Search Result 530 Found

  • Filters
 
1
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษากับสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
Relationship between good governance administration of school administrators and organizational health of schools under the office of basic education area of kamphaeng phet, zone 1.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : รับขวัญ ภาคภูมิ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ตามทัศนะของข้าราชการครู 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ตามทัศนะของข้าราชการครู 4) เพื่อเปรียบเทียบสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำแนกตามขนาดของโรงเรียน 5) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษากับสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครูของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. การเปรียบเทียบการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 เมื่อจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า มีการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. สุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ทั้งภาพรวมและรายมิติอยู่ในระดับมาก 4. การเปรียบเทียบสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 เมื่อจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า สุขภาพองค์การของสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมันัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5. การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg_74_1.pdf ( 0.11 MB)
2abs-74-2.pdf ( 0.14 MB)
3con-74-3.pdf ( 0.15 MB)
4ch1-74-4.pdf ( 0.44 MB)
5ch2-74-5.pdf ( 2.16 MB)
6ch3-74-6.pdf ( 0.28 MB)
7ch4-74-7.pdf ( 0.65 MB)
8ch5-74-8.pdf ( 0.69 MB)
9bib-74-9.pdf ( 0.21 MB)
10app-74-10.pdf ( 1.11 MB)
2
การศึกษาสภาพ ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
A study of profiles problem and development of guidance administration of the fundamental schools under the office of education area of Kamphaengphet region 1.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สมหวัง ทาแกง
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาสภาพ ปัญหาและแนวทางพัฒนาการบริหารจัดการงาน แนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จุดมุ่งหมายในการวิจัยคือ 1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน 2. เพื่อศึกษาปัญหาบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 3. เพื่อศึกษา แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาครอบคลุมแนวปฏิบัติการบริหารจัดการงานแนะแนว 6 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการ ขั้นตอนการกำหนดนโยบายและการบริหารงานแนะแนว ขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาและ แผนปฏิบัติการประจำปี ขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน ขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงานและรายงานผลเสนอฝ่ายบริหาร และขั้นตอนการปรับปรุงและพัฒนา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูแนะแนว จำนวน 452 คน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหาร สถานศึกษาและครูแนะแนว จำนวน 210 คนและผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาการบริหารจัดการงานแนะแนว จำนวน 17 คน การเก็บข้อมูลใช้ 2 ลักษณะคือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สรุปผลการวิจัย ตอนที่ 1 สภาพการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยภาพรวมมีการบริหารจัดการ อยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า มีการบริหารจัดการอยู่ในระดับมาก 1 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการแนะแนว มีการบริหารจัดการอยู่ในระดับปานกลาง 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการประจำปี และขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน นอกนั้นมีการบริหารจัดการอยู่ในระดับน้อย ตอนที่ 2 ปัญหาการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยภาพรวมมีปัญหาการบริหารจัดการ อยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า มีปัญหาการบริหารจัดการอยู่ในระดับมาก 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการกำหนดนโยบายและการบริหารงานแนะแนว และ ขั้นตอนการปรับปรุงและพัฒนางาน และมีปัญหาการบริหารจัดการอยู่ในระดับน้อย 1 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการแนะแนว นอกนั้นมีปัญหาการบริหารจัดการอยู่ในระดับปานกลาง ตอนที่ 3 แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 พอสรุปได้ดังนี้ 3.1 ขั้นตอนการกำหนดนโยบายและการบริหารงานแนะแนว สถานศึกษาควรจัดการบริหารงานแนะแนวโดยความร่วมมือของทุกฝ่าย 3.2 ขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการประจำปี สถานศึกษาควรบริหารงานแนะแนวในรูปของคณะกรรมการโดยมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน 3.3 ขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน ผู้บริหารสถานศึกษาควรเป็นผู้นำใน การพัฒนางานแนะแนวโดยมีการกำกับ ติดตามและเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจงานแนะแนว ควรมี การประเมินผลงานแนะแนว 3.4 ขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงานและรายงานผลเสนอฝ่าย บริหาร สถานศึกษาควรมีการกำหนดกรอบในการประเมินและควรให้ความรู้เกี่ยวกับการประเมินโครงการแก่บุคลากรในสถานศึกษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง 3.5 ขั้นตอนการปรับปรุงและพัฒนา สถานศึกษา ควรมีการนำกระบวนการบริหารอย่างมีคุณภาพหรือวงจร PDCA มาใช้กำหนดเป็นแนวทางในการพัฒนางานแนะแนว
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg-222-1.pdf ( 0.16 MB)
2abs-222-2.pdf ( 0.34 MB)
3con-222-3.pdf ( 0.38 MB)
4ch1-222-4.pdf ( 0.57 MB)
5ch2-222-5.pdf ( 3.11 MB)
6ch3-222-6.pdf ( 0.44 MB)
7ch4-222-7.pdf ( 1.70 MB)
8ch5-222-8.pdf ( 1.20 MB)
9bib-222-9.pdf ( 0.32 MB)
10app-222-10.pdf ( 1.99 MB)
3
การศึกษาการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1-2
A study of external assessment of the office for nationaleducation standards and quality assessment (pupblic organization) in schools under Kamphangphet educational service area office zone 1 and 2.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : สมบุญ ตาคำชัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณภาพการประเมินภายนอก เพื่อศึกษาการนำผลจากการประเมินภายนอกไปใช้พัฒนาสถานศึกษา และเพื่อศึกษาแนวทางการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1-2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 118 คน ครูผู้สอน จำนวน 332 คน ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการประเมินภายนอก จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1-2 ใน 3 ด้าน สรุปได้ดังนี้ 1.1 ความรู้ความสามารถของผู้ประเมินภายนอก พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 1.2 กระบวนการประเมินภายนอก พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 1.3 ผลการประเมินภายนอก พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2. การนำผลจากการประเมินภายนอก ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ไปใช้พัฒนาสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1-2 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก 3. แนวทางพัฒนาการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1-2 ในด้านคุณภาพการประเมินภายนอกและด้านการนำผลการประเมินภายนอกไปใช้พัฒนาสถานศึกษา สรุปได้ดังนี้ 3.1 ด้านคุณภาพการประเมินภายนอก 3.1.1 ความรู้ความสามารถของผู้ประเมินภายนอก สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อทบทวนเกี่ยวกับเกณฑ์การประเมินในแต่ละมาตรฐานและตัวบ่งชี้ ควรปรับเวลาและจำนวนผู้ประเมินให้เหมาะสมตามขนาดของโรงเรียน และควรจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ประกอบการรวบรวมข้อมูลตามมาตรฐานต่างๆ 3.1.2 กระบวนการประเมินภายนอก แม้สถานศึกษาจะเตรียมหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารต่าง ๆ ไว้มากมายก็ตาม ผู้ประเมินภายนอกจะต้องมีการตรวจสอบโดยวิธีการอื่นๆ ด้วย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ยืนยันสภาพจริง คณะผู้ประเมินควรแบ่งภาระงานรับผิดชอบ จัดทำแผน/ปฏิทินประจำตัวในกลุ่มผู้ประเมิน เพื่อให้สามารถตรวจเยี่ยมได้ทั่วถึง และผู้ประเมินควรเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้มีโอกาสซักถามได้อย่างเต็มที่ 3.1.3 ผลการประเมินภายนอก ผู้ประเมินควรดำเนินการประชุมปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะการให้ข้อเสนอแนะจากผลการประเมิน สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ควรประเมินรายงานการประเมินของผู้ประเมิน เพื่อพิจารณาว่าคณะผู้ประเมินคณะหรือบุคคลใดควรได้รับการอบรมความรู้และทักษะในการให้ข้อเสนอแนะ และคณะผู้ประเมินต้องจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับสถานศึกษาในบริบทที่สถานศึกษาสามารถกระทำได้ หรือพัฒนาได้จริง 3.2 ด้านการนำผลการประเมินภายนอกไปใช้พัฒนาสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ควรมีกรรมการติดตามสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินภายนอก จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ไปแล้ว คณะผู้ประเมินภายนอกควรเขียนจุดที่ควรพัฒนาและข้อเสนอแนะในแต่ละมาตรฐานให้สอดคล้องกับผลการประเมินที่ในระดับพอใจหรือระดับการปรับปรุงและเสนอแนะในประเด็นที่สถานศึกษาสามารถปรับปรุงได้จริง และสถานศึกษาร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องวางแผนพัฒนาจากผลการประเมินภายนอกอย่างต่อเนื่องและเสนอรายงานความก้าวหน้าต่อเขตพื้นที่การศึกษาเป็นระยะ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg_80_1.pdf ( 0.10 MB)
2abs-80-2.pdf ( 0.20 MB)
3con-80-3.pdf ( 0.18 MB)
4ch1-80-4.pdf ( 0.34 MB)
5ch2-80-5.pdf ( 3.10 MB)
6ch3-80-6.pdf ( 0.27 MB)
7ch4-80-7.pdf ( 0.82 MB)
8ch5-80-8.pdf ( 0.61 MB)
9bib-80-9.pdf ( 0.15 MB)
10app-80-10.pdf ( 1.08 MB)
4
การพัฒนาชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : พัชรี พุทธิกานนท์
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้วิชาวิทยาศาสตร์ตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1ระหว่างก่อนเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้กับหลังเรียน 3) เปรียบเทียบความสนใจในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ระหว่างหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้กับเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ จำนวน 5 ชุดที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสารและสมบัติของสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 เป็นแบบทดสอบ ปรนัยชนิด 4 ตัวเลือกจำนวน 30 ข้อ 3. แบบสอบถามความสนใจในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทุ่งฟ้าวิทยาคม อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 34 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม(E1/E2) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ วิชาวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 74.60 / 70.22 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ มีคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความสนใจในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โดยใช้ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้มีความสนใจหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ส่วนนำ.pdf ( 0.17 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.17 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.84 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.22 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.16 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.14 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.19 MB)
5
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
The effect of cooperative learning by achievement division technique affecting learning achievemen and attitude in computer subject of matthayomsuksa 1 students.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : ปรัชญาพร มะยมหิน
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ70 3) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ ก่อนและหลังเรียน 4) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์กับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนราษฎร์ปรีชาวิทยาคม ลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 30 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ใช้เวลาในการวิจัย 12 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ ในวิชาคอมพิวเตอร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธี แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยวิธี แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ มีเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยวิธี แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ มีเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg.pdf ( 0.19 MB)
2chapter1.pdf ( 0.18 MB)
3chapter2.pdf ( 0.65 MB)
4chapter3.pdf ( 0.23 MB)
5chapter4.pdf ( 0.11 MB)
6chapter5.pdf ( 0.15 MB)
7bib.pdf ( 0.18 MB)
8app.pdf ( 2.10 MB)
6
ผลของการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
Effects of whole language appoach on english achievement and interest in studying of pratomsuksa I students.
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : รินทร์ลภัส พลไชยเศรษฐ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ คือ 1)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติกับเกณฑ์ 3)เพื่อเปรียบเทียบความความสนใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ 4 ) เพื่อเปรียบเทียบความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติกับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนอนุบาลคลองขลุง อำเภอคลองขลุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2 จำนวน 49 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการสอนตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสังเกตความสนใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) ค่าสถิติ t ? test จ ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนว การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนว การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉลี่ยร้อยละ 81.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการสอนตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติมีความสนใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตาม แนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติมีความสนใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ในระดับดี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abs.pdf ( 0.17 MB)
2app.pdf ( 2.60 MB)
3bib.pdf ( 0.40 MB)
4ch1.pdf ( 0.38 MB)
5ch2.pdf ( 2.32 MB)
6ch3.pdf ( 0.49 MB)
7ch4.pdf ( 0.19 MB)
8ch5.pdf ( 0.40 MB)
9con1.pdf ( 0.13 MB)
10tpg.pdf ( 0.07 MB)
7
การศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางพัฒนาการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
A study of condition, problems and development guideline of internal supervising in basic school under the office of educational service area of Kamphaengphet region 1.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ประมวล องอาจ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการนิเทศภายใน ของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 2) เพื่อศึกษาปัญหาการนิเทศภายใน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการนิเทศภายใน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูวิชาการ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 จำนวน 626 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพ ปัญหา การนิเทศภายใน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 แบบสัมภาษณ์แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายใน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 แบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายใน ของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย (X) และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ในด้านการพัฒนาหลักสูตร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก รายการที่มากที่สุดคือมีการประชุมระดมความคิด กำหนดจุดมุ่งหมาย การวางแผนกำหนดโครงสร้างของหลักสูตรและเลือกเนื้อหาสาระของหลักสูตร กำหนดให้ครูตัดสินใจในการนำวัสดุอุปกรณ์ วิธีการสอน เนื้อหาวิชาเพื่อพัฒนาหลักสูตร อันดับ 2 คือ มีการให้ความรู้โดยตรงเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อันดับ 3 คือ ประชุมครูทางวิชาการ เพื่อปรับปรุงหลักสูตร ด้านพัฒนาการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง รายการที่มากที่สุด คือมีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญให้คำปรึกษาหารือ หรือให้คำแนะนำในการดำเนินการจัดสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติจริงของผู้เรียนอันดับ 2 คือ กำหนดให้ศึกษาเอกสารทางวิชาการเพื่อนำความรู้มาพัฒนาในการจัดการเรียนการสอนให้ยืดหยุ่นตามสภาพเหตุการณ์และท้องถิ่น อันดับ 3 คือ กำหนดให้ครูได้ปฏิบัติงานโดยตรง โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ในเรื่องการจัดการเรียนการสอนเน้นกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการคิดสร้างสรรค์และเน้นกระบวนการกลุ่ม และเยี่ยมชั้นเรียนให้คำปรึกษาหารือ คำแนะนำ การจัดทำแผนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อการเรียนการสอน ด้านการวัดประเมินผลการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง อันดับที่มากที่สุด คือ กำหนดให้ครูศึกษาเอกสารทางวิชาการเพื่อนำความรู้มาพัฒนาในการประเมินผล โดยใช้แฟ้มสะสมงาน อันดับ 2 คือ ประชุมระดมความคิด การประเมินผลตามสภาพจริงที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กำหนดให้ครูปฏิบัติงานประเมินผู้เรียน พัฒนาด้านทักษะ ด้านสังคม ทักษะการอ่าน ทักษะการทำงานกลุ่ม ทักษะการใช้เครื่องมือทดลอง ทักษะการพูด ฯลฯ อันดับ 3คือ จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการให้มีความรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน ตามแนวทางหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. ปัญหาการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 ในด้านการพัฒนาหลักสูตร โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง รายการที่มากที่สุดคือครูขาดความรู้ความเข้าใจ ในการให้ความรู้โดยตรงเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อันดับ 2 คือ ขาดการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการประชุมเพื่อปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการพัฒนาหลักสูตร อันดับ 3 คือ บุคลากรขาดความรู้ การปฏิบัติในการสร้างหลักสูตรเพื่อนำมาปรับปรุงให้เข้ากับผู้เรียน ด้านการพัฒนาการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง รายการที่มากที่สุดคือ ขาดวิทยากรในการสาธิตการสอน เพื่อปลูกฝังให้มีค่านิยมที่จำเป็นต่อเด็กนักเรียน เช่น ขยัน ประหยัด อดทน ซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ ฯลฯ อันดับ 2 คือ การจัดกิจกรรม สาธิตการสอน ดูโทรทัศน์ สังเกตการสอนของครูผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีสอนที่หลากหลาย ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีจำนวนไม่เพียงพอและไม่น่าสนใจ ครูไม่มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แก้ไขปรับปรุงการเรียนการสอนโดยการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ อันดับ 3 คือ ขาดเอกสารคู่มือในการจัดสนทนาทางวิชาการ ในการจัดการเรียนการสอนให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงทั้งภายในกลุ่มสาระ และระหว่างกลุ่มสาระ ด้านการวัดประเมินผลการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง รายการที่มากที่สุดคือ ไม่มีการประชุมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ให้มีความรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน ตามแนวทางหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูไม่นำความรู้ จากการอบรม โดยใช้ผลงานของนักเรียนมาวัดประเมินผลนักเรียน อันดับ 2 คือ ครูไม่มีการศึกษาประเมิผู้เรียน จากเอกสาร สื่อเทคโนโลยี นำความรู้ความเข้าในไปให้เหตุผลในการแก้ปัญหา อันดับ 3 คือ ครูไม่ปฏิบัติงานประเมินผู้เรียน การพัฒนาทักษะด้านสังคม ทักษะการอ่าน ทักษะการทำงานกลุ่ม ทักษะการใช้เครื่องมือทดลอง ทักษะการพูด ฯลฯ 3. แนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1ด้านการพัฒนาหลักสูตร 3.1 แนวทางพัฒนาการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก พบว่า ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ด้านการวัดประเมินผลการเรียนการสอน ด้านการพัฒนาหลักสูตร และด้านการพัฒนาการเรียนการสอน 3.2 แนวทางพัฒนาการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ด้านการพัฒนาหลักสูตร ในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือวิธีการให้ครูปฏิบัติงานโดยตรง วิธีการประชุมระดมความคิด และวิธีการนิเทศโดยให้ดูการกระทำหรือดูการปฏิบัติงาน 3.3 แนวทางพัฒนาการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ด้านการพัฒนาการเรียนการสอน ในภาพรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ วิธีการประชุมระดมความคิด วิธีการให้ครูปฏิบัติงานโดยตรง และวิธีการให้ความรู้โดยตรง 3.4 แนวทางพัฒนาการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนในภาพรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ วิธีการให้ความรู้โดยตรงวิธีการนิเทศโดยให้ดูการกระทำหรือดูการปฏิบัติงาน และวิธีการให้ครูปฏิบัติงานโดยตรง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg-275.pdf ( 0.18 MB)
2abs-275.pdf ( 0.56 MB)
3con-275.pdf ( 0.57 MB)
4ch1-275.pdf ( 0.68 MB)
5ch2-275.pdf ( 4.00 MB)
6ch3-275.pdf ( 0.61 MB)
7ch4-275.pdf ( 6.08 MB)
8ch5-275.pdf ( 2.66 MB)
9bib-275.pdf ( 0.26 MB)
10app-275.pdf ( 4.91 MB)
8
การศึกษาการวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
A study of strategic planning of fundamental schools under the office of Kamphaeng Phet educational zone 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : วิโรจน์ พลขันธ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg.pdf ( 0.08 MB)
2abs.pdf ( 0.15 MB)
3con1.pdf ( 0.30 MB)
4ch1.pdf ( 0.36 MB)
5ch2.pdf ( 2.01 MB)
6ch3.pdf ( 0.40 MB)
7ch4.pdf ( 3.28 MB)
8ch5.pdf ( 1.80 MB)
9con1.pdf ( 0.30 MB)
10app.pdf ( 2.22 MB)
9
กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 และเขต 2
Academic administration strategy of basic education schools under Kamphaeng Phet primary education service area office 1 and 2.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : ชัชฏาภรณ์ อร่ามรุณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการพัฒนา การบริหารงานวิชาการ 2) พัฒนากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการ และ 3) ประเมินกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาแพงเพชร เขต 1 และเขต 2 ดาเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการเกี่ยวกับการพัฒนา การบริหารงานวิชาการ โดยใช้แบบสอบถามบุคลากร 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหาร ครูฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน รวม 720 คน และจากการสนทนากลุ่ม จานวน 20 คน 2) พัฒนากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการ โดย การสัมภาษณ์ ผู้บริหาร ครูฝ่ายวิชาการ ครูผู้สอน ในสถานศึกษาที่ประสบผลสาเร็จด้านการบริหารวิชาการ 4 แห่ง แล้วประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์สถานแวดล้อมภายในและภายนอกและร่างกลยุทธ์ จานวน 2 ครั้ง โดยมีผู้บริหาร ครูฝ่ายวิชาการ กับครูผู้สอน รวม 30 คน และทาการตรวจสอบความถูกต้องของกลยุทธ์ จากด้วยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จานวน 10 คน 3) ประเมินกลยุทธ์ในด้านความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญทางกลยุทธ์ จานวน 17 คน ทาการประเมิน ผลการศึกษาพบว่า 1. สภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการวางแผนการบริหาร การจัดโครงสร้างการบริหาร การนา และการควบคุมการบริหาร และสถานศึกษามีปัญหา การบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนความต้องการในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับมาก และมากที่สุด 2. การพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการ โดยวิธีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ภายในและภายนอก (SWOT Analysis) ของสถานศึกษา โดยสรุปได้กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการ14 กลยุทธ์ มาตรการในการดาเนินการตามกลยุทธ์จานวน 26 มาตรการ และตัวชี้วัดที่แสดงถึงความสาเร็จจานวน 32 ตัวชี้วัด 3. ผลการประเมินกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญ ปรากฏว่ากลยุทธ์ที่สร้างขึ้นมีความสอดคล้องและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก ส่วนความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากและมากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg.pdf ( 0.80 MB)
2ch1.pdf ( 0.92 MB)
3ch2.pdf ( 2.23 MB)
4ch3.pdf ( 1.14 MB)
5ch4.pdf ( 2.86 MB)
6ch5.pdf ( 0.98 MB)
7bib.pdf ( 0.87 MB)
8app.pdf ( 3.74 MB)
10
ผลการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้น สำหรับนักศึกษาโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 1
งานวิจัย/Research report 2555
โดย : ชัยรัตน์ บุมี
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้น สำหรับนักศึกษาโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) หาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้น สำหรับนักศึกษาโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 1 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักศึกษาโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 1 ที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ เรื่องโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้น 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษา โปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 1 ที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ที่ศึกษาวิชาการสอนเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 31 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(purposive sampling) ระยะเวลาในการทดลอง จำนวน 4 วัน วันละ 4 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้น แบบทดสอบวัดผลการเรียนประจำชุดฝึก จำนวน 4 ชุด ชุดละ 10 ข้อ เป็นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก รวม 40 ข้อ ใช้ทดสอบหลังเรียนจบแต่ละช่วงเนื้อหาของชุดฝึก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย(mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(standard deviation) และสถิติทดสอบที(t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้น ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 76.58/82.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.69 แสดงว่านักศึกษามีความรู้เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน ร้อยละ 69 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปี่ที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ความพึงพอใจของนักศึกษาโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลเบื้องต้น อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 0.42 )
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ส่วนนำ.pdf ( 0.22 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.12 MB)
3บทที่1.pdf ( 0.13 MB)
4บทที่2.pdf ( 0.46 MB)
5บทที่3.pdf ( 0.31 MB)
6บทที่4.pdf ( 0.19 MB)
7บทที่5.pdf ( 0.16 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.15 MB)
9ภาคผนวก.pdf ( 2.92 MB)
11
แนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
The development guidelines for implementation of strdent support and care system to have an education institute's quality standards under the Kamphaeng phet education service area zone 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : ณัฐวุฒิ รัตนพันธ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 2. ศึกษาปัญหาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 3. ศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 4. หาแนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และหัวหน้างานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 82 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแจกแจงความถี่และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ปัญหาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย 3. ผลการศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อมูลการดำเนินงานของแต่ละด้านในลำดับแรก ดังต่อไปนี้ ควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้แสดงควมสามารถตามความถนัดและความสนใจของนักเรียน มีการจัดทำแผนการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน ฝ่ายบริหารต้องให้ความสำคัญและเป็นผู้นำในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 4. ผลการศึกษาแนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวทางพัฒนาการดำเนินงานของแต่ละด้านในลำดับแรก ดังต่อไปนี้ สถานศึกษาควรมีการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะทางวิชาการให้แก่นักเรียนอย่างหลากหลาย เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับนักเรียน มีการจัดประชุมเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนเพื่อให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง มีการจัดทำคู่มือในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแจกให้กับครูทุกคนเพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.04 MB)
2กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.05 MB)
3บทคัดย่อภาษาไทย.pdf ( 0.05 MB)
4บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.pdf ( 0.04 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
6สารบัญตาราง.pdf ( 0.06 MB)
7บทที่ 1.pdf ( 0.12 MB)
8บทที่ 2.pdf ( 0.32 MB)
9บทที่ 3.pdf ( 0.14 MB)
10บทที่ 4.pdf ( 0.28 MB)
11บทที่ 5.pdf ( 0.17 MB)
12บรรณานุกรรม.pdf ( 0.11 MB)
13ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.06 MB)
14ภาคผนวก ก.pdf ( 0.17 MB)
15ภาคผนวก ข.pdf ( 0.08 MB)
16ภาคผนวก ค.pdf ( 0.31 MB)
17ภาคผนวก ง.pdf ( 0.08 MB)
18ภาคผนวก จ.pdf ( 0.21 MB)
12
การจัดการความรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
Knowledge management in schools under Kamphaengphet educational service area office 1.
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ณัฐกรณ์ สารปรัง
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการความรู้ของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 2) เพื่อศึกษาปัญหาการจัดการความรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการจัดการความรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 วิธีดำเนินการวิจัย มี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการความรู้ของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 143 คน และครูผู้สอนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 337 คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 480 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามประมาณค่า แบบสอบถามปลายเปิด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การแจงแจงความถี่ จัดอันดับ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางพัฒนาการจัดการความรู้สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้ และประสบการณ์ จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การแจงแจงความถี่ จัดอันดับ ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการจัดการความรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยรายด้านที่อยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านบรรยากาศ/วัฒนธรรมองค์กร ด้านกระบวนการสร้าง ใช้จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ด้านการใช้ความรู้ ด้านชุมชนความรู้ ด้านกระบวนการตรวจสอบ (วัด) สินทรัพย์ทางปัญญา ด้านกระบวนการถ่ายทอดความรู้ภายในองค์กร ด้านการจัดหมวดหมู่ความรู้และจัดเก็บ ด้านกระบวนการถ่ายทอด แลกเปลี่ยนความรู้ภายในองค์กร ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนกระบวนการ 2. ปัญหาการจัดการความรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยรายด้านที่อยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ ด้านการตรวจสอบ คัดเลือกความรู้ด้านการยกระดับความรู้ ด้านการค้นคว้าหาความรู้จากภายนอก ด้านการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองจากการทำงาน ด้านการกำหนดความรู้ที่จำเป็นสำหรับใช้งาน 3. แนวทางพัฒนาการจัดการความรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานแต่ละด้านดังนี้ 3.1 สถานศึกษาควรส่งเสริมให้ครูผู้สอนสร้างความรู้จากการปฏิบัติงาน โดยจัดทำเป็นผลงานทางวิชาการ การทำวิจัยในชั้นเรียน 3.2 สถานศึกษาควรเปิดโอกาสให้ครูผู้สอนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ 3.3 สถานศึกษาควรส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นกับครูผู้สอนในสถานศึกษาเดียวกัน เพื่อตรวจสอบ และคัดเลือกความรู้ร่วมกัน 3.4 สถานศึกษาควรจัดวางรูปแบบ หรือโครงสร้างที่ชัดเจนอย่างเป็นระบบในด้านความรู้ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้เข้าใจตรงกัน 3.5 สถานศึกษาส่งเสริมครูผู้สอนที่มีผลงานทางวิชาการหรือผลงานดีเด่นจัดทำแฟ้มผลงาน และแฟ้มการพัฒนางาน เพื่อเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่น 3.6 สถานศึกษาส่งเสริมให้ครูมีเวทีสำหรับการนำความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน 3.7 สถานศึกษาส่งเสริมให้ครูพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง เช่น การทำผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ 3.8 สถานศึกษาควรจัดให้มีการแสดงผลงานของครูผู้สอนและยกย่องเชิดชูเกียรติให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องทุกปีการศึกษา 3.9 สถานศึกษาควรจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเป็นกัลยาณมิตรเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ที่กลัวเทคโนโลยี 3.10 สถานศึกษาส่งเสริมการนำแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) มาเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติงานเพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในงานและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง 3.11 สถานศึกษาสร้างบรรยากาศในการทำงานแบบกัลยาณมิตร โดยการเห็นคุณค่าของกันและกัน 3.12 สถานศึกษาส่งเสริมให้มีการสับเปลี่ยนงานของครูผู้สอน เพื่อให้มีการกระจายของความรู้ 3.13 สถานศึกษาส่งเสริมให้ครูผู้สอนจัดตั้งกลุ่มเครือข่าย โดยให้กลุ่มคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันเข้ามารวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อจัดการเรียนรู้ ถ่ายทอดทักษะ ประสบการณ์และความรู้ในการทำงานร่วมกัน โดยมีกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง 3.14 สถานศึกษาส่งเสริมให้มีการประเมินเชิงบวก โดยประเมินเพื่อหาความสำเร็จไม่ใช่หาข้อบกพร่อง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abs.pdf ( 0.27 MB)
2app.pdf ( 1.59 MB)
3bib.pdf ( 0.15 MB)
4ch1.pdf ( 0.41 MB)
5ch2.pdf ( 1.34 MB)
6ch3.pdf ( 0.39 MB)
7ch4.pdf ( 2.15 MB)
8ch5.pdf ( 1.37 MB)
9con1.pdf ( 0.37 MB)
10tpg.pdf ( 0.07 MB)
13
ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
The study of current situaion and the problem of learning experinences classification of preschool chidren, under Kampaeng Phet education service area, zone 1
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : ณี บุญพิทักษ์, นพรัตน์ พุ่มไม้
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยมีวัตถุประสงค์ย่อยๆ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จำแนกตามอายุ 3) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จำแนกตามประสบการณ์ในการสอนชั้นปฐมวัยและ 4) เพื่อศึกษาปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ซึ่งวิธีดำเนินการวิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นครูผู้สอนชั้นปฐมวัยของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ทุกโรงเรียนใน 5 อำเภอ จำนวน 442 คน ซึ่งได้จากการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางเครซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่าง โดยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน รวมทั้งสิ้น 206 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ชนิด 5 ระดับ โดยหาค่าเฉลี่ยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เป็นค่าดัชนีความสอดคล้องของ ข้อคำถาม (IOC) และเลือกข้อคำถามได้ข้อคำถามจำนวน 62 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าF-test และการแจกแจงความถี่ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41 ? 50 ปี และสูงกว่า 50 ปี ขึ้นไป เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 90 ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และสำเร็จการศึกษาสาขาสังคมมากที่สุด รองลงมาได้แก่ สาขาปฐมวัย 2. ผลการศึกษาสภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ดังนี้ 2.1ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยพบว่า มีค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2.2ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้พบว่า ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2.3ด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เด็กปฐมวัยพบว่า ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยระดับ การปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2.4ด้านการสนับสนุนจากผู้บริหารพบว่า ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติอยู่ใน ระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อย่อยส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก 2.5ด้านความร่วมมือของครูและผู้ปกครองพบว่า ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติ อยู่ในระดับมาก และรายข้อย่อยทุกข้ออยู่ในระดับมาก 3. ผลการเปรียบเทียบสภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จำแนกตามอายุ ครูปฐมวัยที่มีอายุต่างกัน มีระดับการปฏิบัติการจัดประสบการณ์ในภาพรวมทั้ง 5 ด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ผลการเปรียบเทียบสภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จำแนกตามประสบการณ์ในการสอนชั้นปฐมวัย ทั้งในภาพรวมและรายด้านพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5. ผลการศึกษาปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จากแบบสอบถามปลายเปิดทีผู้วิจัยได้ศึกษาปัญหาทั้ง 5 ด้าน พบว่า ความถี่ของปัญหาทั้ง 5 ด้าน ที่มีประเด็นน่าสนใจได้แก่ ครูปฐมวัยขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดทำหลักสูตรระดับปฐมวัย ครูผู้สอนชั้นปฐมวัยไม่ได้จบตรงตามสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ขาดงบประมาณในการซื้อสื่อ อุปกรณ์การสอน และครูมีภาระงานอื่นมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ส่วนนำ.pdf ( 0.72 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.33 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 3.52 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.23 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 3.73 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 1.13 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.16 MB)
8ภาคผนวก.pdf ( 0.95 MB)
14
ผลของการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
Effect of teaching instruction : learners' knowledge construction on science a chieviment and attitudes toward science of mathayomsuksa 1 students.
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : กัญญา บุญแตง
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้กับเกณฑ์ 3) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ 4) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้กับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านธำมรงค์ จำนวน 30 คน ปีการศึกษา 2551 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชรเขต 1 ใช้เวลาในการสอน 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแผนจัดการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสารในชีวิตประจำวัน แบบวัดเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เฉลี่ยร้อยละ 74.77 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. เจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. เจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรีนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้หลังเรียนอยู่ในระดับมากและมีค่าเฉลี่ย 3.93 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ย 3.51 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abs.pdf ( 0.15 MB)
2app.pdf ( 11.58 MB)
3bib.pdf ( 0.30 MB)
4ch1.pdf ( 0.42 MB)
5ch2.pdf ( 2.68 MB)
6ch3.pdf ( 0.89 MB)
7ch4.pdf ( 0.18 MB)
8ch5.pdf ( 0.52 MB)
9con1.pdf ( 0.15 MB)
10tpg.pdf ( 0.07 MB)
15
แนวทางพัฒนาทรัพยากรทางการบริหารของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สมเกียรติ ภูสมศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาทรัพยากรทางการบริหาร ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 2) เพื่อหาแนวทางพัฒนาทรัพยากรทางการบริหารของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหารในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาจำนวน 56 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่รับผิดชอบงานแผนและงบประมาณ จำนวน 7 คน และหัวหน้างานบริหาร จำนวน 228 คน รวมเป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 291 คน ในปีการศึกษา 2552 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทรัพยากรทางการบริหารของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้านข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และค่าเฉลี่ยต่ำสุด แสดงได้ดังนี้ 1.1 ด้านคน(Man) โดยกิจกรรมที่มีระดับการปฏิบัติมากสุดคือ สถานศึกษา มีการสำรวจบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และกิจกรรมที่มีระดับการปฏิบัติน้อยสุดคือ กำหนดคุณสมบัติเฉพาะบุคลากรที่สถานศึกษาต้องการ 1.2 ด้านการเงิน (Money) โดยกิจกรรมที่มีระดับการปฏิบัติมากสุดคือ จัดทำข้อมูลความต้องการการใช้เงินนอกงบประมาณนอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับและกิจกรรมที่มีระดับการปฏิบัติน้อยสุดคือ จัดเตรียมวิธีการระดมงบประมาณจากภายนอกไว้ล่วงหน้า 1.3 ด้านการจัดการ(Management) โดยกิจกรรมที่มีระดับการปฏิบัติมากสุดคือ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเก็บข้อมูลปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการตามแผนการใช้ ทรัพยากร และกิจกรรมที่มีระดับการปฏิบัติน้อยสุดคือ การเก็บข้อมูลสถิติจากการจัดหาทรัพยากรที่สถานศึกษาได้รับ 1.4 ด้านวัสดุสิ่งของ(Material) โดยกิจกรรมที่มีระดับการปฏิบัติมากสุดคือ กำหนดลำดับความสำคัญและความจำเป็นของวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นหรือองค์กรเอกชน และกิจกรรมที่มีระดับการปฏิบัติน้อยสุดคือ กำหนดแนวทางการปฏิบัติร่วมกันในการระดมวัสดุสิ่งของของชุมชนผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง 2. ปัญหาทรัพยากรทางการบริหารของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และข้อที่มีค่าความถี่สูงสุด ใน 3 ลำดับแรกของแต่ละด้าน แสดงได้ดังนี้ 2.1 ปัญหาด้านคน (Man) ได้แก่ บุคคลผู้รับผิดชอบในการติดต่อประสานงานกับบุคลากรอื่น ๆจากภายนอกสถานศึกษาขาดทักษะและการปฏิบัติงานที่ดี สถานศึกษาไม่ได้นำความคิดเห็นจากผู้ปกครองผู้แทนชุมชนในท้องถิ่นหรือผู้ประกอบการในชุมชนมาสนับสนุนการจัดการศึกษา การปฏิบัติงานตามปฏิทินการดำเนินงานขาดประสิทธิภาพ บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านในสถานศึกษามีไม่เพียงพอกับความต้องการของสถานศึกษา บุคลากร บางคนปฏิบัติงานไม่เต็มความสามารถ บุคลากรในสถานศึกษามีการย้ายบ่อยทำให้ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน 2.2 ปัญหาด้านการเงิน (Money) ได้แก่ การเบิกจ่ายเงินงบประมาณไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด และ การค้นหาข้อมูลเงินงบประมาณในระบบที่จัดเก็บค่อนข้างซับซ้อนยุ่งยากไม่สะดวกต่อการค้นหา การสำรวจความต้องการการใช้เงินงบประมาณในระบบและนอกระบบตามความจำเป็นไม่เป็นระบบ การรายงานผลการประเมินการใช้เงินงบประมาณให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบไม่ต่อเนื่องและไม่เป็นปัจจุบัน งบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอกับความต้องการของสถานศึกษา ผู้ปกครองในชุมชนมีฐานะยากจนทำให้การขอรับบริจาคเงินในท้องถิ่นไม่เพียงพอกับความต้องการของสถานศึกษา องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานเกี่ยวกับกิจกรรมของทางสถานศึกษาล่าช้า 2.3 ปัญหาด้านวัสดุ สิ่งของ (Material) ได้แก่ การจัดหาวัสดุ สิ่งของ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ หน่วยงานอื่นมีความล่าช้า การสำรวจความต้องการวัสดุ สิ่งของที่จำเป็นและขาดแคลน มีความล่าช้า รายงานการสรุปผลการได้รับการสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์ขาดการตรวจสอบความถูกต้องและไม่ครอบคลุมสิ่งที่ได้รับ วัสดุ สิ่งของไม่เพียงพอกับความต้องการของสถานศึกษา การใช้วัสดุสิ่งของที่ได้รับการจัดสรรมา ไม่คุ้มค่า ผู้ปกครองในชุมชนมีฐานะยากจนทำให้การเรียกรับบริจาควัสดุสิ่งของขาดประสิทธิภาพ 2.4 ปัญหาด้านการจัดการ (Management) ได้แก่ จำนวนอุปกรณ์ เครื่องมือ เทคโนโลยีในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีน้อยไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน ขาดการตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานตามแผนงานทรัพยากร และ ถึงแม้จะได้รับ การส่งเสริมสนับสนุน จากหน่วยเหนือในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพยากรเพื่อการศึกษา แต่ผลที่ได้ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การตรวจสอบติดตามผลทรัพยากรจากตัวแทนผู้ปกครอง ชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการดำเนินงานไม่ต่อเนื่องและไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ การบริหารจัดการไม่ครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ในแผนปฏิบัติงาน การระดมทรัพยากรไม่ได้ตามเป้าหมายในแผนปฏิบัติงาน กระบวนการจัดทำแผน การบริหารงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ 3. แนวทางพัฒนาทรัพยากรทางการบริหารของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวทางพัฒนาทรัพยากรทางการบริหารของสถานศึกษา 3 ลำดับแรกในแต่ละด้านดังนี้ 3.1 ด้านคน (Man) ได้แก่ ส่งบุคลากรเข้ารับการอบรมและพัฒนาทักษะ การสร้างความสัมพันธ์และการติดต่อประสานงานกับบุคลากรอื่น ๆ นำข้อคิดเห็นจากผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชนในท้องถิ่นหรือผู้ประกอบการมาวิเคราะห์ สรุปเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาสถานศึกษา สถานศึกษาจัดอบรมให้มีความรู้ความสามารถตรงตามความต้องการของสถานศึกษา 3.2 ด้านการเงิน (Money) ได้แก่ วางแผนการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละด้านให้เหมาะสม ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อจัดทำแผนการระดมงบประมาณภายนอกล่วงหน้า สถานศึกษาจัดทำแผนปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3.3 ด้านวัสดุ สิ่งของ (Material) ได้แก่ สถานศึกษาจัดทำปฏิทินสำรวจความต้องการ วัสดุสิ่งของสถานศึกษา สร้างความตระหนักแก่บุคลากรให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สถานศึกษาจัดประชุมวางแผนกำหนดแนวปฏิบัติการระดมวัสดุสิ่งของ ชุมชน ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้อง 3.4 ด้านการจัดการ (Management) ได้แก่ กำหนดแนวทางการบริหารงานให้ครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ จัดทำปฏิทินกำกับติดตามการดำเนินงานตามแผนการจัดหาทรัพยากร สถานศึกษาควรมีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่จัดทำทะเบียนข้อมูลและสถิติการระดมทรัพยากร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ส่วนนำ.pdf ( 0.22 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.15 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.56 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.22 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.76 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.34 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.13 MB)
8ภาคผนวก.pdf ( 1.00 MB)

Search within results