Search Result 160 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง การจัดหมวดหมู่หนังสือวิชากิจกรรมการใช้ห้องสมุด ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1
The Development of Self-paced Instructional Packages on Classification of Books in the Library Usage Activities Course for Mathayomsuksa 1 Students
Text.Thesis.Masters 2546
โดย : ส่องหล้า ตันจินดาประทีป
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง การจัดหมวดหมู่หนังสือ วิชากิจกรรมการใช้ห้องสมุด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2) เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียน ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยชุด การเรียนรู้ด้วยตนเอง กับกลุ่มที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสุรนารีวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 ประกอบด้วย กลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง จำนวน 42 คน ซึ่งมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นทดสอบรายบุคคล ขั้นทดสอบกลุ่มเล็ก และขั้นทดสอบภาคสนาม และกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง จำนวน 112 คน ได้แก่ กลุ่มทดลอง จำนวน 57 คน เรียนด้วยชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง และกลุ่มควบคุม จำนวน 55 คน เรียนด้วยการสอนแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1) หาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้สูตร E1 / E2 ตามเกณฑ์ 80/80 และ 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้สถิติทีแบบสองกลุ่มเป็นอิสระจากกัน (t-test for independent samples) ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง การจัดหมวดหมู่หนังสือ มีค่า E1 / E2 เท่ากับ 89.31/84.17 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการจัดหมวดหมู่หนังสือ วิชากิจกรรมการใช้ห้องสมุด ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียน วิชากิจกรรมการใช้ห้องสมุดของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 The purposes of this study were : 1) to develop the self-paced instructional packages on classification of books in the library usage course for Mathayomsuksa 1 students, and 2) to compare the student learning achievement and satisfaction towards the learning activities between using the self-paced instructional packages and the traditional approach. The samples of this study were Mathayomsuksa 1 students in Suranareewittaya School in the second semester of the 2002 academic year. The 42 students were used as the sampling groups to test the efficiency of the self-paced instructional packages. The test consisted of 3 steps : individual tryout, small group tryout and field tryout. The 112 students were used in the experiment. The first group 57 students were used as the experimental group taught by the self-paced instructional packages and the 55 students were used as the control group taught by the traditional approach. The learning achievement test and the questionnaire of satisfaction towards the learning approach were used to collect data. The efficiency of self-paced instructional packages was set at 80 / 80. Means and t-test for independent were used to compare the students learning achievement and the satisfaction toward the learning approach between the experimental group and the control group. The results of this study revealed as follows : 1. The efficiency of the self-paced instructional packages on classification of books were 89.31 / 84.17 which met the prescribed criterion = 80 / 80. 2. The students learning achievement of the group taught by self-paced instructional packages was significantly higher than those taught by the traditional approach at the .05 level. 3. The satisfaction of the group taught by self-paced instructional packages was significantly higher than those taught by the traditional approach at the .05 level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1thesissonglar1.pdf ( 1.60 MB)
2
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจในการเรียน วิชาเครื่องยนต์ 1 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีลักษณะการนำเสนอคำอธิบายประกอบภาพต่างกัน
The Comparison of the Students? Learning Achievement and Satisfaction on Engine1 in Vocational Certificate Level : Using CAI with Different Types of Presentation
Text.Thesis.Masters 2546
โดย : เฉลิมชัย เทียมกลิ่นทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ : 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีลักษณะการนำเสนอคำอธิบายประภาพต่างกัน และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนและความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีลักษณะการนำเสนอคำอธิบายประภาพแบบซ่อนคำอธิบายกับแบบแสดงคำอธิบาย เรื่อง หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งมี 3 ขั้น คือ ขั้นทดลองรายบุคคล ขั้นทดลองกลุ่มย่อย ขั้นทดลองภาคสนาม รวมจำนวน 58 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การทดลอง ได้แก่ กลุ่มทดลองที่ 1 เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีลักษณะการ นำเสนอคำอธิบายประกอบภาพแบบซ่อนคำอธิบาย จำนวน 20 คน และกลุ่มทดลองที่ 2 เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีลักษณะการนำเสนอคำอธิบายประกอบภาพ แบบแสดงคำอธิบาย จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องหลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน และแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้การวิเคราะห์ ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และใช้การทดสอบค่าที (t-test) ในการเปรียบเทียบความพึงพอใจในการเรียน ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีลักษณะการนำเสนอคำอธิบายประกอบภาพแบบซ่อนคำอธิบายที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 80.6 / 80.3 และแบบแสดงคำอธิบายมีประสิทธิภาพ 80.8 / 79.1 โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจในการเรียนของกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีลักษณะการนำเสนอคำอธิบายประกอบภาพแบบซ่อนคำอธิบาย สูงกว่า กลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีลักษณะการนำเสนอคำอธิบายประกอบภาพแบบแสดงคำอธิบาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 The purposes of this study were : 1) to develop computer ? assisted instructional (CAI) with different patterns of visual explanation; and 2) to compare the students? learning achievement and satisfaction on the topic of the introductory principles of the engine in vocational students by employing 2 patterns of CAI The samples were comprised of first-year students in the Department of Auto Mechanics, Luang Pho Khun Porisutho Technical College, Amphur Dan Khun Thot, Nakhon Ratchasima Province, in the 2002 academic year. They were divided into two groups. The first group was for the efficiency testing (58 cases) and the second group was the experimental group (40 cases). The efficiency testing process consisted of one to one testing, small group testing, and field testing. The experimental group consisted of 20 students whose learning facilitated by CAI presented by visual explanation in hidden pattern, and 20 students who employed CAI presented by visual explanation in visible pattern. The research instruments were an achievement test and a learning satisfaction questionnaire. The data analysis was implemented by mean ( ), standard deviation (S.D.) and Analysis of Covariance (ANCOVA) for comparing students? learning achievement. The t-test was used for comparing satisfaction on learning process. The findings were as follows : 1. The efficiency of the CAI presented by visual explanation in hidden pattern was at 80.6 / 80.3, and CAI presented by visual explanation in visible pattern was at 80.8 / 79.1, which considered reached the criterion at 80 / 80 level. 2. The achievement and satisfaction of the students whose learning facilitated by CAI presented in the from of visual explanation in hidden pattern were significantly higher than those whose learning facilitated by CAI and presented in the form of visual explanation in visible pattern at level .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2abstract.pdf ( 0.12 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.09 MB)
4content.pdf ( 0.11 MB)
5chapter1.pdf ( 0.15 MB)
6chapter2.pdf ( 0.30 MB)
7chapter3.pdf ( 0.13 MB)
8chapter4.pdf ( 0.12 MB)
9chapter5.pdf ( 0.12 MB)
10biblography.pdf ( 0.14 MB)
11appendix.pdf ( 0.95 MB)
12biodata.pdf ( 0.09 MB)
3
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์และการให้ความร่วมมือต่อกลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
A Comparison of Achievement, Attitudes towards Mathematics and Group Participation of Mathayomsuksa I Students by Using Cooperative learning Student Team Achievement Division and Team Assisted Individualization
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สายสุดา โคตรสมบัติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ระหว่างนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ กับกิจกรรมการเรียนแบบกลุ่มช่วยรายบุคคล 2) เปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ ระหว่างการเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ กับกิจกรรมการเรียนแบบกลุ่มช่วยรายบุคคล 3) เปรียบเทียบการให้ความร่วมมือต่อกลุ่มของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนแบบ ร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ กับกิจกรรมการเรียนแบบกลุ่มช่วยรายบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 80 คน เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกูล อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ประกอบด้วยกลุ่มทดลองที่ 1 เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกูล จำนวน 40 คน เรียนโดยกิจกรรมการเรียนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ กลุ่มทดลองที่ 2 เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกูล จำนวน 40 คน เรียนโดยกิจกรรมการเรียนแบบกลุ่มช่วยรายบุคคล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 30 ข้อ แบบสอบถามวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ 30 ข้อ แบบสอบถามวัดการให้ความร่วมมือต่อกลุ่ม 20 ข้อ ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที แบบเป็นอิสระจากกัน (t-test for independent samples) และไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test for dependent samples) ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวระหว่างนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์กับกิจกรรมการเรียนแบบกลุ่มช่วยรายบุคคล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลการเปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ ระหว่างการเรียนที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ กับกิจกรรมการเรียนแบบกลุ่มช่วย รายบุคคล มีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 และอยู่ในระดับปานกลางทั้งสองกลุ่ม 3. ผลการเปรียบเทียบการให้ความร่วมมือต่อกลุ่มของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรม การเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ กับกิจกรรมการเรียนแบบกลุ่มช่วยรายบุคคล มีการให้ความร่วมมือต่อกลุ่มไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 The purposes of this study were to 1) compare the study achievement of mathematics on a single variable equation among the students who learn by student team achievement division and team assisted individualization 2) compare the attitudes towards mathematics between learn by student team achievement division and team assisted individualization 3) compare the group participation of students who learn by student team achievement division and team assisted individualization. The sample groups used in this study are 80 students form mathayomsuksa I Of Phonprachanugul Municipality School, Amphoe Phol, Khon Kaen, in the second semester, academic year 2004. It is taken by sample random consisting of two test groups. The first group, they are 40 students from mathayomsuksa I in the second semester, academic year 2004, Phonprachanugul Municipality School, learning by student team achievement division. The second group, there are 40 students from mathayomsuksa I in the second semester, academic year 2004, Phonprachanugul Municipality School, learning by team assisted individualization. The instruments used in collecting data are the test forms for the study accomplishing test 30 points. The question from for the attitude towards mathematics 30 points. The question from for group participation 20 points. The statistical data analysis involved mean ( ), standard deviation (S.D.) and t-test for independent samples and t-test for dependent samples. The results of this study revealed as follows :- 1) The achievement of learning mathematics on a single variable equation between the students who learn by student team achievement division and by team assisted individualization was quite different significantly at .05 level respectively. 2) The result comparing attitudes towards mathematics between learning by student team achievement division and team assisted individualization, the attitudes towards was in medium level and not quite different significantly at .05 level respectively. 3) The result comparing group participation to the group of students learn by student team achievement division and team assisted individualization was not quite different significantly at .05 level respectively.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1saisuda_kortsombut.pdf ( 2.56 MB)
4
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน เรื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการใช้บทเรียนออนไลน์ ภาษาราชการ กับบทเรียนออนไลน์ภาษาปาก
A Comparison of Learning Achievement in the Fundamental of Computer and Information Technology Course Entitled Computer Networks of Mathayomsuksa One Students between the Using of Formal Language and Vulgar Language Online Lessons
Text.Thesis.Masters 2546
โดย : พิพัฒน์ คงสัตย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ วิชา คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน เรื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างการใช้บทเรียนออนไลน์ภาษา ราชการ กับบทเรียนออนไลน์ภาษาปาก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองบุนนากประสงค์วิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 จำนวนทั้งสิ้น 100 คน ประกอบด้วย กลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพบทเรียนออนไลน์ภาษาราชการและบทเรียนออนไลน์ภาษาปาก กลุ่มละ 30 คน รวม 60 คน ซึ่งมี 3 ขั้น คือ ขั้นทดสอบรายบุคคล ขั้นทดสอบกลุ่มเล็กและขั้นทดสอบภาคสนาม และกลุ่มตัวอย่างในการทดลองเรียนด้วย บทเรียนออนไลน์ 2 รูปแบบๆ ละ 20 คน รวม 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน เรื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษา พบว่า 1. บทเรียนออนไลน์ภาษาราชการและบทเรียนออนไลน์ภาษาปากวิชาคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน เรื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 81.1 / 82.5 และ 82.1 / 83.4 ตามลำดับ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ภาษาปาก สูงกว่า กลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ภาษาราชการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 The purposes of this study were : 1) to develop the online lessons on the fundamental of computer and information technology course entitled computer networks for mathayomsuksa one students; and 2) to compare the students? learning achievement between the using of formal language and vulgar language online lessons. The samples consisted of 100 students of Nongboonnakprasongwittaya School in the second semester of 2002 academic year. The subjects were divided into 2 groups. The first group was used for the efficient test (60 cases) and the other group was used as the 2 experimental groups (40 cases). The test for efficiency composed of three steps : one to one try out ; small group try out ; and field try out. The experimental groups consisted of 20 students taught by formal language online lessons and 20 students taught by vulgar language online lessons. The data were collected by using the achievement test and were analyzed by computing means, standard diviation, and tested hypothesis by using t-test. The findings were as follows : 1. The efficiency of the formal language online lessons was 81.1 / 82.5 and vulgar language online lessons was 82.1 / 83.4, which met prescribed criterion 80 / 80. 2. The students? learning achievement of the group taught by vulgar language online lessons had significantly higher scores than those taught by formal language online lessons at the .05 level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.19 MB)
2abstract.pdf ( 0.17 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.16 MB)
4content.pdf ( 0.17 MB)
5chapter1.pdf ( 0.22 MB)
6chapter2.pdf ( 0.37 MB)
7chapter2.pdf ( 0.37 MB)
8chapter3.pdf ( 0.20 MB)
9chapter4.pdf ( 0.18 MB)
10chapter5.pdf ( 0.19 MB)
11bibliography.pdf ( 0.18 MB)
12appendix.pdf ( 3.87 MB)
13biodata.pdf ( 0.17 MB)
5
การพัฒนาความสามารถในการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน ของนักเรียนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยใช้แบบฝึกการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน
A Development of the Ability in Pronunciation and Spelling with Alveolar Nasal Final Stop of Prathom Suksa 1 Karen Tribe Students in Maesod District, Tak Province, by Using Pronunciation and Spelling Exercises
Text.Thesis.Masters 2548
โดย : นฤมล มหาไพบูลย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแบบฝึกและศึกษาความสามารถการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกการออกเสียงและ การเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน ของนักเรียนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำเสือ จำนวน 9 คน ซึ่งทำการทดลองแบบ รายบุคคล 3 คน และแบบกลุ่มย่อย 6 คน ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านพะเด๊ะ จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบฝึกการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน จำนวน 12 แบบฝึก และแบบทดสอบความสามารถการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน จำนวน 3 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกโดยใช้เกณฑ์ 70/70 หาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และทดสอบค่าที (t-test for dependent samples ) ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน สำหรับนักเรียนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่า ประสิทธิภาพจากการทดลองแบบรายบุคคลเท่ากับ 73.61/80.00 และมีค่าประสิทธิภาพจากการทดลองแบบกลุ่มย่อยเท่ากับ 80.69/86.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 ที่กำหนดไว้ 2. การศึกษาความสามารถในการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน ของนักเรียน เมื่อใช้แบบฝึก พบว่า ทุกหน่วยการเรียนรู้นั้นนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดในแบบฝึกการออกเสียงและการเขียน รองลงมาคือแบบฝึกการเขียน ส่วนแบบฝึกการ ออกเสียง นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุดและมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 น้อยที่สุดในทุกหน่วยการเรียนรู้ 3. การศึกษาความสามารถการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน ของนักเรียน จากการใช้แบบทดสอบความสามารถการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน ทั้ง 3 ชุด พบว่า ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนนั้น นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดในแบบทดสอบการเขียน รองลงมาคือแบบทดสอบการออกเสียงและการเขียน ส่วนแบบทดสอบการออกเสียงนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุดและมีจำนวนนักเรียนที่ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 หลังเรียนน้อยที่สุด 4. การเปรียบเทียบคะแนนความก้าวหน้าของนักเรียนจากการทำแบบทดสอบ ความสามารถการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน พบว่า นักเรียนได้คะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยสูงที่สุดในแบบทดสอบการเขียน รองลงมาคือแบบทดสอบการออกเสียง ส่วนแบบทดสอบการออกเสียงและการเขียน นักเรียนได้คะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยต่ำที่สุด 5. การเปรียบเทียบความสามารถการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกการออกเสียงและการเขียนคำที่สะกดด้วยแม่กน ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนเฉลี่ย หลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน The purposes of this study were to develop the exercises, study and compare the ability in pronunciation and spelling with alveolar nasal final stop of Prathom Suksa 1 Karen Tribe students in Tak Educational Service Area Zone 2, Maesod District, Tak Province, in the second semester of 2003 academic year. The sampling groups used in this study were 9 students in Prathom Suksa 1 of Banthamsur Patrol Police School, 3 students for one to one testing and 6 students for small group testing. The experimental group was 18 students in Prathom Suksa 1 of Banphadae School. The instruments used in collecting data consisted of 12 exercises and 3 ability tests for pronunciation and spelling with alveolar nasal final stop. Data analyzed by using 70/70 criteria, computing mean, percentage and t-test for dependent samples. The results of this study revealed as follow : 1. The efficiency of pronunciation and spelling with alveolar nasal final stop exercises for Prathom Suksa 1 Karen Tribe students in Maesod District, Tak Province with one to one testing was 73.61/80.00 and 80.69/86.11 for small group testing as against the expected criterion 70/70. 2. The learning ability of the students by using the exercises was found that the students had the highest average scores in pronouncing and spelling exercises. The second highest were spelling exercises and the lowest were pronouncing exercises which had the lowest number of the students that passed 70% in every unit. 3. The learning ability of the students by using the ability tests was found that the students had the highest pretest and posttest scores in a spelling test. The second highest was a pronouncing and spelling test and the lowest was a pronouncing test which had the lowest number of the students that passed 70% 4. The progress scores comparison of the students by using the ability tests was found that the students had the highest average progress scores in a spelling test. The second highest was a pronouncing test and the lowest was a pronouncing and spelling test. 5. The posttest ability of pronunciation and spelling with alveolar nasal final stop of the students had a significantly higher than the pretest ability at the .01 level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.19 MB)
2abstract.pdf ( 0.18 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.17 MB)
4content.pdf ( 0.18 MB)
5chapter1.pdf ( 0.20 MB)
6chapter2.pdf ( 0.39 MB)
7chapter3.pdf ( 0.22 MB)
8chapter4.pdf ( 0.20 MB)
9chapter5.pdf ( 0.19 MB)
10bibliography.pdf ( 0.21 MB)
11appendix.pdf ( 1.83 MB)
12biodata.pdf ( 0.15 MB)
6
การศึกษาปัญหาการดำเนินการตามยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จในการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิ เขต 1, 2 และ 3
A Study of Operational Problems of Efficiency Strategy in Educational Internal Quality Assurance of Primary Schools under the Office of Chaiyaphum Educational Service Area Zone 1, 2 and 3
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : สมพร ประไพวัชรพันธ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบปัญหาการดำเนินการตามยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จในการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิ เขต 1, 2 และ 3 ตามยุทธศาสตร์ในการประกัน คุณภาพภายในสถานศึกษา 6 ด้าน คือ ยุทธศาสตร์ภาวะผู้นำของผู้บริหาร ยุทธศาสตร์ การทำงานเป็นทีม ยุทธศาสตร์การสร้างความตระหนักและความรู้ความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ การกำหนดผู้รับผิดชอบ ยุทธศาสตร์การวางแผนและการกำกับดูแล และยุทธศาสตร์การมี ส่วนร่วมและการปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้อง จำแนกตามขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนที่รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิ เขต 1, 2 และ 3 ปีการศึกษา 2546 จำนวน 220 โรงเรียน 440 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 50 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาการดำเนินการตามยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จในการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษา ของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิ เขต 1, 2 และ 3 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับปานกลาง 4 ด้าน เรียงตามลำดับ คือ ยุทธศาสตร์การสร้างความตระหนักและความรู้ความเข้าใจยุทธศาสตร์ การวางแผนและการกำกับดูแล ยุทธศาสตร์การกำหนดผู้รับผิดชอบ และยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมและปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้อง และอยู่ในระดับน้อย 2 ด้าน เรียงตามลำดับ คือ ยุทธศาสตร์ภาวะผู้นำของผู้บริหาร และยุทธศาสตร์การทำงานเป็นทีม 2. การเปรียบเทียบปัญหาการดำเนินการตามยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จในการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ชัยภูมิ เขต 1, 2 และ 3 จำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 จำนวน 1 ด้าน คือ ยุทธศาสตร์ภาวะผู้นำของผู้บริหาร โดยโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก มีปัญหาในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จในการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา มากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ The purposes of this research were to study and to compare operational problems of efficiency strategies in educational internal quality assurance of primary schools under the Office of Chaiyaphum Educational Service Area Zone 1, 2 and 3 basing on the following 6 aspects of internal quality assurance strategy: administrators? leadership; teamwork; awareness, knowledge and understanding; selecting responsible persons; planning and following-up; collaboration and consultation among relevant people classified by schools size , The sample group used for this research consisted of 440 primary school administrators and teachers responsible for internal quality assurance of primary schools within the Office of Chaiyaphum Educational Service Area Zone 1, 2 and 3 during the year 2004. The 50- item, rating- scale-typed, questionnaire was used for data collection. Percentage, mean, standard deviation, and One-way ANOVA were used for the analysis of obtained data. Research findings were as follows: 1. As a result from the analysis of all aspects under the inquiry, the problems concerning strategies for successful internal quality assurance in primary schools under the Office of Chaiyaphum Educational Service Area Zone 1, 2 and 3 were found as medium level. As each strategy was investigated, 4 strategies namely-strategy for awareness, knowledge and understanding; strategy for planning and following up; strategy for selecting responsible persons and strategy for collaboration and relevant people were found as medium level. There were two strategies that were found as a little problem. These were strategy for the leadership of administrators and strategy for teamwork. 2. The comparison of operational problems strategies for successful educational quality assurance of primary schools under study, classified by school size, indicated that there was no significant difference at the level of .05. As each strategy was analyzed, it was found that there was a significant difference at the level of .05 for one strategy. That was strategy for the leadership of small and medium schools. It was also found that small and medium schools seem to have more problems than large schools.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1somporn_prapai.pdf ( 1.77 MB)
7
การปฏิบัติงานตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูของอาจารย์ในสถาบันการศึกษา ที่จัดการศึกษาสูงกว่ามัธยมศึกษา เขตการศึกษา 11
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : สมบูรณ์ ตันยะ และคนอื่น ๆ
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.06 MB)
2abstract.pdf ( 0.16 MB)
3acknowlegement.pdf ( 0.06 MB)
4contents.pdf ( 0.31 MB)
5chapter1.pdf ( 0.17 MB)
6chapter2.pdf ( 0.66 MB)
7chapter3.pdf ( 0.15 MB)
8chapter4.pdf ( 4.12 MB)
9chapter5.pdf ( 0.76 MB)
10bibliography.pdf ( 0.08 MB)
11appendix.pdf ( 0.79 MB)
8
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสืบพันธุ์และการควบคุมจำนวนประชากรมนุษย์ วิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ระหว่างการใช้ชุดการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม กับเทคนิคการแบ่งกลุ่มแบบกลุ่มสัมฤทธิ์
A Comparison of Achievement on Reproduction and Population Control in Science of Mattayomsuksa II Students by Utilizing Instructional Packages Based on Teams Games Tournaments (TGT) and Student Teams Achievement Divisions (STAD) Technique
Text.Thesis.Masters 2545
โดย : กุหลาบ บุญบุรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือ ประกอบการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 2 รูปแบบ คือ เทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกมและเทคนิคการแบ่งกลุ่มแบบกลุ่มสัมฤทธิ์ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างการใช้ชุดการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม กับเทคนิคการแบ่งกลุ่มแบบกลุ่มสัมฤทธิ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน เมืองคง จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 รวมทั้งสิ้น 144 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแต่ละชุด ซึ่งมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นทดสอบรายบุคคล ขั้นทดสอบกลุ่มเล็ก และขั้นทดสอบภาคสนาม ชุดละ 48 คน รวม 96 คน และกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองที่ 1 ให้เรียนด้วยชุดการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม และกลุ่มทดลองที่ 2 ให้เรียนด้วยชุดการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคการแบ่งกลุ่มแบบกลุ่มสัมฤทธิ์ กลุ่มละ 24 คน รวม 48 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสืบพันธุ์และการควบคุมจำนวนประชากรมนุษย์ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติที (t-test) ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการศึกษา พบว่า 1. ชุดการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.38 / 84.37 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 และ ชุดการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคการแบ่งกลุ่มแบบกลุ่มสัมฤทธิ์ ที่พัฒนาขึ้นมี ประสิทธิภาพ 86.11 / 82.08 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มที่เรียนด้วยชุดการสอนที่เน้นการเรียนแบบ ร่วมมือเทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม กับกลุ่มที่เรียนด้วยชุดการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคการการแบ่งกลุ่มแบบกลุ่มสัมฤทธิ์ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 The purposes of this study were to 1) develop the instructional packages based on Teams Games Tournaments (TGT) technique and Student Teams Achievement Divisions (STAD) technique on reproduction and population control in science and 2) compare students? learning achievement between learning via the instructional packages based on Teams Games Tournaments (TGT) and the instructional packages based on Student Teams Achievement Divisions (STAD). The sample used in this study were 144 students in Mathayom Suksa II of Muang Khong School, Nakhon Ratchasima in the first semester of 2002 academic year. The subjects were divided into two groups. The first group was used for the efficiency testing (96 cases) and the second was used as the experimental group (48 cases). The efficiency testing process consisted of one to one testing, small group testing, and field testing.The two experimental groups consisted of 24 students tought by the teacher utilizing the instructional packages based on Teams Games Tournaments (TGT), and 24 students taught by the teacher utilizing the instructional packages based on Student Teams Achievement Divisions (STAD). The data were analyzed by computing mean, standard deviation, and testing the hypothesis by using t-test. The results of this study revealed as follows : 1. The efficiency of the instructional packages based on Teams Games Tournaments (TGT) was 84.38 / 84.37, which met prescribed criterion 80/80 level, and the efficiency of the the instructional packages based on Student Teams Achievement Divisions (STAD) was 86.11 / 82.08, which met prescribed criterion 80/80 level. 2. The group of students taught by the teacher utilizing the instructional packages based on Teams Games Tournaments (TGT) had no significantly different scores from those taught by the teacher utilizing the instructional packages based on Student Teams Achievement Divisions (STAD).
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 1.63 MB)
2abstract.pdf ( 0.18 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.18 MB)
4content.pdf ( 0.18 MB)
5chapter1.pdf ( 0.23 MB)
6chapter2.pdf ( 0.41 MB)
7chapter3.pdf ( 0.20 MB)
8chapter4.pdf ( 0.19 MB)
9chapter5.pdf ( 0.19 MB)
10bibliography.pdf ( 0.20 MB)
11appendix.pdf ( 1.13 MB)
12biodata.pdf ( 0.15 MB)
9
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับชุดการสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ ที่มีการนำเสนอในรูปซินดิเคท
A Comparison of Second Grade Student? Learning Achievement on Dividing Problems
Text.Thesis.Masters 2546
โดย : ธงชัย ขำเทศเจริญ
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับ ชุดการสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่มีการนำเสนอในรูปซินดิเคท 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับชุดการสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่มีการนำเสนอในรูปซินดิเคท กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองยาง (อนุศาสนานุสรณ์) โรงเรียนกุดตาดำ (คงฤทธิ์คุรุราษฎร์สามัคคี) และโรงเรียนถนนสุรนารายณ์ (คุรุรัฐประชาสรรค์) กิ่งอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 รวมทั้งสิ้น 136 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแต่ละรูปแบบ ซึ่งมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นทดสอบรายบุคคล ขั้นทดสอบกลุ่มเล็ก และขั้นทดสอบภาคสนาม รูปแบบละ 40 คน รวม 80 คน และกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองที่ 1 เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน และกลุ่มทดลองที่ 2 เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่มีการนำเสนอในรูปซินดิเคท กลุ่มละ 28 คน รวม 56 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เป็นแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test for independent groups) ผลการศึกษา พบว่า 1. ชุดการสอนที่พัฒนาขึ้น 2 รูปแบบ คือ ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนและชุดการสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่มีการนำเสนอเนื้อหาในรูปการสอนแบบซินดิเคท มีประสิทธิภาพ 75.08/74.29 และ 79.34/76.30 ตามลำดับ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่มีการนำเสนอในรูปซินดิเคทสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 The purposes of this study were to : 1) develop the instructional packages used in learning center and instructional packages with Student Teams Achievement Division technique presented by syndicate format, and 2) compare student?s learning achievement between using the instructional packages used in learning center and instructional packages with Student Teams Achievement Division technique presented by syndicate format. The sample used in this study were 136 students in Second Grade of Bannongyang School, Kudtadum School and Tanonsuranarai School, Pratongkham District, Nakhon Ratchasima Province in the second semester of 2002 academic year. The subjects were divided into two groups. The first group was used to try-out for the efficiency of the instructional packages (80 cases) and the second was used as the experimental groups (56 cases). The efficiency-try-out process consisted of one-to-one try-out, small group try-out, and field-try-out. The two experimental groups consisted of 28 students taught by the instructional packages used in learning center and 28 students taught by the instructional packages with Student Teams Achievement Division technique presented by syndicate format. The instrument used in collecting data was the learning achievement test. The data were analyzed by computing mean, standard deviation, and testing the hypothesis by using t-test. The results of this study revealed as follows : 1. The efficiency of two types of instructional packages used in the study, the instructional packages used in learning center and instructional packages with Student Teams Achievement Division technique presented by syndicate format, were 75.08/74.29 and 79.34/76.30 respectively, which met the prescribed criterion 75/75 level. 2. The learning achievements of the students taught by the instructional packages with Student Teams Achievement Division technique presented by syndicate format were significantly higher than those taught by the instructional packages used in learning center at .05 level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1thesistongchai1.pdf ( 2.32 MB)
10
การพัฒนาสื่อประสมร่วมกับการเรียนแบบซี ไอ อาร์ ซี เรื่อง การสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกดแม่กด วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
The development of Multi?media Using with Cooperative Integrated Reading and Composition for Off?spelling words from Mae Kod for Prathomsuksa Two
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : ศิจิตราภรณ์ ศิลปะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาสื่อประสมร่วมกับการเรียนแบบซี ไอ อาร์ ซี และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สื่อประสมร่วมกับการเรียนการสอนแบบซี ไอ อาร์ ซี วิชาภาษาไทย เรื่องการสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกดแม่กด ชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสว่างวิทยา อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 รวมทั้งสิ้น 64 คน แบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพของสื่อประสมจำนวน 32 คน และกลุ่มตัวอย่างในการทดลองจำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ สื่อประสมที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นประกอบด้วย เกม เพลง แบบฝึก และแผนการสอนแบบซี ไอ อาร์ ซี และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดำเนินการทดลองโดยใช้สื่อประสมแบบมีกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test for dependent samples) ผลการศึกษาพบว่า 1. สื่อประสมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 80.63/79.50 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้สื่อประสมร่วมการเรียนแบบซี ไอ อาร์ ซี สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 The purposes of this study were to 1) develop Muti-media using with cooperative integrated reading and composition, and 2) compare the learning achievement, between pretest?posttest of cooperative integrated reading and composition for off-spelling words from mae kod for prathomsuksa two. The sample of this study consisted of 64 prathomsuksa two students of Banswangwithaya School, second semester, 2003. The sample was devided into 2 groups, 32 students as the muti-media efficiency developmental group, and the 32 students as the experimental group. The research instruments were developed by the researcher consisted of the muti-media components (games, songs, work sheet and cooperative integrated reading and composition lesson plans) and a learning achievement test. One group pretest?posttest was used as the research design. The statistical data analysis involved mean standard deviation (S.D.) and t-test for dependent samples. The results of the study revealed as follows : 1. The efficiency of the multi-media using in the study was 80.63/79.50, which met prescribed criterion at 75/75 level 2. The learning achievement of the experimental group between pretest?posttest using muti-media and cooperative integrated reading and composition was higher statistically significant at 0.01 level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sijitraporn_sinlapa.pdf ( 1.29 MB)
13
การศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการปฏิรูปการจัดการเรียน การสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตามทัศนะของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา
A Study of School Administrators? Role for Learning Reform According to National Education Act B.E. 2542 As Viewed by School Administrators and Teachers in The Elementary Schools Under The Nakhon Ratchasima Provincial Primary Education Office
Text.Thesis.Masters 2545
โดย : สมศักดิ์ พระเดชกิ่ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหาร สถานศึกษาในการปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนตามแนวการจัดการศึกษา (หมวด 4) ใน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตามทัศนะของผู้บริหารสถานศึกษาและครู ผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา ปีการศึกษา 2543 จำนวน 675 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตามทัศนะของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา โดยรวมและรายด้านอยู่ ในระดับมาก 2. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา มีความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการปฏิรูป การจัดการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยรวมและ รายด้าน ไม่แตกต่างกัน 3. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา ที่อยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยรวม และด้านการจัดกระบวนการเรียนการสอน ด้านสื่อและแหล่งการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนการสอน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา ที่อยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยรวม ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีเฉพาะด้านการส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอน ที่พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา ที่อยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยรวม ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีเฉพาะด้านการใช้และ การพัฒนาหลักสูตรเพื่อการปฏิรูปการเรียนการสอนของสถานศึกษา ที่พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 The purpose of this research focuses on the comparative study of school Administrators? Role for learning reform according to National Education Act B.E. 2542 as viewed by school Administrators and Teachers in Elementary schools under the Nakhon Ratchasima Provincial Primary Education Office. The study samples were 675 of the Administrators and Teachers in the Elementary schools in Nakhon Ratchasima provincial Primary Education Office. The instruments employed in this study were the rating scale questionnaires. The data analysis was processed by percentage, means, standard deviation, t-test, and one-way ANOVA. This statistical data analysis was processed by SPSS FOR WINDOW. The research findings were as follows : 1. The administrators? role for learning reform according to National Education Act B.E. 2542 as viewed by school administrators and teachers in the elementary schools under the Nakhon Ratchasima provincial Primary Education Office as a whole and as an aspect both were in a high level. 2. As regarded with the opinions of The school administrators and teachers in the elementary schools under the Nakhon Ratchasima provincial Primary Education Office towards the school administrators? role for learning reform according to National Education Act B.E. 2542 when analyzed as a whole and as an aspect both were not significantly different. 3. The opinions of the administrators under the Nakhon Ratchasima provincial Primary Education Office who have been working in different size of schools towards the school administrators? role for learning reform in four aspects, namely, process of learning, instructional materials, resources, assessments and evaluations were significantly different at .05 level. 4. The opinions of the teachers in the elementary schools under the Nakhon Ratchasima provincial Primary Education Office towards the administrators? role for learning reform according to National Education Act B.E. 2542 as a whole were not significantly different. According to a specific consideration on research and development, and process of learning were significantly different at .05 level. 5. As regarded with the opinions of the school administrators and teachers in the elementary schools who have been working in different size of schools towards the administrators? role for learning reform according to National Education Act B.E. 2542 when analyzed as a whole were not significantly different. According to a specific consideration on utility and the development of the curriculum for reforming the process of learning of each school were significantly different at .05 level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1thesissomsak-pra.pdf ( 1.20 MB)
14
การศึกษาปัญหาการดำเนินงานการจัดกระบวนการเรียนรู้ ตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ของครูโรงเรียนแกนนำปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา
A Study of Problems in Acting of Instruction Process on National Education Act. B.E. 2542 Direction of the Teachers in the Leader-Learning Reform Schools of the Office of Nakhon Ratchasima Provincial Primary Education
Text.Thesis.Masters 2545
โดย : จำเริญ นาคดิลก
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา และเปรียบเทียบปัญหาการดำเนินงานการจัดกระบวนการเรียนรู้ ตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ของครู โรงเรียนแกนนำปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามเพศและอายุราชการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นครูโรงเรียนแกนนำปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ที่ทำหน้าที่สอนในปีการศึกษา 2544 จำนวน 237 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 50 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างด้วยค่าที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1. ปัญหาการดำเนินงานการจัดกระบวนการเรียนรู้ ตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ของครูโรงเรียนแกนนำปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ สังกัดสำนักงาน การประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมมีปัญหาระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายขั้นตอนมีปัญหาในระดับปานกลาง เช่นเดียวกัน 2. ปัญหาการดำเนินงานการจัดกระบวนการเรียนรู้ ตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ระหว่างครูชายกับครูหญิง โรงเรียนแกนนำปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 โดยครูชายมีปัญหาการดำเนินงานมากกว่าครูหญิง 3. ปัญหาการดำเนินงานการจัดกระบวนการเรียนรู้ ตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ระหว่างครูที่มีอายุราชการต่ำกว่า 20 ปี กับครูที่มีอายุราชการ 20 ปี ขึ้นไป โรงเรียนแกนนำปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ .05 The purposes of this study were to study the problems and to compare the problems in acting of instruction process on National Education Act. B.E. 2542 direction of the teachers in the leader-learning reform schools of the Office of Nakhon Ratchasima Provincial Primary Education separated by sex and experience. The sampling groups of the study were the teachers in the leader-learning reform schools of the Office of Nakhon Ratchasima Provincial Primary Education included 237 persons in the academic year 2001. The instrument used together the data was a 50 items rating?scale questionnaire. The statistics employed to analyze the data were the percentage, the mean ( ) and the standard deviation (S.D.). The t-test were used to test hypothesis. The results of the research revealed that : - 1. By total, the problems were in the medium level. By items, the problems were also in the medium level. 2. The problems as perceived by male and female were significantly different at .05 level. 3. The problems as perceived by teachers experience with less than 20 years of teaching and teachers experience with more than 20 years of teaching were not significantly different at .05 level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1thesisjumrern1.pdf ( 2.16 MB)
15
การศึกษาการปฏิบัติงานตามมาตรฐานโรงเรียนพุทธศักราช 2543 ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอเมืองนครราชสีมา
A Study of Task Performance According to School Standard B.E. 2543 in the Primary Schools Under the Primary Education Office of the Muang Nakhon ratchasima District
Text.Thesis.Masters 2545
โดย : นางรัชนีกร อรุณรัตน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการปฏิบัติงาน ปัญหา อุปสรรค และ เปรียบเทียบการปฏิบัติงานตามมาตรฐานโรงเรียนพุทธศักราช 2543 ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองนครราชสีมา 2 ด้านคือ มาตรฐานด้านกระบวนการ และมาตรฐานด้านปัจจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่โรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 67 โรงเรียน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตามระดับชั้นอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ไคสแควร์ (Chi ? square) ผลการศึกษา พบว่า 1. การปฏิบัติงานตามมาตรฐานโรงเรียนพุทธศักราช 2543 โดยภาพรวม มาตรฐานด้านกระบวนการ และมาตรฐานด้านปัจจัย มีโรงเรียนปฏิบัติ ร้อยละ 86.57 โดยมาตรฐานด้านกระบวนการ มีโรงเรียนปฏิบัติ ร้อยละ 83.58 และมาตรฐานด้านปัจจัย มีโรงเรียนปฏิบัติ ร้อยละ 88.06 2. ผลการเปรียบเทียบการปฏิบัติงานในโรงเรียนประถมศึกษา จำแนกตามขนาด ของโรงเรียน โดยภาพรวม พบว่า ขนาดของโรงเรียนไม่มีผลต่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐานโรงเรียนพุทธศักราช 2543 ทั้งมาตรฐานด้านกระบวนการ และมาตรฐานด้านปัจจัย ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 3. ปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานโรงเรียนพุทธศักราช 2543 ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองนครราชสีมา โดยภาพรวม มาตรฐานด้านกระบวนการ และมาตรฐานด้านปัจจัย มีโรงเรียนที่มีปัญหา อุปสรรคการปฏิบัติงาน ร้อยละ73.13 โดยมาตรฐานด้านกระบวนการ มีโรงเรียนที่มีปัญหา อุปสรรคร้อยละ 73.13 มาตรฐานด้านปัจจัย มีโรงเรียนที่มีปัญหา อุปสรรคร้อยละ 59.70 The purposes of this research were to study the task performance and the problems in performing the tasks according to the school standard B.E.2543 and to compare the task performance in the primary schools under the office of the primary education of the Muang Nakhon ratchasima district in 2 aspects; the process standard and the input factor standard. The sampling groups used for this study were comprised of 67 primary schools obtained from the stratified random sampling. The tools used for collecting data were the structured interview forms. Data were analyzed by using the statistical tools of the percentage and the analysis of relationship chi-square. The results of study were as follows: 1. The task performance according to the school standard B.E.2543; as a whole, there were 86.57% of the schools performing the task according to the process standard and the input factor standard; 83.58% performed according to the process standard while 88.06% performed according to the input factor standard. 2. The comparative study of the primary schools? task performance classified by school sizes, as a whole, revealed that the standard for each aspect and the standard for each indicator B.E. 2543 were insignificantly different at the statistical level of .05. 3. The problems of task performance according to the school standard B.E.2543 in the primary schools under the office of primary education of the Muang district in Nakhon ratchasima ; as a whole, 73.13% of the schools had problems in performing task according to the process standard and the input factor standard; 73.13 % for the process standard and 59.70% for the input factor standard .
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.21 MB)
2abstract.pdf ( 0.18 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.16 MB)
4content.pdf ( 0.19 MB)
5chapter1.pdf ( 0.20 MB)
6chapter2.pdf ( 0.43 MB)
7chapter3.pdf ( 0.18 MB)
8chapter4.pdf ( 0.28 MB)
9chapter5.pdf ( 0.23 MB)
10bibliography.pdf ( 0.18 MB)
11appendix.pdf ( 0.32 MB)
12biodata.pdf ( 0.13 MB)

Search within results