัศนคติ และความคาดหวังในการจัดกิจกรรมค่ายคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานครเขต 3
Study of knoeledge attitude and expectation from activities in a moral camp of the higher secondary school students in Bankok educational service area 3
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : พระมหาสมบูรณ์ ธิติเมธี (พันเครือ)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้หลักคุณธรรมจริยธรรม และทัศนคติของนักเรียนผู้เข้าค่ายอบรมคุณธรรม วิธีการจัดกิจกรรมค่ายคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน และเพื่อศึกษาความคาดหวังที่ได้จากการจัดกิจกรรมเข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรม เพื่อพัฒนาจริยธรรมแก่นักเรียน นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 3 จำนวน 250 คน ได้เข้าค่ายอบรมคุณธรรม ระยะเวลา 2 คืน 3 วัน เพื่อศึกษาหลักคุณธรรมจริยธรรมขั้นพื้นฐานให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และมีทัศนคติที่ดี เช่น สติสัมปชัญญะ ความกตัญญูกตเวที ขันติความอดทน ไตรสิกขา กฏแห่งกรรม เจริญจิตภาวนา อบายมุข เญจศีล เบญจธรรม ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 5 ดี และฝึกมารยาทไทย เป็นต้น โดยนักเรียนสามารถนำคุณธรรมจริยธรรมที่ตนได้ศึกษาแล้วไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ซึ่งได้นำแบบสอบถามสำรวจความคิดเห็นมีผลสรุปได้ดังนี้ 1. นักเรียนที่เข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรมมีความรู้ในความหมายหลักคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง 2. นักเรียนที่เข้าค่ายอบรมคุรธรรมจริยธรรมมีความเข้าใจในความหมายหลักคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง 3. นักเรียนที่เข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรมมีทัศนคติในการปฏิบัติตนตามหลักคุรธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง 4. นักเรียนที่เข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรมมีความเห็นว่า การจัดกิจกรรมเข้าค่ายอบรมหลักคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เช่น เรื่องหลักสูตรการเข้าค่ายอบรม คุณธรรมจริยธรรมขั้นพื้นฐาน กิจกรรมระยะเวลา สถานที่ เป็นต้น 5. นักเรียนที่เข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น ส่วนใหญ่มีความเหมาะสม เช่น การทำบุญใส่บาตร การช่วยเหลือเพื่อน การไม่เสพยาเสพติด การไม่หนีโรงเรียน เป็นต้น 6. ความคาดหวังต่อพฤติกรรมของนักเรียนหลังจากการเข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้ว มี 3 ด้าน คือ 1. ความคาดหวังต่อตนเอง ได้แก่ นักเรียนสามารถปฏิบัติตนให้เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ เป็นศาสนิกชนที่ดีของพระพุทธศาสนา เป็นคนดีมีคุณธรรมดำเนินชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข 2. ความคาดหวังต่อผู้อื่นมีบิดามารดา เพื่อเป็นต้น ได้แก่ นักเรียนสามารถปฏิบัติตนให้เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นเพื่อที่ดีของเพื่อนได้ และ 3. ความคาดหวังต่อสถาบันโรงเรียน ได้แก่ นักเรียนมีความตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ขยัน อดทน กตัญญูต่อสถาบันโรงเรียน และสามารถปฏิบัติตนเป็นศิษย์ที่ดีของอาจารย์ได้ ส่วนนักเรียนคนใดที่ยังมีปัญหาด้านพฤติกรรม ก็ควรนำสู่ค่ายอบรมคุณธรรมอีกครั้ง เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดขึ้นแก่นักเรียน โดยสามารถประพฤติตนให้เป็นผู้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคมไทยได้ต่อไป
7
ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ใน การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : พระครูสมุห์อนุกูล อนุวฑฺฒโน (ปานประดิษฐ์)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการนำหลัก พรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา (2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ของประชาชน ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน (3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ดำเนินการวิจัยโดยวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา จำนวน 377 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง โดยมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .942 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าซี (Z- test) One - Way ANOVA หรือ (F- test) และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชน มีความคิดเห็นต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงาน ด้านเมตตา (ความรักและความหวังดี) ด้านมุทิตา (ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี) ด้านกรุณา (ความสงสาร) และ ด้านอุเบกขา (ความวางเฉยมีใจเป็นกลาง) อยู่ในระดับมากทุกด้าน จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน โดยรวม อยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ใน การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา พบว่า ประชาชนที่มี เพศต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ใน การบริหารงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ที่มีอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการนำ หลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ประชาชนที่มีอายุและรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงาน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะแนวทางส่งเสริมการนำหลักพรหมวิหาร 4 ไปใช้ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นว่า ควรแสดงความยินดีและเชิดชูเกียรติแก่ประชาชนที่กระทำความดีให้แก่ชุมชนควรช่วยปลอบโยนเมื่อเพื่อนร่วมงานกระทำผิดพลาดควรใช้กิริยาวาจา สุภาพไม่เลือกปฏิบัติ ควรมีความเป็นกลาง ให้เกียรติ รักและหวังดีกับประชาชนเหมือนญาติตนเอง ควรเข้าไปดูแลเอาใจใส่เกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน
8
การบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
Temple Administration with Application of Brahmavihara IV as Opinion by Sangha in Thonburi District, Bangkok
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : พระณัฐพล ฐิติธมฺโม (ปราบพินาศ)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
จากการวิจัยเรื่อง การบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานครวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานครและศึกษาเปรียบเทียบการบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคลดำเนินการวิจัยโดยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพระสงฆ์ในเขตธนบุรีทั้งหมดจำนวน 270 รูป ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อบรรยายข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคลหรือตัวแปรต้น การทดสอบค่าเอฟ โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F-test/One-way ANOVA) ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไปและกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.25 และเมื่อจำแนกเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยตามค่าเฉลี่ย คือ ด้านการศาสนศึกษา ด้านสาธารณสงเคราะห์ ด้านสาธารณูปการ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านการศึกษาสงเคราะห์และด้านการปกครอง การเปรียบเทียบ พบว่า การบริหารงานวัดโดยการประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 ตามความคิดเห็นของพระสงฆ์ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล มีความคิดเห็นแตกต่างกันตามพรรษาและวุฒิการศึกษาบาลี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนพระสงฆ์ในวัดเขตธนบุรีที่มีอายุ วุฒิการศึกษา วุฒิการศึกษานักธรรมต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานวัดตามหลักพรหมวิหาร 4 ของพระสงฆ์ในวัดเขตธนบุรีไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1129.pdf ( 0.83 MB)
9
การศึกษาวัฒนธรรมองค์การตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของนักเรียนนายร้อยตำรวจ
A Study of Organizational Culture in Accordance with Gharavasadhamma IV of Royal Police Cadet Academy?s Students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : นางสาวสุทธิรัก ศรีจันทร์เพ็ญ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบวัฒนธรรมองค์การของนักเรียนนายร้อยตำรวจ 2) เพื่อเปรียบเทียบทัศนคติของนักเรียนนายร้อยตำรวจที่มีต่อวัฒนธรรมองค์การตามหลักฆราวาสธรรม 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบวัฒนธรรมองค์การกับวัฒนธรรมองค์การตามหลักฆราวาสธรรม 4 ทำการศึกษาแบบเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ จำนวน 400 คน โดยได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามวัฒนธรรมองค์การของนักเรียนนายร้อยตำรวจตามหลักฆราวาสธรรม 4 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อบรรยายข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคลหรือตัวแปรต้น การทดสอบค่าที (t-test) ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยสองกลุ่ม การทดสอบค่าเอฟ (F-test/One-way ANOVA) ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไป และวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson?s Product Moment Correlation Coefficient) และกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . 05 ผลการศึกษาวิจัยพบว่า วัฒนธรรมองค์การของนักเรียนนายร้อยตำรวจ พบว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจมีวัฒนธรรมองค์การอยู่ในระดับมากทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ แบบสร้างสรรค์ แบบตั้งรับ ? เฉื่อยชาและแบบตั้งรับ ? ก้าวร้าว การเปรียบเทียบวัฒนธรรมองค์การตามหลักฆราวาสธรรม 4 โดยจำแนกตามชั้นปี ภูมิลำเนาและความรับผิดชอบพิเศษที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ วัฒนธรรมองค์การ 3 รูปแบบ คือ แบบสร้างสรรค์ แบบตั้งรับ ? เฉื่อยชาและแบบ ตั้งรับ ? ก้าวร้าว มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับวัฒนธรรมองค์การตามหลักฆราวาสธรรม 4 ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ตามลำดับคือ แบบสร้างสรรค์ แบบตั้งรับ - เฉื่อยชาและแบบตั้งรับ - ก้าวร้าว ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1148.pdf ( 0.87 MB)
10
ารศึกษาทัศนคติของเยาวชนที่มีต่ออทินนาทานในสังคมไทย : ศึกษาเฉพาะกรณี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนภูเรือวิทยา จังหวัดเลย
The Study of Youth's Attitude Towoards the Adinnadana in Thai Socieies : A Case Study of the Hight School Students of TH 4-6 TH At Bhuruavidyadaya, Loei Province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พระมหาบุญมี ยโสธโร (คำลุน)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เรื่อง "การศึกษาทัศนคติของเยาวชนที่มีต่ออทินนาทานในสังคมไทย : ศึกษาเฉพาะกรณี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนภูเรือวิทยา จังหวัดเลย" นั้นมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1. เพื่อศึกษาหลักธรรมเกี่ยวกับอทินนาทาน และอทินนาทานในสังคมไทย 2. เพื่อศึกษาทัศนคติที่มีต่ออทินนาทานของเยาวชน อันได้แก่การรับรู้เกี่ยวกับอทินนาทาน ความรู้สึกเกี่ยวกับอทินนาทาน และพฤติกรรมต่ออทินนาทานของเยาวชน รวมทั้งปัจจัยที่มีผลต่ออทินนาทานในเยาวชน 3. เพื่อศึกษาพุทธวิธีในการแก้ไขปัญหาเรื่องอทินนาทานในเยาวชน วิธีดำเนินการวิจัย ใช้ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาขัอมูลจากพระไตรปิฎกและตำราเอกสารอื่นๆ และการวิจัยเชิงปริมาณ จากกลุ่มประชากรที่เป็นนักเรียนโรงเรียนภูเรือวิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการ และแบบมาตราส่วนประมาณค่า แบบสอบถามที่ตอบสมบูรณ์มี 202 ฉบับ วิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS XI for Windows ใช้สถิติเชิงพรรณา (Descriptive Statistic) เพื่อบรรยายข้อมูลพื้นฐาน ด้วยค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาและวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. การศึกษาหลักธรรมเกี่ยวกับอทินนาทาน และอทินนาทานในสังคมไทย พบว่า อทินนาทาน คือการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ อ้นมีสาเหตุ 2 ประการ คือ โลภะ และความยากจน ซึ่งจะเป็นอทินนาทานตามหลักพุทธศาสนาต้องประกอบด้วยองค์ 5 คือ มีเจ้าของหวงแหน รู้ว่าเจ้าของหวงแหน มีจิตคิดจะลัก พยายามลักและ ลักมาด้วยความพยายามนั้น ส่วนอทินนาทานในสังคมไทยนั้นเริ่มจากการลักเล็กขโมยน้อย จนถึงการฉ้อราษฎร์บังหลวง 2. การศึกษาทัศนคติที่มีต่ออทินนาทานของเยาวชน ใน 3 ประเด็น คือการรับรู้เกี่ยวกับอทินนาทานความรู้สึกเกี่ยวกับอทินนาทานและพฤติกรรมต่ออทินนาทานของเยาวชนพบว่า 2.1 การรับรู้เกี่ยวกับอทินนาทานของเยาวชนอยู่ในระดับที่สูง (X = ร้อยละ 76.64) ส่วนใหญ่เคยได้รับการศึกษามาจากโรงเรียนถึงร้อยละ 99/ 2.2 ความรู้สึกเกี่ยวกับอทินนาทานของเยาวชน โดยภาพรวมมีความรู้สึกอยู่ในระดับมาก (X = 3.63, S.D = 1.02) นักเรียนมีทัศนคติในด้านความรู้สึกมากสุด ในข้อการขโมยถึงไม่มีคนเห็น แต่ตัวเองก็ทุกข์ใจ อยู่ในระดับมาก (X = 4.43, S.D = 0.84) และมีทัศนคติน้อยสุด ในข้อการขโมยโดยที่เจ้าของเขาไม่รู้เป็นเรื่องที่ท้าทาย น่าสนุก ในระดับน้อย (X = 1.93, S.D = 1.23) 2.3 พฤติกรรมต่ออทินนาทานของเยาวชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับต่ำ (X = ร้อยละ 24.16) จะเห็นได้ว่าเยาวชนแม้จะมีการรับรู้ ความเข้าใจ และมีจิตสำนึกเกี่ยวกับอทินนาทานในระดับที่สูง แต่กลับมีพฤติกรรมอยู่ในระดับต่ำ เพราะมีผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม 3. การศึกษาพุทธวิธีในการแก้ไขปัญหาเรื่องอทินนาทานในเยาวชน พบว่ามี 2 ประการ คือ 3.1 การแก้ไขปัญหาด้านภายนอก โดยใช้ศีล 5 เพื่อควบคุมกาย วาจาให้เรียบร้อยและให้มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแบ่งปันกันเพื่อความสุขในสังคม เป็นต้น 3.2 การแก้ไขปัญหาด้านภายใน ด้วยการใช้หลักธรรมเช่นศรัทธา หิริโอตตัปปะ ความเพียร เป็นต้น เพื่อเป็นเครื่องฝึกฝนอบรมจิตและปํญญาของเยาวชนให้ดำเนินไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม
11
โยชนามูลกัจจายนะ ปริเฉทที่ 5-6 (ตัทธิต-อาขยาต):การตรวจชำระและศึกษา
มูลกจฺจายนโยชนาย (ตทฺธิต-อาขฺยาต) ปญฺจม-ฉฎฺฐปริจฺเฉทา:โสธนวีมํสา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ะมหาไพโรจน์ ปญฺญาวชิโร (แก่นแก้ว), ปญฺญาวชิรภิกขุนา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจชำระ ศึกษาด้านเนื้อหา วิธีเขียนไวยากรณ์ และวิธีจารลงในใบลานโยชนามูลกัจจายนะ ปริเฉทที่ 5-6 (ดัทธิต-อาขยาต) เป็นคัมภีร์อธิบายความหมายของคำและความในคัมภีร์กัจจายนไวยากรณ์ ในทางพระพุทธศาสนา แต่งขึ้นที่เชียงใหม่ในสมัยล้านนา โดยพระญาณกิตติเถระ ประมาณต้นพุทธศตวรรตที่ 21 แต่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ายังอยู่ในหอสมุดแห่งใด ทราบแต่เพียงว่า ได้มีการคัดลอกจารลงในใบลานสืบต่อ ๆ กันมาหลายสมัยในการตรวจชำระได้ใช้ต้นฉบับรดน้ำดำโท ร.3 ในหอสมุดแห่งชาติ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งการจารยังคงอยู่ในรูปเดิม ที่จารได้สมบูรณ์กว่าทุกฉบับมาเป็นต้นฉบับ แล้วนำฉบับอื่นที่หาได้และมีความสมบูรณ์พอที่จะนำมาตรวจชำระ ที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ 3 ฉบับ คือ ฉบับทองน้อยฉบับล่องชาด และฉบับทองทึบ ฉบับเทพชุมนุมของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 1 ฉบับ และฉบับวัดสังข์กรจายวรวิหารอีก 1 ฉบับ รวมเป็น 6 ฉบับ เนื้อหา ของวิทยานิพนธ์แบ่งออกเป็น 5 บท คือ: บทที่ 1 เป็นบทนำ กล่าวถึงความเป็นมาของปัญหา บทที่ 2 ว่าด้วยเนื้อหา วิธีการเขียนไวยากรณ์ วิธีจารลงในใบลาน ต้นฉบับคัมภีร์ในการตรวจชำระ วิธีการและหลักเกณฑ์ในการชำระ วิวัฒนาการ ความเป็นมาของการคัดลอกและการจารต้นฉบับ ข้อผิดพลาดที่พบในการจาร บทที่ 3 ว่าด้วยคัมภีร์โยชนามูลกัจจายนะ ที่ตรวจชำระแล้ว พร้อมทั้งข้อความที่ผิดพลาด บทที่ 4 ว่าด้วยคัมภีร์โยชนามูลกัจจายนะแปล บทที่ 5 ว่าด้วยบทสรุปและข้อเสนอแนะ ผลของการวิจัยพบว่า โยชนามูลกัจจายนะ เป็นคัมภีร์สายกัจจายนไวยากรณ์ เน้นการสร้างรูปคำตามลำดับขั้นตอนของไวยากรณ์ สำนวนภาษาสั้น ๆ มียกสูตร (บทตั้ง) คำอธิบาย (วุตติ) และตัวอย่าง (อุทาหรณ์) ขึ้นอ้าง ที่ศึกษาแล้วทำให้เข้าใจง่าย นอกจากนี้ ยังได้มีการยกรูปคำจากคัมภีร์ต่าง ๆ เช่นคัมภีร์ปทรูปสิทธิ คัมภีร์สัททนีติ คัมภีร์โมคคัลลานไวยากรณ์ เป็นต้น นำมาประกอบให้ได้แนวคิดที่หลากหลายและกว้างขึ้น
12
กัจจายนสุตตนิเทส กัณฑ์ที่ 5-6 (ตัทธฺตและอาขยาต) : การตรวจชำระและศึกษา
กจฺจายนสุตฺตนิทฺเทโส (ตทฺธิตกณฺโฑ-อาขฺยาตกณฺโฑ):โสธนวีมํสา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พระมหาขนบ สหายปญฺโญ (เข้ทอง)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปริวรรต และตรวจชำระคัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส กัณฑ์ที่ 5-6 (ตัทธิตและอาขยาต) โดยศึกษาด้านเนื้อหา วิธีเขียนไวยากรณ์และวิธีจารลงในใบลาน คัมภีร์นี้ เป็นคัมภีร์อธิบายความหมายของคำและความในกัจจายนสุตตนิเทสซึ่งแต่งขึ้นที่เมืองพุกามประเทศพม่า โดยพระสัทธัมมโชติปาลเถระ ประมาณ พ.ศ.1990 ในการตรวจชำระ ได้ใช้ฉบับเทพชุมนุมของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม อักษร ส แผนกฉบับหลวง ร.3 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งจารได้สมบูรณ์พอที่จะนำมาตรวจชำระ ที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ จำนวน 4 ฉบับ คือฉบับชาดทึบ-ล่องชาด ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ฉบับล่องชาดไม้ประกับทาชาด ฉบับล่องชาด ไม้ประกับลายกำมะลอ ฉบับอักษรพม่าและอักษรพม่าและอักษรสิงหลอีก 2 ฉบับ รวมเป็น 6 ฉบับ วิทยานิพนธ์นี้ แบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 บท คือ บที่ 1 บทนำ กล่าวถึงความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา และวิธีการดำเนินการวิจัย บทที่ 2 ศึกษากัจจายนสุตตนิเทส คือต้นฉบับคัมภีร์ที่ใช้ในการตรวจชำระ วิธีการและหลักเกณฑ์การตรวจชำระ วิวัฒนาการความเป็นมาของการคัดลอกและการจารต้นฉบับ ข้อผิดพลาดที่พบในการจาร วิธีการเขียนคัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส ลักษณะของภาษา และคุณค่าของคัมภีร์กัจจายนสุตตนิสเทส (ตัทธิและอาขยาต) บทที่ 3 กัจจายนสุตตนิเทสที่ตรวจชำระแล้วพร้อมทั้งข้อผิดพลาด บทที่ 4 กัจจายนสุตตนิเทสแปล บทที่ 5 บทสรุปและข้อเสนอแนะ ผลของการวิจัยพบว่า คัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส ปริเฉทที่ 5-6 (ตัทธิตและอาขยาต) ฉบับจารในสมัยรัชกาลที่ 3 พบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นฉบับที่มีเนื้อหาที่สมมบูรณ์ที่สุด และมีการคัดลอกต่อ ๆ กันมา หลายฉบับ ลักษณะการนำเสนอเนื้อหาในคัมภีร์กัจจายนสุตตนิเทส (ตัทธิต-อาขยาต) ได้วิวัฒนาการมาจากกลุ่มสัททาวิเสสอื่น ๆ คือคัมภีร์นยาสะ ปทรูปสิทธิ สัททนีติ อัตถพยาขยาน เป็นต้น โดยการนำเนื้อหามาจากคัมภีร์ต่าง ๆ เหล่านั้นมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ มีมาตราฐานอยู่ในระดับเดียวกันทุกสูตร เนื้อหาบางส่วน พระสัทธัมมโชติปาลเถระรจนาขึ้นเอง โดยเน้นการอธิบายคำในสูตรกัจจายนะบอกหน้าที่ของคำแต่ละคำในสูตร เป็นลักษณะพิเศษของคัมภีร์นี้ และยังเน้นเรื่องการตัดบทการจำแนกประเภทของสูตร อรรถของ จ ศัพท์ และ วา ศัพท์เป็นต้น แต่ไม่ได้เน้น การเขียนวุฒิ (แปลสูตร) ส่วนการยกอุทาหรณ์นั้นท่านมักจะยกอุทาหรณ์ที่ไม่ใช่วิธีของสูตรนั้น ๆ มาแสดงไว้ ดังนั้น จุดเด่นของกัจจายนสุตตนิเทส จึงอยู่ที่วิธีการนำเสนอเนื้อหาอันแสดงออกถึงการอธิบาย และจัดลำดับการสร้างรูปคำทางไวยากรณ์บาลี ซึ่งเมื่อศึกษาแล้วทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
13
ศึกษาวิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาพละ 5 ในพุทธศาสนาเถรวาท
The Analytical Study of the Pattern of Developing the Pancabala in Theravada Buddhism
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ชุติพงศ์ ไตรโลกา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในหลักศูตรพุทธศาสนามหาบัณฑิต สาขา พระพุทธศาสนา ซึ่งผู้วิจัยได้นำหลักธรรมเรื่องพละ 5 มาศึกษาวิเคราะห์เพื่อนำมาเสนอรูปแบบการพัฒนาพละ 5 อันจะสามารถนำไปใช้แนวทางปฏิบัติธรรมท่ามกลางสภาพสังคมไทยที่ขาดการพัฒนาทางด้านจิตใจ เพื่อจะนำไปสู่การสร้างประโยชน์สุขพร้อมทั้งเป็นการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนในสังคมเป็นสำคัญ จากการศึกษาพบว่า ปัญหาการขาดพละ 5 ในสังคมไทย ตือ คนในสังคมไทย มีควาเชื่อที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากหลักธรรม หรือขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคำสอนและหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนา อยู่ในภาวะขาดศรัทธาที่ถูกต้อง นำไปสู่การปฏิบัติที่หลงทิศผิดทาง เช่นการกราบไหว้บนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเครื่องรางของขลังต่าง ๆ ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมและพระพุทธศาสนาเพราะคนในสังคมมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางด้านวัตถุคาดหวังความสุขที่ได้จาการครอบครองทรัพย์สินและชื่อเสียงเกียรติยศ จึงขาดการพัฒนาทางด้านจิตใจกลายเป็นวิกฤติสังคมและความเสื่อมโทรมในตัวมนุษย์ ซึ่งปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากคนตกอยู่ในอำนาจความยั่วยุของกามคุณ เสพอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ค่านิยมในการบริโภควัตถุ) ด้วยความไม่รู้ในอริยสัจสี่ จึงเกิดความประมาทหลงเพลิดเพลินใน กามสุข มองข้ามความสำคัญของการพัฒนาตน การพัฒนาพละ 5 เป็นหลักการพัฒนาตนตามหลักพระพุทธศาสนา สามารถยกระดับจิตใจให้เกิดคุณธรรมอย่างสูง จนเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อโลกและชีวิต เป้าหมายของการฝึกพัฒนาตนหรือการพัฒนาพละ 5 อยู่ที่การพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งมีหลายระดับ จุดมุ่งหมายสูงสุด คือทำจิตหลุดพ้นจากกิเลส (อวิชา) หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น (ตัณหาและอุปาทาน) นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของระบบบริโภคนิยม หรือมีความสามารถที่จะมีความสุขในตัวเองได้มากขึ้นโดยไม่หวั่นไหวต้องคอยพึ่งพาหาความสุขด้วยการเสพวัตถุ (กามคุณ) ซึ่งจะทำให้ลดการแย่งชิงเบียดเบียนกันในสังคม เมื่อได้พัฒนาตนให้มีความสามารถดำเนินชีวิตโดยอาศัยปัญญามากขึ้นและใช้ตัณหาน้อยลงแล้ว นอกจากจะสร้างความสุขที่เป็นอิสระทำให้ชีวิตของตัวเองดีขึ้น ยังสามารถเกื้อกูลแก่ผู้อื่นหรือแก่สังคมได้มากขึ้นด้วย หากพัฒนาต่อไปก็จะเกิดอิสรภาพมีความสุขยิ่ง จนกระทั่งพฤติกรรมของมวลมนุษย์เปลี่ยนจากการแย่งชิงและทำร้ายไปเป็นการเกื่อกูลแก่กัน เป็นค่านิยมที่เอื้อต่อการพัฒนาบุคคลและสังคมขณะเดียวกันก็เป็นการรักษาพระพุทธศาสนาให้คงไว้แก่ชนรุ่นหลังสืบไป รูปแบบของการพัฒนาพละ 5 นั้น ประกอบไปด้วยปัจจัยหลักสี่ประการเรียกว่าโสดาปัตติยังคะ 4 ซึ่งเป็นองค์คุณนำให้เกิดศรัทธาทีถูกต้องตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา (ตถาคตโพธิศรัทธา) คือ (1) คบหาแสวงหา และเข้าถึงสัตบุรุษผู้รู้แจ้งเห็นจริง (2) ฟังธรรมเพื่อให้เกิดคุณธรรมที่ต้องการก่อนในเบื้องตน คือศรัทธา (3) โยนิโสมนสิการหลักธรรมที่ได้ฟังจนเกิดสัมมาทิฏฐิเชื่อในคำสอน (4) จึงเริ่มเข้าสู่กระบวนการธรรมานุธรรมปฏิบัติ คือมุ่งหน้าปฏิบัติอย่างจริงจัง ตั้งอยู่บนความไม่ประมาทโดยเพียรปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานอยู่เสมอ องค์ธรรมทั้งห้า คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็จะเกิดการพัฒนากำลังขึ้นตามลำดับ พระพุทธองค์ตรัสไม่ให้เชื่อในพระองค์ แต่ทรงสอนให้พิจารณาก่อนแล้วจึงเชื่อเมื่อเชื่อแล้วก็ต้องปฏิบัติให้ประจักษ์แก่ตนจนเกิดความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง สามารถยืนยันในสิ่งที่ตนเห็น บอกผู้อื่นให้เชื่อและลองปฏิบัติตาม เพื่อให้มีพระธรรมเป็นที่พึ่งจนเข้าถึงสัจจธรรมขั้นความเป็นธรรมดาอย่างที่สุดอันปราศจากมายาปรุงแต่งใด ๆ นำพาจิตสู่ความอิสระไร้ความขัดแย้งต่อกันเป็นเอกภาพในความหลากหลาย มีความสงบในความวุ่นวาย ดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสมดังนั้น ความเชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (ตถาคตโพธิศรัทธา) จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของบุคคลให้ปฏิบัติตามคำสสอนเพื่อพ้นทุกข์ ด้วยเหตุดังที่กล่าวมา พละ 5 อันเกิดจากศรัทธาพละในโสดาปัตติยังคะ 4 จึงมีความสำคัญในฐานะจึงปฏิบัติการเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนา
14
A Comparative Study of the Relationship between the State and Theravada Buddhism in Thailand and Sri Lanka
การศึกษาเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยและประเทศศรีลังกา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2009
โดย : Ven. Pubbiliye Maithree Moorthree
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
This dissertation is a study of the relationship between Theravada Buddhism and the State in Thailand and Sri Lanka. A historical review of this relationship between the Theravada Sa=gha and the State from the first to the third Buddhist council is given as background for understanding the original features of the Theravada tradition. The research shows how the original Theravada tradition changed already in India before its expansion to other Asian countries in the third century B.C. during the time of Emperor Asoka?s rule. Asoka?s involvement in the Sa=gha affairs may be seen as undue interference, but they certainly at that time supported the unification and purification of the Sa=gha. However, the original independence of the Sa=gha from State interference which was one of the unique features of the Theravada tradition ended in the third century B.C. when Theravada monks in India for the first time came directly under the influence of the state power. The result of studying the development of the relationship between the Sa=gha and the State in Thailand and in Sri Lanka identifies the unique features of this relationship and the causes of them. The causes identified are partly similar and partly dissimilar in the traditions of both countries and their features are due to internal development as well as to external factors. The disunity of the Sa=gha, the undisciplined behavior of the monks and the different interpretation of the Dhamma and the Vinaya rules were recognized as internal forces while foreign invasions to both countries and missionary activities by other religions are recognized as external forces. The research shows how these internal and external causes are confronted by the kings and the Sa=gha to safeguard the independence and well-being of the country and its religion. The resulting relationship between the Sagha and the State which gave rise to new features in the Theravada traditions of both countries is examined. By comparing the unique features of the relationship between the Sa=gha and the State which have developed in the history of both countries I found that many of these features originated as a result of the State?s direct involvement in Sa=gha affairs. This research helps to understand the changing role of the Sa=gha in Thailand and Sri Lanka in different periods. In the same way it expounds how the kings and the governments used the Sa=gha to achieve their political and spiritual objectives. The Sa=gha in both countries was kept under the control of the State to ensure its purity and traditional role in society. This research came to realize the importance of the supervision by the State to safeguard the purity and the unity of the Sa=gha, to uphold Buddhist principles in society and to protect the Sa=gha and Theravada Buddhism from internal and external destructive elements. The history of the Sa=gha in Sri Lanka shows, how at different times the Sa=gha took an active role in politics, which contributed to safeguard the independence of the country and to uphold and to protect the Buddhist religion. As the history of Thailand developed very differently there was no need in the past for the Sa=gha to assume an active role in politics. Looking at the political and religious problems presently experienced in Thailand and Sri Lanka, it appears that the lives of the people are dominated by conflicting aspirations and activities, which are either worldly or on the other hand, are in harmony with the Buddha?s teaching. This division is also seen in the relationship between the State and the Sa=gha. A new Buddhist Council of the Elders could follow the example of Emperor Asoka in unifying and purifying the Sa=gha with the support by the State. Such a shared activity apart from protecting and propagating the original teaching of the Buddha would also reestablish the respect and the faith of the people in the Sa=gha and the Buddhist way of life. In addition to the suggestions mentioned above this research proposes to resolve the problems presently experienced domestically and internationally in Buddhist societies. Propositions are made for the rebuilding of a good liaison between the Sa=gha and the State based on historical examples and aiming at adopting the principles of the Theravada tradition to the changing needs of present society.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
12552637.pdf ( 1.44 MB)
15
ศึกษาการประยุกต์หลักพุทธธรรมในการทำงานจิตอาสาของ เยาวชน SOS ของเสถียรธรรมสถาน
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : นางสาวเปี่ยมศรี เศรษฐพรรค์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
บทคัดย่อ วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ ดังต่อไปนี้ (๑) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวกับจิตอาสาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท (๒) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีจิตอาสาและการทำงานจิตอาสาของเยาวชนSOS ของเสถียรธรรมสถาน รุ่นค่าย ๘ สื่อมหัศจรรย์ และ (๓) เพื่อศึกษาการประยุกต์หลักพุทธธรรมในการทำงานจิตอาสาของเยาวชน SOS ของเสถียรธรรมสถาน รุ่นค่าย ๘ สื่อมหัศจรรย์ งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Method) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากเยาวชน SOS รุ่นค่าย ๘ สื่อมหัศจรรย์ที่ทำงานจิตอาสาต่อเนื่องอย่างน้อย ๑ ปีกับค่ายเยาวชน SOS และงานอื่นๆของเสถียรธรรมสถาน จำนวน ๑๐ คน ผลการวิจัยพบว่าแนวคิดทฤษฎีจิตอาสาทั้งโดยทั่วไปและทางพระพุทธศาสนาเถรวาทมีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกันคือเกิดจากความปรารถนาเข้าไปช่วยเหลือโดยไม่ใช่ภาระหน้าที่ และไม่หวังผลตอบแทน ในส่วนการทำงานจิตอาสาของเยาวชน SOS ของเสถียรธรรมสถาน รุ่นค่าย ๘ สื่อมหัศจรรย์นั้นพบว่า เกิดจากการหล่อหลอมพฤติกรรมและจิตใจเยาวชนผ่านกิจกรรมในค่าย การเรียนรู้จากประสบการณ์และการทำงานร่วมกัน รวมถึงการสอดแทรกธรรมะเข้าไปในกิจกรรม ผลคือเยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจิตอาสา ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และได้พัฒนาตน ในส่วนหลักพุทธธรรมที่เยาวชน SOS รุ่น ค่าย ๘ สื่อมหัศจรรย์ส่วนใหญ่ ประยุกต์ใช้ในการทำงานจิตอาสาคือ (๑) สังคหวัตถุ ๔ ในข้อธรรมเรื่อง ทานและอัตถจริยา (๒) อิทธิบาท ๔ ในข้อธรรมเรื่อง ฉันทะ (๓) พรหมวิหาร ๔ ในข้อธรรมเรื่อง เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา (๔) ฆราวาสธรรม ๔ ในข้อธรรมเรื่อง จาคะ (๕) สาราณียธรรม ๖ ในข้อธรรมเรื่อง เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สาธารณโภคิตา ในส่วนการประยุกต์หลักพุทธธรรมในการทำงานร่วมกับผู้อื่น พบว่าหลักพุทธธรรมที่เยาวชน SOS รุ่น ๘ สื่อมหัศจรรย์โดยรวม ประยุกต์ใช้คือ (๑) สังคหวัตถุ ๔ ในข้อธรรมเรื่อง ปิยวาจา (๒) พรหมวิหาร ๔ ในข้อธรรมเรื่อง อุเบกขา (๓) ฆราวาสธรรม ๔ ในข้อธรรมเรื่อง สัจจะ (๔) สาราณียธรรม ๖ ในข้อธรรมเรื่อง ทิฏฐิสามัญญตา และสุดท้ายคือการประยุกต์หลักพุทธธรรมในการพัฒนาตน พบว่าหลักพุทธธรรมที่เยาวชน SOS รุ่น ๘ สื่อมหัศจรรย์ส่วนใหญ่ ประยุกต์ใช้คือ (๑) สังคหวัตถุ ๔ ในข้อธรรมเรื่อง สมานัตตตา (๒) อิทธิบาท ๔ ในข้อธรรม วิริยะ จิตตะ วิมังสา (๓) พรหมวิหาร ๔ ในข้อธรรมเรื่อง อุเบกขา (๔) ฆราวาสธรรม ๔ ในข้อธรรมเรื่อง ทมะ ขันติ (๕) สาราณียธรรม ๖ ในข้อธรรมเรื่อง สีลสามัญญตา

Search within results