Search Result 73 Found

  • Filters
 
1
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น เรื่อง การสืบค้นสารสนเทศ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
Development of Computer Lessons, Thai for Communication and Retrieval, the Subject of Information Retrieval of Students in the First Year of Sisaket Rajabhat University
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : ลำพึง บัวจันอัฐ
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สามประการคือ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น เรื่อง การสืบค้นสารสนเทศ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น และ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสืบค้นสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น เรื่องการสืบค้นสารสนเทศ จำนวน 2 หน่วยการเรียน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1 ชุด จำนวน 40 ข้อ ค่าความยากตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.55 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.47 ถึง 0.84 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.60 และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 26 ข้อ มีค่าอำนาจรายข้อตั้งแต่ 0.29 ถึง 0.83 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความคิดเห็นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น เรื่องการสืบค้นสารสนเทศ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.22 / 83.66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์วิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น เรื่องการสืบค้นสารสนเทศ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษมีค่าเท่ากับ 0.6984 3. นักศึกษามีความคิดเห็นต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่ได้พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง The purpose of this study there are three points that is (1) to develop computer lessons, Thai for Communication and Retrieval, the subject of communication retrieval of students in the first year of Sisaket Rajabhat university having efficiency along with the criteria of 80/80, (2) to study the effect index of computer lessons, Thai for Communication and Retrieval and (3) to study students? opinions to learning with the computer lessons, the subject of information retrieval developed. Sampling groups used in this study that is 30 students in the first year of Sisaket Rajabhat university by the method of Purposive Sampling, instruments used in this study that is (1) computer lessons, Thai for Communication and Retrieval, the subject of information retrieval, a number of two units, (2) the test of evaluating achievement on the learning of one set and a number of 40 points, difficulty value from 0.22 to 0.55, power value separated in each point from 0.47 to 0.84, the confidence value of whole version test equal to 0.60 and (3) the questionnaires of students? opinions to learning with the computer lessons being the estimate scale of 5 levels and a number of 26 points, having the confidence value of questionnaires in the whole version equal to 0.92, statistics used in analyzing the data that is percentage, average and standard deviation. The results of study have been found that: 1. The lessons of Thai for Communication and Retrieval, the subject of communication retrieval of students in the first year of Sisaket Rajabhat university have efficiency equal to 89.22/83.66 that is higher than criteria determined. 2. The effect index value of computer lessons, Thai for Communication and Retrieval, the information retrieval of students in the first year of Sisaket Rajabhat university has value equal to 0.6984. 3. Students have opinions to learning with the computer lessons developed generally in the level of agreement very much.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ABSTRACT.pdf ( 0.04 MB)
2appendixa.pdf ( 0.19 MB)
3appendixb.pdf ( 0.10 MB)
4appendixc.pdf ( 0.09 MB)
5appendixd.pdf ( 0.07 MB)
6appendixe.pdf ( 0.11 MB)
7appendixf.pdf ( 0.08 MB)
8bibliography.pdf ( 0.10 MB)
9biodata.pdf ( 0.06 MB)
10chapter1.pdf ( 0.15 MB)
11chapter2.pdf ( 0.66 MB)
12chapter3.pdf ( 0.24 MB)
13chapter4.pdf ( 0.19 MB)
14chapter5.pdf ( 0.12 MB)
15Titlepage.pdf ( 0.07 MB)
2
การใช้เว็บไซต์เพื่อการบริหารของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
Using Websites for Administration of Schools under the Office of Sisaket Province Education Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : พงษ์นรินทร์ อาธิบุตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการใช้เว็บไซต์เพื่อการบริหาร และเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบการใช้เว็บไซต์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 โดยจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ ตำแหน่ง ประสบการณ์การดำรงตำแหน่ง และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูที่รับผิดชอบการใช้เว็บไซต์ จำนวน 348 คน จากสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 174 แห่ง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นโดยใช้การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครซี่และมอร์แกนและทำการสุ่มเพื่อเป็นตัวแทนแต่ละอำเภอด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ การทดสอบค่าที (t ? test) การทดสอบค่าเอฟ (F ? test) และการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีการทดสอบของเชฟเฟ่ (Scheffe) ผลการวิจัย พบว่า (1) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบการใช้เว็บไซต์ มีสภาพการใช้โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก (2) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบการใช้เว็บไซต์ที่มีเพศต่างกัน มีสภาพการใช้ไม่แตกต่างกัน และ(3)ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบ การใช้เว็บไซต์ที่มีอายุ ตำแหน่ง ประสบการณ์การดำรงตำแหน่ง และขนาดสถานศึกษา ต่างกัน มีสภาพการใช้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 The purposes of this research were to study the status of using websites for administration and for comparing the opinions of school administrators and teachers who have been responsible for using websites of schools under the office of Sisaket province education service area 1 classified along with variables, genders, ages, positions, experiences in taking a position and the sizes of schools. Samples used in this study that is administrators and teachers who have been responsible for using websites of 348 persons from 174 schools, samples obtained by being graded random by using the determination of samples along with the tables of Krejcie and Morgan and taking a random for being the agent of each district with the method of taking a simple random by drawing lots, used instrument that is questionnaires have whole confidence equal to 0.98, statistics used in analyzing the data that is t-test, F-test, and difference test of average being dual by using the method of Scheffe? test. Research result found that (1) school administrators and teachers who have been responsible for using websites have the status of usage generally every aspect being in the high level (2) school administrators and teachers who have been responsible for using websites having different genders have the status of usage not being different each other and (3) school administrators and teachers who have been responsible for using websites having ages, positions, experiences in taking a position and the sizes of different schools have the status of usage significantly on statistics at the level of .01.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.11 MB)
2acknowledgment.pdf ( 0.07 MB)
3appendix.pdf ( 0.08 MB)
4appendixa.pdf ( 0.32 MB)
5appendixb.pdf ( 0.16 MB)
6bibliography.pdf ( 0.23 MB)
7bibliography1.pdf ( 0.04 MB)
8biodata.pdf ( 0.08 MB)
9chapter1.pdf ( 0.20 MB)
10chapter2.pdf ( 0.93 MB)
11chapter3.pdf ( 0.17 MB)
12chapter4.pdf ( 0.65 MB)
13chapter5.pdf ( 0.19 MB)
14content 1.pdf ( 0.13 MB)
15content 2.pdf ( 0.06 MB)
16content 3.pdf ( 0.16 MB)
17Titlepage.pdf ( 0.08 MB)
3
สภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
The Condition of Academic Administration of Small School under the Jurisdiction of Si Sa Ket Educational Service Area Office , Region 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : สมคิด แนวจำปา
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การศึกษา เรื่อง สภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน สมมุติฐานการวิจัย ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน ที่มีตำแหน่งและประสบการณ์ต่างกัน มีความคิดเห็นต่างกัน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน จำนวนทั้งสิ้น 689 คน กลุ่มตัวอย่าง ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 54 คน และครูผู้สอน จำนวน 133 คน เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ เท่ากับ 0.937 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์น้อยกว่า 10 ปี และ 10 ปี ขึ้นไป มีความคิดเห็นต่อสภาพการบริหารงานวิชาการโดยรวมทุกด้าน อยู่ในระดับมาก 2. ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน โดยรวม มีความคิดเห็นต่อสภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 โดยรวมทุกด้าน อยู่ในระดับมาก 3. ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน โดยรวม มีความคิดเห็นต่อสภาพการบริหารงานวิชาการโดยรวมทั้ง 12 ด้าน ไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน มีความคิดเห็น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จำนวน 5 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการวัดผล ประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการแนะแนวการศึกษา และด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 4. ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน มีความคิดเห็นต่อสภาพการบริหารงานวิชาการ โดยรวมทั้ง 12 ด้าน ไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน ที่มีประสบการณ์แตกต่างกัน มีความคิดเห็น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จำนวน 2 ด้าน คือ ด้านการวัดผล ประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียนและด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา The objective of this research were to study and compare the condition of academic administration of small school under the jurisdiction of Si Sa Ket educational service area office, region 1 according to the administrator and teacher?s opinion, the hypothesis of research was that the school administrator and teacher who had different experience and in different position, were different opinion. The population of this research consisted of 689 persons of administrator and teacher and the sample group of school administrator were 54 persons and teachers were 113 persons, the tool of data collection was the survey questionnaire and the reliability in all issue equaled to .937. From the research it indicated that 1. The overall of the opinion of the school administrator and teacher who had the job experience under 10 years and over 10 years, to the condition of academic administration were at much level. 2. The overall of school administrator and teacher?s opinion to the condition of academic administration in all aspects were at much level. 3. The opinion of school administrator and teacher to the condition of academic administration in 12 aspects, were not different and when considered in each factor, found that the school administrator and teacher expressed the opinion differently significantly in 5 aspects including the development of curriculum, educational measurement, evaluation and course transfer of study records, the research of educational quality development, study counsel and quality insurance development in school. 4. The school administrator and teacher expressed the opinion to the condition of academic administration in 12 aspects, were not different and when considered in each factors, found that the school administrator and teacher who had different in job experience, were the different opinion significantly in 2 aspects including educational measurement, the evaluation and course transfer of study records and the educational quality development research.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.09 MB)
2acknowledgment.pdf ( 0.05 MB)
3appendix.pdf ( 0.04 MB)
4appendixa.pdf ( 0.04 MB)
5appendixc.pdf ( 0.14 MB)
6appendixd.pdf ( 0.13 MB)
7bibliography.pdf ( 0.14 MB)
8biodata.pdf ( 0.05 MB)
9chapter1.pdf ( 0.12 MB)
10chapter2.pdf ( 0.45 MB)
11chapter3.pdf ( 0.14 MB)
12chapter4.pdf ( 0.93 MB)
13chapter5.pdf ( 0.19 MB)
14content.pdf ( 0.13 MB)
15Titlepage.pdf ( 0.04 MB)
4
พฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
Administrative Behavior of Secondary School Administrators under the office of Sisaket Educational Service Area 1
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : พิสิฐ รักพรม
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
ผลการศึกษา - การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัยครั้งนี้ คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน และครู รวมทั้งสิ้นจำนวน 322 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประเภทปลายปิด (Closed Form) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ (f) และค่าร้อยละ (%) ผลการวิจัยพบว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 มีพฤติกรรมการบริหารงาน ดังนี้ 1. การเป็นผู้นำปฏิบัติมากที่สุด คือ ประชุมชี้แจงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทราบถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน และปฏิบัติน้อย คือ ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ใต้บังคับบัญชา และได้รับความไว้วางใจจากผู้ใต้บังคับบัญชา 2. การจูงใจปฏิบัติมากที่สุด คือ ไว้วางใจและมอบหมายงานให้ครู บุคลากรในโรงเรียนรับผิด ชอบต่อการปฏิบัติงานให้สำเร็จตามเป้าหมายของโรงเรียน และปฏิบัติน้อย คือ ใช้ลักษณะการจูงใจ ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งเชิงบวก (ให้รางวัล) และเชิงลบ (การลงโทษ) และ รับฟังความคิดเห็น ปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชา และช่วยเหลือให้คำแนะนำอย่างทั่วถึง 3. การติดต่อสื่อสารปฏิบัติมาก คือ พบปะหารือ ติดต่อสื่อสารภายในซึ่งกันและกันมากในโรงเรียน ทั้งในรูปบุคคลและกลุ่มอย่างทั่วถึง เพื่อมุ่งให้งานบรรลุตามเป้าหมายขององค์กร และปฏิบัติน้อย คือ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความรู้สึกรับผิดชอบต่อข่าวสารอย่างเหมาะสม ถูกต้อง และแม่นยำกับโรงเรียนอื่น หรือหน่วยงานภายนอก 4. การปฏิสัมพันธ์และการมีอิทธิพลต่อกันปฏิบัติมาก คือ มีบทบาทการกำหนดเป้าหมายกิจกรรม วิธีการ และแนวทางการปฏิบัติงานของโรงเรียนร่วมกัน และปฏิบัติน้อย คือ ช่วยให้เข้าใจบทบทหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนในการปฏิบัติงานร่วมกัน 5. การตัดสินใจปฏิบัติมากที่สุด คือ กำหนดสายบังคับบัญชาไว้อย่างชัดเจน เพื่อใช้ในระบบการบริหารงาน และปฏิบัติน้อย คือ ให้ความรู้สึกเป็นอิสระแก่ครูในการพูดคุย ขอคำแนะนำ หรือปรึกษาหารือเกี่ยวกับงานที่ครูปฏิบัติ และเรื่องอื่นๆ 6. การกำหนดเป้าหมายปฏิบัติมาก คือ กำหนดเป้าหมายและการสั่งการในโรงเรียน ส่วนใหญ่จะมีการปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมในการสั่งการ และปฏิบัติน้อย คือ ผู้ใต้บังคับบัญชามีพลังในการยอมรับโดยไม่ต่อต้านเป้าหมายของโรงเรียน 7. การควบคุมการปฏิบัติงานปฏิบัติมาก คือ มอบหมายการควบคุมการปฏิบัติงาน ให้กับผู้รับ ผิดชอบการปฏิบัติงานแต่ละระดับ ตามสายงานการบังคับบัญชา และปฏิบัติน้อย คือ สร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในการปฏิบัติงานด้วยวิธีการให้กำลังใจ 8. การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติและการฝึกอบรมปฏิบัติมากที่สุด คือ จัดให้มีการจัดทำแผนงาน โครงการพัฒนางานของฝ่ายต่างๆ และปฏิบัติน้อย คือ จัดให้มีสถานที่และวัสดุ ครุภัณฑ์ อุปกรณ์เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงานแต่ละประเภทในโรงเรียนอย่างทั่วถึง มีคุณภาพและเพียงพอ The result : - The purpose of this research was to study the administrative behavior of secondary school administrators under the office of Sisaket educational service area 1. Samples used in this study are 322 directors, vice directors and teachers of schools obtained from Simple Random Sampling. Instruments used in this study are Closed Form questionnaire and statistics used in data analysis are frequency (f) and percentage (%). Research results have been found that secondary school administrators under the office of Sisaket educational service area 1 have the administrative behavior as follows: 1. Being the leader is performed the most that is meeting and explaining for his/her inferiors to know rectifying the ways relating to working and performing not so much that is getting the confidence and trustworthiness from the inferiors. 2. Persuasion is performed the most that is trusting and assigning for his/her inferiors to and performing not so much that is persuading his/her inferiors both the positive(rewarding with a gift), the negative(punishing), listening to his/her inferiors? opinions, problems, helping and giving suggestions thoroughly. 3. Communication is performed very much that is meeting and conversing each other so much in the school both in the case of a person and a group of person throughout in order to achieve the work of organization, as for performing not so much that is making inferior being responsible for information suitably, correctly and accurately with other school or external institute. 4. Interaction and influencing each other is performed very much that is having role and specifying the aims, the activities, the strategies and the way of working for school together, as for performance not so much that is helping understand all of inferiors? role in working together. 5. Decision is performed the most that is specifying the unit of commanding clearly to use in the system of administration, as for performing not so much that is giving the freedom for teachers in talking, consulting each other about teachers? work doing and others. 6. Specifying the aims is performed very much that is specifying the aims and ordering in school the most will have consulting each other to see the choice suitably in ordering, as for performing not so much that is inferiors having power in the acceptance by not resisting the aims of school. 7. Controlling and working is performed very much that is assigning controlling and working for responsible man who has worked each level along with the field of commanding, as for performing not so much that is building a motivation for inferiors in working by the method of encouraging each other. 8. Specifying the standard of working and training is performed the most that is making framework, project of developing groups, as for performing not so much that making the place and material, durable articles, suitable technological tool with the work of each kind in school throughout, having quality and being sufficient.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sskru-lib.pdf ( 2.12 MB)
5
การพัฒนาแบบฝึกการเขียนสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดไทย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
The Development of Thai Writing Vocabbulary Packages for Spelling Final Sound in Word for Prathomsuksa 1 Students
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : ศิริรัตน์ กัณฑ์หา
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
ผลการศึกษา - การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแบบฝึกการเขียนสะกดคำ แม่กง แม่กม และแม่เกยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการเขียนสะกดคำ โดยใช้แบบฝึกที่สร้างขึ้นกับการสอนตามปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหัวเสือและโรงเรียนบ้านสระบานสามัคคี อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 18 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย(Simple Random Sampling) ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบRandomized Control - Group Pretest ? Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ t ? test ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกการเขียนสะกดคำแม่กง แม่กม และแม่เกย ที่สร้างขึ้นสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 91.42/85.19 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 2. นักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำแม่กง แม่กม และแม่เกย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่เรียนโดยแบบการสอนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 The result : - The purposes of this study were : 1) to the development of Thai Writing vocabbulary packages for spelling final sound in word for Prathomsuksa 1 students. The band as of standardized criterion 70/70. 2) to compare students learning achievement the application of the packages after learning The sample of this study by simple random sampling were thirty- two students in Prathomsuksa 1 students in the second semester of the 2008 academic year of Ban Hursure school and Bansabansamaky school. The Randomized control ? group pretest - posttest design . The t ? test dependent was used for Statistical packages the Social Science for Window. The research findings were as follows : 1. The efficiency of the overall Thai Writing vocabbulary packages for Prathomsuksa 1 was at 91.42/85.19. 2. The students were achievement the application of the packages was Higher than before the using of them significance at .01 level
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sskru-lib.pdf ( 1.91 MB)
6
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเขียนสระมีตัวสะกดสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการใช้สื่อภาพการ์ตูน
The Development of Writing Activities Package of the Vowel Spelling for Pratomsuksa 1 students through the Cartoon Picture
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : อารีย์รัตน์ มะโนรัตน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
ผลการศึกษา - การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเขียนสระมีตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสระมีตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการใช้สื่อภาพการ์ตูนกับไม่ใช้สื่อภาพการ์ตูน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 32 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จำแนกเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนอนุบาลเมืองจันทร์ (บ้านปลาซิว) ซึ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 16 คน และเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนบ้านตาโกน ซึ่งเป็นกลุ่มควบคุม จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือชุดกิจกรรมการเขียนสระมีตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 ชุด โดยจำแนกเป็นชุดกิจกรรมการเขียนที่ใช้สื่อภาพการ์ตูน จำนวน 5 ชุด และชุดกิจกรรมการเขียนที่ไม่ใช้สื่อภาพการ์ตูน จำนวน 5 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสระมีตัวสะกด จำนวน 25 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ สถิติที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเขียนสระมีตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 70/70 โดยรวมทั้ง 5 เล่ม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 98.41/86.12 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 ที่ตั้งไว้ 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสระมีตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้สื่อภาพการ์ตูน สูงกว่าไม่ใช้สื่อภาพการ์ตูนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในทุกชุด The result : - The purpose of this research were to Study and Development of Writing Activities Package of the Vowel Spelling for Pratomsuksa 1 to efficiency 70/70 and compare the achievement to writing vowel spelling of Pratomsuksa students through the cartoon picture with non cartoon picture. The sample consisted of 32 Pratomsuksa 1 Students. Selected by simple random sampling technique. The experimental group consisted of 16 Pratomsuksa 1 Students Anuban Muangchan (Banplasiw) school and the control group consisted of 16 Pratomsuksa 1 Students Ban Takon School. The Instruments were the writing activities package of the Vowel Spelling for Pratomsuksa 1 and a learning achievement test of writing activities package of the Vowel Spelling /25 item. The statistics for analyzing data were Percentage Mean , Standard Diviation and t- test for testing the hypothesis. Research results were as follows : 1. The writing activities package of the Vowel Spelling for Pratomsuksa 1 overall 5 package had effectiveness at 98.41/86.12 level. 2. The compare of learning achievement of writing student group experimental higher student group control at significance .01 level
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sskru-lib.pdf ( 2.24 MB)
7
พฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
Conflict Management Behaviors of Administrators ofEducational Institution, Office of Sisaket Education Service Area 1
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : ทักษิณ ภูบัวเพชร
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
ผลการศึกษา - การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริหารความขัดแยงของผูบริหารสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 และเปรียบเทียบพฤติกรรม การบริหารความขัดแยงของผูบริหารสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำแนกตามสถานภาพในการดำรงตำแหน่ง เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ขนาดของสถานศึกษา และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 339 คน เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 28 คนและข้าราชการครูจำนวน 311 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูล หาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างโดยใช้สถิติ t-test, F-test และทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยใช้วิธีการ ของเชฟเฟ่ (Scheffe'') ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย มีผลดังนี้ ด้านการร่วมมือ ด้านการประนีประนอม ด้านการเอาชนะ ด้านการยอมให้ และการหลีกเลี่ยง ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำแนกตามสถานภาพในการดำรงตำแหน่ง พบว่า ด้านการร่วมมือ ด้านการประนีประนอม ด้านการหลีกเลี่ยงและด้านการยอมให้ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำแนกตามเพศ พบว่าด้านการประนีประนอม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำแนกตามอายุ พบว่าด้านการเอาชนะ ด้านการร่วมมือ ด้านการประนีประนอม ด้านการหลีกเลี่ยงและด้านการยอมให้ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่าด้านการเอาชนะ ด้านการร่วมมือ ด้านการประนีประนอม ด้านการหลีกเลี่ยงและด้านการยอมให้ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า ด้านการเอาชนะ ด้านการหลีกเลี่ยงและด้านการยอมให้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 7) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำแนกตามประสบการณ์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ด้านการยอมให้ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sskri-lib.pdf ( 3.44 MB)
8
การเปรียบเทียบความสามารถในการฟัง-การพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยวิธีการสอนแบบ T.P.R. (Total Physical Response) ประกอบสื่อในชีวิตประจำวันกับการสอนตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร
A Comparison of Mathayom Suksa II Students? English Listening and Speaking Performance through the Instructional Method Based on T.P.R. (Total Physical Response) with Authentic Materials and the Communicative Approach
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : จันทร์จุรี บุญสมศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
ผลการศึกษา - การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการฟัง-การพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยวิธีการสอนแบบ T.P.R. (Total Physical Response) ประกอบสื่อในชีวิตประจำวันกับการสอนตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จากการสุ่มตัวอย่าง อย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากมากลุ่มละ 2 ห้องเรียน เพื่อเป็นกลุ่มทดลองรับการสอบแบบ T.P.R. (Total Physical Response) ประกอบสื่อในชีวิตประจำวัน และกลุ่มควบคุมรับการสอนตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร แต่ละกลุ่มเลือกนักเรียนแบบเจาะจง (Purposive) เพื่อจับคู่นักเรียนที่มีผลการเรียน ภาษาอังกฤษเท่า ๆ กัน จำนวน 43 คู่ แบบแผนการทดลองเป็นแบบทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (Randomized Control Group Pretest-Posttest Design) ใช้ระยะเวลาในการทดลองกลุ่มละ 20 ชั่วโมง ชั่วโมงละ 50 นาที โดยใช้เนื้อหาเดียวกันในการสอนทั้ง 2 กลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบความสามารถ ในการฟัง ? การพูดภาษาอังกฤษ ผลการศึกษาพบว่า 1. นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนแบบ T.P.R. มีความสามารถในด้าน การฟัง-การพูด ภาษาอังกฤษ สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอนตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร มีความสามารถในด้านการฟัง-การพูดภาษาอังกฤษ สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบ T.P.R. ประกอบสื่อในชีวิตประจำวัน และนักเรียน ที่ได้รับการสอนตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร มีความสามารถในด้านการฟัง-การพูดภาษาอังกฤษแตกต่างอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .01โดยนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบ T.P.R. ประกอบสื่อในชีวิตประจำวัน มีความสามารถในด้านการฟัง-การพูด ภาษาอังกฤษสูงกว่านักเรียน ที่ได้รับการสอนตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร The result : - The purpose of this study was to compare Mathayom Suksa II students? English listening and speaking performance through the instructional method based on T.P.R. (Total Physical Response) with the authentic materials and the communicative approach. The samples of this study were two classrooms of Mathayom Suksa II students in the second semester of academic year 2008 at Sisaketwittayalai school, Sisaket province. They were devised into the experimental group and control group with 43 students in each. The experimental group was taught by the Total Physical Response with the authentic materials whereas; the control group was taught by the communicative approach. The randomized control group pretest-posttest design was used in this experiment. Each group was taught with the same content for 20 hours and 50 minutes of each hour. The instruments used in this study were lesson plans, English listening-speaking test, t-test independent and dependent were used for statistically data analysis. The research findings were as follows: 1. The English listening-speaking performance of the students through the instructional method based on total physical response was significantly higher than before the experiment at the .01 level. 2. The English listening-speaking performance of the students taught by the Communicative Approach was significantly higher than before the experiment at the .01 level. The English listening-speaking performance through the instructional method based on Total Physical Response with authentic materials and Communicative Approach were significantly at the .01 level by the English listening-speaking of the most students taught by the Total Physical Response with authentic materials was higher than the Communicative Approach
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sskru-lib.pdf ( 2.00 MB)
9
การสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
The Construction of Creative Writing Vocabulary Packages for Prathomsuka 2 Students
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : ปรัชพร ทองสุ
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
ผลการศึกษา - การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และศึกษาความก้าวหน้าในการเรียนของ นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาทักษะ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 24 ชุด และแบบทดสอบวัดผลผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 4 ฉบับ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลกันทรารมย์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คนได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random sampling ) ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ Randomized Comtrol- Group pretest ? posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ t- test ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกเพื่อพัฒนาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ87/85.42 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ และผลสัมฤทธิ์ในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังการใช้ แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ The result : - The purpose of this study was to construct the creative writing Vocabulary packages for prathomsuksa 2 students. The Creative writing Vocabulary packages were developed to met the effidiency of 80/80 standard. The student improvement on creative writing was investigated. The Instruments used in the study were 24 creative writing Vocabulary packages. And a set of the test on creative writing. The sample of this study by simple random sampling were thirty student in prathomsuksa 2 students in the second semester of the 2009 academemic year of Kanthararom Kindergarten school. The Randomized control?group pretest-posttest design. The t-test dependent was used for statistical packages the Social Science for window. The finding revealed that the efficiency of the creative writing Vocabulary packages was 87/85.42 Which was higher than the 80/80 standard. There was a statistically significant difference on the creative writing achievement before using and after using the packages at the .01 level. Which indicated that the students creative writing. Ability had improved.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1upload.pdf ( 1.97 MB)
10
ศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2
A Study of the Involvement in the Governance of Learning Resources of the Basic Education Institution Commission Sisaket Office of Education Service Area 2
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : เอกภพ วันซวง
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
ผลการศึกษา - การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหาร ผู้แทนครู และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแยกตามประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่ง จำนวน 234 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น .72 และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One ? Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้แทนครู และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 ทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความคิดเห็น ที่มีต่อการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ แหล่งเรียนรู้ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวมไม่แตกต่างกันส่วนด้านส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และประสบการณ์ การจัดและการใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนและชุมชน ผู้บริหารที่มีประสบการณ์แตกต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผู้แทนครูมีประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 4. ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน The result : - The purposed of this research was to study of the involvement in the governance of learning resources of the Basic Education Institution Commission Sisaket Office of Education Service Area 2. The samples used in this research consisted of 234 school administrators, representative of teachers, and chairman committee of Basis Education Under the Office of Sisaket Educational Service Area 2. The questionnaires were used as instrument for collecting the data. The statistical treatment were percentage, means, standard deviation and hypothesis for (One ? Way ANOWA) The research finding were as follow : 1) The school administrators, representative of teachers and chairman committee were at a high level of the involvement in the governance of learning resources of the Basic Education Institution Commission Sisaket Office of Education Service Area 2 . 2) The comparison of school administrators? opinion who had different position were not different of the involvement in the governance of learning resources of the Basic Education Institution Commission Sisaket Office of Education Service Area 2. 3) The opinion of school administrators who had different experience were significantly difference at the .05 to promote and to develop staff of the involvement in the governance of learning resources. 4) The opinion of representative of teachers who had different position were not different of the involvement in the governance of learning resources of the Basic Education Institution Commission Sisaket Office of Education Service Area 2. 5) The opinion of chairman committee who had different experience were not different of the involvement in the governance of learning resources of the Basic Education Institution Commission Sisaket Office of Education Service Area 2.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sskru-lib.pdf ( 2.42 MB)
11
การพัฒนาครูของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3
Teacher Developing of School Administrators under the Office of Sisaket Educational Service Area 3
งานวิจัย/Research report 2555
โดย : เข็มเพชร ประดับศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและเปรียบเทียบการพัฒนาครูของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 จำแนกตามตำแหน่ง และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานฝ่ายวิชาการ และครู จำนวน 554 คน โดยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ (f) ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่า F (F-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาครูของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการศึกษาดูงานนอกสถานที่ ด้านการพัฒนาครูโดยกระบวนการปฏิบัติงาน ด้านการฝึกอบรมหรือประชุมเชิงปฏิบัติการ ด้านการพัฒนาครูโดยกระบวนการบริหาร และด้านการพัฒนาครูโดยตนเอง 2. ด้านการฝึกอบรมหรือประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยภาพรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การฝึกอบรมครูเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน การจัดแผนงานหรือโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครู และการนำผลจากการฝึกอบรมไปใช้พัฒนาการเรียนรู้และจัดกระบวนการเรียนการสอนตามลำดับ 3. ด้านการศึกษาดูงานนอกสถานที่ โดยภาพรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การส่งเสริมให้ครูเข้ารับการศึกษาอบรม ณ สถาบันฝึกอบรมหรือหน่วยงานต่างๆ การสนับสนุนให้ครูศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีที่ทัน สมัยและนำมาใช้ในการพัฒนาการปฏิบัติงาน และการสนับสนุนให้ครูศึกษาดูงานในสถานศึกษาที่มีผลงานดีเด่นตามลำดับ 4. ด้านการพัฒนาครูโดยกระบวนการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การให้ความรู้ ความเข้าใจงานในหน้าที่ก่อนให้ครูรับตำแหน่งใหม่ การประชุมชี้แจงการปฏิบัติงานแก่ครูเป็นระยะๆ และการให้คำปรึกษาหารือ เมื่อประสบปัญหาในการทำงานได้ตลอดเวลาตามลำดับ 5. ด้านการพัฒนาครูโดยตนเอง โดยภาพรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การส่งเสริมให้มีการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง การจัดให้มีการทำงานเป็นทีม ปลุกจิตสำนึกการทำงานร่วมกัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน และการจัดให้มีการประเมินความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนตำแหน่งวิทยฐานะ และเลื่อนเงินเดือนตามลำดับ 6. ด้านการพัฒนาครูโดยกระบวนการบริหาร โดยภาพรวมปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การให้ครูได้มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายของสถานศึกษา การส่งเสริมให้ครูปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเป้าหมายของสถานศึกษา และการส่งเสริมให้ครูมีส่วนร่วมในการตัดสินใจตามลำดับ 7. เปรียบเทียบการพัฒนาครูของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 จำแนกตามตำแหน่งและขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 - The purposes of this research were to study and to compare teacher developing of school administrators under the office of Sisaket educational service area 3 classified with the position and the size of school. Samples used in this research were schools? administrators, academic chiefs, teachers totally of 554 persons by Stratified Random Sampling and Simple Random Sampling. Instrument used in this study was rating scale 5 level. Statistics used in analyzing the data were frequency, percentage, mean, standard deviation and F-test. The research findings were as follows: 1. Teacher developing of school administrators was overall at the high level and when taking each aspect into consideration found that there was practiced overall at the high level on all sides by order of most to least ; the study outdoor, the development by operation process, training or workshops, the development by administration process and self development. 2. Training or workshops was overall at the high, when considering an article found that there was practiced overall at the high level on all sides ; training teachers to enhance their knowledge in practice. The program or project development, teacher training workshops. The results from training to learning and teaching process respectively. 3. The study outdoor was overall at the high, when considering an article found that there was practiced overall at the high level on all sides ; encouraging teachers to attend training at the training institute or organization. Teachers are encouraged to study outdoor and apply advanced technology to improve operational performance. And encourage students to study in schools that have outstanding performance respectively. 4. The development by operation process was overall at the high, when considering an article found that there was practiced overall at the high level on all sides ; awareness. Understanding the role before he/she picks a new location. The meeting of the teachers from time to time. And provide consultation. When faced with difficulties in working order respectively. 5. Self development by operation process was overall at the high, when considering an article found that there was practiced overall at the high level on all sides ; to promote the study of learning to develop their own. The availability of work as a team. Raise awareness and work together, to the same goal and to evaluate the progress of the work to move beyond and salaries respectively. 6. The development by administration process by operation process was overall at the high, when considering an article found that there was practiced overall at the high level on all sides ; The teachers have been involved in the targeting of schools. Encouraging teachers to meet the target. Of Education. And encourage teacher participation in decision-making respectively. 7. The comparison of teacher developing of school administrators under the office of Sisaket educational service area 3 classified with the position and the size of school by the overall image found that there was significantly different at the .05 level
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sskru-lib.pdf ( 2.05 MB)
12
สภาพการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3
State of Basic Education Curriculum Management of Schools under the Office of Sisaket Educational Service Area 3
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : คณินญ์ศักดิ์ จันทร์ทิพย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยเรื่อง สภาพการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 และเพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 โดยจำแนกตามประสบการณ์การทำงานของผู้บริหารและขนาดสถานศึกษา การวิจัยครั้งนี้ศึกษาเชิงสำรวจในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกัน มีการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 แตกต่างกันและผู้บริหารสถานศึกษาที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่มีขนาดแตกต่างกัน มีสภาพการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 แตกต่างกัน ประชากร เป็นผู้อำนวยการสถานศึกษา ในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษเขต 3 จำนวน 221 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของ Krejcie และMorgan โดยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามขนาดของโรงเรียน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 141 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.932 ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาสภาพการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และด้านการส่งเสริมสนับสนุนรวมทุกด้าน สถานศึกษาสามารถปฏิบัติได้ในระดับปานกลาง ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของสภาพการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่าสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ที่ผู้บริหารสถานศึกษามีประสบการณ์การทำงานแตกต่างกัน มีสภาพการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสถานศึกษาที่มีขนาดแตกต่างกัน มีสภาพการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายคู่พบว่า สภาพการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานในสถานศึกษาขนาดเล็ก สถานศึกษาขนาดกลาง สถานศึกษาขนาดใหญ่ และสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษมีความแตกต่างกันทั้ง 3 ด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 - Study on the state of basic education curriculum management of schools under the office of Sisaket educational service area 3, there are purposes to study the state of basic education curriculum management of schools under the office of Sisaket educational service area 3 and compare the state of basic education curriculum management of schools under the office of Sisaket educational service area 3 classified with the work experience of administrators and school size. This study is the survey research in schools under the office of Sisaket educational service area 3. Researcher has hypothesized that school administrators who have had the different work experience, basic education curriculum administration in B.E. 2544 being different and school administrators who have worked in the schools having the different size, basic education curriculum administration in B.E. 2544 being different. Populations are 221 school directors that have managed the basic education under the office of Sisaket educational service area 3, determining samples from the Krejcie & Morgan?s instant table by stratified sampling with the school size and 141 samples. Instrument used in this research is questionnaires that researcher has built it, reliability of all questionnaires equal to 0.932. Research results have been found that research results on the state of basic education administration of schools under the office of Sisaket educational service area 3 of whole 3 aspects that is learning activity management, learner development activity management, promoting and supporting in all aspect, schools can perform in the middle level. Comparing results of the point average of state of basic education curriculum administration found that schools under the office of Sisaket educational service area 3 that administrators have the different experience in working, the state of basic education curriculum administration by the overall image and in aspects significantly different on the statistics at the .05 level and schools that have had the different sizes have the state of basic education curriculum administration by the overall image and in aspects significantly different on the statistics at the .05 level. When have considered it as in the pair found that state of basic education curriculum administration in small schools, middle schools, big schools and special big schools being different of whole 3 aspects significantly on the statistics at the .05 level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sskru-lib.pdf ( 1.75 MB)
13
การเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนบ้านอีเซ (คุรุราษฎร์วิทยา) ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแก้ปัญหาอนาคต กับ การใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ
A Comparative study of learning achievement of the third class students on the problem solving ability of Ban E-say (Kururatwitthaya) school on instruction by the future problem solving technique and the six thinking hats technique.
งานวิจัย/Research report 2012
โดย : ชำนาญ โสดา
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
ผลการศึกษา - การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนบ้านอีเซ (คุรุราษฎร์วิทยา) ที่เรียนโดยใช้เทคนิคการคิดแก้ปัญหาอนาคตกับการใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เทคนิคการคิดแก้ปัญหาอนาคตกับการใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนโรงเรียนบ้านอีเซ ช่วงชั้นที่ 3 จำนวน 50 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแก้ปัญหาอนาคต จำนวน 5 ชุด กับแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ 5 ชุด 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหา 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหา โดยใช้เทคนิคการคิดแก้ปัญหาอนาคตและการใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ ผลการศึกษาพบว่า 1. ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนบ้านอีเซ (คุรุราษฎร์วิทยา) ที่เรียนโดยใช้เทคนิคการคิดแก้ปัญหาอนาคตกับการใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยนักเรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิคแก้ปัญหาอนาคตมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ 2. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เทคนิคการคิดแก้ปัญหาอนาคตมีความเห็นเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ส่วนนักเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกใบมีความเห็นเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง The result : - The purposes of this research were to compare problem solving ability of the third class students in Ban E-say school on the future problem solving technique and the six thinking hats technique, to the student opinion were instruction by the future problem solving technique and the sic thinking hats technique. The simples used were the third class students in Ban E-say school students from simple Random sampling.Theins truments employed to collectdata were :1)five instructional plan of Future problem Solving technique and five instructional plan of six thinking hats technique. 2) the traditional lesson plans. 3) a questionnaire on opinions towards the development of problem solving ability of instruction by the future problem solving technique and the six thinking hats technique. The results of the study were : 1. The problem solving ability of the third class students in Ban E-Say (Kururatwitthaya) school for instruction by the future problem solving technique and the six thinking hats technique of learning were statistically significant different at .01 level ; the students achievement by future problem solving Technique was higher than the students study the six thinking hats technique. 2. The Students? opinions to wards the instruction with future Problem Solving Technique ware at a high agreement level equally. Whereas, the students taught by using the six thinking hats technique were at a moderate agreement level equally.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sskru-lib.pdf ( 2.42 MB)
14
ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนกับความสำเร็จของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3
Relationship between Student caring process and the Success in school under the office of Roi Et educational service area zone 3
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : ละมัย บูระวัฒน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนกับความสำเร็จของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษา และครูแนะแนว ในปีการศึกษา 2550 กลุ่มละ 1 คน รวม 3 คน ในแต่ละโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 144 โรงเรียน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาด โดยใช้ตาราง Krejcie and Morgan แล้วทำการสุ่มตามสัดส่วนให้กระจายตามอำเภอต่าง ๆ โดยวิธีการ สุ่มอย่างง่าย รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 432 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กับความสำเร็จของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวมและรายด้านทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีการปฏิบัติสูงสุด คือ ด้านการป้องกัน ช่วยเหลือและแก้ไข รองลงมาตามลำดับ คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการส่งเสริมและพัฒนา และด้านการส่งต่อนักเรียน และที่มีการปฏิบัติต่ำสุด คือ ด้านการคัดกรองนักเรียน ส่วนรายข้อเกือบทุกข้อมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ข้อที่มีการปฏิบัติสูงสุด คือ การบันทึกรายงานผลการศึกษานักเรียนเป็นรายบุคคล และต่ำสุด คือ การรายงานการส่งต่อนักเรียนไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นข้อเดียวที่อยู่ใน ระดับปานกลาง 2. ความสำเร็จของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวม รายด้านทุกด้าน และรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมาก ด้านที่มีความสำเร็จสูงสุด คือ ด้านสัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียนเป็นไปด้วยดีและอบอุ่น รองลงมาตามลำดับ คือ ด้านนักเรียนมีการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ และด้านนักเรียนได้รับ การดูแลช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและตรงตามสภาพปัญหา ยังมีค่าเฉลี่ยเท่ากัน และด้านนักเรียน เรียนรู้อย่างมีความสุข และมีความสำเร็จต่ำสุด คือ ด้านนักเรียนรู้จักตนเองและควบคุมตนเองได้ ส่วนข้อที่มีความสำเร็จสูงสุด คือ นักเรียนมีความชื่นชมในผลงานของตนเองด้านศิลปะ ดนตรี และกีฬา และข้อต่ำสุด คือ นักเรียนสามารถใช้สื่อเทคโนโลยีพื้นฐาน ข้อมูลสารสนเทศ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนกับความสำเร็จของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยรวมมีความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีความสัมพันธ์กับความสำเร็จอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เรียงตามค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ได้ดังนี้ สูงสุด คือ ด้านการส่งเสริมและพัฒนา รองลงมา เท่ากัน 2 ด้าน คือ ด้านการคัดกรองนักเรียน และด้าน การป้องกัน ช่วยเหลือและแก้ไข ด้านการส่งต่อนักเรียนตามลำดับ และต่ำสุด คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ส่วนรายข้อ พบว่า ข้อที่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จสูงสุด คือ การบันทึกการช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา และติดตามนักเรียนที่เป็นรูปธรรมชัดเจน อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ข้อรองลงมา คือ การรายงานและประเมินผลการจัดกิจกรรมป้องกันช่วยเหลือและแก้ไข อย่างต่อเนื่อง อยู่ในระดับค่อนข้างสูงเช่นกัน และต่ำสุด คือ การบันทึกรายงานผลการศึกษานักเรียนเป็นรายบุคคล อยู่ในระดับปานกลาง The objective of this research was to study relationship between the process of student caring and the success in schools under the office of Roi-et educational service area zone 3. The groups of school administrator, class teacher or advisor and psychology teacher in the 2007 academic year, 432 in total, were asked to respond questionnaire. The samples were selected from 119 of 230 schools including big, medium, and small size in 5 districts using Krejcie and Morgan table and purposive sampling. The instrument used in data collecting was questionnaire on relationship between student caring process and the success. The questionnaire was rating scale type and statistics used were percentage, mean value, standard deviation, and correlation coefficient. The results of this research revealed that 1. The process of student caring in schools under the office of Roi-et educational service area zone 3 both in entire aspect and specific items were practiced in the most scale. The highest practiced aspect were preventing, helping and solving. The second highest practiced was knowing student individually while supporting and developing were the third. The second lowest practiced aspect was subsequently submitting student and the lowest practiced was filtering student. For specific items, almost every item was practiced in the most scale. The highest practiced item was noting of studying student individually while the lowest was reporting of subsequently submitting student to specialist which was the one in the moderate scale. 2. The success of student caring process in schools under the office of Roi-et educational service area zone 3 both in entire aspect and specific items were in the most scale. The highest successful aspect was relationship between teacher and student could get along well. The two of second successful aspects were student could develop emotional quotient and students were helped thoroughly and straight to problems. The second lowest successful was student could learn happily while student could know and control oneself was the lowest. For specific items, the highest successful item was student could admire one?s own art, music, and sport ability while student could deal with basic technology and use information technology to improve studying was the lowest successful. 3. The relationship between student caring process and the success in schools under the office of Roi-et educational service area zone 3 in entire aspect was in the most scale. Considering in specific aspects discovered that all were related to the success in the rather high scale. Arranging to correlation coefficient, the highest successful aspects were supporting and developing student while the second highest successful were filtering student and preventing, helping and solving aspect. The second lowest successful aspect was subsequently submitting student and the lowest was knowing student individually. For specific items, the two related to success most were noting of helping student, solving problem and following student rated in the rather high scale. The second successful rated also in the rather high scale was reporting and evaluating results of preventing, helping and solving activities continually. In return, the second lowest successful rated in the moderate scale was holding home visiting and noting of studying student individually which was in the moderate scale as well.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1appendix.pdf ( 0.31 MB)
2bibliography.pdf ( 0.09 MB)
3chapter1.pdf ( 0.09 MB)
4chapter2.pdf ( 0.45 MB)
5chapter3.pdf ( 0.10 MB)
6chapter4.pdf ( 0.23 MB)
7chapter5.pdf ( 0.13 MB)
8Titlepage.pdf ( 0.16 MB)
15
สภาพการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3
The Status of Educational Administration in Sisaket Educational Service Area Office Zone 3
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : วารุณี แก้วละมุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
ผลการศึกษา - การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสภาพการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 สถานศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่านเกณฑ์ และยังไม่ประเมิน จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา รอบที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานประกันคุณภาพการศึกษา และครู รวมทั้งสิ้น 578 คนโดยสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบปลายปิด (Closed Form) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ และการทดสอบไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการ พบว่า สภาพการปฏิบัติมากที่สุด ได้แก่ สถานศึกษามีการดำเนินการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา ?วิเคราะห์สภาพแวดล้อม และประเมินสถานภาพสถานศึกษาเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์? และสภาพการปฏิบัติน้อยสุด ได้แก่ สถานศึกษามีการนิเทศการศึกษา ?แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การจัดระบบนิเทศการศึกษาของสถานศึกษากับเขตพื้นที่การศึกษา? 2. การบริหารงานบุคคล พบว่า สภาพการปฏิบัติมากที่สุด ได้แก่ สถานศึกษามีการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการแก่บุคลากร ?มอบหมายงานตรงกับความรู้ ความสามารถ และความถนัดของบุคลากร? และสภาพการปฏิบัติน้อยสุด ได้แก่ สถานศึกษามีการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย ?ดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการครูที่ทำผิด เช่น ควรลงโทษอย่างเอาจริงตามระเบียบขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง? 3. การบริหารงานงบประมาณ พบว่า สภาพการปฏิบัติมากที่สุด ได้แก่ สถานศึกษามีการบริหารทางการเงิน ?จัดสรรเงินตามแผนงาน โครงการ แผนการปฏิบัติการประจำปี ให้สอดคล้องกับต้นทุนผลผลิต การจัดซื้อจัดจ้าง ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย? และสภาพการปฏิบัติน้อยสุด ได้แก่ สถานศึกษามีการดำเนินการเกี่ยวกับการคำนวณต้นทุนผลผลิต ?ปรับเปลี่ยนระบบบัญชีจากระบบบัญชีเงินสดเป็นระบบบัญชีเกณฑ์พึงรับพึงจ่าย? 4. การบริหารงานทั่วไป พบว่า สภาพการปฏิบัติมากที่สุด ได้แก่ สถานศึกษามีการประชาสัมพันธ์งานการศึกษา ?จัดประชุมผู้ปกครองและชุมชน เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงานของโรงเรียน? และสภาพการปฏิบัติน้อยสุด ได้แก่ สถานศึกษามีการพัฒนาอาคารสถานที่และแหล่งเรียนรู้ ?สรุปประเมินผลการติดตาม ตรวจสอบ อาคารสถานที่ และแหล่งการเรียนรู้? เปรียบเทียบการประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา รอบที่ 2 เมื่อพิจารณาสถานศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่านเกณฑ์ และยังไม่ประเมิน โดยภาพรวม พบว่า การบริหารงานวิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานงบประมาณ และการบริหารงานทั่วไป มีการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 The result : - The purposes of this research were to study and to compare the status of educational administration in Sisaket educational service area 3, along with variants the experience of directors, side of schools, changing, no changing and don?t evaluating external quality assurance procedure round 2 from the office for national education standards and quality assessment (Public Organization) of institution. Simple used in this study are 578 executives, heads of internal quality assurance and teachers of schools obtained from Simple Random Sampling. Equipment used in this study are Closed Form questionnaire and statistics used in data analysis are frequency (f) percentage (%) and chi-square ( ). Research results have been found as follows; 1. Academic administration is performed the most that school is developing the course of the school, analyzing environment, and assessing status of vision of school, and performing not so much that school is educating teach, exchanging educational experience of the school with educational service area. 2. Personnel administration is performed the most that school is building efficiency in government service to the personnel, assigning work with knowledge, ability, and skill of personnel , and performing not so much that school is continuing discipline and discipline preservation, managing discipline to teacher who makes a mistake such as punish according to regulations strictly. 3. Budget administration is performed the most that school is financial administration allocating with plan, project, practiced year plan to give capital production, arranging buy to employ follow objective and goal, and performing not so much that school is calculating about capital production, changing account system from cashbook system to account standard system. 4. General administration is performed the most that school is informing school work, meeting guardians and communities for explain operation of school , and performing not so much that school is developing building, place and learning source, summarize evaluation, checking place, building, and learning source. Comparing the quality education assessment of the school from the office for national education standards and quality assessment (Public Organization) of institution round 2 that is changing, no changing and don?t evaluating external quality assurance procedure in general; the academic matter, personnel, budget and general affairs administrator, were significantly different at the .05 level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1sskru-lib.pdf ( 2.64 MB)

Search within results