Search Result 902 Found

  • Filters
 
1
ปัจจัยทางการตลาดที่มีต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ (007 และ 008) ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ศูนย์บริการลูกค้าสาขาบางพลัด
The Impact of Marketing Factors on the Consumer Decision of Making International Call (007 and 008) of TOT Public Company Limited in Customer Service Center of Bangplat
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : วลัยภรณ์ หนูเกตุ
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.55 MB)
2acknowledgements.pdf ( 0.15 MB)
3appendix.pdf ( 0.70 MB)
4bib.pdf ( 0.24 MB)
5Table of contents.pdf ( 0.75 MB)
6Title.pdf ( 0.27 MB)
7Unit 1.pdf ( 1.14 MB)
8Unit 2.pdf ( 2.09 MB)
9Unit 2-1.pdf ( 1.78 MB)
10Unit 3.pdf ( 0.65 MB)
11Unit 4.pdf ( 1.91 MB)
12Unit 4-1.pdf ( 2.18 MB)
13Unit 4-2.pdf ( 2.20 MB)
14Unit 4-3.pdf ( 1.92 MB)
15Unit 4-4.pdf ( 2.23 MB)
16Unit 4-5.pdf ( 2.62 MB)
17Unit 5.pdf ( 2.83 MB)
2
ความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อการใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ TOT 008
Consumers? Satisfaction with International Phone Service TOT 008
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : อุทิศ สายบุญมี
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจ ของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ TOT 008 และเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ TOT 008 จำแนกตามเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ และ ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน นำข้อมูลมาประมวลผลและวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อคำนวณหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานโดยใช้สถิติค่าที ทดสอบค่าเฉลี่ยความแตกต่างรายคู่ ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับความพึงพอใจต่อการใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ TOT 008 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ TOT 008 ด้านสินค้าและบริการ ด้านราคา ด้านสถานที่ให้บริการและช่องทางการจัดจำหน่าย อยู่ในระดับมาก และ มีความพึงพอใจด้านการส่งเสริมการตลาด อยู่ในระดับปานกลาง (2) การเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศพบว่า (2.1) ด้านเพศที่ต่างกันจะมีความพึงพอใจต่อการใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ TOT 008 ไม่ต่างกันในทุกๆ ด้าน ความแตกต่างของระดับความพึงพอใจต่อการใช้บริการ พบว่ามีความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจต่อการใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ TOT 008 (2.2) กลุ่มอายุ ที่แตกต่างโดยผู้ใช้บริการที่มีอายุระหว่าง 26-35 ปี ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจด้านสินค้าและบริการ ผู้ใช้บริการที่มีอายุ 36 ? 45 ปี ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจด้านราคา และ ด้านสถานที่และช่องทางการจัดจำหน่าย มากกว่า ผู้ใช้บริการที่มีอายุ น้อยกว่า 26 ปี มีความพึงพอใจด้านส่งเสริมการตลาด มากกว่า (2.3) กลุ่มการศึกษาพบว่าผู้ใช้บริการส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับ ปวส./ อนุปริญญา มีความพึงพอใจด้านสินค้าและบริการ ด้านราคา ด้านสถานที่และช่องทางการจัดจำหน่าย มากกว่า และผู้ใช้บริการส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับ มัธยมศึกษา หรือต่ำกว่ามีความพึงพอใจด้านส่งเสริมการตลาด มากกว่า (2.4) กลุ่มอาชีพส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทมีความพึงพอใจด้านสินค้าและบริการ มากกว่า กลุ่มอาชีพส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจไม่แตกต่างกัน ไม่ว่า ด้านราคา ด้านสถานที่และช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านส่งเสริมการตลาด (2.5) รายได้ พบว่าผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ มีรายได้ 10,001-20,000 บาท มีความพึงพอใจด้านสินค้าและบริการ ด้านราคา มากกว่าผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ มีรายได้ 30,001- 40,000 บาท มีความพึงพอใจด้านสถานที่และช่องทางการจัดจำหน่าย มากกว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ มีรายได้ 10,000 บาท หรือน้อยกว่า มีความพึงพอใจด้านส่งเสริมการตลาด มากกว่า
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1กิติกรรมประกาศ.pdf ( 0.05 MB)
2ชีวประวัติ.pdf ( 0.05 MB)
3บทคัดย่อไทย.pdf ( 0.06 MB)
4บทคัดย่ออังกฤษ.pdf ( 0.04 MB)
5บทที่1.pdf ( 0.11 MB)
6บทที่2.pdf ( 0.21 MB)
7บทที่3.pdf ( 0.09 MB)
8บทที่4.pdf ( 0.20 MB)
9บทที่5.pdf ( 0.15 MB)
10บรรณานุกรม.pdf ( 0.08 MB)
11แบบสอบถาม.pdf ( 0.12 MB)
12ปกภาคผนวก.pdf ( 0.02 MB)
13สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
14หน้าปกนอก.pdf ( 0.05 MB)
15หน้าปกในภาษาEng..pdf ( 0.03 MB)
16หน้าปกในภาษาไทย.pdf ( 0.05 MB)
3
การมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนของครูโรงเรียนเอกชน ในเขตพื้นที่การศึกษา สมุทรปราการ เขต 1
The Participation of Private School Teachers in Private School Administration under Smutprakarn Basic Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : รัตนา อยู่นุช
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารโรงเรียนเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการเขต 1 2) เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารโรงเรียนเอกชน จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ 3) เพื่อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนเอกชน กลุ่มตัวอย่าง คือครูโรงเรียนเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 จำนวน 346 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนของครูโรงเรียนเอกชน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าครูโรงเรียนเอกชน มีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการและการบริหารงานบุคคลอยู่ในระดับมาก งานบริหารงานทั่วไป งานบริหารงบประมาณ อยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนรวมในการบริหารโรงเรียนของ ครูโรงเรียนเอกชน จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า ครูที่มีเพศต่างกันมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนเอกชนทั้ง 4 ด้านไม่แตกต่างกัน ครูที่มีอายุ ต่างกันมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนเอกชน ด้านงานวิชาการแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 งานด้านอื่นไม่แตกต่างกัน ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนเอกชน ทั้ง 4 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ครูที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกันมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนเอกชน ด้านงานวิชาการ และด้านงานการบริหารงานบุคคล แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านงานงบประมาณ และด้านงานบริหารงานทั่วไป ไม่แตกต่าง 3) ข้อเสนอแนะมีดังนี้คือครูควรมีส่วนร่วมในงานบริหารวิชาการมากที่สุด ครูและผู้บริหารควรทำงานร่วมกัน ผู้บริหารควรมอบหมายงานให้ครูทำงานตามถนัดและความสนใจ ครูควรเปิดใจกว้างและมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มุ่งปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของโรงเรียน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Tilte 1.pdf ( 0.11 MB)
2Tilte 2.pdf ( 0.07 MB)
3Abstract.pdf ( 0.10 MB)
4Acknowledgements.pdf ( 0.07 MB)
5Table of contents.pdf ( 0.16 MB)
6Unit 1.pdf ( 0.17 MB)
7Unit 2.pdf ( 0.82 MB)
8Unit 3.pdf ( 0.18 MB)
9Unit 4.pdf ( 0.35 MB)
10Unit 5.pdf ( 0.21 MB)
11Bib.pdf ( 0.14 MB)
12Appendix .pdf ( 0.57 MB)
4
ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมาภิบาลกับวัฒนธรรมองค์การ โรงเรียนประถมศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
The Relation between Good Governance and Organizational Culture in Primary Schools of Primary Education Service Area Bangkok 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : ศุภนุช ตันติอภิกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมาภิบาลกับวัฒนธรรมองค์การของโรงเรียนประถมศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 2) ระดับธรรมาภิบาล ในภาพรวม 3) ระดับวัฒนธรรมองค์การ ในภาพรวม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ผู้บริหาร จำนวน 264 คน จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 50 ข้อ ค่าความเชื่อมั่น 0.95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมาภิบาลกับวัฒนธรรมองค์การของโรงเรียนประถมศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ในภาพรวมเป็นบวกในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากที่สุดลงมาดังนี้ ด้านหลักความรับผิดชอบกับด้านมิติเน้นความสำเร็จ, ด้านหลักนิติธรรมกับมิติเน้นความสำเร็จ, ด้านหลักการมีส่วนร่วมกับด้านมิติเน้นสัจการแห่งตน, ด้านหลักการมีส่วนร่วมกับด้านมิติเน้นบุคคลและการสนับสนุน, ด้านหลักความรับผิดชอบกับด้านมิติเน้นบุคคลและการสนับสนุน, ด้านหลักคุณธรรมกับด้านมิติเน้นบุคคลและการสนับสนุน, ด้านหลักความโปร่งใสกับด้านมิติเน้นบุคคลและการสนับสนุน ด้านหลักความโปร่งใสกับด้านมิติเน้นสัจการแห่งตน, ด้านหลักความคุ้มค่ากับด้านมิติเน้นความสำเร็จ, ด้านหลักนิติธรรมกับด้านมิติเน้นบุคคลและการสนับสนุน, ด้านหลักความโปร่งใสกับด้านมิติเน้นความสำเร็จ, ด้านหลักคุณธรรมกับด้านมิติเน้นความสำเร็จ, ด้านหลักการมีส่วนร่วมกับด้านมิติเน้นไมตรีสัมพันธ์, ด้านหลักความคุ้มค่ากับด้านมิติเน้นบุคคลและการสนับสนุน, ด้านหลักคุณธรรมกับด้านมิติเน้นไมตรีสัมพันธ์, ด้านหลักความคุ้มค่ากับด้านมิติเน้นไมตรีสัมพันธ์, ด้านหลักความรับผิดชอบกับด้านมิติเน้นไมตรีสัมพันธ์, ด้านหลักการมีส่วนร่วมกับด้านมิติเน้นความสำเร็จ, ด้านหลักนิติธรรมกับด้านมิติเน้นไมตรีสัมพันธ์ ด้านหลักความโปร่งใสกับด้านมิติเน้นไมตรีสัมพันธ์ 2) ระดับธรรมาภิบาล ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากที่สุดลงมาดังนี้ ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความคุ้มค่า 3) ระดับวัฒนธรรมองค์การ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากที่สุดลงมาดังนี้ ด้านมิติเน้นความสำเร็จ ด้านมิติเน้นสัจการแห่งตน ด้านมิติเน้นบุคคลและการสนับสนุน ส่วนด้านมิติเน้นไมตรีสัมพันธ์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.53 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
3appendix.pdf ( 1.36 MB)
4bib.pdf ( 2.20 MB)
5table of contents.pdf ( 0.82 MB)
6title 1.pdf ( 0.62 MB)
7title 2.pdf ( 0.34 MB)
8unit 1.pdf ( 2.18 MB)
9unit 2.pdf ( 21.02 MB)
10unit 3.pdf ( 1.29 MB)
11unit 4.pdf ( 3.58 MB)
12unit 5.pdf ( 1.28 MB)
5
การบริหารจัดการของผู้บริหารในการดำเนินงานประเมินคุณภาพนอกรอบสาม ระดับปฐมวัย (โรงเรียนเอกชนกลุ่ม 3) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1
The Administration of School Administrators in Third Round External Quality Assessment of Private Kindergartens (Private Kindergarten Group 3) of Bangkok Educational Service Office Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : รวิรัช พูลสุข
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการของผู้บริหารในการดำเนินงานประเมินคุณภาพภายนอกรอบสามระดับปฐมวัย (โรงเรียนเอกชนกลุ่ม 3) สำนักงานเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครเขต 1 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารจัดการของผู้บริหารในการดำเนินงานประเมินคุณภาพภายนอกรอบสามระดับปฐมวัย (โรงเรียนเอกชนกลุ่ม 3) สำนักงานเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครเขต 1 จำแนกวุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการสอน 3) ศึกษาข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการของผู้บริหารในการดำเนินงานประเมินคุณภาพภายนอกรอบสามระดับปฐมวัย (โรงเรียนเอกชนกลุ่ม 3) สำนักงานเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครเขต 1 ประชากรได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้ค่าเฉลี่ย ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารจัดการของผู้บริหารในการดำเนินงานประเมินคุณภาพภายนอกรอบสามระดับปฐมวัย (โรงเรียนเอกชนกลุ่ม 3) สำนักงานเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครเขต 1 ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.23) 2) การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการบริหารจัดการของผู้บริหารในการดำเนินงานประเมินคุณภาพภายนอกรอบสามระดับปฐมวัย (โรงเรียนเอกชนกลุ่ม 3) สำนักงานเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครเขต 1 ในภาพรวม พบว่า ค่าเฉลี่ยของผู้บริหารและครูที่มีวุฒิการศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31) สูงกว่าผู้บริหารและครูที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07) ค่าเฉลี่ยของผู้บริหารและครูที่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 10 ปี (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.37) สูงกว่าผู้บริหารและครูที่มีประสบการณ์การทำงานน้อยกว่า 10 ปี (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10) 3) ข้อเสนอแนะจากการสัมภาษณ์ คือ ผู้บริหารและครู ต้องพัฒนาผู้เรียน หลักสูตรและกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 1.07 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.53 MB)
3appendix.pdf ( 4.56 MB)
4bib.pdf ( 0.93 MB)
5table ofcontents.pdf ( 2.67 MB)
6title 1.pdf ( 0.39 MB)
7title 2.pdf ( 0.39 MB)
8unit 1.pdf ( 3.38 MB)
9unit 2.pdf ( 16.12 MB)
10unit 3.pdf ( 1.76 MB)
11unit 4.pdf ( 11.94 MB)
12unit 5.pdf ( 7.60 MB)
6
ประสิทธิผลการบริหารการศึกษาของโรงเรียนศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบและเครือข่าย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 และ เขต 2
The Effectiveness of Educational Administration of Early Childhood Prototype Central Schools and Network under the Jurisdiction of Samuthprakarn Educational Service Area Office 1 and 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : น้ำผึ้ง สุสี
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ประสิทธิผลการบริหารการศึกษาของโรงเรียนศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบและเครือข่าย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 และ 2 2) เปรียบเทียบระดับประสิทธิผลการบริหารการศึกษาของโรงเรียนศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบ จำแนกตามตำแหน่งผู้บริหาร ครูผู้สอนและขนาดโรงเรียน 3) ปัจจัยที่ส่งเสริมประสิทธิผลการบริหารการศึกษาของโรงเรียนศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบและเครือข่าย 4) ปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารการศึกษาของโรงเรียนศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบและเครือข่าย 5) ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลการบริหารการศึกษากับปัจจัยที่ส่งเสริมประสิทธิผล ของโรงเรียนศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบและเครือข่าย ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนระดับปฐมวัย ในโรงเรียนศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบและเครือข่าย จำนวน 14 แห่ง ปีการศึกษา 2554 จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิผลการบริหารการศึกษา ตามความเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอนค่าเฉลี่ยรวม อยู่ในระดับดี 2) เปรียบเทียบประสิทธิผลการบริหารการศึกษา จำแนกตามตำแหน่งงาน และขนาดโรงเรียน พบว่า ไม่แตกต่างกัน 3) ปัจจัยส่งเสริมประสิทธิผลการบริหารการศึกษา ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับ ดีมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ผู้บริหารมีความเป็นผู้นำ มีความเป็นประชาธิปไตยและคุณธรรมจริยธรรม ความเห็นของครูผู้สอนค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ครูจัดทำแผนการจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง มีค่าเฉลี่ยรวม อยู่ในระดับดี โรงเรียนขนาดใหญ่ มีค่าเฉลี่ยรวม อยู่ในระดับดีมาก 4) ปัญหาการบริหารการศึกษาของสถานศึกษาทุกขนาด คือ ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ มีแนวทางการแก้ปัญหา โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัด 5) ค่าสหสัมพันธ์ ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ประสิทธิผลการบริหารการศึกษากับปัจจัยส่งเสริมประสิทธิผลไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่ตามความคิดเห็นของครูผู้สอนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญที่ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstrast.pdf ( 0.16 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.42 MB)
3appendix.pdf ( 3.38 MB)
4bib.pdf ( 0.80 MB)
5table of contents.pdf ( 0.78 MB)
6title 1.pdf ( 0.40 MB)
7title 2.pdf ( 0.37 MB)
8unit 3.pdf ( 1.42 MB)
9unit 4.pdf ( 4.60 MB)
10unit 5.pdf ( 5.21 MB)
11unit 1.pdf ( 3.08 MB)
12unit 2.pdf ( 11.21 MB)
7
สมรรถนะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาของรัฐและเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต1
Administrative Competencies of Public and Private School Administrators under Samutprakan Educational Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ทศพร สระแก้ว
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสมรรถนะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาของรัฐและเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 จำแนกตามขนาดโรงเรียนและประเภทโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาของรัฐและเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของโรงเรียน จำนวนกลุ่มตัวอย่างรวม 113 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสมรรถนะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ครอบคลุมเนื้อหา 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารทั่วไป วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาของรัฐและเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน คือ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารทั่วไป พบว่า ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากเช่นกัน การเปรียบเทียบสมรรถนะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาของรัฐและเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 จำแนกตามขนาดโรงเรียนและประเภทโรงเรียน พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.90 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
3appendix.pdf ( 2.06 MB)
4bib.pdf ( 1.61 MB)
5table of contents.pdf ( 1.55 MB)
6title 1.pdf ( 0.38 MB)
7title 2.pdf ( 0.37 MB)
8unit 1.pdf ( 0.87 MB)
9unit 2.pdf ( 8.56 MB)
10unit 3.pdf ( 0.71 MB)
11unit 4.pdf ( 4.72 MB)
12unit 5.pdf ( 6.66 MB)
8
ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปและภาวะผู้นำเชิงจัดการของผู้บริหารตามทัศนะของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 1
Transformational and Transactional Leadership of School Administrators as Perceived by Teachers in Secondary Schools of Samutprakan Educational Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : นฤเบศ ดวงดูสัน
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปและภาวะผู้นำเชิงการจัดการของผู้บริหารตามทัศนะของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษา สมุทรปราการ เขต 1 เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปและเชิงจัดการของผู้บริหารตามทัศนะของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยจำแนกตามสถานภาพทางเพศ และประสบการณ์ และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปและภาวะผู้นำเชิงจัดการของผู้บริหารตามทัศนะของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ทำการสอน จำนวน 278 คน ได้โดยวิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 1 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปและภาวะผู้นำเชิงการจัดการของผู้บริหารตามทัศนะของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษา สมุทรปราการ เขต 1 อยู่ในระดับสูง การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปและภาวะผู้นำเชิงจัดการของผู้บริหารตามทัศนะของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยจำแนกสถานภาพทางเพศ และประสบการณ์ พบว่า ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป และภาวะผู้นำเชิงจัดการของผู้บริหารตามทัศนะของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยรวม และรายด้านไม่แตกต่างกัน ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปและภาวะผู้นำเชิงจัดการของผู้บริหารตามทัศนะของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 โดยรวมและรายด้าน มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.92 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.50 MB)
3appendix.pdf ( 86.91 MB)
4bib.pdf ( 0.89 MB)
5table of contents.pdf ( 0.62 MB)
6title 1.pdf ( 0.38 MB)
7title 2.pdf ( 0.38 MB)
8unit 1.pdf ( 3.15 MB)
9unit 2.pdf ( 15.26 MB)
10unit 3.pdf ( 1.39 MB)
11unit 4.pdf ( 5.88 MB)
12unit 5.pdf ( 2.91 MB)
9
การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1
Transformation Management of the School Administrators under Ratchaburi Elementary Education Office Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : ศศิวิมล ทิมพิทักษ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ในภาพรวม 2) เปรียบเทียบการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของข้าราชการครู จำแนกตามเพศ ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการครูสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 จำนวน 313 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สัมประสิทธิ์อัลฟ่า ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้ค่าที และค่าเอฟ ผลการศึกษาพบว่า 1) การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการบริหารการเปลี่ยนแปลง และค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลง 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของข้าราชการครู จำแนกตามเพศ ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา พบว่า 2.1) การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของข้าราชการครู จำแนกตามเพศ ทั้งเพศชายและเพศหญิง ในภาพรวม ไม่แตกต่างกัน 2.2) การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของข้าราชการครู จำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติงาน ทั้งประสบการณ์การปฏิบัติงานอย่างน้อยกว่า 5 ปี และประสบการณ์การปฏิบัติงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ในภาพรวม ไม่แตกต่างกัน 2.3) การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของข้าราชการครู จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา ทั้งสถานศึกษาขนาดเล็ก สถานศึกษาขนาดกลาง และสถานศึกษาขนาดใหญ่ ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.98 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.41 MB)
3appendix.pdf ( 9.58 MB)
4bib.pdf ( 2.97 MB)
5table of contents.pdf ( 2.74 MB)
6title 1.pdf ( 0.66 MB)
7title 2.pdf ( 0.36 MB)
8unit 1.pdf ( 4.24 MB)
9unit 2.pdf ( 30.78 MB)
10unit 3.pdf ( 2.55 MB)
11unit 4.pdf ( 2.38 MB)
12unit 5.pdf ( 2.94 MB)
10
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารกับการบริหารคุณภาพโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1
The Relationship between the Administrators Competence and Quality management World Class Standard School of The Secondary Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : สมบัติ ผ่องอำไพ
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 2) ศึกษาระดับการบริหารคุณภาพโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารกับการบริหารคุณภาพโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนมาตรฐานสากล จำนวน 351 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นชนิดที่เป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามชนิดตรวจสอบรายการและชนิดมาตรประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบริการที่ดี รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ด้านการพัฒนาตนเอง ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ด้านการสื่อสารและจูงใจ ด้านการทำงานเป็นทีมและด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ 2) ระดับการบริหารคุณภาพโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านผลลัพธ์ รองลงมา คือ ด้านการนำองค์กร ด้านการมุ่งเน้นผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร ด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการจัดการกระบวนการ ด้านการวัด วิเคราะห์และการจัดการความรู้ 3) สมรรถนะผู้บริหารมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับการบริหารคุณภาพโรงเรียนมาตรฐานสากล โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.79 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.35 MB)
3appendix.pdf ( 17.70 MB)
4bib.pdf ( 2.82 MB)
5table of contents.pdf ( 2.11 MB)
6title 1.pdf ( 0.59 MB)
7title 2.pdf ( 0.33 MB)
8unit 1.pdf ( 3.26 MB)
9unit 2.pdf ( 43.67 MB)
10unit 3.pdf ( 3.00 MB)
11unit 4.pdf ( 7.78 MB)
12unit 5.pdf ( 4.42 MB)
11
การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E's) ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดทรงธรรม จังหวัดสมุทรปราการ
The Effect of Implementing Learning Management by Inquiry Cycle (5E's) on the Science Problem Solving Ability and Science Learning Achievement of Matthayom Suksa 1 Students Wat Songtham School Samutprakarn Province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : สมปอง เรืองสมสมัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังเรียน โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E?s) 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ก่อนและหลังเรียนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E?s) 3) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ระหว่างวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E?s) กับวิธีการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ระหว่างวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E?s) กับวิธีการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 5) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หลังเรียนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E?s) กับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนวัดทรงธรรม จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 45 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E?s) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า 1) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E?s) หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E?s) หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E?s) สูงกว่า วิธีการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E?s) สูงกว่านักเรียนที่เรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 5) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังจากเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E?s) สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.89 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.35 MB)
3appendix.pdf ( 45.51 MB)
4bib.pdf ( 3.58 MB)
5table of contents.pdf ( 1.86 MB)
6title 1.pdf ( 0.60 MB)
7title 2.pdf ( 0.33 MB)
8unit 1.pdf ( 3.72 MB)
9unit 2.pdf ( 18.75 MB)
10unit 3.pdf ( 5.38 MB)
11unit 4.pdf ( 2.15 MB)
12unit 5.pdf ( 4.15 MB)
12
การมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1
Community Participation in Secondary School Administration in the Opinion of School Administrators under the Office of Secondary Education Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : สัมฤทธิ์ ชวาลวิวัฒน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ในภาพรวม 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำแนกตามอายุ 3) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน 4) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำแนกตามขนาดของโรงเรียน ขนาดของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ผู้บริหาร จำนวน 273 คน จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 60 ข้อ ค่าความเชื่อมั่น 0.96 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที ค่าเอฟ และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร จำแนกตามอายุ ในภาพรวม ผู้บริหารที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีและผู้บริหารที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน 3) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารโรงเรียนจำแนกตามประสบการณ์การทำงาน ในภาพรวมผู้บริหารที่มีประสบการณ์การทำงานต่ำกว่า 5 ปีและผู้บริหารที่มีประสบการณ์การทำงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป มีความคิดเห็น ไม่แตกต่างกัน 4) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารโรงเรียน จำแนกตามขนาดของโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ในภาพรวม ไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 1.00 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.47 MB)
3appendix.pdf ( 5.79 MB)
4bib.pdf ( 4.88 MB)
5table of contents.pdf ( 2.78 MB)
6title 1.pdf ( 0.64 MB)
7title 2.pdf ( 0.37 MB)
8unit 1.pdf ( 6.47 MB)
9unit 2.pdf ( 63.07 MB)
10unit 3.pdf ( 4.02 MB)
11unit 4.pdf ( 14.63 MB)
12unit 5.pdf ( 6.81 MB)
13
ความสำเร็จของการบริหารโรงเรียนโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1
The Success of School Administration Based on Sufficient Economy Principles of Primary Schools under Samutprakarn Primary Education Service Office Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : วุฒิกร เลี่ยมยองใย
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสำเร็จของการบริหารโรงเรียนโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนระดับประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1 ในภาพรวม เพื่อเปรียบเทียบระดับความสำเร็จในการบริหารโรงเรียน โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนระดับประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1 จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์การปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนและครู เพื่อศึกษาปัญหาและเสนอแนวทางแก้ปัญหาการบริหารโรงเรียนโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหาร 27 คนและครู 288 คน โรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 15 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป เพื่อหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่าการบริหารโรงเรียนโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามคุณลักษณะ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล ความมีภูมิคุ้มกัน เงื่อนไขคุณธรรม และเงื่อนไขความรู้บริหารงาน 4 ด้านคือ การบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานทั่วไป ความคิดเห็นของผู้บริหาร และครูต่อระดับความสำเร็จอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้านการเปรียบเทียบระดับความสำเร็จในการบริหารโรงเรียน โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครู จำแนกตามเพศ จำแนกตามตำแหน่ง และจำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติงาน พบว่า มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน สำหรับปัญหา อุปสรรค คือ ผู้บริหารให้ความสำคัญกับการวางแผนการดำเนินงานธุรการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงน้อยไป ข้อเสนอแนะคือ ผู้บริหารควรแจ้งให้ครู รับรู้ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อร่วมกันวางแผนพัฒนางาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.12 MB)
2acknowledgements.pdf ( 0.10 MB)
3appendix.pdf ( 1.04 MB)
4bib.pdf ( 0.17 MB)
5table of contents.pdf ( 0.38 MB)
6title 1.pdf ( 0.14 MB)
7title 2.pdf ( 0.08 MB)
8unit 1.pdf ( 0.75 MB)
9unit 2.pdf ( 5.23 MB)
10unit 3.pdf ( 0.30 MB)
11unit 4.pdf ( 4.29 MB)
12unit 5.pdf ( 0.81 MB)
14
คุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
Morals and Cthics of the Private Kindergarten Administrators Under Bangkok Education Service Office Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : จรุงรัตน์ สีมันตา
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อการศึกษาระดับคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครู 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามอายุและประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อเปรียบเทียบระดับคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร จำแนกตามอายุและประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 114 คน ครู จำนวน 216 คน จากสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 50 ข้อ ค่าความเชื่อมั่น .95 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูอยู่ในระดับสูง 2) ผลการเปรียบเทียบระดับคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหาร ตามความคิดเห็นของครู แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 3) ผลการเปรียบเทียบระดับคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหาร ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.77 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.41 MB)
3appendix.pdf ( 1.08 MB)
4bib.pdf ( 0.61 MB)
5table of contents.pdf ( 1.47 MB)
6title 1.pdf ( 0.34 MB)
7title 2.pdf ( 0.33 MB)
8unit 1.pdf ( 1.55 MB)
9unit 2.pdf ( 8.03 MB)
10unit 3.pdf ( 0.20 MB)
11unit 4.pdf ( 5.87 MB)
12unit 5.pdf ( 0.80 MB)
15
การศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตในการทำงานของครูโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
A Comparative Study on Factors Relating to the Quality of Life of Primary School Teachers in the Private Schools in Bangkok Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : มฤทธิ์ อุภัยพงศ, Sumrit Upaipong
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาการเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตในการทำงาน ของครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลซึ่งประกอบด้วย เพศ อายุ การศึกษา เงินเดือน สถานภาพการสมรส และอายุการทำงานในโรงเรียนเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตในการทำงาน และ (2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยอื่นได้แก่ ขนาดของโรงเรียน และรูปแบบการบริหารโรงเรียน ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ ชีวิตในการทำงาน ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ตัวแปรต้น คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา เงินเดือน สถานภาพการสมรส และอายุการทำงานในโรงเรียนเอกชน ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ขนาดของ โรงเรียน และรูปแบบการบริหารโรงเรียน ตัวแปรตาม คือ คุณภาพชีวิตในการทำงาน ประชากรของการวิจัยได้แก่ ครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ใช้การสุ่มตัวอย่างหลาย ขั้นตอน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 329 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามความคิดเห็น การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบ ความแปรปรวน ผลการวิจัย พบว่า (1) ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชนระดับประถม ศึกษา เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 อยู่ในระดับค่อนข้างมาก (2) เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบคุณภาพ ชีวิตในการทำงานของครูกับปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา เงินเดือน สถานภาพการสมรส และ อายุการทำงานในโรงเรียนเอกชน ปัจจัยอื่นๆได้แก่ ขนาดของโรงเรียน และรูปแบบการบริหารโรงเรียนพบว่า ครูมีคุณภาพชีวิตในการทำงานโดยรวมแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.08 MB)
2บทคัดย่อไทย.pdf ( 0.07 MB)
3บทคัดย่ออังกฤษ.pdf ( 0.04 MB)
4บทที่ 1.pdf ( 0.14 MB)
5บทที่ 2.pdf ( 0.61 MB)
6บทที่ 3.pdf ( 0.20 MB)
7บทที่ 4.pdf ( 0.32 MB)
8บทที่ 5.pdf ( 0.21 MB)
9บรรณานุกรม.pdf ( 0.12 MB)
10ภาคผนวก.pdf ( 0.20 MB)

Search within results