Search Result 289 Found

  • Filters
 
1
ปัจจัยคัดสรรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2
THE SELECTED FACTORS AFFECTING THE EFFECTIVENESS OF BASIC EDUCATIONAL CURRICULUM MANAGEMENT AT LEVEL 1-2 OF THE BASIC EDUCATIONAL INSTITUTIONS UNDER THE JURISDICTION OF NAKHON PATHOM EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : กุลชร เหลืองสุดใจชื้น
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยคัดสรรและระดับประสิทธิผล ของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2 2) ศึกษาปัจจัยคัดสรรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2 และ 3) ศึกษาแนวทางการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1-2 ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นผู้แทนผู้ปกครองจาก 93 โรงเรียน โรงเรียนละ 4 คน คือ ผู้บริหาร จำนวน 1 คน ครูผู้สอน จำนวน 2 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาที่เป็นผู้ปกครอง จำนวน 1 คน รวม จำนวน 372 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามปัจจัยคัดสรรและแบบสอบถามประสิทธิผลการบริหารหลักสูตร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยคัดสรรของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ในระดับมาก ทั้งในภาพรวมและ รายด้าน ยกเว้นปัจจัยด้านชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนประสิทธิผลการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2 อยู่ในระดับมาก ทั้งในภาพรวมและรายด้าน 2. ปัจจัยคัดสรรที่ส่งผลประสิทธิผลการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2 ได้แก่ ด้านการนิเทศ ด้านทรัพยากรการบริหาร ด้านบุคลากร และด้านชุมชน แต่ปัจจัยคัดสรรด้านชุมชนไม่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารหลักสูตร ด้านการวางแผนการบริหารหลักสูตร และด้านการปฏิบัติตามแผนการบริหารหลักสูตร 3. แนวทางการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 ของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2 ผู้บริหาร ครูผู้สอน และกรรมการสถานศึกษา มีความเห็นว่าควรมีแผนการเรียนรู้และหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ควรจัดทำหลักสูตรจากส่วนกลางและจัดให้มีการอบรมการใช้หลักสูตร ควรจัดเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่พิเศษให้เป็นผู้ดำเนินการ ควรมีที่ปรึกษาจากสถาบันอุดมศึกษา ผู้บริหารควรนิเทศ ติดตามบ่อยๆ และควรมีเจ้าหน้าที่ศึกษานิเทศก์จากเขตพื้นที่การศึกษา คอยให้คำแนะนำช่วยเหลือเป็นระยะๆ รวมทั้งควรให้ความรู้เพิ่มเติมด้านการกำหนดเนื้อหาและการนำหลักสูตรไปใช้ The objectives of this research were: 1) to study the level of the selected factors that affected the effectiveness of the curriculum management at level 1 and 2 of the basic education institutions under the jurisdiction of Nakhon Pathom Educational Service Area Office 1 and 2; 2) to study the selected factors that affected the efficiency of the curriculum management at level 1 and 2 of the basic education institutions under the jurisdiction of Nakhon Pathom Educational Service Area Office 1 and 2; and 3) to consider some guidelines for the curriculum management at level 1 and 2 of the basic education institutions under the jurisdiction of Nakhon Pathom Educational Service Area 1 and 2. The samples of the research consisted of administrators, teachers, members of basic education institutions? committees who represented the students? parents from 95 schools, totaling 380 samples. The instrument was a questionnaire covering the selected factors that were expected to affect the effectiveness of the curriculum management. The statistics used to analyze the collected data included arithmetic means ( ), standard deviation (S.D.) and multiple regression analysis. The findings of this research were as follows: 1. The levels of the selected factors that affected the effectiveness of the curriculum management at level 1 and 2 of the basic education institutions both as a whole and as individual factors were high, except the community factor which was moderate. 2. The effectiveness of the curriculum management at level 1 and 2 of the basic education institutions both as a whole and as individual factors were at high level. 3. The guidelines of the curriculum management at level 1 and 2 of the basic education institutions under the jurisdiction of Nakhon Pathom Educational Service Area Office 1 and 2 were as the following. For the curriculum management, the basic education institutions should have the same instructional plans and the same standard curriculum which should be constructed by the central committee. Then there should be training sessions for the implementation of the curriculum in order to support the basic education institutions. After that, each basic education institution should assign some personels to be responsible for carrying on the curriculum management. For the planned implementation of the curriculum management, there should be advice from some advicers of higher education institutes. Moreover, there should be frequent supervision from the basic education institutions? administrators. And once in a while, the supervisory officials from Nakhon Pathom Educational Service Area Office should provide help and advice to the basic education institutions. For assessment and evaluation of the curriculum management, advicers from higher education institutes should closely supervise and assess it every semester. Finally, for the improvement of the curriculum management, Nakhon Pathom Educational Service Area Office should provide the basic education institutions with some experts and invite some advisors from higher education institutes to give some help as well. From this respect, more information on content establishment and the implementation of the curriculum should be additionally supplemented.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1into1.pdf ( 0.05 MB)
2into2.pdf ( 0.08 MB)
3into3.pdf ( 0.08 MB)
4into4.pdf ( 0.05 MB)
5into5.pdf ( 0.04 MB)
6into6.pdf ( 0.11 MB)
7into7.pdf ( 0.08 MB)
8into8.pdf ( 0.05 MB)
9unit1.pdf ( 0.35 MB)
10unit2.pdf ( 0.37 MB)
11unit3.pdf ( 0.14 MB)
12unit4.pdf ( 0.26 MB)
13unit5.pdf ( 0.10 MB)
14บรรณานุกรม.pdf ( 0.11 MB)
15ภาคผนวก ก.pdf ( 0.18 MB)
16ภาคผนวก ข.pdf ( 0.06 MB)
17ภาคผนวก ค.pdf ( 0.08 MB)
18ภาคผนวก ง.pdf ( 0.12 MB)
19ภาคผนวก จ.pdf ( 0.08 MB)
20ภาคผนวก ฉ.pdf ( 0.10 MB)
21ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.05 MB)
2
ความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ของนักศึกษาโปรแกรมวิชาการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 1-4สถาบันราชภัฏนครปฐม
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : เบญจมาศ กิมสุวรรณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาโปรแกรมวิชาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักศึกษาโปรแกรมวิชาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 1- 4 ของสถาบันราชภัฏนครปฐม จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยดัดแปลงจากแบบสอบถามในการวิจัยเรื่องความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาปริญญาโท ของนายนภดล นิ่มดี การวิเคร์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรม SPSS FOR WINDOWS. ผลการวิจัยสรุปได้ว่า นักศึกษาโปรแกรมวิชาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เมื่อจำแนกตามชั้นปีและระดับความรู้ความสามารถในการใช้ทักษะภาษาอังกฤษ มีความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษทุกทักษะอยู่ในระดับมากที่สุด โดยนักศึกษามีความต้องการให้สถาบันช่วยจัดรูปแบบพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในด้านต่อไปนี้ในระดับมากที่สุด โดยต้องให้จัดการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในตารางอย่างน้อย 1 ภาคเรียน จัดสอนการอ่านภาษาอังกฤษในตารางอย่างน้อย 1 ภาคเรียน จัดอบรมภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเป็นหลักสูตรระยะสั้น และจัดอบรมการอ่านเป็นหลักสูตรระยะสั้น ผลการศึกษาแสดงว่า นักศึกษามีความต้องการพัฒนาทักษะการฟังเพื่อจุดประสงค์ต่อไปนี้ในระดับมากที่สุด คือ เพื่อฟังการสนทนาเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เพื่อฟังภาษาอังกฤษจากวิทยุ-โทรทัศน์ และมีความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ต่อไปนี้ในระดับมาก คือ เพื่อฟังการสนทนาเกี่ยวธุรกิจ เพื่อฟังคำสั่ง และ ฟังคำบรรยาย / บทความทางวิชาการ นักศึกษามีความต้องการพัฒนาทักษะการพูดเพื่อจุดประสงค์ต่อไปนี้ในระดับมากที่สุด คือ เพื่อสนทนากับชาวต่างประเทศ เพื่อพูดเชื้อเชิญ ตอบรับ ปฏิเสธ เพื่อการพูดขอคำแนะนำ และมีความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ต่อไปนี้ในระดับมาก คือ เพื่อใช้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ และรายงานสิ่งอ่าน นักศึกษามีความต้องการพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อจุดประสงค์ต่อไปนี้ในระดับมากที่สุด คือ เพื่อใช้ในการอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ และมีความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ต่อไปนี้ในระดับมาก คือ เพื่ออ่านคำสั่งหรือคู่มือ เพื่อใช้ในการอ่านบทความทั่ว ๆ ไป เพื่อใช้ในการอ่านตำรา และอ่านรายงาน นักศึกษามีความต้องการพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อจุดประสงค์ต่อไปนี้ในระดับมากที่สุด คือ เพื่อใช้ในการเขียนบันทึกข้อความสั้น ๆ และเพื่อใช้ในการเขียนอธิบายแสดงความคิดเห็น และมีความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ต่อไปนี้ในระดับมาก คือ เพื่อใช้ในการเขียนกรอกแบบฟอร์มต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเขียนจดหมายเป็นทางการ และจดโน้ตย่อ / เขียนสรุป This study aimed to investigated the needs for improving English skills among 1st ? 4th year students in the Tourism Industry program of Rajabhat Institute Nakhon Pathom. The sample were 100 students in The Tourism Industry program. The instrument for gathering the data was adapted from Mr. Noppadon Nimdee?s questionnaire. The collected data were analyzed for percentage, means,and standard deviation, by using the SPSS FOR WINDOWS program. The data analyses indicated that most of the students divided by years and self-perceived ability on English skills needed to improve all of the English skills at the highest level. Additionally, they needed Rajabhat Institute Nakhon Pathom to help them improve English skills with the following forms at the highest level : a communicative English class for at least a semester, a reading class for at least a semester, a short course in communicative English, and a short course in reading English. The results also indicated that the students? purposes for improving their listening skills at the highest level were listening to conversations, listening to English from radio and television programs. The results also indicated that the students? purposes for improving their listening skills at the high level were listening to business conversation, listening to instructions, and listening to academic lectures. The results also indicated that the students? purposes for improving their speaking skills at the highest level were conversing with foreigners, greeting, accepting and refusing, asking for advice. The results also indicated that the students? purposes for improving their listening skills at the high level were giving opinions, and reporting what they read. The results indicated that the students? purposes for improving their reading skills at the high level were reading English newspaper. The results also indicated that the students? purposes for improving their listening skills at the high level were reading instructions or manuals, reading textbooks, reading reports/ and reading articles. The results indicated that the students? purposes for improving their writing skills at the hight level were writing short notes, writing opinions expressions. The results also indicated that the students? purposes for improving their listening skills at the high level were filling for The results indicated that the students? purposes for improving their writing skills at the hight level weres, writing letters, and writing summaries.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1into.pdf ( 2.29 MB)
2unit1.pdf ( 0.79 MB)
3unit2.pdf ( 1.70 MB)
4unit3.pdf ( 0.32 MB)
5unit4.pdf ( 6.81 MB)
6unit5.pdf ( 1.54 MB)
7บรรณณานุกรม.pdf ( 0.37 MB)
3
ปัจจัยที่ส่งผลต่อขวัญในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2
Factors affecting the teachers' morale working in private schools under the nakhon pathom educational service areas 1 and 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สุวรรณี ธรรมอุปถัมภ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับขวัญในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครปฐมเขต 1 และเขต 2 และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อขวัญใน การปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครปฐมเขต 1 และเขต 2 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูผู้ปฏิบัติงานสอนในโรงเรียนเอกชน ในเขตพื้นที่การศึกษานครปฐมเขต 1 และเขต 2 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 368 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับขวัญในการปฏิบัติงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ขวัญในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษานครปฐมเขต 1 และเขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า ความมั่นคงในอาชีพครูโรงเรียนเอกชน อยู่ในระดับปานกลาง นอกนั้นอยู่ในระดับมาก 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อขวัญในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษานครปฐมเขต 1 และเขต 2 ได้แก่ พฤติกรรมของผู้บริหารด้านการตัดสินใจ ด้านการจูงใจ ด้านติดต่อสื่อสาร และความมีคุณภาพด้านการเรียนการสอน ส่วนปัจจัยด้านพฤติกรรมของผู้บริหารด้านการเป็นผู้นำ สภาพของโรงเรียนด้านทำเลที่ตั้ง สภาพของโรงเรียนด้านอายุของโรงเรียน และสภาพของโรงเรียนด้านความมีชื่อเสียงไม่มีผลต่อขวัญในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษานครปฐมเขต 1 และเขต 2 The purpose of this research were to find the level of teachers? morale and the factors that afceted the teachers? morale in private schools under the Nakhon Pathom Educational Service Areas 1 and 2. The samples consisted of 368 teachers in private schools under the Nakhon Pathom Educational Service Areas 1 and 2. The research instrument was the constructed questionnaire to determine the teachers? morale. The acquired data were then analyzed for percentage, arithmetic mean, standard deviation and stepwise multiple regression analysis. The research findings were as follows: 1. The teachers? morale in general was at the high level. When being considered by an individual aspect, their morale was found at high levels in all aspects except the job security was at a moderate level. 2. The factors that affected the teachers? morale working in private schools under the Nakhon Pathom Educational Service Areas were the administrators? behavior on decision-making, persuading, communication and instructional quality. Whereas the factors regarding the administrators? behavior on leadership, the school?s location, the school? s age, and the school reputation had no effects on the teachers? morale in Nakhon Pathom private schools.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1101-1.pdf ( 0.54 MB)
2101-2.pdf ( 0.12 MB)
3101-3.pdf ( 0.33 MB)
4101-4.pdf ( 0.11 MB)
5101-5.pdf ( 0.17 MB)
6101-6.pdf ( 0.12 MB)
7101-7.pdf ( 0.12 MB)
8101-8.pdf ( 1.48 MB)
4
สภาพการนำแผนกลยุทธ์มาใช้ในการบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี
The state of implementing stratey plans in managing basic education institutions levels 1-2 under the offices of kanchanaburi educational service areas
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : เมตตา ชูเลิศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการนำแผนกลยุทธ์มาใช้ในการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นบาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สำนักเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการนำแผนกลยุทธ์มาใช้ในการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สำนักเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษา 3) ศึกษาปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหาการนำแผนกลยุทธ์มาใช้ในการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สำนัก เขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สำนักเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี จำนวน 205 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการนำแผนกลยุทธ์มาใช้ในการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1-2 สำนักเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี อยู่ในระดับมาก ทั้งภาพรวมและรายด้านเรียงตามลำดับ ดังนี้ การพัฒนาผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ ส่งเสริมให้มีระบบประกันคุณภาพ ภายในสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน ส่งเสริมสนับสนุนสถานศึกษาให้มีศักยภาพด้านการบริหารจัดการการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นการมีส่วนร่วม การสร้างความเสมอภาคในโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษา ส่งเสริมการผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนตามแนวสื่อเสรีส่งเสริม การประเมินคุณภาพระดับชาติ และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 2. สภาพการนำแผนกลยุทธ์มาใช้ในการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1-2 สำนักเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี จำแนกตามขนาดของสถานศึกษาไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามเขตพื้นที่การศึกษาพบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน 3. ปัญหาและข้อเสนอแนะในการนำแผนกลยุทธ์มาใช้ในการบริหารสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1-2 สำนักเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี โดยมีผู้ให้ข้อเสนอแนะจำนวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 42 ดังนี้ ปัญหาด้านสภาพเศรษฐกิจของครอบครัวนักเรียนมีความยากจน ส่งผลให้ เกิดปัญหาในการศึกษาต่อของผู้เรียน ปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอนบางสาขา เช่น ครูภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังพบว่า ความรู้ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของบุคลากรเกี่ยวกับระบบการประกันคุณภาพในสถานศึกษา ทำให้ผลการประเมินมาตรฐานอยู่ในระดับพอใช้ ซึ่งสถานศึกษาแก้ไขปัญหาโดยประชุมชี้แจงจัดเอกสารเสริมความรู้ ควรมีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน และควรส่งเสริมให้ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานประกอบการ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา The purpose of this research were to find:1) the status of leading strategical plan in using of basic educational Institution level 1-2 under the office of Kanchanaburi educational service area 2) comparison of the status leading strategically plan in using of basic educational institution level 1-2 under the office of Kanchanaburi educational sever area, classified by school and area sizes, 3) problems and solutions in leading strategically plan in using of basic educational Institution level 1-2 under the office of Kanchanaburi educational service area. The used samples were 205 administrations of basic educational Institution level 1-2 under the office of Kanchanaburi educational service area. The tool was a questionnaire by using 5 scale rating. The statistical data analysis were percentage, mean, standard deviation, one-way ANOVA, and content analysis. The research findings can be summarized were as follows: 1. The status of leading strategically plan in using of basic educational institution level 1-2 under the office of Kanchanaburi educational service area was high both in overall and in each aspects, as follows: student, teacher and personnel development-implementing quality assurance system in the schools-supporting school in potential management-administering participate learning materials-implemeating national assessment test and implementing research and learning process development. 2. The statue of leading strategically plan in using of basic educational institution level 1-2 under the office of Kanchanaburi educational service area, classified by school size were not significant, and classified by regional size were significant at the level .01 3. The problems and solutions in leading strategically plan in using of basic educational institution level 1-2 under the office of Kanchana buri educational service area were: problem in family economic struts was poor, affecting to student on going learning-problem in lacking of teacher in English, Math?s, Computer, besides of this was found that there was still lacking of comprehensive personnel problem in quality assurance system the result was moderate in assessment, solution was meeting, providing document in supportion learning, should develop school curriculum by leading local wisdom in learning management, and implementing community, local government, entrepreneur participating in educational management.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1106-1.pdf ( 0.53 MB)
2106-2.pdf ( 0.11 MB)
3106-3.pdf ( 0.34 MB)
4106-4.pdf ( 0.11 MB)
5106-5.pdf ( 0.23 MB)
6106-6.pdf ( 0.13 MB)
7106-7.pdf ( 0.16 MB)
8106-8.pdf ( 2.22 MB)
5
การศึกษาการดำเนินงานการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
A study of the quality assurance for exeternal assessment of basic education institutions under the office of ratchaburi basic educational service area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ประมวญ นาควิมล
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการดำเนินงานการประเมิณคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 และเปรียบเทียบการดำเนินงานการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 จำแนกตามความคิดเห็นของบุคลากรที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง และขนาดของสถานศึกษาที่บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพ และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานรวม 402 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิธีวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การหาค่าร้อยละ การหาค่าเฉลี่ย การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับของการดำเนินงานการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 ทั้ง 3 ระยะโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแยกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การดำเนินงานก่อนการรับการประเมินคุณภาพภายนอก ระยะที่ 2 การดำเนินงานระหว่างการรับการประเมินคุณภาพภายนอก และระยะที่ 3 การดำเนินงานหลังการรับการประเมินคุณภาพภายนอก พบว่าอยู่ในระดับมากทั้ง 3 ระยะ เมื่อพิจารณาจำแนกตามบทบาทหน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพการศึกษา และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการประเมินคุณภาพภายนอกในสถานศึกษาขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงาน การประเมินคุณภาพภายนอกอยู่ในระดับมาก 2. บุคลากรที่เกี่ยวข้องจำแนกตามบทบาทหน้าที่ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพ และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และจำแนกตามขนาดของสถานศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานการประเมินคุณภาพภายนอกทั้ง 3 ระยะ โดยรวมไม่แตกต่างกัน The purposes of this research were : 1) to find the level of external quality assurance performance of basic educational institution, under the office of Ratchburi basic educational service area 1, and 2) to compare the external quality assurance performance of basic educational institution, under the office of Ratchaburi basic educational service area 1, classified by personals? opinion and school size. The sample was comprised of 402 administrators, teachers who were uncharged of quality assurance, and chairman of basic institution committees. The tool was a questionnaire of five rating scale. The statistical analysis were percentage, mean, standard deviation, one way Anova and content analysis. The results of this research were as follows: 1. The level of external quality assurance performance of basic educational institution, under the office of Ratchaburi basic educational service area 1 three step was high in overall, and when considering in three step: step 1-performance before external quality assurance; step 2 ? performance during external quality assurance; and step 3 performance after external quality assurance, were found that they were high in all three steps, when considering in personnel?s role was found that administrators, teachers who were uncharged of quality assurance, and chairman of basic education committee, were in external quality assurance performance, and when considering in school size were high in external quality assurance performance. 2. Personnel?s opinions classified by job description were administrators, teachers who were uncharged of quality assurance, and chairman of basic education committee, classified by school size: small, middle and large size, were not significantly in external quality assurance performance with in three steps.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1127-1.pdf ( 0.72 MB)
2127-2.pdf ( 0.67 MB)
3127-3.pdf ( 2.59 MB)
4127-4.pdf ( 0.40 MB)
5127-5.pdf ( 0.71 MB)
6127-6.pdf ( 0.73 MB)
7127-7.pdf ( 0.17 MB)
8127-8.pdf ( 1.16 MB)
6
แบบภาวะผู้นำของผู้บริหารกับสุขภาพองค์การของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1
The principals leadership styles and the organizational health of the secondary schools under the general education department educational region 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : ชมกสิณ ดรุณอาภรณ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แบบภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 2) สุขภาพองค์การของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารกับสุขภาพองค์การของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 จำนวน 86 โรงเรียน ที่ได้รับการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบภาวะผู้นำของเรดดินและแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพองค์การของฮอย, ทาร์เทอร์ และคอทแคมพ์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ ไคสแควร์ (2) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. แบบภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา1 เป็นแบบเพิกเฉยมากที่สุด รองลงมาเป็นแบบนักบริหาร 2. สุขภาพองค์การของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 อยู่ ในระดับต่ำ 27 โรงเรียน ( 31.40 %) ระดับกลาง 29 โรงเรียน ( 33.72 %) และระดับสูง 30 โรงเรียน (34.88 %) 3. ความสัมพันธ์ระหว่างแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารกับสุขภาพองค์การของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 The purposes of this research were to study 1) the leadership styles among the principals of the secondary schools under the General Education Department, Educational Region 1, 2) the organizational health of the secondary schools, and the relationship between the principals? leadership style and the organizational health of the schools under the General Education Department, Educational Region 1. The samples consisted of administrators and teachers in 86 schools randomly selected from the secondary schools under the General Education Department, Educational Region 1. The instruments were Reddin?s Managerial Style Diagnosis Test and Hoy, Tarter and Kottkamp?s Organizational Health Inventory. The statistics used for analyzing the acquired data were percentage, arithmetic means ( ), standard deviation (S.D.), and Chi-Square (X2). . The results of the research were as follows: 1. The leadership styles among the principals of the secondary schools under the General Education Department, Educational Region 1, were mostly indifferent; and secondly administrative. 2. The organizational health of the secondary schools under the General Education Department, Educational Region 1, were found high (34.88 per cent), moderate (33.72 per cent), and low (31.40) respectively. 3. The relationships between the principals? leadership styles and the organizational health of the secondary schools under the General Education Department, Educational Region 1, were found significantly different at .05 levels.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
128-1.pdf ( 0.55 MB)
228-2.pdf ( 0.12 MB)
328-3.pdf ( 0.35 MB)
428-4.pdf ( 0.15 MB)
528-5.pdf ( 0.13 MB)
628-6.pdf ( 0.10 MB)
728-7.pdf ( 0.16 MB)
828-8.pdf ( 1.21 MB)
7
การศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานขนาดเล็กที่เป็นนิติบุคคล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 และเขต 2
A study of the legal entity school management in the small basic educational institutions under the office of ratchaburi basic education service areas 1 and 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : จุรี อุไรวัฒนา
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสภาพการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานขนาดเล็กที่เป็นนิติบุคคล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 และเขต 2 จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และตำแหน่งหน้าที่การงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานขนาดเล็ก ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 432 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบบันทึกการสนทนา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานขนาดเล็กที่เป็นนิติบุคคล สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 และเขต 2 โดยภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) เมื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานขนาดเล็กที่เป็นนิติบุคคล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 และเขต 2 ตามความคิดเห็นของบุคลากรจำแนกตามเพศ พบว่า ไม่แตกต่างกันทั้งในภาพรวมและรายด้านทุกด้าน จำแนกตาม อายุ ประสบการณ์ ในการทำงาน และตำแหน่งหน้าที่การงาน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ทั้งในภาพรวมและรายด้านทุกด้าน และจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ในภาพรวมและรายด้าน 3 ด้าน คือ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานงบประมาณ และด้านการบริหารงานทั่วไป แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น ด้านการบริหารงานบุคคล 3) การพัฒนาการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานขนาดเล็กที่เป็นนิติบุคคล สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 และเขต 2 คือ ควรให้สถานศึกษาเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และเป็นผู้นำ ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมจัดหาแหล่งทรัพยากร ด้านวัตถุ คน เงิน และระดมทรัพยากรเพื่อจัดการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาควรศึกษาระเบียบบริหารงานบุคคล และประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในการกำหนดตำแหน่ง อัตรากำลังครู และส่งเสริมพัฒนาการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้แก่บุคลากรในสถานศึกษาอย่างทั่วถึง The purposes of this research were a study of the legal entity school management of the small basic education schools in the office ofRatchaburiBasic Education Service Area 1 and 2, and to compare the legal entity school management regarding to the administrators, teachers and leaders school board? sex, age, education level, work experience and work position. To collect data device 2 steps, the first step 432 sample consisted of the administrators, teachers and leaders school board.The research instrument was a constructed rating-scale questionnaire, with 0.97 reliabilty, it was designed to measure the legal entity school management in 4; academic principle, budged principle, personnel principle and general principle, the second step 10 administrators for focus group discussion. The statistics used for analyzing the acquired data were mean ( ) standard deviation (S.D.) t-test one-way analysis of variance The results of the research were as follows: (1) The legal entity school management of the small basic education in the office ofRatchaburi Service Area 1 and 2, was as the high levels when analyzed as a whole and individually. The priority was budged principle, general principle, personnel principle and academic principle.(2) The comparison of the legal entity school management regarding to sex showed no significantly different at the .05 level in all aspects, in both general and individual analyses ,to ages showed significantly different at the .05 level in all aspects, in both general and individual analyses, to education level showed significantly different at the .05 level in all aspects, in both general and individual analyses, to personnel principle, to work experience showed significantly different at the .05 level in all aspects, in both general and individual analyses, to work position showed significantly different at the .05 level in all aspects, in both general and individual analyses.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1109-1.pdf ( 0.48 MB)
2109-2.pdf ( 0.12 MB)
3109-3.pdf ( 0.41 MB)
4109-4.pdf ( 0.11 MB)
5109-5.pdf ( 0.20 MB)
6109-6.pdf ( 0.16 MB)
7109-7.pdf ( 0.09 MB)
8109-8.pdf ( 0.32 MB)
9109-9.pdf ( 2.24 MB)
10109-10.pdf ( 0.35 MB)
8
การประเมินการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 3-4 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2
AN EVALUATION OF THE MANAGEMENT OF BASIC EDUCATION CURRICULUM LEVEL 3-4 IN THE BASIC EDUCATION INSTITUTIONS UNDER THE JURISDICTION OF THE NAKHON PATHOM OFFICE OF EDUCATIONAL SERVICE AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : อำพล แตงอ่อน
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 3-4 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2 โดยใช้แบบจำลองเคาน์ทิแนนซ์ของสเตค และมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อ 1) ศึกษาหลักการของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 2) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่างปัจจัยพื้นฐาน การปฏิบัติการและผลผลิตในส่วนที่เป็นความคาดหวังและสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) ศึกษาความสอดคล้องระหว่างความคาดหวังกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 4) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ของสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ระหว่างปัจจัยพื้นฐาน การปฏิบัติการและผลผลิต ของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและ 5) ตัดสินคุณค่าการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 3-4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และเขต 2 จำนวน 29 โรงเรียน ประชากรที่เป็นกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 29 คน ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการ จำนวน 29 คน คณะอนุกรรมการระดับกลุ่มสาระ 8 กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 1 กลุ่ม จำนวน 261 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านหลักสูตร จำนวน 5 คน กลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นแบบสอบถามใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ของสถานศึกษา และเป็นหลักสูตรที่สามารถจัดการศึกษาให้มีความหลากหลาย ทั้งการจัดการศึกษาในระบบ การจัดการศึกษานอกระบบ และการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ผู้มีความสามารถพิเศษสามารถพิจารณาเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนให้สามารถศึกษาต่อได้อย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างปัจจัยพื้นฐาน การปฏิบัติการ และผลผลิตในส่วนที่ เป็นความคาดหวังและสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลต่อกัน ความสอดคล้องระหว่างความคาดหวังกับสภาพการณ์ที่เกิด ขึ้นจริง ไม่สอดคล้องกัน ความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ ระหว่างปัจจัยพื้นฐาน การปฏิบัติการ และผลผลิตของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มีความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ต่อกัน ผลการตัดสินคุณค่าของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยใช้สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น โดยรวม ปัจจัยพื้นฐาน การปฏิบัติการ และผลผลิต มีความสอดคล้องกัน The main purpose of this research was to evaluate the management of basic education curriculum level 3 and 4 in institutions under the jurisdiction on of Nakhon Pathom office of Educational Service Area 1 and 2 by using Stake?s countenance model. The specific purposes were 1) to study the rationale of management of basic education curriculum B.E. 2544, 2) to study the logical contingency between the antecedents, the transactions and the outcomes as expected and abserved in real management situations of basic education curriculum, 3) to study the congruence between the intents and the observations of actual management of basic curriculum, 4) to study the Empirical contingency among the antecedents, the transactions and the outcomes, 5) to judge the value of management of basic education curriculum. The samples were 29 basic education institutions and the administrators and their assistants in charge of academics and the committee of 8 subject contents and one committee of student offair, totaling 261 teachers and 5 curriculum specialists. The data was collected by using interviews and questionnaires. The raw data was analyzed by using statistical software to determine the mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows: It was found that the basic education curriculum B.E. 2544 corresponded to the vision, the mission and the objectives of the institutions and the curriculum can be modifide for the formal education, non-formal education and the education for individual needs covering all target groups from the marginalized and the disabled to the gifted and talented. The institutions could transfer their grades and experience so that students could further their education elsewhere. The result of the logical relation research among the antecedents, the transactions and the outcomes according to the expectations and the actual management of basic education showed logical correspondence. Specificly, this study found no congruence between the expectations of the basic education curriculum and the observations of real happenings. However, it was found that there was empirical logical contingency among the antecedents, the transactions and the outcomes of the management of basic education curriculum in observed situations. The judgement of value of management of basic education curriculum by comparing observed situations and standardes showed that the antecedents, the transactions and the outcomes all corresponded to one another.
9
การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1
THE MANAGEMENT OF INFORMATION AND COMMUNICATION TECHNOLOGY FOR LEARNING IN BASIC EDUCATION INSTITUTIONS UNDER THE JURISDICTION OF THE OFFICE OF NAKHON PATHOM EDUCATIONAL SERVICE AREA 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : ธันวา อ่วมมณี
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการปฏิบัติการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 2) เปรียบเทียบการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1จำแนกตามขนาดของสถานศึกษาและโซนคุณภาพการศึกษา และ 3) ศึกษาความต้องการในการพัฒนาการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 103 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ จำนวน 309 คน รวมทั้งผู้บริหารสถานศึกษาจากโซนคุณภาพ จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความแปรปรวนทางเดียว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป และวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับการปฏิบัติการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายยุทธศาสตร์ พบว่า ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการพัฒนา การบริหารจัดการด้านการศึกษาและการบริการ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ และยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง 2. สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 ที่มีขนาดต่างกัน และที่อยู่ในโซนคุณภาพการศึกษาต่างกัน มีการปฏิบัติการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ไม่แตกต่างกัน แต่ในยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3. ผู้บริหารสถานศึกษามีความต้องการพัฒนาการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในด้าน 1) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ให้เหมาะสม 2) พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการบริหารให้เป็นโปรแกรมสำหรับจัดการข้อมูลพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ในการวางแผนและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) พัฒนาการจัดทำสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี 4) พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ 5) ส่งเสริมการจัดเครือข่ายบุคลากร ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ 6) พัฒนาเว็บไซต์ของสถานศึกษาเพื่อการประชาสัมพันธ์ภารกิจและกิจกรรมของสถานศึกษา และ 7) ส่งเสริมการตรวจสอบและประเมินผลการใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ รวมทั้งให้มีการรายงานผลเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัดและผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างต่อเนื่อง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1วิทยานิพนธ์ (ICT) ผอ.ธันวา.doc ( 1.70 MB)
10
การประเมินการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่3-4 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐมเขต 1 และเขต 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : อำพล แตงอ่อน
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 3-4 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และ เขต 2 โดยใช้แบบจำลองเคาน์ทิแนนซ์ของสเตค และมีวัตถุประสงค์เฉพาะ เพื่อ 1) ศึกษาหลักของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 2) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่างปัจจัยพื้นฐานการปฏิบัติการและผลผลิตในส่วนที่เป็นความคาดหวังและสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) ศึกษาความสอดคล้องระหว่างความคาดหวังกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 4) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ระหว่างปัจจัยพื้นฐาน การปฏิบัติการและผลผลิต ของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 5) ตัดสินคุณค่าการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 3-4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 29 โรงเรียน ประชากรที่เป็นกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 29 คน ผู้ช่วยผู้บริการฝ่ายวิชาการ จำนวน 29 คน คณะอนุกรรมการระดับกลุ่มสาระ 8 กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 1 กลุ่ม จำนวน 261 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านหลักสูตร จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นแบบสอบถามใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ของสถานศึกษา และเป็นหลักสูตรที่สามารถจัดการศึกษาให้มีความหลากหลาย ทั้งการจัดการศึกษาในระบบ การจัดการศึกษานอกระบบ และการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ผู้มีความสามารถพิเศษ สามารถพิจารณาเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนให้สามารถศึกษาได้ต่อเนื่อง ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างปัจจัยพื้นฐาน การปฏิบัติการ และผลผลิตในส่วนที่เป็นความคาดหวังและสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลต่อกัน ความสอดคล้องระหว่างความคาดหวังกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงไม่สอดคล้องกัน ความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ ระหว่างปัจจัยพื้นฐาน การปฏิบัติ และผลผลิตของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มีความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ต่อกัน ผลการตัดสินคุณค่าของการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น โดยรวม ปัจจัยพื้นฐาน การปฏิบัติการและผลผลิตมีความสอดคล้องกัน The main purpose o this research was to evaluate the management of basic education curriculum level 3 and 4 in institutions under the jurisdiction on of Nakhon Pathom office of Educational Service Area 1 and 2 using stake?s counternance model. The specific purposes were 1) to study the rationale of management of basic education curriculum B.E.2544, 2) to study the logical contingency between the antecedents, the transactions and the outcomes as expected and abserved in real management situations of basic education curriculum, 3) to study the congruence between the intents and the observations of actual management of basic curriculum, 4) to study the Empirical contingency among the abntecedents, the transactions and the outcomes, 5) to judge the value of management of basic education curriculum. The sample were 29 basic education institutions and the administrators and their assistants in charge of academic and the committee of 8 subject contents and one committee of student offair, totaling 261 teachers and 5 curriculum specialists. The data was collected by using interviews and questionnaires. The raw data was analyzed by using statistical software to determine the mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. It was found that the basic education curriculum B.E.2544 corresponded to the vision, the mission and the objectives of the institutions and the curriculum can be modified for the formal education, non-formal education and the education for individual needs covering all target groups from the marginalized and the disabled to the gifted and talented. The institutions could transfer their grades and experience so that students could further their education elsewhere. The result of the logical relation research among the antecedents , the transactions and the outcomes according to the expectation and the actual management of basic education showed logical correspondence. Specifically, This study found no congruence between the expectations of the basic education curriculum and the observational of real happenings. However, it was found that there was empirical logical contingency among the antecedents, the transactions and the outcomes of the management of basic education curriculum in observed situations. The judgments of vale of management of basic education curriculum by comparing observed situations and standards showed that the antecedents, the transactions and the outcomes all corresponded tone another.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11 ปก.doc ( 0.03 MB)
22 ใบรับรองวิทยานิพนธ์.doc ( 0.08 MB)
33 บทคัดย่อภาษาไทย 19 มี.ค..doc ( 0.03 MB)
44 บทคัดย่อภาษาอังกฤษ 19 มี.ค.doc ( 0.03 MB)
55 กิตติกรรมประกาศ.doc ( 0.03 MB)
66 สารบัญ.doc ( 0.12 MB)
77 สารบัญตาราง.doc ( 0.04 MB)
88 สารบัญภาพ.doc ( 0.03 MB)
9บทที่ 1.doc ( 0.09 MB)
10บทที่ 2.doc ( 0.21 MB)
11บทที่ 3.doc ( 0.06 MB)
12บทที่ 3.1.doc ( 0.13 MB)
13บทที่ 3.2.doc ( 0.08 MB)
14บทที่ 4.doc ( 0.12 MB)
15บทที่ 5.doc ( 0.07 MB)
1612 ภาคผนวก ก-ญ.doc ( 0.05 MB)
1712 ประวัติผู้วิจัย.doc ( 0.05 MB)
18เลขหน้า 38-49.doc ( 0.05 MB)
11
การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนระดับช่วงชั้นที่ 1-2 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2
The effect of academic management upon the quality of learners in level 1-2 in basic education institutions under the jurisdiction of nakhon pathom educational service area office 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : กรวรรณ จันทร์ผา
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการและระดับคุณภาพของผู้เรียนระดับช่วงชั้นที่ 1-2 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 และศึกษาการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนระดับช่วงชั้นที่ 1-2 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จำนวน 109 คน ตัวแทนหรือหัวหน้าสายชั้นในแต่ละระดับช่วงชั้นที่ 1-2 จำนวน 218 คน และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 109 คน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 436 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนระดับช่วงชั้นที่ 1-2 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารงานวิชาการระดับช่วงชั้นที่ 1-2 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และระดับคุณภาพของผู้เรียนระดับช่วงชั้นที่ 1-2 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับดี 2. การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน คือ การบริหารงานวิชาการด้านการวัดผลประเมินผล และการเทียบโอนการเรียน ด้านการนิเทศการศึกษา และด้านการส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการแก่ชุมชน The objectives of this research were to study the levels of the academic management and the quality of the learners in level 1-2 in basic education institutions under the jurisdiction of Nakhon Pathom Educational Service Area Office 2 and to study the effect of the academic management upon the quality of the learners in level 1-2 in basic education institutions under the jurisdiction of Nakhon Pathom Educational Service Area Office 2. The subjects of this research comprised of 109 administrators of their assistants, 218 heads of teachers teaching in level 1 and 2, 109 chairs of the basic education institutions? committees, totaling 436 persons. The instrument was a questionnaire with items on academic management that would affect the quality of the learners. The statistics use to analyze the collected data included percentage, arithmetic means ( ) , standard deviation (S.D.), and multiple regression analysis. The results of the research were as follow : 1) The level of the academic management in level 1-2 of the basic education institutions under the jurisdiction of Nakhon Pathom Educational Service Area Office 2 was high and the level of the learners? quality as a whole was good. 2) The academic management affecting the learners? quality were the academic management concerning assessment and evaluation, transfer of learning outcome, academic supervision, and academic support to the community.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Info.pdf ( 0.24 MB)
2Unit 1.pdf ( 0.30 MB)
3Unit 2.pdf ( 1.43 MB)
4Unit 3.pdf ( 0.13 MB)
5Unit 4.pdf ( 0.46 MB)
6Unit 5.pdf ( 0.25 MB)
7บรรณานุกรรม.pdf ( 0.14 MB)
8ภาคผนวก.pdf ( 0.87 MB)
12
ความพึงใจในการทำงานและพฤติกรรมการให้บริการของพนักงานฝ่ายปฏิบัติการธนาคารออมสิน ภาค 12
Job satisfaction and serving performance of operational officials of the government savings banks in section 12
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : วันทนา อภิรักษ์ขิต
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับขวัญในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครปฐม และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อขวัญในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ครูผู้ปฏิบัติงาน สอนโรงเรียนเอกชน ที่เปิดสอนในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครปฐม ปีการศึกษา 2547 โดยใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างมาร้อยละ 20 ด้วยวิธีสุ่มอย่างง่าย ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 368 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับขวัญในการปฏิบัติงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ขวัญในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับมากเช่นกัน ยกเว้น ความมั่นคงในอาชีพครูโรงเรียนเอกชน อยู่ในระดับปานกลาง 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อขวัญในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครปฐม ได้แก่ พฤติกรรมของผู้บริหารด้านการตัดสินใจ สภาพโรงเรียนด้านการรักษามาตรฐาน พฤติกรรมของผู้บริหารด้านการติดต่อสื่อสาร และพฤติกรรมของผู้บริหารด้านการจูงใจ ส่วนปัจจัยด้านพฤติกรรมของผู้บริหารด้านการเป็นผู้นำ สภาพของโรงเรียนด้านทำเลที่ตั้ง สภาพของโรงเรียนด้านอายุของโรงเรียน และสภาพของโรงเรียนด้านความมีชื่อเสียงไม่มีผลต่อขวัญในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครปฐม The purpose of this research were to find the level of teacher?s morale and the administrative behavior factors effecting the teacher?s morale in private school of Nakhon Pathom educational service area. Samples consisted of 368 teachers in private school of Nakhon Pathom educational service area. The research instruments were questionnaire on teacher? s morale. The acquired data were then analyzed by windows computer program to determine the arithmetic mean , the standard deviations and stepwise multiple regression analysis. The research findings can be summarized as follows : 1) The teacher? s morale was generally at high level. As considered by different aspects, They were found at high level except occupation secerity was moderate. 2) The administrative behavior factors effecting the teacher?s morale in private school of Nakhon Pathom educational service area. They were administrative behavior on dicision-making, administrative behavior on communication, administrative behavior on motivation and condition of school to keep of standard.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
191-1.pdf ( 0.13 MB)
291-2.pdf ( 0.12 MB)
391-3.pdf ( 0.26 MB)
491-4.pdf ( 0.11 MB)
591-5.pdf ( 0.16 MB)
691-6.pdf ( 0.10 MB)
791-7.pdf ( 0.11 MB)
891-8.pdf ( 0.13 MB)
13
การบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาด้านการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในของโรงเรียนวัดโพธิ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2
THE EDUCATIONAL QUALITY MANAGEMENT FOCUSING ON THE MANAGEMENT OF SCHOOL LIBRARY TO BE THE IN-SCHOOL LEARNING RESOURCES CENTER AT WAT PHO SCHOOL UNDER THE JURISDICTION OF NAKHON PATHOM EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : กังวาล นาคศรีสังข์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาด้านการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในของโรงเรียนวัดโพธิ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 และ 2) ศึกษากระบวนการในการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาด้านการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในของโรงเรียนวัดโพธิ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ประกอบด้วย 1) ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโพธิ์ 2) ทีมวิจัย ชุดโครงการวิจัยและพัฒนาเรื่องการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษา เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้และพัฒนายุทธศาสตร์ด้านการศึกษาท้องถิ่น : กรณีศึกษาสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 จากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม จำนวน 3 คน 3) ศึกษานิเทศก์จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 จำนวน 2 คน 4) ทีมวิจัยจากโรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ์ จำนวน 3 คน และ 5) ทีมวิจัยจากโรงเรียนวัดสุขวัฒนาราม จำนวน 3 คน ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย 1) คณะครูโรงเรียนวัดโพธิ์ จำนวน 23 คน 2) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 15 คน 3) นักเรียนโรงเรียนวัดโพธิ์ จำนวน 623 คน 4) ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 290 คน 5) เจ้าหน้าที่สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม จำนวน 3 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสำรวจ แบบบันทึกกิจกรรมสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการประชุมปฏิบัติการ แบบบันทึกการนิเทศ แบบสังเกต และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ทั้งการวิเคราะห์เชิงคุณภาพเนื้อหาและสังเคราะห์ข้อค้นพบที่ได้จากกระบวนการดำเนินงาน และการวิเคราะห์เชิงปริมาณใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัจจุบัน การบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาด้านการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในของโรงเรียนวัดโพธิ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 มีปัญหาดังนี้ 1) บุคลากรขาดทักษะในการปฏิบัติงานห้องสมุด เนื่องจาก ครูที่รับผิดชอบงานห้องสมุดไม่มีวุฒิการศึกษาทางวิชาบรรณารักษ์ ครูส่วนใหญ่มีชั่วโมงสอนมากและมีงานพิเศษอื่นๆ ทำให้ไม่มีเวลาดูแลการให้บริการการใช้ห้องสมุด 2) ครูและนักเรียนไม่เห็นความสำคัญของการใช้ห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ผู้บริหารและครูไม่ได้วางแผนให้นักเรียนใช้ห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ 3) อาคารห้องสมุด มีสภาพชำรุด ทรุดโทรม คับแคบ และมีแสงสว่างไม่เพียงพอ 4) ทรัพยากรสารสนเทศ บางส่วนไม่สอดคล้องกับหลักสูตรและไม่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการ และ 5) ยังไม่มีระบบการสืบค้นข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุดที่ทันสมัย 2. กระบวนการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาด้านการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในของโรงเรียนวัดโพธิ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 ได้ผลดังนี้ 1) บุคลากร มีการพัฒนาโดยการศึกษาดูงานห้องสมุดที่สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐมและศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคกลาง จังหวัดราชบุรี และได้นำความรู้มาแนะนำครูและนักเรียนในโรงเรียนให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ 2) มีการติดตั้งระบบบริการให้ยืมและคืนหนังสือ การค้นหาหนังสือ จากโปรแกรมการใช้ห้องสมุดที่ทันสมัย ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย 3) มีการขยายพื้นที่และปรับปรุงห้องสมุดที่มีอยู่เดิมให้กว้างขวางขึ้น และจัดบรรยากาศภายในและภายนอกห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม เป็นที่น่าสนใจตามความต้องการของนักเรียน 4) มีการติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต และมีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสืบค้นข้อมูลและแหล่งความรู้ในห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ The purposes of this research were: 1) to study the present problems concerning the quality management of the school library to become the learning resources center at Wat Pho school under the jurisdiction of Nakhon Pathom Educational Service Area Office 2, and 2) to study the processes of management of the school library to be the learning resources center at Wat Pho school under the jurisdiction of Nakhon Pathom Educational Service Area Office 2. The researcher and co-researchers were the director of Watpho School, 3 researchers from the project ?Study and Development in Educational Quality Management for Learning Reform and Development of Strategies for Local Studies : a Case Study of the Educational Institutes under the Jurisdiction of Nakhon Pathom Educational Sevice Area Office 2,? 2 experts from the Office of Nakhon Pathom Educational Service Area Office 2, 3 researchers from Wat Srimahapho School, and 3 researchers from Wat Sukkhawattanaram. The subjects were 1) 23 teachers from Watpho School, 2) 15 members from the Basic Education Committee, 3) 623 students, 4) 290 parents, and 5) 3 officers from the office of Education Resources of Nakhon Pathom Rajabhat University. The research was a participatory action research and the instruments were: 1) a survey form, 2) a focus group recording form, 3) an interview inventory, 4) a workshop recording form, 5) an observation form, 6) a supervisory recording journal, and 7) a satisfaction questionnaire. The statistics used for analyzing the data were percentage, arithmetic means, standard deviations, and the data from the interview inventory were analyzed by means of content analysis. The research findings were as follows: 1. The present problems of quality management in developing the library to become the learning resources center at Wat Pho School were identified as follow. 1) The personnel lack the library skills. They had no degree in library science. They also had many classes to teach and extra duties to perform. Therefore they had no time to give service in the library. 2) The teachers and the students did not believe in learning from the library resources. And the director and teachers did not have plans for students to use the library as the learning resources center. 3) The library building was old, ramshackle, narrow, and dimly-lighted. 4) The resources in the library did not correspond to the curriculum, and the need of the users. Besides, there was no search system available. 2. The outcome of quality management in developing the library to become the learning resources center at Watpho School were as follows. 1) The personnel had a study tour to observe the library service at the library of Nakhon Pathom Rajabhat University and at the Learning Center of the Non-formal Education in Ratchaburi province and pass on the knowledge from the study to other teachers and students. 2) The library gave services through the library program so the users were more convenient. 3) The library building was enlarged and the library had mobile and electronic devices. 4) The library installed the internet and the students could watch the film and listen to the music.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1into1.pdf ( 0.04 MB)
2into2.pdf ( 0.09 MB)
3into3.pdf ( 0.12 MB)
4into4.pdf ( 0.10 MB)
5unit1.1.pdf ( 0.14 MB)
6unit1.2.pdf ( 0.09 MB)
7unit1.3.pdf ( 0.14 MB)
8unit2.pdf ( 0.39 MB)
9unit3.1.pdf ( 0.15 MB)
10unit3.2.pdf ( 0.14 MB)
11unit4.pdf ( 0.56 MB)
12unit5.pdf ( 0.16 MB)
13บรรณานุกรม.pdf ( 0.15 MB)
14ภาคผนวก1.pdf ( 0.02 MB)
15ภาคผนวก2.pdf ( 0.05 MB)
16ภาคผนวก3.pdf ( 0.11 MB)
17ภาคผนวก4.pdf ( 0.11 MB)
18ภาคผนวก5.pdf ( 0.09 MB)
19ภาคผนวก6.pdf ( 0.05 MB)
20ภาคผนวก7.pdf ( 0.08 MB)
21ภาคผนวก8.pdf ( 0.05 MB)
22ภาคผนวก9.pdf ( 0.10 MB)
23ภาคผนวก10.pdf ( 0.09 MB)
24ภาคผนวก11.pdf ( 0.08 MB)
25ภาคผนวก12.pdf ( 0.10 MB)
26ภาคผนวก13.pdf ( 0.15 MB)
27ภาคผนวก14.pdf ( 0.05 MB)
28ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.12 MB)
14
การบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาด้านการบริหารหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2 ของโรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2
THE EDUCATIONAL QUALITY MANAGEMENT OF SCHOOL CURRICULUM REGARDINGMATHEMATICS LEARNING SUBSTANCE FOR THE SECOND LEVEL OF BASIC EDUCATION AT WAT SRIMAHAPHO SCHOOL UNDER THE JURISDICTION OF NAKHON PATHOM EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : อาคม มากมีทรัพย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาด้านการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2 ของโรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 และ 2) ศึกษากระบวนการในการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษา ด้านการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ของโรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ์ คณะผู้วิจัยชุดโครงการวิจัยและพัฒนาเรื่อง การบริหารจัดการคุณภาพการศึกษา เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้และพัฒนายุทธศาสตร์ด้านการศึกษาท้องถิ่น : กรณีศึกษาสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 จากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม 3 คน คณะผู้วิจัยจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 2 คน คณะผู้วิจัยจากโรงเรียนวัดโพธิ์ 3 คน คณะผู้วิจัยจากโรงเรียนวัดสุขวัฒนาราม 3 คน และผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ครูโรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ์ 21 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 คน นักเรียน 138 คน ผู้ปกครอง 123 คน และผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ด้านการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา 2 คน รวมทั้งสิ้น 310 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสำรวจข้อมูล แบบบันทึกกิจกรรมสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์ บันทึกการประชุมปฏิบัติการ แบบสังเกตพฤติกรรมการสอน สมุดบันทึกการนิเทศ และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นการวิเคราะห์เนื้อหา ด้วยการสังเคราะห์ประเด็นที่ได้จากกระบวนการดำเนินงาน สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. โรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ์ มีการดำเนินการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2 ตามแนวทางที่ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการกำหนด 7 ขั้นตอน ปัญหาในการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2 พบว่ามีปัญหาด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยค่อนข้างต่ำกว่าเป้าหมาย สื่อการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์มีไม่เพียงพอ ครูผู้สอนวิชาเอกคณิตศาสตร์มีเพียง 1 คน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2 ไม่เป็นไปตามแนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้ ด้านทักษะกระบวนการ ทางคณิตศาสตร์ การดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ขาดการนิเทศ ติดตามผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2. กระบวนการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาด้านการบริหารหลักสูตร สถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2 ของโรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 ได้ดำเนินการตามกระบวนการบริหารคุณภาพด้วยวงจรเดมมิ่งอย่างเป็นระบบ โดยการร่วมศึกษา ร่วมพัฒนา ร่วมเรียนรู้ และร่วมสรุปความรู้ ระหว่างบุคลากรในโรงเรียนอันประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองนักเรียน และบุคลากรในชุมชน ด้วยการประชุมปฏิบัติการ การสังเกต การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การสอบถามความคิดเห็นและการนิเทศแบบกัลยาณมิตร The purposes of this research were : 1) to study the current problem situations concerning the educational quality management of Wat Srimahapho School?s curriculum regarding the mathematics learning substance for the second level of basic education, and 2) to study the management processes regarding the management of the school?s curriculum concerning the mathematics learning substance for the second level of basic education. The researchers consisted of the director of Wat Srimahapho School, 3 researchers from the project of ?Study and Development in Educational Quality Management for Learning Reform and Development of Strategies for Local Studies: a Case Study of the Educational Institutes under the Jurisdiction of Nakhon Pathom Educational Service Area 2, 3 researchers from Wat Pho School, 3 researchers from Wat Sukwatanaram School, and 2 experts in school curriculum management. The subjects were 21 administrators and teachers from Wat Srimahapho School, 15 members of the school committee,138 students and 123 parents. The instruments were 1) a survey form, 2) a focus group recording form, 3) an interview inventory, 4) a workshop recording form, 5) an observation form, 6) a supervisory recording journal, and 7) a satisfaction questionnaire. The statistics used for analyzing the data were percentage, arithmetic mean ( ), standard deviation (S.D.), analyzed by using the computer program and the data from the interview inventory were analyzed by means of content analysis. The research findings were as follows: 1. Wat Srimahapho School managed its curriculum concerning the mathematics learning substance for the second level according to the guidelines set by the Academic Department of the Education Ministry which required 7 stages. The problems of curriculum management at Wat Srimahapho School were 1) the students had lower learning achievement in mathematics than the set goal, 2) the school had insufficient learning equipment and learning aids, 3) the school had only 1 mathematic teacher, 4) the teacher?s management of learning activities did not follow the guidelines of the learning reform with respect to the teacher?s skills in mathematics processes, 5) the teacher lack consistent supervision, monitoring and evaluation for curriculum improvement and development. 2. The processes of educational quality management of the school curriculum management concerning the mathematics learning substance for the second level at Wat Srimahapho School, under the jurisdiction of the Office of Nakhon Pathom Educational Service Area 2, systematically followed the Deming?s Cycle of quality management. They included group participation in studying the problems, group participation in problem solving and group final conclusion by the school personnels; namely, administrators, teachers, school committee, parents and community.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1into1.pdf ( 0.05 MB)
2into2.pdf ( 0.10 MB)
3into3.pdf ( 0.10 MB)
4into4.pdf ( 0.10 MB)
5unit1.pdf ( 0.32 MB)
6unit2.pdf ( 0.62 MB)
7unit3.1.pdf ( 0.11 MB)
8unit3.2.pdf ( 0.12 MB)
9unit4.pdf ( 0.38 MB)
10unit5.pdf ( 0.14 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.17 MB)
15
การบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน: กรณีศึกษาการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูของโรงเรียนบ้านบางม่วง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2
THE EDUCATIONAL QUALITY MANAGEMENT USING COMMUNITY PARTICIPATION: A CASE STUDY IN SOLVING THE PROBLEM OF TEACHER SHORTAGE AT BAN BANGMUANG SCHOOL UNDER THE JURISDICTION OF NAKHON PATHOM EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE II
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ปราณี เลาหบุตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาด้านการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ตั้งโรงเรียนบ้านบางม่วง โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) เครื่องมือวิจัย เป็นแบบสอบถามความพึงพอใจในด้านการจัดการเรียนการสอนของคนในชุมชนที่เข้ามาช่วยสอนโดยใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นคณะครู นักเรียน ตัวแทนชุมชน และแบบสัมภาษณ์เพื่อสอบถามความคิดเห็นของคนในชุมชนที่เข้ามาช่วยสอนในด้านปัจจัยสนับสนุน และปัญหาอุปสรรคใน ด้านการเรียนการสอน ผลการวิจัยจากปัญหาการขาดแคลนครูพบว่า บุคลากรในโรงเรียนและคนในชุมชนมีความตระหนักและร่วมมือกันแก้ปัญหาการขาดแคลนครูของโรงเรียนบ้านบางม่วง ด้วยวิธีสร้างความร่วมมือระหว่างบุคลากรในโรงเรียนและคนในชุมชนที่ตั้งโรงเรียนบ้านบางม่วง และชุมชนใกล้เคียงเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู โดยหาผู้ที่มีความรู้จัดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชน เข้ามาช่วยสอน ระดมเงินบริจาคเพื่อจ้างคนในชุมชนเข้ามาช่วยสอนตลอดปีการศึกษา และ การวางแผนการสอนร่วมกันระหว่างครูประจำชั้นกับคนในชุมชนที่เข้ามาช่วยสอน นอกจากนี้คณะผู้วิจัยพบว่าโครงการวิจัยนี้ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชน มีการแก้ไขปัญหา การขาดแคลนครูร่วมกัน และนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น รวมทั้งการบริหาร จัดการคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนดีขึ้นด้วย The objective of this research was aimed to find ways to solve the problem of teacher shortage at Ban Bangmuang School by cooperating and obtaining participation from the school?s community. This participatory action research used the following instruments: a constructed questionnaire to find out the level of satisfaction on the instructional management of the assistant teachers, to be responded by the classroom teachers, students, and the assistant teachers themselves; and an interview inventory to find out the assistant teachers? opinions about supporting factors as well as obstacles of the instructional management of Ban Bangmuang School. The results showed that the school personnel of Ban Bangmuang School and its community were aware of the problem of teacher shortage at the school; and they needed to participate in solving the problem in the following ways. Firstly, the cooperation between the school personnel and the people in the community and the neighborhood areas should be established in order to solve the problem together. They should cooperatively find people who were considered local wisdom to help as assistant teachers to teach students at Ban Bangmuang School. Secondly, they should start asking for donation for school fund so that they can use it to employ assistant teachers for the whole academic year. Finally, the classroom teachers and the assistant teachers should work together to prepare the lesson plans. In conclusion, the research helped promote cooperation between the school and the community. The cooperation helped solve the problem of teacher shortage; and the students had better learning achievement. Moreover, the educational quality management of Ban Bangmuang School was much improved.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1into1.pdf ( 0.05 MB)
2into2.pdf ( 0.09 MB)
3into3.pdf ( 0.06 MB)
4into4.pdf ( 0.04 MB)
5into5.pdf ( 0.05 MB)
6into6.pdf ( 0.09 MB)
7into7.pdf ( 0.08 MB)
8into8.pdf ( 0.05 MB)
9unit1.pdf ( 0.11 MB)
10unit2.pdf ( 0.32 MB)
11unit3.1.pdf ( 0.11 MB)
12unit3.2.pdf ( 0.08 MB)
13unit4.pdf ( 0.20 MB)
14unit5.pdf ( 0.09 MB)
15ภาคผนวก ก ส่วนที่ 1 86-88.pdf ( 0.06 MB)
16ภาคผนวก ก ส่วนที่ 2 89-93.pdf ( 0.07 MB)
17ภาคผนวก ก ส่วนที่ 3 94-97.pdf ( 0.09 MB)
18ภาคผนวก ก ส่วนที่ 4 98-100.pdf ( 0.09 MB)
19ภาคผนวก ก ส่วนที่ 5 101-104.pdf ( 0.06 MB)
20ประวัติผู้วิจัย 110.pdf ( 0.05 MB)

Search within results