Search Result 671 Found

  • Filters
 
1
การศึกษาการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1-2
A study of exteranl assessment of the office for national education standards and quality assessment (pupblic organization) in schools under Kamphangphet education service area office zone 1 and 2)
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : สมบูญ ตาคำชัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
ผลการวิจัยพบว่า
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg-217-1.pdf ( 0.07 MB)
2abs-217-2.pdf ( 0.16 MB)
3con-217-3.pdf ( 0.15 MB)
4ch1-217-4.pdf ( 0.30 MB)
5ch2-217-5.pdf ( 2.88 MB)
6ch3-217-6.pdf ( 0.25 MB)
7ch4-217-7.pdf ( 0.73 MB)
8ch5-217-8.pdf ( 0.55 MB)
9bib-217-9.pdf ( 0.11 MB)
10app-217-10.pdf ( 0.94 MB)
2
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษากับสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
Relationship between good governance administration of school administrators and organizational health of schools under the office of basic education area of kamphaeng phet, zone 1.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : รับขวัญ ภาคภูมิ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ตามทัศนะของข้าราชการครู 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ตามทัศนะของข้าราชการครู 4) เพื่อเปรียบเทียบสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำแนกตามขนาดของโรงเรียน 5) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษากับสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครูของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. การเปรียบเทียบการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 เมื่อจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า มีการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. สุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ทั้งภาพรวมและรายมิติอยู่ในระดับมาก 4. การเปรียบเทียบสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 เมื่อจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า สุขภาพองค์การของสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมันัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5. การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg_74_1.pdf ( 0.11 MB)
2abs-74-2.pdf ( 0.14 MB)
3con-74-3.pdf ( 0.15 MB)
4ch1-74-4.pdf ( 0.44 MB)
5ch2-74-5.pdf ( 2.16 MB)
6ch3-74-6.pdf ( 0.28 MB)
7ch4-74-7.pdf ( 0.65 MB)
8ch5-74-8.pdf ( 0.69 MB)
9bib-74-9.pdf ( 0.21 MB)
10app-74-10.pdf ( 1.11 MB)
3
การพัฒนาชุดฝึกความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
The development of creative thinking exercise for student in prathom suksa 1.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : ศิริลักษณ์ จันทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดฝึกความคิดสร้างสรรค์ให้ได้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา 1 ที่ได้รับการฝึกจากชุดฝึกความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างหาประสิทธิภาพชุดฝึกความคิดสร้างสรรค์ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเขาพริกไทย จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 20 คน และกลุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังการทดลอง เป็นนักเรียนโรงเรียนบ้านปางมะค่า จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ ชุดฝึกความคิดสร้างสรรค์ และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ทดสอบนักเรียนก่อนการทดลอง ทำการทดลองใช้ชุดฝึกและทำการทดสอบความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลอง ผลการวิจัยพบว่า 1.ชุดฝึกความคิดสร้างสรรค์มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยได้คะแนนเฉลี่ยชุดฝึกความคิดสร้างสรรค์ ร้อยละ 81.81 และคะแนนแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองเฉลี่ยคิดเป็นค่าร้อยละ 84.59 แสดงว่าชุดฝึกความคิดสร้างสรรค์มีประสิทธิภาพ 81.81/84.59 2. ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการฝึกจากชุดฝึกความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลอง สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg_78_1.pdf ( 0.09 MB)
2abs-78-2.pdf ( 0.09 MB)
3con1-78-3.pdf ( 0.08 MB)
4ch1-78-4.pdf ( 0.38 MB)
5ch2-78-5.pdf ( 2.13 MB)
6ch3-78-6.pdf ( 0.43 MB)
7ch4-78-7.pdf ( 0.11 MB)
8ch5-78-8.pdf ( 0.31 MB)
9bib-78-9.pdf ( 0.29 MB)
10app-78-10.pdf ( 2.19 MB)
4
การศึกษาสภาพ ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
A study of profiles problem and development of guidance administration of the fundamental schools under the office of education area of Kamphaengphet region 1.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สมหวัง ทาแกง
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาสภาพ ปัญหาและแนวทางพัฒนาการบริหารจัดการงาน แนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จุดมุ่งหมายในการวิจัยคือ 1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน 2. เพื่อศึกษาปัญหาบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 3. เพื่อศึกษา แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาครอบคลุมแนวปฏิบัติการบริหารจัดการงานแนะแนว 6 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการ ขั้นตอนการกำหนดนโยบายและการบริหารงานแนะแนว ขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาและ แผนปฏิบัติการประจำปี ขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน ขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงานและรายงานผลเสนอฝ่ายบริหาร และขั้นตอนการปรับปรุงและพัฒนา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูแนะแนว จำนวน 452 คน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหาร สถานศึกษาและครูแนะแนว จำนวน 210 คนและผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาการบริหารจัดการงานแนะแนว จำนวน 17 คน การเก็บข้อมูลใช้ 2 ลักษณะคือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สรุปผลการวิจัย ตอนที่ 1 สภาพการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยภาพรวมมีการบริหารจัดการ อยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า มีการบริหารจัดการอยู่ในระดับมาก 1 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการแนะแนว มีการบริหารจัดการอยู่ในระดับปานกลาง 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการประจำปี และขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน นอกนั้นมีการบริหารจัดการอยู่ในระดับน้อย ตอนที่ 2 ปัญหาการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยภาพรวมมีปัญหาการบริหารจัดการ อยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า มีปัญหาการบริหารจัดการอยู่ในระดับมาก 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการกำหนดนโยบายและการบริหารงานแนะแนว และ ขั้นตอนการปรับปรุงและพัฒนางาน และมีปัญหาการบริหารจัดการอยู่ในระดับน้อย 1 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการแนะแนว นอกนั้นมีปัญหาการบริหารจัดการอยู่ในระดับปานกลาง ตอนที่ 3 แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการงานแนะแนวของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 พอสรุปได้ดังนี้ 3.1 ขั้นตอนการกำหนดนโยบายและการบริหารงานแนะแนว สถานศึกษาควรจัดการบริหารงานแนะแนวโดยความร่วมมือของทุกฝ่าย 3.2 ขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการประจำปี สถานศึกษาควรบริหารงานแนะแนวในรูปของคณะกรรมการโดยมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน 3.3 ขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน ผู้บริหารสถานศึกษาควรเป็นผู้นำใน การพัฒนางานแนะแนวโดยมีการกำกับ ติดตามและเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจงานแนะแนว ควรมี การประเมินผลงานแนะแนว 3.4 ขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงานและรายงานผลเสนอฝ่าย บริหาร สถานศึกษาควรมีการกำหนดกรอบในการประเมินและควรให้ความรู้เกี่ยวกับการประเมินโครงการแก่บุคลากรในสถานศึกษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง 3.5 ขั้นตอนการปรับปรุงและพัฒนา สถานศึกษา ควรมีการนำกระบวนการบริหารอย่างมีคุณภาพหรือวงจร PDCA มาใช้กำหนดเป็นแนวทางในการพัฒนางานแนะแนว
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg-222-1.pdf ( 0.16 MB)
2abs-222-2.pdf ( 0.34 MB)
3con-222-3.pdf ( 0.38 MB)
4ch1-222-4.pdf ( 0.57 MB)
5ch2-222-5.pdf ( 3.11 MB)
6ch3-222-6.pdf ( 0.44 MB)
7ch4-222-7.pdf ( 1.70 MB)
8ch5-222-8.pdf ( 1.20 MB)
9bib-222-9.pdf ( 0.32 MB)
10app-222-10.pdf ( 1.99 MB)
5
การศึกษาการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1-2
A study of external assessment of the office for nationaleducation standards and quality assessment (pupblic organization) in schools under Kamphangphet educational service area office zone 1 and 2.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : สมบุญ ตาคำชัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณภาพการประเมินภายนอก เพื่อศึกษาการนำผลจากการประเมินภายนอกไปใช้พัฒนาสถานศึกษา และเพื่อศึกษาแนวทางการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1-2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 118 คน ครูผู้สอน จำนวน 332 คน ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการประเมินภายนอก จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1-2 ใน 3 ด้าน สรุปได้ดังนี้ 1.1 ความรู้ความสามารถของผู้ประเมินภายนอก พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 1.2 กระบวนการประเมินภายนอก พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 1.3 ผลการประเมินภายนอก พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2. การนำผลจากการประเมินภายนอก ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ไปใช้พัฒนาสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1-2 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก 3. แนวทางพัฒนาการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1-2 ในด้านคุณภาพการประเมินภายนอกและด้านการนำผลการประเมินภายนอกไปใช้พัฒนาสถานศึกษา สรุปได้ดังนี้ 3.1 ด้านคุณภาพการประเมินภายนอก 3.1.1 ความรู้ความสามารถของผู้ประเมินภายนอก สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อทบทวนเกี่ยวกับเกณฑ์การประเมินในแต่ละมาตรฐานและตัวบ่งชี้ ควรปรับเวลาและจำนวนผู้ประเมินให้เหมาะสมตามขนาดของโรงเรียน และควรจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ประกอบการรวบรวมข้อมูลตามมาตรฐานต่างๆ 3.1.2 กระบวนการประเมินภายนอก แม้สถานศึกษาจะเตรียมหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารต่าง ๆ ไว้มากมายก็ตาม ผู้ประเมินภายนอกจะต้องมีการตรวจสอบโดยวิธีการอื่นๆ ด้วย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ยืนยันสภาพจริง คณะผู้ประเมินควรแบ่งภาระงานรับผิดชอบ จัดทำแผน/ปฏิทินประจำตัวในกลุ่มผู้ประเมิน เพื่อให้สามารถตรวจเยี่ยมได้ทั่วถึง และผู้ประเมินควรเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้มีโอกาสซักถามได้อย่างเต็มที่ 3.1.3 ผลการประเมินภายนอก ผู้ประเมินควรดำเนินการประชุมปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะการให้ข้อเสนอแนะจากผลการประเมิน สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ควรประเมินรายงานการประเมินของผู้ประเมิน เพื่อพิจารณาว่าคณะผู้ประเมินคณะหรือบุคคลใดควรได้รับการอบรมความรู้และทักษะในการให้ข้อเสนอแนะ และคณะผู้ประเมินต้องจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับสถานศึกษาในบริบทที่สถานศึกษาสามารถกระทำได้ หรือพัฒนาได้จริง 3.2 ด้านการนำผลการประเมินภายนอกไปใช้พัฒนาสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ควรมีกรรมการติดตามสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินภายนอก จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ไปแล้ว คณะผู้ประเมินภายนอกควรเขียนจุดที่ควรพัฒนาและข้อเสนอแนะในแต่ละมาตรฐานให้สอดคล้องกับผลการประเมินที่ในระดับพอใจหรือระดับการปรับปรุงและเสนอแนะในประเด็นที่สถานศึกษาสามารถปรับปรุงได้จริง และสถานศึกษาร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องวางแผนพัฒนาจากผลการประเมินภายนอกอย่างต่อเนื่องและเสนอรายงานความก้าวหน้าต่อเขตพื้นที่การศึกษาเป็นระยะ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg_80_1.pdf ( 0.10 MB)
2abs-80-2.pdf ( 0.20 MB)
3con-80-3.pdf ( 0.18 MB)
4ch1-80-4.pdf ( 0.34 MB)
5ch2-80-5.pdf ( 3.10 MB)
6ch3-80-6.pdf ( 0.27 MB)
7ch4-80-7.pdf ( 0.82 MB)
8ch5-80-8.pdf ( 0.61 MB)
9bib-80-9.pdf ( 0.15 MB)
10app-80-10.pdf ( 1.08 MB)
6
ผลการใช้เกมที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
Effects of using games on mathayom suksa I student\\\' academic achievement and satisfaction in learning english.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : อรทัย ทองมั่ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้เกม กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2547 โรงเรียนบ้านน้ำดิบ เขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 1 จังหวัดตาก จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ t-test dependent ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนที่ได้รับการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้เกม ก่อนและหลังมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เกม ก่อนและหลังเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และนักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนหลังได้รับการสอนโดยใช้เกมสูงกว่าได้รับการสอนใช้เกม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg_7_1.pdf ( 0.06 MB)
2abs_7_2.pdf ( 0.09 MB)
3con1_7_3.pdf ( 0.07 MB)
4ch1_7_4.pdf ( 0.28 MB)
5ch2_7_5.pdf ( 1.32 MB)
6ch3_7_6.pdf ( 0.26 MB)
7ch4_7_7.pdf ( 0.11 MB)
8ch5_7_8.pdf ( 0.28 MB)
9bib_7_9.pdf ( 0.14 MB)
10app_7_10.pdf ( 1.38 MB)
7
การปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
Authouity performance of the fundamental education administrators as a juristic person of the office of education area Kamphaeng phet region 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : เพทาย เหรียญวิลาศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg.pdf ( 0.08 MB)
2abs.pdf ( 0.19 MB)
3con1.pdf ( 0.15 MB)
4ch1.pdf ( 0.39 MB)
5ch2.pdf ( 1.65 MB)
6ch3.pdf ( 0.31 MB)
7ch4.pdf ( 2.14 MB)
8ch5.pdf ( 0.73 MB)
9bib.pdf ( 0.18 MB)
10app.pdf ( 1.95 MB)
8
การพัฒนาชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : พัชรี พุทธิกานนท์
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้วิชาวิทยาศาสตร์ตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1ระหว่างก่อนเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้กับหลังเรียน 3) เปรียบเทียบความสนใจในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ระหว่างหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้กับเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ จำนวน 5 ชุดที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสารและสมบัติของสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 เป็นแบบทดสอบ ปรนัยชนิด 4 ตัวเลือกจำนวน 30 ข้อ 3. แบบสอบถามความสนใจในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทุ่งฟ้าวิทยาคม อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 34 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม(E1/E2) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ วิชาวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 74.60 / 70.22 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ มีคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความสนใจในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โดยใช้ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้มีความสนใจหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ส่วนนำ.pdf ( 0.17 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.17 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.84 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.22 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.16 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.14 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.19 MB)
9
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
The effect of cooperative learning by achievement division technique affecting learning achievemen and attitude in computer subject of matthayomsuksa 1 students.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : ปรัชญาพร มะยมหิน
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ70 3) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ ก่อนและหลังเรียน 4) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์กับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนราษฎร์ปรีชาวิทยาคม ลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 30 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ใช้เวลาในการวิจัย 12 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ ในวิชาคอมพิวเตอร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธี แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยวิธี แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ มีเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยวิธี แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ มีเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg.pdf ( 0.19 MB)
2chapter1.pdf ( 0.18 MB)
3chapter2.pdf ( 0.65 MB)
4chapter3.pdf ( 0.23 MB)
5chapter4.pdf ( 0.11 MB)
6chapter5.pdf ( 0.15 MB)
7bib.pdf ( 0.18 MB)
8app.pdf ( 2.10 MB)
11
แนวทางพัฒนาคุณภาพโรงเรียนวิถีพุทธ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
Guidelines to develop the quality of buddhist way schools under the office of Kamphaeng Phet education area, region 1.
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ปลำ คำบันลือ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abs.pdf ( 0.34 MB)
2app.pdf ( 3.62 MB)
3bib.pdf ( 0.14 MB)
4ch1.pdf ( 0.37 MB)
5ch2.pdf ( 3.36 MB)
6ch3.pdf ( 0.32 MB)
7ch4.pdf ( 4.55 MB)
8ch5.pdf ( 1.21 MB)
9con1.pdf ( 0.12 MB)
10tpg.pdf ( 0.07 MB)
12
ผลของการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
Effects of whole language appoach on english achievement and interest in studying of pratomsuksa I students.
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : รินทร์ลภัส พลไชยเศรษฐ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ คือ 1)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติกับเกณฑ์ 3)เพื่อเปรียบเทียบความความสนใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ 4 ) เพื่อเปรียบเทียบความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติกับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนอนุบาลคลองขลุง อำเภอคลองขลุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2 จำนวน 49 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการสอนตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสังเกตความสนใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) ค่าสถิติ t ? test จ ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนว การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนว การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉลี่ยร้อยละ 81.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการสอนตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติมีความสนใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตาม แนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติมีความสนใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ในระดับดี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abs.pdf ( 0.17 MB)
2app.pdf ( 2.60 MB)
3bib.pdf ( 0.40 MB)
4ch1.pdf ( 0.38 MB)
5ch2.pdf ( 2.32 MB)
6ch3.pdf ( 0.49 MB)
7ch4.pdf ( 0.19 MB)
8ch5.pdf ( 0.40 MB)
9con1.pdf ( 0.13 MB)
10tpg.pdf ( 0.07 MB)
13
การศึกษากระบวนการบริหารและจัดการสถานศึกษาอย่างมีวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
A study of administrative and manageable process visually of school administrators under the office of basic education kamphaeng phet zone 1.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สมชาย สังข์ไทย
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abs.pdf ( 0.13 MB)
2app.pdf ( 0.69 MB)
3bib.pdf ( 0.16 MB)
4ch1.pdf ( 0.35 MB)
5ch2.pdf ( 1.01 MB)
6ch3.pdf ( 0.24 MB)
7ch4.pdf ( 1.82 MB)
8ch5.pdf ( 0.68 MB)
9con1.pdf ( 0.19 MB)
10tpg.pdf ( 0.07 MB)
14
การศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางพัฒนาการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
A study of condition, problems and development guideline of internal supervising in basic school under the office of educational service area of Kamphaengphet region 1.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ประมวล องอาจ
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการนิเทศภายใน ของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 2) เพื่อศึกษาปัญหาการนิเทศภายใน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการนิเทศภายใน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูวิชาการ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 จำนวน 626 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพ ปัญหา การนิเทศภายใน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 แบบสัมภาษณ์แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายใน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 แบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายใน ของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย (X) และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ในด้านการพัฒนาหลักสูตร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก รายการที่มากที่สุดคือมีการประชุมระดมความคิด กำหนดจุดมุ่งหมาย การวางแผนกำหนดโครงสร้างของหลักสูตรและเลือกเนื้อหาสาระของหลักสูตร กำหนดให้ครูตัดสินใจในการนำวัสดุอุปกรณ์ วิธีการสอน เนื้อหาวิชาเพื่อพัฒนาหลักสูตร อันดับ 2 คือ มีการให้ความรู้โดยตรงเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อันดับ 3 คือ ประชุมครูทางวิชาการ เพื่อปรับปรุงหลักสูตร ด้านพัฒนาการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง รายการที่มากที่สุด คือมีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญให้คำปรึกษาหารือ หรือให้คำแนะนำในการดำเนินการจัดสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติจริงของผู้เรียนอันดับ 2 คือ กำหนดให้ศึกษาเอกสารทางวิชาการเพื่อนำความรู้มาพัฒนาในการจัดการเรียนการสอนให้ยืดหยุ่นตามสภาพเหตุการณ์และท้องถิ่น อันดับ 3 คือ กำหนดให้ครูได้ปฏิบัติงานโดยตรง โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ในเรื่องการจัดการเรียนการสอนเน้นกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการคิดสร้างสรรค์และเน้นกระบวนการกลุ่ม และเยี่ยมชั้นเรียนให้คำปรึกษาหารือ คำแนะนำ การจัดทำแผนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อการเรียนการสอน ด้านการวัดประเมินผลการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง อันดับที่มากที่สุด คือ กำหนดให้ครูศึกษาเอกสารทางวิชาการเพื่อนำความรู้มาพัฒนาในการประเมินผล โดยใช้แฟ้มสะสมงาน อันดับ 2 คือ ประชุมระดมความคิด การประเมินผลตามสภาพจริงที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กำหนดให้ครูปฏิบัติงานประเมินผู้เรียน พัฒนาด้านทักษะ ด้านสังคม ทักษะการอ่าน ทักษะการทำงานกลุ่ม ทักษะการใช้เครื่องมือทดลอง ทักษะการพูด ฯลฯ อันดับ 3คือ จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการให้มีความรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน ตามแนวทางหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. ปัญหาการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1 ในด้านการพัฒนาหลักสูตร โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง รายการที่มากที่สุดคือครูขาดความรู้ความเข้าใจ ในการให้ความรู้โดยตรงเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อันดับ 2 คือ ขาดการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการประชุมเพื่อปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการพัฒนาหลักสูตร อันดับ 3 คือ บุคลากรขาดความรู้ การปฏิบัติในการสร้างหลักสูตรเพื่อนำมาปรับปรุงให้เข้ากับผู้เรียน ด้านการพัฒนาการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง รายการที่มากที่สุดคือ ขาดวิทยากรในการสาธิตการสอน เพื่อปลูกฝังให้มีค่านิยมที่จำเป็นต่อเด็กนักเรียน เช่น ขยัน ประหยัด อดทน ซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ ฯลฯ อันดับ 2 คือ การจัดกิจกรรม สาธิตการสอน ดูโทรทัศน์ สังเกตการสอนของครูผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีสอนที่หลากหลาย ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีจำนวนไม่เพียงพอและไม่น่าสนใจ ครูไม่มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แก้ไขปรับปรุงการเรียนการสอนโดยการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ อันดับ 3 คือ ขาดเอกสารคู่มือในการจัดสนทนาทางวิชาการ ในการจัดการเรียนการสอนให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงทั้งภายในกลุ่มสาระ และระหว่างกลุ่มสาระ ด้านการวัดประเมินผลการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง รายการที่มากที่สุดคือ ไม่มีการประชุมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ให้มีความรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน ตามแนวทางหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูไม่นำความรู้ จากการอบรม โดยใช้ผลงานของนักเรียนมาวัดประเมินผลนักเรียน อันดับ 2 คือ ครูไม่มีการศึกษาประเมิผู้เรียน จากเอกสาร สื่อเทคโนโลยี นำความรู้ความเข้าในไปให้เหตุผลในการแก้ปัญหา อันดับ 3 คือ ครูไม่ปฏิบัติงานประเมินผู้เรียน การพัฒนาทักษะด้านสังคม ทักษะการอ่าน ทักษะการทำงานกลุ่ม ทักษะการใช้เครื่องมือทดลอง ทักษะการพูด ฯลฯ 3. แนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต1ด้านการพัฒนาหลักสูตร 3.1 แนวทางพัฒนาการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก พบว่า ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ด้านการวัดประเมินผลการเรียนการสอน ด้านการพัฒนาหลักสูตร และด้านการพัฒนาการเรียนการสอน 3.2 แนวทางพัฒนาการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ด้านการพัฒนาหลักสูตร ในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือวิธีการให้ครูปฏิบัติงานโดยตรง วิธีการประชุมระดมความคิด และวิธีการนิเทศโดยให้ดูการกระทำหรือดูการปฏิบัติงาน 3.3 แนวทางพัฒนาการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ด้านการพัฒนาการเรียนการสอน ในภาพรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ วิธีการประชุมระดมความคิด วิธีการให้ครูปฏิบัติงานโดยตรง และวิธีการให้ความรู้โดยตรง 3.4 แนวทางพัฒนาการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนในภาพรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ วิธีการให้ความรู้โดยตรงวิธีการนิเทศโดยให้ดูการกระทำหรือดูการปฏิบัติงาน และวิธีการให้ครูปฏิบัติงานโดยตรง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg-275.pdf ( 0.18 MB)
2abs-275.pdf ( 0.56 MB)
3con-275.pdf ( 0.57 MB)
4ch1-275.pdf ( 0.68 MB)
5ch2-275.pdf ( 4.00 MB)
6ch3-275.pdf ( 0.61 MB)
7ch4-275.pdf ( 6.08 MB)
8ch5-275.pdf ( 2.66 MB)
9bib-275.pdf ( 0.26 MB)
10app-275.pdf ( 4.91 MB)
15
การศึกษาการวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1
A study of strategic planning of fundamental schools under the office of Kamphaeng Phet educational zone 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : วิโรจน์ พลขันธ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1tpg.pdf ( 0.08 MB)
2abs.pdf ( 0.15 MB)
3con1.pdf ( 0.30 MB)
4ch1.pdf ( 0.36 MB)
5ch2.pdf ( 2.01 MB)
6ch3.pdf ( 0.40 MB)
7ch4.pdf ( 3.28 MB)
8ch5.pdf ( 1.80 MB)
9con1.pdf ( 0.30 MB)
10app.pdf ( 2.22 MB)

Search within results