Search Result 207 Found

  • Filters
 
1
บทบาทของผู้บริหารที่มีต่อการจัดทำและการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1 - 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี
ROLES OF ADMINISTRATORS IN DEVELOPING AND IMPLEMENTING SCHOOL CURRICULUM IN LEVEL 1 - 2 BASIC EDUCATION SCHOOLS UNDER THE EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE SUPHAN BURI
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : จริยา แก้วสะอาด
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหาร ที่มีต่อการจัดทำและการใช้หลักสูตรสถานศึกษา เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่มีต่อการจัดทำและการใช้หลักสูตรสถานศึกษา รวมทั้งสังเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาการจัดทำและการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา ช่วงชั้นที่ 1 - 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้น ที่ 1 - 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี จำนวน 270 คน ได้มาโดยการสุ่มตามระดับชั้นอย่างเป็นสัดส่วนตามขนาดของสถานศึกษา (proportional stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) กำหนดคำตอบเป็นข้อความ 5 ระดับซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น (reliability)เท่ากับ 0.974 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows version 10.0 สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารปฏิบัติตามบทบาท ที่มีต่อการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก 3 ด้าน เรียงตามลำดับการปฏิบัติจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านจัดให้มีแผนพัฒนาสถานศึกษา เพื่อใช้ในการดำเนินการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ด้านเป็นผู้นำในการจัดทำหลักสูตร โดยร่วมประสานกับบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ตลอดจนสาระหลักสูตรของสถานศึกษา ด้านสนับสนุนการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ อยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน คือ ด้านจัดให้มีการประชาสัมพันธ์หลักสูตรสถานศึกษา ส่วนการปฏิบัติตามบทบาทที่มีต่อการใช้ หลักสูตรสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก 1 ด้าน คือ ด้านจัดให้มีการนิเทศภายในเพื่อให้มีการกำกับติดตามการใช้หลักสูตรสถานศึกษาอย่างมีระบบอยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน คือ ด้านจัดให้มีการประเมินการนำหลักสูตรไปใช้ เพื่อการปรับปรุงพัฒนาสาระของหลักสูตรสถานศึกษาให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และท้องถิ่น ผลการเปรียบเทียบบทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร ที่มีต่อการจัดทำและการใช้หลักสูตรสถานศึกษาจำแนกตามขนาดสถานศึกษาขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ โดยภาพรวมและเป็นรายด้านไม่แตกต่างกัน ปัญหาที่พบมากและแนวทางการแก้ปัญหา ในการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร ที่ มีต่อการจัดทำหลักสูตรที่สำคัญ 3 อันดับแรก คือ ปัญหาขาดบุคลากรที่มีความรู้ในการจัดทำ หลักสูตรสถานศึกษา มีแนวทางแก้ปัญหา คือ จัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โดยเชิญวิทยากรหรือผู้รู้มาให้คำแนะนำ ปัญหารองลงมา คือ ขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการเพื่อจัดแหล่งเรียนรู้ มีแนวทางแก้ไขโดย จัดการระดมทุนจากชุมชน และปัญหาแผนพัฒนาสถานศึกษาปฏิบัติไม่ได้ตามแผนที่กำหนดเนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ มีแนวทางแก้ไขโดยจัดระดมทุนจากชุมชนและวางแผนกำหนดแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน ส่วนปัญหาที่พบมากในการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารที่มีต่อการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ที่สำคัญ 3 อันดับแรก คือ ปัญหาครูขาดความรู้ในการวิเคราะห์และประเมินผลการนำหลักสูตรไปใช้ มีแนวทางแก้ปัญหาโดย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ปัญหารองลงมาคือ การสร้างเครื่องมือเพื่อประเมินการนำหลักสูตรไปใช้ยังไม่เหมาะสม มีแนวทางแก้ปัญหาโดย ขอคำแนะนำจากศึกษานิเทศก์ของเขตพื้นที่การศึกษา และปัญหาลำดับสุดท้าย คือ ผู้บริหารและครูมีภาระงานอื่นมาก ทำให้การนิเทศขาดความต่อเนื่อง มีแนวทางแก้ปัญหาโดย แต่งตั้งคณะกรรมการนิเทศภายใน จัดทำปฏิทินการปฏิบัติงานและจัดลำดับความสำคัญของงาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1appendix.pdf ( 0.03 MB)
2appendix-a.pdf ( 0.08 MB)
3appendix-b.pdf ( 0.06 MB)
4appendix-c1.pdf ( 0.11 MB)
5appendix-c.pdf ( 0.03 MB)
6bib.pdf ( 0.13 MB)
7bio.pdf ( 0.05 MB)
8ch1.pdf ( 0.11 MB)
9ch2.pdf ( 0.42 MB)
10ch3.pdf ( 0.13 MB)
11ch4.pdf ( 0.20 MB)
12ch5.pdf ( 0.14 MB)
2
การดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2
THE IMPLEMENTATION OF HEALTH PROMOTING SCHOOLS IN LEVEL 1-2 BASIC EDUCATION SCHOOLS UNDER KANCHANABURI EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE
บทความ/Article nd.
โดย : ชวนพิศ กระต่าย
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบ สภาพการดาเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพที่ผ่านและไม่ผ่านการประเมิน ตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัย เปรียบเทียบสภาพการดาเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ จาแนกตามเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 เขต 2 และเขต 3 รวมทั้งศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการดาเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จานวน 100 คน ครูผู้นาอนามัย จานวน 100 คน และนักเรียนผู้นาอนามัย จานวน 100 คน รวมจานวน 300 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นได้กลุ่มตัวอย่างจาแนกตามประเภทของสถานศึกษาที่ผ่านและไม่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และคาถามปลายปิดผสมปลายเปิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบด้วยค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการดาเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โดยภาพรวมมีการปฏิบัติ อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนรายองค์ประกอบ พบว่ามีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางทุกองค์ประกอบ เรียงลาดับคือ การบริการอนามัยโรงเรียน การออกกาลังกาย กีฬา และนันทนาการ โภชนาการ และอาหารที่ปลอดภัย สุขศึกษาในโรงเรียน การให้คาปรึกษาและสนับสนุนทางสังคม จัดสิ่งแวดล้อมใน โรงเรียนที่เอื้อต่อสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพบุคลากรในโรงเรียน การบริหารจัดการโรงเรียน นโยบายส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียน และโครงการร่วมระหว่างโรงเรียนและชุมชน 2. ผลการเปรียบเทียบสภาพการดาเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพที่ผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ของกรมอนามัยโดยภาพรวม และรายองค์ประกอบ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญยิ่งทางสถิติที่ระดับ 0.01 นั่นคือ โรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์มีการดาเนินงานได้มากกว่าโรงเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ มาตรฐานของกรมอนามัย 3. ผลการเปรียบเทียบ สภาพการดาเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ จาแนกตามเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 เขต 2 และเขต 3 ในภาพรวมไม่มีความแตกต่างกัน 4. ปัญหาที่พบมากที่สุดและแนวทางการแก้ปัญหาการดาเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของสถานศึกษา เรียงตามลาดับค่าร้อยละจากมากไปน้อย 3 องค์ประกอบแรก ได้แก่ ปัญหาด้านส่งเสริมสุขภาพของบุคลากรในโรงเรียน คือ ขาดการแจ้งข่าวสารอย่างต่อเนื่อง มีแนวทางการแก้ปัญหาคือ ควรประชาสัมพันธ์แจ้งเสียงตามสาย แผ่นพับ เรื่องสุขภาพแก่ชุมชน ปัญหาด้านสุขศึกษาในโรงเรียน คือ ไม่มีแผนการสอนด้านสุขภาพที่เน้นวิถีชีวิตเพื่อสร้างสุขภาพ แนวทางแก้ปัญหาคือ กาหนดแผนและให้ดาเนินการตามแผนโดยมีการกากับติดตาม ปัญหาลาดับที่ 3 ด้านการให้คาปรึกษาและสนับสนุนทางสังคม คือ ขาดการตรวจสอบปัญหาและภาวะเสี่ยงด้านสุขภาพกายและใจให้กับ นักเรียน มีแนวทางการแก้ปัญหาคือ ประชุมร่วมกันระหว่างครูและผู้ปกครองให้เห็นความสาคัญ ช่วยกันดูแลนักเรียนทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างสม่าเสมอ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Miss Chuanpis Krataiy.pdf ( 3.91 MB)
3
การจัดการระบบสารสนเทศเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี
THE INFORMATION SYSTEM MANAGEMENT FOR INTERNAL QUALITY ASSURANCE IN LEVEL 1-2 BASIC EDUCATION
บทความ/Article nd.
โดย : ธีรจิต พัฒนกิตติเวทย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการจัดการระบบสารสนเทศเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และระหว่างเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 เขต 2 และเขต 3รวมทั้งศึกษาความต้องการในการพัฒนาการจัดการระบบสารสนเทศ เพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบงานสารสนเทศ และครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา รวม 288 คน เครื่องที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ข้อคาถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 ค่าสถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างระหว่างคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูป SPSS for Windows ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการจัดการระบบสารสนเทศ เพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ย คือด้านการวางแผน ด้านการดาเนินการ ด้านการพัฒนาปรับปรุง และด้านการตรวจสอบ 2. ผลการเปรียบเทียบสภาพการจัดการระบบสารสนเทศเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาจาแนกตามขนาดสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 3. ผลการเปรียบเทียบสภาพการจัดการระบบสารสนเทศ เพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา จาแนกตามเขตพื้นที่การศึกษา โดยรวมและรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ความต้องการในการพัฒนา การจัดการระบบสารสนเทศ เพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนรายข้อพบว่าความต้องการในการพัฒนาการจัดการระบบสารสนเทศ ที่มีความต้องการมาก 3 ลาดับแรก คือ พัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถ ในการจัดทาระบบสารสนเทศของสถานศึกษา พัฒนาผู้บริหารให้สามารถนาข้อมูลสารสนเทศ ไปใช้เพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และวัสดุครุภัณฑ์ที่สามารถใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Mrs. Teerachit Pattanakittiwate.pdf ( 4.85 MB)
4
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้บริหารสถานศึกษากับ การปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 3
The relationship between administrators? performance based on educational administrative standard criteria and teachers? performance based on teaching professional standard criteria in level 1-2 basic education schools under Kanchanaburi educational service area office 3
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : ชัยรัตน์ ศรีรัตนพร
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ระดับการปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูในสถานศึกษา เปรียบเทียบระดับการบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้บริหารในสถานศึกษา และระดับการปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้บริหารสถานศึกษา กับการปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นครูวิชาการ 85 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1. การบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนรายมาตรฐานอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ย จากมากไปหาน้อย คือมาตรฐานที่ 10 ผู้บริหารมีภาวะผู้นำและมีความสามารถในการบริหารจัดการ มาตรฐานที่ 11 สถานศึกษามีการจัดองค์กร โครงสร้างและการบริหารงานอย่างเป็นระบบ มาตรฐานที่ 14 สถานศึกษาส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา มาตรฐานที่ 12 สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และมาตรฐานที่ 13สถานศึกษามีหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและท้องถิ่น มีสื่อการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 2. การปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนรายมาตรฐานอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับการปฏิบัติจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ มาตรฐานที่ 8 ครูปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน มาตรฐานที่ 9 ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์ มาตรฐานที่ 10 ร่วมมือกับผู้อื่นในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ส่วนมาตรฐานที่มีการปฏิบัติระดับมาก ที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือมาตรฐานที่ 7 รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบ 3. การบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้บริหารสถานศึกษา กับการปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Chairat srirattanaporn.pdf ( 5.92 MB)
5
ความสัมพันธ์ระหว่างพลังอำนาจของผู้บริหารกับประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ของบุคลากรในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1
The relationship between power of school administrators and effectiveness of school personnel?s working performance in schools under Kanchanaburi primary educational service area office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : ปิ่นกาญจน์ ไสยะหุต
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารระดับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากร รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพลังอำนาจของผู้บริหารกับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำนวน 302 คน โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย จากแต่ละสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่ากำหนดคำตอบเป็นข้อความ 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. พลังอำนาจของผู้บริหารในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยคือ อำนาจจากการอ้างอิง อำนาจตามกฎหมาย และอำนาจจากความเชี่ยวชาญ ตามลำดับ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง คืออำนาจในการให้คุณ และอำนาจบังคับ 2. ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คือ การบริหารงานทั่วไป สำหรับการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยคือ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานวิชาการ ตามลำดับ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างพลังอำนาจของผู้บริหารกับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของบุคลากร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 พบว่า มีความสัมพันธ์กันในทางบวก อยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Pinkarn Saiyahoot.pdf ( 5.37 MB)
6
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้บริหารสถานศึกษา กับการปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1- 2 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี
THE RELATION BETWEEN ADMINISTRATORS? JOB PERFORMANCE BASED ON THE STANDARDIZATION CRITERIA AND TEACHERS? JOB PERFORMANCE BASED ON THE TEACHING PROFESSIONAL STANDARDS IN LEVEL 1-2 BASIC EDUCATION SCHOOLS UNDER SUPHAN BURI EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE
บทความ/Article nd.
โดย : ถวิล ทองสัมฤทธ์ิ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ระดับการปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูในสถานศึกษา เปรียบเทียบระดับการบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้บริหารในสถานศึกษา และระดับการปฏิบัติงาน ของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู จา แนกตามขนาดสถานศึกษา และศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างการบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้บริหารสถานศึกษา กับการปฏิบัติงานของครู ตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นครูวิชาการ 84 คนและครูหัวหน้ากลุ่ม สาระการเรียนรู้ 249 คน รวมจา นวน 333 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของเชพเฟ และค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1. การบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก ส่วนรายมาตรฐานอยู่ในระดับมาก เรียงลาดับค่าเฉลี่ย จากมากไปหาน้อย คือ มาตรฐานที่10, 11, 14, 12 และ 13 ดังนี้ ผู้บริหารมีภาวะผู้นา และมีความสามารถในการบริหารจัดการ สถานศึกษามีการจัดองค์กร โครงสร้างและการบริหารงานอย่างเป็นระบบ สถานศึกษาส่งเสริม ความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ และสถานศึกษามีหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและ ท้องถิ่น มีสื่อการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 2. การปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนรายมาตรฐานอยู่ในระดับมาก เรียงลาดับการปฏิบัติจากมากไปหาน้อย 3 ลาดับแรก คือ มาตรฐานที่ 8, 9 และ 10 ดังนี้ ครูปฏิบัติตนเป็ นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน ร่วมมือกับผู้อื่นใน สถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์ ร่วมมือกับผู้อื่นในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ส่วนมาตรฐานที่มีการปฏิบัติ ระดับมาก ที่มีค่าเฉลี่ยต่า ที่สุดคือครูรายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบ 3. ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้บริหาร สถานศึกษา จา แนกตามขนาดสถานศึกษา ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสา คัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ผลการเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู จา แนกตามขนาดสถานศึกษา ขนาดเล็ก ขนาดกลางและ ขนาดใหญ่ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 5. การบริหารงานตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกใน ระดับสูง กับการปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู อย่างมีนัยสา คัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Tawin Thongsamrit.pdf ( 3.07 MB)
7
การพัฒนารูปแบบการประเมินด้านจิตพิสัยเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่าน ช่วงชั้นที่ 1-2
DEVELOPMENT OF ASSESSMENT MODELS ON AFFECTIVE DOMAIN FOR POSITIVE READING HABITS OF LEVELS 1-2 STUDENTS IN SCHOOLS UNDER KANCHANABURI EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 3
บทความ/Article nd.
โดย : ณัฐติกา ขวกเขียว
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาตัวบ่งชี้ด้านจิตพิสัยเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่าน พัฒนารูปแบบการประเมินด้านจิตพิสัยเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่าน ประเมินประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการประเมินด้านจิตพิสัยเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่าน ช่วงชั้นที่ 1-2 ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครู นักเรียน เพื่อนนักเรียน และผู้ปกครองในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ช่วงชั้นที่ 1-2 จานวน 506 คน ได้มาโดยการอาสาสมัคร และการสุ่มอย่างง่ายตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินเป็นมาตรประมาณค่า 4 ระดับ แบบประเมินเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ แบบสอบถามเป็น มาตรประมาณค่า 5 ระดับ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ คือ IOC ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ วิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ผลการพัฒนาตัวบ่งชี้ด้านจิตพิสัยเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่าน พบว่า ตัวบ่งชี้ด้านจิตพิสัยเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่าน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ สภาพแวดล้อม ประกอบด้วยตัวบ่งชี้หลัก 3 ตัว ปัจจัยเบื้องต้นของการอ่าน ประกอบด้วยตัวบ่งชี้หลัก 2 ตัว กระบวนการของการอ่าน ประกอบด้วยตัวบ่งชี้หลัก 3 ตัว ผลผลิตของการอ่าน ประกอบด้วยตัวบ่งชี้หลัก 3 ตัว ผลการพัฒนารูปแบบการประเมินด้านจิตพิสัยเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่าน ประกอบด้วย เป้าหมายของการประเมิน สิ่งที่มุ่งประเมิน วิธีการประเมิน และวิธีการตัดสินการประเมินด้านจิตพิสัยเกี่ยวกับนักเรียน สิ่งที่มุ่งประเมินได้แก่จิตพิสัยเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่าน วิธีการประเมินใช้การเก็บข้อมูลตามตัวบ่งชี้ใน 4 องค์ประกอบ โดยแหล่งผู้ประเมินประกอบด้วย การประเมินตนเอง การประเมินโดยครู การประเมินโดยเพื่อนนักเรียน การประเมินโดยผู้ปกครอง ส่วนวิธีการตัดสินใช้การเกณฑ์การแปลผล จากมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ผลการประเมินประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการประเมินด้านจิตพิสัยเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่าน พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีนิสัยรักการอ่านในระดับพอใช้ นักเรียนมีพัฒนาการด้านจิตพิสัยเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่าน ครูที่ทดลองใช้รูปแบบการประเมินด้านจิตพิสัยเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่านยอมรับว่าการประเมินนี้มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ในทางด้านการปฏิบัติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Nattika Khuakkhiaw.pdf ( 2.24 MB)
8
การวิจัยตามแนวทางการทรงงานตามเบื้องพระยุคลบาท (SAPAE) เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดลาดหญ้า ?ลาดหญ้าวิทยา? สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1
APPLYING THE KING?S WORKING STYLE (SAPAE) TO DEVELOP CREATIVE THINKING ABILITY OF PRATHOMSUKSA 4 STUDENTS OF WATLADYA ?LADYAWITTHAYA? SCHOOL UNDER KANCHANABURI EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : กิติพร โพธิ์ทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมนาแนวทางการทรงงานตามเบื้องพระยุคลบาท (SAPAE) มาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดลาดหญ้า ?ลาดหญ้าวิทยา? สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1โรงเรียนวัดลาดหญ้า ?ลาดหญ้าวิทยา? สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จานวน 29 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม (cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดลาดหญ้า ?ลาดหญ้าวิทยา? ก่อนการพัฒนาและหลังพัฒนา เป็นแบบอัตนัย จานวน 5 ฉบับ แผนการจัดการเรียนรู้ ตามแนวทางการทรงงานตามเบื้องพระยุคลบาท (SAPAE) วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จานวน 5 แผน มีค่าประสิทธิภาพ 81.17/88.28 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t ? test) ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ก่อนการพัฒนาและหลังการพัฒนาแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และความสามารถในการใช้ความคิดสร้างสรรค์หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา แสดงว่า เมื่อนาแนวทางการทรงงานตามเบื้องพระยุคลบาท (SAPAE) มาสารวจปัญหาการใช้ความคิดสร้างสรรค์ว่าอยู่ในระดับใด ความคิดสร้างสรรค์ด้านใดยังบกพร่องอยู่ และนาแนวทางการทรงงานตามเบื้องพระยุคลบาท (SAPAE) มาวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักเรียน ทาให้นักเรียนมีความสามารถในการใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Kitiporn Phothong.pdf ( 3.68 MB)
9
สภาพและปัญหาการบริหารวิชาการตามแนวปฏิรูปการศึกษา ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1 ? 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี
STATE AND PROBLEMS IN ACADEMIC AFFAIRS ADMINISTRATION BASED ON THE EDUCATIONAL REFORM IN LEVEL 1-2 BASIC EDUCATION SCHOOLS UNDER KANCHANABURI EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พิมภา ช้างน้ำ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสภาพการบริหารวิชาการ จำแนกตามขนาดสถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหา การบริหารวิชาการตามแนวปฏิรูปการศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหารและครูวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี จำนวน 234 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และคำถามปลายเปิด ซึ่งมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วย วิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารวิชาการตามแนวปฏิรูปการศึกษาในภาพรวมทั้ง 12 ด้าน อยู่ในระดับมาก ส่วนรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก 8 ด้าน เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย คือ ด้านการพัฒนากระบวน การเรียนรู้ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ด้านการวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา ด้านการแนะแนวการศึกษา ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และด้าน การนิเทศการศึกษา อยู่ในระดับปานกลาง 4 ด้าน เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย คือ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการแก่ชุมชน ด้านการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอื่น และด้านการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา 2. ผลการเปรียบเทียบการบริหารวิชาการตามแนวปฏิรูปการศึกษาในสถานศึกษาที่มี ขนาดต่างกัน โดยภาพรวมไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนรายด้าน พบว่า ด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดใหญ่มีความแตกต่างกับสถานศึกษาขนาดกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ผลการเปรียบเทียบการบริหารวิชาการตามแนวปฏิรูปการศึกษาในสถานศึกษาที่อยู่ ต่างเขตพื้นที่การศึกษา โดยภาพรวมไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนรายด้าน พบว่า ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และด้านแนะแนวการศึกษาในสถานศึกษาสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาเขต 3 มีความแตกต่างกับสถานศึกษาสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาเขต 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ปัญหาที่พบมากที่สุดและแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารวิชาการตามแนวปฏิรูป การศึกษาในแต่ละด้านเรียงตามลำดับความถี่ 3 อันดับแรกได้แก่ ปัญหาด้านการวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน คือ บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจในการวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน แก้ไขโดย สถานศึกษาเชิญวิทยากรจากเขตพื้นที่การศึกษามาให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน และส่งเสริมครูเข้ารับการอบรม สัมมนา รองลงมาเป็นปัญหาด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา คือ บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจในการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา แก้ไขโดย จัดประชุม ชี้แจงและให้บุคลากรเข้ารับการอบรม สัมมนาและแนะนำให้ศึกษาหาความรู้จากเอกสาร และปัญหาด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ คือ ครูยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แก้ไขโดย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการให้ครูปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอนให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษา จัดส่งครูเข้ารับการอบรม สัมมนา และแนะนำให้ครูศึกษาหาความรู้จากเอกสารคู่มือ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Miss Pimpa Changnum.pdf ( 31.36 MB)
10
ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความพึงพอใจ ในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3
THE RELATIONSHIP BETWEEN ADMINISTRATORS? LEADERSHIP BEHAVIOR AND TEACHERS? JOB SATISFACTION IN LEVEL 1-2 BASIC EDUCATION SCHOOLS UNDER KANCHANABURI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 3
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ดวงกมล สุริยะวงษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู และความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 205 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า กำหนดคำตอบเป็น 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย คือ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านการพูดที่มีประสิทธิภาพ ด้านการให้ความช่วยเหลือ ด้านการเข้าสังคมได้ดี ด้านการยอมรับเพื่อนร่วมงาน ด้านการประสานงานที่ดี และด้านการปรับปรุงแก้ไข 2. ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย คือ ด้านการได้การยอมรับ ด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติ ด้านความรับผิดชอบในงานที่ปฏิบัติ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านนโยบายและการบริหาร ด้านการบังคับบัญชา ด้านความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน และด้านเงินเดือน 3. ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Thesis Duankamon.pdf ( 4.20 MB)
11
ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารกับประสิทธิผล ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารงานการศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1
THE RELATIONSHIP BETWEEN ADMINISTRATIVE BEHAVIOR OF SCHOOL ADMINISTRATORS AND THE EFFECTIVENESS OF SCHOOL ADMINISTRATION IN BASIC EDUCATION SCHOOL UNDER KANCHANABURI EDUCATIONAL PRIMARY SERVICE AREA OFFICE 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : ณัฐภาสรณ์ พรหมอ่อน
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 และ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ครูในสถานศึกษาของรัฐ 110 โรงเรียน จำนวน 208 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดของลิเคิร์ท (Likert) และประสิทธิผลของสถานศึกษา ตามแนวคิดของฮอยและมิสเกล (Hoy & Miskel) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิผลของสถานศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3. ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมและ รายด้านกับประสิทธิผลของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Thesis Natphaporn.pdf ( 2.80 MB)
12
ความคิดเห็นของนักศึกษาภาคกศ.บป. เกี่ยวกับการสอนของอาจารย์คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ภาคเรียนที่ 1/2547
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.06 MB)
2contents.pdf ( 0.08 MB)
3appendix.pdf ( 0.31 MB)
4ch.pdf ( 0.93 MB)
13
ความคิดเห็นของนักศึกษาภาคกศ.บป. เกี่ยวกับการเรียนการสอนโรงเรียนสหวิทย์พณิชยการ จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : สำนักวิจัยและบริการวิชาการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.24 MB)
2abstract.pdf ( 0.18 MB)
3contents.pdf ( 0.13 MB)
4ch1_2.pdf ( 0.29 MB)
5ch3.pdf ( 3.73 MB)
6ch4.pdf ( 0.15 MB)
7appendix.pdf ( 0.43 MB)
14
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา กับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1 - 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี
A STUDY OF THE RELATION BETWEEN SCHOOL ADMINISTRATORS? USE OF POWER AND THE TEACHERS? JOB SATISFACTION IN LEVEL 1 ? 2 BASIC EDUCATION SCHOOLS UNDER THE EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE SUPHAN BURI
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สุรพล รุ่งวิริยะวงศ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู เปรียบเทียบความแตกต่างในการใช้พลังอำนาจของ ผู้บริหารสถานศึกษา เปรียบเทียบความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูจำแนกตามขนาดสถานศึกษา รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1 - 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี จำนวน 375 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) กำหนดคำตอบเป็นข้อความ 5 ระดับซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น (reliability) เท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS for windows version 10.0 สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (one - way ANOVA) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson?s product moment correlation coefficient) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษาใช้พลังอำนาจโดยภาพรวมและเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับรายด้านจากมากไปน้อย คือ ด้านพลังอำนาจข่าวสาร ด้านพลังอำนาจอ้างอิง ด้านพลังอำนาจความเชี่ยวชาญ ด้านพลังอำนาจตามกฎหมาย ด้านพลังอำนาจการให้รางวัล ด้านพลังอำนาจพึ่งพา และด้านพลังอำนาจการบังคับ 2. ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูโดยภาพรวมและเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากเรียงตามลำดับรายด้านจากมากไปน้อย คือ ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา การควบคุมบังคับบัญชา ความรับผิดชอบ นโยบายและการบริหารงาน ลักษณะงาน ความสำเร็จในการทำงาน สภาพการทำงาน เงินเดือน ความก้าวหน้า และการยอมรับนับถือ 3. ผลการเปรียบเทียบการใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษาในภาพรวมไม่แตกต่างกัน แต่ด้านพลังอำนาจการให้รางวัล ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดกลางมีการใช้พลังอำนาจแตกต่างกับผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูจำแนกตามขนาดสถานศึกษาในภาพรวมไม่แตกต่างกัน แต่ด้านเงินเดือน ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดกลางแตกต่างกับสถานศึกษาขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 0.01 ตามลำดับ ส่วนด้านความรับผิดชอบ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาขนาดกลางกับขนาดใหญ่ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 5. ในภาพรวม การใช้พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับความพึงพอในการปฏิบัติงานของครู มีความสัมพันธ์กันในทางบวกในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Mr.Suraphol Rungwiriyawong.pdf ( 34.18 MB)
15
ผลการสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาภาคกศ.บป. เกี่ยวกับการเรียนการสอน ณ ศูนย์ให้การศึกษาสุพรรณบุรี สถาบันราชภัฏกาญจนบุรี ภาคเรียนที่ 1/2541
งานวิจัย/Research report 2541
โดย : สถาบันราชภัฏกาญจนบุรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.48 MB)
2contents.pdf ( 0.16 MB)
3ch.pdf ( 15.83 MB)

Search within results