Search Result 611 Found

  • Filters
 
1
3
ปัญหาและความต้องการในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อบริหารงานโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 1
Problems and Needs in Using Computers for Administration in Schools under the Office of Nonthaburi Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : นันทวัลย์ ทองสร้อย
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1pok.pdf ( 0.06 MB)
2botkudyor.pdf ( 0.06 MB)
3gittigumpragard.pdf ( 0.03 MB)
4sarabun.pdf ( 0.41 MB)
5bot1.pdf ( 0.25 MB)
6bot2.pdf ( 2.15 MB)
7bot3.pdf ( 0.09 MB)
8bot4.pdf ( 2.02 MB)
9bot5.pdf ( 0.35 MB)
10pakpanoung.pdf ( 0.79 MB)
11prawat.pdf ( 0.02 MB)
5
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว วิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
A Development of Computer Assisted Instruction on Linear Equation With one Variable in Mathematics for Mathayomsuksa 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : สมใจ ยิ้มเพ็ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1pok.pdf ( 0.04 MB)
2botkudyor.pdf ( 0.03 MB)
3gittigumpragard.pdf ( 0.04 MB)
4sarabun.pdf ( 0.05 MB)
5bot1.pdf ( 0.09 MB)
6bot2.pdf ( 0.22 MB)
7bot3.pdf ( 0.11 MB)
8bot4.pdf ( 0.04 MB)
9bot5.pdf ( 0.06 MB)
10pakpanoung.pdf ( 2.83 MB)
11prawat.pdf ( 0.02 MB)
6
ผลการใช้สื่อภาพมิติในการบวกลบจำนวนเต็มไม่เกิน 100 ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพฤติกรรมความพึงพอใจทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาท
The Effects of Applying Pop - Up in Addition and Sudstraction of Positive Integer Less Than 100 on Mathematics Learning Achievement and Behavioral Satisfaction of Grade 1 Students of Schools in Chainat Province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ศรีไพร สุประภาตะนันท์
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพฤติกรรมความพึงพอใจทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้สื่อภาพสามมิติการบวกลบจำนวนเต็มไม่เกิน 100 กับนักเรียนที่เรียนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลสรรคบุรี อำเภอสรรคบุรี เขตพื้นที่การศึกษาชัยนาทซึ่งกำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 จำนวน 72 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 36 คน ซึ่งกลุ่มทดลองจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สื่อภาพสามมิติการบวกลบจำนวนเต็มไม่เกิน 100 กลุ่มควบคุมจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบปกติ แบบแผนการวิจัยเป็นแบบสองกลุ่มทดสอบ ก่อน-หลังเรียน เครื่องมือที่ใชัในการวิจัยคือสื่อภาพสามมิติการบวกลบจำนวนเต็มไม่เกิน 100 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสังเกตพฤติกรรมความพึงพอใจทางคณิตศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า 1.นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สื่อภาพสามมิติการบวกลบจำนวนเต็มไม่เกิน 100 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องการบวกลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2.นักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อภาพสามมิติการบวกลบจำนวนเต็มไม่เกิน 100 มีความพึงพอใจต่อการเรียนคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sarabun.pdf ( 0.07 MB)
2pok.pdf ( 0.20 MB)
3b1.pdf ( 0.34 MB)
4b2.pdf ( 1.41 MB)
5b3.pdf ( 0.55 MB)
6b4.pdf ( 0.11 MB)
7b5.pdf ( 0.26 MB)
8bunnanukom.pdf ( 0.19 MB)
9panuck.pdf ( 2.35 MB)
10pavad.pdf ( 0.02 MB)
7
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอน การแต่งกาพย์ยานี 11 ตามรูปแบบ 4 MAT กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นปีที่ 1
The Development of Instructional Activity Packages in Thai Yanee 11 Poetical Composition Based on the 4 Mat Model for Third Level Students : Grade 7
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ไสว พลเจียก
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
การแต่งกาพย์ยานี 11 ตามรูปแบบ 4 MAT กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอน การแต่งกาพย์ยานี 11 ตามรูปแบบ 4 MAT กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นปีที่ 1 โรงเรียนวัดวิจิตรรังสรรค์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนการสอน การแต่งกาพย์ยานี 11 ตามรูปแบ 4MAT กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นปีที่ 1 และแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องกาพย์ยานี 11 การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ และการทดลองค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรม การเรียนการสอน การแต่งกาพย์ยานี 11 ตามรูปแบบ 4 MAT กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 87.14/86.50 โดยนักเรียนสามารถทำแบบฝึกหัดท้ายชุดกิจกรรมการเรียนการสอนหลังการเรียนแต่ละชุด ได้ถูกต้องโดยเฉลี่ยร้อยละ 87.14 และนักเรียนสามารถทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ถูกต้องโดยเฉลี่ยร้อยละ 86.50 แสดงว่า ชุดกิจกรรมการเรียนการสอน การแต่งกาพย์ยานี 11 ตามรูปแบบ 4 MAT กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษา ไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ตั้งไว้ร้อยละ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอน การแต่งกาพย์ยานี 11 ตามรูปแบบ 4MAT กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นปีที่ 1 สูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1SARABUN.pdf ( 0.26 MB)
2B1.pdf ( 0.26 MB)
3B2.pdf ( 2.33 MB)
4B3.pdf ( 0.41 MB)
5B4.pdf ( 0.08 MB)
6B5.pdf ( 0.23 MB)
7BUNNANUKROM.pdf ( 0.14 MB)
8PAWUD.pdf ( 0.02 MB)
8
การบริหารวิชาการของโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
The Academic Administration According of Basic Education Schools under Jurisdiction Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : นวรัตน์ ทิพย์ธนสาร
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงาน และสภาพปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพ มหานคร เขต 1 โดยศึกษาทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการวางแผนงานวิชาการ 2) ด้านการบริหารงานวิชาการ 3) ด้านการจัดการเรียนการสอน 4) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมงานด้านวิชาการ 5) ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียนและ 6) ด้านการประเมินผลการบริหารงานวิชาการ ประชากรประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และหัวหน้าฝ่ายงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 จำนวน 171 คน โดยมีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นแบบสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ด้านสภาพการดำเนินงาน เท่ากับ .985 และ ด้านสภาพปัญหาการดำเนินงาน เท่ากับ .984 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการคำนวณ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพการดำเนินงานบริหารงานวิชาการของโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2.สภาพปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับน้อย 3.สภาพการดำเนินงานบริหารงานวิชาการของโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ของโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไม่แตกต่างกัน 4.สภาพปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร เขตที่ 1 ของโรงเรียน ระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sarabun.pdf ( 0.33 MB)
2b1.pdf ( 0.25 MB)
3b2.pdf ( 1.77 MB)
4b3.pdf ( 0.19 MB)
5b4.pdf ( 0.86 MB)
6b5.pdf ( 0.59 MB)
7bunnanukrom.pdf ( 0.66 MB)
9
พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนัก ในเขตกรุงเทพมหานครกรณีศึกษา : นักศึกษาภาคปกติระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เขตจตุจักร จังหวัดกรุงเทพมหานคร
Consumer decision behavior to purchase herbs products loosing weight in Bangkok Metropolitan area. Case study of the regular student in a first level of the bachelor's degree at Rajabhat Chandrakesem University, Chatuchak district, Bangkok Metropolistan area
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ภัคกร นิจสาธร
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัจจัยทางประชากรศาสตร์ ปัจจัยส่วนประสมการตลาด ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนักในเขตกรุงเทพมหานคร กรณีศึกษา : นักศึกษาภาคปกติระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เขตจตุจักร จังหวัดกรุงเทพมหานคร ศึกษาโดยวิธีการทำแบบสอบถาม โดยใช้แบบสอบถามสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 370 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด ศึกษาในสาขาวิชาบริหารธุรกิจบัณฑิต มีอายุระหว่าง 20?21 ปี และมีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท ด้านปัจจัยส่วนประสมการตลาด พบว่า ภาพลักษณ์ของสมุนไพรเพื่อลดน้ำหนักที่นักศึกษาให้ความสำคัญ มากที่สุดคือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้มีการรับรองมาตรฐานจากคณะกรรมการอาหารและยา ลักษณะของบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนักที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ มากที่สุดคือ มีฉลากบอกคุณลักษณะของบรรจุภัณฑ์ ส่วนประกอบสำคัญในการผลิตคือ สารสกัดจากน้ำมันเมล็ดทานตะวัน / น้ำมันดอกคำฝอย ลักษณะหรือรูปแบบของผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนัก มากที่สุดคือ ชนิดแคปซูล ความเหมาะสมของขนาดบรรจุผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนักชนิดเม็ด มากที่สุดคือ 30 เม็ด / กล่อง ชนิดแคปซูล คือ 30 แคปซูล / กล่อง ชนิดผง มากที่สุด คือ 10 ซอง / กล่อง และชนิดน้ำ คือ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 150 มิลลิลิตร / ขวด สำหรับปัจจัยส่วนประสมการตลาดในด้านราคา พบว่า ความเหมาะสมด้านราคาของผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนัก คือ 100 ? 200 บาท / กล่อง ผลของปัจจัยด้านราคา มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากปัจจัยด้านราคาที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนัก ส่วนปัจจัยส่วนประสมการตลาดในด้านสถานที่จัดจำหน่าย พบว่า ลักษณะของสถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนักที่ได้รับความสะดวกที่สุด คือ สถานที่จำหน่ายมีความน่าเชื่อถือ ร้านขายยาในร้านสะดวกซื้อ เช่น มินิมาร์ท เป็นสถานที่ได้รับความนิยมซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนัก ช่วงเวลาของเดือนที่สะดวกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนัก มากที่สุดคือ ช่วงต้นเดือน (วันที่ 1?10 ของเดือน) และปัจจัยส่วนประสมการตลาดในด้านการส่งเสริมการตลาด พบว่า ประเภทของการส่งเสริมการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนัก มากที่สุดคือ การประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ผ่านสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ อินเตอร์เน็ต บริการหลังการขายที่ต้องการจากผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนัก มากที่สุดคือ มีการบริการติดตามผลจากผู้จัดจำหน่าย ส่วนการศึกษาเพิ่มเติมด้านปัจจัยด้านมูลเหตุจูงใจที่มีผลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนักของนักศึกษา พบว่า มีระดับปัจจัยด้านมูลเหตุจูงใจที่มีผลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดน้ำหนักมากที่สุดคือ ปัจจัยด้านมูลเหตุจูงใจในเรื่องข้อมูลจากทางราชการหรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1pok.pdf ( 0.04 MB)
2anumut.pdf ( 0.05 MB)
3gittigumpragard.pdf ( 0.05 MB)
4botkudyor.pdf ( 0.06 MB)
5sarabunpap.pdf ( 0.05 MB)
6sarabuntarang.pdf ( 0.07 MB)
7bot1.pdf ( 0.13 MB)
8bot2.pdf ( 0.23 MB)
9bot3.pdf ( 0.07 MB)
10bot4.pdf ( 0.32 MB)
11bot5.pdf ( 0.12 MB)
12bunnanugrom.pdf ( 0.09 MB)
13smoonprai.pdf ( 0.07 MB)
14prawat.pdf ( 0.04 MB)
10
การบริหารจัดการการเรียนรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1 และ 2 เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
Learning Managemant of Basic Education School Level 1 and 2 in Ldpraow District , Bangkok Metropolis
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : ภัทรพร ปริยพงศ์พันธุ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
กีรวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการบริหารจัดการการเรียนรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่1และ2 และเปรียบเทียบการบริหารจัดการการเรียนรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่1และ2 เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานครจำแนกตามสังกัดของกระสถานศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยผู้บริหารและครู ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่1และ2สังกัดกรุงเทพมหานครและสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชนในเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ในปีการศึกษา2547 จำนวน215คนประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียน จำนวน16คนและครูผู้สอนจำนวน199คนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมขัอมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีจำนวน50ข้อ เกี่ยวกับการบริหารจัดการการเรียนรู้7ด้าน ประกอบด้วย การเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการเรี่ยนรู้การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศที่เกี่ยวกับการปฎิรูปกระบวนการเรียนรู้การพัฒนาบุคลากรในโรงเรียนการร่วมการวางแผนยุทศาสตร์และการนำไปใช้ การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นการควบคุมและประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ การรสยงานและเผยแพร่การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร้จรูปวิเคราะห์ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย การบริหารจัดการการเรียนรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้ที่1และ2ในเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานครทั้ง7ด้านคือการเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศที่เกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรในโรงเรียน ก่รร่วมการวางแผนยุทศาสตร์และการนำไปใช้การพัฒนาหลักสูตรท้องถินการควบคุมการประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ การรายงานและเผยแพร่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางและสถานศึกาสังกัดกรุงเทพมหานครกับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานบริหารคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชนมีการดำเนินการบริหารจัดการการเรียนรู้ของสถานศึกษาทั้ง7ด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05ทั้งในภาพรวมและรายด้านทุกด้าน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1pok.pdf ( 0.01 MB)
2abstract.pdf ( 0.03 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.01 MB)
4contents.pdf ( 0.03 MB)
5ch-1.pdf ( 0.05 MB)
6ch-2.pdf ( 0.27 MB)
7ch-3.pdf ( 0.03 MB)
8ch-4.pdf ( 0.13 MB)
9ch-5.pdf ( 0.05 MB)
10bibliography.pdf ( 0.03 MB)
11appendix.pdf ( 0.18 MB)
11
การพัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่1
The development of creative writing exercises for first level : primary education Grade 1 students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : เบญจมาศ คุ้มทรัพย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการเขียน เชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนหลังการใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์กับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 โรงเรียนวัดสวนอัมพวัน อำเภอหันคา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาท จำนวน 17 คน และโรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธาราม อำเภอหันคา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาท จำนวน 17 คน รวมทั้งสิ้น 34 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้การเขียนภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ และแบบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.28/83.82 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1pok.pdf ( 0.03 MB)
2gittigumpragard.pdf ( 0.05 MB)
3botcudyor.pdf ( 0.06 MB)
4sarabun.pdf ( 0.05 MB)
5bot1.pdf ( 0.10 MB)
6bot2.pdf ( 0.33 MB)
7bot3.pdf ( 0.16 MB)
8bot4.pdf ( 0.09 MB)
9bot5.pdf ( 0.08 MB)
10bunnanugrom.pdf ( 0.09 MB)
11pakpanoung_a.pdf ( 0.05 MB)
12pakpanoung_b-d.pdf ( 5.69 MB)
13pakpanoung_e.pdf ( 0.08 MB)
14prawat.pdf ( 0.04 MB)
12
การพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แผนที่ความคิดในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
The development of instructional model Using mind map in Thai language for first level : Primary education grade 2 students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : นิตยา อัจฉริยานุกูล
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แผนที่ความคิดในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แผนที่ความคิด กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนหลังเรียนกับก่อนเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนของ นักเรียนที่เรียนโดยใช้แผนที่ความคิดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ และ 4) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนตาม รูปแบบการสอนโดยใช้แผนที่ความคิด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดสวนอัมพวัน จำนวน 15 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดเด่นใหญ่จำนวน 15 คน ของศูนย์ประสานงานที่ 1 อำเภอหันคา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาท ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนโดยใช้แผนที่ความคิด แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของ นักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนตามรูปแบบโดยใช้แผนที่ความคิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีทดสอบค่าที แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระแก่กัน ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสอนโดยใช้แผนที่ความคิด ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับ นักเรียน ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย หลักการ จุดมุ่งหมาย เนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วอยู่ในระดับเหมาะสมมาก 2. นักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการสอนโดยใช้แผนที่ความคิดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. นักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการสอนโดยใช้แผนที่ความคิดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4. นักเรียนในช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้เรียนตามรูปแบบการสอนโดยใช้แผนที่ความคิด มีความคิดเห็นต่อกิจกรรมการเรียนตามรูปแบบการสอนนี้ในระดับ มากที่สุด ทุกรายการและโดยภาพรวม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1pok.pdf ( 0.10 MB)
2sarabun.pdf ( 0.05 MB)
3bot1.pdf ( 0.11 MB)
4bot2.pdf ( 0.46 MB)
5bot3.pdf ( 0.15 MB)
6bot4.pdf ( 0.12 MB)
7bot5.pdf ( 0.10 MB)
8bunnanugrom.pdf ( 0.10 MB)
9pakpanoung.pdf ( 5.09 MB)
13
การพัฒนาแบบฝึกที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามขั้นตอนของโพลยา ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่1
= The Development of mathematics exercises based on polya's problem solving process for the first level : grade 1 students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ฐิติรัตน์ เณรแตง
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามขั้นตอนของโพลยา 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามขั้นตอนของโพลยา 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามขั้นตอนของโพลยากับเกณฑ์ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุทัยธานีกำหนด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 29 คน โรงเรียนบ้านทุ่งนาสวนกับโรงเรียนบ้านหนองบ่มกล้วย ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 แบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบฝึกที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ตามขั้นตอนของโพลยา แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามขั้นตอนของโพลยา มีประสิทธิภาพ 78.67/78.45 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามขั้นตอนของโพลยาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามขั้นตอนของโพลยา สูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาอุทัยธานีกำหนด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1pok.pdf ( 0.06 MB)
2gittigumpragard.pdf ( 0.05 MB)
3botcudyor.pdf ( 0.06 MB)
4sarabun.pdf ( 0.07 MB)
5bot1.pdf ( 0.09 MB)
6bot2.pdf ( 0.35 MB)
7bot3.pdf ( 0.20 MB)
8bot4.pdf ( 0.12 MB)
9bot5.pdf ( 0.13 MB)
10bunnanugrom.pdf ( 0.09 MB)
11pakpanoung_a.pdf ( 0.05 MB)
12pakpanoung_b.pdf ( 0.67 MB)
13pakpanoung_c.pdf ( 0.54 MB)
14pakpanoung_d.pdf ( 0.11 MB)
15prawat.pdf ( 0.05 MB)
15
สภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 1
The status of academic affair administration in secondary school under Nonthaburi education area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : เสาวภาคย์ ธนะนาวานุกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
เสาวภาคย์ ธนะนาวานุกุล. (2550). สภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาของ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 1. ภาคนิพนธ์ ค.ม. (การบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏ จันทรเกษม. กรรมการควบคุม : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไสว ฟักขาว. การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 1 (2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรีเขต 1 จำแนกตามขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 1 จำนวน 261 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.97 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเอฟ (F - test) ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) การเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรีเขต 1 จำแนกตามขนาดของโรงเรียน ในภาพรวมพบว่าขนาดของโรงเรียนที่แตกต่างกันมีสภาพการบริหารงานวิชาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณาความแตกต่างตามขนาดของโรงเรียน 4 ขนาด พบว่า 1) โรงเรียนขนาดกลาง มีสภาพการบริหารงานวิชาการด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอยู่ ในระดับต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2) โรงเรียน ขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่มีสภาพการบริหารงานวิชาการด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอยู่ในระดับต่ำกว่า โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดกลางมีสภาพการบริหาร งานวิชาการด้านการนิเทศการศึกษาอยู่ในระดับต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1pok.pdf ( 0.03 MB)
2botkudyor.pdf ( 0.05 MB)
3gittigumpragard.pdf ( 0.04 MB)
4sarabun.pdf ( 0.09 MB)
5bot1-5.pdf ( 0.58 MB)
6bunnanugrom.pdf ( 0.11 MB)
7pakpanoung.pdf ( 0.10 MB)
8prawat.pdf ( 0.04 MB)

Search within results