Search Result 111 Found

  • Filters
 
1
คู่มือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ทวีศิลป์ กล้าณรงค์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
คู่มือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา จัดทำขึ้นเพื่อให้นักเรียน ครูผู้สอน ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษาที่รับผิดชอบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ได้ทราบข้อมูลการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา เพื่อใช้เป็นคู่มือในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา การจัดทำคู่มือ ผู้ศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จากเอกสาร ตำราศึกษาหลักการเขียนคู่มือจากตำรา บทความ งานวิจัย เอกสารทางวิชาการ เพื่อให้ได้เนื้อหาครบถ้วนในการจัดทำคู่มือผู้ศึกษาได้จัดทำโครงร่างของคู่มือ แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ตรวจสอบพิจารณาความเหมาะสมในเนื้อหาโครงร่างของคู่มือซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎีของการจัดทำคู่มือ จากนั้นได้ดำเนินการจัดทำคู่มือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา ตามโครงร่างของคู่มือนั้น เมื่อได้คู่มือแล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน ตรวจสอบความเป็นไปได้ในการนำคู่มือไปใช้ คู่มือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา เป็นข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร วิธีการสอน สื่อการสอน การวัดผลประเมินผล สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 ที่รวบรวมความรู้ด้านวิชาการต่างๆ ซึ่งสรุปผลการตรวจสอบความเป็นไปได้ของคู่มือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา อยู่ในระดับความคิดเห็น โดยเฉลี่ย 4.44 แสดงว่า เห็นด้วยสามารถนำไปปฏิบัติได้มาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.10 MB)
2Abstract.pdf ( 0.08 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4Content.pdf ( 0.05 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.08 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.20 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.09 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.10 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.06 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.17 MB)
11Appendix 1.pdf ( 0.45 MB)
12Appendix 2.pdf ( 0.06 MB)
13Appendix 3.pdf ( 0.06 MB)
14Appendix 4.pdf ( 0.08 MB)
15Appendix 5.pdf ( 0.06 MB)
2
คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : คณิตตรา เจริญพร
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำนวน 417 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบถดถอยพหุคูณ (multiple regression analysis) แบบการนำตัวแปรมาสร้างสมการถดถอย (method enter) ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำ ด้านบุคลิกภาพ ด้านวิชาการ ด้านคุณธรรม และด้านความสามารถในการบริหาร 2. การบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการบริหารตนเอง ด้านการบริหารงานแบบกระจายอำนาจ ด้านการคืนอำนาจการจัดการศึกษาให้ประชาชน ด้านการตรวจสอบและถ่วงดุล และด้านการบริหารงานแบบมีการมีส่วนร่วม 3. คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 สามารถพยากรณ์การบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ได้ร้อยละ 45.40 นอกจากนี้พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านภาวะผู้นำ ด้านวิชาการ ด้านคุณธรรม ด้านบุคลิกภาพ และด้านความสามารถในการบริหารส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โดยสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์รูปของคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้ Z''y = -.004X1 + .052X2+ .487X3 + .140X4+ .026X5
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.08 MB)
2abstract.pdf ( 0.07 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4content.pdf ( 0.07 MB)
5chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
6chapter 2.pdf ( 0.40 MB)
7chapter 3.pdf ( 0.09 MB)
8chapter 4.pdf ( 0.19 MB)
9chapter 5.pdf ( 0.18 MB)
10bibliography.pdf ( 0.11 MB)
11appendix 1.pdf ( 0.10 MB)
12appendix 2.pdf ( 0.05 MB)
13appendix 3.pdf ( 0.13 MB)
14appendix 4.pdf ( 0.14 MB)
3
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับ การดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : วุฒิ อิสระกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทาง วิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 448 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการประเมินผลนักเรียน ด้านมุมมองและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านหลักสูตร ด้านการวางแผนเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพครู และด้านการจัดการโครงการสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ 2. การดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการจัดทำแผนพัฒนาสถานศึกษาที่มุ่งเน้นคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 3. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงมาก (rxy=.844) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.16 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4content.pdf ( 0.08 MB)
5chapter1.pdf ( 0.16 MB)
6chapter2.pdf ( 0.75 MB)
7chapter3.pdf ( 0.12 MB)
8chapter4.pdf ( 0.27 MB)
9chapter5.pdf ( 0.24 MB)
10bibliography.pdf ( 0.15 MB)
11appendix1.pdf ( 0.04 MB)
12appendix2.pdf ( 0.13 MB)
13appendix3.pdf ( 0.23 MB)
14appendix4.pdf ( 0.16 MB)
15appendix2.pdf ( 0.00 MB)
4
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : แดน ศรีชนะวัฒน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการบริหารงานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 2) ศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านการดำเนินงานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการประสานงาน คณะกรรมการดำเนินงาน และครูประจำชั้นหรือครูผู้สอน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำนวน 205 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าถี่ความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย (mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson product moment correlation coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (multiple regression analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1. ปัจจัยการบริหารงานของสถานศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยภาพรวมมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมของครูที่ปรึกษา บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ปกครองและชุมชน ด้านการพัฒนาทักษะ/ความรู้แก่ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และด้านการบริหารและการจัดการ 2. ประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยภาพรวมมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการส่งต่อนักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน และด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 พบว่า ปัจจัยการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา (X) 1 ตัวแปร ได้แก่ การพัฒนาทักษะ/ความรู้แก่ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง (X2) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.275 และสามารถพยากรณ์ประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (Y) ได้ร้อยละ 6.6 มีความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ์เท่ากับ 3.264 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสามารถนำตัวแปรที่พยากรณ์ได้มาสร้างเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ = 3.264 + 0.071 (X2) และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน = .257 (X2)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.08 MB)
2abstract.pdf ( 0.08 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4content.pdf ( 0.09 MB)
5chapter1.pdf ( 0.14 MB)
6chapter2.pdf ( 0.46 MB)
7chapter3.pdf ( 0.11 MB)
8chapter4.pdf ( 0.26 MB)
9chapter5.pdf ( 0.11 MB)
10bibliography.pdf ( 0.11 MB)
11appendix1.pdf ( 0.69 MB)
12appendix2.pdf ( 0.15 MB)
13appendix3.pdf ( 0.05 MB)
14appendix5.pdf ( 0.08 MB)
15biodata.pdf ( 0.04 MB)
5
การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1
The Implementation Of Good Governance Of School Administratotrs Under The Office Of Chonburi Educational Service Area I
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : ชลทิชา ลิ้มสกุลศิริรัตน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 จำนวน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความรับผิดชอบ และด้านหลักความคุ้มค่า จำแนกตาม ตำแหน่ง สถานที่ตั้งของสถานศึกษาและขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 จำนวน 423 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1. การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงค่า เฉลี่ยจากมากไปหาน้อยตามลำดับ คือ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความรับผิดชอบ ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักความคุ้มค่า และด้านหลักการมีส่วนร่วม 2. เปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3. เปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต จำแนกตามสถานที่ตั้งของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้าน หลักนิติธรรม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 4. เปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 จำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักคุณธรรมและด้านหลักการมีส่วนร่วม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.13 MB)
2Chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
3Chapter 2.pdf ( 0.31 MB)
4Chapter 3.pdf ( 0.10 MB)
5Chapter 4.pdf ( 0.19 MB)
6Chapter 5.pdf ( 0.18 MB)
7Bibliography.pdf ( 0.11 MB)
8Appendix.pdf ( 0.17 MB)
6
การสร้างชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สุวินทวงศ์
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : ไพโรจน์ มักสัมพันธุ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) สร้างชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุด การสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สุวินทวงศ์ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 25 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ จำนวน 7 ชุดการสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการทดสอบคุณภาพเครื่องมือ มีค่าความยากง่าย 0.46 - 0.67 ค่าอำนาจจำแนก 0.25 ? 0.58 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 ผลการทดสอบคุณภาพเครื่องมือมีค่าอำนาจจำแนก 0.58 ? 0.80 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 ประสิทธิภาพของชุดการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยค่าที (t-test for dependent) วิเคราะห์ข้อมูลดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนและความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 85.73/81.42 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนการเป่าขลุ่ย รีคอร์เดอร์ ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.66 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.66 หรือคิดเป็นร้อยละ 66.83 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 แสดงว่ามีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.15 MB)
2Chapter 1 - Appendix.pdf ( 1.72 MB)
7
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ระหว่างการสอนแบบซิปปากับการสอนแบบโครงงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : นภาวดี บุตรน้ำเพ็ชร
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบซิปปาระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา สังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบโครงงานระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษาของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบซิปปากับการสอนแบบโครงงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 90 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาสังคมศึกษา เรื่องพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยและเรื่องกฎหมายใกล้ตัว แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มและแบบสำรวจความคิดเห็น สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ( t - test ) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษาของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบซิปปาหลังเรียนมีคะแนนทดสอบสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษาของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบโครงงานหลังเรียนมีคะแนนทดสอบสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษาของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบซิปปามีคะแนนทดสอบสูงกว่าการสอนแบบโครงงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.09 MB)
2Abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4Content.pdf ( 0.10 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.65 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.21 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.15 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.14 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.21 MB)
11Appendix 1.pdf ( 0.22 MB)
12Appendix 2.pdf ( 0.41 MB)
13Appendix 3.pdf ( 0.10 MB)
14Appendix 4.pdf ( 0.09 MB)
15Appendix 5.pdf ( 0.07 MB)
16Appendix 6.pdf ( 0.08 MB)
17Appendix 7.pdf ( 0.10 MB)
18Appendix 8.pdf ( 0.06 MB)
19Appendix 9.pdf ( 0.58 MB)
8
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบคอมพิวเตอร์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : วาริน แซ่ตู
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบคอมพิวเตอร์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องระบบคอมพิวเตอร์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของกลุ่มทดลองที่เรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และกลุ่มควบคุมที่เรียนโดยวิธีปกติ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบคอมพิวเตอร์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 100 คน คือกลุ่มทดลอง 50 คน และกลุ่มควบคุม 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีปกติ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบค่าที (t ? test) ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภาพ 80.25/80.40 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 75/75 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคะแนนสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.53 อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.22 MB)
2Content.pdf ( 0.16 MB)
3Chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
4Chapter 2.pdf ( 0.70 MB)
5Chapter 3.pdf ( 0.18 MB)
6Chapter 4.pdf ( 0.12 MB)
7Chapter 5.pdf ( 0.19 MB)
8Bibliography.pdf ( 0.21 MB)
9
การบริหารการประพฤติผิดวินัยของนักเรียน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : สุเทพ แสวงธรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการบริหารการประพฤติผิดวินัยของนักเรียน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1 จำนวน 4 ด้าน คือ ด้านการแต่งกาย ด้านความประพฤติ ด้านการปฏิบัติตน และด้านความรับผิดชอบ จำแนกตามตำแหน่ง และที่ตั้งสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารจำนวน 35 คน และครูที่ปรึกษาจำนวน 191 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. การประพฤติผิดวินัยของนักเรียน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับน้อย 2. เปรียบเทียบการประพฤติผิดวินัยของนักเรียน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1 จำแนกตามตำแหน่งและสถานที่ตั้งสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ศึกษาการบริหารการประพฤติผิดวินัยของนักเรียนจากแบบสอบถามปลายเปิดและการสนทนากลุ่ม (Focus Group) พบว่า ด้านการแต่งกาย ครูต้องให้ความรู้และเข้มงวดตรวจตรา ตักเตือนนักเรียนที่ทำผิดทุกครั้ง ด้านความประพฤติ ครูต้องศึกษาพฤติกรรมนักเรียนเป็นรายกรณี แก้ปัญหาให้ตรงกับสาเหตุ เน้นการลงโทษอย่างจริงจัง ด้านการปฏิบัติตน ครูต้องประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนมีความตระหนักและจิตสำนึกที่ดี ฝ่ายบริหารต้องนิเทศกำกับติดตาม ด้านความรับผิดชอบ ต้องชี้แจงบทบาทหน้าที่ของนักเรียนในองค์รวมและรายชั้นเรียนสม่ำเสมอ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titile.pdf ( 0.12 MB)
2content.pdf ( 0.06 MB)
3chapter 1.pdf ( 0.13 MB)
4chapter 2.pdf ( 0.41 MB)
5chapter 3.pdf ( 0.12 MB)
6chapter 4.pdf ( 0.16 MB)
7chapter 5.pdf ( 0.14 MB)
8bibliography.pdf ( 0.14 MB)
9appendix 1.pdf ( 0.08 MB)
10appendix 2.pdf ( 0.12 MB)
11appendix 3.pdf ( 0.06 MB)
12appendix 4.pdf ( 0.09 MB)
13appendix 5.pdf ( 0.06 MB)
14biodata.pdf ( 0.05 MB)
10
ปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1
Problems Of School Curriculum Development Of Educational Opportunity Expansion Schools Under The Office Of Chonburi Educational Service Area I
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : สุเรนทร์ ภูทองวิจิตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1 และเปรียบเทียบปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 22 คน และครูที่ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 176 คน รวม 198 คน ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง 2. การเปรียบเทียบปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อจำแนกตามประสบการณ์การทำงาน พบว่าโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อจำแนกตามขนาดโรงเรียนโดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ ด้วยวิธีการของเชฟเฟ (Scheffe'') พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กกับโรงเรียนขนาดกลาง มีปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.12 MB)
2Content.pdf ( 0.07 MB)
3Chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
4Chapter 2.pdf ( 0.31 MB)
5Chapter 3.pdf ( 0.10 MB)
6Chapter 4.pdf ( 0.18 MB)
7Chapter 5.pdf ( 0.17 MB)
8Bibliography.pdf ( 0.11 MB)
9Appendix.pdf ( 0.12 MB)
11
การบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1
School Administrative Management On Student Assistant System Under The Office Sakeao Educational Service Area I
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : นิมิต เจียมตน
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1 จำแนกตามขนาดโรงเรียน และระดับชั้นครูที่ปรึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ครูที่ปรึกษาจำนวน 169 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1. การบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการส่งต่อ ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน และด้านการคัดกรองนักเรียน ตามลำดับ 2. ครูที่ปรึกษาที่สังกัดขนาดโรงเรียนต่างกันมีการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูที่ปรึกษาที่สังกัดโรงเรียนขนาดใหญ่ มีการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มากกว่าครูที่ปรึกษาที่สังกัดโรงเรียนขนาดกลาง ทั้งโดยรวมและรายด้าน 3. ครูที่ปรึกษาที่มีระดับชั้นของครูที่ปรึกษาต่างกัน มีการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยรวม ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูที่ปรึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมากกว่าครูที่ปรึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.10 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.06 MB)
4content.pdf ( 0.07 MB)
5chapter 1.pdf ( 0.13 MB)
6chapter 2.pdf ( 0.35 MB)
7chapter 3.pdf ( 0.13 MB)
8chapter 4.pdf ( 0.13 MB)
9chapter 5.pdf ( 0.13 MB)
10bibliography.pdf ( 0.12 MB)
11appendix 1.pdf ( 0.06 MB)
12appendix 2.pdf ( 0.10 MB)
13appendix 3.pdf ( 0.11 MB)
14appendix 4.pdf ( 0.10 MB)
15appendix 5.pdf ( 0.06 MB)
12
การศึกษาการพัฒนาไก่พื้นเมืองเป็นไก่ชนโดยใช้อาหารเสริมพืชสมุนไพร : กรณีศึกษาเกษตรกร หมู่ 11 บ้านห้วยสำโรงใต้ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
A Study On The Development Of Thai Indigenous Chickens To Fighting Cocks Using Fook Herbal Supplements : A Case Study Of Hau Sumrongvillage, Kaohinson Subdistrict, Chachoengsao Province
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ดวงส่องแสง แต้เฮง
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การศึกษาการพัฒนาไก่พื้นเมืองเป็นไก่ชนโดยใช้อาหารเสริมพืชสมุนไพรมีวัตถุประสงค์ 3ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาบริบทการเลี้ยงไก่พื้นเมืองของเกษตรกรหมู่ 11 บ้านห้วยสำโรงใต้ จังหวัดฉะเชิงเทรา 2) เพื่อทดลองพัฒนาการเลี้ยงไก่พื้นเมืองโดยใช้อาหารเสริมพืชสมุนไพร 3) เพื่อแลก เปลี่ยนเรียนรู้ผลการทดลองเลี้ยงไก่พื้นเมืองโดยใช้อาหารเสริมพืชสมุนไพรกลุ่มตัวอย่างจำนวน 53 ราย ตอบแบบสอบถามที่ใช้ในการศึกษาบริบทการเลี้ยงไก่พื้นเมืองสำหรับการศึกษาทดลองพัฒนา การเลี้ยงไก่พื้นเมืองโดยใช้อาหารเสริมพืชสมุนไพรใช้ไก่พื้นเมือง 30 ตัว มีอายุ 12 สัปดาห์ โดยคัดจากไก่ทั้งหมด 100 ตัว ที่มีคุณลักษณะที่มีมาตรฐานเดียวกันและใช้ขั้นตอนการทดลอง แบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) แบ่งออกเป็น3 สิ่งทดลองๆ ละ 10 ซ้ำๆ ละ3 ตัว ใช้ระยะเวลาทดลอง 16 สัปดาห์ โดยให้อาหารเสริมพืชสมุนไพร 3 สูตรคือ สูตรข้าวเปลือก สูตรข้าวเปลือก1กิโลกรัมผสมบอระเพ็ดในระดับ 1% สูตรข้าวเปลือก1กิโลกรัมผสมฟ้าทะลายโจรในระดับ 1% ผลการวิจัย พบว่าสูตรข้าว เปลือก สูตรข้าวเปลือกผสมบอระเพ็ด สูตรข้าวเปลือกผสมฟ้าทะลายโจร มีผลทำให้ค่าเฉลี่ยน้ำหนักในสัปดาห์ที่ 9-14 ไก่ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p<0.05) และพบว่าใน สัปดาห์ที่ 14 ค่าเฉลี่ยขนาดรอบอกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ด้านพัฒนาการคุณลักษณะพบว่ามีผลทำให้สูตรข้าวเปลือกผสมบอระเพ็ดมีคุณลักษณะเด่นด้านน้ำหนัก โดยสูตรข้าวเปลือกผสมฟ้าทะลายโจรมีคุณลักษณะเด่นด้านสีขน ส่วนปีก สีหน้า สูตรข้าวเปลือกมีลักษณะเด่นทางด้านลำตัว ในการแลก เปลี่ยนเรียนรู้ผลการทดลองการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเป็นไก่ชนโดยใช้อาหารเสริมพืชสมุนไพรกับเกษตรกรพบว่า เกษตรกรมีความรู้และความพึงพอใจในระดับดี และสามารถนำผลไปพัฒนาสร้างองค์ความรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเพิ่มรายได้ในครัวเรือนต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.12 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4content.pdf ( 0.06 MB)
5chapter 1.pdf ( 0.11 MB)
6chapter 2.pdf ( 0.43 MB)
7chapter 3.pdf ( 0.14 MB)
8chapter 4.pdf ( 0.75 MB)
9chapter 5.pdf ( 0.17 MB)
10bibliography.pdf ( 0.15 MB)
11appendix1.pdf ( 0.05 MB)
12appendix 2.pdf ( 0.09 MB)
13appendix 3.pdf ( 0.15 MB)
14appendix 4.pdf ( 0.09 MB)
15appendix 5.pdf ( 0.10 MB)
16appendix 6.pdf ( 1.48 MB)
17biodata.pdf ( 0.05 MB)
13
ศึกษาการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : น้ำทิพย์ เจริญสุข
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และการนำเสนอแนวทางในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านเกษตรกรรมมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 กลุ่มประชากร คือ ผู้บริหาร และครูผู้สอน ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 จำนวน 106 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหาร และครูผู้สอน มีสภาพการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านเกษตรกรรมมา ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่12 ในระดับปานกลาง 2. ผู้บริหาร และครูผู้สอน มีปัญหาการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านเกษตรกรรม มาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ในระดับปานกลาง 3. ผู้บริหาร และครูผู้สอน นำเสนอแนวทางในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านเกษตรกรรมมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านเกษตรกรรมไปบูรณาการในเนื้อหาวิชาของหลักสูตรแกนกลาง โดยกลุ่มสาระที่สอดคล้องมากที่สุด คือ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มสาระการงานอาชีพเทคโนโลยี ผู้บริหาร และครูผู้สอน มีวิธีแก้ปัญหาการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านเกษตรกรรมมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.06 MB)
2หน้าอนุมัติ.pdf ( 0.06 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.09 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.06 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
6บทที่1.pdf ( 0.14 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.76 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.11 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.42 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.12 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.17 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.20 MB)
14
ศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะการนิเทศภายในตามความคิดเห็นของครูและผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สาย นพเทาว์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะการนิเทศภายใน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอนและผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารโรงเรียน และครูจำนวน 364 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการหาค่าความถี่ของค่าน้ำหนักคะแนน ผลการวิจัย พบว่าปัญหาการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการวางแผนการนิเทศ ด้านการปฏิบัติการนิเทศ ด้านการประเมินผล และด้านการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ ผลการเปรียบเทียบปัญหาการนิเทศภายในโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 โดยครูผู้สอนมีความคิดเห็นต่อปัญหาการนิเทศว่ามีปัญหามากกว่าผู้บริหารโรงเรียน สำหรับข้อเสนอแนะการนิเทศภายในโรงเรียน ด้านสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ ควรให้ครูผู้สอนเป็นคณะทำงานในการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการของโรงเรียน ด้านการวางแผนการนิเทศภายใน ควรแต่งตั้งคณะทำงานจากครูอาจารย์ในโรงเรียนให้มีส่วนร่วมในการวางแผนและจัดทำปฏิทินปฏิบัติงานจะได้เป็นแผนงานรวมของโรงเรียน ที่มีความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของทุกคน ด้านการปฏิบัติการนิเทศ ควรให้มีการประสานงานระหว่างผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอนในเรื่องการนิเทศภายในโรงเรียน ด้านการประเมินผลการนิเทศ ควรจัดให้มีการประเมินความก้าวหน้าในการสอนของครูที่เกิดจากการนิเทศด้วย การประเมินคุณภาพนักเรียนปลายภาคเรียน ทุกครั้ง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.14 MB)
2chapter 1.pdf ( 0.10 MB)
3chapter 2.pdf ( 0.26 MB)
4chapter 3.pdf ( 0.14 MB)
5chapter 4.pdf ( 0.13 MB)
6chapter 5.pdf ( 0.14 MB)
7bibliography.pdf ( 0.12 MB)
8appendix.pdf ( 0.21 MB)
15
การพัฒนาและบริหารกิจกรรมส่งเสริมการอ่านของนักเรียน โรงเรียนบ้านทับร้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 2
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ชัยยุทธ เมืองแก้ว
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและบริหารกิจกรรมส่งเสริมการอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านทับร้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 2 โดยใช้เทคนิคกระบวนการการประชุมปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมและสร้างสรรค์ และหลักการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียน ประถมศึกษาปีที่ 1 ? มัธยมศึกษาปีที่ 3 ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 630 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบสถานการณ์ แบบสอบถาม การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ใช้เทคนิคกระบวนการประชุมอย่างมีส่วนร่วมและสร้างสรรค์ และหลักการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน ทำให้มีการวางแผนในการดำเนินการ โครงการส่งเสริมการอ่านมีวัตถุประสงค์ชัดเจน มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านหรือนวัตกรรมส่งเสริมการอ่าน จำนวน 19 กิจกรรม ได้แก่ 1. พี่เล่านิทานให้น้องฟัง 2. ตะกร้าเคลื่อนที่ 3. พี่สอนน้อง 4. การคิดปริศนาคำทาย 5. ยอดนักอ่าน 6. คาราโอเกะเพื่อการอ่าน 7. ต้นไม้รักการอ่าน 8. บันทึกกิจกรรมการอ่านของหนู 9. วางทุกงานอ่านทุกคน 10. การเล่านิทานกับการพัฒนาเด็กโดยใช้สื่อประกอบ 11. สำนวนสุภาษิตคำพังเพย 12. แฟนพันธุ์แท้ 76 จังหวัด 13. ตลาดนัดทางปัญญา 14. หนอนหนังสือ 15. ตอบปัญหาสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน 16. อ่านหนังสือให้น้องฟัง 17. วิเคราะห์ข่าว 18. เสียงตามสาย และ 19. การสร้างนิทานภาพเล่มเล็ก จากการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว นักเรียนมีการปฏิบัติและพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านบ่อยครั้ง คือ ปฏิบัติและพฤติกรรมเกี่ยวกับการอ่าน 2 - 3 วันต่อครั้ง นอกจากนี้ยังมีส่วนทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.14 MB)
2chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
3chapter 2.pdf ( 0.38 MB)
4chapter 3.pdf ( 0.11 MB)
5chapter 4.pdf ( 0.12 MB)
6chapter 5.pdf ( 0.13 MB)
7bibliography.pdf ( 0.14 MB)
8appendix 1.pdf ( 0.09 MB)
9appendix 2.pdf ( 0.15 MB)
10appendix 3.pdf ( 0.07 MB)
11appendix 4.pdf ( 0.20 MB)

Search within results