Search Result 38 Found

  • Filters
 
1
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน กรณีศึกษา:ผ้าแพรวาทอมือลายดอกแก้วเบญจรัตน์บ้านโคกกว้าง หมู่ 10 ตำบลมหาไชย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์
Text 2548
โดย : แจ่มจันทร์ ณ กาฬสินธุ์ และคณะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์
การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมุ่งศึกษาและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ผ้าทอ มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาบริบทชุมชนหมู่บ้านโคกกว้าง หมู่ 10 ตำบลมหาไชย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบและศึกษากระบวนการผลิตผ้าแพรวาทอมือลายดอกแก้วเบญจรัตน์ให้มีคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อหาช่องทางการตลาด ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และเพื่อศึกษาแนวทางในการสร้างเครือข่ายผ้าแพรวาทอมือลายดอกแก้วเบญจรัตน์ วิธีการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยใช้เทคนิคการวิจัย เชิงคุณภาพแบบมีส่วนร่วม (Qualitative Participation) และเทคนิคการวิจัยปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) มุ่งเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการดำเนินการวิจัยระหว่างชุมชน ผู้นำชุมชน บุคคล องค์กรเอกชน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องที่สนับสนุนและส่งเสริม เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบมีเป้าหมาย การจัดเวที การสังเกต การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant observation) การบันทึกภาพถ่าย การจดบันทึก การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถามและรวมทั้งการเก็บรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องของชุมชน ผลการวิจัยพบว่า จากการศึกษาบริบทชุมชนบ้านโคกกว้างส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลัก อาชีพเสริมคือการเพาะเห็ดฟาง การทอผ้าได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ผ้าแต่ละชิ้นที่ทอมีลวดลายต้นกำเนิดมาจากผ้าแซ่ว มีรูปแบบการทอลายแพรวาแบบลายล่วงซึ่งมีลักษณะการทอสองสี ใช้วัตถุดิบเส้นด้ายโทเรสำเร็จจากโรงงานในการทอ ผ้าแพรวาทอลายดอกแก้วเบญจรัตน์ที่เป็นผลิตภัณฑ์เอกลักษณ์ของกลุ่มมี 5 สี การทอยังไม่มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและอยู่ระหว่างการพัฒนาฝีมือด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์หลังจากได้รับการอบรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ การแปรรูปผลิตภัณฑ์กลุ่มทอผ้าเกิดการเรียนรู้จากการนำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ภายในชุมชน ใช้ร่วมกันให้เกิดประโยชน์ โดยการนำกลุ่มพ่อบ้านที่จักสานไม้ไผ่มาแปรรูปไม้ไผ่มาเป็นบรรจุภัณฑ์ผ้าทอ ทำให้ชุมชนเกิดการประสานความร่วมมือ ช่วยเหลือกันภายในชุมชนจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนในการสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์จากสินค้าที่มีอยู่ในชุมชน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 5.82 MB)
2
รายงานวิจัยโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างการบริหารจัดการที่ดีของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองกรณีศึกษา : บ้านสร้างแสน หมู่ 2 ตำบลลำห้วยหลัว อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์
Text 2548
โดย : เยาวเรศ จันทะแสนและคณะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์
โครงการวิจัยและพัฒนาเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อเสริมสร้างการบริหารจัดการ ที่ดีของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยคณะวิจัยได้ทำการศึกษาวิจัยตามโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ภายใต้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งแก้ปัญหาความยากจน มีวัตถุ ประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาบริบทชุมชนและศักยภาพของชุมชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และกำหนดแนวทางการมีส่วนร่วมที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ในการบริหารจัดการที่ดีของกองทุนหมู่บ้าน วิธีการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ใช้เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพแบบมีส่วนร่วม (Qualitative Participation) และเทคนิคการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) มุ่งเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการดำเนินการวิจัย เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ การจัดเวที และการสังเกต ผลการวิจัยพบว่า กองทุนหมู่บ้านสร้างแสน หมู่ 2 มีการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านโดยใช้หลักการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล คือ หลักความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ การพิจารณาให้กู้ยืม คณะกรรมการใช้หลักการให้กู้ทุกรายเฉลี่ยการให้เงินกู้ยืมจำนวนเงินเท่ากันทุกราย เฉลี่ยแล้วรายละประมาณ 13,000-20,000 บาท โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารกองทุน สร้างความพึงพอใจให้แก่สมาชิกผู้กู้ยืม การกู้ยืมเงินของสมาชิกส่วนใหญ่กู้เงินไปประกอบอาชีพด้านการเกษตร คือ ทำนา ปลูกยางพารา ปลูกอ้อย และเป็นทุนเพิ่มในการประกอบอาชีพดั่งเดิม การจัดสรรกำไรดอกเบี้ยที่ได้ในแต่ละปีจากเงินกู้ยืมของสมาชิก ชุมชน จะนำเงินมาสร้างที่ทำการกองทุน ซึ่งปัจจุบันยังไม่แล้วเสร็จ กองทุนหมู่บ้านดำเนินตามแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมของบุคคลในชุมชน สอดคล้องกับความต้องการและเกิดระบบการพึ่งพาตนเองของผู้กู้ยืมในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับตนเอง และครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง เกิดการประกอบอาชีพเสริมรายได้ คือ การทำขนมมะพร้าวแก้ว โดยเน้นวัตถุดิบที่มีในชุมชน และเป็นแนวทางการนำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 1.56 MB)
3
สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนาการบริหารงานพัสดุในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2
Problems and Guidelines the Development of Material Supplies Management in Schools Under Kalasin Educational Service Area Office 2.
บทความ/Article nd.
โดย : รัตนา เนตรทัศน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการบริหารงานพัสดุในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ทั้ง 6 ด้าน คือ ด้านการวางแผน ด้านการเบิกจ่าย ด้านการ กำหนดความต้องการ ด้านการเก็บรักษาพัสดุ ด้านการจัดหาพัสดุ ด้านการจำหน่ายพัสดุ กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ปีการศึกษา 2553 และการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 191 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ เจ้าหน้าที่พัสดุ ครูที่ไม่เกี่ยวข้อง กับงานพัสดุ และประธานกรรมการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 จำนวน 275 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดตรวจสอบรายการแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ สมมุติฐาน t?test ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัญหาการบริหารการบริหารงานพัสดุในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับปานกลาง เรียงจากระดับ ค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านการเบิกจ่าย ด้านการกำหนดความต้องการ ด้านการวางแผน และการ ด้านเก็บรักษา มีปัญหาในระดับน้อย 2 ด้าน คือ ด้านการจำหน่ายพัสดุ และด้านการจัดหาพัสดุ 2. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการบริหารงานพัสดุในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ระหว่างช่วงชั้นที่ 1?2 และช่วงชั้นที่ 3?4 พบว่า โดยรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการวางแผน ด้านการกำหนดความต้องการ ด้าน การจัดหาพัสดุ ด้านการเบิกจ่าย ด้านการเก็บรักษา ด้านการจำหน่ายพัสดุ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 3. แนวทางพัฒนาและข้อเสนอแนะอื่น ๆ เกี่ยวกับการบริหารงานพัสดุในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 คือ ควรจัดให้มีการนิเทศการใช้พัสดุและการบำรุงรักษาพัสดุ ควรมี ระบบการควบคุม กำกับ ติดตามและประเมินผลการบริหารงานพัสดุ ควรเปิดโอกาสให้บุคลากรมี ส่วนร่วมในการวางแผนการจัดหาพัสดุ ควรมีการจัดหาพัสดุที่โปร่งใส ควรกำหนดความต้องการพัสดุ โดยทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ควรมีการวางแผนความต้องการพัสดุไว้ล่วงหน้า
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Article.pdf ( 2.03 MB)
6
รายงานวิจัยการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตชุมชน เครื่องจักสานไม้ไผ่ลายขิดบ้านหนองสระพัง หมู่ที่ 3 ตำบลหนองห้างอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
Text 2548
โดย : ฉายรุ่ง ไชยกำบังและคณะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์มุ่งศึกษาและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานไม้ไผ่ลายขิด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มจักสานไม้ไผ่ลายขิด บ้านหนองสระพัง ตำบลหนองห้าง อำเภอ กุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้นำ คนในชุมชน ผู้รู้ ผู้อาวุโส ผู้นำกลุ่มและสมาชิกกลุ่มจักสานไม้ไผ่ลายขิด จำนวน 120 คน แล้ววิเคราะห์และเสนอผลการศึกษาด้วยวิธีพรรณา วิเคราะห์ผลการศึกษา ดังนี้ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานไม้ไผ่ลายขิดเป็นการพัฒนาตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ในการจักสาน ได้แก่ ไม่ไผ่ไร่ และหวาย ที่มีอยู่ในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง ไม้ไผ่ไร่ที่เหมาะแก่การนำมาจักสานต้องมีอายุประมาณ 2-3 ปี เมื่อนำมาจักตอกจะมีความเหนียวไม่ผุ เปราะ และไม่ขาดง่าย เทคนิคในการจักตอกให้มีขนาดเล็กและเท่ากัน คือ การนำฝาน้ำอัดลมมาเจาะรูให้มีขนาดเล็กเท่ากับที่เราต้องการและนำตอกเส้นใหญ่สอดใส่เข้าไปในรู และชักผ่านออกมาจะได้ตอกที่มีขนาดเล็กเท่ากัน ไม่มีเสี้ยน ไม่ห่อตัว บิดตัว หลังจากนั้นนำไปตากแดด เพื่อป้องกันเชื้อรา และการเจาะของแมลง นำมาจักสานโดยนำลวดลายที่อยู่บนผ้า คือลายขิด มาจักสานด้วยไม้ไผ่ จึงทำให้งานจักสานมีความปราณีต สวยงาม สม่ำเสมอ เพราะเส้นตอกที่ใช้สานจะมีขนาดเท่ากับเส้นด้ายที่ใช้ในการทอผ้า ดังนั้น ผู้จักสานจึงต้องใช้ความอดทน พากเพียร และต้องใช้สายตาเพ่งมองในเวลานาน ๆ จึงจะทำให้งานแล้วเสร็จ ผลิตภัณฑ์จักสานจากไม้ไผ่ของกลุ่มจักสานไม้ไผ่ลายขิด ได้ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในธรรมชาติทั้งหมด มาประกอบ เช่น กระเป๋าใช้หวายในการมัดและถักให้เป็นลวดลาย ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มมีรูปร่างสวยงาม มีรูปทรงสมมาตรกัน แข็งแรง มั่นคง ไม่บิดเบี้ยว และได้มีการร่วมมือกันของคนในชุมชน สมาชิกกลุ่มในการสร้างตราสินค้าและฉลากสินค้าของกลุ่มขึ้นมา เพราะจะทำให้ผู้ซื้อจดจำและเลือกซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้อง และบอกรายละเอียดของตัวสินค้า เช่น ขนาดของสินค้า ราคา วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต วิธีการใช้ และการดูแลรักษาสินค้า
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 3.03 MB)
10
โครงการบูรณาการการบริหารจัดการงานพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน : กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลสงเปลือย หมู่ที่ 5 บ้านหัวงัว ตำบลสงเปลือย อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์
Integration management to develop a local sustainable government project to improve the poor problem : Case study of Songpluai Tambon Administration Organizations Moo.5 Ban Huawav ,Songpluai district, Ampher Namon, Kalasin province.
Text 2548
โดย : กตัญญู แก้วหานาม
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์
โครงการบูรณาการการบริหารจัดการงานพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน : กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลสงเปลือย หมู่ที่ 5 บ้านหัวงัว ตำบลสงเปลือย อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ของโครงการ ดังนี้ 1.เพื่อศึกษาบริบทชุมชน/บริบทคนยากจนหมู่ที่ 5 บ้านหัวงัวในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปลือย 2. เพื่อศึกษากระบวนการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลสงเปลือย 3.เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการบริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนตำบลสงเปลือย 4.เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน การวิจัยนี้เป็นเป็นการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย การวิจัยเชิงสำรวจและการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Participation Action Research :PAR) เครื่องมือในการวิจัยใช้แนวคำถาม (Interview guide) และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (Indept Interview) ผลการศึกษาพบว่า บ้านหัวงัวหมู่ที่ 5 ตำบลสงเปลือย อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีประชากร 74 หลังคา 80 ครอบครัว ประชากรทั้งหมด 394 คน ชาย 175 คน หญิง 219 คน อายุอยู่ระหว่าง 18-50 ปี เป็นส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม การศึกษาส่วนใหญ่จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รายได้ของประชากรส่วนใหญ่อยู่ที่ 5,000-10,000 บาท /ปี แหล่งเงินกู้ที่ประชากรไปกู้มากที่สุดคือ ธกส. วัฒนธรรมประเพณีนับถือตามฮีตสิบสองคองสิบสี่ มีความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ในด้านสาธารณสุขประชากรมีบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค ผลการไปจดทะเบียนคนยากจน มีผลดังนี้ 1. ปัญหาที่ดินทำกิน 67 คน 2. ปัญหาหารถูกหลอกลวง 5 คน 3. ปัญหาหนี้สินภาคประชาชน 92 คน 4. ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน 10 คน จากข้อมูลพื้นฐาน นำไปสู่การจัดเวทีชาวบ้านและกำหนดวิสัยทัศน์แผนยุทธสาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ในรูปของโครงการสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อการเกษตร เกิดเป็นกลุ่มเกษตรกรปลูกหน่อไม้ฝรั่งขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 2.48 MB)
11
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาด้านคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาแบบมีส่วนร่วมเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ ของสถานศึกษา กรณีศึกษา สถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต A
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : ทวีชัย คำภักดี,พงษ์ศักดิ์ ทิสานนท์และศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิลัน
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์
ผลการดำเนินการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนของสถานศึกษาทั้ง 3 แห่ง พบว่า ด้านนักเรียน ผลการดำเนินงานตามโครงการ นักเรียนส่วนใหญ่มีวินัยในตนเองดีขึ้น มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมเพิ่มขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สอดคล้องตามกฎระเบียบของสถานศึกษา แต่ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนยังไม่ปรากฏผลเพราะเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ผลการศึกษารายกรณี พบว่า นักเรียนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองในทางที่ดีขึ้น กล่าวคือ การแต่งกายถูกต้องตามระเบียบมากขึ้น มาโรงเรียนทันเวลา ไม่หนีเรียน มีการเตรียมพร้อมด้านอุปกรณ์การเรียน รับผิดชอบหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีความกระตือรือร้นในการทำงานและทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น พูดจาสุภาพกับเพื่อน ๆ มากขึ้นกว่าเดิม มีสัมมาคารวะ และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมตามคำแนะนำครูและเพื่อน ด้านครูผู้สอน พบว่าให้ความร่วมมือในการเป็นตัวอย่างที่ดี มีความเข้าใจและเป็นกันเองกับนักเรียนเพิ่มขึ้น จัดกิจกรรมการเรียนการสอนหลากหลายและสอดแทรกด้านคุณธรรมจริยธรรมเพิ่มขึ้น ด้านผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ได้จัดการประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อกำหนดนโยบายส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม มีการนิเทศติดตาม สอดส่อง ประสานร่วมมือกับผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ด้านผู้ปกครองนักเรียน เริ่มมีความตระหนัก ให้ความสนใจบุตรหลานของตนเพิ่มขึ้น ให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาเพิ่มขึ้น มีความพยายามควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตนเองเพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.05 MB)
2Abtract.pdf ( 0.13 MB)
3Content.pdf ( 0.08 MB)
4Chapter1.pdf ( 0.13 MB)
5Chapter2.pdf ( 0.26 MB)
6Chapter3.pdf ( 0.08 MB)
7Chapter4.pdf ( 0.34 MB)
8Chapter5.pdf ( 0.20 MB)
9Chapter6.pdf ( 0.13 MB)
10Reference.pdf ( 0.10 MB)
11Appendix.pdf ( 1.81 MB)
12
พรมแดนแห่งนิเวศและชาติพันธุ์กับการก้าวข้ามวาทกรรมรัฐชาติ(Ecological and Ethnic Groups Boundaryand the Transverse of the Nation State Discourse)
บทความ/Article 2007
โดย : ธันวา ใจเที่ยง
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1พรมแดนแห่งนิเวศและชาติพันธ์`ใหม่.doc ( 0.36 MB)
13
การสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบโฮมสเตย์ (Home Stay) เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนแบบยั่งยืน ตำบลหนองห้างอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : อรัญญา นนทราช
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.06 MB)
2chapter1.pdf ( 0.09 MB)
3chapter2.pdf ( 0.28 MB)
4chapter3.pdf ( 0.34 MB)
5chapter4.pdf ( 1.07 MB)
6chapter4_2_.pdf ( 0.69 MB)
7chapter4_3_.pdf ( 0.78 MB)
8chapter5.pdf ( 0.36 MB)
9chapter6.pdf ( 0.14 MB)
10Appendix.pdf ( 0.38 MB)
11Appendix2.pdf ( 0.08 MB)
12content.pdf ( 0.11 MB)
14
โครงการวิจัยชุดห้องสมุดมีชีวิตกรณีศึกษา ระบบสารสนเทศผ้าไหมแพรวาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ชุมชนบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์
Text 2548
โดย : ลาวัณย์ ดุลยชาติ และ คณะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและพัฒนาระบบสารสนเทศผ้าไหมแพรวาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ของชุมชนบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ของนักศึกษา คนในชุมชน และ บุคคลทั่วไป ซึ่งชุมชนบ้านโพน มีชื่อเสียงด้านขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม และการผลิตผ้าไหมแพรวาเพื่อจำหน่ายเป็นวิสาหกิจชุมชน การศึกษาวิจัย ครั้งนี้ใช้วิธี การวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) โดยการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างทีมงานวิจัยกับชุมชนกลุ่มผลิตผ้าไหม การสัมภาษณ์จากผู้รู้ในชุมชนบ้านโพน รวมทั้งข้อมูลจากเอกสารที่ปรากฏในชุมชน การศึกษาพบว่าชุมชนโพนเป็นชนเผ่าผู้ไทที่ได้อนุรักษ์วัฒนธรรมไว้อย่างเหนียวแน่น จึงเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ซึ่งมีจุดเด่น ในด้านวัฒนธรรมการทอผ้าไหม จนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้เกิดวิสาหกิจในชุมชนที่สร้างอาชีพ และรายได้ให้กับประชาชน การทอผ้าไหมแพรวาชุมชนโพนมีมาเป็นเวลานาน ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์มาตลอด ชุมชนบ้านโพนจึงได้มีการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรม เพื่อจำหน่ายผ้าไหมโดยตรงจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง แต่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ ซึ่งอยู่ห่างไกล การเดินทาง ของผู้ที่มีสนใจต้องการซื้อและศึกษาองค์ความรู้ผ้าไหมแพรวา และวัฒนธรรมชนเผ่า ค่อนข้างลำบาก ยุคเปลี่ยนแปลงกระแสการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อลดทอนข้อจำกัดเวลาและสถานที่ การพัฒนาระบบสารสนเทศผ้าไหมแพรวา ให้สามารถสืบค้นผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะที่จะประชาสัมพันธ์ สารสนเทศผ้าไหมแพรวา ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้ต้องการเผยแพร่เพื่อจำหน่าย และผู้รับสารสนเทศที่ต้องการศึกษาหาความรู้ โดยไม่ต้องเดินทางไกล การศึกษาพัฒนาระบบสารสนเทศผ้าไหมแพรวาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้ทดสอบการใช้ระบบจากผู้ใช้ 3 กลุ่ม พบว่ากลุ่มที่ 1 ผู้ใช้ที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์เข้ามาสืบค้นข้อมูล มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก กลุ่มที่2 ชาวบ้านในชุมชนชนบ้านโพนเข้ามาสืบค้นข้อมูลมีความพึงพอใจระดับมาก และกลุ่มที่3 ผู้ใช้ภายนอกจังหวัดเข้ามาสืบค้นข้อมูลมีความพึงพอใจมากที่สุด ซึ่งส่งผลให้ เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจทั่วไปได้ศึกษา และเผยแพร่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั่วโลก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 2.82 MB)
15
โครงการศึกษาการตรวจสอบโดยสังคม: เครื่องมือด้านการบริหารจัดการเพื่อการลดความและเพิ่มความเข้มแข็งชุมชนในประเทศไทยกรณีศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์
Text 2548
โดย : อรัญญา นนทราช, มะลิวรรณ สุวรรณพฤกษ์และธันวา ใจเที่ยง
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 1.18 MB)

Search within results