Search Result 219 Found

  • Filters
 
1
ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูต่อการนำความรู้ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรีเขต 1
A study of administrators and teachers? opinions toward implementing local herb knowledge to their school curriculums under Chanthaburi Primary School Office Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : อารยา สว่างชีพ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู ต่อการนำความรู้ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 และเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและ ครูต่อการนำความรู้ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างรวม 370 คน แบ่งเป็นผู้บริหารจำนวน 77 คน และครูจำนวน 293 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน โดยการใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานการวิจัย ด้วยสถิติทดสอบหาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยหาค่าที (t-test) และ เอฟ (F- test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีต่อการนำความรู้ ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา โดยรวม อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็น รายข้ออยู่ในระดับมากทุกข้อ เรียงจากมากไปน้อย คือ ด้านวัตถุประสงค์ของหลักสูตรด้านประโยชน์ ที่ได้รับ ด้านรูปแบบการดำเนินการ และในด้านแหล่งเรียนรู้ อยู่ในอันดับสุดท้าย 2) ความคิดเห็น ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีต่อการนำความรู้ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตร สถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่งภาพรวมพบว่าผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าความคิดเห็นต่อการนำความรู้ ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา ด้านวัตถุประสงค์ของหลักสูตรแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านอื่น ๆ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 3) ความคิดเห็น ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีต่อการนำความรู้ด้านสมุนไพรท้องถิ่นบรรจุในหลักสูตรสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษาที่ปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.05 MB)
2abstract.pdf ( 0.08 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4content.pdf ( 0.13 MB)
5chapter1.pdf ( 0.14 MB)
6chapter2.pdf ( 0.40 MB)
7chapter3.pdf ( 0.09 MB)
8chapter4.pdf ( 0.14 MB)
9chapter5.pdf ( 0.14 MB)
10bibliography.pdf ( 0.12 MB)
11appendix.pdf ( 0.34 MB)
12biodata.pdf ( 0.08 MB)
2
การศึกษาแรงจูงใจในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ
A study of motivation factors in pursuing bachelor?s degree of non-commissioned Officers (NCOs) under the Command of Frigate Squadron 1, The Royal Thai Fleet, Royal Thai Navy
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : เอกราช สารคำ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ของข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการและเพื่อศึกษา เปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีของข้าราชการทหาร ชั้นประทวน สังกัดกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกองเรือ ฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการจำนวน 278 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา โดยการวิเคราะห์หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบแรงจูงใจ ในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี โดยใช้ค่าเอฟ (F-test) และวิธีการเชฟเฟ่ (Scheffe′s) เพื่อทดสอบ ความแตกต่างรายคู่ ผลการศึกษาพบว่า 1) อายุราชการของข้าราชการทหารส่วนใหญ่ มีอายุราชการระหว่าง 8 - 14 ปี ส่วนใหญ่ มีรายได้ ตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 20,000 บาท หน่วยงานที่ปฏิบัติราชการส่วนใหญ่อยู่หมวดเรือที่ 3 2) ระดับแรงจูงใจในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ของข้าราชการชั้นประทวนในภาพรวม อยู่ในระดับมาก โดยด้านปัจจัยค้ำจุนมีแรงผลักดันมากกว่าปัจจัยจูงใจ 3) ข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกอง เรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ ที่มีอายุราชการต่างกัน มีผลต่อแรงจูงใจศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4) ข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกองเรือฟริเกต ที่ 1 กองเรือยุทธการ ที่มีรายได้ต่างกัน มีผลต่อแรงจูงใจศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 5) ข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ ที่อยู่ในหน่วยงานที่ปฏิบัติราชการต่างกัน มีผลต่อแรงจูงใจศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.06 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.06 MB)
4content.pdf ( 0.17 MB)
5chapter1.pdf ( 0.11 MB)
6chapter2.pdf ( 0.36 MB)
7chapter3.pdf ( 0.13 MB)
8chapter4.pdf ( 0.10 MB)
9chapter5.pdf ( 0.10 MB)
10bibliography.pdf ( 0.15 MB)
11appendix.pdf ( 0.28 MB)
12biodata.pdf ( 0.05 MB)
3
การศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1
A Study on the participation in the educational management of the Committee of Basic Educational School, under the of Office Chanthaburi Primary Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ธีรภัทร ศรีบุญเรือง
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการบริหาร การศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ คณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาขนาดใหญ่ จำนวน 75 คนและ คณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน ของสถานศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 171 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม จำนวน 55 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่น .81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานโดยการทดสอบค่าที (t-test) และใช้การวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว (One ? Way ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำแนกตามวุฒิการศึกษาของคณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยรวม และรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณา รายด้านพบว่า ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านบริหารงานทั่วไป แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำแนกตามขนาด ของสถานศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านวิชาการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) เมื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วม ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำแนกตามประเภทของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารงานทั่วไป แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.06 MB)
2abstract.pdf ( 0.08 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4content.pdf ( 0.16 MB)
5chapter1.pdf ( 0.11 MB)
6chapter2.pdf ( 0.27 MB)
7chapter3.pdf ( 0.10 MB)
8chapter4.pdf ( 0.17 MB)
9chapter5.pdf ( 0.14 MB)
10bibliography.pdf ( 0.11 MB)
11appendix.pdf ( 0.45 MB)
12biodata.pdf ( 0.05 MB)
4
การใช้ Web blog ในการเรียนการสอน : รายวิชาการบริหารการพัฒนา ภาคเรียนที่ 1/2554
Use blog to enhance teaching and learning in the course public administration system in semester 1/2554
งานวิจัย/Research report 2554
โดย : ตรี พิงกุศล, วงธรรม สรณะ, นภา จันทร์ตรี, ชูวงศ์ อุบาลี
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัย เรื่อง การใช้ Web Blog ในการเรียนการสอน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการสอนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา และเพื่อทราบถึงประสิทธิภาพของสื่อที่สามารถนำมา บูรณาการกับการเรียนการสอน คณะผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงปริมาณโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและ การทดลองใช้ Web blog มาบูรณาการการเรียนการสอนกับนักศึกษาหลักสูตรัฐประศาสนศาสตร์ภาคปกติที่ลงทะเบียนเรียนในวิชาการบริหารการพัฒนา จำนวน 139 คน คณะผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการแสดงความคิดเห็นผ่าน Web Blog จากการวิจัย พบว่า (1)การศึกษารูปแบบการสอนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา พบว่า การเรียนโดยใช้ Web Blog ช่วยเสริมสร้างความรู้และพัฒนาทักษะความสามารถของนักศึกษา อาทิ ด้านความรู้ในเนื้อหาวิชาการบริหารการพัฒนา และทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ท แต่การเรียนออนไลน์เป็นปัญหาอุปสรรคของนักศึกษาที่ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ และใช้เทคโนโลยีไม่เป็น (2)ส่วนด้านการศึกษาเพื่อทราบถึงประสิทธิภาพของสื่อที่สามารถนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอน พบว่า นอกจาก Web Blog แล้วผู้สอนสามารถใช้สื่อออนไลน์ประเภทอื่นที่กำลังเป็นนิยม เช่น facebook มาสนับสนุนการเรียนการสอนได้ อภิปรายผล การเรียนการสอนโดยใช้ Web Blog ช่วยให้นักศึกษาเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้แม้ไม่มีผู้สอนมาสอนหน้าชั้นเรียนเพียงแค่ผู้เรียนนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็สามารถเรียนได้ เนื่องจากการเรียนออนไลน์เป็นช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้เรียนเรียนตามความสามารถและความสนใจของตนเอง อีกทั้งการใช้สื่อประสมเป็นการช่วยทำให้ผู้เรียนเกิดความคงทนในการเรียนรู้ดีขึ้น แต่ผู้สอนควรให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่นักศึกษาได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถบูรณาการความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะ การเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนโดยใช้ Web Blog มีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ผู้สอนควรใช้การบูรณาการ (Integrated) การเรียนการสอนควบคู่กับการเรียนในชั้นเรียน โดยการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ให้พร้อม 2. ระหว่างที่มีการเรียนการสอนควรให้ข้อมูลการใช้บทเรียนออนไลน์ การส่งงานผ่านระบบออนไลน์ และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักศึกษาเกิดความคุ้นเคยและควรใช้การเรียนการสอนแบบผสมผสานอย่างน้อย 2 ครั้งต่อภาคการศึกษา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1research.pdf ( 0.91 MB)
5
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และเจตคติทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องเลขยกกำลัง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งเค็ด จังหวัดระยอง โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ กับการจัดการเรียนรู้ ตามคู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์ของสสวท
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ยอดขวัญ ถามั่งมี
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และเจตคติทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องเลขยกกำลังของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งเค็ด จังหวัดระยอง โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ กับการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์ของสสวท. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ จำนวน 16 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์และแบบวัดเจตคติทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมประมวลผลสำเร็จรูป เพื่อหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t?test independent และ t-test dependent) ผลการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่จัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูสาระการเรียนรู้ พื้นฐานคณิตศาสตร์ของสสวท. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 2. นักเรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ มีเจตคติทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่จัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์ของสสวท.อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.17 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.06 MB)
3บทที่ 1.pdf ( 0.10 MB)
4บทที่ 2.pdf ( 0.48 MB)
5บทที่ 3.pdf ( 0.10 MB)
6บทที่ 4.pdf ( 0.22 MB)
7บทที่ 5.pdf ( 0.13 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.22 MB)
6
ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ธนวรรณ สุระธรรมนิติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 โดยจำแนกเป็นเพศ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา ปีการศึกษา 2548 จำนวน 341 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และทดสอบค่าเอฟ (F-test) ผลการวิจัย 1. ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1โดยรวม และรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมาก 2. ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 จำแนก ตามเพศโดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้าน การยอมรับเป้าหมายขององค์กร และด้านความต้องการดำรงเป็นสมาชิกองค์กร แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ส่วนด้านความเต็มใจ ทุ่มเท เสียสละเวลาให้องค์กรแตกต่างกันอย่าง ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยองเขต 1 จำแนก ตามระยะเวลาในการปฏิบัติงาน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 และเมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการยอมรับเป้าหมายขององค์กรและด้านความต้องการดำรงเป็นสมาชิก องค์กรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านความเต็มใจ ทุ่มเท เสียสละเวลา ให้องค์กรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 จำแนก ตามขนาดของสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.03 MB)
2คัดย่อ.pdf ( 0.05 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.06 MB)
4บทที่1-3.pdf ( 0.39 MB)
5บทที่4,5.pdf ( 0.24 MB)
6ภาคผนวก.pdf ( 0.06 MB)
7
การศึกษาความต้องการของครูและผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการพิเศษต่อการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : นิษธยา ทองจันทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการ ของครูและผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการพิเศษต่อการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1 และเปรียบเทียบปัจจัยสถานภาพทั่วไปของครู คือ เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และการได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ กับความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนประถมศึกษา 6 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดหลักสูตรและการนำไปใช้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์และอาคารสถานที่ ด้านบุคลากร ด้านสื่อการเรียนการสอน และด้านการนิเทศการศึกษา และเปรียบเทียบปัจจัยสถานภาพทั่วไปของผู้ปกครอง คือ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ กับความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนประถมศึกษา 5 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดหลักสูตรและการนำไปใช้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์และอาคารสถานที่ ด้านบุคลากร และด้านอื่น ๆ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูจำนวน 138 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย และผู้ปกครอง จำนวน 65 คน ได้มาโดยการเลือกเฉพาะเจาะจงร้อยละ 10 เครื่องมือที่ใช้สำหรับครูเป็นแบบสอบถามตามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างสำหรับผู้ปกครอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบความแตกต่างรายคู่ของเชฟเฟ่ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย 1. ความต้องการของครูในโรงเรียนประถมศึกษาต่อการจัดการเรียนร่วม พบว่าระดับความต้องการของครูในโรงเรียนประถมศึกษา ต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านหลักสูตรและการนำไปใช้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์และอาคาร ด้านบุคลากร ด้านสื่อการเรียนการสอน และด้านการนิเทศการศึกษามีความต้องการในระดับมากทั้ง 6 ด้าน 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานภาพทั่วไปของครู พบว่าครูที่มีเพศต่างกันมีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ครูที่มีประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกัน มีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และครูที่ได้รับการฝึกอบรมและไม่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ มีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการเรียนร่วมในโรงเรียนประถมศึกษา พบว่าระดับความต้องการของผู้ปกครอง ต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านหลักสูตรและการนำไปใช้ ด้านเครื่องมือ อุปกรณ์และอาคารสถานที่ ด้านบุคลากร และด้านอื่น ๆ มีความต้องการในระดับมากที่สุด 4. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานภาพทั่วไปของผู้ปกครองชายและหญิง กับความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผู้ปกครองที่มีอายุต่างกันมีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันมีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และผู้ปกครองที่มีอาชีพต่างกันมีความต้องการต่อการจัดการเรียนร่วมโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปกหน้า บทคัดดย่อ.pdf ( 0.07 MB)
2ABSTRACT.pdf ( 0.04 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
4บทที่ 1.pdf ( 0.11 MB)
5บทที่ 2.pdf ( 0.39 MB)
6บทที่ 3.pdf ( 0.08 MB)
7บทที่ 4.pdf ( 0.25 MB)
8บทที่ 5.pdf ( 0.17 MB)
9บรรณานุกรม.pdf ( 0.11 MB)
8
การศึกษาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ประภาพรรณ ฉัตรมาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนใน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดทำระบบข้อมูลพื้นฐาน ด้านการกำหนดความต้องการของท้องถิ่น ด้านการจัดทำคำอธิบายรายวิชา ด้านการ จัดทำแผนการเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาทั้ง 6 ด้าน ตามตำแหน่งของบุคลากรและพื้นที่ตั้งของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทืบุรี เขต 1 จำนวน 386 คน ซึ่งได้มาโดยตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซีและมอร์แกน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวม ข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และวิธีของเชฟเฟ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยรวมและรายด้านส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ยกเว้นด้านการจัดทำระบบข้อมูลพื้นฐาน ด้านการจัดทำแผนการเรียนรู้ และด้านการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา อยู่ในระดับปานกลาง 2. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง 3. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษารายด้านส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการจัดทำคำอธิบายรายวิชา และด้านการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษารายด้านส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.04 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.14 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.22 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.09 MB)
5บรรณานุกรม.pdf ( 0.10 MB)
6บทที่ 4.pdf ( 0.13 MB)
7บทที่4-1.pdf ( 0.11 MB)
8บทที่4-2.pdf ( 0.11 MB)
9บที่4-3.pdf ( 0.11 MB)
10บทที่4-4.pdf ( 0.12 MB)
11บทที่4-5.pdf ( 0.12 MB)
12บทที่4-6.pdf ( 0.11 MB)
13บทที่4-7.pdf ( 0.10 MB)
14บทที่4-8.pdf ( 0.10 MB)
15บทที่4-9.pdf ( 0.10 MB)
16บทที่ 5.pdf ( 0.23 MB)
17บทที่ 5-1.pdf ( 0.12 MB)
9
การศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องไฟฟ้าเบื้องต้นโดยใช้วิธีการสอนแบบแก้ปัญหาสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยสารพัดช่างจันทบุรี
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ยงยุทธ พนัสนอก
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น ระหว่างนักศึกษาที่ได้รับการสอน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบแก้ปัญหา กับกิจกรรมการเรียนการสอนแบบปกติ (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น ระหว่างนักศึกษาที่ได้รับการสอน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบแก้ปัญหา กับกิจกรรมการเรียนการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 วิทยาลัยสารพัดช่างจันบุรี จำนวน 40 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมเท่า ๆกัน จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนที่ใช้การจัดกิจกรรม การเรียนการสอนแบบแก้ปัญหา เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น, แผนการสอนที่ใช้การจัดกิจกรรมกรรมการเรียนการสอนแบบปกติ เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น, แบบวัดทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น ผู้วิจัยได้ทำการสอนในกลุ่มทดลอง โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบแก้ปัญหา จำนวน 40 คาบ ส่วนกลุ่มควบคุมสอนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบปกติ จำนวน 40 คาบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การทดสอบค่าที (t - test Independent) ในการเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหา และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น ระหว่างนักศึกษา กลุ่มทดลอง กับกลุ่มควบคุม ผลการวิจัยพบว่า 1. นักศึกษากลุ่มทดลอง มีทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น สูงกว่า นักศึกษากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักศึกษากลุ่มทดลอง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไฟฟ้าเบื้องต้น สูงกว่า นักศึกษากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.09 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.11 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.31 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.19 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.08 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.12 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.12 MB)
10
ศึกษาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ช่วงชั้น 1 - 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 2
A Study of student assistance system administration of schools in level 1-2 under the office of Rayong Educational Service Area 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : มาโนช กุลนาแพง
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนของสถานศึกษาช่วงชั้น 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 2 จำแนกตาม ตำแหน่งในการปฏิบัติงานและขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูของสถานศึกษา ช่วงชั้น 1 - 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ระยอง เขต 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 278 คน ซึ่งได้มาโดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตาราง ของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) และการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวม ข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ ค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ช่วงชั้น 1 - 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 2 มีระดับปฏิบัติโดยรวมและรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมาก 2) การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ช่วงชั้น 1 - 2 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 2 โดยรวม ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและ ครูมีระดับปฏิบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านการรู้จัก นักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการปกป้องและการแก้ไขปัญหา และ ด้านการส่งต่อแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 3) สถานศึกษา ช่วงชั้น 1 - 2 สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 2 ที่มีขนาดใหญ่และขนาดเล็ก มีระดับการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียน โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.07 MB)
2abstract.pdf ( 0.14 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4content.pdf ( 0.13 MB)
5chapter1.pdf ( 0.13 MB)
6chapter2.pdf ( 0.34 MB)
7chapter3.pdf ( 0.11 MB)
8chapter4.pdf ( 0.17 MB)
9chapter5.pdf ( 0.11 MB)
10bibliography.pdf ( 0.15 MB)
11appendix.pdf ( 0.22 MB)
12biodata.pdf ( 0.07 MB)
11
การศึกษาความต้องการจำเป็นในการดำเนินการด้านประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1
A Study of implementation needs for internal quality assurance in schools under the office of Chanthaburi Primary Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : รายา ปัญจมานนท์
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการดำเนินการด้านประกัน คุณภาพภายในสถานศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มตัวอย่างการวิจัย เชิงปริมาณได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่เป็นคณะกรรมการประกันคุณภาพการศึกษา จำนวน 285 คนซึ่งได้มากจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) และกลุ่ม ตัวอย่างการวิจัยเชิงคุณภาพได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาครูผู้สอนที่เป็นคณะกรรมการประกันคุณภาพ การศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันคุณภาพการศึกษา จำนวน 56 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ เก็บรวมรวบข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการดำเนินการประกัน คุณภาพภายในสถานศึกษาและแบบสัมภาษณ์ถึงสาเหตุของความต้องการจำเป็นแนวทางแก้ไข และหน่วยงานภายนอกที่ควรมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีการจัดเรียงลำดับความสำคัญ ของความต้องการจำเป็น (PNI modified) และการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในขั้นเตรียมการ ได้แก่ การให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาแก่บุคลากรในสถานศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยวิทยากรจากหน่วยงานต้นสังกัด และการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษาเพื่อรองรับ การประกันคุณภาพภายใน โดยมีสาเหตุมาจากการที่วิทยากรมักนำเสนอความรู้เกี่ยวกับการดำเนินการ ประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาในรูปแบบการบรรยายขาดเทคนิคในการเร้าความสนใจ ทำให้ผู้เข้า รับการอบรมเกิดความเบื่อหน่ายและไม่สนใจ และครูขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดทำและใช้ข้อมูล สารสนเทศ ดังนั้นวิทยากรจากหน่วยงานต้นสังกัดควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้ความรู้ โดยสอดแทรกเทคนิคที่เหมาะสมในการนำเสนอ และพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ ของสถานศึกษาให้มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด 2) ความต้องการจำเป็นในขั้นการดำเนินการ ได้แก่ การกำหนดแนวทางหรือวิธีปฏิบัติงานของแต่ละเป้าหมาย/มาตรฐานการศึกษา การจัดวิทยากร ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญแต่ละด้านมาให้การนิเทศ การนำเครื่องมือไปทดลองใช้เพื่อปรับปรุง แก้ไขก่อนการนำไปใช้จริงโดยคำนึงถึงความสามารถในการวัดได้ตรงกับสิ่งที่ต้องการวัด และ การตรวจสอบผลการประเมินเป็นระยะๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางการพัฒนา ของสถานศึกษา โดยมีสาเหตุมาจากสถานศึกษาไม่ใช้ผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรคที่เคย เกิดขึ้นมาเป็นสารสนเทศในการกำหนดแนวทางและปฏิทินการตรวจสอบการดำเนินการในแต่ละปี การศึกษา การขาดงบประมาณในการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษา และบุคลากรไม่มีความรู้ในการจัดทำเครื่องมือการประเมิน ดังนั้นสถานศึกษาต้องมี การกำหนดเป้าหมาย แนวทางการดำเนินงาน ผู้รับผิดชอบงาน ระยะเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ สำหรับแผนงานต่างๆ ในการดำเนินการด้านประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ใช้วิธีการถ่ายทอด แนวคิด วิธีปฏิบัติงานแบบไม่เป็นทางการ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณในการ ดำเนินงาน และหน่วยงานต้นสังกัดควรให้ความรู้แก่บุคลากรในด้านการดำเนินการประกันคุณภาพ ภายในสถานศึกษาและการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผล และ 3) ความต้องการจำเป็น ในขั้นการรายงาน ได้แก่ การจัดทำรายงานประจำปีแบบสรุปเพื่อเผยแพร่ให้กับกลุ่มผู้ปกครองและ ชุมชน โดยนำเสนอในลักษณะการบรรยายใช้ภาษาเข้าใจง่าย และมีความยาวไม่มาก โดยมีสาเหตุ จากการที่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการจัดทำรายงานการประเมินตนเอง การเขียนรายงานไม่ได้ สะท้อนจุดเด่น จุดด้อยของสถานศึกษาอย่างชัดเจน ดังนั้นหน่วยงานต้นสังกัดควรให้ความรู้ แก่บุคลากรในการเขียนรายงานที่มีคุณภาพ การแปลความสารสนเทศเพื่อนำไปใช้ในการรายงานผล
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.05 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4chapter1.pdf ( 0.10 MB)
5chapter2.pdf ( 0.46 MB)
6chapter3.pdf ( 0.12 MB)
7chapter4.pdf ( 0.16 MB)
8chapter5.pdf ( 0.12 MB)
9bibliography.pdf ( 0.09 MB)
10appendix.pdf ( 0.29 MB)
11biodata.pdf ( 0.06 MB)
12content.pdf ( 0.13 MB)
12
การศึกษาบทบาทที่ปฏิบัติจริงและบทบาทที่คาดหวังของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรีเขต 1
A Study on actual and expected roles of basic education school administrators according to teachers? opinions under the office of Chanthaburi Primary Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : สุธี พรมาธิ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบบทบาทที่ปฏิบัติจริงและบทบาท ที่คาดหวังของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1โดยจำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติงาน ในสถานศึกษาและขนาดของสถานศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยครูผู้สอน จากสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียว (F-test) และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe?) ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทที่ปฏิบัติจริงและบทบาทที่คาดหวังของผู้บริหารสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จันทบุรี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบบทบาทที่ปฏิบัติจริงและบทบาท ที่คาดหวังของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1พบว่าครูผู้สอนมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการเปรียบเทียบบทบาทที่ปฏิบัติจริงและบทบาทที่คาดหวัง ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยจำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติงานในสถานศึกษา พบว่า ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไม่มี นัยสำคัญทางสถิติ 4) ผลการเปรียบเทียบบทบาทที่ปฏิบัติจริงของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่าโดยรวมครูผู้สอนที่สอนอยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาด แตกต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อวิเคราะห์ เปรียบเทียบเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่ พบว่า ครูผู้สอนที่สอนอยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดกลาง กับขนาดใหญ่ มีความคิดเห็นต่อบทบาทที่ปฏิบัติจริงของผู้บริหารสถานศึกษาไม่แตกต่างกัน ส่วนครูผู้สอนที่สอนอยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดเล็กกับขนาดกลาง และครูผู้สอนที่สอนอยู่ใน สถานศึกษาที่มีขนาดเล็กกับขนาดใหญ่ มีความคิดเห็นต่อบทบาทที่ปฏิบัติจริงของผู้บริหาร สถานศึกษาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 5) ผลการเปรียบเทียบบทบาทที่คาดหวัง ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 โดยจำแนกตามขนาดของสถานศึกษาสถานศึกษา พบว่า ครูผู้สอนที่สอนอยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดแตกต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันไม่มีนัยสำคัญ ทางสถิติ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.37 MB)
2abstract.pdf ( 0.11 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
4content.pdf ( 0.10 MB)
5chapter1.pdf ( 0.10 MB)
6chapter2.pdf ( 0.32 MB)
7chapter3.pdf ( 0.13 MB)
8chapter4.pdf ( 0.16 MB)
9chapter5.pdf ( 0.16 MB)
10bibliography.pdf ( 0.11 MB)
11appendix.pdf ( 0.28 MB)
12biodata.pdf ( 0.07 MB)
13
ปัญหาการดำเนินการเพื่อเตรียมการรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ธนโชติ ปุณยชัยปรีดา
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปัญหาการดำเนินการ เพื่อเตรียมการรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาจันทบุรี เขต 1 ตามมาตรฐานการศึกษาของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศึกษา 3 ด้าน ได้แก่มาตรฐานด้านผู้เรียน มาตรฐานด้านผู้บริหารและ มาตรฐานด้านครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรีเขต1 เป็นผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 82 คน ครูจำนวน 323 คน รวม 405 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาการดำเนินการเพื่อเตรียมการรองรับการประเมินคุณภาพภายนอก ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1 มีปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลางทุกด้าน เมื่อพิจารณารายด้านพบว่ามีปัญหาในมาตรฐานด้านผู้เรียน มาตรฐานด้านครู และมาตรฐานด้านผู้บริหาร ตามลำดับ 2. ผู้บริหารสถานศึกษาและครู มีปัญหาการดำเนินการเพื่อเตรียมการรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาจันทบุรี เขต 1 ทุกมาตรฐาน ไม่แตกต่าง 3. สถานศึกษาขนาดเล็กและสถานศึกษาขนาดใหญ่ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาจันทบุรีเขต 1 มีปัญหาการดำเนินการเพื่อเตรียมการรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา มาตรฐานด้านครูแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 สำหรับมาตรฐานด้านผู้เรียน และมาตรฐานด้านผู้บริหาร ไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.09 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.14 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.33 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.11 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.29 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.16 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.10 MB)
14
ความมีจริยธรรมด้านระเบียบวินัยของนักเรียนช่วงชั้นที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1
The morality on discipline of students at the 4th interval level under the Office of Rayong Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : วรรษิกา บุญโชติรัตน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความมีจริยธรรมด้านระเบียบวินัยของนักเรียน ช่วงชั้นที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 จำแนกตามเพศและระดับชั้นเรียน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนช่วงชั้นที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1จำนวน 363 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบด้วยค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) การเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ่ (Scheffe?) ผลการวิจัย 1) ระดับความมีจริยธรรมด้านระเบียบวินัยของนักเรียนช่วงชั้นที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า วินัยสำหรับตนเอง และวินัยสำหรับหมู่คณะ อยู่ในระดับปานกลาง 2) ความมีจริยธรรมด้านวินัยสำหรับตนเองและวินัยสำหรับหมู่คณะ ทั้งโดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความมีจริยธรรมด้านวินัยสำหรับตนเองและวินัยสำหรับหมู่คณะ พบว่า เพศหญิงสูงกว่าเพศชาย 3) นักเรียนที่ชั้นเรียนต่างกันมีจริยธรรมด้านวินัยสำหรับตนเองและวินัยสำหรับหมู่คณะ โดยรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 4) นักเรียนที่ชั้นเรียนต่างกันมีจริยธรรมด้านวินัยสำหรับตนเอง แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ โดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีจริยธรรม ด้านวินัยสำหรับตนเองสูงกว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และด้านวินัยสำหรับหมู่คณะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีจริยธรรมด้านวินัยสำหรับหมู่คณะสูงกว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.54 MB)
2abstract.pdf ( 0.06 MB)
3acknowledgement.pdf ( 0.03 MB)
4content.pdf ( 0.05 MB)
5chapter1.pdf ( 0.09 MB)
6chapter2.pdf ( 0.40 MB)
7chapter3.pdf ( 0.08 MB)
8chapter4.pdf ( 0.12 MB)
9chapter5.pdf ( 0.10 MB)
10bibliography.pdf ( 0.09 MB)
11appendix.pdf ( 0.23 MB)
12biodata.pdf ( 0.04 MB)
15
การศึกษาความพร้อมตามมาตรฐานการศึกษาด้านผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ระยองเขต1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : คำนวณ สุนทรประเสริฐ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความพร้อมตามมาตรฐานการศึกษา ด้านผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 จำแนกตาม วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การบริหารสถานศึกษา และขนาดของสถานศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 จำนวน 130 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ จำนวน 98 ข้อ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัย 1. ความพร้อมตามมาตรฐานการศึกษาด้านผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การบริหารสถานศึกษา และขนาดของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับดีทั้งหมด 2. ความพร้อมตามมาตรฐานการศึกษาด้านผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 จำแนกตามวุฒิการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาที่มี วุฒิการศึกษาต่างกัน มีความพร้อมไม่แตกต่างกัน 3. ความพร้อมตามมาตรฐานการศึกษาด้านผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์การบริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์การบริหารสถานศึกษาต่างกัน มีความพร้อมไม่แตกต่างกัน 4. ความพร้อมตามมาตรฐานการศึกษาด้านผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา สถานศึกษาที่มีขนาด ต่างกัน มีความพร้อมไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.13 MB)
2สารบัญ.pdf ( 0.09 MB)
3บทที่ 1 บทนำ.pdf ( 0.16 MB)
4บทที่2.pdf ( 0.38 MB)
5บทที่ 3 .pdf ( 0.10 MB)
6บทที่ 4 .pdf ( 0.23 MB)
7บทที่ 5 .pdf ( 0.11 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.25 MB)

Search within results