Search Result 283 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาความสามารถในการอ่านคำตามมาตราตัวสะกดไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองบัว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : อนงค์ ระเบียบ
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาการพัฒนาความสามารถในการอ่านของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดไทย 8 มาตราตัวสะกด และเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกหัดซึ่งสร้างขึ้นโดยผู้วิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 คน จากโรงเรียนวัดหนองบัว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ดำเนินการวิจัยโดยการสร้างแบบฝึกพัฒนาการอ่านคำตามมาตราตัวสะกดไทย 8 มาตราตัวสะกด จำนวน 8 ชุด ใช้เวลาในแผนการสอน 24 ชั่วโมง เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ในการอ่านตัวสะกดคำของนักเรียนโดยใช้สถิติ t-test (Dependent) และหาประสิทธิภาพของแบบฝึกตามเกณฑ์ 70/70 ผลการวิจัย พบว่า จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการอ่านของนักเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกหัด พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านหลังเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และประสิทธิภาพของแบบฝึกเป็นไปตามเกณฑ์ 70/70
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.11 MB)
2หน้าอนุมัติ.pdf ( 0.06 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.10 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.06 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.08 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.13 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.39 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.19 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.21 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.17 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.15 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 1.07 MB)
2
บทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : พรปวีณ์ พูลเฉลิม
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาและเปรียบเทียบบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ และขนาดโรงเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 118 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูลครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่า t ? test ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) บทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็น ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้น ด้านบริหารทั่วไป มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) เปรียบเทียบบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) เปรียบเทียบบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำแนกตาม ขนาดโรงเรียน พบว่า โดยภาพรวมและด้านวิชาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ส่วนด้านงบประมาณ ด้านบริหารงานบุคคล และด้านบริหารทั่วไป แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.10 MB)
2หน้าอนุมัติ.pdf ( 0.08 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.13 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.07 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.13 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.19 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.39 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.17 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.28 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.24 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.38 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.25 MB)
3
การบริหารความขัดแย้งในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : วีรนุช สุทธพันธ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยเรื่องการบริหารความขัดแย้งในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ที่เพื่อศึกษา เรื่องการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 210 คน จากสถานศึกษา 87 แห่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในการบริหารตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป มีร้อยละ 77.9 ส่วนผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในตำแหน่งบริหารต่ำกว่า 10 ปี ร้อยละ 22.1 และปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดกลาง ร้อยละ 47.1 ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ ร้อยละ 33.9 และผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก ร้อยละ 19.0 2. ผลจากการศึกษาวิธีบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าผู้บริหารสถานศึกษาใช้วิธีบริหารความขัดแย้งแบบประนีประนอมมากที่สุด รองลงมาใช้วิธีไกล่เกลี่ย เผชิญหน้า หลีกเลี่ยง และใช้วิธีบังคับเป็นอันดับสุดท้าย และปัญหาความขัดแย้งจากการปฏิบัติงานด้านงบประมาณมากที่สุด รองลงมาคือมีปัญหาด้านวิชาการ การบริหารงานบุคคลและบริหารทั่วไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.10 MB)
2หน้าอนุมัติ.pdf ( 0.06 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.10 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.07 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.10 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.14 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.40 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.13 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.28 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.15 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.14 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.30 MB)
4
คู่มือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ทวีศิลป์ กล้าณรงค์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
คู่มือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา จัดทำขึ้นเพื่อให้นักเรียน ครูผู้สอน ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษาที่รับผิดชอบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ได้ทราบข้อมูลการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา เพื่อใช้เป็นคู่มือในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา การจัดทำคู่มือ ผู้ศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จากเอกสาร ตำราศึกษาหลักการเขียนคู่มือจากตำรา บทความ งานวิจัย เอกสารทางวิชาการ เพื่อให้ได้เนื้อหาครบถ้วนในการจัดทำคู่มือผู้ศึกษาได้จัดทำโครงร่างของคู่มือ แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ตรวจสอบพิจารณาความเหมาะสมในเนื้อหาโครงร่างของคู่มือซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎีของการจัดทำคู่มือ จากนั้นได้ดำเนินการจัดทำคู่มือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา ตามโครงร่างของคู่มือนั้น เมื่อได้คู่มือแล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน ตรวจสอบความเป็นไปได้ในการนำคู่มือไปใช้ คู่มือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา เป็นข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร วิธีการสอน สื่อการสอน การวัดผลประเมินผล สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 ที่รวบรวมความรู้ด้านวิชาการต่างๆ ซึ่งสรุปผลการตรวจสอบความเป็นไปได้ของคู่มือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1โรงเรียนบ้านทุ่งส่อหงษา อยู่ในระดับความคิดเห็น โดยเฉลี่ย 4.44 แสดงว่า เห็นด้วยสามารถนำไปปฏิบัติได้มาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.10 MB)
2Abstract.pdf ( 0.08 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4Content.pdf ( 0.05 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.08 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.20 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.09 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.10 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.06 MB)
10Bibliography.pdf ( 0.17 MB)
11Appendix 1.pdf ( 0.45 MB)
12Appendix 2.pdf ( 0.06 MB)
13Appendix 3.pdf ( 0.06 MB)
14Appendix 4.pdf ( 0.08 MB)
15Appendix 5.pdf ( 0.06 MB)
5
ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา กับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : จารุณี สถิตย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำนวน 312 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย 1. ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ทักษะทางความรู้ความคิด ทักษะด้านความคิดรวบยอด ทักษะทางด้านเทคนิค ทักษะด้านมนุษย์ ทักษะทางการศึกษาและการสอน ตามลำดับ 2. ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ ด้านสวัสดิการ ด้านความเป็นธรรม ด้านความมั่นคงในอาชีพ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านเงินเดือน หรือค่าจ้าง 3. ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 เป็นไปทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.08 MB)
2Content.pdf ( 0.09 MB)
3Abstract.pdf ( 0.11 MB)
4Chapter 1 - Biodata.pdf ( 0.81 MB)
6
การศึกษาสภาพและปัญหาการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : นิพนธ์ น้อยจินดา
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในสถานศึกษา ปีการศึกษา 2547 จำนวน 118 โรงเรียน รวม 335 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า สภาพการดำเนินงานการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอน โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.51-4.50) ปัญหาการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2.51-3.50) เปรียบเทียบสภาพ การดำเนินงานการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอน ตามขนาดสถานศึกษา 2 ขนาด คือสถานศึกษาขนาดเล็กและสถานศึกษาขนาดใหญ่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เปรียบเทียบปัญหาการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอน ตามขนาดสถานศึกษา 2 ขนาด คือ สถานศึกษาขนาดเล็กและสถานศึกษาขนาดใหญ่ พบว่า ไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอน คือ การจัดอบรมครูผู้สอนในเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างต่อเนื่อง จัดอบรมการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา งานวิจัยในชั้นเรียน การวัดและประเมินผล การนิเทศการสอน ควรจัดงบประมาณสนับสนุนเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการแก่สถานศึกษา การจัดให้มี นักการภารโรง เครื่องคอมพิวเตอร์และสื่อ ICT การประสานให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมปรับปรุงพัฒนาการจัดการศึกษา ร่วมมือจัดกิจกรรมการสอนและกระบวนการเรียนรู้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.14 MB)
2หน้าอนุมัติ.pdf ( 0.06 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.11 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.10 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.17 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.23 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 1.26 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.15 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.76 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.56 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.16 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.22 MB)
7
คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : คณิตตรา เจริญพร
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำนวน 417 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบถดถอยพหุคูณ (multiple regression analysis) แบบการนำตัวแปรมาสร้างสมการถดถอย (method enter) ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำ ด้านบุคลิกภาพ ด้านวิชาการ ด้านคุณธรรม และด้านความสามารถในการบริหาร 2. การบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการบริหารตนเอง ด้านการบริหารงานแบบกระจายอำนาจ ด้านการคืนอำนาจการจัดการศึกษาให้ประชาชน ด้านการตรวจสอบและถ่วงดุล และด้านการบริหารงานแบบมีการมีส่วนร่วม 3. คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 สามารถพยากรณ์การบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ได้ร้อยละ 45.40 นอกจากนี้พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านภาวะผู้นำ ด้านวิชาการ ด้านคุณธรรม ด้านบุคลิกภาพ และด้านความสามารถในการบริหารส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โดยสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์รูปของคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้ Z''y = -.004X1 + .052X2+ .487X3 + .140X4+ .026X5
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.08 MB)
2abstract.pdf ( 0.07 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4content.pdf ( 0.07 MB)
5chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
6chapter 2.pdf ( 0.40 MB)
7chapter 3.pdf ( 0.09 MB)
8chapter 4.pdf ( 0.19 MB)
9chapter 5.pdf ( 0.18 MB)
10bibliography.pdf ( 0.11 MB)
11appendix 1.pdf ( 0.10 MB)
12appendix 2.pdf ( 0.05 MB)
13appendix 3.pdf ( 0.13 MB)
14appendix 4.pdf ( 0.14 MB)
8
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับ การดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : วุฒิ อิสระกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทาง วิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 448 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการประเมินผลนักเรียน ด้านมุมมองและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านหลักสูตร ด้านการวางแผนเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพครู และด้านการจัดการโครงการสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ 2. การดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการจัดทำแผนพัฒนาสถานศึกษาที่มุ่งเน้นคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 3. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงมาก (rxy=.844) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.16 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4content.pdf ( 0.08 MB)
5chapter1.pdf ( 0.16 MB)
6chapter2.pdf ( 0.75 MB)
7chapter3.pdf ( 0.12 MB)
8chapter4.pdf ( 0.27 MB)
9chapter5.pdf ( 0.24 MB)
10bibliography.pdf ( 0.15 MB)
11appendix1.pdf ( 0.04 MB)
12appendix2.pdf ( 0.13 MB)
13appendix3.pdf ( 0.23 MB)
14appendix4.pdf ( 0.16 MB)
15appendix2.pdf ( 0.00 MB)
9
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : แดน ศรีชนะวัฒน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการบริหารงานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 2) ศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านการดำเนินงานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการประสานงาน คณะกรรมการดำเนินงาน และครูประจำชั้นหรือครูผู้สอน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำนวน 205 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าถี่ความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย (mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson product moment correlation coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (multiple regression analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1. ปัจจัยการบริหารงานของสถานศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยภาพรวมมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมของครูที่ปรึกษา บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ปกครองและชุมชน ด้านการพัฒนาทักษะ/ความรู้แก่ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และด้านการบริหารและการจัดการ 2. ประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยภาพรวมมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการส่งต่อนักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน และด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 พบว่า ปัจจัยการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา (X) 1 ตัวแปร ได้แก่ การพัฒนาทักษะ/ความรู้แก่ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง (X2) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.275 และสามารถพยากรณ์ประสิทธิภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (Y) ได้ร้อยละ 6.6 มีความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ์เท่ากับ 3.264 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสามารถนำตัวแปรที่พยากรณ์ได้มาสร้างเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ = 3.264 + 0.071 (X2) และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน = .257 (X2)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.08 MB)
2abstract.pdf ( 0.08 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4content.pdf ( 0.09 MB)
5chapter1.pdf ( 0.14 MB)
6chapter2.pdf ( 0.46 MB)
7chapter3.pdf ( 0.11 MB)
8chapter4.pdf ( 0.26 MB)
9chapter5.pdf ( 0.11 MB)
10bibliography.pdf ( 0.11 MB)
11appendix1.pdf ( 0.69 MB)
12appendix2.pdf ( 0.15 MB)
13appendix3.pdf ( 0.05 MB)
14appendix5.pdf ( 0.08 MB)
15biodata.pdf ( 0.04 MB)
10
การมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1
The Participation In School Administration Of The Basic Educational School Boards Under Chachoengsao Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : ณัฐพงษ์ กิติทรัพย์กาญจนา
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ใน 4 ด้านคือ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารทั่วไป ประชากร ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำนวน 1,788 คน จากการสุ่มตัวอย่างได้ 383 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ในภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยคือ ด้านการบริหารทั่วไป ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านงบประมาณ ด้านวิชาการ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titile.pdf ( 0.10 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3content.pdf ( 0.07 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.11 MB)
5chapter 2.pdf ( 0.24 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.13 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.14 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.14 MB)
9bibliography.pdf ( 0.17 MB)
10appendix.pdf ( 0.09 MB)
11appendix 2.pdf ( 0.12 MB)
11
การสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านสะกดคำตามาตราตัวสะกดไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียวัดบางนางเล็ก
The Construction Of Word Spelling Exercises For Developing pratomsuksa One Students? Reading Ability At Watbangnanglek School
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : ปัทมา ทัพหิรัญ
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดไทย และ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดไทยก่อนและหลังการใช้แบบฝึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 วัดบางนางเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายก จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบฝึกการอ่านมาตราตัวสะกดไทย จำนวน 8 มาตรา ใช้เวลาฝึก 40 ชั่วโมง ก่อนเรียนและหลังเรียน สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ 80 /80 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกการอ่านมาตราตัวสะกด จำนวน 8 มาตรา มีค่า E1/E2 เท่ากับ83.61/84.62 ซึ่งประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ทุกมาตรา ผลการเปรียบเทียบความสามารถการอ่านมาตราตัวสะกดไทย พบว่า นักเรียนที่ทำแบบทดสอบการอ่านมาตราตัวสะกดไทย จำนวน 8 มาตรา มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.16 MB)
2chapter 1.pdf ( 0.09 MB)
3chapter 2.pdf ( 0.23 MB)
4chapter 3.pdf ( 0.11 MB)
5chapter 4.pdf ( 0.09 MB)
6chapter 5.pdf ( 0.11 MB)
7bibliography.pdf ( 0.12 MB)
8appendix.pdf ( 0.10 MB)
9appendix 1.pdf ( 0.47 MB)
10appendix 2.pdf ( 0.49 MB)
11appendix 3.pdf ( 0.64 MB)
12appendix 4.pdf ( 0.55 MB)
13appendix 5.pdf ( 0.65 MB)
14appendix 6.pdf ( 0.54 MB)
15appendix 7.pdf ( 0.61 MB)
16appendix 8.pdf ( 0.65 MB)
17appendix 9.pdf ( 0.07 MB)
12
การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1
The Implementation Of Good Governance Of School Administratotrs Under The Office Of Chonburi Educational Service Area I
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : ชลทิชา ลิ้มสกุลศิริรัตน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 จำนวน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความรับผิดชอบ และด้านหลักความคุ้มค่า จำแนกตาม ตำแหน่ง สถานที่ตั้งของสถานศึกษาและขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 จำนวน 423 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1. การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงค่า เฉลี่ยจากมากไปหาน้อยตามลำดับ คือ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความรับผิดชอบ ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักความคุ้มค่า และด้านหลักการมีส่วนร่วม 2. เปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3. เปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต จำแนกตามสถานที่ตั้งของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้าน หลักนิติธรรม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 4. เปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 จำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักคุณธรรมและด้านหลักการมีส่วนร่วม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.13 MB)
2Chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
3Chapter 2.pdf ( 0.31 MB)
4Chapter 3.pdf ( 0.10 MB)
5Chapter 4.pdf ( 0.19 MB)
6Chapter 5.pdf ( 0.18 MB)
7Bibliography.pdf ( 0.11 MB)
8Appendix.pdf ( 0.17 MB)
13
พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : อมรินทร์ ซำสุรีย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยนี้มุ่งศึกษาพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ใน 7 ด้าน และเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำแนกตามตำแหน่งประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 451 คนจำแนกเป็นผู้บริหาร 117 คน และครู 334 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 56 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1. พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับรายด้านตามคะแนนเฉลี่ย จากมากไปน้อยดังนี้ การให้การยอมรับนับถือ การประสานงาน การเข้าสังคมได้ดี การมีความคิดริเริ่ม การให้ความช่วยเหลือ การรู้จักปรับปรุงแก้ไข และการโน้มน้าวจิตใจ 2. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำแนกตามตำแหน่ง ในภาพรวมและรายด้านทุกด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์การทำงานในภาพรวมและรายด้านทุกด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติและจำแนกตามขนาดโรงเรียนในภาพรวมและรายด้านทุกด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.10 MB)
2abstract.pdf ( 0.11 MB)
3chapter1-3.pdf ( 0.41 MB)
4chapter4.pdf ( 0.25 MB)
5chapter5.pdf ( 0.14 MB)
6bibliography.pdf ( 0.11 MB)
7appendix1.pdf ( 0.08 MB)
8appendix2.pdf ( 0.14 MB)
9appendix3.pdf ( 0.05 MB)
10appendix1.pdf ( 0.00 MB)
14
จริยธรรมนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : อ่อนศรี ทองไพจิตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบจริยธรรมนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1 จำแนกตามสถานที่ตั้งของ สถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนจำนวน 375 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยใช้การทดสอบค่าที (t ? test) ผลการวิจัย 1. จริยธรรมนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านความเสียสละ ด้านความซื่อสัตย์ ด้านความมีระเบียบวินัย ด้านความรับผิดชอบ และด้านความอดทน 2. การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจริยธรรมนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ระหว่างเขตชุมชนเมืองกับเขตชุมชนชนบท โดยรวม และรายด้านไม่แตกต่างกัน จากนั้นนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลมาเป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการนำเสนอแนวทางการพัฒนาจริยธรรมนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในระดับช่วงชั้น ที่ 3 และช่วงชั้นที่ 4 ดังนี้ ชื่อโครงการ หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ เนื้อหา เป้าหมาย วิธีการอบรม วิทยากร เครื่องมือ/อุปกรณ์ งบประมาณ สถานที่ การติดตามผล ประเมินผล และผลที่คาดว่าจะได้รับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.14 MB)
2หน้าอนุมัติ.pdf ( 0.06 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.11 MB)
4กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.07 MB)
5สารบัญ.pdf ( 0.11 MB)
6บทที่ 1.pdf ( 0.18 MB)
7บทที่ 2.pdf ( 0.58 MB)
8บทที่ 3.pdf ( 0.15 MB)
9บทที่ 4.pdf ( 0.17 MB)
10บทที่ 5.pdf ( 0.33 MB)
11บรรณานุกรม.pdf ( 0.19 MB)
12ภาคผนวก.pdf ( 0.27 MB)
15
การสร้างชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สุวินทวงศ์
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : ไพโรจน์ มักสัมพันธุ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) สร้างชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุด การสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สุวินทวงศ์ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 25 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ จำนวน 7 ชุดการสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการทดสอบคุณภาพเครื่องมือ มีค่าความยากง่าย 0.46 - 0.67 ค่าอำนาจจำแนก 0.25 ? 0.58 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 ผลการทดสอบคุณภาพเครื่องมือมีค่าอำนาจจำแนก 0.58 ? 0.80 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 ประสิทธิภาพของชุดการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยค่าที (t-test for dependent) วิเคราะห์ข้อมูลดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนและความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 85.73/81.42 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนการเป่าขลุ่ย รีคอร์เดอร์ ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.66 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.66 หรือคิดเป็นร้อยละ 66.83 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยชุดการสอนการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 แสดงว่ามีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.15 MB)
2Chapter 1 - Appendix.pdf ( 1.72 MB)

Search within results