Search Result 274 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาทักษะการจำและการสะกดคำศัพท์ภาษาอาหรับโดยใช้เกมภาษา ระดับชั้นอิสลามศึกษา ตอนกลางปีที่1
The Development of Memorizing and Spelling Skills In Arabic by Using Language Games for the Level 1 Intermediate Islamic Class Students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : รอฝีอ๊ะ กามา
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การค้นคว้าอิสระนี้มีจุดมุ่งหมาย (1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการจำและการสะกดคำศัพท์ภาษาอาหรับก่อนและหลังเรียนโดยใช้เกมภาษา และ (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการจำและการสะกดคำศัพท์ภาษาอาหรับโดยใช้เกมภาษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอิสลามศึกษาตอนกลางปีที่ 1 โรงเรียนรุ่งโรจน์วิทยา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 20 คนโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่แผนการสอน จำนวน 4 แผน (8 คาบ) แบบทดสอบวัดการจำความหมายและแบบทดสอบวัดทักษะการสะกดคำศัพท์ภาษาอาหรับ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที ผลการค้นคว้าอิสระ พบว่า 1. ทักษะการจำและการสะกดคำศัพท์ภาษาอาหรับของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เกมภาษาประกอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับสถิติ .01 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการจำและการสะกดคำศัพท์ภาษาอาหรับโดยใช้เกมภาษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก The purposes of this study were 1) to compare students? memorizing and spelling skills in Arabic before and after using the proposed language games learning modules, and 2) to examine students? satisfaction towards this proposed modules. The samples included 20 students in level 1 intermediate Islamic class from Rungrote Wittaya School, Amphoe Chana, Changwat Songkhla, in the second semester of the academic year 2010 which were selected by the purposive sampling method. Research instruments comprised of 4 lesson plans (8 hours), exercises for Arabic memorizing and spelling skills, and students? satisfaction questionnaires. Basic Statistics and t-test were used to analyze the data. Results show that 1. The students? Arabic memorizing and spelling skills increased significantly at the .01 level after learning through the language games technique. 2. Overall, students satisfied at the high level for being taught by these lesson plans.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11. ปกนอก.pdf ( 0.05 MB)
22. ปกในไทย.pdf ( 0.07 MB)
33. ปกในอังกฤษ.pdf ( 0.06 MB)
44. หน้าอนุมัติ.pdf ( 0.06 MB)
55. บทคัดย่อ Abstract.pdf ( 0.08 MB)
66. กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.04 MB)
77. สารบัญ.pdf ( 0.06 MB)
88. สารบัญตาราง สารบัญภาพ.pdf ( 0.06 MB)
99. บทที่ 1 บทนำ.pdf ( 0.10 MB)
1010. บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.pdf ( 0.21 MB)
1111. บทที่ 3 วิธีดำเนินการค้นคว้าฯ.pdf ( 0.13 MB)
1212. บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.pdf ( 0.13 MB)
1313. บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลฯ.pdf ( 0.10 MB)
1414. บรรณานุกรม.pdf ( 0.15 MB)
1515. ภาคผนวก.pdf ( 0.02 MB)
1616. ภาคผนวก ก สถิติใช้ในการค้นคว้าฯ .pdf ( 0.06 MB)
1717. ภาคผนวก ข ค่า IOC.pdf ( 0.12 MB)
1818. ภาคผนวก ค เครื่องมือฯ.pdf ( 0.48 MB)
1919. ภาคผนวก ง ค่าความเชื่อมั่น.pdf ( 0.05 MB)
2020. ภาคผนวก จ หนังสือราชการ.pdf ( 1.41 MB)
2120. ภาคผนวก จ หนังสือราชการ.pdf ( 1.41 MB)
2221. ภาคผนวก ฉ รายชื่อโรงเรียนทดลองเครื่องมือ.pdf ( 0.04 MB)
2322. ภาคผนวก ช รายชื่อโรงเรียนที่ทำการค้นคว้าอิสระ.pdf ( 0.04 MB)
2423. ภาคผนวก ซ การนำเสนอผลงานวิชาการ.pdf ( 0.35 MB)
2524. ภาคผนวก ฌ รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ.pdf ( 0.05 MB)
2625. ประวัติผู้ทำการค้นคว้าอิสระ.pdf ( 0.06 MB)
2
การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้บูรณาการอัลกุรอานกับวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอิสลามศึกษาตอนกลางปีที่1
The Development of Integrated Learning Unit between the Quran And Science Studies for Islamic Intermediate Class 1 Students, At Darussalam School, Narathiwat.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : อิบรอเฮ็ง สาและ
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การค้นคว้าอิสระในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1)เพื่อพัฒนาหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ อัลกุรอานกับวิทยาศาสตร์ชั้นอิสลามศึกษาตอนกลางปีที่ 1 โรงเรียนดารุสสาลาม (2)เพื่อศึกษาผลการใช้หน่วยการเรียนรู้บูรณาการ และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนและความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องในโรงเรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ด้วยหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ การค้นคว้าอิสระได้ดำเนินการผ่านกระบวนการพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน คือ สำรวจความต้องการในการพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ การสร้างและหาคุณภาพของหน่วยการเรียนรู้ การนำหน่วยการเรียนรู้บูรณาการไปใช้กับกลุ่มทดลอง และการประเมินผลการใช้หน่วยการเรียนรู้ ผลการค้นคว้าอิสระ พบว่า 1. หน่วยการเรียนรู้บูรณาการอัลกุรอานกับวิทยาศาสตร์มีความสอดคล้องและเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้กับนักเรียนอยู่ในระดับดี โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.25 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนผ่านเกณฑ์ในระดับดีมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 86.54 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยหน่วยการเรียนรู้บูรณาการอยู่ในระดับมากเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 และผู้ที่เกี่ยวข้องในโรงเรียนเห็นด้วยกับการจัดการเรียนรู้ด้วยหน่วยการเรียนรู้บูรณาการอัลกุรอานกับวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับมากทุกๆด้านโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.51 This independent study aims (1) to develop an integrated unit between the Quran and science studies (2) examine the efficiency an integrated unit between the Quran and science studies for Islamic intermediateclass 1 students at Darussalam School, Narathiwat and (3) to study satisfaction of students and perception those involved about learning with the integrated unit.The unit development process consisted of 4 steps namely a survey of needs for unit development, unit development and efficiency verification, unit implementation and unit evaluation. The independent study findings were as follows. 1. The integrated unit component were found as being contextually congruent and appropriate to implement for learning management, were at high level, where an average score was 4.25. 2. The learning achievements of the student were very good level, where an average score was 86.54 %. The student satisfaction with the integrated unit were at high level, where an average score was 4.48. 3. The opinions of school personal toward the integrated unit between the Quran and science studies ware at the very high level, where an average score was 4.51
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11. ปกนอก.pdf ( 0.13 MB)
22. ปกใน.pdf ( 0.12 MB)
33. หน้าอนุมัติ.pdf ( 0.05 MB)
44. บทคัดย่อ.pdf ( 0.07 MB)
55. Abstract.pdf ( 0.05 MB)
66. กิติกรรมประกาศ.pdf ( 0.12 MB)
77. สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
88. สารบัญตาราง.pdf ( 0.09 MB)
99. สารบัญภาพ.pdf ( 0.05 MB)
1011. บทที่ 2.pdf ( 0.44 MB)
1113. บทที่ 4.pdf ( 0.17 MB)
1214. บทที่ 5.pdf ( 0.13 MB)
1315. บรรณานุกรม.pdf ( 0.20 MB)
1416. ภาคผนวก.pdf ( 0.02 MB)
1517. ภาคผนวก ก สถิติที่ใช้.pdf ( 0.10 MB)
1618. ผนวก ข ค่า IOC.pdf ( 0.15 MB)
1719. ผนวก ค เครื่องมือ.pdf ( 0.90 MB)
1820. ภาคผนวก ง ค่าความเชื่อมั่น.pdf ( 0.09 MB)
1920. ภาคผนวก ง ค่าความเชื่อมั่น.pdf ( 0.09 MB)
2021. ผนวก จ หนังสือขอความอนุเคราะห์.pdf ( 0.07 MB)
2124. ผนวก ซ รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ.pdf ( 0.08 MB)
2225. ประวัติผู้ค้นคว้าอิสระ.pdf ( 0.06 MB)
3
โครงการ พัฒนาห้องสมุดมีชีวิต สำนักวิทยบริการ สถาบันราชภัฏยะลา (ระยะที่ 1)
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : เนาวรัตน์ ผาหอมสุข
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาบริบทเบื้องต้นและรูปแบบห้องสมุดมีชีวิต สำนักวิทยบริการ สถาบันราชภัฏยะลา โดยการใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมได้แก่ การจัดเวทีการเรียนรู้ ประชุมแบบเจาะกลุ่ม เสวนา สัมภาษณ์ สนทนา พูดคุยและแบบสอบถามปลายเปิดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นักศึกษา อาจารย์ ผู้สนใจทั่วไปในสถาบันราชภัฏยะลา นักเรียนและครูกลุ่มโรงเรียนในฝันและโรงเรียนอื่นๆ สังกัดสำนักงานพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 และ 2 ในจังหวัดยะลา จำนวน 310 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) สำนักวิทยาบริการ สถาบันราชภัฏยะลา มีบทบาทและหน้าที่ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ ที่จัดบริการสารสนเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ เพื่อประกอบการศึกษาค้นคว้าและวิจัย แก่นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรทั่วไปในรูปของสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศนวัสดุ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่หลากหลายด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศทันสมัย ตามมาตรฐานห้องสมุดอุดมศึกษาที่กำหนดไว้ ให้บริการด้วยระบบห้องสมุดอัตโนมัติ มีระบบการสืบค้นด้วยระบบ OPAC และ INTERNET ให้บริการฐานข้อมูลทั้งระบบ CD-ROM และ ON-LINE ปัจจุบันกำลังพัฒนาระบบการให้บริการด้วย รูปแบบห้องสมุด DIGITAL ซึ่งสามารถสืบค้นทาง INTERNET ได้ มีเว็บไซต์ให้บริการ ตลอดจนจัดหาเครื่องมือในการเข้าถึงสารสนเทศ ยุคข่าวสารไร้พรหมแดนอย่างรวดเร็ว เพื่ออำนวยความสะดวกตามความต้องการของผู้ใช้บริการ 2) รูปแบบห้องสมุดมีชีวิต สำนักวิทยาบริการ สถาบันราชภัฏยะลา ที่กลุ่มผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการและบุคคลภายนอกต้องการ คือ แหล่งการเรียนรู้ที่ทันสมัยด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาใช้บริการ ภายในห้องสมุด ประกอบด้วย ทรัพยากรสารสนเทศที่ทันสมัย หลากหลาย มีการให้บริการที่ผู้ใช้บริการต้องการความสนใจ เช่น มุมค้นคว้า มุมพักผ่อน มุมเกม มุมดูหนัง-ฟังเพลง มีร้านขายอาหารและร้านขายหนังสือในห้องสมุด เหมือนห้างสรรพสินค้าทันสมัยที่มีบริการครบวงจร ซึ่งจะช่วยจูงใจให้เข้าใช้บริการมากขึ้น มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ให้ความรู้และอบรมในเรื่องต่างๆ ที่ผู้ใช้บริการสนใจ มีโต๊ะแนะนำการใช้บริการซึ่งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดที่มีบุคลิกดี มีมนุษยสัมพันธ์และได้รับการฝึกทักษะการให้บริการสารนิเทศเป็นอย่างดี
4
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนระดับอิสลามศึกษาตอนกลางชั้นปีที่ 1 สาระการเรียนรู้อัลหะดีษ โดยใช้หนังสือนิทานชุด 12 ความดีที่ทรงคุณค่า
Development of Learning Management for Intermediate Islamic Student Grade 1 on Al - Hadis Content by Using the Series of a Storybook : 12 Goodness
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : อิมตินาล เลาะยะผา
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนระดับอิสลามศึกษาตอนกลางชั้นปีที่ 1 สาระการเรียนรู้อัลหะดีษ โดยใช้หนังสือนิทานชุด 12 ความดีที่ทรงคุณค่า 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการจัดการเรียนรู้ โดยใช้หนังสือนิทาน ชุด 12 ความดีที่ทรงคุณค่า 3) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้หนังสือนิทาน ชุด 12 ความดีที่ทรงคุณค่าประชากรที่ใช้ คือ นักเรียนอิสลามศึกษาตอนกลางชั้นปีที่ 1 จำนวน 20 คน โรงเรียนบำรุงศาสน์วิทยา เครื่องมือที่ใช้ คือ หนังสือนิทาน ชุด 12 ความดีที่ทรงคุณค่า แผนการจัดการเรียนรู้แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้อัลหะดีษ โดยใช้หนังสือนิทานชุด 12 ความดีที่ทรงคุณค่า สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 87.08/86.50 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับนักเรียนระดับอิสลามศึกษาตอนกลางชั้นปีที่ 1 สาระการเรียนรู้อัลหะดีษหลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 3. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือนิทานชุด 12 ความดีที่ทรงคุณค่า อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.65 The objectives of this research were 1) to develop and determine the efficiency of the learning management with the series of a storybook : 12 goodness 2) to compare the students? achievement between before learning management and after learning management 3) to evaluate the students? satisfaction toward the learning management with the series of a storybook : 12 goodness. The population was 20 intermediate Islamic grade 1 of Bamroongsat Witthaya. The research instruments were the series of a storybook on Al - Hadis content : 12 goodness, 6 lesson plans achievement test and questionnaire. The data analysis was percentage, mean, standard deviation and t-dependent test. The results of this research were 1. The efficiency of the learning management with the series of a storybook on Al-Hadis content had exceeded for efficiency criteria at 87.08/86.50 2. The students? achievement after the leaning management was higher than before the learning management at significant level of 0.05 3. The students? satisfaction toward the learning management with the series of a storybook was high level ( = 4.65 )
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.13 MB)
2Content.pdf ( 0.13 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.12 MB)
4Approval.pdf ( 0.06 MB)
5Abstract.pdf ( 0.09 MB)
6Chapter1.pdf ( 0.11 MB)
7Chapter2.pdf ( 0.55 MB)
8Chapter3.pdf ( 0.17 MB)
9Chapter4.pdf ( 0.14 MB)
10Chapter5.pdf ( 0.10 MB)
11Appendix.pdf ( 10.40 MB)
12Reference.pdf ( 0.20 MB)
5
ความสัมพันธ์ระหว่างความตระหนักในการประกันคุณภาพการศึกษากับสภาพการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1
RELATIONSHIP BETWEEN QUALITY ASSURANCE AWARENESS AND INTERNAL QUALITY ASSURANCE AWARENESS OF TEACHERS IN ISLAMIC PRIVATE SCHOOLS UNDER YALA EDUCATIONAL SERVICE OFFICE ZONE 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : ซูวัยบ๊ะ ยานยา
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความตระหนักในการประกันคุณภาพการศึกษากับสภาพการดำเนินการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือครูผู้สอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 จำนวน 270 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปเพื่อหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ตามแบบของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความตระหนักในการประกันคุณภาพการศึกษากับสภาพการดำเนินงานประกันคุณภาพในของครูในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (r=.64) รายด้านพบว่า ด้านการวางแผน ด้านการตรวจสอบประเมินผลและด้านการนำผลประเมินมาปรับปรุง มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับปานกลางส่วนด้านการปฏิบัติตามแผนมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับค่อนข้างสูง The objectives of this research were 1) to investigate and analyze Relationship between Quality Assurance Awareness and Internal Quality Assurance of Teachers in Islamic Private Schools under Yala Educational Service Office Zone 1. The sample of the study were 270 Teachers who are taking responsibility and carry out the duty of Internal Quality Assurance of Teachers in Islamic Private School under Yala Educational Service Office Zone 1 .Gathered by the method of Proportional Stratified Random Sampling.The instrument in collecting data was Questionnaire.The analysis of the data by using computer program based on frequency means, percentage, standard deviations, correlation coefficient. The research finding was as follows.The relationship between Quality Assurance Awareness and Internal Quality Assurance of Teachers in Islamic Private Schools under Yala Educational Service Office Zone 1 of teachers were positively high in overall (r = .64) in aspect of plan check and action were positively moderate ,in aspect of do were positively high.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.09 MB)
2Contents.pdf ( 0.12 MB)
3Abstract.pdf ( 0.07 MB)
4chapter1.pdf ( 0.12 MB)
5chapter2.pdf ( 0.68 MB)
6chapter3.pdf ( 0.11 MB)
7chapter4.pdf ( 0.18 MB)
8chapter5.pdf ( 0.16 MB)
9Reference.pdf ( 0.11 MB)
10Appendix.pdf ( 0.35 MB)
6
ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1
Efficiency of Academic Administration of the School Administrators in Mitrapab School Group, Yala Primary Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ธีรพงษ์ สำเร
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู จำแนกตามตัวแปร ประสบการณ์ในการสอน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู ประชากรที่ใช้ในการค้นคว้าอิสระครั้งนี้ คือ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 109 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ระดับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียน มิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูที่มีประสบการณ์ในการสอนต่างกันโดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน และข้าราชการครูที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกันโดยภาพรวม พบว่า แตกต่างกัน โดยข้าราชการครูที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดใหญ่มีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการสูงกว่าข้าราชการครูที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดเล็ก 3. ข้อเสนอแนะต่อการบริหารงานวิชาการ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ได้แก่ ควรพัฒนาครูทุกคนในการจัดทำหลักสูตร ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ได้แก่ ควรส่งเสริมให้ครูนำภูมิปัญญา ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ด้านการวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน ได้แก่ ควรส่งเสริมให้ครูนำผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาผู้เรียน ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ได้แก่ ควรส่งเสริมให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างน้อยภาคเรียนละ 1 เรื่อง ด้านการพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ได้แก่ ควรจัดหาสื่อที่ทันสมัยให้เพียงพอต่อการใช้จัดการเรียนการสอน ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ได้แก่ ควรสนับสนุนให้ครูใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชน ด้านการนิเทศการศึกษา ได้แก่ ควรมีการนิเทศอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ด้านการแนะแนวการศึกษา ได้แก่ ควรจัดระบบการแนะแนวให้เป็นระบบและดำเนินการอย่างจริงจัง ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ได้แก่ ควรใช้วงจรคุณภาพในการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพ ด้านการส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน ได้แก่ ควรจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความรู้ด้านต่าง ๆ แก่ชุมชน ด้านการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น ได้แก่ ควรมีการจัดตั้งเป็นเครือข่ายการพัฒนาวิชาการในระดับกลุ่มโรงเรียน และด้านการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงานและสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา ได้แก่ ควรมีการจัดกิจกรรมสัมมนาทางการศึกษาร่วมกันในกลุ่มโรงเรียน The objectives of this study were 1) to examine the efficiency levels of academic administration of the school administrators in Mitrapab School Group, Yala Primary Educational Service Area Office 1, according to the opinions of the teachers 2) to compare the efficiency of academic administration of the school administrators in Mitrapab School Group, Yala Primary Educational Service Area Office 1, according to the opinions of the teachers regarding variables of teaching experience and the schools size and 3) to collect suggestions for academic administration of the school administrators in Mitrapab School Group, Yala Primary Educational Service Area Office 1, according to the opinions of the teachers. The population of this independent study is 109 teachers working in Mitrapab School Group, Yala Primary Educational Service Area Office 1, academic year 2010. The tool used in data collection was a questionnaire. The data were analyzed using packaged programs. The statistics used for data analysis are percentage, mean and standard deviation. The results showed that 1. Efficiency levels of academic administration of the school administrators in Mitrapab School Group, Yala Primary Educational Service Area Office 1, as perceived by teachers as a whole was at a high level. 2. Comparison of the efficiency of academic administration of the school administrators in Mitrapab School Group, Yala Primary Educational Service Area Office 1, according to the opinions of experienced teachers to teach differently as a whole was not significantly different. And teachers working in schools with different sizes as a whole was different teachers working in schools, medium and large toward the performance of academic administration is higher than government teachers. Working at a small school. 3. Recommendations to academic administration are development programs should include development of all teachers in the preparation of course. The development of the learning process should encourage teachers to include local wisdom to take participatory in the teaching and learning. Assessing the credit transfer and academic performance should include encouraging teachers to use in the assessment of student development. Research to improve the quality of education should include encouraging teachers to do classroom research on at least one per semester. The development of innovative media and technology for education, including the media should provide timely enough for teaching and learning. The development of learning resources should include encouraging teachers to use learning resources in the community. The supervision of such supervision should be continuous and systematic. The guidance should include education and guidance system to system and process very seriously. Development of internal quality assurance system should include educational quality cycle operational quality assurance system. The promotion of academic knowledge to the community should include activities to improve knowledge in various communities. The collaboration in the development of academic, educational institutions and other organizations should include the establishment of a network of academic development at the school. And the promotion of academic and support to individuals, families, organizations, agencies and other institutions, including educational seminars should be held together in a group of education school.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.32 MB)
2Abstract.pdf ( 0.17 MB)
3chapter1-5.pdf ( 1.06 MB)
4Reference-Appendix.pdf ( 0.50 MB)
7
การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียนและครูในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านกรงปินัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษายะลา เขต 1
Parent and Teacher Participation in Discipline Enhancement for Students of Ban Grongpenang School under Yala Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ซูไฮลา ขวัญคาวิน
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง นักเรียนและ ครูในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านกรงปินังสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 (2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียนและครูในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านกรงปินังสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 จำแนกตามตัวแปร สถานภาพ เพศ อายุ และวุฒิการศึกษา และ (3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียนและครูในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านกรงปินัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนและ ครูโรงเรียนบ้านกรงปินัง จำนวน 160 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าทดสอบที (t?test) ค่าทดสอบเอฟ (F?test) และตรวจสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ (Scheffe?) ผลการศึกษาพบว่า 1. การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียนและครูในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านกรงปินังสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต1 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. การเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียนและครูในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านกรงปินังสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลาเขต 1 จำแนกตามตัวแปรสถานภาพและวุฒิการศึกษา พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนตัวแปรเพศ และอายุไม่แตกต่างกัน 3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียนและครูในการเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านกรงปินังสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ด้านการจัดรูปแบบ ได้แก่ ควรมีการอบรมเรื่องระเบียบวินัยให้กับนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน ด้านการจัดสภาพแวดล้อม ได้แก่ ระเบียบ กฎเกณฑ์ ของโรงเรียนควรเอื้ออำนวยต่อการจัดกิจกรรม ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ได้แก่ ควรมีการสอดแทรกเรื่องการเสริมสร้างวินัยในชั่วโมงสอน ด้านการจัดกิจกรรมเสริมสร้างวินัยนักเรียนในโครงการ ต่างๆ ได้แก่ ควรให้ผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการเสริมสร้างวินัยนักเรียน ด้านการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ได้แก่ ครูควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักเรียนในทุกด้าน และด้านการจัดกิจกรรมตามคู่มือเสริมสร้างวินัยนักเรียนได้แก่ควรมีการควบคุมดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสะอาดในการแต่งกายของนักเรียน The objectives of this independent study were (1) to study levels of opinions towards and guidelines on parent and teacher participation in discipline enhancement for students of Ban Grongpenang School under Yala Educational Service Area Office 1, (2) to compare the participation of parents and teachers in discipline enhancement for students of Ban Grongpenang School under Yala Educational Service Area Office 1 as classified by variables of status, gender, age, and education, and (3) to gather suggestions about parent and teacher participation in discipline enhancement for students of Ban Grongpenang School under Yala Educational Service Area Office 1. The sample group for this study included totally 160 parents and teachers of Ban Grongpenang School .The instrument employed in data collection were rating-scaled questionnaire and suggestion questionnaire.The statistics applied in data analysis included percentage, mean, standard deviation, t-test. F-test, and Scheffe?s test.The findings of the research were as the followings. 1. The overall view of parent and teacher participation in discipline enhancement for students of Ban Grongpenang School under Yala Educational Service Area Office 1 was at a high level as was each separate aspect. 2. The comparisons participation of parents and teachers in discipline enhancement for students of Ban Grongpenang School under Yala Educational Service Area Office 1 as classified by the variables indicated that the participation of parents and teachers, with different status and education participation was significantly different in overall and sides view with a statistical level of .05.For parents and teachers with different genders and ages the participation in discipline enhancement for students did not differ in either overall or separate aspects. 3. The suggestions about parent and teacher participation in discipline enhancement for students of Ban Grongpenang School under Yala Educational Service Area Office 1 could be summarized that, in aspect of format layout ? were that a session should be held for instruction on discipline for students and their parents in aspect of disciplinary conscious/motivation ; in aspect of environmental settings ? were that the rules regulated in school should facilitate to activity operation ; in aspect of discipline enhancement instruction? were that intervention on discipline enhancement should be made into some regular class hours; in aspect of activity operation for discipline enhancement in specific programs ? were that the student council should be assigned as the leader of student discipline enhancement activities; in aspect of self conduct as a role model ?were that the teachers should be a good model to students in every aspec. and in aspect of the activities of a student''s disciplinary recommendations ? were that should be controlled and orderly cleanliness in dress of student.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.46 MB)
2Abstract.pdf ( 0.12 MB)
3chapter1-5.pdf ( 0.78 MB)
4Reference.pdf ( 0.15 MB)
5Appendix.pdf ( 0.32 MB)
8
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาครูให้เป็นบุคคลแห่งการ เรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1
School Administrators Role in Teacher Development for Learning Person in Narathiwat Primary Educational Service Area Office I
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : อับดุลเลาะ อินนูยูซี
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาครูให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 และ (2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาครูให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 จำแนกตามตัวแปรวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 จำนวน 113 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 42 ข้อมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .937 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบค่าเอฟ (F-test) ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวและทดสอบรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD. ผลการศึกษาพบว่า 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาครูให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบระดับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาครูให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน ส่วนบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านผู้ให้บริการแตกต่างกัน The purpose of this research were to study and compare the roles of school administrators in teacher development into learning persons under the jurisdiction of Narathiwat Primary Education Service Area Office 1. The sample group was 113 school administrators under the jurisdiction of Narathiwat Primary Education Service Area Office 1. The instrument employed in data collection was a rating-scored questionnaire with 42 questions, of which reliability valued to .937. Statistics applied in data analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test, one-way ANOVA F-test, and LSD. Pairwise comparison. The study results were summarized hereafter. 1. The roles of school administrators in teacher development into learning persons under the jurisdiction of Narathiwat Primary Education Service Area Office 1 were at a high level either overall view or separate aspects. 2. The roles of school administrators, with different educational qualifications, in teacher development into learning persons under the jurisdiction of Narathiwat Primary Education Service Area Office 1 did not differ either overall view or separate aspects and the roles of school administrators with different experience in administrative ranks were significantly deferent with a statistical level of .01. When each separate aspect was considered it was found that school administrators did not significantly deferent except roles in teacher development into learning persons in aspects of service were significantly deferent.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abstract.pdf ( 0.28 MB)
2Appendix.pdf ( 5.64 MB)
3Biblio.pdf ( 0.40 MB)
4Cover.pdf ( 0.33 MB)
5Index.pdf ( 0.36 MB)
6Chapter 1-5.pdf ( 67.51 MB)
9
การพัฒนาทักษะการอ่านภาษามลายูยาวี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ชุดฝึกอ่าน
The Development of Malayu Jawi Reading Skills for Prathomsoksa Students I by Using the Reading Modeless
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : อับโดรอสัก มะลาเฮง
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดฝึกอ่านให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษามลายูยาวีของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอน โดยใช้ชุดฝึกอ่านก่อนเรียน และหลังเรียน และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกอ่าน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนเขื่อนบางลาง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ (1) ชุดฝึกอ่านประกอบด้วย 5 ชุด (2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกอ่าน จำนวน 5 แผน (3) แบบประเมินทักษะการอ่านภาษามลายูยาวี และ(4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการค้นคว้าอิสระ พบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดฝึกอ่านมีประสิทธิภาพ 81.32/80.15 ซึ่งสูงกว่า ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80 /80 2. ผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านภาษามลายูยาวีของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกอ่านอยู่ในระดับชอบมาก The independent study at this time there is the Objective for (1) Learn to the Efficiency of the Reading Trial (2) Compare with Malayu Reading Skill of Student before and after Learning, Who has to Teach by Using Reading Trial and (3) Learn the Contentment of Student Who Studies by Using Reading Trial for Sample Group of 34 Students Who Studies at Prathomsoksa 1/1 of Khuanbanglang School (by Purposive Sampling) Amphur Bannangsta Yala Province Equipment and Material Using (1) Reading Trial whit 5 Trial (2) Planning to Learn by Using the Reading Trial with 5 Plans (3) Model and Form Assess of Malayu Jawi Reading Skills (4) The Satisfied Questionnaire form Analyses by - Safe ware Programming ? Statistics The independent study finding was as follows 1. The Efficiency of Reading Trial is 81.32 /80.15 Which higher than Expected is 80/ 80 2. Result of Malayu Jawi Reading Skill higher then Students Who Learning before in the Class 3. The Contentment of Students are Appreciate
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11. ปกนอก.pdf ( 0.06 MB)
22. สันปก.pdf ( 0.03 MB)
33. ปกใน.pdf ( 0.08 MB)
44. ปกในอังกฤษ.pdf ( 0.08 MB)
55. หน้าอนุมัติ.pdf ( 0.05 MB)
66. บทคัดย่อไทย.pdf ( 0.06 MB)
77. บทคัดอังกฤษ.pdf ( 0.04 MB)
88. กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.04 MB)
99. สารบัญ.pdf ( 0.07 MB)
1010. สารบัญตาราง.pdf ( 0.07 MB)
1111. สารบัญภาพ.pdf ( 0.04 MB)
1212. บทที่ 1.pdf ( 0.09 MB)
1313. บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.pdf ( 0.39 MB)
1414. บทที่ 3.pdf ( 0.00 MB)
1515. บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.pdf ( 0.12 MB)
1616. บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ.pdf ( 0.09 MB)
1717. บรรณานุกรม.pdf ( 0.10 MB)
1818 หน้าผนวก.pdf ( 0.02 MB)
1919 ภาคผนวก ก สถิติที่ใช้ในการค้นคว้าอิสระ.pdf ( 0.16 MB)
2020. ภาคผนวก ข ค่า IOC.pdf ( 0.10 MB)
2122. ภาคผนวก ง หนังสือราชการ.pdf ( 0.06 MB)
2223. ภาคผนวก จ โรงเรียนที่ทำการทดลองเครื่องมือ.pdf ( 0.04 MB)
2324. ภาคผนวก ฉ โรงเรียนที่ทำการค้นคว้าอิสระ.pdf ( 0.05 MB)
2425. ภาคผนวก ช รายชื่อผู้ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ.pdf ( 0.06 MB)
2526. ภาคผนวก ซ ความพึงพอใจและพฤติกรรมการมาเรียน.pdf ( 0.15 MB)
2627. ภาคผนวก ฌ คะแนนทดสอบการอ่านระหว่างเรียน.pdf ( 0.10 MB)
2728. ประวัติผู้ทำการค้นคว้าอิสระ.pdf ( 0.06 MB)
10
เจตคติต่อวิชาชีพครูของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษา ชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏยะลา
Teaching Career Attitude of Junior Education Student, Rajabhat Institute Yala
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : นิตยา เรืองแป้น
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาเจตคติต่อวิชาชีครูของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏยะลา และ (2) เปรียบเทียบความแตกต่างของเจตคติต่อวิชาชีครูของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษา ชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏยะลา ตามตัวแปร โปรแกรมวิชา เพศ การศึกษาขั้นสุดท้าย เหตุผลในการเลือกเรียนและวิธีการเข้ามาเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาเป็นนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษา ชั้นปีที่ 1 ภาคปกติ สถาบันราชภัฏยะลาจำนวน 235 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ปรับปรุงจากแบบวัดเจตคติที่มีต่ออาชีพการสอนของเมอร์วินและดีเวสต้า (Mervin and Di Vesta, 1960) โดยปรับเป็นแบบสอบถามเจตคติต่อวิชาชีพครู แบบสอบถามมี 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลทั่วไปของนักศึกษา ตอนที่ 2 เป็นข้อความเกี่ยวกับเจตคติต่อวิชาชีพครู จำนวน 30 ข้อ ข้อมูลที่รวบรวมได้นำมาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for the Social Science) เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวน Cone way ANOVA ผลการวิจัยพบว่า 1. นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษา ชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏยะลา มีเจตคติต่อวิชาชีครูอยู่ในระดับมากที่สุดและระดับมาก ข้อความเจตคติต่อวิชาชีครูในระดับมากที่สุด อันดับแรกคือ อาชีพครูต้องอาศัยความอดทน รองลงมาคือ อาชีพครูมีเกียรติ ส่วนข้อความเจตคติต่อวิชาชีพครูในระดับมาก อันดับแรกคืออาชีครูไม่มีอะไรแปลกใหม่ รองลงมาคืออาชีพครูทำไห้ฉันไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง 2. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโปรแกรมวิชา เพศ การศึกษาขั้นสุดท้าย ก่อนการสมัครเข้าเรียน เหตุผลในการเลือกเรียนและวิธีการเข้ามาเรียนต่อการมีเจตคติต่อวิชาชีพครู พบว่านักศึกษาสาขาวิชาการศึกษามีเจตคติต่อวิชาชีพครูไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
11
การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1
PARTICIPATION IN JOB PERFORMANCE OF BASIC EDUCATION COMMITTEE IN YALA EDUCATION AREA OFFICE 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : อับดุลเลาะ อิหะโละ
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 และ 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 จำนวน 301 คน ได้มาโดยการกำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรยามาเน่ (Yamane) เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น แบบสอบถาม นำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสมมุติฐานเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยตัวแปรอายุ สถานภาพและขนาดโรงเรียน ด้วยการทดสอบค่า ที (t ? test) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยตัวแปรวุฒิการศึกษา ด้วยการทดสอบค่า เอฟ (F ? test) ผลการศึกษาพบว่า 1. การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลาเขต 1โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในปฏิบัติงานของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 ที่มีอายุ วุฒิการศึกษา สถานภาพและขนาดโรงเรียนต่างกันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001 โดยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี มีระดับการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานมากกว่า อายุ 40 ปีขึ้นไป คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 ที่มีวุฒิการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายมีระดับการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานมากกว่าวุฒิการศึกษาประถมศึกษาและปริญญาตรีขึ้นไป คณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 ที่มีสถานภาพเป็นบุคลกรภายในโรงเรียนมีระดับการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานมากกว่าบุคลกรภายนอกโรงเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1ของโรงเรียนขนาดเล็กมีระดับการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานมากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ This research aimed 1) to study educational level of Participating of the School Board in the Operation of the Basic Education of Yala Education Service Area Office 1 2) to compare Participating of the School Board in the Operation of the Basic Education of Yala Education Service Area Office 1. Samples used in research were those 301 of School Board of the Basic Education of Yala Education Service Area Office 1 determined by using Yamane formula. Tool used in collecting data was questionnaire. Statistics used in the analysis included the mean value, percentage, standard deviation, t-test, and using F-test to analyze and compares the variable of educational qualification. The findings were as follows: 1. Participating of the School Board of the Basic Education of Yala Education Service Area Office 1 was at high ratio. 2. Comparison of participation in the operation the School Board in the Operation of the Basic Education of Yala Education Service Area Office 1 by viewing from different schools educational status, age and different school size, the value was significantly at .001. The findings also showed that those School Boards of the Basic Education of Yala Education Service Area Office 1 whose ages were below 40 years participated in educational operation more than those whose ages were above 40 years did. The School Board of the Basic Education of Yala Education Service Area Office 1 who graduated from secondary school level participated more than those who finished from elementary level and those graduated with bachelor''s degree or higher while the School Board of the Basic Education of Yala Education Service Area Office 1 who worked within the schools participated in the operations more than those who were outside the school, and the smaller size basic education schools of Yala Education Service Area Office 1 participated in the operations more than those larger size schools.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.18 MB)
2Contents.pdf ( 0.14 MB)
3Abstract.pdf ( 0.18 MB)
4chapter1.pdf ( 0.21 MB)
5chapter2.pdf ( 0.53 MB)
6chapter3.pdf ( 0.21 MB)
7chapter4.pdf ( 0.21 MB)
8chapter5.pdf ( 0.32 MB)
9Reference.pdf ( 0.33 MB)
10Appendix.pdf ( 0.92 MB)
12
การใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต1
Good Governance Application of School Administrator in Muang District, Yala Primary Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : พิชากรณ์ นาคเนียม
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 (2) เพื่อเปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และขนาดโรงเรียน และ (3) เพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะในการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน กรรมการสถานศึกษาจากสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมี3ตอน คือ ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ตอนที่ 3 เป็นปัญหาและข้อเสนอแนะในการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลาเขต 1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) หากพบความแตกต่างทำการเปรียบเทียบพหุคูณด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe?sTest) ผลการค้นคว้าอิสระพบว่า 1.ระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยหลักนิติธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือหลักความโปร่งใส ส่วนหลักการมีส่วนร่วมที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2.การเปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งและขนาดของโรงเรียนพบว่า บุคลากรทางการศึกษาที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งและปฏิบัติงานอยู่ในขนาดโรงเรียนที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.ปัญหาในการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 คือ ผู้บริหารขาดการอ้างอิงข้อกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องในการออกคำสั่งของโรงเรียน บุคลากรขาดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ผู้บริหารปฏิบัติกับบุคลากรไม่เท่าเทียมกัน ขาดการประชุมเพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องในการทำงาน ร่วมกันอย่างจริงจัง บุคลากรขาดความรู้และความใส่ใจที่จะนำวัสดุเหลือใช้หรือที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำหรือดัดแปลง บุคลากรปฏิบัติงานไม่เต็มความสามารถ ข้อเสนอแนะในการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 คือ ผู้บริหารควรบริหารงานบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาลให้ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน เพื่อสร้างกลไกสำคัญที่จะทำให้การดำเนินงานของสถานศึกษา ทั้ง 4 ด้านมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทและรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การบริหารด้วยความเอาใจใส่ ส่งเสริมให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน การตัดสินใจและการตรวจสอบ The objectives of this study were to investigate the school administration in accordance with good governance of the basic educational institutions under the jurisdiction of Yala Primary Education Service Area Office 1 and to compare the administrative style of school administration in accordance with good governance on the basis of the educational person?s sex, age, education level, position and school size. And study the administrative problems and administrative suggestions. A total of 210 subjects, including Administrator, teachers and school committees who worked under the jurisdiction of Yala Primary Education Service Area Office 1. The Research instrument was a three parts questionnaire, such as part 1 was general data, part 2 was question school administration in accordance with good governance of the basic educational institutions questions and part 3 was administrative problems and administrative suggestions. The statistics used for data analysis included frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, t-test and F-test. The research finding were as follows : 1.The opinions of the Administrator, teacher and school committees the overall school administration in accordance with good governance of the basic educational institutions under the jurisdiction of the Yala Primary Education Service Area Office 1 were rated at a high level of performance. 2.The comparing result of school administration in accordance with good governance on the basis of the educational person?s sex, age, education level, position and school size were not found at .05 level statistical significance. 3.Administrative problems and administrative suggestions of school administration in accordance with good governance of the basic educational institutions under the jurisdiction of Yala Primary Education Service Area Office 1 such as the administrator not refer the law to make the school? rules, the teachers not have willpower, inequality of administrator operation, the administrator must manage in accordance with good governance of the basic educational institutions.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.20 MB)
2Content.pdf ( 0.31 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.16 MB)
4Approval.pdf ( 0.80 MB)
5Chapter1.pdf ( 0.29 MB)
6Chapter2.pdf ( 1.38 MB)
7Chapter3.pdf ( 0.32 MB)
8Chapter4.pdf ( 0.56 MB)
9Chapter5.pdf ( 0.44 MB)
10Appendix.pdf ( 3.68 MB)
11Reference.pdf ( 0.41 MB)
13
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1
Transformational Leadership of Administrators in Mitrapab School Group, Yala Primary Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : วีรศักดิ์ ประจง
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 (2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ในการสอน และขนาดของโรงเรียน และ(3) เพื่อประมวลปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าอิสระ คือ ครูผู้สอนในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ อำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 จำนวน 118 คน เครื่องมือที่ใช้ในการค้นคว้าอิสระ เป็นแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลจากประชากร โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ของประชากร ผลการค้นคว้าอิสระ พบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 พบว่า ภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ในการสอน และจำแนกตามขนาดของโรงเรียน พบว่า ภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3. ผลการประมวลปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 พบว่า ดังนี้ 3.1 ปัญหาเกี่ยวกับเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 โดยจำแนกเป็นรายด้าน ดังนี้ (1) ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ คือ ขาดวิสัยทัศน์ในการทำงาน ( 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ คือ ผู้บริหารให้ความเชื่อมั่นต่อผู้ร่วมงานเพียงบางคน (3) ด้านการกระตุ้นสติปัญญา คือ ไม่มีการประชุมวางแผนร่วมกันในการทำงาน และ (4) ด้าน การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล คือ ใช้อำนาจเด็ดขาดในการสั่งการ/บริหารงาน/ตัดสินใจ 3.2 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 โดยจำแนกเป็นรายด้าน ดังนี้ (1) ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ คือ ควรแบบอย่างที่ดีให้ครู (2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ คือ ควรให้ขวัญและกำลังใจให้กับครู (3) ด้านการกระตุ้นทางปัญญา คือ ควรเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และ (4) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล คือ ควรมีความเป็นกันเอง และเป็นที่พึ่งของครูได้ทุกเรื่อง The objectives of this independent study were 1) to study the level of transformation leadership of administrators- according to teachers?opinion, in Mitrapaap School Group under Yala Primary Educational Service Area Office 1 2) to compare the teachers? opinion with transformation Leadership of administrators in Mitrapaap School Group under Yala Primary Educational Service Area Office 1, according to teaching experience and the size of schools and 3) to gather up problems and suggestions on transformation Leadership of administrators-according to teachers? opinion in Mitrapaap School Group under Yala Primary Educational Service Area Office 1 . The sample groups used in the independent study were 118 teachers in Mitrapaap School Group in Muang District under Yala Primary Educational Service Area Office 1. The tools used in the independent study were questionnaires. Data analysis of sample group was processed through ready-made program. And,Statistics used were data frequency, percentage, mean, and standard deviation. The study outcomes were as the following : 1. The level of transformation leadership of administrators ? according to teachers opinion, in Mitrapaap School Group under Yala Primary Educational Service Area Office 1 are high in both overall view and each aspect. 2. The outcome of the comparison of teachers? opinion on transformation Leadership of administrators in Mitrapaap School Group under Yala Primary Educational Service Area Office 1- clarified by teaching experience and the size of schools were not different in both overall view and each aspect. 3. The result of gathering up problems and suggestions on transformation Leadership of administrators-according to teachers? opinion in Mitrapaap School Group under Yala Primary Educational Service Area Office 1 were as follow : 3.1 The problems on transformation Leadership of administrators- according to teachers? opinion in Mitrapaap School Group under Yala Primary Educational Service Area Office 1 categorized in each aspect were 1) In case of idealistic influences, administrators were lacking of working vision 2) I case of creating inspiration, administrators pay reliability on some persons 3) In case of intelligence encouragement , administrators have no mutual plan in working, and 4) In case of individual consideration, administrators were autocrat in commanding, administration and making decision. 3.2 The suggestions on transformation Leadership of administrators-according to teachers? opinion in Mitrapaap School Group under Yala Primary Educational Service Area Office 1categorized in each aspect were 1) In case of idealistic influences, administrators should be good model to teachers 2) I case of creating inspiration, administrators should give spirit to teachers thoroughly 3) In case of intelligence encouragement , administrators should give a chance to their teachers in making decision and 4) In case of individual consideration, administrators be friendly and dependable in everything.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.12 MB)
2Content.pdf ( 0.31 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.06 MB)
4Approval.pdf ( 0.72 MB)
5Abstract.pdf ( 0.21 MB)
6Chapter1.pdf ( 0.20 MB)
7Chapter2.pdf ( 0.66 MB)
8Chapter3.pdf ( 0.23 MB)
9Chapter4.pdf ( 0.37 MB)
10Chapter5.pdf ( 0.27 MB)
11Appendix.pdf ( 0.69 MB)
12Reference.pdf ( 0.25 MB)
14
ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1
Administrative Skills of Administrators in Basic School Bacho District Narathiwat Province under The Narathiwat Primary Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : ธีรี คะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 (2) เพื่อเปรียบเทียบระดับทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ตามตัวแปรประสบการณ์การทำงานและขนาดสถานศึกษา และ(3) เพื่อประมวลปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 จำนวน 192 คน เครื่องมือที่ใช้ในการค้นคว้าอิสระ เป็นแบบสอบถามการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปและสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t - test) และทดสอบค่าเอฟ (F ? test) เมื่อพบว่า มีความแตกต่างกันจึงทดสอบโดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe?s Method) ผลการค้นคว้าอิสระ พบว่า 1. ระดับทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. ผลการเปรียบเทียบทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอ บาเจาะ จังหวัดนราธิวาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ตามตัวแปรประสบการณ์การทำงานและขนาดสถานศึกษา พบว่า ภาพรวม ไม่แตกต่างกัน 3. การประมวลปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ตามความถี่สูงสุดแต่ละด้าน พบว่า ปัญหาด้านเทคนิค คือ ผู้บริหารไม่มีการนำผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ด้านมนุษยสัมพันธ์ คือ ผู้บริหารขาดการกระตุ้น ส่งเสริม และสร้างกำลังใจในการทำงานให้กับผู้ร่วมงาน และด้านความคิดรวบยอด คือ ผู้บริหารแก้ปัญหาไม่ตรงประเด็น ข้อเสนอแนะด้านเทคนิค คือ ควรมีการพัฒนาความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ด้าน มนุษยสัมพันธ์ คือ ควรรับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน และด้านความคิดรวบยอด คือ ควรมีการประชุมหารือในการแก้ปัญหา The objectives of this independent study were (1) to study the level of administrative skills of administrators in basic School, Bacho District, Narathiwat Province, under The Narathiwat Primary Educational Service Area Office 1 ( 2) to compare the level of administrative skills of administrators in basic School, Bacho District, Narathiwat Province, under The Narathiwat Primary Educational Service Area Office 1, classified by variant of working experience and the size of schools and 3) to gather up problems and suggestions in administrative skills in basic School, Bacho District, Narathiwat Province, under The Narathiwat Primary Educational Service Area Office 1. The sample groups were 192 of teachers, under The Narathiwat Primary Educational Service Area Office 1. The tools used in the independent study were questionnaires. Data analysis was processed through ready-made program. And, statistics used were percentage, mean, standard deviation, t-test and f-test ? when they are different, there must be testing by using Scheffe?s Method. The study outcomes were as the following: 1. The level of administrative skills in basic schools in Bacho District, Narathiwat Province under The Narathiwat Primary Educational Service Area Office1 are medium in overall view. 2. The comparative outcome in administrative skills of administrators in basic schools, Bacho District, Narathiwat Province under The Narathiwat Primary Educational Service Area Office 1 - clarified by variants of working experience found out that both overall view and each aspect were not different. 3. The processing in problems and suggestions in administrative skills of administrators in basic schools, Bacho District, Narathiwat Province under The Narathiwat Primary Educational Service Area Office 1, from highest frequency in each aspect, are as the following: In technical problems, administrators did not use reach outcomes to apply in working. In case of human relationship, administrators did not urge, support and build morale for colleagues in working. And, in case of concept, administrators solve problems irrelevantly. The suggestions in technical section, there should be knowledge development in technology. In case of human relations, there should have been listened to the opinions of colleagues. And, in case of concept, There should be a meeting to solve the problems.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.09 MB)
2Content.pdf ( 0.18 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4Approval.pdf ( 0.57 MB)
5Abstract.pdf ( 0.13 MB)
6Chapter1.pdf ( 0.20 MB)
7Chapter2.pdf ( 0.56 MB)
8Chapter3.pdf ( 0.24 MB)
9Chapter4.pdf ( 0.31 MB)
10Chapter5.pdf ( 0.25 MB)
11Appendix.pdf ( 1.18 MB)
12Reference.pdf ( 0.15 MB)
15
การบริหารงานงบประมาณในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1
Budget Management in Primary Schools Institutions under the Narathiwat Primary Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : สีตีซอปีเย๊าะ มือแยบาสอ
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานงบประมาณ ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 (2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานงบประมาณในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 จำแนกตามบุคลากรที่รับผิดชอบงานงบประมาณ และขนาดของโรงเรียน และ(3) เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานงบประมาณในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรที่รับผิดชอบงานงบประมาณ ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้ากลุ่มบริหารงานงบประมาณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 จำนวน 170 คน เครื่องมือที่ใช้ในการค้นคว้าอิสระ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t ? test) และการทดสอบค่าเอฟ (F ? test) เมื่อพบว่า มีความแตกต่างกันจึงทดสอบโดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe?s Method) ผลการค้นคว้าอิสระ พบว่า 1. ระดับการบริหารงานงบประมาณในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานงบประมาณในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 จำแนกตามตัวแปรบุคลากรที่รับผิดชอบงานงบประมาณและตามขนาดของโรงเรียน พบว่า ภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3. ผลการประมวลปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานงบประมาณในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ตามความถี่สูงสุด ดังนี้ 3.1 ปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานงบประมาณในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ด้านการจัดทำงบประมาณ คือ บุคลากรในโรงเรียนไม่มีส่วนร่วมในการจัดทำงบประมาณ ด้านการขออนุมัติงบประมาณ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้ากลุ่มบริหารงบประมาณไม่มีความชำนาญต่อการขอใช้งบประมาณ ด้านการบริหารงบประมาณ คือ เอกสารที่จัดเก็บไม่สมบูรณ์ และด้านการติดตามและรายงานผล คือ การจัดทำเอกสารไม่เป็นปัจจุบัน 3.2 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานงบประมาณในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ด้านการจัดทำงบประมาณ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีความเป็นธรรม ด้านการขออนุมัติงบประมาณ คือ การจัดซื้อควรคำนึงผลประโยชน์ของโรงเรียน ด้านการบริหารงบประมาณ คือ ควรมีการจัดทำโครงการ / กิจกรรมต่อการใช้งบประมาณในแต่ละครั้ง และด้านการติดตามและรายงานผล คือ รายงานการบริหารงบประมาณควรมีการรับรู้ถึงบุคลากรในโรงเรียน The objectives of this independent study were (1) to study the level of budget management in primary schools institutions under the Naratiwat Primary Educational Service Area Office 1 2) to compare the budget management in primary schools institutions under the Naratiwat Primary Educational Service Area Office 1, classified by personnel who are responsible for budgeting duties and the size of schools and 3) to gather up problems and suggestions in budget management in primary schools institution under the Naratiwas Primary Educational Service Area Office 1. The sample groups used in the independent study were 170 of personnel who are responsible for budgeting duties, comprising of school administrators and chief of budget management groups in schools under the Naratiwat Primary Educational Service Area Office 1. The tools used in the independent study were questionnaires. Data analysis was processed through ready-made program. And ,Statistics used were percentage, mean, standard deviation, t-test and f-test ? when they are different, there must be testing by using Scheffe?s Method. The study outcomes were as the following: 1. The level of budget management in primary schools institution under the Naratiwat Primary Educational Service Area Office1are medium in overall view. 2. The comparative outcome in budget management in primary schools institution under the Naratiwat Primary Educational Service Area Office 1 - clarified by variants of personnel who are responsible for budgeting duties found out that both overall view and each aspect were not different. 3. The results of processing in problems and suggestions in budget management in primary schools institution under the Naratiwat Primary Educational Service Area Office 1, from highest frequency , are as the following: 3.1 The problems in budget management in primary schools institution under the Naratiwat Primary Educational Service Area Office 1 were: In case of budgeting, the personnel in school had no participation in budgeting. I case of budget approval, administrators and chief of budgeting management group had no skills in budget expenses. In case of budget administration, documents were incomplete gathering. In case of tracing and reporting, documentation were not presently manipulated. 3.2 The suggestions in budget management in primary schools institution under the Naratiwat Primary Educational Service Area Office 1 were: In case of budgeting, administrators should be impartial. In case of budget approval, there should be considering benefit of school in procuring. In case of budget administration, there should be projects or activities for each budgeting. And, in case of tracing and reporting, school personnel should be acknowledged in budget management.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.24 MB)
2Content.pdf ( 0.30 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.06 MB)
4Abstract.pdf ( 0.20 MB)
5Approval.pdf ( 0.57 MB)
6Chapter1.pdf ( 0.18 MB)
7Chapter2.pdf ( 0.94 MB)
8Chapter3.pdf ( 0.30 MB)
9Chapter4.pdf ( 0.42 MB)
10Chapter5.pdf ( 0.33 MB)
11Appendix.pdf ( 1.13 MB)
12Reference.pdf ( 0.24 MB)

Search within results