Search Result 290 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์โดยใช้กิจกรรมฝึกประสาทสัมผัสทั้งห้าในการปั้นสำหรับนักเรียนอนุบาลปีที่ 1
The development of the year one kindergarten pupils's creative thinking skills by using molding activities to stimulate their five senses
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : อังคณา กีรติจริยโสภณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
"การวิ จัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 โดยใช้กิจกรรมฝึกประสาทสัมผัสทั้งห้าในการปั้น และเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนัก เรียนที่เรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฝึกประสาทสัมผัสทั้งห้าในการป้นกับนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้กิจกรรม สร้างสรรค์ตามปกติกลุ่มตั วอย่ างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 จํานวน 2 ห้องเรียน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย เป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียน และกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียน โดยให้กลุ่มทดลองได้รับการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฝึก ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการปั้น และกลุ่มควบคุมได้รับการเรียนรู้โดยใชกิจกรรมสร้างสรรค์ตาม ปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมฝึกประสาทสัมผัสทั้ง ห้าในการปั้น ซึ่งประกอบด้วย 12 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 กระบะทรายสร้างสรรค์ กิจกรรม ที่ 2 เห็นแล้วนํามาปั้น กิจกรรมที่ 3 เสียงสัตว์แสนรู้กิจกรรมที่ 4 ฟังแล้วปั้น กิจกรรมที่ 5 ฟังอย่างสร้างสรรค์กิจกรรมที่ 6 จมูกมหัศจรรย์กิจกรรมที่ 7 ปั้นแป้งกลิ่นหอม กิจกรรมที่ 8 ผล ไม้หรรษา กิจกรรมที่ 9 ปั้นน้ําเป็นตัว กิจกรรมที่ 10 ลูบคลําผลไม้กิจกรรมที่ 11 สัมผัสของ เล่น กิจกรรมที่ 12 ธัญพืชสร้างสรรค์และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพเป็น สื่อแบบ ก. ของทอแรนซ์ซึ่งเป็นแบบทดสอบของ ดร.อารี พันธ์มณี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้ แก่สถิติทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมโดยใช้คะแนนทดสอบก่อนเรียนเป็นตัวแปรร่วม ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้เรียนรู้โดยใช้กิจกรรมฝึกประสาทสัมผัสทั้งห้าในการปั้นมี ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่เรียนรู้ด้วยแผน การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ตามปกติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 This research aimed to develop creative thinking skills of Year One kindergarten pupils and to compare the levels of creative thinking skills of the pupils in the experimental group, which was taught by using molding activities to stimulate their five senses developed by the researcher, with the students in the control group who were taught by using creative activities by the Ministry of the Education The sample consisted of Year One kindergarten pupils from two classes at Tessaban Plukpanya School , enrolled in the second semester of the 2005 academic year. The subjects were divided into two groups : the experimental group and the control group. Research tools consisted of : 1) twelve lesson plans with activities to develop creative thinking skills developed by the researcher including a) Creative sand basket b) See and Mold c) Animal sounds d) Listen and Mold e) Listening creatively f) Amazing Nose g) Molding with Fragrant Dough h) Funny Fruits i) Mold using Water j) Touch my Fruits k) Touch my Toys l) Creative Grains 2) Creative thinking skill tests with pictures developed by Dr. Aree Panmanee. Arithmetic means, standard deviation and t-test were used to analyze the data. It was found that the levels of creative thinking skills of the pupils in the experimental group were significantly higher after practicing the activities at the .01 level. In comparing the levels of acheivement between the students in experimental group and the pupils in control group, the results remained the same."
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.07 MB)
2appro.pdf ( 0.06 MB)
3acknow.pdf ( 0.06 MB)
4contents.pdf ( 0.08 MB)
5figures.pdf ( 0.06 MB)
6tables.pdf ( 0.06 MB)
7chapter1.pdf ( 0.10 MB)
8chapter2.pdf ( 0.34 MB)
9chapter3.pdf ( 0.12 MB)
10chapter4.pdf ( 0.11 MB)
11chapter5.pdf ( 0.11 MB)
12bib.pdf ( 0.14 MB)
13append.pdf ( 1.30 MB)
14abst.pdf ( 0.08 MB)
15biog.pdf ( 0.07 MB)
2
การทดลองการบริหารกิจกรรมโดยใช้คู่มือและสื่อพัฒนาความมีวินัยในตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต
An experiment to manage activities to manage activities to promote self-discipline of the matayom one students of Satree Phuket school
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : เลอลักษณ์ สุทธิพันธ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการทดลองการบริหารกิจกรรมการพัฒนาความมีวินัยในตนเอง และเปรียบเทียบความมีวินัยของนักเรียนที่มีลักษณะแตกต่างกัน โดยใช้คู่มือและสื่อพัฒนาความมีวินัยในตนเองกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีภูเก็ต จำนวน 106 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 53 คน กลุ่มควบคุม 53 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบประเมินพฤติกรรมการมีวินัยในตนเอง และ คู่มือและสื่อพัฒนาความมีวินัยในตนเอง โดยให้ครูที่ปรึกษาเป็นผู้ดำเนินการทดลองฝึกนักเรียนกลุ่มทดลองตามคู่มือและสื่อพัฒนาความมีวินัยที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ผู้วิจัยเป็นผู้รวบรวมข้อมูลที่นักเรียนประเมินตนเองตามแบบการ ประเมินพฤติกรรมการมีวินัยในตนเองก่อนและหลังการพัฒนา ซึ่งเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 35 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ค่าเอฟ (F-test) ค่าที (t- test) เปรียบเทียบคะแนน เฉลี่ยความมีวินัยในตนเองของนักเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้การวิเคราะห์ ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1.นักเรียนมีวินัยในตนเองสูงขึ้น หลังจากได้รับการฝึกกิจกรรมตามคู่มือและสื่อพัฒนาความมีวินัยในตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2.นักเรียนที่ได้รับการฝึกกิจกรรมตามคู่มือและสื่อพัฒนาความมีวินยัในตนเอง มีวินัยในตน เองสูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับการฝึกกิจกรรมตามคู่มือและสื่อพัฒนาความมีวินัยในตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 3.นักเรียนที่ได้รับการฝึกกิจกรรมตามคู่มือและสื่อพัฒนาความมีวินัยในตนเองที่มีลักษณะแตกต่างกันด้านการเรียนและสภาพครอบครัว พบว่า นักเรียนที่มีผลการเรียนสูงกว่า สามารถพัฒนาความมีวินัยในตนเองได้ดีกว่านักเรียนที่มีผลการเรียนต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนนักเรียนที่มีสภาพครอบครัวแตกต่างกัน การพัฒนาความมีวินัยในตนเองโดยใช้คู่มือและสื่อพัฒนาความมีวินัยในตนเอง ไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.04 MB)
2acknow.pdf ( 0.06 MB)
3contents.pdf ( 0.07 MB)
4tables.pdf ( 0.05 MB)
5chapter 1.pdf ( 0.14 MB)
6chapter 2.pdf ( 0.28 MB)
7chapter 3.pdf ( 0.15 MB)
8chapter 4.pdf ( 0.11 MB)
9chapter 5.pdf ( 0.12 MB)
10bib.pdf ( 0.18 MB)
11append.pdf ( 0.09 MB)
12abst.pdf ( 0.08 MB)
13biog.pdf ( 0.06 MB)
3
การพัฒนาแบบฝึกเรื่องเลขฐานที่จำลองบล็อกเลขฐานบนคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
A Development of a Computer Practice and Drill Lesson on ?Non decimal Numbers? Using ? A Multi ? Based Blocks Simulation ? for First Year Secondary School Students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ดำรงพันธ์ เพชรคง
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแบบฝึกเรื่องเลขฐานที่จำลองบล็อกเลขฐานบน คอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่ม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องเลขฐาน ระหว่างนักเรียนที่จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเรื่องเลข ฐานที่จำลองบล็อกเลขฐานบนคอมพิวเตอร์กับนักเรียนที่จัดการเรียนรู้ตามปกติ ผู้วิจัยได้เลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเจาะจงมา 2 โรงเรียน ที่มีบริบทของนักเรียนใกล้เคียงกัน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนระวิราษฎร์บำรุง ตำบลบางพระเหนือ อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง โดยให้โรงเรียน ระวิราษฎร์บำรุงเป็นกลุ่มควบคุม และโรงเรียนทุ่งตาพลวิทยา ตำบลบางแก้ว อำเภอละอุ่น จังหวัด ระนอง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ผู้วิจัยทำการสอน เป็นกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกเรื่องเลขฐานที่จำลองบล็อกเลขฐานบนคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประกอบด้วย ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวน การบวกเลขฐานสอง การลบเลขฐานสอง การบวก เลขฐานสาม การลบเลขฐานสาม การบวกเลขฐานสี่ การลบเลขฐานสี่ การบวกเลขฐานห้า และ การลบเลขฐานห้า ใบงานจำนวน 8 ชุด ชุดละ 10 ข้อ รวมจำนวน 80 ข้อ และแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบอัตนัย จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.73 เพื่อนำไปใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติที และ การวิเคราะห์ความแปรปวนร่วมโดยใช้คะแนนทดสอบก่อนเรียนเป็นตัวแปรร่วม ผลการวิจัย พบว่า ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 ของแบบฝึกเรื่องเลขฐานที่จำลองบล็อก เลขฐานบนคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 79.40/82.32 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเลขฐาน ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 โดยมีผลสัมฤทธิ์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเลขฐาน ระหว่างกลุ่มทดลองที่จัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเรื่องเลขฐานที่จำลองบล็อกเลขฐานบนคอมพิวเตอร์ กับกลุ่มควบคุมที่จัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามปกติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 โดยกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเลขฐาน สูงกว่ากลุ่มควบคุม ผลการวิจัยสรุปได้ว่าแบบฝึกดังกล่าวสามารถจำลองนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ทำให้นักเรียนเข้าใจ ได้ง่ายขึ้นสนุกสนาน และเรียนรู้ได้ดีขึ้น This research aimed to develop a Mathematics computer practice and drill package using the Multi ? Based Blocks Simulation for Matayom Suksa One students and to compare the levels of achievement of the students in the experimental group which were taught by using a computer package developed by the researcher and the students in the control group which were taught by a conventional method. The sample consisted of Matayom Suksa one students from two schools in Ranong province. The researcher assigned Tungtaphonwitaya School as the experimental group and Rawiradbumroong School as the control group. The mathematics topics consisted of the following: base two number addition, base two number subtraction, base three number addition, base three number subtraction, base four number addition, base four number subtraction, base five number addition, and base five number subtraction .The researcher also created an achievement test which consisted of 30 items which had a level of reliability of 0.73, and was used as a pre-test and post-test. Statistical methods employed in this study included t-test and analysis of covariance. It was found that the E1 / E2 efficiency level of the lessons was 79.40 /82.32. The levels of the achievement of the students in adding and subtracting base two, three, four and five numbers in the two groups were significantly higher at the level of .01. It was also revealed that the levels of the achievement of the students in the experiment group were significantly higher at the level of .01. The conclusion for this research was the computer program that the researcher has created appeared to be concrete and easy to understand, as well as more fun to study.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.13 MB)
2acknow.pdf ( 0.08 MB)
3contents.pdf ( 0.09 MB)
4figures.pdf ( 0.06 MB)
5tables.pdf ( 0.07 MB)
6chapter 1.pdf ( 0.13 MB)
7chapter 2.pdf ( 0.48 MB)
8chapter 3.pdf ( 0.16 MB)
9chapter 4.pdf ( 0.11 MB)
10chapter 5.pdf ( 0.12 MB)
11bib.pdf ( 0.15 MB)
12append.pdf ( 6.77 MB)
13abst.pdf ( 0.08 MB)
14biog.pdf ( 0.05 MB)
4
การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยบล็อกไม้ฐานสิบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
The effectiveness of deci-based block on mathematics achievement for Prathomsuksa one students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : เปรมกมล เสียมหาญ
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยบล็อกไม้ ฐานสิบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1โดยการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ระหว่างนักเรียนที่เรียนรู้ คณิตศาสตร์ด้วยบล็อกไม้ฐานสิบกับนักเรียนที่เรียนรู้คณิตศาสตร์ตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2548 ภาคเรียนที่ 1 โรงเรียน เทศบาลปลูกปัญญา สังกัดเทศบาลนครภูเก็ต จำนวน 2 ห้องเรียนโดยการเลือกแบบเจาะจงแล้วสุ่ม แยกกลุ่มเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียน และกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียน ผู้วิจัยเป็นผู้รับผิดชอบการสอน กลุ่มทดลอง ดำเนินการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยบล็อกไม้ฐานสิบ ที่ผู้วิจัย พัฒนาขึ้นจำนวน 8 แผน ประกอบด้วย 1) การนับบล็อกฐานสิบ 2) การวางบล็อกแสดงจำนวน 3) การแลก บล็อกแท่งหน่วย บล็อกแท่งสิบ บล็อกแท่งร้อย บล็อกแท่งพัน 4) การบวกที่ไม่มีการ แลกบล็อก 5) การบวกที่มีการแลกบล็อก 6) การลบที่ไม่มีการแลกบล็อก 7) การลบที่มีการแลก บล็อก 8) การบวกลบระคนด้วยบล็อก ส่วนกลุ่มควบคุม ครูประจำวิชาเป็นผู้ดำเนินการจัดการเรียน รู้ตามปกติ แบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบทดลอง มีการทดสอบก่อนเรียนกับทดสอบหลัง เรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ สถิติที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมโดยใช้คะแนน ทดสอบก่อนเรียนเป็นตัวแปรร่วม ผลวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยบล็อกไม้ฐานสิบทำให้นักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 1 เรียนรู้คณิตศาสตร์ได้เพิ่มขึ้นและนักเรียนที่เรียนด้วยบล็อกไม้ฐานสิบเรียนรู้ คณิตศาสตร์ได้สูงกว่านักเรียนที่เรียนรู้ตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การใช้สื่อบล็อกไม้ฐานสิบซึ่งเป็นสื่อที่แสดงรูปธรรมของโครงสร้างระบบจำนวนและ การจัดให้นักเรียนมีประสบการณ์ตรงด้วยการสัมผัสและกระทำกับสื่อบล็อกไม้ฐานสิบทำให้นัก เรียนมีทักษะในการแสดงจำนวนและบวกลบจำนวนได้ถึงหลักพัน ดังนั้นจึงควรมีการสนับสนุนให้ การเรียนคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่องจำนวนและการดำเนินการ มีการเรียนจำนวนจนถึง หลักพันโดยการใช้สื่อบล็อกไม้ฐานสิบ The purposes of this research were to study the effectiveness of Deci-based Block on Mathematics achievement for Prathomsuksa one students and to compare the level of Mathematics achievement of the students taught the Deci-based Block on Mathematics achievement and conventional methods. The sample of this research were Prathomsuksa one students in the first semester of the 2005 academic year at Plukpanya Municipal school, Phuket. The students were divided into two groups. They were randomly selected by using the purposive sampling technique. The experimental group was taught the Deci-based Block. The research instruments developed by a researcher consisted of the 8 lessons designed by the researcher to develop students? ability in Mathematics achievement including 1) Let?s learn Deci-based Block 2) Let?s learn the value of number digits 3) Let?s find the equal number by using Decibased Block 4) Let?s learn an addition algorithm by using Deci-based Block (1) 5) Let?s learn an addition algorithm by using Deci-based Block (2) 6) Let?s learn subtraction algorithm by using Deci-based Block (1) 7) Let?s learn subtraction algorithm by using Deci-based Block (2) 8) Let?s learn an equations algorithm by using Deci-based Block. The data was analyzed by utilizing the t-test for dependent sample and the Analysis of Covariance. It was revealed that post-test score of the experimental group was higher than pre-test and that the Mathematics achievement ability of the experimental group (using Deci-based Block) was higher than the control group at the .01 level of significance. Then using Deci-base Block was shown the structure of number and the students got their experiences directly by touching and using the media. They had the skills of addition and subtraction of number up to thousand. So that the Deci-base Block should be used and taught to the students in grade 1.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.05 MB)
2appro.pdf ( 0.31 MB)
3acknow.pdf ( 0.04 MB)
4contents.pdf ( 0.06 MB)
5figures.pdf ( 0.04 MB)
6tables.pdf ( 0.05 MB)
7chapter 1.pdf ( 0.17 MB)
8chapter 2.pdf ( 0.49 MB)
9chapter 3.pdf ( 0.15 MB)
10chapter 4.pdf ( 0.16 MB)
11chapter 5.pdf ( 0.12 MB)
12bib.pdf ( 0.11 MB)
13abst.pdf ( 0.13 MB)
14biog.pdf ( 0.05 MB)
5
การพัฒนาชุดการเรียนรู้วิชาการใช้คอมพิวเตอร์เพื่องานเอกสารธุรกิจ 1 ด้วยโปรแกรม Power Point
A development of a computer packaged lesson on computer programming for business I implementing a power point program
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : สุนันทา คชมาศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การพัฒนาชุดการเรียนรู้วิชาการใช้คอมพิวเตอร์เพื่องานเอกสารธุรกิจ 1 ด้วยโปรแกรม Power Point มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้วิชาการใช้คอมพิวเตอร์เพื่องานเอกสาร ธุรกิจ 1 ด้วยโปรแกรม Power Point 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการใช้ คอมพิวเตอร์เพื่องานเอกสารธุรกิจ 1 ระหว่าง ก่อนและหลังใช้ชุดการเรียน ด้วยโปรแกรม Power Point ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาโปรแกรมวิชาธุรกิจศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โปรแกรมวิชา ธุรกิจศึกษา ปีการศึกษา 2548 จำนวน 30 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) ชุดการเรียนรู้วิชาการใช้คอมพิวเตอร์เพื่องานเอกสารธุรกิจ 1 ด้วยโปรแกรม Power Point 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การพัฒนาชุดการเรียนรู้วิชาการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อ งานเอกสารธุรกิจ 1 ด้วยโปรแกรม Power Point ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 16 คาบ ๆ ละ 50 นาที สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและค่าที (t ? test) ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาชุดการเรียนรู้วิชาการใช้คอมพิวเตอร์เพื่องานเอกสารธุรกิจ 1 ด้วยโปรแกรม Power Point ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 85.28 / 82.77 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80 / 80 ที่ตั้ง ไว้ 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการใช้คอมพิวเตอร์เพื่องานเอกสารธุรกิจ 1 ของ นักศึกษาได้รับการเรียนรู้จากใช้ชุดการเรียนโดยการทำคะแนนความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อน เรียนและหลังเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 This research aimed to develop a computer packaged lesson on ? Computer Programming for Business I ? using the Power Point program and to compare the levels of achievement of the students in the experimental group before and after using a computer package developed by the researcher. The sample consisted of 30 first year students who were studying in the Business Education program at Phuket Rajabhat University in Phuket province. The research instruments consisted of the followings : 1) a computer lesson on ? Computer Programming for Business I? developed by a researcher 2) a test administered to the sample group. The duration of the experiment was 16 periods and each period lasted 50 minutes. After experimenting, the data was analyzed by utilizing average means, percentage,. And the t-test for dependent sample . It was found that the E1 / E2 efficiency level of the lessons was 85.28 / 82.77, and the level of the achievement of the students in the experiment group was significantly higher at the level of .01 after using this package.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.06 MB)
2appro.pdf ( 0.29 MB)
3acknow.pdf ( 0.05 MB)
4contents.pdf ( 0.06 MB)
5figures.pdf ( 0.04 MB)
6tables.pdf ( 0.05 MB)
7chapter 1.pdf ( 0.09 MB)
8chapter 2.pdf ( 0.27 MB)
9chapter 3.pdf ( 0.24 MB)
10chapter 4.pdf ( 0.09 MB)
11chapter 5.pdf ( 0.11 MB)
12bib.pdf ( 0.10 MB)
13abst.pdf ( 0.07 MB)
14biog.pdf ( 0.05 MB)
15append.pdf ( 1.51 MB)
6
การศึกษาผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก และการลบ โดยค่าประจำหลักจำลองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
The study of mathematics achievement of pratomsuksa one students in addition and subtraction implementing place value model
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : จิราพัชร จันทร์แก้ว
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การวิจัยเพื่อศึกษาผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบ โดย ค่าประจำหลักจำลอง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ ดังนี้คือ 1) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์เรื่องการบวกและการลบ โดยใช้ค่าประจำหลัก จำลอง 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์เรื่องการบวกและการลบโดยการใช้ค่า ประจำหลักจำลองกับการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าเรือ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภูเก็ต ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 2 ห้องเรียน ผู้วิจัยสุ่มแยก กลุ่มเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองโดยวิธีจับฉลาก กลุ่มทดลองจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการเรียนรู้ โดยค่าประจำหลักจำลองและกลุ่มควบคุมจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการเรียนรู้แบบปกติ แผนแบบ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ระยะเวลาที่ใช้ทดลอง 13 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการเรียนรู้เรื่องการบวกและการลบ โดยใช้ค่าประจำหลักจำลอง 9 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แบบปรนัย 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.7832 เพื่อนำไปใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติที และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม ผลการวิจัยพบว่า ผลการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์เรื่องการบวกและการลบ โดยใช้ ค่าประจำหลักจำลอง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผลการเรียนรู้สาระคณิตศาสตร์เรื่องการบวกและ การลบ โดยใช้ค่าประจำหลักจำลอง มีผลการเรียนรู้สูงกว่า กลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยแผนการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 The purposes of this research were to study the mathematics achievement of Prathomsuksa one students using a Place Value model and to compare the level of mathematics achievement of the students taught by using a Place Value model and conventional methods. The sample of this research were Prathomsuksa one students in the second semester of the 2004 academic year at Ban Tharua School, Phuket. The students were divided into two groups by random group technique. The experimental group was taught by using a Place Value model, while the control group was taught by conventional methods. The research instruments consisted of the followings : 1) the nine lesson plans developed by a researcher 2) a 20 items of Mathematical Achievement Test administered to the sample group which had a reliability level of .7832. The data was then analyzed by utilizing the t-test for dependent sample and the Analysis of Covariance. It was revealed that a post-test score of the experimental group was higher than the pre-test and that the level of Mathematics achievement of the experimental group (using Place Value Model ) was higher than the control group (conventional methods) at the .01 level of significance.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.12 MB)
2appro.pdf ( 0.26 MB)
3acknow.pdf ( 0.11 MB)
4contents.pdf ( 0.11 MB)
5figures.pdf ( 0.11 MB)
6tables.pdf ( 0.09 MB)
7chapter 1.pdf ( 0.10 MB)
8chapter 2.pdf ( 0.30 MB)
9chapter 3.pdf ( 0.16 MB)
10chapter 4.pdf ( 0.13 MB)
11chapter 5.pdf ( 0.11 MB)
12bib.pdf ( 0.11 MB)
13abst.pdf ( 0.11 MB)
14biog.pdf ( 0.07 MB)
15append.pdf ( 2.54 MB)
7
การพัฒนาเหตุผลเชิงจริยธรรมด้านความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมโดยใช้กระบวนการกลุ่มแก้ปัญหาของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1
Development of year one higher vocational students ethical reasoning about responsibility for themselves and to society by using a cooperative learning problem solving method
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พรทิพย์ นิ่มแสง
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเหตุผลเชิงจริยธรรมด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคมก่อนและหลังการใช้กระบวนการกลุ่มแก้ปัญหา ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1 เปรียบเทียบเหตุผลเชิงจริยธรรมด้านความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม และศึกษาเจตคติที่มีต่อวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่มแก้ปัญหาของกลุ่มทดลองประชากรเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1 ที่ศึกษารายวิชาการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 โรงเรียนภูเก็ตเทคโนโลยี จังหวัดภูเก็ตจํานวน 7 ห้องเรียน สุ่มกลุ่มตัวอย่าง อย่างง่าย เป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียน จํานวน 40 คน และเป็นกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียน จํานวน 40 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการกลุ่มแก้ปัญหา ซึ่งมีจํานวน 4 แผน เวลาที่ใช้ 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 คาบต่อเนื่องกัน เท่ากับ 150 นาที และเสริมกิจกรรมนอกชั้นเรียน 3 คาบ กระบวนการจัดการเรียนรู้ มี 5 ขั้น คือ 1) เตรียมความพร้อม (15 นาที) โดยฝึกสมาธิหรือสร้างปฏิสัมพันธ์ด้วยเพลง 2) แบ่งกลุ่มวิเคราะห์แก้ปัญหา (50 นาที) โดยใช้หลักอริยสัจ 4 3) นําเสนออภิปรายหน้าชั้นเรียน (40 นาที) โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ 4)สังเคราะห์และสรุป (20 นาที) โดยให้เหตุผลทางเลือกที่จะกระทํา 5) การประยุกต์ใช้ความรู้ (25 นาที) โดยให้เสนอแนวปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาชีวิตตนเองและสังคม ผู้วิจัยใช้แบบทดสอบวัดเหตุผลเชิงจริยธรรม จํานวน 25 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น 0.8629 และแบบสอบถามวัดเจตคติที่มีต่อวิธีการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการกลุ่มแก้ปัญหา จํานวน 10 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น 0.9723 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ สถิติทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมโดยใชคะแนนก่อนการทดลองเป็นตัวแปรร่วมผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการกลุ่มแก้ปัญหามีเหตุผลเชิงจริยธรรมด้านความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และสูงกว่ากลุ่มที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีเจตคติต่อวิธีการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการกลุ่มแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาเหตุผลเชิงจริยธรรมด้านความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมสูงกว่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งในแต่ละระดับและภาพรวม ยกเว้นด้านการชอบการนําเสนองานหน้าชั้นเรียนของผู้เรียนอยู่ในระดับปานกลาง The purpose of this study was to develop the Year One Higher Vocational students? ethical reasoning about responsibility for themselves and to society by using a cooperative learning problem solving method. The samples were randomly chosen from seven classes of Year One Higher Vocational students of Phuket Technology in Phuket Province who studied ? The Development of the Quality of Life and Society? in the first term of the 2005 academic year. The students were divided into two groups by simple random sampling. There was an experimental group of 40 students taught using the cooperative learning problem solving method and a control group of 40 students using normal lesson plans. The fifteen contact hours of study included twelve normal class periods and three extra hours outside class. The learning stages included 1) warm-up activities for fifteen minutes using songs or meditation 2) group discussions to analyze problems based on the Fourfold Noble Truth Principle for fifty minutes 3) class presentations for forty minutes 4) summary and analysis for twenty minutes and 5) application to their daily lives for twenty ?five minutes. The research was designed using a Randomized Control Group Pre- test and Post - test. Research instruments consisted of a Ethical Reasoning Achievement Test which consisted of 25 items which had a level of reliability at 0.8629, and questionnaires about the students? attitude toward Cooperative Learning Problem Solving Method which had a level of reliability at 0.9723. The collected data was analyzed by means, standard deviation, t ? test , and analysis of Covariance. Results of this study were as follows : 1) The level of Ethical Reasoning of the students in the experimental group was revealed to be higher at the .01 level of significance after using the problem solving method. 2) The level of Ethical Reasoning of the experimental group was revealed to be higher than the control group (using a conventional method) at the .01 level of significance. 3) Students in the experimental group had a highly positive attitude toward the Cooperative Learning Problem Solving Method but not high on class presentation.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 3.06 MB)
2appro.pdf ( 0.05 MB)
3acknow.pdf ( 0.05 MB)
4contents.pdf ( 0.08 MB)
5figures.pdf ( 0.04 MB)
6tables.pdf ( 0.06 MB)
7chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
8chapter 2.pdf ( 0.35 MB)
9chapter 3.pdf ( 0.18 MB)
10chapter 4.pdf ( 0.14 MB)
11chapter 5.pdf ( 0.15 MB)
12bib.pdf ( 0.12 MB)
13append.pdf ( 0.88 MB)
14abst.pdf ( 0.08 MB)
15biog.pdf ( 0.06 MB)
8
การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ตามแนวโมเดลซิปปา (cippa model) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
A study of outcome generated by CIPPA model Learning process of pratom one students in solving mathematics problem.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : จรินทร์ ขันติพิพัฒน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ตามแนวโมเดลซิปปาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างกลุ่มที่เรียนโดยแผนการจัดการเรียนรู้ ตามแนวโมเดลซิปปา กับ แผนการจัดการเรียนรู้ตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 ของโรงเรียนบ้านบางวันและโรงเรียนบ้านตำหนัง จังหวัดพังงา รวมทั้งสิ้น 40 คน จัดเป็นกลุ่มทดลองและนักเรียนโรงเรียนบ้านคุรอด จำนวน 40 คน จัดเป็นกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ตามแนวโมเดลซิปปา ซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้ 7 ขั้นตอน จำนวน 10 แผน โดยมีสถานการณ์ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนแต่ละแผน การจัดการเรียนรู้ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 และ 6 เป็นโจทย์ปัญหาจากภาพ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 และ 7 เป็นโจทย์ปัญหาจากคำคล้องจอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 และ 8 เป็นโจทย์ ปัญหาจากนิทาน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 และ 9 เป็นโจทย์ปัญหาจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 และ 10 เป็นโจทย์ปัญหานอกห้องเรียน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวกลบจำนวน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.89 สถิติที่ ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน ได้แก่ t-test for one sample, t-test for dependent samples และ t-test for independent samples ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวโมเดลซิปปาสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวก ลบจำนวน ของนักเรียน ที่เรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวโมเดลซิปปาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่านักเรียนที่ได้เรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.09 MB)
2appro.pdf ( 0.04 MB)
3acknow.pdf ( 0.05 MB)
4contents.pdf ( 0.07 MB)
5figures.pdf ( 0.04 MB)
6tables.pdf ( 0.05 MB)
7chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
8chapter 2.pdf ( 0.57 MB)
9chapter 3.pdf ( 0.21 MB)
10chapter 4.pdf ( 0.17 MB)
11chapter 5.pdf ( 0.19 MB)
12bib.pdf ( 0.15 MB)
13append.pdf ( 0.06 MB)
14abst.pdf ( 0.09 MB)
9
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อรถยนต์นั่งประเภทส่วนบุคคลไม่เกิน 1,500 ซี.ซี. ของผู้บริโภคในจังหวัดภูเก็ต
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ณัฐวุฒิ ลือวานิช
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับส่วนประสมการตลาด และกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์นั่งประเภทส่วนบุคคลไม่เกิน 1,500 ซี.ซี. ของผู้บริโภคในจังหวัดภูเก็ต 2) ปัจจัยส่วนบุคคลและ ส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์นั่งประเภทส่วนบุคคลของผู้บริโภคในจังหวัดภูเก็ต 3) นำเสนอแนวทางปรับปรุงส่วนประสมการตลาดที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์นั่งประเภทส่วนบุคคลของผู้บริโภคในจังหวัดภูเก็ต กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในจังหวัดภูเก็ต 398 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ โดยกำหนดคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป มีใบอนุญาตการขับขี่รถยนต์จากทางกรมขนส่งทางบก และเป็นผู้ครอบครองรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 1,500 ซี.ซี. คันใหม่มาไม่เกิน 3 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจาก การทบทวนวรรณกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า ส่วนประสมทางการตลาดของรถยนต์นั่งประเภทส่วนบุคคลไม่เกิน 1,500 ซี.ซี. ของจังหวัดภูเก็ตในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เพื่อพิจารณาส่วนประสมทางการตลาด รายด้านพบว่าทุกด้านมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านกายภาพ รองลงมา คือ ด้านกระบวนการขาย ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านราคา กลุ่มตัวอย่างมีกระบวนการตัดสินใจซื้ออยู่ในระดับมาก โดยด้านการตระหนักรับรู้ถึงปัญหามีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้าน การตัดสินใจซื้อ สำหรับปัจจัยส่วนบุคคลและส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อรถยนต์นั่งประเภทส่วนบุคคลของผู้บริโภคในจังหวัดภูเก็ต พบว่า ช่องทางการจำหน่าย (X15) ปัจจัยด้านกายภาพของรถยนต์ (X19) ราคา (X14) ผลิตภัณฑ์ ( X13) การศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนต้น (X4 ) บุคลากร (X17) สามารถทำนายกระบวนการตัดสินใจซื้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 1,500 ซี.ซี.ได้ร้อยละ 44.20 ค่าอำนาจในการพยากรณ์ R2 ที่ปรับแล้ว = .443 สามารถสร้างสมการพยากรณ์ได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y = 1.215 + .226 X15 + .240 X19 + .171 X14 + .165 X13 - .098 X4 + .097 X17 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Z = .284 X15 + .283 X19 + .201 X14 + .157 X13 - .089 X4 + .125 X17 ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงส่วนประสมการตลาดที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์นั่งประเภทส่วนบุคคลของผู้บริโภคในจังหวัดภูเก็ต ด้านผลิตภัณฑ์สูงสุด คือ พิจารณาความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น กะทัดรัด คล่องตัว ความปลอดภัย ความคงทน แข็งแรงของรถยนต์ ด้านราคา ข้อเสนอแนะสูงสุด คือ ราคาเหมาะสมกับคุณสมบัติและคุณภาพของรถยนต์ ด้านช่องทางการจำหน่าย ข้อเสนอแนะสูงสุด คือ พิจารณาความสะดวกของสถานที่ตั้ง สามารถเข้า-ออก ได้สะดวก ใช้บริการได้สะดวก ด้านการส่งเสริมการตลาด ข้อเสนอแนะสูงสุด คือ พิจารณาโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถม อัตราดอกเบี้ย ด้านบุคลากร ข้อเสนอแนะสูงสุด คือ พิจารณาด้านความรู้ ความสามารถใน การนำเสนอสินค้า สาธิตการใช้งาน ความชำนาญด้านภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ สามารถเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับลูกค้า ด้านกระบวนการ ข้อเสนอแนะสูงสุด คือ ขั้นตอนส่งมอบรถยนต์ชัดเจน ตรงเวลา ได้มาตรฐาน แนะนำสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ลูกค้า และด้านกายภาพ ข้อเสนอแนะสูงสุด คือ พิจารณาแบบ รุ่น สีรถยนต์ สามารถทดลองขับได้และมีแคตตาล็อคนำเสนอให้ลูกค้า
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.51 MB)
2Abst.pdf ( 0.10 MB)
3Append.pdf ( 2.26 MB)
4Bib.pdf ( 0.17 MB)
5Chapter5.pdf ( 0.15 MB)
6Chapter4.pdf ( 0.15 MB)
7Chapter3.pdf ( 0.10 MB)
8Chapter2.pdf ( 0.35 MB)
9Chapter1.pdf ( 0.18 MB)
10Tables.pdf ( 0.12 MB)
11Figures.pdf ( 0.08 MB)
12Contents.pdf ( 0.09 MB)
13Acknow.pdf ( 0.08 MB)
14Appro.pdf ( 0.18 MB)
15Biog.pdf ( 0.25 MB)
10
การปฏิบัติงานตามบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการประกันคุณภาพการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 ในจังหวัดกระบี่
The performance as assigned by the quality assurance act of the administrators of the schools under the supervision of the office of secondary educational service area 13 in Krabi Province
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สุชาติ ขุนฤทธิ์เอียด
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติงานตามบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการประกันคุณภาพการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 ในจังหวัดกระบี่ 3 ด้าน คือ ด้านการควบคุมคุณภาพการศึกษา ด้านการตรวจสอบคุณภาพการศึกษาและด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา และเพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานตามบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการประกันคุณภาพการศึกษา จำแนกตามตัวแปรคือ ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 ในจังหวัดกระบี่ ปีการศึกษา 2555 จำนวน 253 คน ซึ่งได้มาจาก การสุ่มแบบระดับชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความถี่ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบเอฟ (F ? test) ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1. ครูมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการประกันคุณภาพการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา และด้านการควบคุมคุณภาพการศึกษา มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้าน การตรวจสอบคุณภาพการศึกษา 2. ครูที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการประกันคุณภาพการศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการประกันคุณภาพการศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.10 MB)
2Abst.pdf ( 0.08 MB)
3Append.pdf ( 1.71 MB)
4Bib.pdf ( 0.15 MB)
5Chapter5.pdf ( 0.21 MB)
6Chapter4.pdf ( 0.24 MB)
7Chapter3.pdf ( 0.21 MB)
8Chapter2.pdf ( 0.30 MB)
9Chapter1.pdf ( 0.13 MB)
10Tables.pdf ( 0.07 MB)
11Figures.pdf ( 0.04 MB)
12Contents.pdf ( 0.05 MB)
13Acknow.pdf ( 0.06 MB)
14Appro.pdf ( 0.35 MB)
15Biog.pdf ( 0.06 MB)
11
การบริหารความเสี่ยงของผู้บริหารสถานศึกษา ในจังหวัดกระบี่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สมชิต บรรทิต
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
The objectives of the research were to study the level of risk management by the administrators of the schools in Krabi Province, and to compare the level of risk management by the administrators of different school size and experience. The sample group consisted of 248 teachers who were working in the schools in Krabi. Questionnaires were used to collect the data. The statistics employed to analyse the collected data included frequency, means, and S.D. The results of the study revealed that 1. The level of risk management by the administrators of the schools was found to be high. The area of risk management which was ranked highest was finance and the area of implementation was ranked the lowest. 2.The opinions of the teachers with different experiences regarding risk management of the administrators were found to be significantly different at the level of .05. The teachers who had less than 5 years teaching experience had different opinions regarding risk management by the administrators from the teachers of 5-10 years of teaching experiences in the areas of implementation and finance. The teachers who had 5-10 years of teaching experience had different opinions regarding risk management by the administrators from the teachers of more than 10 years of teaching experience in the areas of regulations and laws. 3. The opinions of the teachers teaching in different sizes of schools regarding risk management of the administrators were found to be the same. The teachers who were teaching in middle-sized schools had different opinions regarding risk management by the administrators from the teachers who were teaching in big schools in the area of strategies.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.10 MB)
2Abst.pdf ( 0.10 MB)
3Append.pdf ( 1.12 MB)
4Bib.pdf ( 0.10 MB)
5Chapter5.pdf ( 0.11 MB)
6Chapter4.pdf ( 0.16 MB)
7Chapter3.pdf ( 0.16 MB)
8Chapter2.pdf ( 0.27 MB)
9Chapter1.pdf ( 0.13 MB)
10Tables.pdf ( 0.08 MB)
11Figures.pdf ( 0.07 MB)
12Contents.pdf ( 0.07 MB)
13Acknow.pdf ( 0.05 MB)
14Appro.pdf ( 0.35 MB)
15Biog.pdf ( 0.04 MB)
12
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานจัดการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตมรกตอันดามัน จังหวัดกระบี่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13
The relationship betweem the operationswlearning management towords ASEAN community and administrator's charactoristics of secondary school in Morakot Andaman Campus Krabi Province
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ตรึกจิต บินต่วน
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการดำเนินงานจัดการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน 2) เพื่อศึกษาระดับคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานจัดการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน และ 4) เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะในการดำเนินงานจัดการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตมรกตอันดามัน จังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตมรกตอันดามัน จังหวัดกระบี่ จำนวน 6 โรงเรียน รวม 144 คน ผู้วิจัยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินงานจัดการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน และคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ .98 และ .95 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1. การดำเนินงานจัดการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีการดำเนินงานในระดับมาก เรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการบริหารจัดการ และด้านการจัดกิจกรรมของสถานศึกษา ส่วนด้านการจัดกิจกรรมสัมพันธ์มีการดำเนินงานในระดับปานกลาง 2. คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ ด้านความรู้ทางวิชาการ ด้านภาวะผู้นำและด้านความสามารถในการบริหาร 3. การดำเนินงานจัดการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน (Y) มีความสัมพันธ์กับคุณลักษณะด้านความสามารถในการบริหาร (X8) คุณลักษณะด้านภาวะผู้นำ (X6) และเพศ (X1) และสามารถร่วมทำนายการดำเนินงานจัดการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียนได้ร้อยละ 55.20 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ เท่ากับ .74 สามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและในรูปคะแนนมาตรฐานได้ ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y = .785 + .382 (X6) +.320 (X8)+.174 (X1) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน YZ = .436 (X6) +.348 (X8 )+.133 (X1 ) 4. ปัญหาและข้อเสนอแนะในการดำเนินงานจัดการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียนของโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตมรกตอันดามัน จังหวัดกระบี่ ผู้บริหารและครูผู้สอนได้เสนอปัญหาที่สำคัญ คือ ครูผู้สอนขาดทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาอาเซียนอื่น บุคลากรและครูผู้สอนขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซียน กฎบัตรอาเซียนและการจัดการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน สถานศึกษาขาดการนิเทศ กำกับติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานจัดการเรียนรู้สู่อาเซียนอย่างต่อเนื่อง และการสร้างความตระหนักและประชาสัมพันธ์ในการเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนยังไม่ทั่วถึง สำหรับข้อเสนอแนะ ประกอบด้วย ควรส่งเสริม พัฒนาครูและบุคลากรให้มีความพร้อมทั้งด้านภาษา การสื่อสาร เทคโนโลยีและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซียน ควรจัดสรรบุคลากรและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานให้ชัดเจนและมีการกำกับติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และควรมีการสร้างความตระหนักและประชาสัมพันธ์ในการเตรียมพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างทั่วถึงในสถานศึกษา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.42 MB)
2Abst.pdf ( 0.13 MB)
3Append.pdf ( 6.46 MB)
4Bib.pdf ( 0.16 MB)
5Chapter5.pdf ( 0.17 MB)
6Chapter4.pdf ( 0.19 MB)
7Chapter3.pdf ( 0.13 MB)
8Chapter2.pdf ( 0.41 MB)
9Chapter1.pdf ( 0.14 MB)
10Tables.pdf ( 0.08 MB)
11Figures.pdf ( 0.07 MB)
12Contents.pdf ( 0.08 MB)
13Acknow.pdf ( 0.07 MB)
14Appro.pdf ( 0.05 MB)
15Biog.pdf ( 0.06 MB)
13
การศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองที่มีต่อการดำเนินงานโครงการหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ (English program) โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล จังหวัดกระบี่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13
The opinions of the parents regarding the performance of the English program project of Ammartpanichnukul School in Krabi province
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : รัชติกรณ์ รู้ยิ่ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้ปกครองที่มีต่อ การดำเนินงานโครงการ EP โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล จังหวัดกระบี่ ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนโครงการ EP โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล จังหวัดกระบี่ จำนวน 148 คน และผู้วิจัยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 124 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองต่อการดำเนินงานโครงการ EP โรงเรียนอำมาตย์ พานิชนุกูล จังหวัดกระบี่ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า โดยสอบถามใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน ด้านครูผู้สอน ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ ด้านค่าเล่าเรียนในโครงการฯ และ ด้านชื่อเสียงของโรงเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ระดับความคิดเห็นของผู้ปกครองที่มีต่อการดำเนินโครงการ EP โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล โดยรวมเห็นด้วยอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านชื่อเสียงของโรงเรียน ด้านครูผู้สอน ด้านการจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ และด้านค่าเล่าเรียนในโครงการฯ ตามลำดับ การเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของผู้ปกครองที่มีต่อการดำเนินงานโครงการ EP โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล จังหวัดกระบี่ พบว่า ระดับการศึกษาและอาชีพ ไม่พบความแตกต่าง ส่วนทางด้านรายได้เฉลี่ยของครอบครัว พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และ .01 ตามลำดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ ด้านค่าเล่าเรียนในโครงการฯ และด้านชื่อเสียงของโรงเรียน ของผู้ปกครองที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท แตกต่างกับกลุ่มผู้ปกครองที่มีรายได้ 30,000 ? 50,000 บาท และกลุ่มผู้ปกครองที่มีรายได้ 30,000 ? 50,000 บาท แตกต่างกับกลุ่มผู้ปกครองที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาท สำหรับด้านอื่นนั้นไม่แตกต่างกัน สำหรับปัญหา/อุปสรรคของผู้ปกครองที่มีต่อการดำเนินงานโครงการ EP โรงเรียน อำมาตย์พานิชนุกูล จังหวัดกระบี่ พบว่า ปัญหาที่สำคัญ คือ ครูชาวต่างชาติเปลี่ยนบ่อย และรองลงมา คือ โรงเรียนมีค่ากิจกรรมที่ต้องเรียกเก็บจากผู้ปกครองมากเกินไป และข้อเสนอแนะของผู้ปกครองที่มีต่อการดำเนินงานโครงการ EP โรงเรียนอำมาตย์ พานิชนุกูล จังหวัดกระบี่ ที่สำคัญ ได้แก่ ค่าเล่าเรียนสูงควรลดค่าเล่าเรียนลง การจัดทำหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนควรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบันและควรสอดแทรกความรู้หรือทักษะที่สามารถทำให้นักเรียนนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ควรส่งเสริมให้ครูมีการอบรมและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ตลอดจนควรให้ครูไทยสอนเนื้อหาที่ครูชาวต่างชาติสอนเป็นภาษาไทยซ้ำเพื่อให้นักเรียนจะได้มีความรู้เพิ่มขึ้น โรงเรียนควรมีการจัดสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลายและทันสมัย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.06 MB)
2Abst.pdf ( 0.19 MB)
3Append.pdf ( 1.13 MB)
4Bib.pdf ( 0.18 MB)
5Chapter5.pdf ( 0.17 MB)
6Chapter4.pdf ( 0.27 MB)
7Chapter3.pdf ( 0.18 MB)
8Chapter2.pdf ( 0.41 MB)
9Chapter1.pdf ( 0.10 MB)
10Tables.pdf ( 0.13 MB)
11Figures.pdf ( 0.12 MB)
12Contents.pdf ( 0.14 MB)
13Acknow.pdf ( 0.06 MB)
14Appro.pdf ( 0.11 MB)
15Biog.pdf ( 0.09 MB)
14
การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 14
A study of factors affecting the teachers and staff in the implementation of the quality control process of the secondary schools under the supervision of the secondary education service area office 14
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : พรรณทิพา ชังอินทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษา 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการประกันคุณภาพการศึกษา และ 3) ประมวลปัญหา อุปสรรคและข้อแสนอแนะการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ สอบถามจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 297 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Simple correlation coefficient) ของเพียร์สัน (Pearson?s product moment correlation) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise multiple regression analysis) ผลการวิจัย พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 14 ประกอบด้วย ปัจจัยด้านความรู้ในงานประกันคุณภาพการศึกษา ปัจจัยด้านภาวะผู้นำในการบริหาร และปัจจัยด้านเพศ ปัญหา อุปสรรคและแนวทางการพัฒนาในการมีส่วนร่วม พบว่า ด้านการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษา ปัญหาที่พบ ได้แก่ บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันคุณภาพ บุคลากรไม่ให้ความสำคัญกับการประกันคุณภาพ และการเก็บข้อมูลสารสนเทศไม่เป็นระบบ แนวทางในการพัฒนา คือ ควรสร้างวัฒนธรรมในการทำงานให้ผู้เกี่ยวข้องเห็นว่าการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นขั้นตอนหนึ่งในการปฏิบัติงาน ควรพัฒนาบุคลากรให้ทำงานโดยให้งานประกันเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน และจัดทำโครงสร้างการบริหารให้เอื้อต่อการดำเนินงาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.04 MB)
2Abst.pdf ( 0.03 MB)
3Append.pdf ( 0.32 MB)
4Bib.pdf ( 0.07 MB)
5Chapter 5.pdf ( 0.11 MB)
6Chapter 4.pdf ( 0.29 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.05 MB)
8Chapter 2.pdf ( 0.42 MB)
9Chapter 1.pdf ( 0.07 MB)
10Tables.pdf ( 0.03 MB)
11Figures.pdf ( 0.01 MB)
12Contents.pdf ( 0.02 MB)
13Acknow.pdf ( 0.01 MB)
14Appro.pdf ( 0.01 MB)
15Biog.pdf ( 0.01 MB)
15
วิถีชีวิต และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เป็นมุสลิมในเดือนถือศีลอด และเดือนปกติ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา
The Lifestyle and Self-Care Behavior of the Muslim type II Diabetes Patients in the Ramadan and Non-Ramadan months in Takuatung District, Phang-nga Province
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : อนุชาติ สำเภารัตน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยานี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) การให้ความหมายของโรคเบาหวานในทัศนะมุมมองของผู้ป่วยที่เป็นมุสลิม 2) รูปแบบวิถีชีวิตและ 3) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เป็นมุสลิมในเดือนถือศีลอดและเดือนปกติ เขตอำเภอ ตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา โดยผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เป็นมุสลิมและถือศีลอดในเดือนถือศีลอดได้มากกว่า 15 วันที่มารับบริการจากคลินิกผู้ป่วยโรคเรื้อรังของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคลองเคียน อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา จำนวน 21 ราย จำแนกเป็นเพศชาย 2 ราย เพศหญิง 19 ราย ช่วงอายุระหว่าง 40-81 ปี (เฉลี่ย 57.4 ปี) ป่วยเป็นเบาหวานมา 2-10 ปี (เฉลี่ย 6.1 ปี) คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานให้ความหมายแตกต่างกัน จำแนกได้ดังนี้ 1) ตามลักษณะความผิดปกติของร่างกายคือปัสสาวะมีรสหวาน 2) ตามลักษณะสาเหตุการเกิดโรค เกี่ยว การรับประทานอาหารอย่างไม่ระมัดระวัง 3) ตามลักษณะการดำเนินของโรค เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ผู้ป่วยสามารถรับรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานที่ถูกต้องว่าเกิดจากกรรมพันธุ์ เกิดจากสาเหตุการรับประทานอาหาร สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน รับรู้ว่าเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง วิถีชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานในเดือนถือศีลอดดังนี้ 1) จุดมุ่งหมายในการถือศีลอดคือถือเป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะต้องปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ 2) มีการประกอบอาชีพน้อยลงกว่าเดือนปกติ 3) มีการปฏิบัติศาสนกิจร่วมกันเพิ่มมากขึ้นที่มัสยิด และ มีการละหมาดตะรอเวียะฮ์ในตอนกลางคืน 4) ผู้ป่วยนอนหลับ พักผ่อนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง 5) ไม่มีประเพณีต่าง ๆในเดือนถือศีลอดจะแต่จะมีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนในชุมชนมากขึ้น วิถีชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานในเดือนปกติมีดังนี้ 1) การประกอบอาชีพส่วนใหญ่ทำสวนยางพาราจะกรีดยางทุกวัน 2)การปฏิบัติศาสนกิจประจำวัน ส่วนใหญ่ละหมาดที่บ้านครบ 5 เวลามีบางรายที่ขาดบ้างบางเวลา 3) ผู้ป่วยจะนอนหลับ พักผ่อนอย่างเพียงพอ 4) ทุกประเพณีจะเกี่ยวข้องกับอาหาร เวลามีงานบุญมักจะทำอาหารที่มีไขมัน โดยมีกะทิเป็นส่วนประกอบ ถ้าเป็นบุคคลสำคัญในชุมชนก็จะได้รับเชิญเข้าร่วมในประเพณีต่าง ๆ มากขึ้น การดูแลตนเองในเดือนศีลอดมีดังนี้ 1) สามารถควบคุมพฤติกรรมการบริโภค ปรับเปลี่ยนชนิดของอาหารที่นำมารับประทาน 2) รับประทานยาไม่สม่ำเสมอโดยเฉพาะมื้อก่อนละศีลอดและขาดการปรับยาในมื้อกลางวัน 3) ขาดการออกกำลังกาย 4) การพักผ่อนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง งดกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมาก 5) ในสัปดาห์แรกของการถือศีลอดผู้ให้ข้อมูลหลักมีความเครียดสูง หงุดหงิด แต่จะดีขึ้นในสัปดาห์หลังของการถือศีลอด 6) ผู้ป่วยบางรายมีภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันคือ มีอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด ใจสั่น แต่สามารถจัดการภาวะแทรกซ้อนได้ ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) เดือนถือศีลอดส่วนใหญ่น้อยกว่า ร้อยละ 7 การดูแลควบคุมเบาหวานอยู่ในเกณฑ์ดี การดูแลตนเองในเดือนปกติมีดังนี้ 1) ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการบริโภคได้อย่างต่อเนื่อง 2) ไม่เคร่งครัดในการรับประทานยา ส่วนใหญ่ลืมรับประทานยามื้อก่อนอาหาร 3) ออกกำลังกายน้อย 4) การนอนหลับมากกว่า 6 ชั่วโมง และพักผ่อนเพิ่มเติมในตอนกลางวัน 5) จัดการความเครียดได้อย่างเหมาะสมโดยการทำใจปล่อยวาง ใช้หลักคำสอนทางศาสนา 6) จัดการภาวะแทรกซ้อนได้อย่างเหมาะสม ผลระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C)เดือนปกติส่วนใหญ่มากกว่า ร้อยละ 8 คือ ความสามารถในการควบคุมเบาหวานอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี ค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C)ในเดือนปกติอยู่ที่ร้อยละ 8.9 ส่วนในเดือนถือศีลอดมีค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) อยู่ที่ร้อยละ 7.4 ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจถึงประสบการณ์ และวิถีชีวิต การดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในเดือนปกติและเดือนถือศีลอด สามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการโรคเบาหวานให้มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะควรจัดกิจกรรมการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวานให้มีความสอดคล้องกับรูปแบบบริบทของมุสลิมในพื้นที่และผู้ป่วยเบาหวาน ทั้งในเดือน ถือศีลอดและเดือนปกติ โดยให้มีความต่อเนื่องของกิจกรรม เน้นการมีส่วนร่วมระหว่างผู้ป่วยเบาหวาน ครอบครัว สังคม และการสนับสนุนจากชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำศาสนา ซึ่งการออกกำลังกายมีส่วนสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง สามารถดูแลผู้ป่วยอย่างบูรณาการเป็นระบบ ครอบคลุมมิติของสภาวะสุขภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคมต่อไปในอนาคต
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.08 MB)
2Appro.pdf ( 0.04 MB)
3Acknow.pdf ( 0.03 MB)
4Contents.pdf ( 0.06 MB)
5Figures.pdf ( 0.02 MB)
6Tables.pdf ( 0.03 MB)
7Chapter 1.pdf ( 0.21 MB)
8Chapter 2.pdf ( 0.53 MB)
9Chapter 3.pdf ( 0.13 MB)
10Chapter 4.pdf ( 0.21 MB)
11Chapter 5.pdf ( 0.19 MB)
12Chapter 6.pdf ( 0.27 MB)
13Chapter 7.pdf ( 0.22 MB)
14Append.pdf ( 0.14 MB)
15Abst.pdf ( 0.09 MB)
16Bib.pdf ( 0.18 MB)
17Biog.pdf ( 0.05 MB)

Search within results