Search Result 292 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น รายวิชาลุ่มน้ำจางของเราชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่ทะพัฒนศึกษา อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง
Development of local curriculum for ?our lum nam jang? subject mater for the seventh graders of mae tha patanasuka school, mae tha district, Lampang province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2555
โดย : ณัฐพงศ์ วงศ์ทองจันทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น รายวิชาลุ่มน้ำจางของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน แม่ทะพัฒนศึกษา อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องลุ่มน้ำจางของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่ทะพัฒนศึกษา อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ระหว่างก่อนและหลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบ เจตคติต่อสิ่งแวดล้อมของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียนหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องลุ่มน้ำจางของเราชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่ทะพัฒนศึกษา อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่ทะพัฒนศึกษา อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ หลักสูตรท้องถิ่น รายวิชาลุ่มนำจางของเรา แบบสอบถามความคิดเห็นของชุมชน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดเจตคติต่อสิ่งแวดล้อม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้รูปแบบการพัฒนาตามแนวคิดของไทเลอร์ (Tyler) มีการกำหนดขั้นตอน คือ 1) สำรวจและศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) สร้างหลักสูตรท้องถิ่น 3) ทดลองใช้หลักสูตรท้องถิ่น และ 4) ประเมินและปรับปรุงหลักสูตร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัย คือ มีหลักสูตรท้องถิ่น รายวิชาลุ่มน้ำจางของเรา ที่มีโครงสร้างประกอบด้วย หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 6 หน่วย คือ 1) ประวัติและความเป็นมาของลุ่มน้ำจาง 2) นักสืบสายน้ำจาง 3) ฝายชะลอน้ำ 4) ลุยทุ่งลุ่มน้ำจาง 5) การอนุรักษ์ลุ่มน้ำจาง และ 6) ลุ่มน้ำจางในอนาคต หลังจากเรียนตามหลักสูตรท้องถิ่นและนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีเจตคติต่อสิ่งแวดล้อมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.44 MB)
2abstract.pdf ( 0.46 MB)
3content.pdf ( 0.52 MB)
4chapter1.pdf ( 0.81 MB)
5chapter2.pdf ( 2.26 MB)
6chapter3.pdf ( 0.95 MB)
7chapter4.pdf ( 0.82 MB)
8chapter5.pdf ( 0.90 MB)
9bibiography.pdf ( 0.56 MB)
10appendix.pdf ( 5.89 MB)
2
สมรรถฯะของผู้บริหารสถานศึกษาในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอเมืองที่ 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1
Competency of school administrators in the muang district educational development 4th network attached to the office of Lamphun primary educational service office area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : ทัศนีย์ เขื่อนแก้ว
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาและแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาอำเภอเมือง ที่ 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูนเขต 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย คือ ครูที่ปฏิบัติงานสอนในโรงเรียน จำนวน 122 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ และแบบปลายเปิด (Open-ended) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (µ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) และความถี่ (f) ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้านเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการบริการที่ดี ด้านการพัฒนาตนเอง ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ด้านการสื่อสารและการจูงใจ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และด้านการวิเคราะห์และสังเคราะห์ 2. แนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา คือ ผู้บริหารควรมีความคิดสร้างสรรค์ในการนำนวัตกรรม เทคนิค วิธีการ เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับปรุงแก้ไขให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ผู้บริหารควรศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ แนวทาง วิธีการใหม่ ๆ มาปรับปรุงการบริหารจัดการของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้บริหารควรส่งเสริมพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถทางเทคโนโลยี ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทันสมัยกับการเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารควรมีความสามารถในการพูดโน้มน้าวบุคลากร ผู้บริหารควรสนับสนุนการทำงานแบบกระบวนการกลุ่ม ผู้บริหารควรให้การส่งเสริมสนับสนุนทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอนในทุกด้านให้แก่เด็กนักเรียน และผู้บริหารควรเป็นผู้นำในการแยกแยะสรุปปัญหา และหาแนวทางแก้ปัญหา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.45 MB)
2abstract.pdf ( 0.54 MB)
3content.pdf ( 0.46 MB)
4chapter1.pdf ( 0.67 MB)
5chapter2.pdf ( 2.43 MB)
6chapter3.pdf ( 0.50 MB)
7chapter4.pdf ( 0.78 MB)
8chapter5.pdf ( 0.58 MB)
9bibiography.pdf ( 0.51 MB)
10appendix.pdf ( 0.65 MB)
3
ความต้องการในการพัฒนาของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่
The development requirement of the staffs of the regional provincial electricity authority area 1 Chiang Mai
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : พงษ์ศักดิ์ ไวยพัฒน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาความต้องการในการพัฒนาของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ เปรียบเทียบความต้องการในการพัฒนาของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ รวมถึงสภาพปัญหา และแนวทางการพัฒนาของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงาน โดยครอบคลุมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 6 ด้าน ได้แก่ การปฐมนิเทศ การฝึกอบรม การส่งเสริมด้านวิชาการ การส่งไปศึกษาดูงาน การพัฒนาตนเอง และการส่งเสริมให้มีการศึกษาต่อ โดยศึกษาจากพนักงานที่สังกัดหน่วยงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ จำนวน 252 คน ซึ่งประกอบไปด้วย 5 หน่วยงาน ดังนี้ สำนักงานส่วนกลาง กองบริการลูกค้า กองวิศวกรรมและบำรุงรักษา กองเศรษฐกิจและสารสนเทศ และกองบัญชีและการเงิน จากการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถสรุปผลการศึกษา ได้ดังนี้ ในภาพรวมความต้องการของพนักงานในการพัฒนาของพนักงานอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า พนักงานมีความต้องการในระดับมากที่สุด คือ การปฐมนิเทศ การศึกษาอบรม และการส่งไปศึกษาดูงาน ผลการศึกษาเป็นรายด้านสรุปได้ดังนี้ 1. ด้านการปฐมนิเทศ พบว่า พนักงานมีความต้องการในระดับมากที่สุด คือ จัดให้มีการอบรมคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณในการปฐมนิเทศ จัดให้มีการปฐมนิเทศและแนะนำงานเมื่อได้รับการบรรจุหรือโอนย้ายเข้ามาใหม่ และจัดให้มีพี่เลี้ยงเป็นผู้ช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับงานที่จะต้องปฏิบัติ 2. ด้านการฝึกอบรม พบว่า พนักงานมีความต้องการในระดับมากที่สุด คือ จัดให้มีการระดมสมองเน้นให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น มีการอบรมโดยใช้วิธีการหลายรูปแบบ เช่น Workshop, Walk rally, การจัดอภิปรายกลุ่ม หรือการเสวนา และจัดให้มีการฝึกอบรมในหัวข้อที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้จริง เช่น การบริหารคุณภาพทั้งองค์กร 3. ด้านการส่งเสริมวิชาการ พบว่า พนักงานมีความต้องการในระดับมากที่สุด คือ ให้พนักงานได้มีโอกาสอบรมหลักสูตรระยะสั้น เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน จัดให้มีการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการระหว่างพนักงานที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน และจัดให้มีการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ภายในองค์กร อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง 4. ด้านการส่งไปศึกษาดูงาน พบว่า พนักงานมีความต้องการในระดับมากที่สุด คือ การศึกษาดูงานควรให้ตรงกับวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานและกำหนดวัตถุประสงค์ของการไปศึกษาดูงานให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานและมีความต้องการระดับมาก คือ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้พนักงานไปศึกษาดูงานทั้งในและนอกประเทศ อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม 5. ด้านการพัฒนาตนเอง พบว่า พนักงานมีความต้องการในระดับมาก คือ เปิดโอกาสให้พนักงานเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการทำงานเป็นทีม มีการประเมินความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของตนเอง และเปิดโอกาสให้พนักงานเข้ารับฟังการบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ 6. ด้านการส่งเสริมให้มีการศึกษาต่อ พบว่า พนักงานมีความต้องการในระดับมาก คือ จัดให้มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับการศึกษาต่ออย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง การไปศึกษาต่อของพนักงาน ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่นับเป็นวันลา และมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ผลการเปรียบเทียบและทดสอบสมมติฐานพบว่า อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่ได้ปฏิบัติงานของพนักงาน และระดับความรับผิดชอบของพนักงานมีผลต่อความต้องการในการพัฒนาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ในภาพรวมต่างกัน และเมื่อแยกเป็นรายด้าน พบว่า เพศของพนักงานมีผลต่อความต้องการในการพัฒนาของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ต่างกัน ได้แก่ ด้านการปฐมนิเทศ และด้านการศึกษาอบรม อายุของพนักงานมีผลต่อความต้องการในการพัฒนาของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ต่างกันในด้านการปฐมนิเทศ ด้านการศึกษาอบรม ด้านการส่งไปศึกษาดูงาน ด้านการพัฒนาตนเอง และด้านการส่งเสริมให้มีการศึกษาต่อ ระดับการศึกษาของพนักงานมีผลต่อความต้องการในการพัฒนาของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ต่างกันในทุกด้าน ได้แก่ ด้านการปฐมนิเทศ ด้านการศึกษาอบรม ด้านการส่งเสริมทางวิชาการ ด้านการส่งไปศึกษาดูงาน ด้านการพัฒนาตนเอง และด้านการส่งเสริมให้มีการศึกษาต่อ ระยะเวลาที่ได้ปฏิบัติงานของพนักงานมีผลต่อความต้องการในการพัฒนาของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ต่างกัน ในด้านการปฐมนิเทศ ด้านการส่งไปศึกษาดูงาน ด้านการพัฒนาตนเอง และด้านการส่งเสริมให้มีการศึกษาต่อ ระดับความรับผิดชอบของพนักงานมีผลต่อความต้องการในการพัฒนาของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ต่างกันในด้านการส่งไปศึกษาดูงาน ด้านการพัฒนาตนเอง และด้านการส่งเสริมให้มีการศึกษาต่อ ส่วนผลการทดสอบลักษณะส่วนบุคคลกับความต้องการในการพัฒนาของพนักงานโดยสรุปแล้ว พนักงานเพศหญิงมีความต้องการในการพัฒนามากกว่าเพศชายในทุกๆ ด้าน พนักงานส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 51-60 ปี มีความต้องการในการพัฒนามากกว่า ส่วนระดับการศึกษาและระยะเวลาในการปฏิบัติงานส่งผลต่อความต้องการในการพัฒนาตนเองของพนักงานในด้านต่างๆ แตกต่างกันออกไป ปัญหาในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ (กฟภ.) สามารถสรุปได้ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านองค์กร คือ ยังไม่มีความชัดเจนในการกำหนดนโยบายกิจกรรมในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2) ด้านผู้บริหาร คือ ไม่เห็นประโยชน์ทำให้ไม่มีการสนับสนุนส่งเสริมผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างจริงจัง 3) ด้านพนักงาน คือ ไม่เห็นประโยชน์คิดว่าเป็นการเพิ่มภาระแก่ตนเอง ข้อเสนอแนะสำหรับใช้เป็นแนวทางพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาค 1 เชียงใหม่ ได้แก่ องค์การควรกำหนดนโยบายเป้าหมายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านต่างๆ ให้ชัดเจน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดขององค์การ จัดให้มีการปฐมนิเทศพนักงานทุกปี มีระบบพี่เลี้ยง มีคู่มือปฏิบัติที่ชัดเจน มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยตรง และส่งเสริมทางวิชาการและงานวิจัย เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของบุคลากรในองค์การควบคู่ไปกับความมีคุณธรรมและจริยธรรม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.44 MB)
2abstract.pdf ( 0.65 MB)
3content.pdf ( 0.45 MB)
4chapter1.pdf ( 0.73 MB)
5chapter2.pdf ( 1.54 MB)
6chapter3.pdf ( 0.50 MB)
7chapter4.pdf ( 1.55 MB)
8chapter5.pdf ( 0.96 MB)
9bibiography.pdf ( 0.49 MB)
10appendix.pdf ( 1.02 MB)
4
การบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1
Student's development activity management of schools attached to the Office of Lampang Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : วรนาฏ สิทธ์ฤทธิ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ปัญหาและแนวทางพัฒนาการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 กลุ่มตัวเย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหาร หัวหน้างานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและครูผู้สอนของสถานศึกษาในปีการศึกษา 2549 จำนสน 16 โรงเรียน รวมื้งสิ้น 271 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดสำรวจรายการแบบมาตราส่วนประมาณค่าและแบบสอบถามปลายเปิด สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า สภาพการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนทั้งโดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย คือ ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการนำองค์กรและด้านการควบคุม สภาพการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจำแนกตามขนาดของโรงเรียนในภาพรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทั้งโรงเรียนขนาดเล็กโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่ สภาพปัญหาการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่สำคัญ คือ นักเรียนและผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนน้อย บุคลากรไม่เห็นความสำคัญของการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนการจัดเวทีให้นักเรียนได้แสดงหนือนำเสนอผลงานมีน้อยและขาดการนิเทศติดตาม ประเมินผลอย่างต่อเนื่องและไม่เป็นระบบ ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา คือ โรงเรียนควรมีการส่งเสริมให้ผู้ปกครองฃุมฃน นักเรียน บุคลากรหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มีการประชาสัมพันธ์ผลการดำเนืนงานด้านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนเพื่อให้ชุมชนได้รับทราบผลการดำเนินงานของโงเรียน และมีการนิเทศ กำกับ ตืดตามการดำเนินงานการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง"
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1intro.pdf ( 0.54 MB)
2chapter1.pdf ( 0.51 MB)
3chapter2.pdf ( 3.83 MB)
4chapter3.pdf ( 0.41 MB)
5chapter4.pdf ( 1.32 MB)
6chapter5.pdf ( 0.69 MB)
7bibli.pdf ( 0.83 MB)
5
การบริหารโรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้นของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปางเขต 1
Lack of classroom teachers school administration in Lampang educational service area1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ผจญ ติ๊บประสอน
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารโรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการนำองค์กร และด้านการควบคุม ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้นที่จัดการศึกษาในระดับช่วงชั้นที่ 1 และ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปางเขต 1 ปีการศึกษา 2547 จาก 68 โรงเรียนเป็นผู้บริหาร 67 คน และครูผู้สอน 278 คน รวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามแล้วนำมาวิเคราะห์หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การบริหารโรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้นทั้ง 4 ด้าน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับคือ ด้านการนำองค์กร ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร และด้านการควบคุม สภาพปัญหาการบริหารโรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้นทั้ง 4 ด้าน ปัญหาที่สำคัญคือการประชุมการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีขาดความร่วมมือจากครูกรรมการสถานศึกษาผู้นำชุมชน การวางแผนไม่ครอบคลุมและไม่ชัดเจน ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศในการจัดทำแผน ขาดบุคลากรไม่เพียงพอตามสายงานบริหาร ไม่สามารถจัดภารกิจงานตามความสามารถของบุคลากร ผู้บริหารมุ่งแต่งาน ผู้บริหารขาดภาวะผู้นำ ขาดการกระตุ้นและให้กำลังใจในการปฏิบัติงาน ผู้บริหารไม่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครูในด้านความขยันอดทนในการทำงาน การนิเทศกำกับติดตามไม่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง การรายานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมประจำเดือนไม่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา คือ การจัดประชุมปฏิบัติการการจัดทำแผนร่วมกันกับครู กรรมการสถานศึกษาผู้นำชุมชน ควรนิเทศกำกับติดตามงานโครงการอย่างต่อเนื่องและมีปฏิทินปฏิบัติงานที่ชัดเจน ควรอบรมให้ความรู้แก่ครูในด้านการวางแผนการใช้คอมพิวเตอร์ ควรจัดบุคลากรให้ครบชั้นหรือยุบรวมชั้นเรียน ผู้บริหารต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครู ผู้บริหารควรใช้ภาวะผู้นำในการนำองค์กร ผู้บริหรควรแบ่งงานให้ครูรับผิดชอบร่วมกันทุกคน ผู้บริหารควรมุ่งทั้งคนและทั้งงาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1intro.pdf ( 0.39 MB)
2chapter1.pdf ( 0.32 MB)
3chapter2.pdf ( 4.66 MB)
4chapter3.pdf ( 0.22 MB)
5chapter4.pdf ( 0.45 MB)
6chapter5.pdf ( 0.68 MB)
7bibli.pdf ( 0.45 MB)
6
ผลการสอดแทรกกิจกรรมการฝึกทักษะการคิดขั้นพื้นฐานในการสอนที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
Effect of infusing basic thinking skills to ordinary subject matter on teaching analytical thinking ability of grade 1 students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : รัตนา สิงหกูล
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการสอดแทรกกิจกรรมการฝึกทักษะการคิดขั้นพื้นฐานในการสอน ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แผนการสอนจำนวน 12 แผน ทำการทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าเหว สำนักงานเขตพื้นทมี่การศึกษาลำปาง เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 25 คนเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 7-30 สิงหาคม 2549 แล้ววัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนและหลังการทดลอง ด้วยแบบทดสอบจำนวน 4 ฉบับ นำผลการทดลองมาเปรียบเทียบกัน ด้วยการทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการสอนคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการรับการทดลอง สูงกว่าก่อนสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และก่อนการทดลองร้อยละ 72 ของนักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับต่ำ และร้อยละ 28 อยู่ในระดับพอใช้ หลังการทดลองพบว่ามีเพียงร้อยละ 4 ของนักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 8 อยู่ในระดับดี และร้อยละ 88 อยู่ในระดับดีมาก"
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1intro.pdf ( 0.48 MB)
2chapter1.pdf ( 0.64 MB)
3chapter2.pdf ( 1.84 MB)
4chapter3.pdf ( 0.49 MB)
5chapter4.pdf ( 0.32 MB)
6chapter5.pdf ( 0.49 MB)
7bibli.pdf ( 5.13 MB)
7
การส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนอนุบาลงาว(ภานุนิยม)สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1
Classroom action research promotion in anuban ngao school[Pha-Nu-Yom] accached to the Office of Lampang Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : วันเพ็ญ พงษ์พล
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนอนุบาลงาว(ภาณุนิยม)สำนักงานเขตพื้นการศึกษาลำปาง เขต 1 โดยการวางแผนส่เสริม การจัดองค์กรเพื่อการส่งเสริมการนำองค์กรเพื่อส่งเสริมและการกำกับดูแลประเมินผลการส่งเสริม เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประชากรที่ใช้ศึกษา คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนของโรงเรียนอนุบาลงาว(ภาณุนิยม) จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลจากการวิจับเชิงปฏิบัติการ พบว่า ด้านการวางแผนส่งเสริม คณะครูทุกคนมีส่วนร่วมในการวางแผน การจัดทำโครงการส่งเสริมและกำหนดแนวทางในการปฏิบัติการ การให้ความรู้ความเข้าในเรื่องการทำวิจัยในชั้นเรียน วางแผนฝึกปฏิบัติการทำวิจัยในชั้นเรียนของคณะครูทุกคนและจัดสิ่งสนับสนุนเพื่อให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียนได้ ด้านการจัดองค์กรเพื่อส่งเสริม คระครูมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและสรรหาคณะกรรมการ คณะกรรมการส่งเสรืมการวิจัยในชั้นเรียนและผู้บริหารเป็นผู้ดำเนืนการและกำกับติดตามประเมินผล สนับสนุนงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ จัดสรรเวลา และประสานงานเพื่อให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียน ด้านการนำองค์การ ผู้บริการและคณะกรรมการดำเนืนการได้ว่งเสริมด้วยบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สนับสนุนการทำงานวิจัยในชั้นเรียนในระดับปานกลาง สามารถทำวิจัยในชั้นเรียนได้จำนวน 13 เรื่อง และครูมีความพึงพอใจมั่นใจและมีประสบการณ์จากการทำวิจัยในชั้นเรียนร่วมกันในระดับมากความสามารถในการทำวิจัยในชั้นเรียนในระดับมาก คณะทำงานให้คำปรึกษาในการทำวิจัยในชั้นเรียน ในระดับมากการจัดองค์กรและการนำองค์การทำได้ดี ฝ่ายบริการส่งเสริมด้านงบประมาณ เอกสาร วัสดุ อุปกรณ์ในระดับมาก""""
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1intro.pdf ( 0.52 MB)
2chapter1.pdf ( 0.56 MB)
3chapter2.pdf ( 2.05 MB)
4chapter3.pdf ( 0.44 MB)
5chapter4.pdf ( 1.44 MB)
6chapter5.pdf ( 1.08 MB)
7bibli.pdf ( 2.89 MB)
8
ผลการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อเสริมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกกษาปีที่ 1
The Effect on Using Computer Assisted Instruction Lessons for Teaching Reinforcement on Mathematics using the Integer System in Mathayomsuksa 1 students.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : ณัฏฐพล ขวัญเจริญ
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสำหรับการสอนเพื่อเสริมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการสอนเพื่อเสริมการเรียนรู้โดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อเสริมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคัดเลือกโดยวิธีเจาะจง (Purposive selection) เฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ 4 และห้องที่ 8 ภาคเรียนที่ 1 ปีกาศึกษา 2550 โรงเรียนลำปางกัลยาณี อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 จำนวน 2 ห้องๆละ 53 คน รวม 106 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสำหรับการสอนเพื่อเสริมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็มโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็มรายหน่วยย่อย แบบสอบถามวัดความคิดเห็นที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เสริมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยค่าการหาประสิทธิของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามเกณฑ์ 75/75(?5)ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อเสริมวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประเภทเกมมีค่าประสทธิภาพ 74.3/71.18 เป็นไป ตามเกณฑ์ 75/75(?5)ผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ของนักเรียนหลังการได้รับการสอนเพื่อเสริมการเรียนรู้โดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่าก่อนได้รับการสอนเสริมการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01 และความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เสริมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.20 MB)
2acknowledgement.pdf ( 0.25 MB)
3abstract.pdf ( 0.30 MB)
4content.pdf ( 0.28 MB)
5chapter1.pdf ( 0.44 MB)
6chapter2.pdf ( 2.01 MB)
7chapter3.pdf ( 0.74 MB)
8chapter4.pdf ( 0.51 MB)
9chapter5.pdf ( 0.52 MB)
10bibliography.pdf ( 0.32 MB)
11appendix.pdf ( 4.19 MB)
12biodata.pdf ( 0.20 MB)
9
การวิจัยสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ป่าไม้ บ้านแม่ต๋ำ หมู่ที่ 1 ตำบลเสริมซ้าย อำดภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง
The research on the creation of the development strategy of people's partcipation in forest conservation at ban mae thum, tombon serm sai, amphur sermhgam, Lampang Province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : เกษมสุข ตาคำ
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยการสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ป่าไม้หมู่บ้านแม่ต๋ำ ตำบลเสริมซ้าย อำเภอเสริมงาน จังหวัดลำปาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาศักยภาพของชุมชนบ้านแม่ต๋ำในการมีส่วนร่วมที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ เพื่อสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อปฏิบัติการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดารพัฒนาที่ได้สร้างขึ้น เป็นการวิจัยปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม เก็บข้อมูลโดยการสังเกต สัมภาษณ์ การประชุมกลุ่มย่อย และการระดมความคิด กลุ่มประชากรคือ ประชากรในหมู่บ้านแม่ต๋ำ หมู่ที่ 1 ตำบลเสริมซ้าย อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ผลการวิจัยเป็นดังนี้ ศักยภาพของชุมชนที่สามารถจะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ ได้แก่ ศักยภาพทางด้านที่ตั้งของป่าไม้บ้านแม่ต๋ำ ศักยภาพด้านความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ศักยภาพด้านจิตสำนึกของประชาชนในการอนุรักษ์ป่าไม้ ศักยภาพด้านความเข็มแข็งของชุมชนบ้านแม่ต๋ำในการมีส่วนร่วมที่จะอนุรักษ์ป่าไม้ ผลการสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ได้ทราบจุดอ่อนของชุมชนคือ ชาวบ้านยังคงใช้ไม้ในป่าอย่างไม่ถูกวิธี จุดแข็งคือ ชุมชนมีความเหนียวแน่นด้วยระบบเครือญาติและประเพณีอันดีงาม โอกาสของชุมชนคือ ชุมชนพร้อมที่จะร่วมกันอนุรักษ์ป่าไม้ ภัยคุกคามคือ ประชาชนบางชุมชนยังมีความต้องการใช้ไม้ในป่า ปัญหาเชิงพัฒนาที่ทำให้เกิดการสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาฯ ได้แก่ ปัญหาทุกข์ร้อนคือ ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ ปัญหาปัจจัยคือ การอนุรักษ์ป่าไม้ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่โครงการพระราชดำริฯ ในขณะที่ประชาชนรู้คุณค่าของป่ามากขึ้นเป็นลำดับ ปัญหาสืบเนื่องคือ เกิดการอนุรักษ์ป่าไม้ที่ไม่ยั่งยืนและประชาชนในชุมชนอาจเป็นผู้ทำลายป่าไม้เสียเอง ปัญหาเป้าของยุทธศาสตร์การพัฒนาคือ ประชาชนขาดกระบวนการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ เป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาฯ คือ ประชาชนบ้านแม่ต๋ำได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อประชาชนจะได้มีชีวิตอยู่กับป่าไม้อย่างยั่งยืน ระบบการทำงานของยุทธศาสตร์การพัฒนาฯ ได้แก่ การปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ การเสริมสร้างป่าไม้ การป้องกันรักษาป่าไม้ ผลการปฏิบัติการขับเคลื่อนหน่วยระบบทำงานของยุทธศาสตร์การพัฒนาฯ กระบวนการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างต่อเนื่อง การเสริมสร้างป่าไม้ได้ปลูกป่าเพิ่มเป็นจำนวน 20 ไร่ สร้างฝายน้ำชะลอ จำนวน 250 ฝาย การป้องกันรักษาป่าไม้เกิดการร่วมกันทำแนวป้องกันไฟป่า การเฝ้าระวังไฟป่าการร่วมกันดับไฟป่า การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า ผลการวิจัยพบว่า ผู้นำชุมชนบ้านแม่ต๋ำมีความเข็มแข็ง จึงสามารนำพาชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ป่าไม้ได้ประสบผลสำเร็จ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.28 MB)
2abstract.pdf ( 0.41 MB)
3content.pdf ( 0.29 MB)
4chapter1.pdf ( 0.64 MB)
5chapter2.pdf ( 1.61 MB)
6chapter3.pdf ( 0.94 MB)
7chapter4.pdf ( 7.42 MB)
8chapter5.pdf ( 0.31 MB)
9bibiography.pdf ( 0.31 MB)
10appendix.pdf ( 1.49 MB)
10
การวิจัยประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาธนาคารหมู่บ้านรักษ์แม่เมาะ บ้านห้วยเป็ด หมู่ 1 ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
An evaluation of development strategy of rak mae mo village bank, ban huay ped, moo 1, amphoe mae mo, changwat Lampang
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : ชูพันธ์ ดีประสิทธิ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนา ธนาคารหมู่บ้านรักษ์แม่เมาะ บ้านห้วยเป็ด หมู่ 1 ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลของธนาคาร วิเคราะห์ยุทธศาสตร์การพัฒนาธนาคาร และประเมินผลยุทธศาสตร์การพัฒนาธนาคาร ผลการศึกษาพบว่า การจัดตั้งธนาคาร ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแม่เมาะ โดยมีสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA) ภายใต้ชื่อ ศูนย์พัฒนาชนบทผสมผสานแม่เมาะเป็นผู้ดำเนินการด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชน หลังจากมีธนาคารหมู่บ้านสมาชิกมีเงินออมมากขึ้น และได้รับประโยชน์จากการปันผลเฉลี่ยคืนประจำปี สมาชิกลดแหล่งเงินกู้นอกระบบที่ต้องเสียดอกเบี้ยแพง ซึ่งส่วนใหญ่กู้ยืมมาลงทุนประกอบอาชีพและใช้สำหรับบริโภค ภาระหนี้สินโดยภาพรวมทั้งธนาคารมีหนี้สินลดลง ทั้งสมาชิกและกรรมการเกิดการเรียนรู้ การแก้ไขปัญหาร่วมกัน มีการนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ในกลุ่ม และนำประสบการณ์ปัญหาในอดีตมาปรับปรุงแก้ไขทั้งกฎระเบียบและการบริหารจัดการ จากการประเมินผลยุทธศาสตร์การพัฒนาธนาคารพบว่า กระบวนการคัดเลือกคณะกรรมการบริหารธนาคาร เป็นกระบวนการที่สมาชิกของธนาคารมีส่วนร่วมในการคัดเลือกอย่างเป็นธรรม การบริหารจัดการธนาคาร พบว่า คณะกรรมการบริหารธนาคารมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เป็นไปตามกฎข้อบังคับของธนาคาร ทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อย และสามารถให้บริการด้านธุรกรรมการเงินแก่สมาชิกตามกำหนดเวลา การรับ ? จ่ายเงิน พบว่า การทำธุรกรรมการเงินระหว่างสมาชิกกับธนาคารมีความสะดวกรวดเร็ว ผิดพลาดน้อย เนื่องจากมีการตรวจสอบความถูกต้อง และบันทึกการทำธุรกรรมการเงินอย่างละเอียดทุกขั้นตอน การกู้เงินจากธนาคารของสมาชิก พบว่า คณะกรรมการมีความเที่ยงธรรมในการอนุมัติเงินกู้แก่สมาชิกเป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับของธนาคารอย่างเคร่งครัด ด้านสวัสดิการ พบว่า คณะกรรมการได้นำผลกำไรจากการบริหารธนาคารฯมาจัดสรรเพื่อจ่ายเป็นค่าสวัสดิการแก่สมาชิกตรงตามกฎระเบียบข้อบังคับของธนาคารด้านการพัฒนาบุคลากรของคณะกรรมการบริหารธนาคาร พบว่า คณะกรรมการบริหารที่ผ่านการอบรมและศึกษาดูงานสามารถนำความรู้ วิธีการในการบริหารจัดการธนาคารมาประยุกต์ใช้ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การประเมินความพึงพอใจของสมาชิกที่มีต่อธนาคารฯของคณะกรรมการธนาคารใน 3 ด้าน คือ ด้านกฎระเบียบข้อบังคับ ด้านกรรมการบริหาร และด้านพิจารณาเงินกู้ เป็นดังนี้ 1) ด้านกฎระเบียบข้อบังคับ พบว่า สมาชิกของธนาคารหมู่บ้านฯ มีความพึงพอใจต่อการบริหารเงินธนาคารฯของคณะกรรมการธนาคารฯ ว่าด้วยเรื่องกฎระเบียบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ดี 2) ด้านคณะกรรมการ พบว่า สมาชิกของธนาคารฯ มีความพึงพอใจต่อการบริหารธนาคารของคณะกรรมการธนาคารฯ ว่าด้วยเรื่องคณะกรรมการธนาคารฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี 3) ด้านประเมินการพิจารณาเงินกู้ พบว่าสมาชิกของธนาคารฯ มีความพึงพอใจต่อการบริหารเงินธนาคารฯของคณะกรรมการว่าด้วยการพิจารณาเงินกู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี และคณะกรรมการสามารถบริหารเงินให้มีการหมุนเวียนจากสมาชิกเก่าไปสู่สมาชิกใหม่ได้อย่างไม่ติดขัด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.28 MB)
2abstract.pdf ( 0.35 MB)
3content.pdf ( 0.29 MB)
4chapter1.pdf ( 0.52 MB)
5chapter2.pdf ( 2.30 MB)
6chapter3.pdf ( 0.47 MB)
7chapter4.pdf ( 1.42 MB)
8chapter5.pdf ( 0.47 MB)
9bibiography.pdf ( 0.27 MB)
10appendix.pdf ( 0.74 MB)
11
ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาระดับชั้นอนุบาล-ช่วงชั้นที่ 2 ของโรงเรียนขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปางเขต 1
Parent?s satisfaction towards educational management in large kindergarten-grade 6 schools attached to the office of lampang educational area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : จารุวรรณ ทัฬหิกรณ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไข และเปรียบเทียบคามพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนจำแนกตามระดับการศึกษาและอาชีพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ จำนวน 350 คน ประกอบด้วย ผู้ ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านปงสนุก และโรงเรียนอนุบาลลำปาง (เขลางค์รัตน์อนุสรณ์) ปีการศึกษา 2550 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบปลายเปิด สถิติที่ใช้คือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่และค่า F-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษา โดยรวมในระดับมาก มีความพึงพอใจรายด้านระดับมาก 3 ด้าน คือ ด้านครูผู้สอน ด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และด้านประสบการเรียนรู้ ระดับปานกลาง 2 ด้าน คือด้านการจัดบริการและสวัสดิการและด้าน การจัดอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม 2. ผู้ปกครองนักเรียนที่มีอาชีพและการศึกษาต่างกัน มีความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.5 3. ปัญหาด้านครูผู้สอนคือจำนวนครูไม่เหมาะสมกับจำนวนนักเรียน ปัญหาด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ คือนักเรียนเรียนรู้จากสถานการณ์จริงน้อยเกินไป ปัญหาด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม คือ การอบรมปลูกฝังการมีคุณธรรมจริยธรรมยังไม่เหมาะสม ปัญหาด้านการบริการและสวัสดิการ คือจุดบริการ น้ำดื่มมีน้อย ปัญหาด้านอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมคือสถานที่ห้องเรียนคับแคบ และห้องน้ำขาดความสะอาด 4.แนวทางการแก้ไขปัญหา ด้านครูผู้สอนคือจัดครูให้เหมาะสมกับจำนวนนักเรียน ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้จากสถานที่จริงให้มากขึ้น ด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม คือจัดอบรมและจัดกิจกรรมการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ด้านการจัด บริการและสวัสดิการ คือเพิ่มจุดบริการน้ำ และด้านอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม คือจัดสถานที่ ให้เหมาะสม มีห้องน้ำสะอาดน่าใช้
12
ความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูนเขต 1 อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน
Instructional leadership of the administration in the school attached to the office of Lamphun educational service area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : กฤติกา กันจะนะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการ แนวทางปรับปรุงพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการ และเปรียบเทียบพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาใน 5 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการพัฒนารูปแบบกระบวนการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาครูตามแนวปฏิรูปการศึกษา ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนา และด้านการประเมินผลเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 313 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การแจกแจงความถี่ (Frequency) และค่าการเปรียบเทียบ (F-test) ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการประเมินผลเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการพัฒนาครูตามแนวปฏิรูปการศึกษา ด้านพัฒนารูปแบบกระบวนการเรียนรู้ และด้านการพัฒนาหลักสูตร ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนา การเปรียบเทียบพฤติกรรมความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาตามประเภทการจัดการศึกษาของโรงเรียน พบว่า ความคิดเห็นของครูผู้สอนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้ง 5 ด้าน สำหรับแนวทางปรับปรุงและพัฒนาความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ จัดให้มีการอบรมสัมมนา ส่งเสริมการจัดทำหลักสูตรที่ถูกต้องโดยการมีส่วนร่วมกับชุมชน และองค์การที่เกี่ยวข้อง จัดสรรหาแหล่งทุน งบประมาณอุดหนุนให้เพียงพอ และพัฒนากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้ครูผู้สอนมองเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ กำกับติดตามในการพัฒนาคุณภาพครูผู้สอน ส่งเสริมครูผู้สอนให้ได้ใช้วิธีการวัดผลประเมินผลที่หลากหลาย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.27 MB)
2abstract.pdf ( 0.30 MB)
3content.pdf ( 0.29 MB)
4chapter1.pdf ( 0.48 MB)
5chapter2.pdf ( 2.82 MB)
6chapter3.pdf ( 0.31 MB)
7chapter4.pdf ( 0.74 MB)
8chapter5.pdf ( 0.74 MB)
9bibiography.pdf ( 0.40 MB)
10appendix.pdf ( 0.58 MB)
13
สภาพการดำเนินงานด้านวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูนเขต 1
State of academic affair administration of basic education schools attached to the office of Lamphun primary educational service area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2554
โดย : เลไลย์ กิตติวรรณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานด้านวิชาการ รวมทั้งปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาการดำเนินงานด้านวิชาการใน 7 ด้าน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 273 คน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2553 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบบสำรวจรายการ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับและแบบสอบถามปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบเอฟ (F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานด้านวิชาการ ทั้งโดยรวมและรายด้าน มีการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก เรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ด้านการพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ด้านการนิเทศการศึกษา และด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษา 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อสภาพการดำเนินงานด้านวิชาการ จำแนกตามเพศ และประสบการณ์การทำงาน พบว่า ครูที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านวิชาการ ในด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่า ครูที่มีประสบการณ์การทำงานแตกต่างกันมีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ปัญหาการดำเนินงานด้านวิชาการและแนวทางในการแก้ไขปัญหา ปัญหาการดำเนินงานวิชาการ พบว่า หลักสูตรมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย จำนวนครูไม่ครบชั้นเรียน ภาระงานครูมีมาก ครูมีความรู้ ความสามารถ และความเข้าใจด้านการวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียนน้อย ครูขาดความรู้ ความสามารถในการทำวิจัยเต็มรูปแบบ งบประมาณไม่เพียงพอ แหล่งเรียนรู้มีน้อย ขาดการนิเทศ การติดตามการจัดการชั้นเรียนอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง แนวทางในการแก้ไขปัญหา พบว่า เมื่อจัดทำหลักสูตรในระดับเขตพื้นที่การศึกษา แล้วให้สถานศึกษานำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม อบรมให้ความรู้ ความเข้าใจแก่บุคลากรในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน การทำวิจัย การผลิตพัฒนาสื่อ และใช้เทคโนโลยี สร้างบรรยากาศในชั้นเรียน จัดครูผู้สอนให้ครบชั้นเรียน สอนตามวิชาที่ถนัด นิเทศ ติดตามการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษาขอความร่วมมือจากเขตพื้นที่เข้ามาดูแล จัดรูปแบบการนิเทศที่เป็นระบบ และต่อเนื่อง หางบประมาณจากภาครัฐและเอกชนเข้ามาสนับสนุน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.30 MB)
2abstract.pdf ( 0.33 MB)
3content.pdf ( 0.31 MB)
4chapter1.pdf ( 0.44 MB)
5chapter2.pdf ( 1.73 MB)
6chapter3.pdf ( 0.37 MB)
7chapter4.pdf ( 1.18 MB)
8chapter5.pdf ( 0.87 MB)
9bibiography.pdf ( 0.46 MB)
10appendix.pdf ( 0.73 MB)
14
การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ที่มีรายวิชาวิทยาศาสตร์เป็นแกนเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนปงแสนทองวิทยา จังหวัดลำปาง
The science-centered intergrated instruction to comparison of science learning achievement and science creative thinking of mathayom suksa I students at pongsathongwittaya school in Lampang province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : ปารมี สุปินะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่มีรายวิชาวิทยาศาสตร์เป็นแกน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนที่เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนปงแสนทองวิทยา จังหวัดลำปาง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ประกอบด้วย แผนการจัดการรู้บูรณาการแบบคู่ขนาน ที่มีรายวิชาวิทยาศาสตร์เป็นแกนหลัก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ดำเนินการวิจัยโดย การนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบคู่ขนาน ที่มีรายวิชาวิทยาศาสตร์เป็นแกนหลัก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้การทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระ ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการแบบคู่ขนาน ที่มีรายวิชาวิทยาศาสตร์เป็นแกนหลัก สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาแต่ละหน่วยบูรณาการ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ทุกหน่วยบูรณาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ พบว่า ความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ด้านการคิดคล่อง ความคิดยืดหยุ่น และความคิดริเริ่ม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.30 MB)
2abstract.pdf ( 0.29 MB)
3content.pdf ( 0.34 MB)
4chapter1.pdf ( 0.50 MB)
5chapter2.pdf ( 1.41 MB)
6chapter3.pdf ( 0.54 MB)
7chapter4.pdf ( 0.37 MB)
8chapter5.pdf ( 0.49 MB)
9bibiography.pdf ( 0.40 MB)
10appendix.pdf ( 3.72 MB)
15
บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1
Administrators' role as supporter for learner-centered approach management in primary level schools Office of Lamphun Educational Service Area Zone One
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : นันทวรรณ ไชยเจริญ
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
การศึกษาวิจัยครั้งนี้แป็นการศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของโรงเรียนประถมศึกษา จังหวัดลำพูน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ประชากรที่ศึกษา คือ ครูผู้สอนจำนวน 264 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าและปลายเปิด สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบียบเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการสนับสนุนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยรวมทั้ง 5 ด้าน มีบทบาทอยู่ในระดับมาก โดยเรียบลำดับบทบาทในแต่ละด้านจากค่าเฉลี่ยต่ำไปหาค่าเฉลี่ยสูง คือ ด้านการวัดผลและประเมินผล ด้านการสนับสนุนบุคลากร ด้านการนิเทศภาย ด้านการบริหารจัดการโรงเรียน และด้านการสนับสนุนการเรียน การสอนตามลำดับ สำหรับปัญหาในการสนับสนุนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ ผู้บริหารไม่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ขาดงบประมาณสนับสนุนในการส่งเสริมให้บุคลากรหาความรู้เพิ่มเติม ครูรู้สึกอึดอัดต่อการนิเทศ เพราะเหมือนการคอยจับผิดและไม่มีการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นในการเรียนการสอน ไม่ชี้แจงนโยบายของโรงเรียน ระบบข้อมูลสารสนเทศไม่ทันต่อเหตุการณ์ณืและบุคลากรไม่ปรับเปลี่ยนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ขาดสื่อที่ทันสมัยและครูสอนไม่ตรงกับวิชาเอกหรือตามความถนัด ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาคือควรส่งเสริมใหบุคลการได้มีส่วน่มในการวัดผลและประเมินผล ควรจัดอบรมและศึกษาดูงานโรงเรียนที่เป็นต้นแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรแนะนำไม่ใช่การคอยจับผิดและสนับสนุนให้ครูใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการพัฒนาหลักสูตร ควรชี้แจงนโยบายให้บุคลากรทราบ ผู้บริหาควรมีความรู้ด้านเทคโนโลยีและควรจัดสรรงบประมาณให้แต่ละฝ่ายอย่างเพียงพอ สำหรับด้านการสนับสนุนการเรียนการสอน คือ ควรจัดให้ครูสอนตามวิชาเอกหรือตามความถนัด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1intro.pdf ( 0.51 MB)
2chapter1.pdf ( 0.45 MB)
3chapter2.pdf ( 1.56 MB)
4chapter3.pdf ( 0.37 MB)
5chapter4.pdf ( 0.68 MB)
6chapter5.pdf ( 0.83 MB)
7bibli.pdf ( 0.78 MB)

Search within results