Search Result 220 Found

  • Filters
 
1
การศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ระบบนิเวศ โดยใช้วิธีสตอรี่ไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : สายทิพย์ มียิ้ม
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสตอรี่ไลน์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนจะนะชนูปถัมภ์ สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดสงขลา จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายแบบจับฉลาก ใช้เวลาในการสอนวันละ 6 คาบ คาบละ 50 นาที เป็นเวลา 5 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการสอนโดยใช้วิธีสตอรี่ไลน์เรื่องระบบนิเวศ และแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จำนวน 13 ทักษะ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ทักษะขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ และทักษะขั้นบูรณาการ 5 ทักษะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้ค่าทดสอบแบบที (t-test) สำหรับทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสตอรี่ไลน์มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาตามประเภทของทักษะพบว่า ผลการทดสอบวัดทักษะขั้นพื้นฐานก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทักษะที่มีคะแนนเพื่มขึ้น 6 ทักษะ เรียงจากมากไปหาน้อยตามลำดับดังนี้ ทักษะด้านการลงความเห็นจากข้อมูล ทักษะด้านการจำแนกประเภท ทักษะด้านการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล ทักษะด้านการใช้ตัวเลข ทักษะด้านการวัด และทักษะด้านการสังเกต และมี 2 ทักษะ ที่มีคะแนนเท่าเดิม คือ ทักษะด้านการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา และทักษะด้านการลงความเห็นจากข้อมูลและพบว่าผลการทดสอบวัดทักษะขั้นบูรณาการก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทักษะที่มีคะแนนเพิ่มขึ้น 4 ทักษะเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยตามลำดับดังนี้ ทักษะด้านการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ ทักษะด้านการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ทักษะด้านการตั้งสมมติฐานและทักษะด้านการทดลอง และมี 1 ทักษะที่มีคะแนนลดลงคือ ทักษะด้านการกำหนดและควบคุมตัวแปร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.25 MB)
2abstract.pdf ( 0.50 MB)
3contents.pdf ( 0.27 MB)
4chapter1.pdf ( 0.42 MB)
5chapter2.pdf ( 1.55 MB)
6chapter3.pdf ( 0.45 MB)
7chapter4.pdf ( 0.36 MB)
8chapter5.pdf ( 0.46 MB)
9bibliography.pdf ( 0.43 MB)
10appendix1.pdf ( 0.55 MB)
11appendix2.pdf ( 0.55 MB)
12appendix3.pdf ( 0.19 MB)
13appendix4.pdf ( 0.38 MB)
14appendix5.pdf ( 0.23 MB)
15appendix6.pdf ( 0.21 MB)
16biog.pdf ( 0.18 MB)
2
การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรด้านทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้เกมการศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : วิไลวรรณ ถิ่นจะนะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.30 MB)
2abstract.pdf ( 0.26 MB)
3contents.pdf ( 0.25 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.29 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.53 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.39 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.25 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.28 MB)
9bibliography.pdf ( 0.28 MB)
10appendix.pdf ( 4.86 MB)
11biog.pdf ( 0.25 MB)
3
การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนแบบผสมผสานในวิชาบัญชีเบื้องต้น2 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการวิเคราะห์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : นิตยา สีนาเคน
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.20 MB)
2abstract.pdf ( 0.28 MB)
3contents.pdf ( 0.26 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.29 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.61 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.28 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.26 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.36 MB)
9biography.pdf ( 0.30 MB)
10appendix.pdf ( 0.25 MB)
11biog.pdf ( 0.25 MB)
4
ผลการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์ จังหวัดสตูล
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : จรัสศรี ไชยกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ (1) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้รูปแบบ การสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียนให้มีประสิทธิภาพ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียนก่อนและหลังเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียน รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียน มี 4 ขั้นตอนคือ การสร้างความตระหนัก การวางแผน การปฏิบัติ และการนำไปใช้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์ จังหวัดสตูล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ที่อยู่ในโครงการพัฒนาส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) ผลการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.29/80.14 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังเรียน มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนนี้แล้ว นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.24 MB)
2abstract.pdf ( 0.25 MB)
3chapter_1.pdf ( 0.30 MB)
4chapter_2.pdf ( 0.46 MB)
5chapter_3.pdf ( 0.35 MB)
6chapter_4.pdf ( 0.26 MB)
7chapter_5.pdf ( 0.27 MB)
8bibliography.pdf ( 0.27 MB)
9appendix.pdf ( 0.28 MB)
10biog.pdf ( 0.24 MB)
5
การศึกษากระบวนการดำรงอยู่ของกลุ่มชุมชนที่เข้มแข็ง : กรณีศึกษา กลุ่มชุมชนในชุมชนบ้านท่าไทร หมู่ที่ 1 เทศบาลตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : กรีธา พันธุ์ฤกษ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.25 MB)
2abstract.pdf ( 0.26 MB)
3contents.pdf ( 0.26 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.28 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.39 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.26 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.56 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.46 MB)
9chapter_6.pdf ( 0.28 MB)
10bibligoraphy.pdf ( 0.27 MB)
11appendix.pdf ( 3.44 MB)
12biog.pdf ( 0.24 MB)
6
ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในอำเภอรือเสาะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : นเรนศักดิ์ เดชารัตน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จำแนกตามเพศ ประสบการณ์การทำงาน วุฒิทางลูกเสือ 3) เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จำนวน 91 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามลักษณะ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป เพื่อหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว ANOVA และการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก กิจกรรมรายด้านพบว่าเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนลูกเสือ การรายงานกิจการลูกเสือในรอบปี การบังคับบัญชาลูกเสือ การเงินลูกเสือ และการจัดตั้งกองลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และกลุ่มลูกเสือ 2) การเปรียบเทียบการบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จำแนกตามเพศ วุฒิทางลูกเสือ และประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยภาพรวมผู้บริหารและครูผู้สอนมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับปัญหาการบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี มีสาเหตุมาจากผู้บริหารขาดความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และประสบการณ์การบริหารงานตามวัฏจักรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming) โดยเฉพาะด้านการวางแผน การบริหารงานกิจกรรมลูกเสือ ผู้บริหารให้ความสำคัญน้อย ขาดการศึกษานโยบาย จุดมุ่งหมาย และสภาพปัญหาตลอดจนความต้องการของชุมชนเพื่อได้ข้อมูลในการจัดกิจกรรมลูกเสือที่ให้ข้อมูลสอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงตลอดจนขาดข้อมูลสารสนเทศ การวิเคราะห์รวบรวม จุดเด่น จุดด้อยในการจัดกิจกรรมลูกเสือเพื่อหาแนวทางส่งเสริม ปรับปรุงและพัฒนาให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน ทั้งนี้ปัญหาจากสถานการณ์ความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนใต้ที่เกิดขึ้นได้สร้างความหวาดกลัวให้กับนักเรียน ครู และผู้บริหาร ซึ่งเป็นปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้การบริหารงานกิจกรรมลูกเสือมีอุปสรรคใน การบริหารงานตามวัฏจักรคุณภาพของเดมมิ่งที่กำหนดไว้ด้อยคุณภาพไม่บรรลุเป้าหมาย ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.22 MB)
2abstract.pdf ( 0.28 MB)
3contents.pdf ( 0.24 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.24 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.38 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.25 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.27 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.23 MB)
9bibliography.pdf ( 0.27 MB)
10appendix.pdf ( 0.42 MB)
11biog.pdf ( 0.20 MB)
7
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2 สงขลาโดยใช้วิธีสอนแบบตรงกับวิธูสอนแบบแปลและไวยากรณ์
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : นางอาทิตยา พันธชนะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2 สงขลา โดยใช้วิธีสอนแบบตรงกับวิธีสอนแบบแปลและไวยากรณ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมสิริณวรี 2 สงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 80 คน สุ่มแยกเป็นกลุ่มทดลองที่ 1 จำนวน 40 คน กลุ่มที่ 2 จำนวน 40 คน ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ Randomized Control Group Pretest - Posttest Design กลุ่มทดลองที่ 1 ใช้วิธีสอนแบบตรง กลุ่มที่ 2 ใช้วิธีสอนแบบแปลและไวยากรณ์ เวลาที่ใช้ในการทดลองกลุ่มละ 12 คาบ คาบละ 50 นาที โดยใช้เนื้อหาเดียวกัน เครื่องมือที่ใช้ในหารวิจัย คือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้านการแปลความ ตีความ และขยายความ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลื คือ t-test แบบ dependent และt- test แบบ independent ผการวิจัยสรุปว่า 1.คะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนเรียนของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 แตกต่างกันอย่างไรไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 2.คะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียน ของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 สูงกว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.คะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้านการแปลความ ตีความ และขยายความ ของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 4.คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้านการแปลความ ตีความ และขยายความ ของกลุ่มทดลองที่ 1 ฃและกบลุ่มทดลองที่ 2 ระหว่างกลุ่มสูง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มตำแตกต่างกัน 5.คะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียนของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.14 MB)
2abst-thai.pdf ( 0.11 MB)
3abst-eng.pdf ( 0.10 MB)
4acknow.pdf ( 0.09 MB)
5contents.pdf ( 0.24 MB)
6chap1.pdf ( 0.70 MB)
7chap2.pdf ( 3.16 MB)
8chap3.pdf ( 0.81 MB)
9chap4.pdf ( 0.30 MB)
10chap5.pdf ( 1.47 MB)
11bib.pdf ( 0.84 MB)
12append1.pdf ( 0.06 MB)
13append2.pdf ( 4.24 MB)
14append3.pdf ( 0.21 MB)
15append4.pdf ( 0.26 MB)
16append5.pdf ( 0.35 MB)
17biog.pdf ( 0.04 MB)
8
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : นิยวรรณ จันทร์แก้ว
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) หาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสหกิจคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องระบบจำนวนเต็ม 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องระบบจำนวนเต็ม ประชากรที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนทัศนาวลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 จำนวน 24 คน ซึ่งได้จากการเลือกอย่างเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็มชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบวัดความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มี 5 ขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นเตรียมเนื้อหา เป็นขั้นเตรียมเนื้อหาสาระ การเตรียมแบบทดสอบและเตรียมความพร้อมของนักเรียน แจ้งผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน 2) ขั้นจัดทีม โดยทดสอบก่อนเรียนและแบ่งสมาชิกเข้าทีม ในแต่ละทีมประกอบด้วยนักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คนในอัตรา 1:2:1 3) ขั้นเรียนรู้ เป็นขั้นที่นักเรียนและครูได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 4) ขั้นการทดสอบย่อย เป็นการทดสอบหลังการเรียนรู้ โดยใช้การเล่นเกมการแข่งขันทางคณิตศาสตร์ การทำแบบฝึกหัดและการทำแบบทดสอบย่อย (2) 5) ขั้นยกย่อง เป็นขั้นสรุปกิจกรรมการเรียนรู้จากคะแนนความก้าวหน้าของแต่ละบุคคลเป็นคะแนนของกลุ่มและการตัดสินกลุ่มที่ได้รับการยกย่อง 2. การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 82.89 / 86.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด คือ 80 / 80 3. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ มีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน เรื่องระบบจำนวนเต็ม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Preface.pdf ( 0.26 MB)
2Abstract.pdf ( 0.26 MB)
3Contents.pdf ( 0.29 MB)
4Chapter1.pdf ( 0.34 MB)
5Chapter2.pdf ( 0.79 MB)
6Chapter3.pdf ( 0.42 MB)
7Chapter4.pdf ( 0.43 MB)
8Chapter5.pdf ( 0.32 MB)
9Appendix.pdf ( 0.79 MB)
9
การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ในรายวิชาการขาย 1 ระหว่างการเรียนด้วยเทคนิคทีมเกมแข่งขันกับเทคนิคร่วมกันคิดของนักเรียน ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : จรรจิรา สมานเดชา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง เรียนในวิชาการขาย 1 เรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 1 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนในวิชาการขาย 1 เรียนด้วยเทคนิค ร่วมกันคิดของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนในวิชาการขาย 1 ระหว่างการเรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันกับเทคนิคร่วมกันคิด ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 (4) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น หลังเรียนในวิชาการขาย 1 ระหว่างการเรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันกับเทคนิคร่วมกันคิดของ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจหลังเรียนในวิชาการขาย 1 หลังการเรียนด้วยเทคนิคที่มี่เกมแข่งขันและเทคนิคร่วมกันคิดของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตร วิชาชีพปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 สาขาการขาย วิทยาลัย การอาชีพบางแก้ว จำนวน 2 ห้องเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ทดสอบที (t ? test) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค ร่วมกันคิด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการขาย 1 แบบสังเกตพฤติกรรมทักษะการ ทำงานร่วมกับผู้อื่น และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันมี คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (2) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคร่วมกันคิดมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) นักเรียนที่ได้รับการเรียนหลังเรียน แบบร่วมมือด้วยเทคนิคร่วมกันคิดคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับ (2) การเรียนหลังเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 (4) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคร่วมกันคิดมีทักษะการทำงานกลุ่มสูงกว่านักเรียนที่ ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน โดยนักเรียนที่เรียนด้วยเทคนิคร่วมกันคิดมีทักษะ การทำงานร่วมกับผู้อื่นคิดเป็นร้อยละ 95.71 ส่วนนักเรียนที่เรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน มีทักษะ การทำงานร่วมกับผู้อื่นร้อยละ 84.16 และ (5) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มี เกมแข่งขันและเทคนิคร่วมกันคิดมีความพึงพอใจต่อการเรียนแบบร่วมมืออยู่ในระดับมาก โดยนักเรียน ที่เรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่ระดับ 4.42 และนักเรียนที่เรียนด้วย เทคนิคร่วมกันคิด มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่ระดับ 4.10
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.23 MB)
2abstract.pdf ( 0.26 MB)
3contents.pdf ( 0.26 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.31 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.48 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.36 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.30 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.33 MB)
9bibliography.pdf ( 0.27 MB)
10appendix.pdf ( 2.21 MB)
11biog.pdf ( 0.25 MB)
10
การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : อะหมัด หลีสันมะหมัด
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะ ที่เกี่ยวกับการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่วิจัย คือ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 203 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปเพื่อหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว ANOVA และการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอ สิงหนคร สังกัดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 โดยภาพรวมผู้บริหารและครูผู้สอน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอยู่ในระดับมาก และรายด้าน พบว่า ด้านการปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงาน (Action) ยู่ในระดับปานกลางส่วนด้านอื่นๆ อยู่ในระดับมาก เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการวางแผนการปฏิบัติงาน (Plan) รองลงมาด้านการปฏิบัติงานตามแผน (Do) และด้านการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล (Check) 2) การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระดับการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน พบว่า จำแนกตามตำแหน่ง และขนาดของโรงเรียนมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนจำแนกตามประสบการณ์การทำงานมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะการบริหารงานระบบ การดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ผู้บริหารและครูผู้สอนมีข้อเสนอแนะดังนี้ ด้านการวางแผนปฏิบัติงาน (Plan) ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรมีการประชุมร่วมกันชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ครู ผู้ปกครองในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และร่วมกันวางแผนการจัดทำแผนกลยุทธ์ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กำหนดปฏิทินการปฏิบัติงานตลอดปีการศึกษา ด้านการปฏิบัติงานตามแผน (Do) ควรมีการประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาครู บุคลากรผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม ทีมนำ ทีมทำ และทีมสนับสนุนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ด้านการติดตามตรวจสอบและประเมินผล (Check) ควรมีการติดตามตรวจสอบและประเมินผลอย่างน้อยภาคเรียนละหนึ่งครั้ง และ ด้านการปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงาน (Action) ควรมีการจัดทำหลักฐาน สรุปผลการดำเนินงาน ควรนำปัญหาข้อบกพร่องที่ผ่านมา มาวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อนำมาแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ใช้ใน การวางแผนการปฏิบัติต่อไปและผลการดำเนินงานควรมีการประชาสัมพันธ์แก่สาธารณชน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.25 MB)
2abstract.pdf ( 0.26 MB)
3contents.pdf ( 0.24 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.25 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.43 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.25 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.29 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.23 MB)
9bibliography.pdf ( 0.24 MB)
10appendix.pdf ( 0.30 MB)
11biog.pdf ( 0.19 MB)
11
การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ในรายวิชาการขาย 1 ระหว่างการเรียนด้วยเทคนิคเกมแข่งขันกับเทคนิคร่วมกันคิดของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2556
โดย : จรรจิรา สมานเดชา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง เรียนในวิชาการขาย 1 เรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 1 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนในวิชาการขาย 1 เรียนด้วยเทคนิค ร่วมกันคิดของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนในวิชาการขาย 1 ระหว่างการเรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันกับเทคนิคร่วมกันคิด ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 (4) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น หลังเรียนในวิชาการขาย 1 ระหว่างการเรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันกับเทคนิคร่วมกันคิดของ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจหลังเรียนในวิชาการขาย 1 หลังการเรียนด้วยเทคนิคที่มี่เกมแข่งขันและเทคนิคร่วมกันคิดของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตร วิชาชีพปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 สาขาการขาย วิทยาลัย การอาชีพบางแก้ว จำนวน 2 ห้องเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ทดสอบที (t ? test) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค ร่วมกันคิด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการขาย 1 แบบสังเกตพฤติกรรมทักษะการ ทำงานร่วมกับผู้อื่น และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (2) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคร่วมกันคิดมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) นักเรียนที่ได้รับการเรียนหลังเรียน แบบร่วมมือด้วยเทคนิคร่วมกันคิดคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการเรียนหลังเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 (4) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคร่วมกันคิดมีทักษะการทำงานกลุ่มสูงกว่านักเรียนที่ ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน โดยนักเรียนที่เรียนด้วยเทคนิคร่วมกันคิดมีทักษะ การทำงานร่วมกับผู้อื่นคิดเป็นร้อยละ 95.71 ส่วนนักเรียนที่เรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน มีทักษะ การทำงานร่วมกับผู้อื่นร้อยละ 84.16 และ (5) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มี เกมแข่งขันและเทคนิคร่วมกันคิดมีความพึงพอใจต่อการเรียนแบบร่วมมืออยู่ในระดับมาก โดยนักเรียน ที่เรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่ระดับ 4.42 และนักเรียนที่เรียนด้วย เทคนิคร่วมกันคิด มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่ระดับ 4.10
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.23 MB)
2abstract.pdf ( 0.26 MB)
3contents.pdf ( 0.26 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.31 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.48 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.36 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.30 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.33 MB)
9bibliography.pdf ( 0.27 MB)
10appendix.pdf ( 2.21 MB)
11biog.pdf ( 0.25 MB)
12
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศษสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์กับกิจกรรมการเรียนรู้ตามคู่มือครู (สสวท.)
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : ภาวนา แก้วสุข
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎี คอนสตรัคติวิสต์กับกิจกรรมการเรียนรู้ตามคู่มือครู (สสวท.) 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทับช้างวิทยาคม อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ได้มาจากการสุ่มกลุ่ม จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 35 คน สุ่มเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ 1 ห้องเรียน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามคู่มือครู (สสวท.) 1 ห้องเรียน ใช้เวลาสอนกลุ่มละ 15 คาบ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน ใช้ t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามคู่มือครู (สสวท.) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัค ติวิสต์ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.28 MB)
2abstract.pdf ( 0.28 MB)
3contents.pdf ( 0.26 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.29 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.42 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.29 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.26 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.27 MB)
9bibliography.pdf ( 0.26 MB)
10appendix.pdf ( 1.72 MB)
11biog.pdf ( 0.25 MB)
13
ความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาโดยใช้หนังสือนิทานประกอบตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : กันยารัตน์ แก้วหนูนวล
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างหนังสือนิทานประกอบภาพตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการสอนโดยใช้หนังสือนิทานประกอบภาพตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง 3) เปรียบเทียบคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านอยู่อย่างพอเพียงของนักเรียนก่อนและหลังการสอนโดยใช้หนังสือนิทานประกอบภาพตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จำนวน 46 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 ได้มาจากการสุ่มกลุ่ม จำนวน 44 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ รวมทั้งหมด 90 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2)หนังสือนิทานประกอบภาพตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 5 เรื่องได้แก่ เรื่อง สองเกลอผู้ซื่อสัตย์ สามพี่น้องผจญภัย เจ้าค้างคาว ช้างดื้อ และเรื่อง คำสอนพ่อแม่ 3) แบบทดสอบความสามารถการอ่านคิดวิเคราะห์ซึ่งได้ค่าความเที่ยงตรง IOC ทุกข้อ เท่ากับ 1.00 ค่าความยากง่าย (p) มีค่าระหว่าง 0.56 - 0.85 ค่าอำนาจจำแนก(r) มีค่าระหว่าง0.20-0.80 และค่าความเชื่อมั่น(KR-20) เท่ากับ 0.91 4)แบบสอบถามการปฏิบัติตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านอยู่อย่างพอเพียง ซึ่งได้ค่าความเที่ยงตรง IOC ทุกข้อ เท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีของครอนบัค เท่ากับ 0. 972 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานโดยใช้การทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัย พบว่า 1) นิทานประกอบภาพตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมีประสิทธิภาพ 81.00/83.75 2) ความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ของนักเรียน โดยใช้หนังสือนิทานประกอบภาพตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านอยู่อย่างพอเพียงของนักเรียนหลังการสอนโดยใช้หนังสือนิทานประกอบภาพตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า หลังเรียนมีระดับค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.24 MB)
2abstract.pdf ( 0.23 MB)
3contents.pdf ( 0.23 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.29 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.62 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.30 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.23 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.26 MB)
9bibliography.pdf ( 0.26 MB)
10appendix.pdf ( 6.12 MB)
11biog.pdf ( 0.21 MB)
14
ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมภาวะผู้นำกับการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามทัศนะของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปัตตานี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : นิรมล หนูทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรม ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (2) เพื่อศึกษาระดับการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (3) เพื่อเปรียบเทียบระดับการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามตัวแปรข้อมูลพื้นฐาน (4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมภาวะผู้นำกับการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 ที่ปฏิบัติหน้าที่ในปีการศึกษา 2551 จำนวน 344 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรม ภาวะผู้นำและการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบที (t-test) และการทดสอบเอฟ (F-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีระดับพฤติกรรมภาวะผู้นำโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า พฤติกรรมภาวะผู้นำแบบอัตตนิยมอยู่ในระดับปานกลาง พฤติกรรมภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตยอยู่ในระดับมาก และพฤติกรรมภาวะผู้นำแบบเสรีนิยมอยู่ในระดับปานกลาง (2) ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (3) ผลการเปรียบเทียบระดับการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลโดยภาพรวมของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พิจารณาตาม ตัวแปรเพศ วิทยฐานะ และขนาดโรงเรียนพบว่า มีระดับการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล ไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาตามตัวแปรประสบการณ์ การเป็นผู้บริหารพบว่า มีระดับการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (4) พฤติกรรมภาวะผู้นำกับการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสัมพันธ์กันในทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความสัมพันธ์กันในระดับค่อนข้างต่ำ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.27 MB)
2abstract.pdf ( 0.27 MB)
3contents.pdf ( 0.27 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.31 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.68 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.30 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.46 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.43 MB)
9bibliography.pdf ( 0.28 MB)
10appendix.pdf ( 0.31 MB)
11biog.pdf ( 0.24 MB)
15
การศึกษาระบาดวิทยาของโรคเริมเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ 1 ในจังหวัดสงขลา: กรณีศึกษาอำเภอระโนด
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : จรรย์พัฒน์ หนูพันธ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบขนาดและแนวโน้มของการเกิดโรคเริมในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาการกระจายของโรคเริมในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ตามบุคคล เวลา สถานที่ เพื่อศึกษาการปฏิบัติตัวที่เป็นปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคเริมของผู้ป่วยในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา และเพื่อหามาตรการในการป้องกันควบคุมโรคเริมในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างการวิจัยได้แก่ ผู้ป่วยด้วยโรคเริมเฮอร์ปีซิมเพลกซ์ 1 (HSV-1) ทุกคนที่อยู่ในเขตพื้นที่ของอำเภอระโนด จังหวัด สงขลา ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2554 ถึง 30 กันยายน 2555 จำนวน 98 ราย เครื่องมือรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบฟอร์มรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยโรคเริม ตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนกันยายน 2555 และแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เช่น จำนวน อัตราป่วยต่อแสนประชากร ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูป Epi InfoTM Version 2005 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ทั้งหมด 98 คน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีเชื้อชาติไทย นับถือศาสนาพุทธ ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 33.7% มีอาชีพทำนา โดยรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ในช่วง 3,000-5,999 บาท มีสถานภาพคู่/สมรส มีระดับการศึกษาประถมศึกษาและกลุ่มตัวอย่างเริ่มป่วยเป็นโรคเริมเฮอร์ปีซิมเพลกซ์ 1 (HSV-1) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 กลุ่มป่วยเริ่มรักษาอาการเมื่อเริ่มเป็นโรคเริมเฮอร์ปีซิมเพลกซ์ 1 (HSV-1) ในปี พ.ศ. 2554 กลุ่มตัวอย่างอาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลาขณะป่วย เข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลระโนด ป่วยเป็นโรคเริมบริเวณปาก มีอาการที่มารักษาในครั้งนี้คือ ปวดแสบปวดร้อน มีอาการก่อนที่จะมารักษาที่สถานีอามัยหรือโรงพยาบาลมาแล้ว 1-7 วัน เมื่อเริ่มมีอาการมีการรักษาโดยการทายาสมุนไพรและหาแพทย์คลินิก ป่วยด้วยโรคเริมครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นการป่วยครั้งแรก ขนาดและแนวโน้มของการเกิดโรคเริมเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ 1 ในเขตอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ในปี 2551 มีผู้ป่วย 42 คน คิดเป็นอัตราป่วย 61.48 ต่อแสนประชากร ปี 2552 มีผู้ป่วย 57 คน คิดเป็นอัตราป่วย 83.45 ต่อแสนประชากร ปี 2553 มีผู้ป่วย 65 คน คิดเป็นอัตราป่วย 97.16 ต่อแสนประชากรปี 2554 มีผู้ป่วย 79 คน คิดเป็นอัตราป่วย 115.65 ต่อแสนประชากรปี 2555 มีผู้ป่วย 98 คน คิดเป็นอัตราป่วย 136.45 ต่อแสนประชากร แสดงว่ามีการเกิดโรคเริมในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลาทุกปีและมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ การเกิดโรคเริมตามบุคคล เวลา สถานที่ พบว่า เพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ เชื้อชาติไทย สถานภาพสมรสคู่ ระดับการศึกษาประถมศึกษา อาชีพทำนา และจะพบในช่วงอายุ 60 ปี ขึ้นไปมากที่สุด ส่วนใหญ่จะป่วยเป็นโรคเริมบริเวณปาก มีอาการปวดแสบปวดร้อน เริ่มมีอาการมีการรักษาโดยการทายาสมุนไพรและหาแพทย์คลินิก การป่วยด้วยโรคเริมครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นการป่วยครั้งแรก ช่วงเดือนที่ผู้ป่วยมีอาการอยู่ในช่วงฤดูร้อน ได้แก่ มีนาคม เมษายน และพฤษภาคม จำนวนป่วย 14 คน 16 คน 11 คน ร้อยละ 14.28, 16.32 และ 11.22 ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างจะป่วยอยู่ในเขตตำบลระโนดมากที่สุด การปฏิบัติตัวที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ มีปริมาณระดับปานกลาง 4 รายการ ได้แก่ อุณหภูมิอบอ้าว พักผ่อนน้อย และมีความเครียด มีเหงื่อไคลหมักหมมเป็นเวลานาน และระดับน้อย 5 รายการ ได้แก่ มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการสัมผัสเสียดสีกับบุคคลอื่น มีการคลุกคลีใกล้ชิดผู้ป่วย มีการสัมผัสผู้ป่วยโรคเริม มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่ใช่คู่สมรส ตามลำดับ ส่วนการปฏิบัติตัวที่เป็นปัจจัยเสี่ยงปริมาณระดับมากกับไม่เสี่ยง ไม่มี มาตรการในการป้องกันควบคุมโรคเริมในอำเภอระโนด แบ่งมาตรการเป็น 2 ส่วน คือ การลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคเริมและการรักษา ซึ่งการลดปัจจัยเสี่ยงกับบุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกเกิด-4 ปี กลุ่ม 25-59 ปี และกลุ่ม 60 ปีขึ้นไป และการรักษา ส่งเสริมให้ใช้สมุนไพร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Preface.pdf ( 0.36 MB)
2Abstract.pdf ( 0.32 MB)
3Contents.pdf ( 0.32 MB)
4Chapter_1.pdf ( 0.36 MB)
5Chapter_2.pdf ( 0.89 MB)
6Chapter_3.pdf ( 0.34 MB)
7Chapter_4.pdf ( 0.72 MB)
8Chapter_5.pdf ( 0.32 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.31 MB)
10Appendix.pdf ( 0.47 MB)
11Biog.pdf ( 0.28 MB)

Search within results