Search Result 288 Found

  • Filters
 
1
การศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ระบบนิเวศ โดยใช้วิธีสตอรี่ไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : สายทิพย์ มียิ้ม
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสตอรี่ไลน์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนจะนะชนูปถัมภ์ สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดสงขลา จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายแบบจับฉลาก ใช้เวลาในการสอนวันละ 6 คาบ คาบละ 50 นาที เป็นเวลา 5 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการสอนโดยใช้วิธีสตอรี่ไลน์เรื่องระบบนิเวศ และแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จำนวน 13 ทักษะ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ทักษะขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ และทักษะขั้นบูรณาการ 5 ทักษะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้ค่าทดสอบแบบที (t-test) สำหรับทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสตอรี่ไลน์มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาตามประเภทของทักษะพบว่า ผลการทดสอบวัดทักษะขั้นพื้นฐานก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทักษะที่มีคะแนนเพื่มขึ้น 6 ทักษะ เรียงจากมากไปหาน้อยตามลำดับดังนี้ ทักษะด้านการลงความเห็นจากข้อมูล ทักษะด้านการจำแนกประเภท ทักษะด้านการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล ทักษะด้านการใช้ตัวเลข ทักษะด้านการวัด และทักษะด้านการสังเกต และมี 2 ทักษะ ที่มีคะแนนเท่าเดิม คือ ทักษะด้านการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา และทักษะด้านการลงความเห็นจากข้อมูลและพบว่าผลการทดสอบวัดทักษะขั้นบูรณาการก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทักษะที่มีคะแนนเพิ่มขึ้น 4 ทักษะเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยตามลำดับดังนี้ ทักษะด้านการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ ทักษะด้านการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ทักษะด้านการตั้งสมมติฐานและทักษะด้านการทดลอง และมี 1 ทักษะที่มีคะแนนลดลงคือ ทักษะด้านการกำหนดและควบคุมตัวแปร
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.25 MB)
2abstract.pdf ( 0.50 MB)
3contents.pdf ( 0.27 MB)
4chapter1.pdf ( 0.42 MB)
5chapter2.pdf ( 1.55 MB)
6chapter3.pdf ( 0.45 MB)
7chapter4.pdf ( 0.36 MB)
8chapter5.pdf ( 0.46 MB)
9bibliography.pdf ( 0.43 MB)
10appendix1.pdf ( 0.55 MB)
11appendix2.pdf ( 0.55 MB)
12appendix3.pdf ( 0.19 MB)
13appendix4.pdf ( 0.38 MB)
14appendix5.pdf ( 0.23 MB)
15appendix6.pdf ( 0.21 MB)
16biog.pdf ( 0.18 MB)
2
การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรด้านทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้เกมการศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : วิไลวรรณ ถิ่นจะนะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.30 MB)
2abstract.pdf ( 0.26 MB)
3contents.pdf ( 0.25 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.29 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.53 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.39 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.25 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.28 MB)
9bibliography.pdf ( 0.28 MB)
10appendix.pdf ( 4.86 MB)
11biog.pdf ( 0.25 MB)
3
การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนแบบผสมผสานในวิชาบัญชีเบื้องต้น2 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการวิเคราะห์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : นิตยา สีนาเคน
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.20 MB)
2abstract.pdf ( 0.28 MB)
3contents.pdf ( 0.26 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.29 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.61 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.28 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.26 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.36 MB)
9biography.pdf ( 0.30 MB)
10appendix.pdf ( 0.25 MB)
11biog.pdf ( 0.25 MB)
4
ผลการใช้วิธีสอนตามแนวคิดการสแกฟไฟล์ดิงร่วมกับชุดฝึกที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการวาดและการแรเงา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : จักรี โสสะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้วิธีสอนตามแนวคิดการสแกฟโฟล์ดิงร่วมกับชุดฝึก 2) เปรียบเทียบทักษะการวาดและการแรเงาก่อนและหลังการใช้วิธีสอนตามแนวคิดการสแกฟโฟล์ดิงร่วมกับชุดฝึก และ 3) ศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้วิธีสอนตามแนวคิดการสแกฟโฟล์ดิงร่วมกับชุดฝึกกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนธรรมศึกษามูลนิธิจำนวน 40 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดฝึกร่วมกับการสอนตามแนวคิดการสแกฟโฟล์ดิงจำนวน 7 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสแกฟโฟล์ดิงจำนวน 7 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 4) แบบทดสอบวัดทักษะปฏิบัติ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนตามแนวคิดการสแกฟโฟล์ดิงร่วมกับชุดฝึก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนตามแนวคิดการสแกฟโฟล์ดิงร่วมกับชุดฝึก มีทักษะการวาดและการแรเงาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้วิธีสอนตามแนวคิดการสแกฟโฟล์ดิงร่วมกับชุดฝึกในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.25 MB)
2abstract.pdf ( 0.25 MB)
3contents.pdf ( 0.20 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.23 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.37 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.21 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.35 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.23 MB)
9bibliography.pdf ( 0.25 MB)
10appendix.pdf ( 0.28 MB)
11biog.pdf ( 0.20 MB)
5
ผลการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์ จังหวัดสตูล
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : จรัสศรี ไชยกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ (1) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้รูปแบบ การสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียนให้มีประสิทธิภาพ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียนก่อนและหลังเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียน รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียน มี 4 ขั้นตอนคือ การสร้างความตระหนัก การวางแผน การปฏิบัติ และการนำไปใช้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์ จังหวัดสตูล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ที่อยู่ในโครงการพัฒนาส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) ผลการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.29/80.14 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังเรียน มีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนนี้แล้ว นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.24 MB)
2abstract.pdf ( 0.25 MB)
3chapter_1.pdf ( 0.30 MB)
4chapter_2.pdf ( 0.46 MB)
5chapter_3.pdf ( 0.35 MB)
6chapter_4.pdf ( 0.26 MB)
7chapter_5.pdf ( 0.27 MB)
8bibliography.pdf ( 0.27 MB)
9appendix.pdf ( 0.28 MB)
10biog.pdf ( 0.24 MB)
6
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเคลื่อนที่และตำแหน่งของวัตถุ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : สุรางคนา สานุกูล
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเคลื่อนที่และตำแหน่งของวัตถุ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (2) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนกับหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกอบกุลวิทยาคม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 18 คน ซึ่งได้จากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการเคลื่อนที่และตำแหน่งของวัตถุ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และใช้สถิติที (t ? test) สำหรับทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.70 / 80.60 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังจากที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยรวมอยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.28 MB)
2abstract.pdf ( 0.26 MB)
3contents.pdf ( 0.27 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.31 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.60 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.34 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.27 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.29 MB)
9bibliography.pdf ( 0.31 MB)
10appendix.pdf ( 11.68 MB)
11biog.pdf ( 0.24 MB)
7
การศึกษากระบวนการดำรงอยู่ของกลุ่มชุมชนที่เข้มแข็ง : กรณีศึกษา กลุ่มชุมชนในชุมชนบ้านท่าไทร หมู่ที่ 1 เทศบาลตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : กรีธา พันธุ์ฤกษ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.25 MB)
2abstract.pdf ( 0.26 MB)
3contents.pdf ( 0.26 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.28 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.39 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.26 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.56 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.46 MB)
9chapter_6.pdf ( 0.28 MB)
10bibligoraphy.pdf ( 0.27 MB)
11appendix.pdf ( 3.44 MB)
12biog.pdf ( 0.24 MB)
8
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสงขลา 1 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือร่วมกับโครงงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : วิชุดา แก้วสมวงศ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสงขลา 1 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือร่วมกับโครงงาน 2) เปรียบเทียบเจตคติต่อจังหวัดสงขลาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือร่วมกับโครงงาน ประชากรที่ใช้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนส่องแสงพณิชยการ สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 2 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ปีการศึกษา 2554 จำนวน 4 ห้องเรียน รวม 141 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน 1 ห้องเรียน จำนวน 43 คน ซึ่งได้จากการสุ่มกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคกลุ่มปริศนาความคิด (JIGSAW) กลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) กลุ่มสืบค้น (GI) กลุ่มเรียนร่วมกันคิด (NHT) และกลุ่มร่วมมือ (CO-OP CO-OP) ร่วมกับการเรียนแบบโครงงาน แบบวัดเจตคติต่อจังหวัดสงขลาและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสงขลา 1 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือร่วมกับโครงงาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสงขลา 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือร่วมกับโครงงาน มีเจตคติต่อจังหวัดสงขลาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.28 MB)
2abstract.pdf ( 0.22 MB)
3contents.pdf ( 0.22 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.29 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.70 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.27 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.21 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.28 MB)
9bibliography.pdf ( 0.25 MB)
10appendix.pdf ( 1.49 MB)
11biog.pdf ( 0.20 MB)
9
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : ปัทติยา หวังอาลี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ในวิชาคณิตศาสตร์ ก่อนและหลังใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนและหลังใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E กับเกณฑ์และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ต่อการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนธรรมศึกษามูลนิธิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวนนักเรียน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบ 5E แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในวิชาคณิตศาสตร์หลังการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E สูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E สูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่านักเรียนร้อยละ 86.66 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดและ 4) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยระดับ 4.24
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.25 MB)
2abstract.pdf ( 0.24 MB)
3contents.pdf ( 0.22 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.26 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.59 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.31 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.24 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.25 MB)
9bibliography.pdf ( 0.28 MB)
10appendix.pdf ( 8.12 MB)
11biog.pdf ( 0.22 MB)
10
ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในอำเภอรือเสาะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : นเรนศักดิ์ เดชารัตน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จำแนกตามเพศ ประสบการณ์การทำงาน วุฒิทางลูกเสือ 3) เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จำนวน 91 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามลักษณะ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป เพื่อหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว ANOVA และการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก กิจกรรมรายด้านพบว่าเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนลูกเสือ การรายงานกิจการลูกเสือในรอบปี การบังคับบัญชาลูกเสือ การเงินลูกเสือ และการจัดตั้งกองลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และกลุ่มลูกเสือ 2) การเปรียบเทียบการบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จำแนกตามเพศ วุฒิทางลูกเสือ และประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยภาพรวมผู้บริหารและครูผู้สอนมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับปัญหาการบริหารงานกิจกรรมลูกเสือโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี มีสาเหตุมาจากผู้บริหารขาดความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และประสบการณ์การบริหารงานตามวัฏจักรคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming) โดยเฉพาะด้านการวางแผน การบริหารงานกิจกรรมลูกเสือ ผู้บริหารให้ความสำคัญน้อย ขาดการศึกษานโยบาย จุดมุ่งหมาย และสภาพปัญหาตลอดจนความต้องการของชุมชนเพื่อได้ข้อมูลในการจัดกิจกรรมลูกเสือที่ให้ข้อมูลสอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงตลอดจนขาดข้อมูลสารสนเทศ การวิเคราะห์รวบรวม จุดเด่น จุดด้อยในการจัดกิจกรรมลูกเสือเพื่อหาแนวทางส่งเสริม ปรับปรุงและพัฒนาให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน ทั้งนี้ปัญหาจากสถานการณ์ความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนใต้ที่เกิดขึ้นได้สร้างความหวาดกลัวให้กับนักเรียน ครู และผู้บริหาร ซึ่งเป็นปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้การบริหารงานกิจกรรมลูกเสือมีอุปสรรคใน การบริหารงานตามวัฏจักรคุณภาพของเดมมิ่งที่กำหนดไว้ด้อยคุณภาพไม่บรรลุเป้าหมาย ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.22 MB)
2abstract.pdf ( 0.28 MB)
3contents.pdf ( 0.24 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.24 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.38 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.25 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.27 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.23 MB)
9bibliography.pdf ( 0.27 MB)
10appendix.pdf ( 0.42 MB)
11biog.pdf ( 0.20 MB)
11
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2 สงขลาโดยใช้วิธีสอนแบบตรงกับวิธูสอนแบบแปลและไวยากรณ์
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : นางอาทิตยา พันธชนะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2 สงขลา โดยใช้วิธีสอนแบบตรงกับวิธีสอนแบบแปลและไวยากรณ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมสิริณวรี 2 สงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 80 คน สุ่มแยกเป็นกลุ่มทดลองที่ 1 จำนวน 40 คน กลุ่มที่ 2 จำนวน 40 คน ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ Randomized Control Group Pretest - Posttest Design กลุ่มทดลองที่ 1 ใช้วิธีสอนแบบตรง กลุ่มที่ 2 ใช้วิธีสอนแบบแปลและไวยากรณ์ เวลาที่ใช้ในการทดลองกลุ่มละ 12 คาบ คาบละ 50 นาที โดยใช้เนื้อหาเดียวกัน เครื่องมือที่ใช้ในหารวิจัย คือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้านการแปลความ ตีความ และขยายความ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลื คือ t-test แบบ dependent และt- test แบบ independent ผการวิจัยสรุปว่า 1.คะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนเรียนของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 แตกต่างกันอย่างไรไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 2.คะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียน ของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 สูงกว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.คะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้านการแปลความ ตีความ และขยายความ ของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 4.คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้านการแปลความ ตีความ และขยายความ ของกลุ่มทดลองที่ 1 ฃและกบลุ่มทดลองที่ 2 ระหว่างกลุ่มสูง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มตำแตกต่างกัน 5.คะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียนของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.14 MB)
2abst-thai.pdf ( 0.11 MB)
3abst-eng.pdf ( 0.10 MB)
4acknow.pdf ( 0.09 MB)
5contents.pdf ( 0.24 MB)
6chap1.pdf ( 0.70 MB)
7chap2.pdf ( 3.16 MB)
8chap3.pdf ( 0.81 MB)
9chap4.pdf ( 0.30 MB)
10chap5.pdf ( 1.47 MB)
11bib.pdf ( 0.84 MB)
12append1.pdf ( 0.06 MB)
13append2.pdf ( 4.24 MB)
14append3.pdf ( 0.21 MB)
15append4.pdf ( 0.26 MB)
16append5.pdf ( 0.35 MB)
17biog.pdf ( 0.04 MB)
12
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : นิยวรรณ จันทร์แก้ว
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) หาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสหกิจคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องระบบจำนวนเต็ม 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องระบบจำนวนเต็ม ประชากรที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนทัศนาวลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 จำนวน 24 คน ซึ่งได้จากการเลือกอย่างเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็มชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบวัดความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มี 5 ขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นเตรียมเนื้อหา เป็นขั้นเตรียมเนื้อหาสาระ การเตรียมแบบทดสอบและเตรียมความพร้อมของนักเรียน แจ้งผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน 2) ขั้นจัดทีม โดยทดสอบก่อนเรียนและแบ่งสมาชิกเข้าทีม ในแต่ละทีมประกอบด้วยนักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คนในอัตรา 1:2:1 3) ขั้นเรียนรู้ เป็นขั้นที่นักเรียนและครูได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 4) ขั้นการทดสอบย่อย เป็นการทดสอบหลังการเรียนรู้ โดยใช้การเล่นเกมการแข่งขันทางคณิตศาสตร์ การทำแบบฝึกหัดและการทำแบบทดสอบย่อย (2) 5) ขั้นยกย่อง เป็นขั้นสรุปกิจกรรมการเรียนรู้จากคะแนนความก้าวหน้าของแต่ละบุคคลเป็นคะแนนของกลุ่มและการตัดสินกลุ่มที่ได้รับการยกย่อง 2. การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 82.89 / 86.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด คือ 80 / 80 3. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ มีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน เรื่องระบบจำนวนเต็ม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือสหกิจคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Preface.pdf ( 0.26 MB)
2Abstract.pdf ( 0.26 MB)
3Contents.pdf ( 0.29 MB)
4Chapter1.pdf ( 0.34 MB)
5Chapter2.pdf ( 0.79 MB)
6Chapter3.pdf ( 0.42 MB)
7Chapter4.pdf ( 0.43 MB)
8Chapter5.pdf ( 0.32 MB)
9Appendix.pdf ( 0.79 MB)
13
การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ในรายวิชาการขาย 1 ระหว่างการเรียนด้วยเทคนิคทีมเกมแข่งขันกับเทคนิคร่วมกันคิดของนักเรียน ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : จรรจิรา สมานเดชา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง เรียนในวิชาการขาย 1 เรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 1 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนในวิชาการขาย 1 เรียนด้วยเทคนิค ร่วมกันคิดของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนในวิชาการขาย 1 ระหว่างการเรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันกับเทคนิคร่วมกันคิด ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 (4) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น หลังเรียนในวิชาการขาย 1 ระหว่างการเรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันกับเทคนิคร่วมกันคิดของ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจหลังเรียนในวิชาการขาย 1 หลังการเรียนด้วยเทคนิคที่มี่เกมแข่งขันและเทคนิคร่วมกันคิดของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตร วิชาชีพปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 สาขาการขาย วิทยาลัย การอาชีพบางแก้ว จำนวน 2 ห้องเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ทดสอบที (t ? test) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค ร่วมกันคิด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการขาย 1 แบบสังเกตพฤติกรรมทักษะการ ทำงานร่วมกับผู้อื่น และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันมี คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (2) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคร่วมกันคิดมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) นักเรียนที่ได้รับการเรียนหลังเรียน แบบร่วมมือด้วยเทคนิคร่วมกันคิดคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับ (2) การเรียนหลังเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 (4) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคร่วมกันคิดมีทักษะการทำงานกลุ่มสูงกว่านักเรียนที่ ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน โดยนักเรียนที่เรียนด้วยเทคนิคร่วมกันคิดมีทักษะ การทำงานร่วมกับผู้อื่นคิดเป็นร้อยละ 95.71 ส่วนนักเรียนที่เรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขัน มีทักษะ การทำงานร่วมกับผู้อื่นร้อยละ 84.16 และ (5) นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคที่มี เกมแข่งขันและเทคนิคร่วมกันคิดมีความพึงพอใจต่อการเรียนแบบร่วมมืออยู่ในระดับมาก โดยนักเรียน ที่เรียนด้วยเทคนิคที่มีเกมแข่งขันมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่ระดับ 4.42 และนักเรียนที่เรียนด้วย เทคนิคร่วมกันคิด มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่ระดับ 4.10
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.23 MB)
2abstract.pdf ( 0.26 MB)
3contents.pdf ( 0.26 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.31 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.48 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.36 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.30 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.33 MB)
9bibliography.pdf ( 0.27 MB)
10appendix.pdf ( 2.21 MB)
11biog.pdf ( 0.25 MB)
14
การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ป้ญหาด้วยกิจกรรมการสอนแบบผสมผสานในวิชาบัญชีเบื้องต้น 2 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปี่ที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : นิตยา สีนาเคน
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.20 MB)
2abstract.pdf ( 0.28 MB)
3contents.pdf ( 0.26 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.29 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.61 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.28 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.26 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.36 MB)
9biography.pdf ( 0.30 MB)
10appendix.pdf ( 0.25 MB)
11biog.pdf ( 0.25 MB)
15
การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2557
โดย : อะหมัด หลีสันมะหมัด
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะ ที่เกี่ยวกับการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่วิจัย คือ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 203 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปเพื่อหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว ANOVA และการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอ สิงหนคร สังกัดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 โดยภาพรวมผู้บริหารและครูผู้สอน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอยู่ในระดับมาก และรายด้าน พบว่า ด้านการปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงาน (Action) ยู่ในระดับปานกลางส่วนด้านอื่นๆ อยู่ในระดับมาก เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการวางแผนการปฏิบัติงาน (Plan) รองลงมาด้านการปฏิบัติงานตามแผน (Do) และด้านการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล (Check) 2) การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระดับการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน พบว่า จำแนกตามตำแหน่ง และขนาดของโรงเรียนมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนจำแนกตามประสบการณ์การทำงานมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะการบริหารงานระบบ การดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาอำเภอสิงหนคร สังกัดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ผู้บริหารและครูผู้สอนมีข้อเสนอแนะดังนี้ ด้านการวางแผนปฏิบัติงาน (Plan) ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรมีการประชุมร่วมกันชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ครู ผู้ปกครองในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และร่วมกันวางแผนการจัดทำแผนกลยุทธ์ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กำหนดปฏิทินการปฏิบัติงานตลอดปีการศึกษา ด้านการปฏิบัติงานตามแผน (Do) ควรมีการประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาครู บุคลากรผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม ทีมนำ ทีมทำ และทีมสนับสนุนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ด้านการติดตามตรวจสอบและประเมินผล (Check) ควรมีการติดตามตรวจสอบและประเมินผลอย่างน้อยภาคเรียนละหนึ่งครั้ง และ ด้านการปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงาน (Action) ควรมีการจัดทำหลักฐาน สรุปผลการดำเนินงาน ควรนำปัญหาข้อบกพร่องที่ผ่านมา มาวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อนำมาแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ใช้ใน การวางแผนการปฏิบัติต่อไปและผลการดำเนินงานควรมีการประชาสัมพันธ์แก่สาธารณชน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1preface.pdf ( 0.25 MB)
2abstract.pdf ( 0.26 MB)
3contents.pdf ( 0.24 MB)
4chapter_1.pdf ( 0.25 MB)
5chapter_2.pdf ( 0.43 MB)
6chapter_3.pdf ( 0.25 MB)
7chapter_4.pdf ( 0.29 MB)
8chapter_5.pdf ( 0.23 MB)
9bibliography.pdf ( 0.24 MB)
10appendix.pdf ( 0.30 MB)
11biog.pdf ( 0.19 MB)

Search within results