Search Result 1,014 Found

  • Filters
 
1
ความต้องการการพัฒนาของครู โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 กรุงเทพมหานคร
Teachers? Development Needs in Schools under the Department of General Education, Group 1, Bangkok Metropolis
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : พัชรินทร์ มุขดารา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความต้องการการพัฒนาของครู โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา กลุ่มที่ 1 กรุงเทพมหานคร ด้านการพัฒนางานด้านวิชาการ และด้าน การพัฒนาตนเอง จำแนกตามสถานภาพบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการครู อาจารย์ โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา กลุ่มที่ 1 กรุงเทพมหานคร จำนวน 350 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานt-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1. สถานภาพส่วนบุคคลของครูโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา กลุ่มที่ 1กรุงเทพมหานคร ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 67.4 อายุระหว่าง 31-40 ปี มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 82.3 มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 19 ปี ร้อยละ 48.0 และปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดใหญ่ ร้อยละ 51.4 2. ความต้องการการพัฒนาของครูโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา กลุ่มที่ 1กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมพบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด โดยความต้องการพัฒนาตนเองเป็นอันดับแรก รองลงมา ด้านการพัฒนางานด้านวิชาการ 3. ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ครูที่มีอายุ ประสบการณ์ทำงาน และปฏิบัติงาน ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกันมีความต้องการการพัฒนาตนเอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนครูที่เพศ และวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความต้องการการพัฒนาตนเองไม่แตกต่างกัน The purposes of this research were to study and to compare teachers? development needs in schools under the Department of General Education, Group 1, Bangkok Metropolis, in the subjects of academic development and self-development, classified by gender, age, education level, work experience and the size of school. It was a survey research. The sample consisted of 350 government officials and teachers of the schools under the Department of General Education, Group 1, Bangkok Metropolis. A questionnaire with 0.95 reliability was used for data collection. Data were analyzed by using statistics : frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test and F-test. The findings revealed that: 1. The individual status of teachers of the schools under the Department of General Education, Group 1, Bangkok Metropolis were females at 67.40%, age between 31-40 years, had bachelor degree at 82.30%, 19 years up working experience at 48.00%, and worked at large size schools at 51.40%. 2. Teachers? development needs in schools under the Department of General Education, Group 1, Bangkok Metropolis totally were at high level. The self-development came first among the needs, while the academic development came second. 3. The result of the hypothesis testing showed that the teachers, who had different age, work experience and also worked at the different size schools, had different needs for self-development, statistically significant at .05 level. Teachers of different gender and education level showed indifferent needs for self-development.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.05 MB)
2Abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.07 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.13 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.49 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.10 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.17 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.24 MB)
9References.pdf ( 0.11 MB)
10Appendix.pdf ( 0.16 MB)
11Author.pdf ( 0.06 MB)
2
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานฝ่ายขาย 1 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
The Factors that Affect Working Satisfaction of Sales Representatives Department 1 of Sahapathanapibul Public Company Limited
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ไพบูลย์ แก้วกิ้ม
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของพนักงานเกี่ยวกับปัจจัยการจูงใจ และปัจจัยการบำรุงรักษาของพนักงานฝ่ายขาย 1 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 2) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานฝ่ายขาย 1 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยการจูงใจและปัจจัยการบำรุงรักษาที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานฝ่ายขาย 1 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ใช้วิธีการศึกษาเชิงสำรวจจากประชากรที่เป็นพนักงานขายในฝ่ายขาย 1 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) จำนวน 133 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Multiple Correlation Multiple Regression และ Stepwise ผลการศึกษาพบว่า 1. พนักงานฝ่ายขาย 1 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 99.2 อายุระหว่าง 26 ปี ถึง 30 ปี ร้อยละ 50.4 สถานภาพโสด 70.7 ระดับการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 78.9 ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานกับบริษัท ระหว่าง 1 ปี ถึง 5 ปี ร้อยละ 52.6 มีรายได้ต่อเดือน ระหว่าง 15,000 บาท ถึง 20,000 บาท ร้อยละ 31.6 2. ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยการจูงใจในการทำงานในภาพรวมและรายด้านเห็นด้วยมาก โดยเห็นด้วยมากลำดับที่ 1 ด้านการได้รับการยอมรับ และความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยการบำรุงรักษาใน การทำงานในภาพรวมและรายด้าน เห็นด้วยมาก โดยเห็นด้วยมากลำดับที่ 1 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 3. ความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานฝ่ายขาย 1 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ในภาพรวมมีความพึงพอใจระดับมาก 4. ปัจจัยการจูงใจที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานฝ่ายขาย 1 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) คือ การได้รับการยอมรับ ส่วนปัจจัยการบำรุงรักษาที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานฝ่ายขาย 1 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) คือ สภาพการทำงาน ซึ่งสามารถแสดงเป็นสมการ ความพึงพอใจในการทำงาน = 1.955 + (0.302 x การได้รับการยอมรับ) + (0.146 x สภาพการทำงาน) โดยสมการดังกล่าวสามารถพยากรณ์ได้ ร้อยละ 24.5 (R Square = 0.245) The purposes of this study were to 1) study opinions on motivation and maintaining factors of sales representatives Department 1 of Sahapathanapibul Public Company Limited 2) study working satisfaction of sales representatives Department 1 of Sahapathanapibul Public Company Limited and 3) study motivation and maintaining factors affecting working satisfaction of sales representatives Department 1 of Sahapathanapibul Public Company Limited. The population of the study, which was a survey research, were 133 sales representatives Department 1 of Sahapathanapibul Public Company Limited. The instrument used was a questionnaire. The data were analyzed for percentage, arithmetic mean, standard deviation, Multiple Correlation, Multiple Regression and Stepwise. The results of the study were as follows: 1) Most of sales representatives Department 1 of Sahapathanapibul Public Company Limited were male (99.2%), aged between 26-30 years old (50.4%), single (70.7%), had worked with the company for 1-5 years (52.6%), and earned Bt.15,000 - Bt. 20,000 per month (31.6%) 2) Opinions on motivation factors, both for overall and each aspect, were found at ?Strongly Agree? level. The aspect of social acceptance was agreed the highest. Opinions on maintaining factors, both for overall and each aspect, were found at ?Strongly Agree? level. The aspect of interpersonal relation was agreed the highest. 3) In general, working satisfaction of sales representatives Department 1 of Sahapathanapibul Public Company Limited was at a high level. 4) The motivation factor affecting working satisfaction of sales representatives Department 1 of Sahapathanapibul Public Company Limited was social acceptance and the maintaining factor affecting working satisfaction of the samples was working environment. The preceding finding can be shown in the following multiple regression equation: Working Satisfaction = 1.955 + (0.302 x Social Acceptance) + (0.146 x Working Environment) The above equation had predicted value of 24.5 % (R Square = 0.245)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.06 MB)
2Abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.07 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.15 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.44 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.22 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.18 MB)
8References.pdf ( 0.11 MB)
9Appendix.pdf ( 0.21 MB)
10Author.pdf ( 0.07 MB)
3
การศึกษาความพร้อมในการจัดการเรียนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษาสหวิทยาเขตรัตนโกสินทร์ 1 กรุงเทพมหานคร
A Study of Readiness in Mainstreaming of Secondary Schools, Rattanakosin School Cluster 1, Bangkok Metropolitan
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ศศิธร ชูอินทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การศึกษาเรื่อง การศึกษาความพร้อมในการจัดการเรียนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตรัตนโกสินทร์ 1 กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาความพร้อมในการจัดการเรียนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตรัตนโกสินทร์ 1 กรุงเทพมหานคร 2) เปรียบเทียบความพร้อมในการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีขนาดต่างกันและภูมิหลังของผู้บริหารแตกต่างกัน ในกลุ่มสหวิทยาเขต รัตนโกสินทร์ 1 กรุงเทพมหานคร 3) ศึกษาความรู้ความเข้าใจและความพร้อมในการจัดการเรียนร่วมของบุคลากรครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตรัตนโกสินทร์ 1 กรุงเทพมหานคร และ 4) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจและความพร้อมในการจัดการเรียนร่วมของบุคลากรครูที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตรัตนโกสินทร์ 1 กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ ผู้บริหารและข้าราชการครู สหวิทยาเขตรัตนโกสินทร์ 1 กรุ งเทพมหานคร ประกอบด้วย ผู้บริหารจำนวน 23 คน ข้าราชการครูจำนวน 222 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t ? test ค่า F - test ผลการศึกษาพบว่า 1. ความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมการจัดการเรียนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตรัตนโกสินทร์ 1 กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับน้อย จำแนกเป็นรายด้าน ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับน้อย ด้านการบริหารและด้านบุคลากรอยู่ในระดับน้อยที่สุด 2. ความรู้ความเข้าใจและความพร้อมในการจัดการเรียนร่วมของบุคลากรครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตรัตนโกสินทร์ 1 กรุงเทพมหานคร ความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนร่วมอยู่ในระดับ ปานกลาง (ร้อยละ 58.6) ความพร้อมในการจัดการเรียนร่วมด้านปรัชญา แนวคิดและด้านการจัดการเรียน การสอน อยู่ในระดับน้อยที่สุด 3. ผู้บริหารในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน, มีอายุ, มีประสบการณ์การเป็นผู้บริหารและวุฒิ- การศึกษาที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเรื่องความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมการจัดการเรียนร่วมต่างกัน 4. ครูที่มีอายุ, ประสบการณ์การทำงานอาชีพครูและวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความรู้ความเข้าใจและความพร้อมในการจัดการเรียนร่วม ไม่แตกต่างกัน The research was a study of readiness in mainstreaming of secondary schools, Rattanakosin School Cluster 1, Bangkok Metropolitan. The objectives of this research were to study readiness in mainstreaming of secondary schools, Rattanakosin School Cluster 1, Bangkok Metropolitan; to compare the readiness in mainstreaming of secondary schools with differences in size and school administrators? backgrounds; to study knowledge, comprehension, and readiness in mainstreaming of secondary school teachers; and to measure comprehension and readiness in mainstreaming of teaches with differences in backgrounds. The sample of 23 administrators and 222 teachers was selected from Rattnakosin School Cluster 1, Bangkok Metropolitan. Data were collected by using questionnaires. Statistical tools employed for data analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test, F-test. The results of the study were the followings: 1. Readiness in mainstreaming of Rattanakosin School Clusters 1, Bangkok -------------------------------------------------------------------------------- -------------------------------------------------------------------------------- -------------------------------------------------------------------------------- Metropolitan totally is at low level, which is classified as buildings and environment, which is at low level and administration and personnel level is at the lowest. 2. Regarding knowledge, comprehension, and readiness of mainstreaming of -------------------------------------------------------------------------------- -------------------------------------------------------------------------------- -------------------------------------------------------------------------------- -------------------------------------------------------------------------------- -------------------------------------------------------------------------------- Rattanakosin School Cluster 1, Bangkok Metropolitan. knowledge and comprehension of mainstreaming is at the middle level (58.6%). Readiness of mainstreaming is at the lowest level, which is divided into philosophy, theory, and learning ? teaching management of mainstreaming. Each is at the lowest level. 3. The administrators of the schools with differences in size, administrators? age, experience, and educational levels have different opinions on the readiness in mainstreaming of secondary schools. 4. Teachers? age, experience and educational levels did not affect knowledge, comprehension or readiness of teachers in mainstreaming of secondary schools.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.08 MB)
2Abstract.pdf ( 0.11 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.10 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.13 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.43 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.13 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.44 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.17 MB)
9References.pdf ( 0.17 MB)
10Appendix.pdf ( 0.82 MB)
11Author.pdf ( 0.09 MB)
4
พฤติกรรมและความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2549 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
Information Technology Using Behavior and Demand of First-Year Students in Academic Year 2006 of SuanDusit Rajabhat University.
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : จิราภรณ์ ช่วยรอดหมด
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้งาน คอมพิวเตอร์แบบพกพาของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 3) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตจำนวน 1,574 คน เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสอบถาม พฤติกรรมและความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปคำนวณค่าสถิติคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานใช้การวิเคราะห์ t-test (Independent Samples) และวิเคราะห์ความ แปรปรวนแบบทางเดียว (One Way Analysis of Variance -ANOVA) และทดสอบความแตกต่าง เป็นรายคู่ตามวิธีของ Scheffe'' ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. นักศึกษามีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในระดับมากด้านเพื่อการศึกษาคือ การเรียนระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ด้านเพื่อความบันเทิงคือการฟังเพลงจากแผ่นซีดี/ข้อมูลในเครื่อง การดูภาพยนตร์จากแผ่นซีดี/ข้อมูลในเครื่อง การเล่นเกมจากข้อมูลในเครื่อง ด้านเพื่อการ ติดต่อสื่อสารคือการใช้งานอีเมล์ การสนทนาออนไลน์ 2. ความต้องการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมใน 3 อันดับแรกมากที่สุดพบว่า ด้าน เพื่อการศึกษา คือการใช้งานสืบค้นข้อมูลทางวิชาการ ด้านเพื่อความบันเทิง คือฟังเพลงจากแผ่น ซีดี/ข้อมูลในเครื่อง ด้านเพื่อการติดต่อสื่อสาร คือการใช้งานอีเมล์ 3. นักศึกษาส่วนใหญ่ใช้งานคอมพิวเตอร์แบบพกพา ที่หอพัก/บ้านตนเองในช่วงกลางคืน มีระยะเวลาในการใช้งานแต่ละครั้งประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยได้ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมคือ Winamp, MSN messenger และDream weaver จากการยืมแผ่นโปรแกรมผู้อื่นเนื่องจากโปรแกรม เหล่านี้มีความจำเป็นต้องใช้งาน นักศึกษาต้องการเรียนรู้โปรแกรม Photoshop ,Dream weaver และ Movie Maker เพิ่มเติมและนำคอมพิวเตอร์แบบพกพามาใช้เพื่อการเรียนการสอนรายวิชาเทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อชีวิต กรณีเครื่องคอมพิวเตอร์มีปัญหา ส่วนใหญ่จะขอคำปรึกษา/ความช่วยเหลือ จากเพื่อน 4. เปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษา พบว่า 1)นักศึกษา เพศชายและเพศหญิงมีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความบันเทิงและการ ติดต่อสื่อสารแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2)นักศึกษาที่เรียนคณะต่างกันมีพฤติกรรม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ.05 (การเรียนการสอนE-learning (Blackboard) และการเรียนระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ การเล่นเกมออนไลน์ และการเล่นเกมจาก ข้อมูลในเครื่อง) แต่ด้านเพื่อการติดต่อสื่อสาร นักศึกษาที่เรียนคณะต่างกันมีพฤติกรรมการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศไม่แตกต่างกัน (การขนถ่ายข้อมูล: FTP) 3)นักศึกษาที่เรียนศูนย์การศึกษา ต่างกันมีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ.05 (การ อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ การดูโทรทัศน์ออนไลน์ และการฟังเพลงจากแผ่นซีดี/ข้อมูลในเครื่อง) 5. นักศึกษาได้รับประโยชน์จากการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตคือช่วยในการ พิมพ์รายงาน ค้นหาข้อมูลต่างๆได้ง่าย ได้รับความรู้ใหม่ๆ พร้อมทั้ง มีความคิดเห็นว่าได้รับ ประโยชน์ด้านการพัฒนาตนเพื่อการเรียนและด้านระบบงานทะเบียนออนไลน์ อยู่ในระดับมาก The objectives of this research were : 1) to study information technology using behavior and demand; 2) to study Notebook computer using behavior; 3) to compare information technology using behavior. Total of 1,574 students of Suan Dusit were the sample of the study. The data collecting method was a questionnaire survey and analyzed by software package through the percentage, arithmetic mean, standard deviation and hypothetical tests by using t-test, One Way Analysis of Variance (ANOVA) ,Sheffe?s multiple contrast method. The research results can be summarized as follows : 1. The students?s information technology using behavior at a high level ; Education section was VDO-Conference, Entertainment section were Music Movies and Game offline, Communication section were E-mail and Chat. 2. Top 3 in the students?s information technology using of demand; Education section was Search engine. Entertainment section was Music offline. Communication section was E-mail. 3. Most of students used Notebook computers at home during the night for a period of approximately 1-2 hours per time of usage. Winamp, MSN messenger and Dream weaver programs were essential, therefore, added via borrowed CD-Roms. The Students would have liked to learn more about Photoshop, Dream weaver and Movie Maker programs. Moreover, they needed Notebook computer in their Information Technology for Life course. In case of having a problem with Notebook computer, they would have got a suggestion and help from friends. 4. The comparison of information technology using behavior classified by sex, faculties, and campus. 1)There was a difference in Entertainment and Communication section using behavior between male and female students at significant level .05. 2)As for the students in different faculties, there was a diffirence in Education and Entertainment section at significant level .05 (E-learning /Blackboard, VDO-Conference, Game online and Game offline),But there was no diffirnce in Communication section (File Transfer Protocol: FTP). 3)The students in different Campus, there was no difference in information technology using behavior at significant level .05.(E-book, TV online, and Music offline) 5. Notebook computer and internet application facilitated report typing, information searching and up-to-date knowledge obtaining. The students considered themselves benefited academic self-development and the online registration system at a high level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.19 MB)
2Abstract.pdf ( 0.08 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.19 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.23 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.45 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.24 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.63 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.35 MB)
9References.pdf ( 0.23 MB)
10Appendix.pdf ( 0.17 MB)
5
ปัญหาอุปสรรคการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเขต 1
Problems and Obstacles in Learning Reform of Secondary Schools, Office of Phra Nakhon Si Ayuthaya Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สุทัศน์ มีปราชญ์สม
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยเรื่องปัญหาอุปสรรคการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ ปัญหาอุปสรรคการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเขต 1 จำแนกตาม เพศ, อายุ, ระดับการศึกษา ประสบการณ์การสอน และขนาดของโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คืออาจารย์ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเขต 1 จำนวน 192 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบเป็นรายคู่ โดยวิธีของเชฟเฟ ผลการวิจัยพบว่า 1. สถานภาพของครูอาจารย์ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเขต 1 ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 66.67 อายุ มากกว่า 45 ปี คิดเป็นร้อยละ 46.63 ระดับการศึกษาปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 60.94 ประสบการณ์ในการสอน มากกว่า 15 ปี คิดเป็นร้อยละ 56.25 และโรงเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียนตั้งแต่ 1,001 คนขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 43.23 2. ปัญหาอุปสรรคการปฏิรูปการเรียนรู้ของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเขต 1 ในภาพรวม อยู่ในระดับน้อย ส่วนรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง 2 ด้าน คือ ด้านหลักสูตร และด้านสื่อการสอน ด้านการพัฒนาการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผลอยู่ในระดับน้อย 3. ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ครูอาจารย์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเขต 1 ที่มีอายุต่างกันและระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคการปฏิรูปการเรียนรู้แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ .01 ตามลำดับนอกนั้นไม่แตกต่าง The research, ?Problems and Obstacles in Learning Reform of Secondary Schools, Office of Phra Nakhon Si Ayuthaya Educational Service Area 1?, aimed to study and to compare the problems and obstacles in learning reform of Secondary schools, Office of Phra Nakhon Si Ayuthaya Educational Service Area 1. It was classified by gender, age, educational level, teaching experience, and school size. The sample group consisted of 192 Secondary school teachers, under the Office of Phra Nakhon Si Ayuthaya Educational Service Area 1. The instrument used for data collection was a questionnaire with the reliability of 0.93. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test, One-way ANOVA, and Scheffe? matched pair comparison. The research found that: 1. Most of the high school teachers, under the Office of Phra Nakhon Si Ayuthaya Educational Service Area 1 or 66.67% were female, while 46.63% were over 45 years of age, and 60.94% had Bachelor''s degree. Out of all, 56.25% of those teachers had over 15 years of teaching experience, and 43.23% worked in larger sized schools. 2. Overall, the problems and obstacles in learning reform of Secondary schools, Office of Phra Nakhon Si Ayuthaya Educational Service Area 1 were at low level. When considering by aspects, problems and obstacles were found at middle level in 3 aspects. Those aspects were the aspects of curriculum, teaching aids, and learning development respectively. The aspect of evaluation/assessment was at low level. 3. The result of the test of the hypothesis was found that Secondary school teachers under the Office of Phra Nakhon Si Ayuthaya Educational Service Area 1 with different age, and educational levels had different opinions on the obstacle and problem of learning reform at statistical significance of .001 and .01 respectively, while the others showed no difference.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.05 MB)
2Abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.07 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.12 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.49 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.10 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.25 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.17 MB)
9References.pdf ( 0.10 MB)
10Appendix.pdf ( 0.20 MB)
11Author.pdf ( 0.06 MB)
6
การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 1-2 ในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
Academic Administration for Ranges 1-2 Educational Management in Takuapa District Schools, Phang-Nga
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : มะโน สีทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การศึกษาเรื่อง การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 1-2 ในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่ จัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 1-2 ในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงาน วิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 1-2 ในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา 3) เพื่อศึกษา แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 1-2 ในอำเภอ ตะกั่วป่า จังหวัดพังงา การศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ตอบสอบถามเกี่ยวกับ การบริหารงานวิชาการของโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ และสังกัด เป็นการวิจัยเชิงสำรวจกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร จำนวน 27 คน ครูผู้สอน 126 คน รวมเป็น 153 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็น แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ การหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์รายคู่โดยวิธีเชฟเฟ การศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของ โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนและรองผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 5 คน เก็บรวบรวม ข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 1-2 ในอำเภอ ตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ในภาพรวมนั้นอยู่ในระดับการปฏิบัติมาก ค่าเฉลี่ย 3.62 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.53 และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับการปฏิบัติมากเป็นลำดับที่ 1 คือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ รองลงมาคือ ด้านการการวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผล การเรียน ส่วนด้านการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์อื่นเป็น ลำดับสุดท้าย 2. ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาช่วงชั้นท ี่ 1-2 ในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา 1) ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงาน วิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 1-2 ในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยภาพรวมและ รายด้าน ไม่แตกต่างกัน 2) ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุต่างกันมีความคิดเห็นคิดเห็นเกี่ยวกับ การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 1-2 ในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้าน การวัดผล ประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียน ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ด้านการแนะแนว การศึกษา ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ด้านการส่งเสริมความรู้ทาง วิชาการแก่ชุมชน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนา คุณภาพการศึกษา ด้านการนิเทศการศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 1-2 ในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน 4) ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีตำแหน่งหน้าที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 1-2 ในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน 5) ผู้ตอบสอบถามที่มีสังกัดต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงาน วิชาการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 1-2 ในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และด้าน การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ด้าน การนิเทศการศึกษา แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 3. แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการ 1) ควรวิเคราะห์หลักสูตร สาระแกนกลาง สภาพปัญหา ความต้องการของ สังคม ชุมชน และท้องถิ่น วิเคราะห์สภาพแวดล้อมโรงเรียนแล้วกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย คุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยชุมชนมีส่วนร่วม 2) ควรส่งเสริมให้ครูจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3) ควรกำหนดระเบียบแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลของโรงเรียนให้ชัดเจน This research study investigated academic administration for ranges 1-2 educational management in Takuapa District Schools, Phang-Nga Province. Here are three purposes for the study. They are: 1) to examine schools academic administration, 2) to compare academic administration among schools in Takuapa area, and 3) to explore ways of school development in educational management. A questionnaire with the reliability of 0.98 was distributed to 27 principals and 126 teachers. Data analysis employed frequency, percentage, means, and standard deviation including t-test, Oneway ANOVA and Scheffe? method for multiple comparisons. An interview was conducted with 5 principals using content analysis. Three major findings revealed as the followings: 1) Teachers? overall perceptions towards academic administration in educational management or ranges 1and 2 were at high levels ( X = 3.62, S.D. = 0.53). In particular aspects, learning process development was ranked the most, followed by measurement, evaluation and transferring of learning, and finally cooperating in school academic development. 2) Findings about comparison of academic administration among schools in Takuapa district showed 4 results. Firstly, it was not significant relating to respondents with different sexes both overall and particular perceptions. Secondly, concerning different ages, three results of comparison showed that : 1) it was statistically significant at the level of .01 for overall perceptions; 2) it was statistically significant at the level of .05 in 6 aspects which were school curriculum development, learning measurement, evaluation, and transferring, learning resources development, educational supervision, development system of quality assurance, and enhancing community academic knowledge; and 3) it was statistically significant at the level of .01 in two aspects which were educational research development and supervision. Thirdly, relating to respondents with different educational backgrounds and positions, it was not significant both overall and specific aspects. Lastly, according to respondents under different organizations it was statistically significant at the level of .05 in 2 aspects, that is, school curriculum development and educational research development whereas in supervision, it was statistically significant at the level of .01. 3) Results from interview showed three recommendations for school development in academic administration. They were: 1) curriculum analysis including core content, state and problems, social and local needs. Also, there should be an analysis of school context involving community participation before setting school vision, mission, goal, and required attributes; 2) enhancing teachers in writing learner-centered lesson planning: and 3) defining school regulations for learning evaluation.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.20 MB)
2Abstract.pdf ( 0.24 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.18 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.25 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.25 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.89 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.26 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.62 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.48 MB)
10References.pdf ( 0.30 MB)
11Appendix.pdf ( 0.57 MB)
12Author.pdf ( 0.19 MB)
7
การทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษา เขตที่ 1 กรุงเทพมหานคร
Classroom Research of Private Kindergarten SchoolTeachers in Bangkok Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : กฤษดา ปาณินท์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษา เขตที่ 1 กรุงเทพมหานคร จำแนกตามภูมิหลังของครู กลุ่มตัวอย่างเป็นครูโรงเรียนอนุบาลเอกชน ในเขตพื้นที่การศึกษาเขตที่ 1 กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2549 จำนวน 252 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล มีค่าความเชื่อมั่นตามวิธีการของครอนบาคเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ โดยวิธีเชฟเฟ ผลการวิจัยพบว่า 1. ครูโรงเรียนอนุบาลเอกชน ในเขตพื้นที่การศึกษา เขตที่ 1 กรุงเทพมหานคร ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 252 คน ส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ร้อยละ 41.67 มีประสบการณ์ การทำงานในระดับอนุบาล ต่ำกว่า 2 ปี ร้อยละ 35.32 ระดับการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 78.97 และมีประสบการณ์ในการทำวิจัยในชั้นเรียน 1-2 เรื่อง ร้อยละ 81.75 2. การทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนอนุบาลเอกชน ในเขตพื้นที่การศึกษา เขตที่ 1 กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติมากด้านปัจจัยที่ส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียน เป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ด้านการนำ ผลการวิจัยไปใช้ ด้านการวางแผนการทำวิจัยในชั้นเรียน และด้านกระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียน ตามลำดับ 3. ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ครูโรงเรียนอนุบาลเอกชน ที่มีอายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำวิจัยในชั้นเรียนต่างกัน มีการทำวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ส่วนครูโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่มีประสบการณ์การทำงานในระดับอนุบาลต่างกัน มีการทำวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมไม่แตกต่างกัน This research aimed to study and to compare the operation of classroom research done by private kindergarten school teachers in Bangkok Educational Service Area 1, classified by teachers? background. The sample group consisted of 252 private kindergarten school teachers in Bangkok Educational Service Area 1, academic year 2007. A questionnaire with the reliability of .98 was used for data collection. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test, One-way ANOVA, and Scheffe? matched pair comparison. The research found that : 1. Out of the 252 private kindergarten school teachers in the sample group, most of them or 41.67% were under 30 years of age, while 35.32% had less than 2 years of work experience in kindergarten level, and 78.97% had Bachelor''s degree. Eighty one point seven five percent of those teachers had 1-2 classroom research done. 2. As a whole, the operation of classroom research done by private kindergarten school teachers in Bangkok Educational Service Area 1 was at high level. When considering by aspects, it was found that the aspect of factors supporting classroom research came first. It was followed by the aspects of implementation of research outcome, classroom research planning, and classroom research process respectively. 3. The hypothesis testing found that, private kindergarten school teachers with different age, educational level, and classroom research experience, as a whole, showed different opinions on the operation of classroom research at statistical significance of .001. Private kindergarten school teachers with different experience in working for kindergarten schools, as a whole, had similar opinions on the operation of classroom research.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.23 MB)
2Abstract.pdf ( 0.23 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.20 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.30 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.24 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.96 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.26 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.64 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.39 MB)
10References.pdf ( 0.32 MB)
11Appendix.pdf ( 0.61 MB)
12Author.pdf ( 0.20 MB)
8
การพัฒนากลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลมุ่ ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมือง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1
The Development of Marketing Strategies for the Success of Community Enterprises with Traditionally Woven Products in the Lower Northeastern Region 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ลินดา ราเต
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ภายนอกและภายใน การดำเนินงานด้านกลยุทธ์การตลาด และพัฒนากลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้าง ความสำเร็จโดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก ผู้วิจัยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 14 คน สังเคราะห์การพัฒนากลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างความสำเร็จ นำผลที่ได้จากการสังเคราะห์ จัดสนทนากลุ่ม ผู้ร่วมสนทนากลุ่ม จำนวน 9 คน นำผลที่ได้ตรวจสอบโดยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 137 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นเป็นสัดส่วน และนำเสนอ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยปรากฏว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมภายนอก ด้านโอกาส มี 5ปัจจัย คือ ด้านลูกค้า พบว่า มีทัศนคติที่ดีต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ ด้านการเมืองกฎหมายและ นโยบาย พบว่า มีนโยบายส่งเสริมที่ชัดเจน ด้านเศรษฐกิจ พบว่า รายได้เกิดจากภูมิปัญญา ท้องถิ่นด้านสังคมและวัฒนธรรม พบว่า ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคแสวงหา และด้านเทคโนโลยีพบว่าช่วยขยายช่องทางการตลาด และด้านอุปสรรค มี 6 ปัจจัย คือ ด้านลูกค้า พบว่า รูปแบบไม่ตรงตามความต้องการ ด้านการแข่งขัน พบว่า คู่แข่ง มีการผลิตที่ทันสมัยกว่า ด้านการเมืองกฎหมายและนโยบาย พบว่า นโยบายไม่มีประสิทธิภาพ ด้านเศรษฐกิจ พบว่า ต้นทุนสูง ด้านสังคมและวัฒนธรรมพบว่าขาดผู้สืบทอดภูมิปัญญาฯ และ ด้านเทคโนโลยี พบว่า ขาดความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีมาใช้ และสภาพแวดล้อมภายใน ด้านจุดแข็งมี 5 ปัจจัย คือ ด้านวัตถุดิบพบว่าผลิตเส้นไหมได้เอง ด้านการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ สำเร็จรูป พบว่า มุ่งเน้นความเป็นมิตรต่อสังคม ด้านการให้บริการลูกค้า พบว่า มีการให้ความรู้ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ พบว่า ทำงานร่วมกันด้วยความเต็มใจและ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี พบว่า มีการพัฒนากระบวนการผลิต และด้านจุดอ่อนมี 6 ปัจจัย คือ ด้านวัตถุดิบ พบว่า เส้นไหมไม่เพียงพอ ด้านการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป พบว่า ใช้เวลานาน ด้านการนำผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย พบว่า ไม่มีหน้าร้าน ด้านการตลาดฯ พบว่า ขาดความรู้เรื่อง การตลาด ด้านการจัดซื้อ พบว่า ผู้ขายวัตถุดิบมีน้อยราย และด้านการบริหารทั่วไป พบว่า การทำงานขึ้นอยู่กับผู้นำ ผลการสังเคราะห์จากการวิจัยเชิงคุณภาพทำให้ได้กลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้าง ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 คือ DARE Strategies มาจาก D: Distinction คือ การสร้างความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ผ้าทอ พื้นเมือง เป็นกลยุทธ์เชิงรุก, A: Accountibility คือ การรับผิดชอบต่อสังคม เป็นกลยุทธ์เชิงแก้ไข, R: Relationship คือ การสร้างความสัมพันธ์เป็นกลยุทธ์เชิงรับ และ E: Education คือการส่งเสริม การให้ความรู้เป็นกลยุทธ์เชิงป้องกัน ผลการสนทนากลุ่ม พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นด้วยกับ DARE Strategies และเมื่อนำไปตรวจสอบเพื่อยืนยันผลกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วย มากที่สุดกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมือง $x การตลาด ทุกกลยุทธ์ This study aims to examine the factors that affect the external and internal environment, application and development of marketing strategies for success. Mainly using a qualitative approach, the researcher applied the in-depth interviews with the main 14 subjects, synthesized the marketing strategies for success and used the results from the syntheses to conduct a group discussion with nine participants. Then, using a quantitative approach, the results of the syntheses were crosschecked with the proportional stratified sampling with the 137 samples and were presented as the results of the syntheses with percentage, means and standard deviation. This research study revealed that the various factors that affected the external environment were as follows. In terms of opportunities, there were five factors. First, customers had positive attitudes towards product quality. The second and third factors, politics and laws and policies, were explicit for promotion. Relating to the fourth factor of economics, incomes were found to be derived from the local wisdom. Regarding the fifth factor, technology, the access to markets was facilitated. In terms of obstacles, there were six factors. In terms of customers, the format did not meet the customers? needs. On the subject of competition, the rivals had the more modern method of production. Concerning politics, laws and policies, the policies were considered to be ineffective. Regarding economics, costs were found to be high. As pertained to society and culture, there were no heirs of local wisdom. As related to technology, it was not used with understanding. There were five factors affecting the internal environment?s strengths. In terms of raw materials, silk threads could be produced. Concerning the manufacturing of ready-made products, friendliness to society was emphasized. As pertained customer services, information about the products was provided. With regard to human resource management, working together was encouraged. In relation to technology development, the production process was developed. Meanwhile, there were six factors affecting the internal environment?s weaknesses. Regarding raw materials, there were insufficient silk threads. With reference to the manufacture of ready-made products, too much time was spent. On the topic of product distribution, there was no shop available. As referred to marketing, there was a shortage of knowledge about marketing. Concerning purchase, it was found that there were few sellers of raw materials. As regards general administration, working performance depended on leaders. The result of syntheses using the qualitative method resulted in the creation of some marketing strategies for the success of community enterprises with traditionally woven products in the Lower Northeastern Region 1 called DARE Strategies. D stands for distinction, or the distinction of traditionally woven products, as a SO strategy. A stands for accountability, or accountability for the society, as a WO strategy. R stands for relationship meaning establishment of relationship, as a WT strategy. E stands for education, meaning promotion of education, as an ST strategy. The results of the group discussion revealed that experts agreed with the DARE Strategies. When cross-checked with the results from the sampling group, the sampling group also predominantly agreed with all strategies.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.23 MB)
2Abstract.pdf ( 0.23 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.21 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.25 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.34 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.94 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.30 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.79 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.35 MB)
10References.pdf ( 0.35 MB)
11Appendix.pdf ( 0.35 MB)
12Author.pdf ( 0.20 MB)
9
การบริหารงบประมาณของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1
Budget Administration of Basic Education Schools Under Responsibility of Suphanburi Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สร้อยวสันต์ ศรีคำแหง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยเรื่อง การบริหารงบประมาณของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร สถานศึกษา และเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาต่อการบริหารงบประมาณ ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 จำแนกตาม สถานภาพส่วนบุคคล และขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 113 คน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ (t - test) การวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว (One - way ANOVA) และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่ ด้วยวิธีของ เชฟเฟ (Scheffe? Method) ผลการวิจัย พบว่า 1. ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จำนวน 103 คน คิดเป็นร้อยละ 91.20 อายุมากกว่า 50 ปี จำนวน 76 คน คิดเป็นร้อยละ 67.30 ระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 96 คน คิดเป็นร้อยละ 85.00 ส่วนใหญ่ปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 58 คน คิดเป็นร้อยละ 51.30 รองลงมาคือ โรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 32.70 2. ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาต่อการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ในภาพรวมพบว่า ผู้บริหาร สถานศึกษา มีความคิดเห็นต่อการบริหารงบประมาณอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.24 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.48) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา มีความคิดเห็นต่อการบริหาร งบประมาณทุกด้านในระดับมาก โดยมีความคิดเห็นต่อการบริหารงบประมาณ ด้านการจัดระบบ การจัดซื้อจัดจ้าง เป็นอันดับที่ 1 รองลงมาคือ ด้านการบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ ด้านการวางแผนงบประมาณ และด้านการรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงาน ตามลำดับ 3. ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีเพศ อายุ และระดับ การศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงบประมาณ ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน แต่ผู้บริหาร ที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงบประมาณ ในภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 The purposes Budget Administration of Basic Education Schools Under Responsibility of Suphanburi Educational Service Area 1 this research were 1) to study the budget administration of basic education schools under responsibility of Suphanburi Educational Service Area 1 in the opinions of administrators and 2) to compare the opinions of administrators toward the budget administration of basic education schools under responsibility of Suphanburi Educational Service Area 1 classified by personality status and school size. The sample group were 113 administrators in academic year 2010. The instrument used for data collection was questionnaire with reliability level at .96. The statistical techniques used for data analysis were percentage, mean, standard deviation, t - test, One - way ANOVA and Scheffe? Method of multiple comparison. The findings were as follows: 1. Most of the sample group were male (91.20 %), age more than 50 years old (67.30 %), having bachelor?s degree or higher (85.00 %), working in small size (51.30 %) and medium size schools (32.70 %) respectively. 2. The administrators? opinions toward the budget administration were totally in a high level (Mean = 4.24, S.D. = 0.48). When considered in each aspect, the first one was procurement system, followed by finance and budget administration, budget planning, and report of finance and operation result. 3. The hypothesis testing found that the administrators with different gender, age and level of education had no different in the opinions of budget administration. But the administrators with different schools size had different in the opinions of budget administration at .05 statistical significant level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.21 MB)
2Abstract.pdf ( 0.22 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.19 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.25 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.23 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.74 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.23 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.38 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.27 MB)
10References.pdf ( 0.26 MB)
11Appendix.pdf ( 0.55 MB)
12Author.pdf ( 0.21 MB)
10
พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูในเขตพื้นที่อำเภอบางสะพานน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1
Teaching-Learning Management Behaviour in Child-Centered Style of Teachers in Bang Sa Parn Noi District, Prachuap Kiri Khan Education Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : วรรณภร ตั้งจิตรตระกูล
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยเรื่อง พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครู ในเขตพื้นที่อำเภอบางสะพานน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูในเขตพื้นที่อำเภอบางสะพานน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 ใน 5 ด้าน คือ ด้านการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านการจัดสื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ ด้านการสร้างความร่วมมือกับชุมชนในการจัดการเรียนรู้ และด้านการประเมินผลการเรียนรู้ และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูในเขตพื้นที่อำเภอบางสะพานน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 จำแนกตามภูมิหลังของครูกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในเขตพื้นที่อำเภอบางสะพานน้อย จำนวน 142 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้คอ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบสมมติฐานใช้ t-test, ANOVA และใช้ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 142 คน เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.97 อายุมากกว่า 40 ปี ร้อยละ 57.75 การศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 90.14 มีประสบการณ์ การทำงานมากกว่า 10 ปี ร้อยละ 66.90 เคยเข้ารับการอบรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ร้อยละ 86.62 2. พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูในเขตพื้นที่อำเภอบางสะพานน้อย โดยภาพรวมอยู่ในระดับปฏิบัติมาก ค่าเฉลี่ย 3.48 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.52 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปฏิบัติมากเป็นลำดับที่ 1 คือ ด้านการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ รองลงมาคือ ด้านการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการประเมินผลการเรียนรู้ ด้านการจัดสื่อการเรียนรู้และแหล่ง การเรียนรู้ ตามลำดับ และปฏิบัติปานกลางด้านการสร้างความร่วมมือกับชุมชนในการจัด การเรียนรู้ เป็นลำดับสุดท้าย 3. การเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูในเขตพื้นที่อำเภอบางสะพานน้อย จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน ประสบการณ์ในการอบรม โดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านไม่แตกต่างกัน The research, ?Teaching-Learning Management Behaviour in Child-Centered Style, of Teachers in Bang Sa Parn Noi District, Prachuap Kiri Khan Education Service Area 1? aimed at two purposes. The first purpose was to study the teaching-learning management behaviour in child-centered style, of teachers in Bang Sa Parn Noi District, Prachuap Kiri Khan Education Service Area 1 on 5 aspects. Those were the aspects of plan management of learning arrangement to be in conformity with institutional curriculum, management of learning activities to follow the learning arrangement plan, arrangement of teaching aids/knowledge sources, creation of community participation in learning arrangement, and evaluation of learning results. Second, the research focused on comparing the teaching-learning management behaviour in child-centered style, of teachers in Bang Sa Parn Noi District, Prachuap Kiri Khan Education Service Area 1, classified by teachers? background. The sample group consisted of 142 teachers in Bang Sa Parn Noi District. The instrument used for data collection was a questionnaire with the reliability of 0.97. The statistics used were percentage, mean (X) standard deviation (S.D.) t-test, ANOVA, and Scheffe? matched pair comparison. The research results found that: 1. Out of the 142 respondents, 61.97% were female, while 57.75% were 40 years of age, and 90.14% had Bachelor''s degree. Sixty six point nine percent of those teachers had over 10 years of work experience, and 86.62% of them had been trained on child-centered teaching-learning management. 2. Overall, the teaching-learning management behaviour in child-centered style, of teachers in Bang Sa Parn Noi District was at high level with the mean of 3.48, and standard deviation of 0.52. When considering by aspects, it was found that what was practiced the most was the aspect of management of learning activities to follow the learning arrangement plan. It was followed by the aspects of plan management of learning arrangement to be in conformity with institutional curriculum, evaluation of learning results, and arrangement of teaching aids/knowledge sources respectively. What was practiced at fair level was the aspect of creation of community participation in learning arrangement, which came last. 3. The comparison of the teaching-learning management behaviour in child-centered style, of teachers in Bang Sa Parn Noi District, classified by gender, age, educational level, work experience, and experience of being trained, as a whole, no difference was found. When considering by aspects, it was found that there was no difference.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.22 MB)
2Abstract.pdf ( 0.25 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.20 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.25 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.26 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.68 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.24 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.53 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.36 MB)
10References.pdf ( 0.28 MB)
11Appendix.pdf ( 0.44 MB)
12Author.pdf ( 0.20 MB)
11
ทัศนะของผู้ปกครองต่อพฤติกรรมจริยธรรมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 ? ม.3) โรงเรียนเทศบาล 1 (ห้วยมุด)อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Attitude of Parent on Behavior and Morality of The Level 3 Middle School Students (Mor 1 ? Mor 3) The School of Municipal 1 (Huay Mud) Amphur Nasarn Suratthani
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : จิตติพล ทองจันทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยเรื่องทัศนะของผู้ปกครองต่อพฤติกรรมจริยธรรมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 ? ม.3) โรงเรียนเทศบาล 1 (ห้วยมุด) อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาทัศนะของผู้ปกครองและเปรียบเทียบทัศนะของผู้ปกครองต่อพฤติกรรมจริยธรรมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 ? ม.3) โรงเรียนเทศบาล 1 (ห้วยมุด) อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำแนกตามสถานภาพของผู้ปกครอง ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ปกครองของนักเรียน ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 ? ม.3) โรงเรียนเทศบาล 1 (ห้วยมุด) อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2549 จำนวน 85 คน โดยใช้วิธีการเชิงสำรวจ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ค่า t-test, F-test และทดสอบรายคู่โดยวิธีของ Scheffe? ผลการศึกษาพบว่า 1. ผู้ปกครองที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง จำนวน 62 คน คิดเป็น ร้อยละ 72.90 มีอายุระหว่าง 36 ? 45 ปี จำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 47.10 มีระดับการศึกษา ต่ำกว่ามัธยมศึกษา จำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 55.30 มีอาชีพรับจ้าง/ลูกจ้าง จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 42.40 2. ทัศนะของผู้ปกครองต่อพฤติกรรมจริยธรรมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 ? ม.3) โรงเรียนเทศบาล 1 (ห้วยมุด) อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ค่าเฉลี่ย 3.78 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .64 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับทัศนะมาก โดยมีทัศนะต่อพฤติกรรมจริยธรรมของนักเรียน ด้านความซื่อสัตย์สุจริต เป็นอันดับแรก ค่าเฉลี่ย 3.87 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .73 รองลงมาได้แก่ ด้านความเป็นผู้มีวัฒนธรรมและปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณี ค่าเฉลี่ย 3.83 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .80 ด้านความมีระเบียบวินัย ค่าเฉลี่ย 3.81 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .76 และด้านความขยันหมั่นเพียร ค่าเฉลี่ย 3.61 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .63 ตามลำดับ 3. ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า 1) ผู้ปกครองที่มีเพศต่างกันมีทัศนะต่อพฤติกรรมจริยธรรมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 ? ม.3) โรงเรียนเทศบาล 1 (ห้วยมุด) อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่แตกต่างกัน 2) ผู้ปกครองที่มีอายุต่างกัน มีทัศนะต่อพฤติกรรมจริยธรรมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 ? ม.3) โรงเรียนเทศบาล 1 (ห้วยมุด) อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีทัศนะต่อพฤติกรรมจริยธรรมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 ? ม.3) โรงเรียนเทศบาล 1 (ห้วยมุด) อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่แตกต่างกัน 4) ผู้ปกครองที่มีอาชีพต่างกัน มีทัศนะต่อพฤติกรรมจริยธรรมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 ? ม.3) โรงเรียนเทศบาล 1 (ห้วยมุด) อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่แตกต่างกัน The purpose of this study is to investigate attitude of parent on behavior and morality of the level 3 middle school students, (Mor 1 ? Mor 3) the school of Municipal 1 (Huay Mud) Amphur Nasarn Suratthani, classified by their socio ? demographic factors. The subjects of this study were 85 parents of the level 3 middle school students, (Mor 1 ? Mor 3) the school of Municipal 1 (Huay Mud) Amphur Nasarn Suratthani, in year 2006. The data in this servay research collected by the 5 ? point scale instrument and analysed by statistic methods such as F-test, T-test with Scheffe paired comparison procedure, and Descriptive statistic ? Percentage and Standard Deviation. Research findings were described as follows. 1. Six ? two parents (72.90 %) were female and forty (47.10 %) were 36 ? 45 year old. Almost forty ? seven parents (55.30 %) graduated in less than level three middle school and thirty ? six (42.40 %) were wageworker / employee. 2. Overall scores of attitude of parent on behavior and morality of the level 3 middle school students, (Mor 1 ? Mor 3) the school of Municipal 1 (Huay Mud) Amphur Nasarn Suratthani, was in very agreement level (M = 3.78, SD = .64) When considering attitude of parent on behavior and morality by component found that the highest score level of attitudes? was in Honest component (M = 3.87, SD = .73) and next, were Culture and Manner, Discipline, and Industrious component (M = 3.83, 3.81, 3.61 and SD = .80, .76, .63 respectively). 3. Means of attitude of parent on behavior and morality of the level 3 middle school students, (Mor 1 ? Mor 3) the school of Municipal 1 (Huay Mud) Amphur Nasarn Suratthani, of each categories in all of socio ? demographic factors ? Sex, Educational Level, and Career variable ? were not significantly different. Exceptionally, Age variable which was significantly different (α = .05) between means of each categories.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.08 MB)
2Abstract.pdf ( 0.09 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.05 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.09 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.07 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.40 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.07 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.20 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.11 MB)
10References.pdf ( 0.06 MB)
11Appendix.pdf ( 0.21 MB)
12Author.pdf ( 0.05 MB)
12
ความพร้อมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 ในการถ่ายโอนการจัดการศึกษาให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล
The Readiness of Transforming the Government School of Sakolnakorn Education Service Area 1 for Local Administrative Organization
วิทยานิพนธ์/Thesis 2553
โดย : ดนัย รังหอม
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความพร้อมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สกลนคร เขต 1 ในการถ่ายโอนการจัดการศึกษาให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล จำแนกตามสถานภาพของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและประเภทของสถานศึกษาที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร โดยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.976 เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดสกลนคร จำนวน 123 คน และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way Analysis of Variance) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษาที่ตอบแบบสอบถามมี จำนวนทั้งสิ้น 123 คน ส่วนใหญ่ เป็นเพศชายจำนวน 108 คน คิดเป็นร้อยละ 87.8 และเพศหญิง จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 12.2 มีอายุระหว่าง 35-50 ปี จำนวน 94 คน คิดเป็นร้อยละ 76.4 มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 106 คน คิดเป็นร้อยละ 86.2 มีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษามากกว่า 5 ปี จำนวน 113 คน คิดเป็นร้อยละ 91.9 ประเภทของสถานศึกษาที่ดารงตำแหน่งเป็นผู้บริหาร เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 73 โรง คิดเป็นร้อยละ 59.3 2. ความพร้อมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 ในการถ่ายโอนการจัดการศึกษาให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล ในภาพรวมมีความต้องการ อยู่ในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.08 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.68) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการบริหารงานทั่วไปมีระดับความพร้อมอยู่ในระดับน้อยเป็นอันดับที่หนึ่ง รองลงมาคือ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณและด้านการบริหารงานบุคคล เป็นอันดับสุดท้าย 3. ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 ที่มี สถานภาพทั่วไป (เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและประเภทของสถานศึกษาที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร) ต่างกัน มีความพร้อมในการถ่ายโอนการจัดการศึกษาให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล ในภาพรวมไม่มีความแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณา เป็นรายด้าน พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันในทุกด้าน The research aimed to study the readiness of transforming the government school of Sakolnakorn Education Service area 1 for local administrative organization. Additionally, it also proposed to compare The readiness of transforming the government school of Sakolnakorn Education Service area 1 for local administrative organization. The study was classified by School Administrators is background such as gender, age, educational level, administrators experience and the type of schools. It was a survey research, conducted by using a questionnaire as the instrument for data collection. The reliability of the questionnaire was .976. The sample group consisted of 123 School Administrators, in the the government school of Sakolnakorn Education Service area 1. The statistics used for data analysis were percentage, means, standard deviation, t-test, and one-way analysis of variance. The research found that: 1. Most of the readiness majority group of the samples or 87.8% (108) were male and 12.2% (15) were female, while 76.4% (94) were aged between 35-50 years old, while 86.2% (106) were higher bachelor degree school, while 91.9% (113) were administrators experience and 59.3% (73) were the opportunity education schools. (3) 2. The readiness of transforming the government school of Sakolnakorn Education Service area 1 for local administrative organization was lessly readiness in the aspects of general administration educational management, budget management, and human resource administration. 3. The differences in gender, age, educational level, administrators experience and the types of school were not significantly reflected in their readiness of transforming the government school of Sakolnakorn Education Service area 1 for local administrative organization in the aspect of educational management, budget management, human resource administration and general administration
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.21 MB)
2Abstract.pdf ( 0.22 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.21 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.22 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.22 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.62 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.24 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.36 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.25 MB)
10References.pdf ( 0.25 MB)
11Appendix.pdf ( 1.30 MB)
12Author.pdf ( 0.19 MB)
13
การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1
Implementation of Local Wisdom in Instructional Management of Secondary Schools in Prachuap Khiri Khan EducationalService Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สุกิจ บัวแพง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การศึกษาวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการนำ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์เขต 1 จำแนกตามภูมิหลังครูผู้สอนในโรงเรียน ดำเนินการวิจัยเชิงสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครูผู้สอนในโรงเรียน ปีการศึกษา 2547 จำนวน 229 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.971 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, F-test และเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ ผลการวิจัยพบว่า 1. ครูผู้สอนในโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 154 คน ร้อยละ 67.25 มีอายุ 41 - 50 ปี ร้อยละ 38.86 ส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 87.77 มีประสบการณ์ในการทำงาน 21 - 30 ปี ร้อยละ 35.81 ส่วนใหญ่ สอนมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 111 คน ร้อยละ 48.47 ปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดเล็ก (นักเรียน 1-499 คน) จำนวน 108 คน 2. การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาของ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง โดยมีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านคติ ความคิด ความเชื่อ มาใช้ในการเรียน การสอนในระดับปานกลาง เป็นลำดับที่ 1 รองลงมาด้านศิลปะวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี และมีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการเรียนการสอนในระดับน้อย ด้านการประกอบอาชีพในท้องถิ่น และด้านแนวคิด หลักปฏิบัติ และเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นลำดับที่ 3 และ 4 3. ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ครูที่มีเพศ อายุ ประสบการณ์ในการทำงาน ระดับชั้นที่สอน และปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดต่างกัน มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ ในการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษา ในภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนครูที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการเรียน การสอน ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน This research aimed to study and to compare the application of local intellectual in teaching-learning at secondary education level in schools under Prachuap Khiri Khan Educational Service Area 1, classified by teachers? background. It was a survey research using 229 teachers who were teaching in academic year 2004 as samples. The instrument used for data collection was a questionnaire with the reliability of 0.971. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test, F-test, and Scheffe? matched pair comparison. The research found that : 1. Majority of the participating teachers were female at 67.25% (No. 154). Thirty-eight point eight six percent of them were 41-50 years of age. Most of the teachers or 87.77% of them had Bachelor''s degree. Those teachers had 21-30 years of work experience at 35.81%, and 48.47% or 111 of them were teaching Mathayom 1-3. 2. In total, the application of local intellectual in teaching-learning of secondary education level in schools under Prachuap Khiri Khan Educational Service Area 1 was at middle level. The local intellectuals used adage, thought, and belief in teaching-learning at middle level, which came first. It was followed by the aspects of arts, cultures, and customs which were used in teaching-learning at low level. The aspects of making a living in local areas and ideas, local technology principles came third and fourth respectively. 3. The hypothesis testing found that, in total and in aspects, the teachers who had different gender, age, work experience, and level of teaching had different levels of application of local intellectual wisdom in teaching-learning at secondary education level at the statistical significance of .01. On the other hand, the teachers who had different education background, and worked in different size schools had similar application of local intellectual wisdom in teaching-learning at secondary education level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.22 MB)
2Abstract.pdf ( 0.23 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.20 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.28 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.28 MB)
6Chapter 2.pdf ( 1.05 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.26 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.81 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.33 MB)
10References.pdf ( 0.26 MB)
11Appendix.pdf ( 0.42 MB)
12Author.pdf ( 0.20 MB)
14
นวัตกรรมการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ระยะที่ 1
Innovation of using the notebook computer for developing self-learning of the undergraduate students, Suan Dusit Rajabhat University.
งานวิจัย/Research report nd.
โดย : พรรณี สวนเพลง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
งานวิจัยเรื่อง นวัตกรรมการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา 3) เพื่อศึกษาศึกษาศึกษาเจตคติต่อการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา และ 4) เพื่อศึกษาความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาระดับปริญญาตรี วิธีการวิจัยใช้การวิจัยแบบบูรณาการของการวิจัยเชิงปริมาณ (มีการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 2,835 ชุด) และการวิจัย เชิงคุณภาพ (มีการเก็บข้อมูลจากการจัดสัมมนาระดมความคิดเห็น และการสัมภาษณ์เชิงลึก) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา นักศึกษาร้อยละ 96.51 ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา และโดยเฉลี่ยใช้ครั้งละ 3-4 ชั่วโมง ซึ่งมีวัตถุประสงค์การใช้เพื่อการศึกษาเพื่อทำการบ้านและรายงาน เพื่อการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองนอกชั้นเรียน เพื่อความบันเทิง เพื่อติดต่อสื่อสาร เพื่อติดตามข่าวสาร และอื่นๆ 2. ปัญหาและอุปสรรคการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา พบว่า ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ คือ ปัญหาที่ตัวนักศึกษาที่ยังขาดความรู้ในการงานเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างถูกต้อง 3. เจตคติต่อการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา พบว่านักศึกษามีความพึงพอใจในระดับพอใจมาก ร้อยละ 68.96 4. ความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง พบว่านักศึกษาใช้งานเว็บไซต์อื่นๆ ภายนอกมหาวิทยาลัย ร้อยละ 21 และใช้งานเว็บไซต์ขอสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียนร้อยละ 19.03 ใช้งานเว็บไซต์หลักของมหาวิทยาลัยร้อยละ 18.95 ใช้บริการอื่นๆ บนเว็บไซต์นอกมหาวิทยาลัย ร้อยละ 18.70 ใช้งานเว็บไซต์ของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ร้อยละ 12 5. ข้อเสนอแนะ มีข้อเสนอแนะด้านฮาร์ดแวร์ ด้านซอฟต์แวร์ ด้านระบบเครือข่ายและอินเทอร์เน็ต ด้านกระบวนการลงนามในสัญญา และด้านกิจกรรมส่งเสริมและรณรงค์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย The research title is ?Innovation of using the notebook computer for developing self-learning of the undergraduate students, Suan Dusit Rajabhat University?. The aims of this research are studied 1) current status of using computer notebook of the students 2) problems and obstacles of using computer notebook 3) attitude towards of the student using computer notebook and 4) the demand of using information and technology for supporting self-learning. This research is applied integrated research approaches between quantitative (collecting data from survey) and qualitative (collecting data from focus group and in-depth interview) approaches. The result found that: 1. Current using computer notebook aspect: student used computer 96.51 percent by average 3-4 hours/time. Students used computer for doing homework, searching information and knowledge from website, entrainment and communication. 2. Major problem of using computer notebook fond that: students lacked of knowledge of using computer notebook. Students did not read instruction and manual before used computer notebook. 3. Attitude towards of using computer notebook: students have high satisfaction level around 68.96 percent. 4. The demand of using information technology for support self-learning: found that, students explored external university website 21 percent, used web registration system 19.03 percent, used university website 18.95 percent, used other web service outside university website 18.70 percent and used library website for 12 percent 5. Suggestion for improve quality of hardware, software, networking systems and Internet, sign contract process and activities for motivating students to use computer notebook for self-learning in order to increase level of usage information technology of university.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.19 MB)
2Abstract.pdf ( 0.20 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.18 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.23 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.31 MB)
6Chapter 2.pdf ( 1.22 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.24 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.47 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.21 MB)
10References.pdf ( 0.22 MB)
11Appendix.pdf ( 0.64 MB)
12Author.pdf ( 0.26 MB)
15
พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักเรียนโรงเรียน สามเสนวิทยาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
Samsenwittayalai School Students? Behaviors in Using Information Technology under the Office of Bangkok Education Service Area 1, Office of the Basic Education Commission, Ministry of Education
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : กรกมล กำเนิดกาญจน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำแนกตามสถานภาพของนักเรียน ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียน โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จำนวน 356 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที (t - test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - way ANOVA) ใช้การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ (Scheffe? Method) ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 51.12 อายุ 15 ปี และต่ำกว่า ร้อยละ 60.67 ชั้นปีที่ศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 ร้อยละ 18.54 คะแนนเฉลี่ยสะสม 3.01 ? 4.00 ร้อยละ 83.15 ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง) เป็นระยะเวลานานมากกว่า 4 ปี ร้อยละ 80.90 2) พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักเรียนในภาพรวมมีพฤติกรรม อยู่ในระดับปฏิบัติมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีพฤติกรรมอยู่ในระดับปฏิบัติมาก ด้านวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นอันดับที่ 1 รองลงมา คือ ด้านเครื่องมือเครื่องใช้ ด้านประโยชน์ ที่ได้รับ และมีพฤติกรรมอยู่ในระดับปฏิบัติปานกลางด้านระยะเวลาที่ใช้ ตามลำดับ 3) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า นักเรียนที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง) เป็นระยะเวลาต่างกันมีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนนักเรียนที่มีเพศ อายุ ชั้นปีที่ศึกษา และคะแนนเฉลี่ยสะสมต่างกันมีพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในภาพรวม ไม่แตกต่างกัน The purposes of this research were to find out how students of Samsenwittayalai School, Office of Bangkok Education Service Area 1, Office of the Basic Education Commission, Ministry of Education made use of Information Technology as well as to compare their use of IT, categorized by the students? status. The population of this study consisted of 356 students from Samsenwittayalai School. The instrument used for gathering data was a set of questionnaire with the reliability of .85. The statistics used to analyze the data were percentage, mean, standard, duration t-test, One ? way ANOVA and Scheffe?s matched pair comparison. The findings revealed that : 1) Most of the population 51.12% were female, while 60.67% were lower than 15 years old. Out of all, 18.54% learning at Mattayom Suksa 3 class range level, grade point averages were between 3.01 ? 4.00 at 83.15%, having experience in using Information Technology (computer and related ? accessory) more than 4 years at 80.90%. 2) As the whole, the usage behaviors of Information Technology of students were at high level. When considering by aspects, it was found that students? behaviors were at high level in the aspect of usage objectives, which came first, followed by the aspect of tools, usefulness and student?s behavior at fair level in the aspect of usage time, respectively. 3) The hypothesis testing found that, students with different experience in usability Information Technology (computer and related ? accessory) had different usage behaviors of Information Technology at statistical significance of .05. Students with different gender, age, class range level, and grade point average showed similar usage behaviors of Information Technology.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Cover.pdf ( 0.19 MB)
2Abstract.pdf ( 0.23 MB)
3Acknowledgement.pdf ( 0.20 MB)
4Table of contents.pdf ( 0.32 MB)
5Chapter 1.pdf ( 0.29 MB)
6Chapter 2.pdf ( 0.86 MB)
7Chapter 3.pdf ( 0.26 MB)
8Chapter 4.pdf ( 0.58 MB)
9Chapter 5.pdf ( 0.33 MB)
10References.pdf ( 0.28 MB)
11Appendix.pdf ( 0.51 MB)
12Author.pdf ( 0.20 MB)

Search within results