Search Result 823 Found

  • Filters
 
1
การผดุงระบบประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ 2
A STUDY OF MAINTAINING QUALITY ASSURRANCE OF THE SCHOOLS UNDER THE OFFICES OF PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATIONAL
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ประชุม พันธ์เรือง
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการผดุงระบบประกันคุณภาพการศึกษาแต่ละ ตัวบ่งชี้ตามรายมาตรฐานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 และ 2 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ 2 จำนวน 144 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า สถานศึกษามีการดำเนินการผดุงระบบประกันคุณภาพการศึกษา ดังนี้
    1.ด้านผู้เรียน พบว่า สถานศึกษามีการดำเนินการสร้างความตระหนัก พัฒนาบุคลากร ให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีการวางแผน ดำเนินการตามแผนงานโครงการ และกิจกรรมที่กำหนด มีการประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และนำผลการประเมินไปวางแผนในการพัฒนา
    2.ด้านครู พบว่า สถานศึกษามีการวางแผนพัฒนาครูโดยเข้าร่วมประชุม สัมมนาและไปศึกษาดูงานเพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในเป้าหมายของการจัดการศึกษา มีแผนพัฒนาอัตรากำลัง มอบหมายงานให้ครูตามความรู้ ความสามารถ มีการสร้างขวัญและกำลังใจโดยการจัดอำนวยการความต้องการพื้นฐาน ส่งเสริม สนับสนุนให้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการวิจัยในชั้นเรียน นิเทศ กำกับ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของครูเพื่อนำผลมา วางแผนปรับปรุงการมอบหมายงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น     3.ด้านผู้บริหาร พบว่า ผู้บริหารมีแผนการพัฒนาตนเอง การจัดองค์กร โครงสร้าง พัฒนาหลักสูตร ผลิตและใช้สื่อ พัฒนาคุณภาพ จัดทำธรรมนูญสถานศึกษา ดำเนินการจัดองค์กร โครงสร้างติดแสดงไว้อย่างชัดเจน จัดทำ จัดหาสื่อที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีการประชาสัมพันธ์ระหว่าง โรงเรียนกับชุมชนด้วยวิธีการที่หลากหลาย มีการประเมินผู้บริหารโดยผู้ร่วมงาน นิเทศ กำกับ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนงาน โครงการ กิจกรรมเป็นระยะ นำผลการประเมินไปตรวจสอบความก้าวหน้าและปรับปรุงจัดองค์กร โครงสร้างและการมอบหมายงาน "
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.27 MB)
2chapter1.pdf ( 0.16 MB)
3chapter2.pdf ( 0.10 MB)
4chapter3.pdf ( 0.15 MB)
5chapter4.pdf ( 0.55 MB)
6chapter5.pdf ( 0.56 MB)
7bibliography.pdf ( 0.14 MB)
8appendix.pdf ( 0.47 MB)
9content.pdf ( 0.14 MB)
2
แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2
THE EDUCATIONAL QUALITY ASSURANCE DEVELOPMENT GUIDELINES OF THE SCHOOLS CONSIDERED QUALIFIED ACCORDING TO THE FIRST EXTERNAL QUALITY ASSESSMENT UNDER PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATIONAL SERVICE AREA, AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สุเนตร นิโรจน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
"       การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และนำเสนอแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันคุณภาพการศึกษา โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 17 คน เพื่อพิจารณาความเหมาะสม 2. ผู้บริหารโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก โดยใช้ประชากร จำนวน 140 คน เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามความเหมาะสม และความเป็นไปได้ 5 ตัวเลือก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่ามัธยฐาน (Mdn) ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (IQR) ค่าเฉลี่ย (m ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s)        ผลการวิจัยพบว่า
       1. แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันคุณภาพการศึกษา จำนวน 17 คน มีความเห็นว่า แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา มีความเหมาะสมทั้ง 8 ด้าน 50 รายการ ได้แก่ 1. การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ 2. การพัฒนามาตรฐานการศึกษา 3. การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 4. การดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 5. การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา 6. การประเมินคุณภาพการศึกษา 7. การรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี 8. การผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
       2. แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน ที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก จำนวน 140 คน มีความเห็นว่า แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษามีความเป็นไปได้ทั้ง 8 ด้าน 49 รายการ ยกเว้นด้านการผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในเรื่องการพัฒนางาน/กิจกรรม/โครงการที่ดำเนินการได้ผลดีอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารโรงเรียนมีความเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
       3. แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 มี 8 ด้าน 49 รายการ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.22 MB)
2content.pdf ( 0.40 MB)
3chapter1.pdf ( 0.60 MB)
4chapter3.pdf ( 0.33 MB)
5chapter4.pdf ( 0.98 MB)
6chapter2.pdf ( 1.79 MB)
7chapter5.pdf ( 0.46 MB)
8bibliography.pdf ( 0.24 MB)
9appendix.pdf ( 0.92 MB)
3
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2
The Study of the Relationship between School Administrators ?s Behavior and School Atmosphere in Primary Schools under the offices of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สมนึก จิตรีปลื้ม
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
? ? ? ?The research aims to study the relationship between school administrators ?s behavior and school atmosphere in primary schools under the offices of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2. The samples comprised 194 school administrators. The research instrument for data collection was a statistical analysis, was performed in terms of mean, standard deviation, and correlation coefficient.
? ? ? ?The findings indicated that:
? ? ? ?1. The administrators? leadership was found at a high level. Where the administrators ?s behavior was considered individually, it was found that friendship and activity were at a high level.
? ? ? ?2. School atmosphere as viewed by most school administrators was found widely opened.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.14 MB)
2Content.pdf ( 0.44 MB)
3chapter1.pdf ( 0.26 MB)
4chapter2.pdf ( 0.92 MB)
5chapter3.pdf ( 0.26 MB)
6chapter 4.pdf ( 0.42 MB)
7chapter 5.pdf ( 0.17 MB)
8Bibliography.pdf ( 0.75 MB)
4
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต1 และเขต2
A STUDY OF THE RELATIONSHIP BETWEEN THE ADMINISTRATORS' ACADEMIC LEADERSHIP BEHAVIORS AND THE SCHOOL EFFECTIVENESS UNDER THE JURISDICTION OF PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATION AREA OFFICES IN REGIONS 1 AND 2.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ศรีเพ็ชร จันทร์ส่องศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
????การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1. ศึกษาระดับพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการขอผงผู้บริหารโรงเรียนและระดับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการขอบงผุ้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 3. ศึกษาพฤติกรรม ความเป็นผู้นำทางวิชาการของผผู้บริการโรงเรียนที่มีผลต่อผระวิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 และเขต 2
????กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 201 คน จำโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 เครื่องมืที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมความเป็นผุ่นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนและประสิทธิผลของโรงเรียนสถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย( x) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson?s product-moment correlation coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise multiple regression analysis) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
????1. ระดับพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนโดยภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ การส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการของโรงเรียน การจัดการด้านการเรียนการสอน และการกำหนดภารกิจของโรงเรียน
????2. ระดับประสิทธิผลของโรงเรียนโดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ความสามารถในการแก้ปัญหาในโรงเรียน ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่บีบบังคับได้ดี ความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติเชิงบวก และความสามารถในการผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง
????3. พฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริการโรงเรียนโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05
????4. พฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน โดยภาพรวมมีผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน โดยภาพรวมมี 2 ตัวแปร คือ การส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการของโรงเรียนและการจัดการด้านการเรียนการสอน
5
การศึกษาบทบาทในการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1
A STUDY OF THE PRINCIPALS? ROLES ON SCHOOL CURRICULUM MANAGEMENT OF PHANAKHON SI AYUTTHAYA
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ภัทรา สุขนิคม
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
????การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาบทบาทที่ควรแสดงและความเป็นไปได้ของบทบาทที่ควรแสดงในการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 การศึกษามี 2 ขั้นตอน 1. ขั้นศึกษาบทบาทที่ควรแสดงประชากร คือ ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนแกนนำและโรงเรียนเครือข่าย จำนวน 19 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่ามัธยฐานและพิสัยอินเตอร์ควอไทล์ 2. ขั้นศึกษาบทบาทที่เป็นไปได้ ประชากรคือ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 144 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test
????ผลการวิจัยพบว่า บทบาทที่ผู้บริหารควรแสดงและบทบาทที่เป็นไปในการบริหารจัดการหลักสูตรใน 7 ด้าน คือ 1. ด้านการเตรียมความพร้อม ได้แก่ การสร้างความตระหนักให้แก่ ผู้เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญและยอมรับหลักสูตรสถานศึกษา การแต่งตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ตามความต้องการและจำเป็นของโรงเรียนเพื่อการจัดทำและการบริหารจัดการหลักสูตร ฯลฯ 2. ด้านการจัดทำสาระหลักสูตร ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ตามสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการของผู้เรียนและชุมชน การกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ฯลฯ 3. ด้านการวางแผนดำเนินการใช้หลักสูตร ได้แก่ การสร้างสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ภายในและภายนอกห้องเรียน ฯลฯ 4. ด้านการดำเนินการบริหารหลักสูตร ได้แก่ การกำหนดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนสนองต่อความต้องการ ความสนใจและความถนัดของผู้เรียน การให้กำลังใจและส่งเสริมครูโดยการรับรู้ปัญหา ยกย่อง ชมเชยความพยายามของครูในการจัดการเรียนการสอน ฯลฯ 5. ด้านการนิเทศกำกับติดตาม ได้แก่ การนิเทศ กำกับ ติดตาม การใช้หลักสูตรสถานศึกษา โดยผู้บริหารหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ฯลฯ 6. ด้านการสรุปผลการดำเนินการ ได้แก่ การสรุปความคิดเห็นของครูที่มีต่อการใช้หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ฯลฯ 7. ด้านการปรับปรุง พัฒนาได้แก่ การปรับปรุง พัฒนาสาระเรียนรู้ โครงสร้างเวลาเรียน กิจกรรม และอื่น ๆ ระหว่างดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร ฯลฯ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.11 MB)
2Content.pdf ( 0.12 MB)
3Chapter 1.pdf ( 0.19 MB)
4Chapter 2.pdf ( 0.71 MB)
5Chapter 3.pdf ( 0.18 MB)
6Chapter 4.pdf ( 0.53 MB)
7Chapter 5.pdf ( 0.24 MB)
8Biliography.pdf ( 0.19 MB)
6
การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมของสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : วัฒนา สุขานุยุทธ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Chapter 1-5.pdf ( 1.41 MB)
7
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนกับปริมาณงานวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต1 และเขต2
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : วิเชียร สามิภักดิ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.07 MB)
2Chapter 1.pdf ( 0.21 MB)
3Chapter 2.pdf ( 0.80 MB)
4Chapter 3.pdf ( 0.20 MB)
5Chapter 4.pdf ( 0.62 MB)
6Chapter 5.pdf ( 0.25 MB)
7Bibliography.pdf ( 0.62 MB)
8
การพัฒนาแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาที่มีคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต1และ เขต2
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สุรศักดิ์ ศิริ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Chapter 1.pdf ( 0.24 MB)
2Chapter 2.pdf ( 0.80 MB)
3Chapter 3.pdf ( 0.23 MB)
4Chapter 4.pdf ( 0.47 MB)
5Chapter 5.pdf ( 0.19 MB)
6Bibliography.pdf ( 0.15 MB)
11
แนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2
THE GUIDELINE OF LEARNING ORGANIZATION DEVELOPMENT IN SCHOOLS UNDER THE OFFICE OF PHRANAKHON SI AYUTTHAYAEDUCATIONAL SERVICE AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ปรีชา กองจินดา
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาแนวทาง ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในขั้นศึกษาความเหมาะสมของแนวทาง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา จำนวน 17 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และกลุ่มตัวอย่างขั้นศึกษาความเป็นไปได้ของแนวทาง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 284 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. การศึกษาแนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 พบว่า แนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ คือ แนวปฏิบัติในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในองค์การในด้านการเป็นบุคคลที่รอบรู้ การมีแบบแผนของความคิด การมีวิสัยทัศน์ร่วม การเรียนรู้เป็นทีมและการคิดเชิงระบบ 2. การศึกษาความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 ตามความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ พบว่า แนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้มีความเหมาะสม 3. การศึกษาความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 ตามความคิดเห็นของ ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 พบว่า แนวทางการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้มีความเป็นไปได้มาก ABSTRACT The purpose of the research was to investigate the guidelines, the suitability and feasibility of the guideline of learning organization development in schools under the Office of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2. The samples used in studying the suitability of the guideline consisted of 17 educational administration experts. Statistical analysis was performed by median and Inter-Quartile range. The samples used in examining the feasibility of the guideline consisted of 284 school administrators. Statistical analysis was performed in terms of percentage, arithmetic mean, standard deviation, and t-test. The findings indicated the following: 1. the guideline of learning organization development in schools under the Office of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2 showed that the guideline of learning organization development including behavior improvement or change of personnel involving personal mastery, mental model, shared vision, team learning, and systematic thinking. 2. the guideline of learning organization development in schools under the Office of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2 viewed by the educational administration experts was found suitable. 3. the guideline of learning organization development in schools under the Office of Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2 viewed by the school administrators was found highly feasible.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1chapter1.pdf ( 0.16 MB)
2chapter2.pdf ( 0.81 MB)
3chapter3.pdf ( 0.15 MB)
4chapter4.pdf ( 0.31 MB)
5chapter5.pdf ( 0.23 MB)
12
รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 และ เขต 2
A MODEL OF SCHOOL ? BASED MANAGEMENT IN SCHOOLS UNDER THEOFFICES OF SARABURI EDUCATIONAL SERVICE AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สมชาย รักญาติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 และเขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา จำนวน 17 คน และ 2) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 168 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t ? test ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 และ เขต 2 มีรูปแบบ มีความเหมาะสม และเป็นไปได้ในระดับมาก ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 23 รายการ ดังนี้ 1) หลักการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน เช่น หลักการ มีส่วนร่วม หลักการกระจายอำนาจ และหลักการบริหารตนเอง 2) จุดมุ่งหมายการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน เช่น เพื่อเป็นการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาไปสู่โรงเรียน เพื่อปฏิรูประบบบริหารการศึกษา และเพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการจัดการศึกษา 3) คุณลักษณะการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน เช่น ด้านภารกิจของโรงเรียน ด้านลักษณะกิจกรรมของโรงเรียน และด้านยุทธศาสตร์การจัดการ และ 4) วิธีดำเนินการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียน เช่น โรงเรียนจะต้องประชาสัมพันธ์การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ โรงเรียนกำหนดยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการ และโรงเรียนพัฒนาระบบ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศ ABSTRACT The purposes of the research were to investigate model, suitability and feasibility for a model of school ? based management in schools under the Offices of Saraburi Educational Service Area 1 and 2. The Samples used in studying suitability of the model consisted of 17 educational administration experts. Statistical analysis was performed by mean, median and inter ? quartile. The samples used in examining the feasibility of the model consisted of 168 school administrators. Statistical analysis was performed in terms of percentage, arithmetic mean, standard deviation, and t ? test. The findings indicated as the following : 1. A Model of school ? based management in schools under the Offices of Saraburi Educational Service Area 1 and 2 consisted of the principles of school ? based management in school, purposes of school ? based management in school, the characteristics school ? based management in school, and methods in progress of school ? based management in school. 2. High suitability was found when studying a model of school ? based management in school according to the educational administration experts\'' points of view. 3. High feasibility was found when studying a model of school ? based management in school administration according to the school administrators\'' points of view.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1chapter1.pdf ( 0.17 MB)
2chapter2.pdf ( 0.60 MB)
3chapter3.pdf ( 0.17 MB)
4chapter4.pdf ( 0.26 MB)
5chapter5.pdf ( 0.25 MB)
13
การพัฒนาแนวทางการบริหารการเงินในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 กรณีศึกษา : โรงเรียนวัดศรีภวังค์ โรงเรียนวัดทำใหม่ และโรงเรียนวัดลาดระโหง
A GUIDELINE DEVELOPMENT OF THE FINANCIAL MANAGEMENT OF THE SMALL-SIZED SCHOOLS UNDER THE OFFICE OF PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATIONAL SERVICE AREA 1 AND 2 A CASE STUDY ; WAT SRIPAWANG SCHOOL,WATTAMMAI SCHOOL, AND WAT RADRAHONG SCHOOL
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : สุพจน์ สงวนงาม
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารการเงิน และประเมินการใช้แนวทางการบริหารการเงินในสถานศึกษาขนาดเล็ก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ โรงเรียนวัดศรีภวังค์ โรงเรียนวัดทำใหม่ และโรงเรียนวัดลาดระโหง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการวิจัย เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ สมุดบันทึก แบบสอบถาม คู่มือแนวทางการบริหารการเงิน เทปบันทึกเสียง และกล้องบันทึกภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ผลการพัฒนาแนวทางการบริหารการเงิน ในสถานศึกษาขนาดเล็ก ตรงตามสภาพปัญหาและความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษา ครู กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียน ได้แนวทางการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและ ความต้องการ 2) การวางแผน 3) การปฏิบัติตามแผน 4) การควบคุมและ ติดตาม 5) การประเมินผลและการรายงานผล ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษา ครู กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง นักเรียน มีความพึงพอใจ ต่อแนวทางการบริหารการเงิน และเห็นว่าแนวทางการบริหารการเงิน ทั้ง 5 ขั้นตอน มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางการบริหารการเงินในสถานศึกษาขนาดเล็ก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.23 MB)
2appendix.pdf ( 0.42 MB)
3bibliography.pdf ( 0.16 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.20 MB)
5chapter 2.pdf ( 0.54 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.12 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.19 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.14 MB)
9title.pdf ( 0.16 MB)
14
การพัฒนาแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2
THE DEVELOPMENT OF THE GUIDELINES FORLEARNING PROCESS DEVELOPMENT OF BASIC EDUCATION INSTITUTIONS UNDER PHRANAKHON SI AYUTTHAYA EDUCATIONAL SERVICE AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : มณฑา ธาราพงษ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการแนวทางการพัฒนากระบวนการ เรียนรู้ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 2) พัฒนาแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 3) ตรวจสอบ ความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และ 4) ตรวจสอบความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ กระบวนการวิจัยมีอยู่ 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นศึกษาความต้องการแนวทาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ได้มาด้วยการสุ่มแบบเจาะจง การเก็บข้อมูลใช้วิธีการประชุมกลุ่มย่อย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ค่ามัธยฐาน 2) ขั้นพัฒนาแนวทาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ได้มาด้วยการสุ่ม แบบเจาะจง เครื่องมือเป็นแบบตรวจสอบรายการ วิเคราะห์ข้อมูลเป็นค่าร้อยละ 3) ขั้นศึกษา ความเหมาะสมของแนวทาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารการศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 ได้มาด้วยการสุ่มแบบเจาะจงเครื่องมือเป็นแบบสอบถามประเภทมาตรส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่ามัธยฐาน และ 4) ขั้นศึกษาความเป็นไปได้ของแนวทาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ เขต 2 ได้มาด้วยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือเป็นแบบสอบถามประเภทมาตรส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ t ? test เพื่ออ้างอิงค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานต้องการแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในทุกขั้นตอน และ 2) แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีลักษณะตรงตามความต้องการเป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ใน 29 รายการ ของ 5 ขั้นตอน ABSTRACT The purposes of this research were to : 1) study the needs for building the guidelines for learning process development of the personnel who concerned, 2) develop the guidelines for the learning process development, 3) verify the appropriateness of the guidelines for the learning process development, and 4) verify the possibility of the guidelines for the learning process development. Four procedures were used : 1) studying the needs of the guidelines, the samples consisted of the personnel who involved in the learning process development by specific random. Mini group meeting was used for collecting data, and the statistical analysis employed was median, 2) developing the guidelines, the samples consisted of the experts in the learning process development by specific random. Questionnaires were used and statistical analysis employed was percentage, 3) studying the appropriateness of the guidelines, the samples consisted of the administrators in Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2 by specific random. The rating scaled questionnaires were used and statistical analysis employed was median, and 4) studying the possibility of the guidelines, the samples consisted of the administrators in Phranakhon Si Ayutthaya Educational Service Area 1 and 2 by simple random sampling. The rating scaled questionnaires were used and statistical analysis employed was t-test used for mean reference The findings are as follows : 1. The personnel who concerned in the learning process development needed every procedure of the guidelines for learning process development. 2. Five procedures with 29 items of the developed guidelines for the learning process development were agreed with the needs and appropriate according to the academic standard.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1chapter1.pdf ( 0.14 MB)
2chapter2.pdf ( 0.29 MB)
3chapter3.pdf ( 0.15 MB)
4chapter4.pdf ( 0.28 MB)
15
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อมั่นในตนเองกับพฤติกรรมการตัดสินใจในการบริหารงานวิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2
THE STUDY OF RELATIONSHIP BETWEEN SELF-CONFIDENCE AND DECISIONMAKING ON ACADEMIC ADMINISTRATION WITH TEACHER?S PARTICIPATIONOF SCHOOLS ADMINISTRATORS UNDER THE OFFICES OF PHRANAKHONSI AYUTTHAYA EDUCATIONAL AREA 1 AND 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : สมบัติ โล่ห์ทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
????การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความเชื่อมั่นในตนเอง พฤติกรรมการตัดสินใจในการบริหารงานวิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วม และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อมั่น ในตนเองกับพฤติกรรมการตัดสินใจในการบริหารงานวิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วมของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 194 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson\\\\\\\\\\\\\\\''s product moment correlations coefficient) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
????1. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 มีความเชื่อมั่นในตนเองอยู่ในระดับมาก
????2. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 มีพฤติกรรมการตัดสินใจในการบริหารงานวิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วมโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับ คือ ด้านการประเมินผู้เรียน ด้านหลักสูตร ด้านกระบวนการเรียนรู้ และด้านการประกันคุณภาพในสถานศึกษา
????3. ความเชื่อมั่นในตนเองมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตัดสินใจในการบริหารงาน วิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต 1 และเขต 2 อยู่ในระดับน้อย (r=0.220)อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยที่ความเชื่อมั่นในตนเองสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการตัดสินใจใน การบริหารงานวิชาการโดยให้ครูมีส่วนร่วมได้ร้อยละ 4.8
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1content.pdf ( 0.18 MB)
2chapter 1.pdf ( 0.14 MB)
3chapter 2.pdf ( 0.61 MB)
4chapter 3.pdf ( 0.15 MB)
5chapter 4.pdf ( 0.38 MB)
6chapter 5.pdf ( 0.11 MB)
7bibliography.pdf ( 0.20 MB)
8appendix.pdf ( 0.43 MB)

Search within results