Search Result 373 Found

  • Filters
 
1
การแปรรูปเปลือกทุเรียนเป็นวัสดุเชื้อเพลิง : \b การศึกษาเปรียบเทียบลักษณะ คุณภาพ ต้นทุนการผลิตและความคิดเห็นของผู้ใช้ถ่านที่ผลิตจากเปลือกทุเรียนและเปลือกทุเรียนผสมผงถ่านและขี้เลื่อยในอัตราส่วน 0, 20, 40, และ 60 เปอร์เซ็นต์
Durian shell as power sources : the comparison of durian shell charcoal and durian shell charcoal mixed with charcoal dust and sawdust at the level of 0, 20, 40 and 60 percent on traits, quality, cost and opinions of consumers
งานวิจัย/Research report 2551
โดย : วรวรรณ สังแก้ว
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาส่วนประกอบของผลทุเรียนพันธุ์หมอนทอง วิธีการทำถ่านจากเปลือกทุเรียน ผลผลิตถ่านที่ได้รับจากเปลือกทุเรียน ลักษณะและคุณภาพของถ่านเปลือกทุเรียนและถ่านเปลือกทุเรียนและเปลือกทุเรียนผสมผงถ่านและขี้เลื่อยในระดับน 0, 20, 40, และ 60 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนการผลิต และความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อถ่านเปลือกทุเรียน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1research.pdf ( 1.33 MB)
2
ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูต่อการนำความรู้ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรีเขต 1
A study of administrators and teachers? opinions toward implementing local herb knowledge to their school curriculums under Chanthaburi Primary School Office Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : อารยา สว่างชีพ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู ต่อการนำความรู้ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 และเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและ ครูต่อการนำความรู้ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างรวม 370 คน แบ่งเป็นผู้บริหารจำนวน 77 คน และครูจำนวน 293 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน โดยการใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานการวิจัย ด้วยสถิติทดสอบหาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยหาค่าที (t-test) และ เอฟ (F- test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีต่อการนำความรู้ ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา โดยรวม อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็น รายข้ออยู่ในระดับมากทุกข้อ เรียงจากมากไปน้อย คือ ด้านวัตถุประสงค์ของหลักสูตรด้านประโยชน์ ที่ได้รับ ด้านรูปแบบการดำเนินการ และในด้านแหล่งเรียนรู้ อยู่ในอันดับสุดท้าย 2) ความคิดเห็น ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีต่อการนำความรู้ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตร สถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่งภาพรวมพบว่าผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าความคิดเห็นต่อการนำความรู้ ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา ด้านวัตถุประสงค์ของหลักสูตรแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านอื่น ๆ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 3) ความคิดเห็น ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีต่อการนำความรู้ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษาที่ปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.05 MB)
2abstract.pdf ( 0.08 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4content.pdf ( 0.13 MB)
5chapter1.pdf ( 0.14 MB)
6chapter2.pdf ( 0.40 MB)
7chapter3.pdf ( 0.09 MB)
8chapter4.pdf ( 0.14 MB)
9chapter5.pdf ( 0.14 MB)
10bibliography.pdf ( 0.12 MB)
11appendix.pdf ( 0.34 MB)
12biodata.pdf ( 0.08 MB)
3
การศึกษาแรงจูงใจในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ
A study of motivation factors in pursuing bachelor?s degree of non-commissioned Officers (NCOs) under the Command of Frigate Squadron 1, The Royal Thai Fleet, Royal Thai Navy
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : เอกราช สารคำ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ของข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการและเพื่อศึกษา เปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีของข้าราชการทหาร ชั้นประทวน สังกัดกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกองเรือ ฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการจำนวน 278 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา โดยการวิเคราะห์หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบแรงจูงใจ ในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี โดยใช้ค่าเอฟ (F-test) และวิธีการเชฟเฟ่ (Scheffe′s) เพื่อทดสอบ ความแตกต่างรายคู่ ผลการศึกษาพบว่า 1) อายุราชการของข้าราชการทหารส่วนใหญ่ มีอายุราชการระหว่าง 8 - 14 ปี ส่วนใหญ่ มีรายได้ ตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 20,000 บาท หน่วยงานที่ปฏิบัติราชการส่วนใหญ่อยู่หมวดเรือที่ 3 2) ระดับแรงจูงใจในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ของข้าราชการชั้นประทวนในภาพรวม อยู่ในระดับมาก โดยด้านปัจจัยค้ำจุนมีแรงผลักดันมากกว่าปัจจัยจูงใจ 3) ข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกอง เรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ ที่มีอายุราชการต่างกัน มีผลต่อแรงจูงใจศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4) ข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกองเรือฟริเกต ที่ 1 กองเรือยุทธการ ที่มีรายได้ต่างกัน มีผลต่อแรงจูงใจศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 5) ข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ ที่อยู่ในหน่วยงานที่ปฏิบัติราชการต่างกัน มีผลต่อแรงจูงใจศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.06 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.06 MB)
4content.pdf ( 0.17 MB)
5chapter1.pdf ( 0.11 MB)
6chapter2.pdf ( 0.36 MB)
7chapter3.pdf ( 0.13 MB)
8chapter4.pdf ( 0.10 MB)
9chapter5.pdf ( 0.10 MB)
10bibliography.pdf ( 0.15 MB)
11appendix.pdf ( 0.28 MB)
12biodata.pdf ( 0.05 MB)
4
สภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1
A Study of classroom action research to teachers under the office of Chanthaburi educational service area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : รัฐพล สร้อยศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
The purposes of this research were to study and compare status of classroom action research conducted by teachers under the office of Chanthaburi educational service area 1. The sample of this research study included 306 classroom teachers. The research instrument used for collecting data was a 5? rating-scale questionnaire consisting of 40 items. Its reliability was at 0.92. Statistical analysis was employed for percentage, mean ( x ), standard deviation (S.D), and t-test for hypothesis testing. The following major results were found. 1) Classroom action research done by the classroom teachers under the office of Chanthaburi educational service area 1 was at a moderate level. Classified by personal status, marital status, work experience, classroom research experience, teaching experience based upon learning strands; the result was also at a moderate level. 2) The comparison of classroom action research conducted by the teachers under the office of Chanthaburi educational service area 1 - classified by personal status, marital status, work experience, classroom action research experience - revealed that all variables did not show significant difference. Classified by marital status, classroom action research carried out by the teachers showed significant difference at the .05 level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.06 MB)
2abstract.pdf ( 0.13 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.06 MB)
4content.pdf ( 0.28 MB)
5chapter1.pdf ( 0.15 MB)
6chapter2.pdf ( 0.46 MB)
7chapter3.pdf ( 0.13 MB)
8chapter4.pdf ( 1.12 MB)
9chapter5.pdf ( 0.16 MB)
10bibliography.pdf ( 0.14 MB)
11appendix.pdf ( 0.40 MB)
12biodata.pdf ( 0.08 MB)
5
การศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1
A Study on the participation in the educational management of the Committee of Basic Educational School, under the of Office Chanthaburi Primary Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ธีรภัทร ศรีบุญเรือง
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการบริหาร การศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ คณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาขนาดใหญ่ จำนวน 75 คนและ คณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน ของสถานศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 171 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม จำนวน 55 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่น .81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานโดยการทดสอบค่าที (t-test) และใช้การวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว (One ? Way ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำแนกตามวุฒิการศึกษาของคณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยรวม และรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณา รายด้านพบว่า ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านบริหารงานทั่วไป แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำแนกตามขนาด ของสถานศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านวิชาการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) เมื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วม ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำแนกตามประเภทของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารงานทั่วไป แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.06 MB)
2abstract.pdf ( 0.08 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4content.pdf ( 0.16 MB)
5chapter1.pdf ( 0.11 MB)
6chapter2.pdf ( 0.27 MB)
7chapter3.pdf ( 0.10 MB)
8chapter4.pdf ( 0.17 MB)
9chapter5.pdf ( 0.14 MB)
10bibliography.pdf ( 0.11 MB)
11appendix.pdf ( 0.45 MB)
12biodata.pdf ( 0.05 MB)
6
การใช้ Web blog ในการเรียนการสอน : รายวิชาการบริหารการพัฒนา ภาคเรียนที่ 1/2554
Use blog to enhance teaching and learning in the course public administration system in semester 1/2554
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : ตรี พิงกุศล, วงธรรม สรณะ, นภา จันทร์ตรี, ชูวงศ์ อุบาลี
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัย เรื่อง การใช้ Web Blog ในการเรียนการสอน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการสอนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา และเพื่อทราบถึงประสิทธิภาพของสื่อที่สามารถนำมา บูรณาการกับการเรียนการสอน คณะผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงปริมาณโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและ การทดลองใช้ Web blog มาบูรณาการการเรียนการสอนกับนักศึกษาหลักสูตรัฐประศาสนศาสตร์ภาคปกติที่ลงทะเบียนเรียนในวิชาการบริหารการพัฒนา จำนวน 139 คน คณะผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการแสดงความคิดเห็นผ่าน Web Blog จากการวิจัย พบว่า (1)การศึกษารูปแบบการสอนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา พบว่า การเรียนโดยใช้ Web Blog ช่วยเสริมสร้างความรู้และพัฒนาทักษะความสามารถของนักศึกษา อาทิ ด้านความรู้ในเนื้อหาวิชาการบริหารการพัฒนา และทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ท แต่การเรียนออนไลน์เป็นปัญหาอุปสรรคของนักศึกษาที่ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ และใช้เทคโนโลยีไม่เป็น (2)ส่วนด้านการศึกษาเพื่อทราบถึงประสิทธิภาพของสื่อที่สามารถนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอน พบว่า นอกจาก Web Blog แล้วผู้สอนสามารถใช้สื่อออนไลน์ประเภทอื่นที่กำลังเป็นนิยม เช่น facebook มาสนับสนุนการเรียนการสอนได้ อภิปรายผล การเรียนการสอนโดยใช้ Web Blog ช่วยให้นักศึกษาเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้แม้ไม่มีผู้สอนมาสอนหน้าชั้นเรียนเพียงแค่ผู้เรียนนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็สามารถเรียนได้ เนื่องจากการเรียนออนไลน์เป็นช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้เรียนเรียนตามความสามารถและความสนใจของตนเอง อีกทั้งการใช้สื่อประสมเป็นการช่วยทำให้ผู้เรียนเกิดความคงทนในการเรียนรู้ดีขึ้น แต่ผู้สอนควรให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่นักศึกษาได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถบูรณาการความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะ การเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนโดยใช้ Web Blog มีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ผู้สอนควรใช้การบูรณาการ (Integrated) การเรียนการสอนควบคู่กับการเรียนในชั้นเรียน โดยการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ให้พร้อม 2. ระหว่างที่มีการเรียนการสอนควรให้ข้อมูลการใช้บทเรียนออนไลน์ การส่งงานผ่านระบบออนไลน์ และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักศึกษาเกิดความคุ้นเคยและควรใช้การเรียนการสอนแบบผสมผสานอย่างน้อย 2 ครั้งต่อภาคการศึกษา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1research.pdf ( 0.91 MB)
7
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และเจตคติทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องเลขยกกำลัง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งเค็ด จังหวัดระยอง โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ กับการจัดการเรียนรู้ ตามคู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์ของสสวท
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ยอดขวัญ ถามั่งมี
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และเจตคติทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องเลขยกกำลังของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งเค็ด จังหวัดระยอง โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ กับการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์ของสสวท. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ จำนวน 16 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์และแบบวัดเจตคติทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมประมวลผลสำเร็จรูป เพื่อหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t?test independent และ t-test dependent) ผลการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่จัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูสาระการเรียนรู้ พื้นฐานคณิตศาสตร์ของสสวท. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 2. นักเรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ มีเจตคติทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่จัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์ของสสวท.อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.17 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.06 MB)
3บทที่ 1.pdf ( 0.10 MB)
4บทที่ 2.pdf ( 0.48 MB)
5บทที่ 3.pdf ( 0.10 MB)
6บทที่ 4.pdf ( 0.22 MB)
7บทที่ 5.pdf ( 0.13 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.22 MB)
8
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การแปรรูปมังคุด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบุญสมวิทยา จังหวัดจันทบุรี
The development of school-based curriculum in the learning areas of occupations and technology : processing mangosteens for mattayomsuksa I students at Boonsomwittaya school in Chanthaburi province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ณัฐธยาน์ รัตนพาหิระ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 1.96 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4content.pdf ( 0.12 MB)
5content-illus.pdf ( 0.04 MB)
6chapter1.pdf ( 0.11 MB)
7chapter2.pdf ( 0.40 MB)
8chapter3.pdf ( 0.15 MB)
9chapter4.pdf ( 0.16 MB)
10chapter5.pdf ( 0.10 MB)
11bibliography.pdf ( 0.09 MB)
12appendix105-131.pdf ( 1.31 MB)
13appendix132-143.pdf ( 0.49 MB)
14appendix144-162.pdf ( 0.28 MB)
15appendix163-175.pdf ( 0.12 MB)
16appendix177-250.pdf ( 25.30 MB)
17biodata.pdf ( 0.03 MB)
9
ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ธนวรรณ สุระธรรมนิติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 โดยจำแนกเป็นเพศ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา ปีการศึกษา 2548 จำนวน 341 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และทดสอบค่าเอฟ (F-test) ผลการวิจัย 1. ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1โดยรวม และรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมาก 2. ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 จำแนก ตามเพศโดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้าน การยอมรับเป้าหมายขององค์กร และด้านความต้องการดำรงเป็นสมาชิกองค์กร แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ส่วนด้านความเต็มใจ ทุ่มเท เสียสละเวลาให้องค์กรแตกต่างกันอย่าง ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยองเขต 1 จำแนก ตามระยะเวลาในการปฏิบัติงาน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 และเมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการยอมรับเป้าหมายขององค์กรและด้านความต้องการดำรงเป็นสมาชิก องค์กรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านความเต็มใจ ทุ่มเท เสียสละเวลา ให้องค์กรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 จำแนก ตามขนาดของสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.03 MB)
2คัดย่อ.pdf ( 0.05 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.06 MB)
4บทที่1-3.pdf ( 0.39 MB)
5บทที่4,5.pdf ( 0.24 MB)
6ภาคผนวก.pdf ( 0.06 MB)
10
การศึกษาความต้องการของครูและผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการพิเศษต่อการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : นิษธยา ทองจันทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการ ของครูและผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการพิเศษต่อการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1 และเปรียบเทียบปัจจัยสถานภาพทั่วไปของครู คือ เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และการได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ กับความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนประถมศึกษา 6 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดหลักสูตรและการนำไปใช้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์และอาคารสถานที่ ด้านบุคลากร ด้านสื่อการเรียนการสอน และด้านการนิเทศการศึกษา และเปรียบเทียบปัจจัยสถานภาพทั่วไปของผู้ปกครอง คือ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ กับความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนประถมศึกษา 5 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดหลักสูตรและการนำไปใช้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์และอาคารสถานที่ ด้านบุคลากร และด้านอื่น ๆ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูจำนวน 138 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย และผู้ปกครอง จำนวน 65 คน ได้มาโดยการเลือกเฉพาะเจาะจงร้อยละ 10 เครื่องมือที่ใช้สำหรับครูเป็นแบบสอบถามตามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างสำหรับผู้ปกครอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบความแตกต่างรายคู่ของเชฟเฟ่ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย 1. ความต้องการของครูในโรงเรียนประถมศึกษาต่อการจัดการเรียนร่วม พบว่าระดับความต้องการของครูในโรงเรียนประถมศึกษา ต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านหลักสูตรและการนำไปใช้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์และอาคาร ด้านบุคลากร ด้านสื่อการเรียนการสอน และด้านการนิเทศการศึกษามีความต้องการในระดับมากทั้ง 6 ด้าน 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานภาพทั่วไปของครู พบว่าครูที่มีเพศต่างกันมีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ครูที่มีประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกัน มีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และครูที่ได้รับการฝึกอบรมและไม่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ มีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการเรียนร่วมในโรงเรียนประถมศึกษา พบว่าระดับความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านหลักสูตรและการนำไปใช้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์และอาคารสถานที่ ด้านบุคลากร และด้านอื่น ๆ มีความต้องการในระดับมากที่สุด 4. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานภาพทั่วไปของผู้ปกครองชายและหญิง กับความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผู้ปกครองที่มีอายุต่างกันมีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันมีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และผู้ปกครองที่มีอาชีพต่างกันมีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปกหน้า บทคัดดย่อ.pdf ( 0.07 MB)
2ABSTRACT.pdf ( 0.04 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
4บทที่ 1.pdf ( 0.11 MB)
5บทที่ 2.pdf ( 0.39 MB)
6บทที่ 3.pdf ( 0.08 MB)
7บทที่ 4.pdf ( 0.25 MB)
8บทที่ 5.pdf ( 0.17 MB)
9บรรณานุกรม.pdf ( 0.11 MB)
11
การศึกษาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ประภาพรรณ ฉัตรมาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนใน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดทำระบบข้อมูลพื้นฐาน ด้านการกำหนดความต้องการของท้องถิ่น ด้านการจัดทำคำอธิบายรายวิชา ด้านการ จัดทำแผนการเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาทั้ง 6 ด้าน ตามตำแหน่งของบุคลากรและพื้นที่ตั้งของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทืบุรี เขต 1 จำนวน 386 คน ซึ่งได้มาโดยตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซีและมอร์แกน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวม ข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และวิธีของเชฟเฟ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยรวมและรายด้านส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ยกเว้นด้านการจัดทำระบบข้อมูลพื้นฐาน ด้านการจัดทำแผนการเรียนรู้ และด้านการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา อยู่ในระดับปานกลาง 2. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง 3. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษารายด้านส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการจัดทำคำอธิบายรายวิชา และด้านการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษารายด้านส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.04 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.14 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.22 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.09 MB)
5บรรณานุกรม.pdf ( 0.10 MB)
6บทที่ 4.pdf ( 0.13 MB)
7บทที่4-1.pdf ( 0.11 MB)
8บทที่4-2.pdf ( 0.11 MB)
9บที่4-3.pdf ( 0.11 MB)
10บทที่4-4.pdf ( 0.12 MB)
11บทที่4-5.pdf ( 0.12 MB)
12บทที่4-6.pdf ( 0.11 MB)
13บทที่4-7.pdf ( 0.10 MB)
14บทที่4-8.pdf ( 0.10 MB)
15บทที่4-9.pdf ( 0.10 MB)
16บทที่ 5.pdf ( 0.23 MB)
17บทที่ 5-1.pdf ( 0.12 MB)
12
การศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องไฟฟ้าเบื้องต้นโดยใช้วิธีการสอนแบบแก้ปัญหาสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยสารพัดช่างจันทบุรี
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ยงยุทธ พนัสนอก
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น ระหว่างนักศึกษาที่ได้รับการสอน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบแก้ปัญหา กับกิจกรรมการเรียนการสอนแบบปกติ (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น ระหว่างนักศึกษาที่ได้รับการสอน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบแก้ปัญหา กับกิจกรรมการเรียนการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 วิทยาลัยสารพัดช่างจันบุรี จำนวน 40 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมเท่า ๆกัน จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนที่ใช้การจัดกิจกรรม การเรียนการสอนแบบแก้ปัญหา เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น, แผนการสอนที่ใช้การจัดกิจกรรมกรรมการเรียนการสอนแบบปกติ เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น, แบบวัดทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น ผู้วิจัยได้ทำการสอนในกลุ่มทดลอง โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบแก้ปัญหา จำนวน 40 คาบ ส่วนกลุ่มควบคุมสอนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบปกติ จำนวน 40 คาบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การทดสอบค่าที (t - test Independent) ในการเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหา และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น ระหว่างนักศึกษา กลุ่มทดลอง กับกลุ่มควบคุม ผลการวิจัยพบว่า 1. นักศึกษากลุ่มทดลอง มีทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น สูงกว่า นักศึกษากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักศึกษากลุ่มทดลอง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น สูงกว่า นักศึกษากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.09 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.11 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.31 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.19 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.08 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.12 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.12 MB)
13
ศึกษาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ช่วงชั้น 1 - 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 2
A Study of student assistance system administration of schools in level 1-2 under the office of Rayong Educational Service Area 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : มาโนช กุลนาแพง
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนของสถานศึกษาช่วงชั้น 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 2 จำแนกตาม ตำแหน่งในการปฏิบัติงานและขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูของสถานศึกษา ช่วงชั้น 1 - 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ระยอง เขต 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 278 คน ซึ่งได้มาโดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตาราง ของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) และการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวม ข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ ค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ช่วงชั้น 1 - 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 2 มีระดับปฏิบัติโดยรวมและรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมาก 2) การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ช่วงชั้น 1 - 2 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 2 โดยรวม ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและ ครูมีระดับปฏิบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านการรู้จัก นักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการปกป้องและการแก้ไขปัญหา และ ด้านการส่งต่อแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 3) สถานศึกษา ช่วงชั้น 1 - 2 สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 2 ที่มีขนาดใหญ่และขนาดเล็ก มีระดับการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียน โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.07 MB)
2abstract.pdf ( 0.14 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4content.pdf ( 0.13 MB)
5chapter1.pdf ( 0.13 MB)
6chapter2.pdf ( 0.34 MB)
7chapter3.pdf ( 0.11 MB)
8chapter4.pdf ( 0.17 MB)
9chapter5.pdf ( 0.11 MB)
10bibliography.pdf ( 0.15 MB)
11appendix.pdf ( 0.22 MB)
12biodata.pdf ( 0.07 MB)
14
การศึกษาความต้องการจำเป็นในการดำเนินการด้านประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1
A Study of implementation needs for internal quality assurance in schools under the office of Chanthaburi Primary Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : รายา ปัญจมานนท์
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการดำเนินการด้านประกัน คุณภาพภายในสถานศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มตัวอย่างการวิจัย เชิงปริมาณได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่เป็นคณะกรรมการประกันคุณภาพการศึกษา จำนวน 285 คนซึ่งได้มากจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) และกลุ่ม ตัวอย่างการวิจัยเชิงคุณภาพได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาครูผู้สอนที่เป็นคณะกรรมการประกันคุณภาพ การศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันคุณภาพการศึกษา จำนวน 56 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ เก็บรวมรวบข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการดำเนินการประกัน คุณภาพภายในสถานศึกษาและแบบสัมภาษณ์ถึงสาเหตุของความต้องการจำเป็นแนวทางแก้ไข และหน่วยงานภายนอกที่ควรมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีการจัดเรียงลำดับความสำคัญ ของความต้องการจำเป็น (PNI modified) และการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในขั้นเตรียมการ ได้แก่ การให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาแก่บุคลากรในสถานศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยวิทยากรจากหน่วยงานต้นสังกัด และการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษาเพื่อรองรับ การประกันคุณภาพภายใน โดยมีสาเหตุมาจากการที่วิทยากรมักนำเสนอความรู้เกี่ยวกับการดำเนินการ ประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาในรูปแบบการบรรยายขาดเทคนิคในการเร้าความสนใจ ทำให้ผู้เข้า รับการอบรมเกิดความเบื่อหน่ายและไม่สนใจ และครูขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดทำและใช้ข้อมูล สารสนเทศ ดังนั้นวิทยากรจากหน่วยงานต้นสังกัดควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้ความรู้ โดยสอดแทรกเทคนิคที่เหมาะสมในการนำเสนอ และพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ ของสถานศึกษาให้มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด 2) ความต้องการจำเป็นในขั้นการดำเนินการ ได้แก่ การกำหนดแนวทางหรือวิธีปฏิบัติงานของแต่ละเป้าหมาย/มาตรฐานการศึกษา การจัดวิทยากร ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญแต่ละด้านมาให้การนิเทศ การนำเครื่องมือไปทดลองใช้เพื่อปรับปรุง แก้ไขก่อนการนำไปใช้จริงโดยคำนึงถึงความสามารถในการวัดได้ตรงกับสิ่งที่ต้องการวัด และ การตรวจสอบผลการประเมินเป็นระยะๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางการพัฒนา ของสถานศึกษา โดยมีสาเหตุมาจากสถานศึกษาไม่ใช้ผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรคที่เคย เกิดขึ้นมาเป็นสารสนเทศในการกำหนดแนวทางและปฏิทินการตรวจสอบการดำเนินการในแต่ละปี การศึกษา การขาดงบประมาณในการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษา และบุคลากรไม่มีความรู้ในการจัดทำเครื่องมือการประเมิน ดังนั้นสถานศึกษาต้องมี การกำหนดเป้าหมาย แนวทางการดำเนินงาน ผู้รับผิดชอบงาน ระยะเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ สำหรับแผนงานต่างๆ ในการดำเนินการด้านประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ใช้วิธีการถ่ายทอด แนวคิด วิธีปฏิบัติงานแบบไม่เป็นทางการ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณในการ ดำเนินงาน และหน่วยงานต้นสังกัดควรให้ความรู้แก่บุคลากรในด้านการดำเนินการประกันคุณภาพ ภายในสถานศึกษาและการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผล และ 3) ความต้องการจำเป็น ในขั้นการรายงาน ได้แก่ การจัดทำรายงานประจำปีแบบสรุปเพื่อเผยแพร่ให้กับกลุ่มผู้ปกครองและ ชุมชน โดยนำเสนอในลักษณะการบรรยายใช้ภาษาเข้าใจง่าย และมีความยาวไม่มาก โดยมีสาเหตุ จากการที่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการจัดทำรายงานการประเมินตนเอง การเขียนรายงานไม่ได้ สะท้อนจุดเด่น จุดด้อยของสถานศึกษาอย่างชัดเจน ดังนั้นหน่วยงานต้นสังกัดควรให้ความรู้ แก่บุคลากรในการเขียนรายงานที่มีคุณภาพ การแปลความสารสนเทศเพื่อนำไปใช้ในการรายงานผล
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.05 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4chapter1.pdf ( 0.10 MB)
5chapter2.pdf ( 0.46 MB)
6chapter3.pdf ( 0.12 MB)
7chapter4.pdf ( 0.16 MB)
8chapter5.pdf ( 0.12 MB)
9bibliography.pdf ( 0.09 MB)
10appendix.pdf ( 0.29 MB)
11biodata.pdf ( 0.06 MB)
12content.pdf ( 0.13 MB)
15
การศึกษาบทบาทที่ปฏิบัติจริงและบทบาทที่คาดหวังของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรีเขต 1
A Study on actual and expected roles of basic education school administrators according to teachers? opinions under the office of Chanthaburi Primary Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : สุธี พรมาธิ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบบทบาทที่ปฏิบัติจริงและบทบาท ที่คาดหวังของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1โดยจำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติงาน ในสถานศึกษาและขนาดของสถานศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยครูผู้สอน จากสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียว (F-test) และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe?) ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทที่ปฏิบัติจริงและบทบาทที่คาดหวังของผู้บริหารสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จันทบุรี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบบทบาทที่ปฏิบัติจริงและบทบาท ที่คาดหวังของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1พบว่าครูผู้สอนมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการเปรียบเทียบบทบาทที่ปฏิบัติจริงและบทบาทที่คาดหวัง ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยจำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติงานในสถานศึกษา พบว่า ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไม่มี นัยสำคัญทางสถิติ 4) ผลการเปรียบเทียบบทบาทที่ปฏิบัติจริงของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่าโดยรวมครูผู้สอนที่สอนอยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาด แตกต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อวิเคราะห์ เปรียบเทียบเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่ พบว่า ครูผู้สอนที่สอนอยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดกลาง กับขนาดใหญ่ มีความคิดเห็นต่อบทบาทที่ปฏิบัติจริงของผู้บริหารสถานศึกษาไม่แตกต่างกัน ส่วนครูผู้สอนที่สอนอยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดเล็กกับขนาดกลาง และครูผู้สอนที่สอนอยู่ใน สถานศึกษาที่มีขนาดเล็กกับขนาดใหญ่ มีความคิดเห็นต่อบทบาทที่ปฏิบัติจริงของผู้บริหาร สถานศึกษาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 5) ผลการเปรียบเทียบบทบาทที่คาดหวัง ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยจำแนกตามขนาดของสถานศึกษาสถานศึกษา พบว่า ครูผู้สอนที่สอนอยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดแตกต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันไม่มีนัยสำคัญ ทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.37 MB)
2abstract.pdf ( 0.11 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4content.pdf ( 0.10 MB)
5chapter1.pdf ( 0.10 MB)
6chapter2.pdf ( 0.32 MB)
7chapter3.pdf ( 0.13 MB)
8chapter4.pdf ( 0.16 MB)
9chapter5.pdf ( 0.16 MB)
10bibliography.pdf ( 0.11 MB)
11appendix.pdf ( 0.28 MB)
12biodata.pdf ( 0.07 MB)

Search within results