Search Result 930 Found

  • Filters
 
1
ปัญหาและความต้องการในการดำเนินงานอนามัยโรงเรียน ที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1-2 และช่วงชั้นที่ 1-3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียน ครูอนามัยโรงเรียนและผู้นำนักเรียนฝ่ายส่งเสริมอนามัย
Problems and needs in school health performance in basic education schools of level one to two and of level one to three under the office of buriram educational service area 2 based on the opinions of school administrators, school health teachers and health promotion student leaders
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : นคร ศรีสุริยชัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
กรวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ศึกษาปัญหาและความต้องการในการดำเนินงานอนามัยโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียน ครูอนามัยโรงเรียน และผู้นำนักเรียนฝ่ายส่งเสริมอนามัยและและเปรียบเทียบปัญหาและความต้องการในการดำเนินงานอนามัยโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยโรงเรียน ครูอนามัยโรงเรียน และผู้นำนักเรียนฝ่ายส่งเสริมอนามัย กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูอนามัยโรงเรียนและผู้นำนักเรียนฝ่ายส่งเสริมอนามัยในโรงเรียนที่จัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 และช่วงชั้นที่ 1-3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 กลุ่มละ 83 คน รวม 249 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน ( Krejcie & Morgan) แล้วทำการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ( Multi - Stage- Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมี 3 ลักษณะ คือ แบบเลือกตอบ ( Check List ) แบบมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale ) 5 ระดับ และแบบปลายเปิด (Open Form) แบบสอบถามมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 1.833-12.010 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาในการดำเนินงานอนามัยโรงเรียน เท่ากับ .09692 และแบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการในการดำเนินงานอนามัยโรงเรียนเท่ากับ .9873 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสุมติฐานใช้ t-test ( Independent Sample) และ F- test การเปรียบเทียบรายคู่ในแต่ละด้านโดยวิธีการของเชฟเฟ่ ( Scheff Method ) กำหนดค่าสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียน ครูอนามัยโรงเรียน และผู้นำนักเรียนฝ่ายส่งเสริมอนามัย ต่อปัญหาในการดำเนินงานอนามัยโรงเรียน โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง 2. ความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียน ครูอนามัยโรงเรียน และผู้นำนักเรียนฝ่ายส่งเสริมอนามัยต่อความต้องการในการดำเนินงานอนามัยโรงเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านบริการอนามัยมีความคิดเห็นต่อการอยูในระดับปานกลาง ส่วนด้านอื่นๆ อยู่ในระดับมาก 3. เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียน ครูอนามัยโรงเรียนและผู้นำนักเรียนฝ่ายส่งเสริมอนามัยปัญหาในการดำเนินงานอนามัยโรงเรียน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติทั้งภาพรวมและรายด้าน 4. เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียน ครูอนามัยโรงเรียน และผู้นำนักเรียนฝ่ายส่งเสริมอนามัยต่อความต้องการในการดำเนินงานอนามัยโรงเรียนในภาพรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อพิจารณาในรายด้านพบว่าด้านบริการอนามัย โรงเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นๆ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติและทดสอบเป็นรายคู่พบว่า ผู้นำนักเรียนกับครูอนามัยโรงเรียนและผู้อำนวยการ โรงเรียนกับผู้นำนักเรียนมีค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนกับครูอนามัยโรงเรียน มีค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5. ข้อเสนอแนะอื่นๆ ต่อปัญหาในการดำเนินงานอนามัยโรงเรียน คือ โรงเรียนขาดอุปกรณ์และงบประมาณในการดำเนินงาน อาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกไม่เพียงพอครูและแพทย์ควรตรวจสุขภาพฟันนักเรียนเป็นประจำ 6. ข้อเสนอแนะอื่นๆ ต่อความต้องการ ในการดำเนินงานอนามัยโรงเรียน คือ โรงเรียนควรมีการปรับปรุงอาคารสถานที่และอุปกรณ์ส่งเสริมอนามัย เพิ่มงบประมาณเกี่ยวกับงานอนามัยโรงเรียน และควรให้ครูและแพทย์ตรวจสุขภาพฟันนัเรียนเป็นประจำ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1medu5006ns_titlepage.pdf ( 0.06 MB)
2medu5006ns_abstract.pdf ( 0.22 MB)
3medu5006ns_acknowledgement.pdf ( 0.06 MB)
4medu5006ns_content.pdf ( 0.43 MB)
5medu5006ns_chapter1.pdf ( 0.31 MB)
6medu5006ns_chapter2.pdf ( 1.77 MB)
7medu5006ns_chapter3.pdf ( 0.41 MB)
8medu5006ns_chapter4.pdf ( 2.18 MB)
9medu5006ns_chapter5.pdf ( 0.78 MB)
10medu5006ns_bibliography.pdf ( 0.21 MB)
11medu5006ns_appendix.pdf ( 0.68 MB)
12medu5006ns_biodata.pdf ( 0.06 MB)
2
สภาพและความคาดหวังของการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กในยุคปฏิรูปการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1-4
The Situations and Expectations of Small-sized School Management During the Period of Educational Reform of Schools Under Buriram Educational Service Area 1-4 / สำเร็จ มีคม
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : สำเร็จ มีคม
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
การวิจัยครังนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบของความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครูวิชาการในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1-4 เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและความคาดหวังของการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กในยุคปฏิรูปการศึกษาตามกรอบงานทั้ง 4 ด้าน คือด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงบประมาณ ด้านบริหารงานบุคคลและด้านการบริหารงานทั่วไป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 80 คน ครูวิชาการ จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่าที่พัฒนาขึ้นเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างในการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กในยุคปฏิรูปการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1-4 ของผู้บริหารโรงเรียนและครูวิชาการ ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ในยุคปฏิรูปการศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1-4 ของผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 4 งานมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน และครูวิชาการมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้านเช่นกัน และความคาดหวังในการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ในยุคปฏิรูปการศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ 1-4 ของผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 4 งาน โดยภาพรวม มีความคาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้บริหารมีความคาดหวังให้มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด คือ การบริหารงานวิชาการ และการบริหารงานทั่วไป ส่วนการบริหารงานบุคคล และการบริหารงานงบประมาณคาดหวังให้มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ครูวิชาการมีความคาดหวังโดยภาพรวม ให้มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ครูวิชาการ มีความคาดหวังให้มี การปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด คือการบริหารงบประมาณ และการบริหารงานทั่วไป ส่วนการบริหารงานทั่วไป ส่วนการบริหารงานวิชาการ และการบริหารงานบุคคล คาดหวังให้มีการปฏิบัติอยู่ใน ระดับมาก 2. เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครูวิชาการเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันของการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ในยุคปฏิรูปการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1-4 โดยภาพรวม มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความคิดเห็น ของผู้บริหารโรงเรียน และครูวิชาการเกี่ยวกับความคาดหวังของ การบริหารโรงเรียนขนาดเล็กในยุคปฏิรูปการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1-4 โดยภาพรวม พบว่ามีความคิดเห็น ไม่แตกต่างกันทุกด้านเช่นกัน 3. ข้อเสนอ แนะโรงเรียนขนาดเล็ก ครูรับผิดชอบงานมากเกินไปบางท่านสอนควบ 2 ชั้น และทุกสาระ เนื่องจากครูไม่ครบชั้น ควรจัดการศึกษาผ่านดาวเทียมไกลกังวลให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก ทุกโรงเรียน ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อย รัฐควรจัดงบปัจจัยพื้นฐานให้เพียงพอ ให้โรงเรียนบริหารจัดการเองให้เกิดความคล่องตัว ไม่ควรยุบโรงเรียนขนาดเล็ก และควรสร้างเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กให้เข้มแข็งเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพ ควรจัดครูธุรการในทุกโรงเรียน เพื่อมิให้เกิดปัญหาครูทอดทิ้งห้องเรียนไปทำหน้าที่อื่น ส่งผลให้การสอน ไม่เต็มหลักสูตร ขาดการทำงานเป็นทีม นักเรียนขาดแบบอย่างที่ดี คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ไม่เป็น โรงเรียนและครูควรจัดทำหลักสูตรและพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการกับความต้องการของท้องถิ่นให้มากที่สุด และสรุปผลประจำภาคเรียนและประจำปี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1medu5210sm_titlepage.pdf ( 0.06 MB)
2medu5210sm_abstract.pdf ( 0.21 MB)
3medu5210sm_acknowledgement.pdf ( 0.07 MB)
4medu5210sm_content.pdf ( 0.17 MB)
5medu5210sm_chapter1.pdf ( 0.33 MB)
6medu5210sm_chapter2.pdf ( 2.66 MB)
7medu5210sm_chapter3.pdf ( 0.23 MB)
8medu5210sm_chapter4.pdf ( 0.62 MB)
9medu5210sm_chapter5.pdf ( 0.61 MB)
10medu5210sm_bibliography.pdf ( 0.20 MB)
11medu5210sm_appendix.pdf ( 0.74 MB)
12medu5210sm_biodata.pdf ( 0.05 MB)
3
การพัฒนาแบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : มะลิสา โม้งปราณีต
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)พัฒนาแบบฝึกหัดเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยก่อนและหลังเรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ 3)ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านละหานทราย(คุรุราษฎร์บำรุงวิทยา) อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ในภาคเเรียนที่2 ปีการศึกษา2553 จำนวน 30 คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ เป็นปรนัย 3 ตัวเลือก ซึ่งมีค่าความยากรายข้อ ตั้งแต่ .20-.73 และค่าคงวามเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .7651 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t-test Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า 1.แบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.16/87.50 2.บผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการคิดสวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3.นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11. titlepage.pdf ( 0.14 MB)
22. abstract.pdf ( 0.27 MB)
33. acknowledgement.pdf ( 0.13 MB)
44. content.pdf ( 0.50 MB)
55. chapter 1.pdf ( 0.89 MB)
66. chapter 2.pdf ( 7.79 MB)
77. chapter 3.pdf ( 1.59 MB)
88. chapter 4.pdf ( 0.87 MB)
99. chapter 5.pdf ( 1.27 MB)
1010. bibliography.pdf ( 1.10 MB)
1111. appendix.pdf ( 10.92 MB)
1212. biodata.pdf ( 0.09 MB)
4
ผลการใช้นิทานเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1
Effects of Employing Fables to Enhance the Basic Mathematics Skill Exercises for the 1st Year Kindergartners
วิทยานิพนธ์/Thesis 255
โดย : กัลยา กองสกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของนิทานเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 3) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการใช้นิทานเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 และ 4) ศึกษาความพึงพาใจของนักเรียนที่มีต่อนิทานเพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาลชั้นปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนกำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเขาดินเหนือ อำเภอบ้านกรวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน 1 ห้องเรียน เป็นนักเรียนชาย 10 หญิง 7 คน รวม 17 คน ได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1. แผนการจัดประสบการณ์การเล่านิทานที่มีผลต่อทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยจำนวน 9 หน่วยการเรียนรู้ ใช้เวลา 9 สัปดาห์ จำนวน 27 แผน 2) นิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการสังเกต ด้านการจำแนก และด้านการเปรียบเทียบจำนวน 9 เรื่อง 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลชั้นปีที่ 1 แบบรูปภาพจำนวน 30 ข้อ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อนิทานเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า E_1 / E_1และค่า E.I. ละการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ Dependent Samples t-test ผลการวิจัยพบว่า 1.แผนการจัดประสบการณ์การใช้นิทานที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ ( E_1 / E_(1 )) เท่ากับ 88.28 / 90.16 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2.นักเรียนที่ได้รับการจัดประสบการณ์การใช้นิทานมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์หลักการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3.ค่าดัชนีประสิทธิผลของการใช้นิทานเพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ .82 แสดงว่านักเรียนมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ82 4.นักเรียนมีความพึงพอใจต่อนิทานเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1medu5410kk_titelpage.pdf ( 0.24 MB)
2medu5410kk_abstract.pdf ( 0.66 MB)
3medu5410kk_acknoweledgment.pdf ( 0.27 MB)
4medu5410kk_content.pdf ( 0.73 MB)
5medu5410kk_chapter1.pdf ( 2.26 MB)
6medu5410kk_chapter2.pdf ( 16.79 MB)
7medu5410kk_chapter3.pdf ( 2.76 MB)
8medu5410kk_chapter4.pdf ( 1.59 MB)
9medu5410kk_chapter5.pdf ( 1.93 MB)
10medu5410kk_bibliography.pdf ( 1.92 MB)
11medu5410kk_appendix.pdf ( 81.88 MB)
5
พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1
The Desirable Leadership Behaviors of Administrators as Viewed by Teachers under Buriram Primary Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : เทวัน ทิพย์กระโทก
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1)ศึกษาพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นบาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 2)เปรียบเทียบพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของโรงเรียนที่ปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างคือ ครูผู้สอน จำนวน 335 คน ได้มาจากการสุ่มจากประชากร โดยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน และทำการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมี 3 ลักษณะ คือ แบบสำรวจรายการ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบปลายเปิด มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ในระหว่าง 1.897 ถึง 8.315 ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.9763 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และคาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานใช้ t-test แบบ Independent Samples และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในแตจ่ละด้าน จะทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านมีทัศนะอยู่ในระดับมาก 2. พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมและรายด้านมีทะศนะไม่แตกต่างกัน 3. พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำแนกตามขนาดของโรงเรียนที่ปฏิบัติงาน โดยภาพรวมมีทัศนะไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการให้การยอมรับนับถือ และด้านการให้ความช่วยเหลือมีทัศนะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน 4. ข้อเสนอแนะที่มีจำนวนมากที่สุด คือ สนับสนุนให้ผู้ร่วมงานมีความเจริญก้าวหน้า รองลงมา คือ ให้ความสนใจและห่วงใยผู้ร่วมงานและพร้อมเสมอที่จะช่วยเหือและใช้กิริยา วาจา ท่าทาง ที่สุภากับผู้ร่วมงาน ตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11. medu5510tt_titlepage.pdf ( 0.28 MB)
22. medu5510tt_abstract.pdf ( 0.67 MB)
33. medu5510tt_acknowledgement.pdf ( 0.28 MB)
44. medu5510tt_content.pdf ( 1.31 MB)
55. medu5510tt_chapter 1.pdf ( 2.04 MB)
66. medu5510tt_chapter 2.pdf ( 14.91 MB)
77. medu5510tt_chapter 3.pdf ( 1.39 MB)
88. medu5510tt_chapter 4.pdf ( 7.10 MB)
99. medu5510tt_chapter 5.pdf ( 4.45 MB)
1010. medu5510tt_bibliography.pdf ( 1.91 MB)
1111. medu5510tt_appendix.pdf ( 3.58 MB)
1212. medu5510tt_biodata.pdf ( 0.16 MB)
6
ผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบสื่อประสม โดยใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปา เรื่องการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : เวทิส พันธโคตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
จุดมุ่งหมายขิงการวิจัยครั้งนี้ เพื่อ 1)ศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปประกอบสื่อประสมที่ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาเรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าประกอบสื่อประสมที่ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3)ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปประกอบสื่อประสมที่ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาเรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4)ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบสื่อประสมที่ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาเรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ประชากร คือนักเรียนโรงเรียนสตึก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/8 1/9 และ 1/10 จำนวน 120 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ห้อง 1/8 จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบง่าย ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ประกอบด้วย 1)บทเรียนสำเร็จสำเร็จรูปประกอบสื่อประสมที่ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาเรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2)แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาเรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4)แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบสื่อประสมที่ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาเรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1.บทเรียนสำเร็จรูปประกอบสื่อประสมที่ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาเรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.62/84.87 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบสื่อประสมที่ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาเรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3.ค่าดัชนีประสิทธิผลของสำเร็จรูปประกอบสื่อประสมที่ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาเรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.71 4.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบสื่อประสมที่ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาเรื่อง การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า อยู่ในระดับมากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1medu5605vp_titlepage.pdf ( 0.37 MB)
2medu5605vp_abstract.pdf ( 0.74 MB)
3medu5605vp_acknowledgemment.pdf ( 0.18 MB)
4medu5605vp_content.pdf ( 0.72 MB)
5medu5605vp_chapter1.pdf ( 2.12 MB)
6medu5605vp_chapter2.pdf ( 12.53 MB)
7medu5605vp_chapter3.pdf ( 2.30 MB)
8medu5605vp_chapter4.pdf ( 1.25 MB)
9medu5605vp_chapter5.pdf ( 2.32 MB)
10medu5605vp_bibliography.pdf ( 1.74 MB)
11medu5605vp_appendix.pdf ( 26.35 MB)
12medu5605vp_biodata.pdf ( 0.22 MB)
7
สภาพการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 1
State of Student - Care System Management of Schools under Buriram Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : จันทร์ศรี โชติชื่น
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 1 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูเกี่ยวกับสภาพการบริหารจัดการระบบ การดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 โดยจำแนกตามสภาพภาพตำแหน่ง และขนาดของโรงเรียนที่ปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้บริหารสถานศึกษา 148 คน และครูจำนวน 327 คน รวมกลุ่มตัวอย่างจำนวน 475 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน หลังจากนั้นทำการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .9731 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่า t-test F- test และเปรียบเทียบเมื่อพบความแตกต่างเป็นรายคู่ ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ โดยกำหนดค่าสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยด้านการรายงานและประชาสัมพันธ์ ค่าเฉลี่ยสูงสุดและด้านการวางแผนการดำเนินงาน มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2. สภาพการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำแนกตามสถานภาพตำแหน่ง พบว่าโดยรวมมีการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านมีการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน 3.สภาพการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร สถานศึกษาและครู จำแนกตามขนาดของโรงเรียน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และด้านการนิเทศ ติดตาม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน 4. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสภาพการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวนที่มีมากที่สุด ได้แก่ ผู้บริหารจัดให้มีการประชุมครู เพื่อทราบสภาพปัญหาและความต้องการ มีการประชุมเครือข่ายผู้ปกครองและชุมชน ผู้บริหารมีการกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจเป้าหมายและกลยุทธ์ในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน ต้องพาครูไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และจะต้องเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใกล้เคียงกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11. medu5612jc_titlepage.pdf ( 0.24 MB)
22. medu5612jc_abstract.pdf ( 0.70 MB)
33. medu5612jc_acknowledgement.pdf ( 0.25 MB)
44. medu5612jc_content.pdf ( 1.18 MB)
55. medu5612jc_chapter 1.pdf ( 2.24 MB)
66. medu5612jc_chapter 2.pdf ( 10.81 MB)
78. medu5612jc_chapter 4.pdf ( 4.95 MB)
89. medu5612jc_chapter 5.pdf ( 1.88 MB)
910. medu5612jc_bibliography.pdf ( 0.97 MB)
1011. medu5612jc_appendix.pdf ( 3.16 MB)
1112. medu5612jc_biodata.pdf ( 0.13 MB)
8
การพัฒนาชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : จีราพร จันทร์โสดา
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหินเหล็กไฟ แภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ โดยมีค่าความยาก (p) ตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.81 ค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.82 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจนักเรียนมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานการวิจัย โดยใช้ Dependent Samples t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศานาและวัฒนธรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.29/81.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6683 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าร้อยละ 66.83 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังจากใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นมัธญมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหินเหล็กไฟ มีความพึงพอใจต่อการสอนด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง ประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1medu5411jj_titlepage.pdf ( 0.35 MB)
2medu5411jj_Abstrac.pdf ( 0.03 MB)
3medu5411jj_acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4medu5411jj_content.pdf ( 0.06 MB)
5medu5411jj_chapter1.pdf ( 0.12 MB)
6medu5411jj_chapter2.pdf ( 0.26 MB)
7medu5411jj_chapter3.pdf ( 0.16 MB)
8medu5411jj_chapter4.pdf ( 0.10 MB)
9medu5411jj_chapter5.pdf ( 0.10 MB)
10
การใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา ในการเรียนสาระวิทยาศาสตร์หน่วย การเรียนรู้ บรรยากาศ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
The use of branching programmed lesson in Teaching Science : The "Atmosphere" learning unit in Mathayomsuksa One
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : เกษรา สุชิรัมย์.
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา หน่วยการเรียนรู้ เรื่องบรรยากาศ และ 3) เพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ในการวิจัยกลุ่มเป้าหมายใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2546 โรงเรียนบ้านลุงม่วง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำนวน 19 คน ใช้เวลาในการสอน 9 คาบ ๆ ละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา 2 หน่วยย่อยๆ ละ 1 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง บรรยากาศ หน่วยย่อย เรื่อง องค์ประกอบ และการแบ่งชั้นบรรยากาศ และหน่วยย่อย เรื่อง การพยากรณ์อากาศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผลบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง บรรยากาศ หน่วยย่อย เรื่อง องค์ประกอบ และการแบ่งชั้นบรรยากาศ และหน่วยย่อย เรื่อง การพยากรณ์ อากาศ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง บรรยากาศ หน่วยย่อย เรื่อง องค์ประกอบ และการแบ่งชั้นบรรยากาศ และหน่วยย่อย เรื่อง การพยากรณ์อากาศ มีความคิดเห็นต่อการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง บรรยากาศ หน่วยย่อย เรื่อง องค์ประกอบ และการแบ่งชั้นบรรยากาศ มีประสิทธิภาพ 80.08/80.79 และหน่วยย่อย เรื่อง การพยากรณ์อากาศ มีประสิทธิภาพ 85.22/81.05 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1medu4707gs_title page.pdf ( 0.04 MB)
2medu4707gs_abstract.pdf ( 0.06 MB)
3medu4707gs_acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4medu4707gs_content.pdf ( 0.09 MB)
5medu4707gs_chapter1.pdf ( 0.12 MB)
6medu4707gs_chapter2.pdf ( 0.47 MB)
7medu4707gs_chapter3.pdf ( 0.18 MB)
8medu4707gs_chapter4.pdf ( 0.11 MB)
9medu4707gs_chapter5.pdf ( 0.14 MB)
10medu4707gs_bibliography.pdf ( 0.08 MB)
11medu4707gs_appendix.pdf ( 1.77 MB)
12medu4707gs_biodata.pdf ( 0.03 MB)
11
ผลการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามโครงการเสริมความมั่นคงในชนบทที่หมู่บ้านเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี : กรณีศึกษา บ้านลำนางรอง หมู่ที่ 1 และ หมู่ที่ 10 ตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์
Effects of quality of life development in the rural village consolidation, an honor awarded to the Royal Highness The Princess Mother : A case study of Ban Lamanangrong Village Land 10, Lamnangrong, Nondindang, Buriram
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : บารมี อำไพพิศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานตามโครงการ เสริมความมั่นคงในชนบทที่หมู่บ้านเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี : กรณีศึกษา บ้านลำนางรอง หมู่ที่ 1 และ หมู่ที่ 10 ตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ และ ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตตามโครงการเสริมความมั่นคงในชนบทที่หมู่บ้านเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีโดยกระบวนการรวมพลังสร้างอนาคต ประชากรได้แก่ ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ศึกษาทั้ง 2 หมู่บ้าน จำนวน 1,515 คน กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 30 ของจำนวนประชากร จำนวน 453 คน ใช้สุ่มตัวอย่างแบบวิธีเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) โดยมุ่งเน้นกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในหมู่บ้าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มี 2 ลักษณะ คือ แบบเลือกตอบและแบบปลายเปิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ระดับคุณภาพชีวิตด้านร่างกายอยู่ในเกณฑ์ดี 1.2 ระดับคุณภาพชีวิตด้านจิตใจอยู่ในเกณฑ์ดี 1.3 ระดับคุณภาพชีวิตด้านความสัมพันธ์ทางสังคมอยู่ในเกณฑ์ดี 1.4 ระดับคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง 1.5 ภาพรวมระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในเกณฑ์ดี 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของกลุ่มตัวอย่าง 2.1 ปัจจัยด้านผู้นำพบว่า ผู้นำมีความรู้ ความสามารถ สมาชิกในหมู่บ้านให้การยอมรับ 2.2 ปัจจัยด้านสมาชิกพบว่า สมาชิกมีส่วนร่วมในกิจกรรมมากที่สุดคือ ร่วมสละแรงงานในกิจกรรมพัฒนา ส่วนที่มีส่วนร่วมน้อยที่สุดคือ ร่วมในการคิดค้นกิจกรรมและวิธีการทำงานพัฒนาปัจจัยด้านกิจกรรม 2.3 ปัจจัยด้านกิจกรรมพบว่า การดำเนินกิจกรรมของกลุ่มอาชีพ หรือกลุ่มกิจกรรมที่มากที่สุดคือเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น รับฟัง และหาข้อสรุป ส่วนกิจกรรมที่มีการดำเนินการน้อยที่สุด คือมีการคิดกิจกรรม โครงการที่จะบรรลุภาพอันพึงประสงค์ ความสามารถดำเนินกิจกรรมของกลุ่มส่วนใหญ่ต้องขอรับการส่งเสริมสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลหรือหน่วยงานของรัฐ รองลงมาสามารถดำเนินการได้เองภายใต้ความรับผิดชอบและเป็นแผนปฎิบัติการของหมู่บ้าน และส่วนน้อยต้องพึ่งพาเอกชน 2.4 ปัจจัยด้านเงินทุนพบว่า เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการในแต่ละกิจกรรมส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ คือ ต่ำกว่า 10,000 บาท รองลงมาอยู่ในระดับ 10,000 ? 30,000 บาท ส่วนเงินทุนหมุนเวียนมากกว่า 70,000 บาท นั้น พบว่าเป็นกลุ่มออมทรัพย์ซึ่งเป็นการระดมเงินทุนหมุนเวียนในลักษณะทุนเรือนหุ้น เพื่อให้กลุ่มกิจกรรมอื่น ๆ เป็นไปในลักษณะเงินทุนหมุนเวียนเพื่อขยายกิจการ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1mart4709ba_titlepage.pdf ( 0.05 MB)
2mart4709ba_abstract.pdf ( 0.07 MB)
3mart4709ba_acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4mart4709ba_content.pdf ( 0.06 MB)
5mart4709ba_chapter1.pdf ( 0.10 MB)
6mart4709ba_chapter2.pdf ( 0.38 MB)
7mart4709ba_chapter3.pdf ( 0.08 MB)
8mart4709ba_chapter4.pdf ( 0.28 MB)
9mart4709ba_chapter5.pdf ( 0.25 MB)
10mart4709ba_bibliography.pdf ( 0.07 MB)
11mart4709ba_appendix.pdf ( 0.30 MB)
12mart4709ba_biodata.pdf ( 0.03 MB)
12
ความคิดเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษาต่อการระดมทุนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1
The raising of teachers and administrators to fund raising for operation development of the school under the Office of Buriram Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : เอกภาพ มานะยิ่ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อการศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษาต่อการระดมทุนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ตามตัวแปรครู ผู้บริหารสถารศึกษา วุฒิการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน ตามกรอบ 3 ด้าน คือด้านความสำคัญในการระดมทุน ด้ารรูปแบบของการระดมทุน และด้านปัจจัยที่ส่งเสริมการระดมทุนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูจำนวน 340 คน และผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 140 คน เครื่องมือที่ใช้ข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะหืข้อมูล โดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test ผลการวิจัย พบว่า 1.ความคิดเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษาต่อการระดมทุนโดยรวมมีการปฎิบัติอยู่ใน ระดับมากทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความสำคัญในการระดมทุน ด้านรูปแบบของการระดมทุนและด้านปัจจัยที่ส่งเสริมการระดมทุนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียนมีการปฎิบัติอยู่ในระดับมาก 2. ความคิดเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษาต่อการระดมทุน เมื่อจำแนกตามวุฒิการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีมีการปฎิบัติอยู่ในระดับมาก 3. ความคิดเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษาต่อการระดุมทุน เมื่อจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่ำกว่า 15 ปี และประสบการณ์ในการทำงาน 15 ปีขึ้นไป มีการปฎิบัติอยู่ในระดับมาก 4. การเปรียบเทียบความคิดของครูและผู้บริหารสถานศึกษาต่อการระดมทุนเมื่อจำแนกตามวุฒิการศึกษาและจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานต่อการระดมทุนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 มีการปฎิบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5.ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ 5.1 ด้านความสำคัญในการระดุมทุนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียนคือรัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำมาพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียนให้มากควรมีการส่งเสริมให้มีการระดมทุนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียน ควรเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นมีส่วนร่วมในการระดมทุน ควรให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษามีส่วนร่วมในการระดมทุน ควรมีการตั้งเป็นกองทุนในการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียน ควรมีงบประมาณพัฒนาแหล่งเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ และควรมีการจัดหาทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ขาดแคลน 5.2 ด้านรูปแบบของการระดมทุนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียน คือควรมีการจัดทำผ้าป่าเพื่อการศึกษา ควรมีการของงบประมาณจากหน่วยงานอื่น ควรมีการประสานงานกับผู้ปกครอง ควรมีการขอรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ควรมีการระดมทุนจากศิษย์เก่าที่มีฐานะทางการเงินดี ควรจัดให้มีการจำหน่ายผลผลิตของนักเรียน และควรเปิดโอกาสให้ชุมชนสนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรม 5.3 ด้านปัจจัยที่ส่งเสริมการระดมทุนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของโรงเรียนคือ ควรมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ผู้บริหารสถานศึกษาควรสร้างการยอมรับในชุมชน ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีภาวะผู้นำ ครูควรจัดการเรียนรู้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ควรส่งเสริมให้มีการประกวดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และควรส่งเสริมการพัฒนาการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1medu4912am_titlepage.pdf ( 0.20 MB)
2medu4912am_abstract.pdf ( 0.99 MB)
3medu4912am_acknowledgemant.pdf ( 0.26 MB)
4medu4912am_content.pdf ( 1.10 MB)
5medu4912am_chapter1.pdf ( 2.00 MB)
6medu4912am_chapter2.pdf ( 5.67 MB)
7medu4912am_chapter3.pdf ( 1.39 MB)
8medu4912am_chapter4.pdf ( 19.38 MB)
9medu4912am_chapter5.pdf ( 3.99 MB)
10medu4912am_bibliography.pdf ( 1.45 MB)
11medu4912am_appendix.pdf ( 2.53 MB)
12medu4912am_biodata.pdf ( 0.14 MB)
13
ทัศนะของผู้บริหารสถานศึกษาและครูวิชาการต่อการบริหารการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1
The Opinions of School Administrators and Academic Teachers Towards the Administrtion of Integrative Learning and Teaching Rimary Schools Under the Office of Buriram Education Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : วรานนท์ กระสินรัมย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ในโรงเรียนประถมศึกษาใน 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารหลักสูตร ด้านการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ด้านการจัดการเรียนการสอน และด้านคุณค่าและประโยชน์จากการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ จำแนกตามสถานภาพตำแหน่ง วุฒิการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาและครูวิชาการ และประสบการณ์ในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูวิชาการ ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 กลุ่มละ 136 คน รวม 272 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ เครจซี และมอร์แกน (Krejcie & Morgan) แล้วทำการสุ่มกลุ่มย่อย (Stratified Random Sampling) ตามประเภทของโรงเรียน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ให้กระจายคามสัดส่วน กรณีใช้เทคนิคสัมภาษณ์จะเลือกแบบเจาะจงกำหนดโควตาเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 15 คน และครูวิชาการ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ประเภท คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 1.758 ? 5.870 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.9541 ในการวิเคราะห์ข้อมูลกรณีใช้เทคนิคการสัมภาษณ์จะใช้การวิเคราะห์โดยวิธีอุปมาน ส่วนข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามใช้การวิเคราะห์ ด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการใช้ t ? test Independent และ F- test การเปรียบเทียบรายคู่โดยใช้วิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe is Method) กำหนดค่าสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการวิเคราะห์ทัศนะของผู้บริหารโรงเรียน และครูวิชาการต่อการบริหารการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำแนกตามสถานภาพ ได้ดังนี้ 1.1 ผลการวิเคราะห์ทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนต่อการบริหารจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการโดยภาพรวม มีทัศนะอยู่ในระดับเห็นด้วย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านก็พบว่ามีทัศนะอยู่ในระดับเห็นด้วยเช่นเดียวกัน โดยเรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปหาค่าเฉลี่ยต่ำ คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการบริหารหลักสูตร ด้านการส่งเสริมการบูรณาการ และด้านคุณค่าและประโยชน์การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการตามลำดับ 1.2 ผลการวิเคราะห์ทัสนะของครูวิชาการต่อการบริหารการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการโดยภาพรวม มีทัศนะอยู่ในระดับเห็นด้วย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับเห็นด้วยเช่นเดียวกัน โดยเรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปหาค่าเฉลี่ยต่ำ คือ ด้านการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ด้านการส่งเสริมการบูรณาการ ด้านการบริหารหลักสูตร และด้านคุณค่าและประโยชน์การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการตามลำดับ 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนกับครูวิชาการต่อการบริหารการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ โดยภาพรวมพบว่า มีทัศนะไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีทัศนะไม่แตกต่างกันเช่นเดียวกัน 3. เปรียบเทียบทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนต่อการบริหารการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ จำแนกตามวุฒิการศึกษา โดยภาพรวมพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีทัศนะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เช่นเดียวกัน 4. เปรียบเทียบทัศนะของครูวิชาการต่อการบริหารการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการจำแนกตามวุฒิการศึกษา โดยภาพรวมพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดการเรียนการสอนมีทัศนะไม่แตกต่างกัน ส่วนด้านการบริหารหลักสูตร ด้านการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ และด้านคุณค่าและประโยชน์จากการจัดการเรียนการสอน มีทัศนะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนที่มีประสบการณ์ในการบริหารงานต่างกัน ต่อการบริหารการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ จำแนกตามประสบการณ์ในการบริหารงานต่างกัน โดยภาพรวมมีทัศนะไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีทัศนะไม่แตกต่างกันกันเช่นเดียวกัน 6. ความคิดเห็นจากการสัมภาษณ์ การบริหารการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนประถมศึกษา ในโรงเรียนขนาดใหญ่ควรจะเลือกจัดแบบสหวิทยาการ ส่วนโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กควรจะเลือกจัดแบบครูผู้สอนคนเดียว โดยทุกโรงเรียนจะมีคณะกรรมการบริหารหลักสูตรในการพิจารณาเลือกสาระที่ต้องการนำมาบูรณาการตามความเหมาะสมของโรงเรียน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1medu4902wk_titlepage.pdf ( 0.67 MB)
2medu4902wk_abstract.pdf ( 2.26 MB)
3medu4902wk_acknowledgemen.pdf ( 0.42 MB)
4medu4902wk_content.pdf ( 3.60 MB)
5medu4902wk_chapter1.pdf ( 3.69 MB)
6medu4902wk_chapter2.pdf ( 17.06 MB)
7medu4902wk_chapter3.pdf ( 2.85 MB)
8medu4902wk_chapter4.pdf ( 23.03 MB)
9medu4902wk_chapter5.pdf ( 8.21 MB)
10medu4902wk_bibliography.pdf ( 2.22 MB)
11medu4902wk_appendix.pdf ( 8.58 MB)
15
ปัญหารการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1
Problems of performance appaisal for Annual Pay Raise of the Teachers Under Buriram Educational Service Area Office1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : สมชัย ปัตถา
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาปัญหาการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 140 คน และข้าราชชการครูสายงานการสอน จำนวน 341 คน ได้จากกลุ่มสุ่มจากประชากร โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krijcie & Morgan) แล้วทำหารสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) โดยสุ่มกลุ่มย่อยตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มี 3 ลักษณะคือ แบบตรวจสอบรายการ (Check List) แบบมาตราส่วนประมาณ (Rating Scale) 5 ระดับ และแบบปลายเปิด (Open Form) แบบสอบถามมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 2.550-9.268 และค่าความเชื่อมั่น .9897 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานช้าค่า t-test Independent และ F-test กำหนดค่าสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัย พบว่า 1. ปัญหาการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเงินเดือนประจำปีของข้าราชการครู โดยรวมมีความคิดเห็นต่อสภาพปัญหาการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการลามีปัญหาการดำเนินงานอยู่ระดับน้อย ส่วนปัญหาการดำเนินงานด้านอื่นๆ มีปัญหาการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลาง 2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครูสายงานการสอนต่อปัญหาการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเงินเดือนประจำปีของข้าราชการครู พบว่า โดยรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน เช่นเดียวกัน 3. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานต่างกันต่อปัญหาการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเงินเดือนประจำปีของข้าราชการครู พบว่า โดยรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน เช่นเดียวกัน 4. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของข้าราชการครูสายงานการสอนที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานต่างกันต่อปัญหาการประเมินผลการปฏิบัติเพื่อพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเงินเดือนประจำปีของข้าราชการครู พบว่า โดยรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน เช่นเดียวกัน 5. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเงินเดือนประจำปีของข้าราชการครู พบว่า ด้านคุณภาพและปริมาณงานของตำแหน่ง ควรมอบหมายงานให้บุคลากรได้มีส่วนร่วมให้มากที่สุด ด้านผลการปฏิบัติงาน มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน ตรงต่อเวลา มีความมานะบากบั่น อดทน อุตสาหะและกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา ด้านการลา ผู้บังคับบัญชาควนยึดระเบียบว่าด้วยการลาเป็นหลัก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1medu5103sp_titlepage.pdf ( 0.11 MB)
2medu5103sp_abstract.pdf ( 0.31 MB)
3medu5103sp_acknowledgement.pdf ( 0.08 MB)
4medu5103sp_content.pdf ( 0.68 MB)
5medu5103sp_chapter1.pdf ( 0.52 MB)
6medu5103sp_chapter2.pdf ( 4.46 MB)
7medu5103sp_chapter3.pdf ( 0.60 MB)
8medu5103sp_chapter4.pdf ( 2.89 MB)
9medu5103sp_chapter5.pdf ( 1.15 MB)
10medu5103sp_bibliography.pdf ( 0.48 MB)
11medu5103sp_appendix.pdf ( 0.94 MB)
12medu5103sp_biodata.pdf ( 0.05 MB)

Search within results