Search Result 106 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาแบบทดสอบ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 1 ตามมาตรฐานการเรียนรู้ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
Development of foreign language (English) test for first level by learning standards in basic education curriculum B.E. 2544
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : กุลรวี ใจสมุทร
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อการพัฒนาแบบทดสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 1 ตามมาตรฐานการเรียนรู้ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 และ2. เพื่อหาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนประถมสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนประถมสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จำนวน 47 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ไก้แก่ แบบประเมินความเที่ยงตรงของเนื้อหาและความถูกต้องของแบบทดสอบ 2. แบบทดสอบ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 1 ตามมาตรฐานการเรียนรู้ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความเชื่อมั่น ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาแบบทดสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 1 ตามมาตรฐานการเรียนรู้ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 มี 4 ขั้นตอน ขั้นเตรียมการ ขั้นวางแผนปฏิบัติ ขั้นปฏิบัตืการ และขั้นประเมินผล 2.ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 ที่อยู่ในระดับพอใช้มีจำนวนมากที่สุดมีจำนวน 22 คน คิดเป็นรัอยละ 46.80 รองลงมาอยู่ในระดับดี มีจำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 36.17 และอยู่ในระดับปรับปรุง มีจำนวน 8 คน คิดเป็น้อยละ 17.02
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1KUNRAWEE CHAISAMUT.pdf ( 25.72 MB)
2
รูปแบบความร่วมมือระหว่างห้องสมุดโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 สังกัดสำนักบริหารคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
A model of the Co-operation of second dary Schools Libraries, in Bangkok : metropolitan area No.1 under the office of the private education commission
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : รังสฤษดิ์ ธนะเพชรพิบูลย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.35 MB)
2Acknowledgement.pdf ( 0.21 MB)
3Abstract.pdf ( 0.73 MB)
4Teble of contents.pdf ( 0.55 MB)
5chapter 1.pdf ( 1.26 MB)
6chapter 2.pdf ( 11.71 MB)
7chapter 3.pdf ( 0.93 MB)
8chapter 4.pdf ( 7.11 MB)
9chapter 5.pdf ( 2.97 MB)
10Reference.pdf ( 1.28 MB)
11Appendix.pdf ( 4.82 MB)
12Profile.pdf ( 0.19 MB)
3
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง พระรัตนตรัยกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทวีธาภิเศก
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : พงษ์สรร จันลิ้ม
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องพระรัตนตรัยสาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทวีธาภิเภก ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์คือ 80/80 และ2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนโรงเรียนทวีธาภิเภก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 3 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องพระรัตนตรัยสาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ แบบประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องพระรัตนตรัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีค่าประสิทธิภาพ80.26/82.56 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องพระรัตนตรัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1PHONGSUN JUNLIN.pdf ( 20.24 MB)
4
การใช้ห้องสมุดเพื่อการสอนของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1
THE UTILIZATION OF LIBRARIES FOR TEACHING BY TEACHERS OF SECONDARY SCHOOLS IN BANGKOK EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : อภิรดี อั๋นประเสริฐ
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการกระบวนการใช้ห้องสมุดเพื่อการสอนของครูผู้สอน 2) ศึกษาความสามารถของห้องสมุดที่จะสนับสนุนการสอนให้บริการด้านการสอน และ 3) เปรียบเทียบความต้องการของครูต่อความสามารถของห้องสมุดจากบรรณารักษ์จำแนกตามประสบการณ์การสอนและกลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ห้องสมุดเพื่อการสอนของครู ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูและบรรณารักษ์โรงเรียนมัธยมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 จำนวน 258 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ความต้องการของครูต่อความร่วมมือจากบรรณารักษ์ในการใช้ห้องสมุดเพื่อการสอนโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ความสามารถในการให้ความร่วมมือจากบรรณารักษ์แก่ครูโดยใช้ห้องสมุดเพื่อการสอนโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. ความต้องการของครูต่อความสามารถจากบรรณารักษ์จำแนกตามประสบการณ์การสอนและกลุ่มสาระการเรียนรู้มีความแตกต่างกันในเรื่องความต้องการความร่วมมือจากบรรณารักษ์เพื่อใช้ห้องสมุดในการเรียนการสอน 4. ความเป็นไปได้ของการใช้ห้องสมุดเพื่อการสอนของครูโรงเรียนมัธยมในเขตกทม. มีความเป็นไปได้ในการใช้ห้องสมุดเพื่อการสอน เนื่องจากความต้องการของครูผู้สอนกับความร่วมมือของบรรณารักษ์ไม่ต่างกัน คำสำคัญ : การใช้ห้องสมุด , ห้องสมุดโรงเรียน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1APHIRADEE AUNPRASERT.pdf ( 2.64 MB)
5
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องส่วนประกอบหลักและการใช้งานคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประถมสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
Developing of computer assisted instruction program on the main components of the computers and utilization for prathomsuksa 3 students, the elementary demonstration School of Bansomdejchaopraya Rajabhat University
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : จารุวรรณ จันทร์ทรัพย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องส่วนประกอบหลักและการใช้คอมพิวเตอร์ ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์คือ 80/80 และ 2.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง ส่วนประกอบหลักและการใช้งานคอมพิวเตอร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนประถมสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จำนวน 41 คน เครื่องที่ใช้ในการวิจัย คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องส่วนประกอบหลักและการใช้คอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพดีและมีประสิทธิภาพ 81.89/88.44 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องส่วนประกอบหลักและการใช้คอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1JARUWAN JUNSUB.pdf ( 17.79 MB)
6
จิตรกรรมสะท้อนภาพลักษณ์อารมณ์โกรธของมนุษย์ : กรณีศึกษากลวิธีการสร้างงานจิตรกรรมของ เอช อาร์ กีเกอร์ ในช่วงปี ค.ศ. 1973 - 1987
PAINTING OF MAN AS IMAGE OF ANGER: A CASE STUDY OF PAINTINGS CREATED BY H. R . GIGER DURING 1973 ? 1987 A. D.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ประมินทร์ ตั้งมี
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยแบบกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์ภาพผลงานจิตรกรรมที่สะท้อนอารมณ์โกรธของเอช อาร์ กีเกอร์ ในระหว่างปีค.ศ.1973 - 1987 ในประเด็นที่เกี่ยวกับเนื้อหาเรื่องราวที่สะท้อนอารมณ์โกรธในรูปแบบศิลปะลัทธิเหนือจริงการจัดภาพ และกลวิธีในการสร้างสรรค์ผลงาน 2) สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมสะท้อนภาพลักษณ์อารมณ์โกรธของมนุษย์ โดยใช้ภาพหัวโขนหน้ายักษ์แทนอารมณ์โกรธของมนุษย์ด้วยสีอะคริลิกบนผ้าใบ และดินสอถ่านบนกระดาษ ผลจากการศึกษา พบว่า 1. ด้านเนื้อหา เกิดจากการผสมกันระหว่างประสบการณ์ชีวิตทั้งเรื่องราวส่วนตัว และผู้ที่เกี่ยวข้อง นำสิ่งที่ตนเองสนใจ ผสานกับจิตใต้สำนึก และจินตนาการที่เหนือธรรมชาติ ผลงานมีรูปแบบซึ่งแสดงถึงอัตลักษณ์ของตนเองอย่างสูงทั้งใน ด้านเรื่องราวที่ใช้โดยการนำเสนอภาพการแปรสภาพมนุษย์ โดยนำมาแปรสภาพเป็นเครื่องจักรกลเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกให้สอดคล้องกับจิตไร้สำนึก จินตนาการและแรงปรารถนา เพื่อกระตุ้นสภาวะจิตของผู้ชมให้เกิดผลกระทบทางอารมณ์มากที่สุดจนเกิดภาพที่แปลกใหม่ ทำให้เกิดความประหลาดใจถึงแก่มีจิตที่เป็นอิสระ หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ของเหตุผล การจัดภาพนั้นมีการจัดภาพทั้งโดยการใช้ดุลยภาพอย่างหลากหลาย เน้นจุดสนใจโดยการจัดวางตำแหน่งไว้กลางภาพ และใช้ความเข้มของสีทำให้น่าสนใจ ผลจากการวิเคราะห์กลวิธีการสร้างสรรค์ผลงานในด้านของการระบายสีพบว่า กีเกอร์ใช้พู่กันลมระบายสีเรียบสร้างบรรยากาศเหนือจริงด้วยการระบายฟุ้งใช้ละอองสี และภาพพิมพ์ฉลุ สภาพ สีส่วนรวมใช้สีเอกรงค์ในการสร้างผลงานโดยเฉพาะชุดสีขาว เทา ดำ โดยใช้สีดำมืดทึบแทนค่าของส่วนที่เป็นเงา และใช้สีขาวเน้นในส่วนที่ต้องการแสดงบริเวณที่เป็นแสงสว่าง ซึ่งการตัดกันระหว่างสีดำและสีขาวจะมีผลให้ความเข้มของสีขาวจะปรากฏขึ้นเด่นชัดมาก 2. การพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานสะท้อนภาพลักษณ์อารมณ์โกรธของมนุษย์ โดยใช้ภาพหัวโขนหน้ายักษ์แทนอารมณ์โกรธของมนุษย์ของผู้วิจัย มีความแตกต่างจากผลงานของศิลปินที่ทำการศึกษาวิจัย ได้แก่ เนื้อหาเรื่องราวจากประสบการณ์ชีวิต และบริบทของสังคมไทย ในด้านกระบวนการทางกลวิธีการสร้างสรรค์ผลงานที่ผู้วิจัยได้พัฒนาต่อมาคือ การสร้างภาวะดลใจจากการแสดงออกในด้านรูปแบบอารมณ์นิยมโดยสร้างพื้นผิวบนระนาบและการใช้วัสดุในการระบายอย่างหลากหลาย คำสำคัญ : 1 จิตรกรรมสะท้อนภาพลักษณ์อารมณ์โกรธของมนุษย์ 2 เอช อาร์ กีเกอร์
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1PRAMIN THANGMEE.pdf ( 8.31 MB)
7
การพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : สนองจิฏฐ์ วัชโรทัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การวิจัยครั้งมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1.พัฒนารูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ2.เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการสอน เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 /2 โรงเรียนวัดทองเพลง สำนักงานเขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1.รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประกอบด้วย ทฤษฎี /หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบกระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ และผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนรู้ตามรูปแบบ 2.ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ พบว่าความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1SANONGJIT WATCHAROTHAI.pdf ( 29.91 MB)
8
การพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : สนองจิฏฐ์ วัชโรทัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1SANONGJIT WATCHAROTHAI.pdf ( 29.89 MB)
9
การพัฒนาแบบทดสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 3 ตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544.
Development of foreign language (English) test for third level by learning standards in basic education curriculum B.E. 2544
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ระเบียบ เปลี่ยนขำ
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบทดสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 3 ตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนบ้านอ้อมโรงหีบ ปีการศึกษา 2551 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนบ้านอ้อมโรงหีบ จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1.แบประเมินความเที่ยงตรงของเนื้อหาและความถูกต้องของแบบทดสอบ 2.แบบทดสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 3 ตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเชื่อมั่น ค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก ผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาแบบทดสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 3 ตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มี 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นเตรียมการ ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติการและขั้นประเมินผล 2) ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ในระดับพอใช้จำนวนมากที่สุด จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 40.54 รองลงมาในระดับดี จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 35.14 และอยู่ในระดับปรับปรุง จำรนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 24.32
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1RABIAB PLIANKHAM.pdf ( 30.12 MB)
10
แนวทางการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มที่ 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 3
A Study of Building School-Community Relationship of Secondary Schools in Group 3, Bangkok Educational Service Area, Zone 3
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : จนัย แย้มมีกลิ่น
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนมัธยมศึกษากลุ่มที่ 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 3 เก็บรวบรวม ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ฝ่ายโรงเรียน 168 คน และฝ่ายชุมชน 83 คน โดยใช้แบบสอบถามที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนมัธยมศึกษา พ.ศ. 2539 หมวดที่ 6 คือ (1) การวางแผนงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน (2) การสร้างและเผยแพร่เกียรติประวัติของโรงเรียน (3) การให้บริการชุมชน (4) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน (5) การได้รับความสนับสนุนจากชุมชน และ (6) การประเมิน ผลงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น 0.83 และวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน มีดังต่อไปนี้ 1. ด้านการวางแผนงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เรื่องที่ควรมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คือ ผู้ประสานงานระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ต้องมีประสบการณ์เพียงพอในการประสาน การทำงานเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 2. ด้านการสร้างและเผยแพร่เกียรติประวัติของโรงเรียน เรื่องที่ควรมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คือ จัดประชุมผู้ปกครองนักเรียน เพื่อชี้แจงอุดมการณ์ นโยบาย และวัตถุประสงค์ของโรงเรียนให้ทราบโดยทั่วถึง 3. ด้านการให้บริการชุมชน เรื่องที่ควรมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คือ สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองในการติดต่อประสานงานขึ้นภายในโรงเรียน 4. ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน เรื่องที่ควรมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คือ จัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด โรคเอดส์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ และให้ความรู้แก่ชุมชน 5. ด้านการได้รับความสนับสนุนจากชุมชน เรื่องที่ควรมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คือ เชิญวิทยากรท้องถิ่นที่มีความรู้ ที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพมาแนะแนวการศึกษาด้านอาชีพให้แก่นักเรียน 6. ด้านการประเมินผลงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เรื่องที่ควรมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คือ นำผลการวิเคราะห์ไปใช้ในการปรับปรุงงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1back.pdf ( 1.51 MB)
2chapter1.pdf ( 1.52 MB)
3chapter2.pdf ( 1.51 MB)
4chapter3.pdf ( 1.51 MB)
5chapter4.pdf ( 1.51 MB)
6chapter5.pdf ( 1.51 MB)
7front.pdf ( 1.51 MB)
11
การศึกษาสภาพและปัญหาการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร เขต 3
A Study of state and problems of child - centered teaching learning of private elementary schools under office of private school promotion bangkok education service region 3
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : นิวัตร คำมี
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาสภาพและปัญหาการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร เขต 3 จำแนกตามภูมิหลังของครูผู้สอน ดำเนินการวิจัยเชิงสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครูผู้สอนโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพหานคร เขต 3 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 359 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ .95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที ค่าเอฟ และเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีเซฟเฟ ผลการวิจัยพบว่า 1. ครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับสภาพการเรียนการสอน 5 ด้าน โดยเห็นด้วยมาก ดังนี้ อันดับแรก สภาพการจัดการเรียนการสอนที่ทำ ผู้เรียนเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่ดีตามศักยภาพ รองลงมาด้านการจัดการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการเรียน ด้านการจัดการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลายและต่อเนื่อง ด้านการจัดการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบและมีวินัยในการทำงาน ด้านการจัดการเรียนการสอนทีกระตุ้นให้ผู้เรียนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพเท่าเทียมกัน ด้านการจัดการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และด้านการจัดการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติให้เกิดความชำนาญตามความต้องการและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคนตามลำดับ 2. ครูผู้สอนผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับปัญหาการจัดการเรียนก สอน 5 ด้าน โดยเห็นด้วยมาก ดังนี้ อันดับแรก ด้านการจัดการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ที่หลากหลายและต่อเนื่อง รองลงมา คือ ด้เนการจัดการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพเท่าเทียมกัน แรก ด้านการจัดการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบและมีวินัยในการทำงาน ด้านการจัดการเรียนการสอนทีกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการเรียน ด้านการจัดการเรียนการสอนทีกระตุ้นให้ผู้เรียนเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่ดีตามศักยภาพ ด้านการจัดการเรียนการสอนทีกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และด้านการจัดการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติให้เกิดความชำนาญตามความต้องการและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคนตามลำดับ 3. ผลการเปรียบเทียบครูผู้สอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในโรงเรียนเอกชนระดับ ประถมศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร เขต 3 ผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามภูมิหลัง พบว่าสภาพการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนที่จบวุฒทางครู กับผู้ไม่จบวุฒิทางครูแตกต่างกัน ปัญหาในการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนที่จบวุฒทางครู กับผู้ไม่จบวุฒิทางครูแตกต่างกัน สภาพการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนที่จบวุฒทางครู เพศหญิง และเพศชายแตกต่างกัน ปัญหาในการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนที่จบวุฒทางครูเพศหญิง และเพศชายแตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1back.pdf ( 23.48 MB)
2chapter1.pdf ( 23.48 MB)
3chapter2.pdf ( 23.48 MB)
4chapter3.pdf ( 23.48 MB)
5chapter4.pdf ( 23.48 MB)
6chapter5.pdf ( 23.48 MB)
7front.pdf ( 23.48 MB)
12
การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 3
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : อนงค์ เนตรจินดา
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารครูที่มีต่อระดับที่ควรเป็น และสภาพที่ปรากฏของการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.เพื่อเปรียบเทียบระดับที่ควรเป็นและสภาพที่ปรากฏตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูที่มี ต่อการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 3.เพื่อเปรียบเทียบระดับที่ควรเป็นและสภาพที่ปรากฏของผู้บริหารและครูที่มี ต่อการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามขนาดของโรงเรียน 4.เพื่อศึกษาปัญหาในการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 5.เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 140 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มาตรประมาณค่า 5 ระดับและตรวจสอบแบบรายการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า F-test และเปรียบเทียบรายคู่ ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1.ความคิดเห็นระดับที่ควรเป็นของผู้บริหารและครูในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดส่วนสถาพที่ปรากฏของผู้บริหารและครูรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก และพบว่าผู้บริหารและครูมีความคิดเห็นในด้านระดับที่ควรเป็นและสภาพที่ปรากฏในระดับที่ไม่แตกต่างกัน 2.ระดับที่ควรเป็นกับสภาพที่ปรากฏของการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาชั้นพื้นฐานตามความเห็นของผู้บริหารและครูในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทุกด้านโดยระดับที่ควรเป็นสูงกว่าสภาพที่ปรากฏ 3.ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูที่มีต่อระดับที่ควรเป็นของการบริหารจัดการหลักสูตร สถานศึกษาขั้นพื้นฐานโดยภาพรวมและรายได้พบว่าโรงเรียนขนาดกลางมีสภาพที่ปรากฏในระดับที่สูงกว่าโรงเรียนขนาดเล็กในด้านด้านการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา ด้านการกำหนดแผนการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา และด้านการดำเนินการใช้หลักสูตรสถานศึกษา และโรงเรียนขนาดกลางมีสภาพที่ปรากฏในระดับที่สูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ในด้านการดำเนินการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ด้านดำเนินการนิเทศ กำกับ ติดตามและประเมินผล และด้านการสรุปผลการดำเนินการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา 4.ปัญหาการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาพรวมมีปัญหาในระดับปานกลาง 5.แนะแนวพัฒนา คือ การพัฒนาบุคลากร การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา เป็นรายสาระและการจัดทำหน่วยและแผนการเรียนรู้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ANONG NETCHINDA.pdf ( 79.82 MB)
13
รูปแบบภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30
Instructional Leadership Model of School Principals under the Office of Secondary Educational Service Area 30
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : พัทธยา ชนะพันธ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างรูปแบบภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 และ 2) ตรวจสอบรูปแบบภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การร่างรูปแบบฯ โดยดำเนินการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษากรณีศึกษาและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน นำมายกร่างรูปแบบภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะที่ 1 ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารโรงเรียน ดำเนินการโดยสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 37 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียนฝ่ายบริหารงานวิชาการ จำนวน 37 คน และครูผู้สอน จำนวน 252 คน โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย รวมทั้งหมด จำนวน 326 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะที่ 2 คือ แบบสอบถามมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 3 การตรวจสอบรูปแบบภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารโรงเรียน ดำเนินการโดยใช้วิธีการอ้างอิงผู้ทรงคุณวุฒิ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา และทำประชาพิจารณ์เพื่อรับรองและนำรูปแบบภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารโรงเรียนไปสู่การปฏิบัติในโรงเรียน ผลการวิจัย พบว่า 1. รูปแบบภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 มีองค์ประกอบที่สำคัญทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน 2) ด้านการสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 3) ด้าน การกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลง 4) ด้านการนิเทศและการประเมินผลการปฏิบัติการสอน 5) ด้านการบริหารหลักสูตรการเรียนการสอน และ 6) ด้านการพัฒนาครูให้เป็นครูมืออาชีพ 2. การตรวจสอบรูปแบบภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ทรงคุณวุฒิมีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่ามีความถูกต้อง เหมาะสม เป็นไปได้และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกด้าน และผู้เข้าร่วมทำประชาพิจารณ์ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับองค์ประกอบ บทบาทและพฤติกรรมการปฏิบัติงาน คำสำคัญ : ภาวะผู้นำทางการเรียนการสอน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1PATTAYA CHANAPUNTH.pdf ( 6.53 MB)
14
การศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนภาษาอังกฤษตามแนวทฤษฎีโมเดลซิปปา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ
A study of english writing achievement through cippa model of mattayomsuksa 4 students at Chumsangchanutid school
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : เตือนใจ ทองศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.40 MB)
2Abstract.pdf ( 0.35 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.22 MB)
4Teble of contents.pdf ( 0.60 MB)
5chapter 1.pdf ( 1.08 MB)
6chapter 2.pdf ( 8.24 MB)
7chapter 3.pdf ( 1.58 MB)
8chapter 4.pdf ( 0.82 MB)
9chapter 5.pdf ( 12.14 MB)
10Reference.pdf ( 1.54 MB)
11Appendix.pdf ( 7.40 MB)
12Profile.pdf ( 0.27 MB)
15
การรู้สารสนเทศของนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 4 โรงเรียนเขมะสิริอนุสรรณ์
Information literacy at key stage 4 of the Khemasiri School
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : จันทรวรรณ อัตถวิบูลย์กุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษา (1) ระดับการรู้สารสนเทศ (2)เปรียบเทียบระดับการรู้สารสนเทศของนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 4 โรงเรียนเขมะสิรินุสรณ์ จำแนกตามชั้นปี แผนการเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบทดสอบวัดระดับการรู้สารสนเทศกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2551 จำนวน 250 คน โดยใช้ตารางสำเร็จรูปเครซซี่และมอร์แกน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows คำนวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแปรปรวน F test และ ทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยใช้วิธีการของ (Scheffe) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนส่วนมากมีการรู้สารสนเทศโดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลางและนักเรียนในชั้นปีต่างกัน มีการรู้สารสนเทศโดยรวมและความสามารถด้านการรู้สารสนเทศและด้าน การเรียนรู้ด้วยตนเองไม่แตกต่างกัน ส่วนความสามารถด้านความรับผิดชอบต่อสังคมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 โดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความสามารถมากกว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และนักเรียนแผนการเรียนต่างกัน มีการรู้สารสนเทศโดยรวมและด้านการรู้สารสนเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 โดยนักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ มีการรู้สารสนเทศมากกว่านักเรียนแผนการเรียนภาษาอังกฤษ-ภาษาเลือกอิสระ และนักเรียนแผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน มีการรู้สารสนเทศโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 โดยนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับดีมากและระดับดี มีการรู้สารสนเทศโดยรวมมากกว่านักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับพอใช้ ส่วนด้านการรู้สารสนเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 โดยนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับดีมาก มีความสามารถด้านการรู้สารสนเทศมากกว่านักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับดี และระดับพอใช้ ส่วนด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง และด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไม่พบความแตกต่าง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1CHANTARAVAN ATTHAVIKULGUL.pdf ( 32.07 MB)

Search within results