Search Result 467 Found

  • Filters
 
1
การศึกษาเบี้องต้นของการใช้ปุ๋ยยูเรีย(46-0-0)ในระยะเวลาและความเข้มข้นต่างกันที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของผักกาดหัว(Raphanus sativus var.)
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ประภา เกตุศิริ
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
จุดมุ่งหมายของการศึกษาผลของการใส่ปุ๋ยยูเรีย(40-0-0)โดยการแบ่งใส่ต่อการเจริญเติบโตของผักกาดหัว โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 4 กรรมวิธี (Treatment) จำนวน 3 ชำ รวม 12 แปลง แต่ละแปลงใช้เมล็ดพันธุ์ผักกาดหัว 3 กรัม ปลูกในแปลงขนาด 1x4 เมตรโดยการหว่าน เก็บตัวอย่างในการสุ่ม เฉพาะบริเวณกลางแปลงจำนวน 40 ต้น ใช้ระยะการทดลอง 75 วัน ทุกแปลงใส่ปุ๋ยคอก (มูลวัว) รองพื้น 4 กิโลกรัม
โดยกรรมวิธี(Treatment)A ใส่ปุ๋ยคอก (มูลวัว) รองพื้นในอัตรา 30 กรัม
(Treatment)B ใส่ปุ๋ยยูเรียทุกๆวัน ในอัตรา 30 กรัม
(Treatment)Cใส่ปุ๋ยยูเรีย 7 วัน และ 12 วัน โดยแบ่งให้ครั้งละ 15 กรัม
(Treatment)Dใส่ปุ๋ยยูเรีย 3 วัน 7 วัน และ 12 วัน โดยแบ่งใส่ครั้งละ 15 กรัม
ผลการทดลอง
จากผลของการเปรียบเทียบ การใช้ปุ๋ยคอก (มูลวัว) เพียงอย่างเดียว กับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ยุเรีย (46-0-0) ตามปริมาณที่หำหนด และระยะเวลาใส่ที่ต่างกันคือ ใส่ปุ๋ยยูเรีย 30 กรัม ทุกวัน 15 กรัม 3 วัน และ 7 วัน 15 กรัม 3วัน 7 วัน และ 12 วัน ตามลำดับ กับการเจริญเติบโตของผักกาดหัว ที่ปลูกในแปลงขนาด 1x4 เมตร แสดงว่าการปลูกผักกาดหัวนั้น การใส่ปุ๋ย 15 กรัม กับระยะเวลา 3 วัน 7 วัน และ 12 วัน เหมาะสมที่สุด เพราะการใส่ปุ๋ยน้อยแต่ละครั้งแต่บ่อย พืชสามารถใช้ปุ๋ยได้อย่างเต็มที่ และโอกาสที่ปุ๋ยจะสูญเสียมีน้อย
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.36 MB)
2Chapter1.pdf ( 0.33 MB)
3Chapter2.pdf ( 0.91 MB)
4Chapter3.pdf ( 0.11 MB)
5Chapter4.pdf ( 0.26 MB)
6Chapter5.pdf ( 0.44 MB)
2
ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติกับผลการเรียนในรายวิชาแคลลูลัสเบื้องต้นของนักศึกษาภาคปกติ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 สถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : วิณี กองนันตา, ทองม้วน ท้าวสาลี, จุฑาทิพย์ ศรีสุราช, ทรรคศนวรรณ จูพานิชย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาทัศนคติของนักศึกษากับผลการเรียนในรายวิชาแคคูลัสเบื้องต้น กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักศึกษาภาคปกติสถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เรียนวิชาแคลูลัสเบื้องต้น ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตรวจสอบ ซึ่งได้นำแบบสอบถามไปสำรวจกลุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติกับผลการเรียน ผลสำรวจจากแบบสอบถามพบว่านักศึกษามีทัศนคติ อยู่ในระรดับปานกลาง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title _..pdf ( 0.33 MB)
2Chapter_1_.pdf ( 0.23 MB)
3Chapter_2_.pdf ( 1.06 MB)
4Chapter_3_.pdf ( 0.22 MB)
5Chapter_4_.pdf ( 0.70 MB)
6Chapter_5_.pdf ( 0.33 MB)
7Reference1 _ _.pdf ( 0.33 MB)
3
ความต้องการการใช้ห้องสมุดของนักศึกษาระดับประถมศึกษาใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2539 ของศูนย์บริการศึกษานอกโรงเรียน อำเภอแม่ระมาดจังหวัดตาก
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : สุนันท์ มาตรโคกสูง
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ห้องสมุดของนักศึกษาระดับประถมศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2539 ของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน อ.แม่ระมาตกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลลคลือ แบบสอบถามประวัติส่วนตัว การใช้ห้องสมุดประชาชน ปัญหาอุปสรรคในการใช้ห้องสมุด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ประชากรที่เป็นนักศึกษาระดับประถมศึกษา ถาคเรียนที่ 1 / 2539 ของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน อ. แม่ระมาต ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title - Chappter 2 End 1.pdf ( 0.13 MB)
2Chapter 3 - Reference 2.pdf ( 0.13 MB)
3Supplement 3.pdf ( 0.06 MB)
4
การสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการให้บริการของสำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 1
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ทัศนีย์ แซ่ล่อ
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
เนื่องจากสำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 1 เป็นสำนักงานที่มีผู้ประกอบการเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก และการบริการก็นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการที่จะทำให้เราทราบว่าผู้ประกอบการที่มาติดต่อนั้นมีความพึงพอใจหรือไม่ จึงจำเป็นจะต้องมีการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการให้บริการของสำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 1 โดยการสำรวจผู้ประกอบการที่อยู่ในเขตพื้นที่ 5 จังหวัดรับผิดชอบของสำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 1 คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, จังหวัดปทุมธานี, จังหวัดอ่างทอง, จังหวัดนนทบุรี, จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งผู้ประกอบการทั้งหมด 50 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการทั้งหมดใน 5 จังหวัด ซึ่งการให้บริการที่ดีมีส่วนสำคัญอย่างมากสำหรับธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ที่มาติดต่อกับหน่วยงานล้วนแล้วแต่จะต้องการการให้บริการที่ดีเสมอและหน่วยงานเองก็ควรที่จะมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการให้บริการของหน่วยงาน เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น และเพื่อการพัฒนาความก้าวหน้าที่ดียิ่งขึ้นไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันหน่วยงานทุกที่จะให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของประชาชน เช่น การใช้วาจาที่สุภาพ การให้บริการที่รวดเร็วทันใจ การอำนวยความสะดวกสบาย พนักงานทุกคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะนำมาซึ่งความพึงพอใจของประชาชนในด้านการให้บริการที่ดีนั้นสามารถทำได้หลายวิธี เพื่อนำไปสู่ความมีชื่อเสียงและความก้าวหน้าของการประกอบธุรกิจนั้นๆ ทำให้เราสามารถที่จะรู้ความพอใจของประชาชน โดยการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการให้บริการนั้นๆได้ ในปัจจุบันเรามักจะเห็นได้ว่าหลายๆ หน่วยงานได้มีการหันมาพัฒนาในด้านการให้บริการกันมากขึ้น เพื่อแลกกับความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าที่มาติดต่อ ประชาชนส่วนใหญ่มักจะต้องการเห็นพนักงานที่ดีมีวาจาที่สุภาพอ่อนโยน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างมีแบบแผน และเพื่อให้องค์กรมีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้นในด้านของการให้บริการแก่ประชาชนที่ดีและมีประสิทธิภาพ ประชาชนนั้นควรจะได้รับการบริการอย่างเหมาะสมในการที่จะติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ
ด้วยเหตุที่การให้บริการเป็นเรื่องที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง ของหน่วยงานที่จะปรับปรุงและพัฒนาให้บริการดีขึ้น และผลการวิจัยที่ได้ทำขึ้นนั้นปรากฏผลดังนี้
1. ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักสำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 1 เท่าที่ควร
2. การเดินทางมาติดต่อค่อนข้างลำบาก เนื่องจากไม่รู้จักสถานที่ตั้ง
3. ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่รู้กฎหมายควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงเท่าที่ควร
4. สถานที่ทำงานแคบเกินไป ทำให้ไม่สะดวกเต็มที่ในการรับการบริการ
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงต้องการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการให้บริการของสำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 1 เพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงและพัฒนาในด้านการให้บริการ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการวิจัยครั้งนี้เปรียบเทียบเสมือนการประเมินเพื่อวัดคุณภาพด้านการบริการมิใช่การประเมินเพื่อจับผิด และทราบข้อบกพร่องเพื่อใช้ปรับปรุงต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.58 MB)
2Chapter 1.pdf ( 0.26 MB)
3Chapter 2.pdf ( 2.96 MB)
4Chapter 3.pdf ( 0.81 MB)
5Chapter 4.pdf ( 1.36 MB)
6Chapter 5.pdf ( 0.56 MB)
7Reference.pdf ( 0.48 MB)
5
การศึกษาการมีส่วนร่วมของกรรมการสถานศึกษาในการกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1
The study of the participation of the school board members in dwtwrmining vision of the schools under the jurisdiction of the Sa kaeo educational service area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : วิจิตร นิลฉวี
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cp1.pdf ( 0.12 MB)
2cp2.pdf ( 0.31 MB)
3cp3.pdf ( 0.13 MB)
4cp4.pdf ( 0.22 MB)
5cp5.pdf ( 0.11 MB)
6reference.pdf ( 0.12 MB)
7supplement.pdf ( 0.09 MB)
8title.pdf ( 0.22 MB)
6
การศึกษาพฤติกรรมและผลการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนระดับก่อนประถมศึกษาเขตการศึกษา1
The behavior and results of administrators conflict of the pre-primary education private school principals region 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สุชาดา ทรงประกอบ
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาพฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งและผลของการบริหารความขัดแย้ง รวมทั้งเปรียบเทียบพฤติกรรมและผลการบริหารความขัดแย้ง โดยศึกษากลุ่มผู้บริหาร โรงเรียนเอกชนระดับก่อนประถมศึกษา เขตการศึกษา1 จำแนกตามอายุ ประสบการณ์ และตำแหน่งทางการบริหาร
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนระดับก่อนประถมศึกษาเขตการศึกษา 1 ผู้บริหารจำนวน 106 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราสว่นประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 45 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น0.94
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test แบบ independent) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA) วิธีของเชฟเฟ (schetfe''test) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ผลการศึกษาสรุปได้ว่า
1. ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนระดับก่อนการศึกษา เขตการศึกษา 1 เลื่อกใช้พฤติกรรมการบริหารความขัดแย้ง โดยวิธีไกล่เกลี่ย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาได้แก่วิธีประณีประณอม วิธีหลีกเลี่ยง วิธีบังคับ และวิธีเผชิญหน้าตามลำดับ
ผลการบริหารควาวมขัดแย้งของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนระดับก่อนประถมศึกษาเขตการศึกษา 1 แบบชนะ - ชนะ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาเป็นแบบแพ้ - แพ้ และแบบแพ้ - ชนะ
2. การเปรียบเทียบพฤติกรรมและผลการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหาร
2.1ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนระดับก่อนประถมศึกษา เขตการศึกษา 1 ที่มีอายุแตกต่างกันเลือกใช้พฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งและผลการบริหารความขัดแย้งทั้งโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2.2 ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนระดับก่อนประถมศึกษา เขตการศึกษา 1 ที่มีตำแหน่งทางการบริหารที่แตกต่างกันเลือกใช้พฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งและผลการบริหารความขัดแย้งทั้งโดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2.3 ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนระดับก่อนประถมศึกษา เขตการศึกษา 1 ที่มีประสบการณ์ในตำแหน่งบริหารต่างกันเลือกใช้พฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งแต่ละวิธีไม่แตกต่างกัน ยกเว้นวิธีเผชิญหน้า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ส่วนผลการบริหารความขัดแย้งไม่แตกต่างกัน ยกเว้นแบบ แพ้ - ชนะ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.67 MB)
2chapter1.pdf ( 0.51 MB)
3chapter2.pdf ( 3.56 MB)
4chapter3.pdf ( 0.26 MB)
5chapter4.pdf ( 0.90 MB)
6chapter5.pdf ( 0.76 MB)
7reference.pdf ( 0.95 MB)
8
การพัฒนาความสามารถการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
The development of writing spelling word ability of grade 1 students using multimedia in Thai language learning area
วิทยานิพนธ์/Thesis 2558
โดย : ณัชพร จารุอินทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อประสม เรื่อง การพัฒนาความสามารถการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในการเขียนสะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้สื่อประสม ประชากรที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนเทศบาลเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี สำนักการศึกษาเทศบาลเมืองสระบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 10 โรงเรียน รวมจำนวนนักเรียน 415 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ เป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดศรีบุรีรตนาราม) จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 60 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มและใช้ การสุ่มอย่างง่าย เพื่อกำหนดเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้อง และกลุ่มควบคุม 1 ห้อง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 แผน 9 ชั่วโมง 2) สื่อประสมประกอบด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เนื้อหา แบบฝึกหัด เรื่อง การพัฒนาความ สามารถการเขียนสะกดคำ จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ คำที่ประสมด้วยสระอัว สระเอีย และสระเอือ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.76 มีค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.20-0.60 และมีค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.33-0.47 และ 4) แบบประเมินคุณภาพสื่อประสม สถิติที่ใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ 2) สถิติเพื่อการทดสอบสมมุติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อประสม เรื่อง การพัฒนาความสามารถการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 85.26/82.33 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วย สื่อประสมสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ไม่ได้เรียนด้วยสื่อประสมและมีพัฒนาการ ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปในทางที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1NATCHAPORN JARUIN 8585869.pdf ( 20.01 MB)
9
การยับยั้งเชื้อราโดยเอนไซม์ไคติเนสจากข้าวสันป่าตอง1
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : รรถ ยศรุ่งเรือง, ทัศนีย์ ชาติศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
เอน?ซฒ์ไคติเนสที่สกัดได้จากข้าวเหนียวป่าตอง 1 อายุ 28 วัน ด้วยสารละลายโซเดียมอะซิเตต บัปเฟอร์ เข้มข้น 0.1 โมลาร์ พีเอช 4.5 โดยมีโพลีไพโรลิดอล 5 % และฟีนิลเมทธิลซัลโฟนิลฟลูออไรด์ เข้มข้น 1 มิลลิโมลาร์ หลังจากหาค่าแอคติวิตีโดยใช้ พาราไดเมทธิอะมิโนเบนซัลดีไฮด์ พบว่ามีค่า activity ค่า activity มีค่า เท่ากับ 0.0125 U/ml ปริมาณโปรตีนเท่ากับ 6.8631 mg/ml และ specific activity gmjkdy[ 0.0018 U/mg
ไคติเนสที่ได้จากการสกัดข้าวพันธ์สัป่าตอง 1 อายุ 28 วัน มีสภาวะเหมาะสมในการทำปฏิกิริยาของเอมไซม์ไคติเนสมีพีเอซและอุรหภูมิที่เหมาะสมอยู่ที่ 4.5 และ 55 องศาเซลเซียส
การยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราโดยใช้เอนไซน์ไคติเนสจากข้าวพันธุ์สันป่าตอง 1 อายุ 28 วัน พบว่าเอนไซม์ไคติเนสที่ได้จากข้าวพันสันป่าตอง 1 อายุ 28 วัน สามารถยับยั้งเชื้อราได้ 3 ชนิด จากเชื้อราที่ได้ทำการศึกษาจำนวนทั้งหมด 8 ชนิด โดยเชื้อรา Anthanose collectotricnum ถูกยับยั้งด้วยเอนไซม์ไคติเนสเข้มข้น 50 ไมโครกรัม ส่วนเชื้อรา Rhizopus sp. และเชื้อรา Seteratium sp. (เชื้อราข้าวบาเลย์) ถูกยับยั้งด้วยเอนไซม์ไคติเนสเข้มข้น 25 ไมโครกรัม
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.38 MB)
2chapter1.pdf ( 0.20 MB)
3chapter2.pdf ( 0.86 MB)
4chapter3.pdf ( 0.30 MB)
5chapter4.pdf ( 0.29 MB)
6chapter5.pdf ( 0.10 MB)
7reference.pdf ( 0.54 MB)
10
ทัศนะ3ใน1ความเหมือนที่แตกต่าง
บทความ/Article 2550
โดย : นเรศมันต์ เพชรนาจักร
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1417.pdf ( 0.26 MB)
11
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะปฏิบัติกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง การถนอมอาหาร โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบโรงงาน
The development of learning achievement and practical skills of vocation and technology strand for matthayomsuksa one students under the topic of food preservation through the use of project learning activities
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : อารียา ขันรักษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะปฏิบัติกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง การถนอมอาหาร โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนบ้านบุพราหมณ์ จำนวน 30 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi Stage Random Sampling) เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินทักษะปฏิบัติสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า (1).ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องการถนอมอาหารโดยใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน จากการทดสอบจำนวน 8 ครั้ง มีพัฒนาการที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2).ทักษะปฏิบัติกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องการถนอมอาหาร โดยใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน จากการทดสอบจำนวน 8 ครั้ง มีพัฒนาการที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
18571654.pdf ( 34.84 MB)
12
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดมวิทยา จังหวัดปทุมธานี
The development of Thai-word spelling skill exercises of mattnayorn suksa 1 students in Udornvvittaya school, Patnurn Thani province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : จุไรรัตน์ จรรยา
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดมวิทยา จังหวัดปทุมธานี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และ (2) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการเขียนสะกดคำ ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ ประชากรที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนอุดมวิทยา ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จำนวน 5 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 40 คน จำนวนทั้งหมด 200 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดมวิทยา ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 40 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบยกกลุ่ม โดยใช้วิธีจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน และหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ และสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดมวิทยา จังหวัดปทุมธานี มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 คือ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.72/80.94 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเขียนสะกดคำภาษาไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยการใช้แบบฝึกทักษะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
18571969.pdf ( 14.54 MB)
13
การศึกษาความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับปัญหาการสอนคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดปทุมธานี
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : กอบกุล สังขะมัลลิก
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 1.18 MB)
2Chapter 2.pdf ( 2.37 MB)
3Chapter 2.2.pdf ( 0.64 MB)
4Chapter 3.pdf ( 0.38 MB)
5Chapter 4.pdf ( 2.60 MB)
6Chapter 5.pdf ( 0.48 MB)
7Chapter 5.1.pdf ( 0.18 MB)
14
การถ่ายยีนGUSและGFPเข้าสู่ข้าวหอมดอกมะลิ105โดยใช้อะโกรแบคทีเรียม
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ศรินยา คำสุข
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
จากการศึกษาประสิทธิภาพการชักนำเมล็ดข้าวหอมดอกมะลิ 105 ให้เจริญเป็นแคลลัสจำนวน 100 เมล็ดโดยเพาะเลี้ยงในอาหารสูตร 2NB ในที่มืดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และมีการเปลี่ยนอาหารทุกๆ 5 วัน พบว่า สามารถชักนำให้เกิดเป็นแคลลัสได้ร้อยละ 95 และสามารถเจริญเติบโตเป็นรากได้ร้อยละ 80 และจากการศึกษาการถ่ายยีน GUS และ GFP เข้าสู่ข้าวหอมดอกมะลิ 105 โดยอะโกรแบคทีเรียมที่มี Ti plasmid pCAMBIA 1301 และ pCAMBIA 1302 บรรจุอยู่มาเพาะเลี้ยงในอาหารเหลวสูตร AAM + 50 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตรของกานาไมซินเป็นเวลา 3 วัน แล้วถ่ายเข้าไปในแคลลัสข้าวหอมดอกมะลิ 105 อายุ 5 สัปดาห์ ที่แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 50แคลลัส หลังจากนั้นนำมาเพาะเลี้ยงต่อในอาหารสูตร 2NB-AS (2NB + 100 ไมโครโมลาร์ของอะซิโตไซลิงโกน)เป็นเวลา 3 วัน และเลี้ยงต่อในอาหารสูตร NB + 30 กรัมต่อลิตร ของซูโครส + 2.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ของ 2,4-D + 400 มิลลิกรัมต่อลิตรของซีโฟแทคซีม + 7 กรัม agarose gel type I + 40 มิลลิกรัมต่อลิตรของไฮโกรไมซิน ในที่มืดเป็นเวลา 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นเพาะเลี้ยงในอาหารสูตร NB + 40 มิลลิกรัมต่อลิตรของไฮโกรไมซินเป็นเวลา 2 สัปดาห์ นำแคลลัสไปเพาะเลี้ยงในอาหารสูตร RN โดยเก็บไว้ในที่มืด 1 สัปดาห์และในที่สว่างอีก 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นแยกทดสอบ GUS และ GFP ยีน พบว่าสามารถถ่ายยีน GUS ได้ 45 แคลลัส และสามารถถ่ายยีน GFP ได้ 42 แคลลัส คิดเป็นร้อยละ 90 และ 84 ตามลำดับ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.37 MB)
2Chapter 1.pdf ( 1.14 MB)
3Chapter 2.pdf ( 0.86 MB)
4Chapter 3.pdf ( 0.47 MB)
5Chapter 4.pdf ( 0.19 MB)
6Chapter 5-end.pdf ( 0.77 MB)
15
การวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการด้านอัตรากําลังในระยะ15ปี
งานวิจัย/Research report 2548
โดย : ทยาลักษณ์ ขันบรรจง, กาญจนา สุวรรณสิทธิ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.pdf ( 0.73 MB)
2chapter1.pdf ( 0.21 MB)
3chapter2.pdf ( 0.80 MB)
4chapter2-1.pdf ( 0.91 MB)
5chapter2-2.pdf ( 0.24 MB)
6chapter2-3.pdf ( 0.53 MB)
7chapter3.pdf ( 0.08 MB)
8chapter4.pdf ( 0.39 MB)
9chapter4-1.pdf ( 0.40 MB)
10chapter4-2.pdf ( 0.48 MB)
11chapter4--3.pdf ( 0.48 MB)
12chapter4-4.pdf ( 0.47 MB)
13chapter5.pdf ( 0.22 MB)

Search within results