Search Result 555 Found

  • Filters
 
1
การผดุงระบบประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ 2
A STUDY OF MAINTAINING QUALITY ASSURRANCE OF THE SCHOOLS UNDER THE OFFICES OF PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATIONAL
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ประชุม พันธ์เรือง
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการผดุงระบบประกันคุณภาพการศึกษาแต่ละ ตัวบ่งชี้ตามรายมาตรฐานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 และ 2 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ 2 จำนวน 144 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า สถานศึกษามีการดำเนินการผดุงระบบประกันคุณภาพการศึกษา ดังนี้
    1.ด้านผู้เรียน พบว่า สถานศึกษามีการดำเนินการสร้างความตระหนัก พัฒนาบุคลากร ให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีการวางแผน ดำเนินการตามแผนงานโครงการ และกิจกรรมที่กำหนด มีการประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และนำผลการประเมินไปวางแผนในการพัฒนา
    2.ด้านครู พบว่า สถานศึกษามีการวางแผนพัฒนาครูโดยเข้าร่วมประชุม สัมมนาและไปศึกษาดูงานเพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในเป้าหมายของการจัดการศึกษา มีแผนพัฒนาอัตรากำลัง มอบหมายงานให้ครูตามความรู้ ความสามารถ มีการสร้างขวัญและกำลังใจโดยการจัดอำนวยการความต้องการพื้นฐาน ส่งเสริม สนับสนุนให้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการวิจัยในชั้นเรียน นิเทศ กำกับ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของครูเพื่อนำผลมา วางแผนปรับปรุงการมอบหมายงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น     3.ด้านผู้บริหาร พบว่า ผู้บริหารมีแผนการพัฒนาตนเอง การจัดองค์กร โครงสร้าง พัฒนาหลักสูตร ผลิตและใช้สื่อ พัฒนาคุณภาพ จัดทำธรรมนูญสถานศึกษา ดำเนินการจัดองค์กร โครงสร้างติดแสดงไว้อย่างชัดเจน จัดทำ จัดหาสื่อที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีการประชาสัมพันธ์ระหว่าง โรงเรียนกับชุมชนด้วยวิธีการที่หลากหลาย มีการประเมินผู้บริหารโดยผู้ร่วมงาน นิเทศ กำกับ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนงาน โครงการ กิจกรรมเป็นระยะ นำผลการประเมินไปตรวจสอบความก้าวหน้าและปรับปรุงจัดองค์กร โครงสร้างและการมอบหมายงาน "
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.27 MB)
2chapter1.pdf ( 0.16 MB)
3chapter2.pdf ( 0.10 MB)
4chapter3.pdf ( 0.15 MB)
5chapter4.pdf ( 0.55 MB)
6chapter5.pdf ( 0.56 MB)
7bibliography.pdf ( 0.14 MB)
8appendix.pdf ( 0.47 MB)
9content.pdf ( 0.14 MB)
2
แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2
THE EDUCATIONAL QUALITY ASSURANCE DEVELOPMENT GUIDELINES OF THE SCHOOLS CONSIDERED QUALIFIED ACCORDING TO THE FIRST EXTERNAL QUALITY ASSESSMENT UNDER PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATIONAL SERVICE AREA, AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สุเนตร นิโรจน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
"       การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และนำเสนอแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันคุณภาพการศึกษา โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 17 คน เพื่อพิจารณาความเหมาะสม 2. ผู้บริหารโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก โดยใช้ประชากร จำนวน 140 คน เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามความเหมาะสม และความเป็นไปได้ 5 ตัวเลือก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่ามัธยฐาน (Mdn) ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (IQR) ค่าเฉลี่ย (m ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s)        ผลการวิจัยพบว่า
       1. แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันคุณภาพการศึกษา จำนวน 17 คน มีความเห็นว่า แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา มีความเหมาะสมทั้ง 8 ด้าน 50 รายการ ได้แก่ 1. การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ 2. การพัฒนามาตรฐานการศึกษา 3. การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 4. การดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 5. การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา 6. การประเมินคุณภาพการศึกษา 7. การรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี 8. การผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
       2. แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน ที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก จำนวน 140 คน มีความเห็นว่า แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษามีความเป็นไปได้ทั้ง 8 ด้าน 49 รายการ ยกเว้นด้านการผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในเรื่องการพัฒนางาน/กิจกรรม/โครงการที่ดำเนินการได้ผลดีอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารโรงเรียนมีความเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
       3. แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 มี 8 ด้าน 49 รายการ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.22 MB)
2content.pdf ( 0.40 MB)
3chapter1.pdf ( 0.60 MB)
4chapter3.pdf ( 0.33 MB)
5chapter4.pdf ( 0.98 MB)
6chapter2.pdf ( 1.79 MB)
7chapter5.pdf ( 0.46 MB)
8bibliography.pdf ( 0.24 MB)
9appendix.pdf ( 0.92 MB)
3
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2
The Study of the Relationship between School Administrators ?s Behavior and School Atmosphere in Primary Schools under the offices of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สมนึก จิตรีปลื้ม
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
? ? ? ?The research aims to study the relationship between school administrators ?s behavior and school atmosphere in primary schools under the offices of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2. The samples comprised 194 school administrators. The research instrument for data collection was a statistical analysis, was performed in terms of mean, standard deviation, and correlation coefficient.
? ? ? ?The findings indicated that:
? ? ? ?1. The administrators? leadership was found at a high level. Where the administrators ?s behavior was considered individually, it was found that friendship and activity were at a high level.
? ? ? ?2. School atmosphere as viewed by most school administrators was found widely opened.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.14 MB)
2Content.pdf ( 0.44 MB)
3chapter1.pdf ( 0.26 MB)
4chapter2.pdf ( 0.92 MB)
5chapter3.pdf ( 0.26 MB)
6chapter 4.pdf ( 0.42 MB)
7chapter 5.pdf ( 0.17 MB)
8Bibliography.pdf ( 0.75 MB)
4
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต1 และเขต2
A STUDY OF THE RELATIONSHIP BETWEEN THE ADMINISTRATORS' ACADEMIC LEADERSHIP BEHAVIORS AND THE SCHOOL EFFECTIVENESS UNDER THE JURISDICTION OF PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATION AREA OFFICES IN REGIONS 1 AND 2.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ศรีเพ็ชร จันทร์ส่องศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
????การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1. ศึกษาระดับพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการขอผงผู้บริหารโรงเรียนและระดับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการขอบงผุ้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 3. ศึกษาพฤติกรรม ความเป็นผู้นำทางวิชาการของผผู้บริการโรงเรียนที่มีผลต่อผระวิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 และเขต 2
????กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 201 คน จำโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 เครื่องมืที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมความเป็นผุ่นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนและประสิทธิผลของโรงเรียนสถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย( x) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson?s product-moment correlation coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise multiple regression analysis) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
????1. ระดับพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนโดยภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ การส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการของโรงเรียน การจัดการด้านการเรียนการสอน และการกำหนดภารกิจของโรงเรียน
????2. ระดับประสิทธิผลของโรงเรียนโดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ความสามารถในการแก้ปัญหาในโรงเรียน ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่บีบบังคับได้ดี ความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติเชิงบวก และความสามารถในการผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง
????3. พฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริการโรงเรียนโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05
????4. พฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน โดยภาพรวมมีผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน โดยภาพรวมมี 2 ตัวแปร คือ การส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการของโรงเรียนและการจัดการด้านการเรียนการสอน
5
การศึกษาบทบาทในการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1
A STUDY OF THE PRINCIPALS? ROLES ON SCHOOL CURRICULUM MANAGEMENT OF PHANAKHON SI AYUTTHAYA
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ภัทรา สุขนิคม
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
????การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาบทบาทที่ควรแสดงและความเป็นไปได้ของบทบาทที่ควรแสดงในการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 การศึกษามี 2 ขั้นตอน 1. ขั้นศึกษาบทบาทที่ควรแสดงประชากร คือ ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนแกนนำและโรงเรียนเครือข่าย จำนวน 19 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่ามัธยฐานและพิสัยอินเตอร์ควอไทล์ 2. ขั้นศึกษาบทบาทที่เป็นไปได้ ประชากรคือ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 144 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test
????ผลการวิจัยพบว่า บทบาทที่ผู้บริหารควรแสดงและบทบาทที่เป็นไปในการบริหารจัดการหลักสูตรใน 7 ด้าน คือ 1. ด้านการเตรียมความพร้อม ได้แก่ การสร้างความตระหนักให้แก่ ผู้เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญและยอมรับหลักสูตรสถานศึกษา การแต่งตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ตามความต้องการและจำเป็นของโรงเรียนเพื่อการจัดทำและการบริหารจัดการหลักสูตร ฯลฯ 2. ด้านการจัดทำสาระหลักสูตร ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ตามสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการของผู้เรียนและชุมชน การกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ฯลฯ 3. ด้านการวางแผนดำเนินการใช้หลักสูตร ได้แก่ การสร้างสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ภายในและภายนอกห้องเรียน ฯลฯ 4. ด้านการดำเนินการบริหารหลักสูตร ได้แก่ การกำหนดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนสนองต่อความต้องการ ความสนใจและความถนัดของผู้เรียน การให้กำลังใจและส่งเสริมครูโดยการรับรู้ปัญหา ยกย่อง ชมเชยความพยายามของครูในการจัดการเรียนการสอน ฯลฯ 5. ด้านการนิเทศกำกับติดตาม ได้แก่ การนิเทศ กำกับ ติดตาม การใช้หลักสูตรสถานศึกษา โดยผู้บริหารหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ฯลฯ 6. ด้านการสรุปผลการดำเนินการ ได้แก่ การสรุปความคิดเห็นของครูที่มีต่อการใช้หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ฯลฯ 7. ด้านการปรับปรุง พัฒนาได้แก่ การปรับปรุง พัฒนาสาระเรียนรู้ โครงสร้างเวลาเรียน กิจกรรม และอื่น ๆ ระหว่างดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร ฯลฯ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.11 MB)
2Content.pdf ( 0.12 MB)
3Chapter 1.pdf ( 0.19 MB)
4Chapter 2.pdf ( 0.71 MB)
5Chapter 3.pdf ( 0.18 MB)
6Chapter 4.pdf ( 0.53 MB)
7Chapter 5.pdf ( 0.24 MB)
8Biliography.pdf ( 0.19 MB)
6
แนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2
THE GUIDELINE OF LEARNING ORGANIZATION DEVELOPMENT IN SCHOOLS UNDER THE OFFICE OF PHRANAKHON SI AYUTTHAYAEDUCATIONAL SERVICE AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ปรีชา กองจินดา
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาแนวทาง ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในขั้นศึกษาความเหมาะสมของแนวทาง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา จำนวน 17 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และกลุ่มตัวอย่างขั้นศึกษาความเป็นไปได้ของแนวทาง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 284 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. การศึกษาแนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 พบว่า แนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ คือ แนวปฏิบัติในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในองค์การในด้านการเป็นบุคคลที่รอบรู้ การมีแบบแผนของความคิด การมีวิสัยทัศน์ร่วม การเรียนรู้เป็นทีมและการคิดเชิงระบบ 2. การศึกษาความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 ตามความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ พบว่า แนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้มีความเหมาะสม 3. การศึกษาความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 ตามความคิดเห็นของ ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 พบว่า แนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้มีความเป็นไปได้มาก ABSTRACT The purpose of the research was to investigate the guidelines, the suitability and feasibility of the guideline of learning organization development in schools under the Office of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2. The samples used in studying the suitability of the guideline consisted of 17 educational administration experts. Statistical analysis was performed by median and Inter-Quartile range. The samples used in examining the feasibility of the guideline consisted of 284 school administrators. Statistical analysis was performed in terms of percentage, arithmetic mean, standard deviation, and t-test. The findings indicated the following: 1. the guideline of learning organization development in schools under the Office of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2 showed that the guideline of learning organization development including behavior improvement or change of personnel involving personal mastery, mental model, shared vision, team learning, and systematic thinking. 2. the guideline of learning organization development in schools under the Office of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2 viewed by the educational administration experts was found suitable. 3. the guideline of learning organization development in schools under the Office of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2 viewed by the school administrators was found highly feasible.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1chapter1.pdf ( 0.16 MB)
2chapter2.pdf ( 0.81 MB)
3chapter3.pdf ( 0.15 MB)
4chapter4.pdf ( 0.31 MB)
5chapter5.pdf ( 0.23 MB)
7
รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 และ เขต 2
A MODEL OF SCHOOL ? BASED MANAGEMENT IN SCHOOLS UNDER THEOFFICES OF SARABURI EDUCATIONAL SERVICE AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สมชาย รักญาติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 และเขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา จำนวน 17 คน และ 2) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 168 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t ? test ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 และ เขต 2 มีรูปแบบ มีความเหมาะสม และเป็นไปได้ในระดับมาก ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 23 รายการ ดังนี้ 1) หลักการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน เช่น หลักการ มีส่วนร่วม หลักการกระจายอำนาจ และหลักการบริหารตนเอง 2) จุดมุ่งหมายการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน เช่น เพื่อเป็นการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาไปสู่โรงเรียน เพื่อปฏิรูประบบบริหารการศึกษา และเพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการจัดการศึกษา 3) คุณลักษณะการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน เช่น ด้านภารกิจของโรงเรียน ด้านลักษณะกิจกรรมของโรงเรียน และด้านยุทธศาสตร์การจัดการ และ 4) วิธีดำเนินการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน เช่น โรงเรียนจะต้องประชาสัมพันธ์การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ โรงเรียนกำหนดยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการ และโรงเรียนพัฒนาระบบ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศ ABSTRACT The purposes of the research were to investigate model, suitability and feasibility for a model of school ? based management in schools under the Offices of Saraburi Educational Service Area 1 and 2. The Samples used in studying suitability of the model consisted of 17 educational administration experts. Statistical analysis was performed by mean, median and inter ? quartile. The samples used in examining the feasibility of the model consisted of 168 school administrators. Statistical analysis was performed in terms of percentage, arithmetic mean, standard deviation, and t ? test. The findings indicated as the following : 1. A Model of school ? based management in schools under the Offices of Saraburi Educational Service Area 1 and 2 consisted of the principles of school ? based management in school, purposes of school ? based management in school, the characteristics school ? based management in school, and methods in progress of school ? based management in school. 2. High suitability was found when studying a model of school ? based management in school according to the educational administration experts\'' points of view. 3. High feasibility was found when studying a model of school ? based management in school administration according to the school administrators\'' points of view.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1chapter1.pdf ( 0.17 MB)
2chapter2.pdf ( 0.60 MB)
3chapter3.pdf ( 0.17 MB)
4chapter4.pdf ( 0.26 MB)
5chapter5.pdf ( 0.25 MB)
8
การพัฒนาแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2
THE DEVELOPMENT OF THE GUIDELINES FORLEARNING PROCESS DEVELOPMENT OF BASIC EDUCATION INSTITUTIONS UNDER PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATIONAL SERVICE AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : มณฑา ธาราพงษ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการแนวทางการพัฒนากระบวนการ เรียนรู้ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 2) พัฒนาแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 3) ตรวจสอบ ความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และ 4) ตรวจสอบความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ กระบวนการวิจัยมีอยู่ 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นศึกษาความต้องการแนวทาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ได้มาด้วยการสุ่มแบบเจาะจง การเก็บข้อมูลใช้วิธีการประชุมกลุ่มย่อย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ค่ามัธยฐาน 2) ขั้นพัฒนาแนวทาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ได้มาด้วยการสุ่ม แบบเจาะจง เครื่องมือเป็นแบบตรวจสอบรายการ วิเคราะห์ข้อมูลเป็นค่าร้อยละ 3) ขั้นศึกษา ความเหมาะสมของแนวทาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารการศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 ได้มาด้วยการสุ่มแบบเจาะจงเครื่องมือเป็นแบบสอบถามประเภทมาตรส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่ามัธยฐาน และ 4) ขั้นศึกษาความเป็นไปได้ของแนวทาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 ได้มาด้วยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือเป็นแบบสอบถามประเภทมาตรส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ t ? test เพื่ออ้างอิงค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานต้องการแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในทุกขั้นตอน และ 2) แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีลักษณะตรงตามความต้องการเป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ใน 29 รายการ ของ 5 ขั้นตอน ABSTRACT The purposes of this research were to : 1) study the needs for building the guidelines for learning process development of the personnel who concerned, 2) develop the guidelines for the learning process development, 3) verify the appropriateness of the guidelines for the learning process development, and 4) verify the possibility of the guidelines for the learning process development. Four procedures were used : 1) studying the needs of the guidelines, the samples consisted of the personnel who involved in the learning process development by specific random. Mini group meeting was used for collecting data, and the statistical analysis employed was median, 2) developing the guidelines, the samples consisted of the experts in the learning process development by specific random. Questionnaires were used and statistical analysis employed was percentage, 3) studying the appropriateness of the guidelines, the samples consisted of the administrators in Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2 by specific random. The rating scaled questionnaires were used and statistical analysis employed was median, and 4) studying the possibility of the guidelines, the samples consisted of the administrators in Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2 by simple random sampling. The rating scaled questionnaires were used and statistical analysis employed was t-test used for mean reference The findings are as follows : 1. The personnel who concerned in the learning process development needed every procedure of the guidelines for learning process development. 2. Five procedures with 29 items of the developed guidelines for the learning process development were agreed with the needs and appropriate according to the academic standard.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1chapter1.pdf ( 0.14 MB)
2chapter2.pdf ( 0.29 MB)
3chapter3.pdf ( 0.15 MB)
4chapter4.pdf ( 0.28 MB)
9
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อมั่นในตนเองกับพฤติกรรมการตัดสินใจในการบริหารงานวิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2
THE STUDY OF RELATIONSHIP BETWEEN SELF-CONFIDENCE AND DECISIONMAKING ON ACADEMIC ADMINISTRATION WITH TEACHER?S PARTICIPATIONOF SCHOOLS ADMINISTRATORS UNDER THE OFFICES OF PHRANAKHONSI AYUTTHAYA EDUCATIONAL AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : สมบัติ โล่ห์ทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
????การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความเชื่อมั่นในตนเอง พฤติกรรมการตัดสินใจในการบริหารงานวิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วม และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อมั่น ในตนเองกับพฤติกรรมการตัดสินใจในการบริหารงานวิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วมของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 194 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson\\\\\\\\\\\\\\\''s product moment correlations coefficient) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
????1. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 มีความเชื่อมั่นในตนเองอยู่ในระดับมาก
????2. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 มีพฤติกรรมการตัดสินใจในการบริหารงานวิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วมโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับ คือ ด้านการประเมินผู้เรียน ด้านหลักสูตร ด้านกระบวนการเรียนรู้ และด้านการประกันคุณภาพในสถานศึกษา
????3. ความเชื่อมั่นในตนเองมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตัดสินใจในการบริหารงาน วิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 อยู่ในระดับน้อย (r=0.220)อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยที่ความเชื่อมั่นในตนเองสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการตัดสินใจใน การบริหารงานวิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วมได้ร้อยละ 4.8
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1content.pdf ( 0.18 MB)
2chapter 1.pdf ( 0.14 MB)
3chapter 2.pdf ( 0.61 MB)
4chapter 3.pdf ( 0.15 MB)
5chapter 4.pdf ( 0.38 MB)
6chapter 5.pdf ( 0.11 MB)
7bibliography.pdf ( 0.20 MB)
8appendix.pdf ( 0.43 MB)
10
การเปรียบเทียบกระบวนการบริหารการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 และเขต 2 ที่มีพื้นฐานความรู้ทางการบริหารการศึกษาและประสบการณ์ฝึกอบรมแตกต่างกัน
THE COMPARISON OF ADMINISTRATION APPLYING LOCAL WISDOM TO EDUCATIONMANAGEMENT BETWEEN THE ADMINISTRATORS WITH DIFFERENT BACKGROUNDKNOWLEDGE ON EDUCATIONAL ADMINISTRATION AND TRAINING EXPERIENCES OFTHE PRIMARY SCHOOLS UNDER THE OFFICES OF PHRANAKHON SIAYUTTHAYA EDUCATIONAL SERVICE AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : สุชาติ ทองมา
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
????ความมุ่งหมายในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1) เพื่อศึกษากระบวนการบริหารการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบกระบวนการบริหารการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่มีพื้นฐานความรู้ทางการบริหารการศึกษาแตกต่างกัน 3) เพื่อเปรียบเทียบกระบวนการบริหารการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่มีประสบการณ์ การฝึกอบรมแตกต่างกัน 4) เพื่อเปรียบเทียบกระบวนการบริหารการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่มีพื้นฐานความรู้ทางการบริหารการศึกษาและประสบการณ์การฝึกอบรมแตกต่างกัน
????กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 และเขต 2 ที่มีพื้นฐานความรู้ทางการบริหารการศึกษาและประสบการณ์ฝึกอบรมแตกต่างกัน จำนวน 185 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.9745 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำเร็จรูป SPSS for Windows V.12 ค่าสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two ? Way Analysis of Variances) และหากพบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้วิจัยจะทำการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยเป็นคู่ต่อ (Post Hoc Analysis) ด้วยวิธีการของเกมส์ ? โฮเวลล์ (Games ? Howell) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
????1. ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 มีกระบวนการบริหารการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการศึกษา โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ การจัดองค์การ การประสานงาน การใช้อิทธิพลหรือการจูงใจ การวางแผน และการประเมินผล
????2. ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ที่มีพื้นฐานความรู้ทางการบริหารการศึกษาแตกต่างกันจะมีกระบวนการบริหารการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการศึกษาโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน
????3. ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ที่มีประสบการณ์การฝึกอบรมแตกต่างกัน จะมีกระบวนการบริหารการนำ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการศึกษาโดยภาพรวมแตกต่างกัน โดยผู้บริหารโรงเรียนที่มีประสบการณ์การฝึกอบรม 0 ? 5 ครั้ง จะมีกระบวนการบริหารการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการศึกษาโดยภาพรวมน้อยกว่าผู้บริหารโรงเรียนที่มีประสบการณ์การฝึกอบรมเกิน 5 ครั้ง
????4. ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา พระนครศรีอยุธยาเขต 1 และเขต 2 ที่มีพื้นฐานความรู้ทางการบริหารการศึกษาและประสบการณ์การฝึกอบรมแตกต่างกันจะมีกระบวนการบริหารการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการศึกษาโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1content.pdf ( 0.21 MB)
2chapter 1.pdf ( 0.19 MB)
3chapter 2.pdf ( 0.74 MB)
4chapter 3.pdf ( 0.14 MB)
5chapter 4.pdf ( 1.09 MB)
6chapter 5.pdf ( 0.12 MB)
7bibliography.pdf ( 0.17 MB)
8appendix.pdf ( 0.50 MB)
11
การศึกษาเจตคติของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 และเขต 2 ต่อการถ่ายโอนอำนาจการจัดการศึกษาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
THE STUDY OF ATTITUDES OF TEACHERS UNDER THE OFFICES OF PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATIONAL AREA ZONE 1 AND 2 TOWARDS AUTHORITY TRANSFER ON EDUCATION MANAGEMENT TOLOCAL ADMINISTRATIVE UNITS
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : สุพจน์ ชาตินันท์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
????การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาเจตคติของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ต่อการถ่ายโอนอำนาจการจัดการศึกษาสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และเพื่อเปรียบเทียบเจตคติของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ต่อการถ่ายโอนอำนาจการจัดการศึกษาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำแนกตามสถานภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 และเขต 2 ปีการศึกษา 2546 จำนวน 352 คน กำหนดขนาดของ กลุ่มตัวอย่างจากตารางเครจซี่และมอร์แกน ที่ระดับความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 และทำการวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test (Independent Two Sample t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ????ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
????1. ครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 มีเจตคติต่อการถ่ายโอนอำนาจการจัดการศึกษาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรวมและแยกเป็นรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้นเจตคติด้านความมั่นคงในรายได้และ สิทธิประโยชน์ตอบแทน และด้านโอกาสความก้าวหน้าในงานอยู่ในระดับน้อย
????2. ผลการศึกษาเปรียบเทียบเจตคติของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ต่อการถ่ายโอนอำนาจการจัดการศึกษาสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พบว่า ครูที่มี เพศ ตำแหน่ง อายุ อายุราชการ และระดับการศึกษาต่างกัน มีเจตคติต่อการถ่ายโอนอำนาจการจัดการศึกษาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1content.pdf ( 0.30 MB)
2chapter 1.pdf ( 0.16 MB)
3chapter 2.pdf ( 0.82 MB)
4chapter 3.pdf ( 0.13 MB)
5chapter 4.pdf ( 0.61 MB)
6chapter 5.pdf ( 0.11 MB)
7bibliography.pdf ( 0.13 MB)
8appendix.pdf ( 0.32 MB)
12
การศึกษาสภาพปัญหาการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2
THE STUDY OF TEAMWORK PROBLEMS IN SCHOOLS ACCORDING TO OPINIONSOF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER THE OFFICES OFPHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATIONALAREA, ZONE 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : อดิศร สุภาพคำ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
????การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสภาพปัญหาการทำงานเป็นทีม ของบุคลากรในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 251 คน ซึ่งได้มาจากการ สุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ทำการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS/PC Version 12.0 หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและเปรียบเทียบพหุคูณโดยใช้วิธี เชฟเฟ่
????ผลการวิจัยมีดังนี้
????1. สภาพปัญหาการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหาร สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 องค์ประกอบ ด้านสมาชิก ด้านผู้นำกลุ่มและด้านการจัดการ ในภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง
????2. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาซึ่งมีขนาดแตกต่างกันมีความคิดเห็นว่าสภาพปัญหาการทำงาน เป็นทีมของบุคลากรในสถานศึกษาจำแนกตามองค์ประกอบด้านสมาชิกในภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีความแตกต่างกันระหว่างสถานศึกษาขนาดเล็กกับ สถานศึกษาขนาดกลาง
????3. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ที่ ปฏิบัติงานในสถานศึกษาซึ่งมีขนาดแตกต่างกันมีความคิดเห็นว่าสภาพปัญหาการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษา จำแนกตามองค์ประกอบด้านผู้นำกลุ่ม ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมี ความแตกต่างกันระหว่างสถานศึกษาขนาดเล็กกับสถานศึกษาขนาดกลาง
????4. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ที่ ปฏิบัติงานในสถานศึกษาซึ่งมีขนาดแตกต่างกันมีความคิดเห็นว่าสภาพปัญหา การทำงานเป็นทีมในสถาน ศึกษาจำแนกตามองค์ประกอบด้านการจัดการในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมี ความแตกต่างกันระหว่างสถานศึกษาขนาดเล็กกับ สถานศึกษาขนาดกลาง
????5. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ที่ ปฏิบัติงานในสถานศึกษาซึ่งมีขนาดแตกต่างกันมีความคิดเห็นว่าสภาพปัญหา การทำงานเป็นทีมในสถาน ศึกษาในภาพรวมทุกองค์ประกอบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยทุกองค์ประกอบมีความ แตกต่างกันระหว่างสถานศึกษาขนาดเล็กกับสถานศึกษาขนาดกลาง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1content.pdf ( 0.17 MB)
2chapter 1.pdf ( 0.14 MB)
3chapter 2.pdf ( 0.33 MB)
4chapter 3.pdf ( 0.14 MB)
5chapter 4.pdf ( 0.30 MB)
6chapter 5.pdf ( 0.14 MB)
7bibliography.pdf ( 0.13 MB)
8appendix.pdf ( 0.09 MB)
13
การศึกษาการบริหารจัดการหลักสูตรอิสลามศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2.
A STUDY ON ISLAMIC STUDY CURRICULUM MANAGEMENT AND ADMINISTRATION OF THE SCHOOLS UNDER PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATIONAL SERVICE AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พิสิทธิ์ สุขสาลี
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
????The research aims to study the management and administration, problem and guidelines in solving problems of the management and administration of the Islamic Study Curriculum. The population used in the study were 21 schools where used the Islamic Study Curriculum. The instruments for data collection were a set of recorded information and structured interviews. Data were analyzed by statistical frequency and percentage. The finding indicated that:
????1. Most schools performed the Islamic Study Curriculum management and administration comprising 7 missions: readiness preparation, designing Islamic Study Curriculum, planning for curriculum usage, management and administration in performance, curriculum supervision, monitoring, following up and evaluating the curriculum implementation, and curriculum improvement and development. Some missions which most schools did not perform was the third mission: planning for curriculum usage in supporting and promoting teachers for researching and bringing the finding to the teaching and learning development.
????2. Most schools did not have problems in the Islamic Study Curriculum management and administration. Only some schools had problems in some missions, especially the fifth mission: curriculum supervision, monitoring, following up and evaluating the curriculum, and the seventh mission: curriculum improvement and development.
????3. The schools had guidelines in solving problems by developing their personnel in curriculum, information and communication system by training, observing, arranging meeting, providing documents. The curriculum had been done with public relation. The internal quality assurance system planning and implementing of supervision were set. Resources were gathered by request from government budget and community donation.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract&content.pdf ( 0.15 MB)
2chapter1.pdf ( 0.22 MB)
3chapter2.pdf ( 0.85 MB)
4chapter3.pdf ( 0.12 MB)
5chapter4.pdf ( 0.43 MB)
6chapter5.pdf ( 0.19 MB)
7appendix.pdf ( 0.68 MB)
8bibliography.pdf ( 0.19 MB)
14
การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานในโรงเรียนของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2
AN ANALYSIS OF FACTORS RELATED TO THE PARTICIPATION OF THE FOUNDATIONEDUCATION COMMITTEE IN SECONDARY SCHOOLS UNDER THE OFFICES OF PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATIONAL SERVICE AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : มณฑาทิพย์ ไต่เป็นสุข
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
????การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติงานในโรงเรียนของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 2) เพื่อคัดสรรปัจจัยที่เมื่อร่วมกันแล้วมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานในโรงเรียน ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต1 และเขต 2 มากที่สุด โดยใช้กระบวนการทางสถิติ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 จำนวน 232 คน โดยมีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น แบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ของลิเคอร์ท มีค่าความเชื่อมั่นสำหรับแบบสอบถามวัด ความตระหนักในความสำคัญของการมีส่วนร่วมเท่ากับ 0.88 ความเชื่อมั่นใน ความสามารถของตนเองที่จะเข้าร่วมปฏิบัติงานเท่ากับ 0.95 ความคาดหวังในผลที่จะได้รับจากการ มีส่วนร่วมเท่ากับ 0.93 และการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานเท่ากับ 0.98
????ผลการวิจัยพบว่า
????1.ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 นั้นเป็นไปได้ที่ความตระหนักในความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานในโรงเรียน ความคาดหวังในผลที่จะได้รับจากการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานในโรงเรียน และความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองที่จะเข้าร่วมปฏิบัติงาน ในโรงเรียนร่วมกันมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานในโรงเรียนของคณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยปัจจัยทั้ง 3 ตัว ร่วมกัน สามารถกำหนดความแปรปรวนของการมี ส่วนร่วมในการปฏิบัติงานในโรงเรียนของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานได้ประมาณร้อยละ 61
????2.การคัดสรรปัจจัยโดยใช้กระบวนการทางสถิติที่ระดับความมีนัยสำคัญ 0.05 พบว่าเป็นไปได้ที่ ความตระหนักในความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานในโรงเรียน และความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองที่จะเข้าร่วมปฏิบัติงานในโรงเรียน เป็นกลุ่มปัจจัยที่ เมื่อร่วมกันแล้วมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานในโรงเรียนของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมากที่สุด โดยปัจจัยทั้งสองร่วมกันสามารถกำหนดความแปรปรวนในการ มีส่วนร่วมปฏิบัติงานโรงเรียนของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานได้ประมาณร้อยละ 60
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.24 MB)
2content.pdf ( 0.17 MB)
3chapter1.pdf ( 0.20 MB)
4chapter2.pdf ( 0.48 MB)
5chapter3.pdf ( 0.16 MB)
6chapter4.pdf ( 0.28 MB)
7chapter5.pdf ( 0.17 MB)
8bibliography.pdf ( 0.16 MB)
9appendix.pdf ( 0.19 MB)
15
ความรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติตามการประกันสังคมของนายจ้างที่มีต่อลูกจ้างตั้งแต่ 1 ? 9 คนในเขตจังหวัดสระบุรี
THE KNOWNEDGE, UNDERSTANDING AND PRACTICE OF EMPLOYERS TOWARDS THEIR WORKERS IN THE 1-9 PERSON RANGE ACCORDING TO THE SOCAIL SECURITY IN SARABURI PROVINCE
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : อรทิพา เชื้อแดง
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้ความเข้าใจด้านการประกันสังคมของนายจ้างที่มีต่อการปฏิบัติงานด้านการประกันสังคมในเขตจังหวัดสระบุรี 2) ศึกษาการปฏิบัติงานด้านประกันสังคมของนายจ้างในเขตจังหวัดสระบุรี 3) เปรียบเทียบการปฏิบัติตามการประกันสังคมของนายจ้างจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และความรู้ความเข้าใจด้านการประกันสังคม และ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความรู้ความเข้าใจด้านการประกันสังคม ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นายจ้าง จำนวน 296 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบสอบถามนายจ้าง สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test F ? test และค่าไค-สแควร์ ผลการศึกษาพบว่า 1. ความรู้ความเข้าใจทางด้านการประกันสังคม พบว่า นายจ้างส่วนใหญ่มีความรู้ในระดับปานกลาง โดยมีความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกันสังคมมากที่สุดในเรื่อง ลูกจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี บริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปี และมีความรู้น้อยที่สุดในเรื่อง ผู้ประกันตนหญิงได้รับเฉพาะค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายให้ครั้งละ 4,000 บาท 2. การปฏิบัติงานด้านประกันสังคมของนายจ้าง พบว่า นายจ้างส่วนใหญ่มีการปฏิบัติงาน ด้านประกันสังคมภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยมีการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติประกันสังคมในระดับมาก และด้านการปฏิบัติงานเกี่ยวกับเงินสมทบมีการปฏิบัติในระดับปานกลาง 3. จากการเปรียบเทียบการปฏิบัติตามการประกันสังคมพบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ในสถานประกอบการ ระยะเวลาเข้าสู่ระบบการประกันสังคมแตกต่างกันมีการปฏิบัติตามแตกต่างกัน ยกเว้นจำนวนลูกจ้างแตกต่างกันมีการปฏิบัติตามไม่แตกต่างกันและการปฏิบัติตามการประกันสังคมแตกต่างกันมีความรู้ความเข้าใจด้านประกันสังคมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความรู้ความเข้าใจด้านการประกันสังคมพบว่า อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาเข้าสู่ระบบการประกันสังคมมีความสัมพันธ์กับความรู้ความเข้าใจด้านประกันสังคม ยกเว้น เพศ ตำแหน่งหน้าที่ในสถานประกอบการและจำนวนลูกจ้างไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้ความเข้าใจด้านการประกันสังคม ABSTRACT This research aims to: 1) examine the employers? knowledge and understanding of the social security in Saraburi Province; 2) study the employers? practice in line with the social security in Saraburi Province; 3) compare the employers? practice in line with the social security, categorized by their personal factors, with their knowledge and understanding of the social security; and 4) investigate the relationship between the employers? personal factors and their knowledge and understanding of the social security. The sample group consisted of 296 employers. Data was collected through the use of questionnaire using descriptive statistics of frequencies, t-test, F-test, and chi-square. Findings indicated that: 1. The employers? levels of knowledge and understanding of the social security were moderate with the knowledge about the Social Security Act concerning the fact that workers registering with the Social Security Office were those aged not less than 15 years and not over 60 years were at the highest level. The employers? levels of knowledge and understanding regarding the fact that only a subsidy of Baht 4,000 is granted for an eligible female worker who undertakes delivering were at the lowest level. 2. Overall the employers? practice was in line with the social security at a high level. The compliance with the Social Security Act was at a high level. The work involving subsidies was performed at a moderate level. 3. The employers? practice in accordance with the social security varied in line with their gender, age, education background, position in the business, and period of participating the social security system. The number of workers did not affect the employers? compliance with the social security. Difference in the employers? practice in accordance with the social security did not affect their knowledge and understanding of the social security with significance level of 0.05. 4. The analysis of the relationship between the employers? personal factors and their knowledge and understanding of the social security showed that their age, education background, and period of participating the social security system related to their knowledge and understanding. The employers? gender, position in the business, and number of workers did not relate to their knowledge and understanding of the social security.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1chapter1.pdf ( 0.13 MB)
2chapter2.pdf ( 0.38 MB)
3chapter3.pdf ( 0.12 MB)
4chapter4.pdf ( 0.30 MB)
5chapter5.pdf ( 0.11 MB)

Search within results