Search Result 85 Found

  • Filters
 
1
แนวทางส่งเสริมและการพัฒนาชุมชนแบบบูรณาการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน กรณีศึกษาบ้านท่าม่วง (หมู่ที่ 1 2 3 4) ต.ท่าม่วง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ปรมัตถ์ โพดาพล
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 0.07 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.07 MB)
3บทที่2 .pdf ( 0.11 MB)
4บทที่ 3 .pdf ( 0.13 MB)
5บทที่ 4 .pdf ( 0.06 MB)
6บทที่ 5 .pdf ( 0.07 MB)
7บทที่ 6.pdf ( 0.06 MB)
8บทที่ 7 .pdf ( 0.06 MB)
9บทที่ 8 .pdf ( 0.12 MB)
10บรรณานุกรม.pdf ( 0.04 MB)
2
การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2010
โดย : เกรียงศักดิ์ พรมแพน
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขององค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 และเปรียบเทียบความคิดเห็น ของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล กับผู้บริหารสถานศึกษา ต่อสภาพการมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่ การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 จำแนกตามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 110 คน ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 148 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่ การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านอยู่ในระดับปานกลาง ทุกด้าน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านบริการและกิจกรรม ด้านทรัพย์สิน ด้านอื่นๆ และด้านวิชาการ ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้บริหารสถานศึกษา เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านอื่นๆ มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้บริหารสถานศึกษา เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 ด้านทรัพย์สิน ควรจัดสรร งบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาให้เพียงพอ โดยเฉพาะการปรับปรุง ก่อสร้างอาคารเรียนหรืออาคารประกอบ ให้เพียงพอต่อการดำเนินการจัดการศึกษา ด้านวิชาการ องค์การบริหารส่วนตำบลและสถานศึกษา ควรประสานความร่วมมือกันในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและควรส่งเสริม สนับสนุนให้ครู ทำวิจัย เพื่อพัฒนากระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านบริการและกิจกรรม องค์การบริหารส่วนตำบล และสถานศึกษาควรจะมีการวางแผน และประสานความร่วมมือกันในการพัฒนางาน ด้านบริการและกิจกรรมให้เกิดความชัดเจน และสามารถปฏิบัติได้ และด้านอื่นๆ ควรมีการสนับสนุนบุคลากรให้กับสถานศึกษาที่ขาดแคลน และควรจะมีการจัดสวัสดิการแก่บุคลากรในสถานศึกษา เพื่อเป็นการสร้างขวัญ กำลังใจในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
11titlepage.pdf ( 1.47 MB)
22abstract.pdf ( 0.67 MB)
33acknowledgement.pdf ( 0.02 MB)
44contents.pdf ( 0.06 MB)
55chapter1.pdf ( 0.08 MB)
66chapter2.pdf ( 0.35 MB)
77chapter3.pdf ( 0.10 MB)
88chapter4.pdf ( 0.21 MB)
99chapter5.pdf ( 0.13 MB)
1010references.pdf ( 0.09 MB)
1111appendices.pdf ( 0.51 MB)
1212vitae.pdf ( 0.03 MB)
3
ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุในการปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ของเกษตรกรศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด
Factors Affecting the Acceptance of Farmers in Soil Improvement with Organic Matters for Growing White Jasmine Rice 105 of Extension and Rice Seed Production Center at Moeiwadee District, Roi-Et Province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : อนุรักษ์ อันทรินทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลลักษณะพื้นฐานบางประการด้านเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับการปรับปรุง บำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุในการปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ของเกษตรกร 3) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการยอมรับการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุในการปลูก ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ของเกษตรกรประชากร ได้แก่ เกษตรกรผู้ร่วมโครงการศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน รวม 9 หมู่บ้าน 4 ตำบล เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 540 คน ในเขตพื้นที่อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 226 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม (Questionnaires) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม โดยหาความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ทั้งฉบับ 2) สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหา ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) 3) สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานใช้ค่าสถิติ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ข้อมูลลักษณะพื้นฐานบางประการด้านเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร พบว่าผู้ตอบแบบสอบสามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 51.20 ปี จำนวนแรงงานในครัวเรือนเฉลี่ยจำนวน 2.72 คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้นำในชุมชน พื้นที่ปลูกข้าวเฉลี่ย 17.39 ไร่ต่อครัวเรือน ปริมาณผลผลิตข้าวเฉลี่ย 468.34 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาขายผลผลิตข้าว เฉลี่ย 10.28 บาท ต่อกิโลกรัม เงินที่ใช้ลงทุนในการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุเฉลี่ย จำนวน 304.72 บาท ต่อไร่ และช่องทางการได้รับการถ่ายทอดความรู้ จาก 3 ช่องทางมากที่สุด 2. ระดับการยอมรับการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุในการปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ของเกษตรกร โดยเรียงจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านการปลูกและการใช้ปุ๋ยพืชสด 2) ด้านการไถกลบตอซัง 3) ด้านการผลิตและการใช้ปุ๋ยหมัก 4) ด้านการใช้ปุ๋ยคอก ตามลำดับ ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับการปรับปรุงบำรุงดิน ด้วยอินทรียวัตถุในการปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ของเกษตรกรศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า ราคาขายผลผลิตข้าว เงินที่ใช้ลงทุนในการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุและอายุ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุในการปลูกข้าวดอกมะลิ 105 ของเกษตรกร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตัวแปรทั้งสามดังกล่าวสามารถพยากรณ์ความแปรปรวนของ ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุในการปลูกข้าวดอกมะลิ 105 ของเกษตรกรศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ได้ร้อยละ 11.9 โดยตัวแปรที่สามารถพยากรณ์ได้มากที่สุด คือ ราคาขายผลผลิตข้าว โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย = 0.208 และเขียนเป็นสมการพยากรณ์ได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุในการปลูกข้าวดอกมะลิ 105 ของเกษตรกรศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด โดยใช้คะแนนดิบ = 6.609 + .002227 x2 + .01524 x7+ . 00003203 x8 สมการพยากรณ์ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุในการปลูก ข้าวดอกมะลิ 105 โดยใช้คะแนนมาตรฐาน = .160 x2 + .208 x7 + .154 x8 3. ความคิดเห็นของเกษตรกรเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุในการปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ของเกษตรกรศูนย์ส่งเสริมและ ผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน จำนวน 9 หมู่บ้าน 4 ตำบล 540 ราย จากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูล จำนวน 226 ราย โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน สรุปได้ดังนี้ 1) ด้านการปลูกและการใช้ปุ๋ยพืชสดเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค พบว่า เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดมีไม่เพียงพอ และมีข้อเสนอแนะว่า ควรจัดทำแปลงขยายพันธุ์พืชปุ๋ยสด 2) ด้านการไถกลบตอซังเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค พบว่าไม่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงหรือจ้างไถ่นา และมีข้อเสนอแนะว่าควรไถกลบตอซัง หลังการเก็บเกี่ยวข้าวภายใน 2-3 เดือน 3) ด้านการผลิตและการใช้ปุ๋ยหมักเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค พบว่าวัสดุในการผลิตมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ และมีข้อเสนอแนะว่าควรใช้วัสดุ ในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมาจัดทำปุ๋ยหมัก 4) ด้านการใช้ปุ๋ยคอกเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค พบว่า ปุ๋ยคอกมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ และมีข้อเสนอแนะว่าควรส่งเสริมการเลี้ยงโคและกระบือ 5) ด้านต้นทุนการผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคพบว่าปุ๋ยเคมี ราคาแพง และมีข้อเสนอแนะว่าควรจัดตั้งกองทุนการผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 แบบครบวงจร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstaract.pdf ( 0.11 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
3appendices.pdf ( 0.11 MB)
4chapter1.pdf ( 0.09 MB)
5chapter2.pdf ( 0.35 MB)
6chapter3.pdf ( 0.11 MB)
7chapter4.pdf ( 0.18 MB)
8chapter5.pdf ( 0.15 MB)
9contents.pdf ( 0.05 MB)
10references.pdf ( 0.12 MB)
11Titlepage.pdf ( 0.49 MB)
12vitae.pdf ( 0.04 MB)
4
สภาพและความคาดหวังของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการดำเนินงาน ตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
Conditions and Expectations of Parents towards the Implementation of the 15-Year Free Education with Quality Policy in Secondary Schools under the Office of Roi Et Education Service Area 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ฉัตรชัย ชาวไร่
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความคาดหวังของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการดำเนินงานตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบ สภาพและความคาดหวังของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการดำเนินงานตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตามขนาดโรงเรียน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการดำเนินงานตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ดเขต 2 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 360 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale ) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้ F ? test หาค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว ( ANOVA : One way Analysis of Variance ) ผลการวิจัย 1. สภาพของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการดำเนินงานตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่าง มี คุณภาพในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง 2. ความคาดหวังของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการดำเนินงานตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพในของผู้ปกครองนักเรียน จำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยรวม อยู่ในระดับมาก 3. ผลการเปรียบเทียบ สภาพของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการดำเนินงานตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ผลการเปรียบเทียบ ความคาดหวังของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการดำเนินงานตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ดเขต 2 จำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่าโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101titlepage.pdf ( 0.62 MB)
202abstract.pdf ( 0.05 MB)
303acknowledgement.pdf ( 0.24 MB)
404contents.pdf ( 0.26 MB)
505chapter1.pdf ( 0.29 MB)
606chapter2.pdf ( 0.48 MB)
707chapter3.pdf ( 0.41 MB)
808chapter4.pdf ( 0.55 MB)
909chapter5.pdf ( 0.36 MB)
1010references.pdf ( 0.31 MB)
1111appendices.pdf ( 10.45 MB)
1212vitae.pdf ( 0.26 MB)
5
ปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2
A Information Technology Problems in Schools under the Office of Roi-Et Educational
บทความ/Article 2014
โดย : สมเกียรติ ทีสำราญ
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2. เปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ร้อยเอ็ด เขต 2 ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำนวน 189 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างเป็นชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบการแจกแจงแบบเอฟ (F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมพบว่า อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงบประมาณ ด้านการบริหารงานทั่วไปอยู่ในระดับปานกลาง ทั้ง 4 ด้าน 2. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ที่มีขนาดโรงเรียนต่างกัน มีปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดใหญ่ มีปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแตกต่างกับโรงเรียนขนาดเล็ก และขนาดกลาง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ส่วนโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลางมีปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่แตกต่างกัน ส่วนด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงบประมาณ ด้านการบริหารงานทั่วไป พบว่าไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstrat.pdf ( 0.41 MB)
6
สมรรถนะของผู้บริหารและคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2
COMPETENCY ADMINISTRATORS AND QUALITY OF SCHOOL UNDER THE OFFICE OF YASOTHON EDUCATIONAL SERVICE AREA
วิทยานิพนธ์/Thesis 2014
โดย : ชำนาญ สุรินาม
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ทางการบริหารที่ต่างกันของสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 3) เพื่อเปรียบเทียบระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดต่างกัน ของสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับสมรรถนะของผู้บริหารกับคุณภาพของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 70 คน หัวหน้างาน 4 งานจำนวน 210 คน รวมทั้งสิ้น 280 คน ผู้วิจัย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัยและประมวลผลข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 มีระดับสมรรถนะทางการบริหารโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ามีระดับสมรรถนะอยู่ในระดับสูงในทุกด้าน โดยด้านการทำงานเป็นทีม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้าน การมีวิสัยทัศน์ ด้านการสื่อสารและการจูงใจ และด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการพัฒนาตนเอง 2. ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 ที่มีประสบการณ์ทางการบริหารต่างกันมีระดับสมรรถนะไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ผู้บริหารสถานศึกษา มีประสบการณ์ทางการบริหารใกล้เคียงกันทั้งสองกลุ่ม 3. ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่โรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีระดับสมรรถนะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและด้านการวิเคราะห์และสังเคราะห์ มีระดับสมรรถนะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความสัมพันธ์ระหว่างระดับสมรรถนะของผู้บริหารกับคุณภาพของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับ ปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.09 MB)
2adknowledgement.pdf ( 0.06 MB)
3appendices.pdf ( 1.85 MB)
4chapter1.pdf ( 0.13 MB)
5chapter2.pdf ( 0.80 MB)
6chapter3.pdf ( 0.13 MB)
7chapter4.pdf ( 0.25 MB)
8chapter5.pdf ( 0.15 MB)
9contents.pdf ( 0.11 MB)
10references.pdf ( 0.14 MB)
11tilepage.pdf ( 0.53 MB)
12vitae.pdf ( 0.06 MB)
7
ปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2
A Information Technology Problems in Schools under the Office of Roi-Et Educational service Area 2
บทความ/Article nd.
โดย : สมเกียรติ ทีสำราญ
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2. เปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ร้อยเอ็ด เขต 2 ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำนวน 189 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างเป็นชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบการแจกแจงแบบเอฟ (F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมพบว่า อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงบประมาณ ด้านการบริหารงานทั่วไปอยู่ในระดับปานกลาง ทั้ง 4 ด้าน 2. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ที่มีขนาดโรงเรียนต่างกัน มีปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดใหญ่ มีปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแตกต่างกับโรงเรียนขนาดเล็ก และขนาดกลาง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ส่วนโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลางมีปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่แตกต่างกัน ส่วนด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงบประมาณ ด้านการบริหารงานทั่วไป พบว่าไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstrat.pdf ( 0.41 MB)
8
สภาพการจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2
The Condition of Inclusive Education in Schools of Yasothon Educational Service Area 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : สงกรานต์ หลักคำแพง
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการศึกษาพิเศษ เรียนร่วมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบ ความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารและครูที่มีต่อสภาพการจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 3) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อ สภาพการจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 ของผู้บริหารและครูที่มีประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนในโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วม สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 จำนวน 208 คน เป็นผู้บริหารจำนวน 104 คน ครูจำนวน 104 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t?test และ f?test ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการเรียนการสอน ด้านครูผู้สอน ด้านสภาพแวดล้อม ด้านสังคม และด้านสื่อ อุปกรณ์การเรียนการสอน 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูที่มีต่อสภาพการจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 จำนวน 1 ด้าน คือ ด้านครูผู้สอน 3. เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูที่มีต่อสภาพการจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 ที่มีประสบการณ์ใน การทำงานแตกต่างกัน มีความคิดเห็นโดยรวมไม่แตกต่างกัน เพื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกัน จำนวน 2 ด้าน คือ ด้านการเรียนการสอน และด้านสื่อ อุปกรณ์การเรียนการสอน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101titlepage.pdf ( 2.52 MB)
202abstract.pdf ( 0.07 MB)
303acknowledgement.pdf ( 0.04 MB)
404contents.pdf ( 0.09 MB)
505chapter1.pdf ( 0.11 MB)
606chapter2.pdf ( 0.42 MB)
707chapter3.pdf ( 0.13 MB)
808chapter4.pdf ( 0.48 MB)
909chapter5.pdf ( 0.14 MB)
1010references.pdf ( 0.11 MB)
1111appendices.pdf ( 0.19 MB)
1212vitae.pdf ( 0.05 MB)
9
การศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูต่อหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
A study of administrator and teacher perceptions Toward curricula of schools under the office of Roi-Et educational service area, zone II
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : จรูญ เสนาวงค์
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abtract.pdf ( 0.01 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.04 MB)
3กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.03 MB)
4สารบัญ.pdf ( 0.04 MB)
5บทที่1.pdf ( 0.06 MB)
6บทที่2.pdf ( 0.27 MB)
7บทที่3.pdf ( 0.07 MB)
8บทที่4.pdf ( 0.11 MB)
9บทที่5.pdf ( 0.10 MB)
10
สภาพการทำงานเป็นทีมในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
Team work in expanding educational opportunities school. Under the Office of Roi-Et Primary
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : แก้วสุข เกษมสุข
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการทำงานเป็นทีมตาม ความคิดเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการทำงานเป็นทีมในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาจำแนกตามตำแหน่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 3) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการทำงานเป็นทีมในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตามขนาดโรงเรียน 4) เพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางในการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ครู จำนวน 306 คน ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 76 คน โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ เครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าชนิด 5 ระดับของลิเคิร์ท (Rating scale) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ค่า t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ครูและผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 สภาพการทำงานเป็นทีม โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การยอมรับนับถือ รองลงมา คือ ด้านการมีมีปฏิสัมพันธ์ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย 2. ผลการเปรียบเทียบสภาพการทำงานเป็นทีมของครูและผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง โดยรวม พบว่า ครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีตำแหน่งต่างกันมีความคิดเห็น แตกต่างกันในด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการมีเป้าหมายเดียวกัน และด้านความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และพบว่า ครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีตำแหน่งต่างกันมีสภาพ ไม่แตกต่างกันด้านการมีปฏิสัมพันธ์ ด้านการยอมรับนับถือ 3. ผลการเปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีมของครูและผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่า ครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน มีความคิดเห็น ไม่แตกต่างกัน 4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางการส่งเสริมสภาพการทำงานเป็นทีมของครูและผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 พบว่า ปัญหาในการทำงานเป็นทีมของครูและผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 พบว่า ปัญหา3อันดับแรก คือ 1) ชอบทำงานคนเดียวมากกว่าทำงานเป็นทีม 2) มีความเข้าใจในทิศทางการทำงานไม่ชัดเจน และ 3) ขาดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน ส่วนแนวทางการส่งเสริมสภาพการทำงานเป็นทีมของครูและผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 3 อันดับแรก คือ 1) ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสเพื่อร่วมกันพัฒนาด้านต่างๆ 2) ในโรงเรียนสามารถตรวจสอบข้อสงสัยได้อย่างเปิดเผยทุกขั้นตอน และ 3) ในโรงเรียนควรมีการรับฟังข้อเสนอแนะและปรึกษาเพื่อนร่วมงานอยู่เป็นประจำ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstrat.pdf ( 0.10 MB)
2adknowledgement.pdf ( 0.06 MB)
3appendices.pdf ( 0.66 MB)
4chapter1.pdf ( 0.14 MB)
5chapter2.pdf ( 0.65 MB)
6chapter3.pdf ( 0.14 MB)
7chapter4.pdf ( 0.22 MB)
8chapter5.pdf ( 0.16 MB)
9contents.pdf ( 0.09 MB)
10references.pdf ( 0.17 MB)
11titlepage.pdf ( 1.08 MB)
12vitae.pdf ( 0.06 MB)
11
การดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต2
The Operation of the Internal Education Quality Assurance at the schools under the Office of Roi ? Et Educational Service Area 2
วิทยานิพนธ์/Thesis 2014
โดย : เทพฤทธิ์ บุญศีลพร้อม
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ดเขต 2 ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 2 เพื่อศึกษาปัญหาการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไม่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 2 จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา และเพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการพัฒนาการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ของโรงเรียนที่ได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 2 จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ปีการศึกษา 2549 ถึง 2550 จำนวน 306 คน แยกเป็นโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินภายนอก จำนวน 72 โรงเรียน จำนวน 216 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางของเครจซีและมอร์แกน (Krejcie & Morgan) กลุ่มตัวอย่างได้โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และโรงเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินภายนอก จำนวน 30 โรงเรียน จำนวน 90 คน ใช้ประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. การดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ดเขต 2 ของโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินภายนอกรอบ 2 โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดระบบบริหารและสารสนเทศ อยู่ในลำดับมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา ด้านการรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี และ ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2. ปัญหาการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ดเขต 2 ของโรงเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินภายนอก รอบ 2 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา มีปัญหาอยู่ในลำดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา และน้อยที่สุดคือ ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา 3. ข้อเสนอแนะในการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา พบว่า ควรจัดให้มีการพัฒนาบุคลากรในด้านการประกันคุณภาพภายในทุกปี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรให้การนิเทศ ติดตาม สนับสนุนการดำเนินงานตามระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง สถานศึกษาควรมีบุคลากรเพียงพอตามเกณฑ์มาตรฐาน และตรงตามสาขาวิชาที่สถานศึกษาต้องการ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.10 MB)
2adknowledgement.pdf ( 0.06 MB)
3appendices.pdf ( 0.25 MB)
4chapter1.pdf ( 0.12 MB)
5chapter2.pdf ( 0.46 MB)
6chapter3.pdf ( 0.15 MB)
7chapter4.pdf ( 0.42 MB)
8chapter5.pdf ( 0.18 MB)
9contents.pdf ( 0.10 MB)
10references.pdf ( 0.17 MB)
11tilepage.pdf ( 0.13 MB)
12vitae.pdf ( 0.04 MB)
12
การประเมินโครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 214 ตอนเกษตรวิสัย- ปอหมัน จังหวัดร้อยเอ็ด
Evaluation on Highway Route 214 Improvement Project, Kasetwisai ? Porman Section of Roi Et Province.
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ประสาท อัมระปาล
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) ประเมินโครงการปรับปรุงทางหลวง 2) สำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้ถนน 3) เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ใช้ถนนจำแนกตามอาชีพต่าง ๆ และ 4) ให้ข้อเสนอแนะโครงการปรับปรุงทางเหลวง 214 ช่วงเกษตรวิสัย-ปอหมัน ระหว่าง กิโลเมตร 0+ 000 ? 23 + 011.600 จังหวัดร้อยเอ็ด ในการประเมินการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้การประเมินแบบจำลองซิป (CIPP model) ซึ่งประกอบด้วยการประเมิน 4 ด้าน คือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยผู้ใช้ถนน จำนวน 215 คน และผู้ก่อสร้างถนน จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามแบบประเมินค่า (Rating Scale) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 และคำถามปลายเปิด (Open - ended) วิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอโดยการหาความถี่, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว(One ? Way ANOVA) ผลวิจัยพบว่า 1) โครงการปรับปรุงทางหลวงทุกด้านมีความเหมาะสมในระดับ ปานกลาง 2) ความพึงพอใจของผู้ใช้ถนนหลังจากโครงการปรับปรุงสิ้นสุดอยู่ในระดับมาก 3) ความพึงพอใจของผู้ใช้ถนน จำแนกตามอาชีพโดยรวมพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้ใช้เส้นทางที่มีอาชีพต่างกันมีความพึงพอใจ ในด้านได้รับความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น หลังการก่อสร้างถนนสวยงามร่มรื่น และเมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จผู้ใช้เส้นทางพึงพอใจ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ปัญหาหลักสำคัญที่พบของโครงการปรับปรุงทางหลวงคือ พื้นผิวถนนถูกทำลายเพราะรถบรรทุกน้ำหนักเกิน, ไม่มี ป้ายจอดรถ, ไม่มีต้นไม้, ไม่มีท่อระบายน้ำสองข้างทางของถนนตลอดสาย การวิจัยครั้งนี้ให้ข้อเสนอแนะว่า 1) กรมทางหลวงและองค์กรต่าง ๆ ของรัฐควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับการบรรทุกน้ำหนักเกินกำหนด 2) ควรมี ป้ายจอดรถประจำทางในหมู่บ้านให้มากขึ้น 3) ควรติดตั้งไฟจราจรและปลูกต้นไม้สองข้างถนนมากขึ้นกว่าเดิม และนอกจากนั้นควรมีระบบวางท่อน้ำสองข้างถนนเพื่อป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.09 MB)
2adknowledgement.pdf ( 0.07 MB)
3appendices.pdf ( 1.32 MB)
4chapter1.pdf ( 0.09 MB)
5chapter2.pdf ( 0.37 MB)
6chapter3.pdf ( 0.12 MB)
7chapter4.pdf ( 0.35 MB)
8chapter5.pdf ( 0.15 MB)
9contents.pdf ( 0.09 MB)
10references.pdf ( 0.13 MB)
11tilepage.pdf ( 0.13 MB)
12vitae.pdf ( 0.06 MB)
13
ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพ ภายในกับผลการประเมินคุณภาพภายในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24
The Relationship Between Participation in Implementation of Internal Quality Assurance and Quality Assessment in Small Sized Secondary Schools under the Office of Secondary Educational Service Area 24
วิทยานิพนธ์/Thesis 0000
โดย : แจ่มจันทร์ ฉายเสมแสง
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของผู้บริหารสถานศึกษา และครู โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในกับผลการประเมินคุณภาพภายในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในวิจัยครั้งนี้ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กจำนวน 28 โรงเรียน โดยผู้ให้ข้อมูลคือผู้บริหารสถานศึกษาและครู ในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ปีการศึกษา 2555 ประกอบด้วยผู้บริหาร จำนวน 55 คน ครูจำนวน 236 รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 291 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาที่เป็นบทบาทของผู้บริหารและครูจำนวน 60 ข้อ โดยมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 มีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การมีส่วนร่วมด้านการปฏิบัติ (Do) อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการประเมินผล (Check) และด้านการวางแผน (Plan) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มี ส่วนร่วมน้อยที่สุดคือด้านการพัฒนา ปรับปรุง (Act) 2. ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในกับผลการประเมินคุณภาพภายในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 พบว่าการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในมีความสัมพันธ์กับผลการประเมินคุณภาพภายในอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางคือมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r = 0.419)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101titlepage.pdf ( 0.32 MB)
202abstract.pdf ( 0.18 MB)
303acknowledgement.pdf ( 0.14 MB)
404contenst.pdf ( 0.18 MB)
505chapter1.pdf ( 0.24 MB)
606chapter2.pdf ( 0.53 MB)
707chapter3.pdf ( 0.26 MB)
808chapter4.pdf ( 0.25 MB)
909chapter5.pdf ( 0.20 MB)
1010references.pdf ( 0.19 MB)
1111appendices.pdf ( 5.22 MB)
1212vitac.pdf ( 0.15 MB)
14
การติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษา จากสถาบันราชภัฏร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2544-2545
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : อมร ไชยแสน
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1กิตติกรรมประกาศ.pdf ( 0.05 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.04 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.09 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.03 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.07 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.04 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.03 MB)
8ภาคผนวก.pdf ( 0.05 MB)
15
การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กิจกรรมการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชน : กรณีศึกษาโรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์
The Development of Morals and Ethics by Using Participation Activity Between School and Community of Matthayomsuksa 3 Students: A Case Study of KhamkhueanKaeo Chanupatham School
วิทยานิพนธ์/Thesis 2014
โดย : อุทัย ทองลุม
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อให้ผู้เรียนมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจหลักคุณธรรมจริยธรรมด้านความมีวินัยและความรับผิดชอบ 2) เพื่อให้นักเรียนสามารถปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรมจริยธรรมด้านวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม กลุ่มผู้ร่วมวิจัยและผู้ให้ข้อมูลในครั้งนี้ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ร่วมวิจัย จำนวน 5 คน คือ ผู้วิจัย ครู กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนที่มีคะแนนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ติดลบเกินกว่า 40 คะแนนขึ้นไป จำนวน 37 คน และผู้ปกครองนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 37 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม กรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการนักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 46 คน โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็กเทคการ์ท (Kemmis and Mctaggart) ซึ่งมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติ ขั้นสังเกต และขั้นสะท้อนผล จำนวน 2 วงรอบ ตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2552 ถึง 10 พฤศจิกายน 2552 กลยุทธ์ในการพัฒนา คือการเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยใช้กิจกรรมค่ายพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม กิจกรรมกัลยาณมิตรจิตสามัคคีและกิจกรรมเยี่ยมบ้าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน 2) แบบสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3) แบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง 4) แบบทดสอบวัดคุณธรรมจริยธรรมด้านความมีวินัยและความรับผิดชอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและสถิติทดสอบที (t-test) แบบสองกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ความรู้ความเข้าใจหลักคุณธรรมจริยธรรมด้านความมีวินัยและความรับผิดชอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ โดยการเข้าค่ายคุณธรรมจริยธรรม ประกอบด้วย 7 กิจกรรม คือ กิจกรรมแสดงตนเป็นพุทธมามะกะ กิจกรรมให้ความรู้สร้างทักษะในการดำรงชีวิตโดยวิทยากร กิจกรรมฟังเทศน์/บรรยายธรรม กิจกรรมนั่งสมาธิ กิจกรรมเดินจงกรม กิจกรรมสมาทานศีล กิจกรรมสวดมนต์ พบว่า หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. การปฏิบัติตามตัวบ่งชี้คุณธรรมจริยธรรมที่แสดงถึงความสามารถปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรมจริยธรรมด้านวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ ในวงรอบที่ 1 โดยจัดกิจกรรมกัลยาณมิตจิตสามัคคี ประกอบด้วย 4 กิจกรรม คือ กิจกรรมทำบุญออกพรรษาร่วมกับชุมชน กิจกรรมร่วมด้วยช่วยกันทำความสะอาดภายในบริเวณโรงเรียน กิจกรรมปลูกและบำรุงต้นไม้ในโรงเรียน กิจกรรมพี่ช่วยน้องอาสาพัฒนาวัดและโรงเรียนในชุมชน โดยรวมนักเรียนมีการปฏิบัติอยู่ในระดับพอใช้ คิดเป็นร้อยละ 61.23 และการปฏิบัติตามตัวบ่งชี้คุณธรรมจริยธรรมที่แสดงถึงความสามารถปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรมจริยธรรมด้านวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ ในวงรอบที่ 2 โดยใช้กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน ประกอบด้วย 4 กิจกรรม คือ กิจกรรมสร้างความมีระเบียบภายในบ้าน กิจกรรมการเตรียมความพร้อมในการเรียน กิจกรรมการช่วยเหลืองานผู้ปกครอง กิจกรรมดูแลบุคคลในครอบครัว โดยรวมนักเรียนมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 68.75 จากผลการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน คำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 มีการพัฒนาที่สูงขึ้นโดยการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน จึงควรพัฒนาอย่างต่อเนื่องและให้ความเอาใจใส่มากขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.12 MB)
2adknowledgement.pdf ( 0.07 MB)
3appendices.pdf ( 10.68 MB)
4chapter1.pdf ( 0.13 MB)
5chapter2.pdf ( 0.40 MB)
6chapter3.pdf ( 0.25 MB)
7chapter4.pdf ( 0.24 MB)
8chapter5.pdf ( 0.13 MB)
9contents.pdf ( 0.08 MB)
10references.pdf ( 0.17 MB)
11tilepage.pdf ( 0.11 MB)
12vitae.pdf ( 0.06 MB)

Search within results