Search Result 306 Found

  • Filters
 
1
การใช้แบบฝึกประจำหน่วยการเรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุนทรียภาพของชีวิต (GFA 0111)
The Use of Exercise foe developing Learning Achievement of Aesthetics Appreciation (GFA 0111)
งานวิจัย/Research report 2552
โดย : อาริยา แทรกสุข
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยเรื่องการใช้แบบฝึกประจำหน่วยการเรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสุนทรียภาพของชีวิต (GFA 0111) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบฝึกประจำหน่วยการเรียนวิชาสุนทรียภาพของชีวิต (GFA 0111) และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุนทรียภาพของชีวิต (GFA 0111) ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกประจำหน่วยการเรียน วิชาสุนทรียภาพของชีวิต (GFA 0111) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปีหลังภาคพิเศษ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ หมู่เรียนที่ 751 ของศูนย์การศึกษาดรุณพิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่กำลังศึกษาวิชาสุนทรียภาพของชีวิตอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ตัวแปรต้น คือ วิธีการสอนโดยใช้แบบฝึกประจำหน่วยการเรียน ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุนทรียภาพของชีวิต (GFA 0111) การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2552 ถึง วันที่ 25 กันยายน 2552 รวมทั้งหมด 16 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกประจำหน่วยการเรียน วิชาสุนทรียภาพของชีวิต (GFA 0111) ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อหาของวิชาสุนทรียภาพของชีวิตครบทั้ง 7 บท และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุนทรียภาพของชีวิต (GFA 0111) ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 5 ตัวเลือก จำนวน 2 ชุด ชุดละ 20 ข้อ อันประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน วิชาสุนทรียภาพของชีวิต (GFA 0111) ประจำหน่วยการเรียนที่ 1-3 และแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน วิชาสุนทรียภาพของชีวิต (GFA 0111) ประจำหน่วยการเรียนที่ 4-7 หลังจากเก็บข้อมูลการวิจัยได้มีการนำข้อมูลมาประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการหาค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้องของ IOC การหาค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์หาค่าความยาก (Difficulty) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าร้อยละ (%) ค่าสถิติทดสอบที (t-test independent) ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธ์ทางการเรียน วิชาสุนทรียภาพของชีวิต (GFA 0111) ของนักศึกษาระดับชั้นปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปีหลังภาคพิเศษ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ หมู่เรียนที่ 751 มีคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนประจำหน่วยการเรียนที่ 1-3 เท่ากับ 6.73 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.66 และคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 33.65 และคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนประจำหน่วยการเรียนที่ 1-3 เท่ากับ 10.57 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.85และคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 52.85 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนประจำหน่วยเรียนที่ 4-7 เท่ากับ 10.03 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.77 และคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 50.15 และคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนเท่ากับ 14.00 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.03 และคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 70 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.15 MB)
2abstract.pdf ( 3.92 MB)
3content.pdf ( 2.46 MB)
4chapter1.pdf ( 3.84 MB)
5chapter2.pdf ( 1.24 MB)
6chapter3.pdf ( 5.31 MB)
7chapter4.pdf ( 5.08 MB)
8chapter5.pdf ( 3.37 MB)
9bibliography.pdf ( 3.07 MB)
10appendix.pdf ( 1.69 MB)
2
การวิจัยประเมินการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการวางแผนระยะที่ 1: ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
The Evaluation Research for the Development of Enterprise of Enterprise Resource Planning (ERP) Phase I : The Information system for Human Resource Management Rajabhat University
งานวิจัย/Research report 2550
โดย : สุพจน์ ค้าขาย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงประเมิน โครงารพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการวางแผน (ERP) ระยะที่ 1 : ระบบการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยใช้รูปแบบการประเมินผลกระทบเน้นการศึกษากระบวนการและผลลัพธ์ มีวัตถุประสงค์ 4 ข้อ คือ ประการแรกเปรียบเทียบความแตกต่างของกระบวนการดำเนินงานปฏิบัติจริงกับแผนที่กำหนดไว้ ประการที่สองเปรียบเทียบผลลัพธ์ของโครงการระหว่างที่เป็นจริงกับที่คาดหวัง และประการที่สามเปรียบเทียบความพึงพอใจในการใช้ระบบของผู้ที่มีส่วนได้เสียระหว่างที่จริงกับที่คาดหวัง และประการที่สี่ศึกษาปัญหาที่เกิดจากการนำระบบลงสู่การปฏิบัติและวิเคราะห์ข้อควรปรับปรุง ลักษณะของการประเมินเป็นการประเมินผลการดำเนินงานช่วงสิ้นสุดโครงการ ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยพัฒนาเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล 3 ชุด ประกอบด้วย แบบตรวจสอบกระบวนการการดำเนินการตามสภาพจริง แบบประเมินผลลัพธ์ของโครงการ และแบบสำรวจความพึงพอใจในการใช้ระบบ ประกอบกับการจัดประชุมระดมสมองสำหรับการวิเคราะห์สภาพปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไข โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้บริหารระดับปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติงานระบบ และบุคลากรทั่วไป ผลการศึกษาพบว่า มีการเตรียมความพร้อมด้านวัสดุครุภัณฑ์ครบถ้วน และระบบปฏิบัติการด้านการบริหารบุคลากรครบทุกระบบงาน มีการบันทึกค่าเริ่มต้นแล้วทุกระบบใช้สำหรับทดลองระบบแต่ยังไม่ได้ใช้จริงไม่สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ จากการตรวจสอบการปฏิบัติงานตามขั้นตอนการใช้งานตามสภาพจริง พบว่าส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้งานจริงหรือมีการใช้ งานบ้างแต่ยังไม่มีการดำเนินการต่อเนื่อง มีเพียงระบบเดียวที่ผู้ปฏิบัติเห็นว่า มี ระดับปฏิบัติงานครบถ้วนร้อยละ 60 หรือมากกว่า ได้แก่งานทะเบียนประวัติ และงานสรรหา ซึ่งส่งผลให้ระดับความพึงพอใจต่อการนำระบบมาสู่การปฏิบัติของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแตกต่างกันระหว่างสภาพการใช้งานจริงกับสภาพที่คาดหวังอย่างมีนับสำคัญทางสถิติ สำหรับประเด็นปัญหาการนำระบบมาสู่การปฏิบัติผู้ปฏิบัติงานเสนอไว้ 5 ประเด็นคือประเด็นแรกได้แก่ความชัดเจนเรื่องกรอบอัตรากำลังและระเบียบของงานบริหารงานบุคคล ประการที่สองข้อมูลพื้นฐานของบุคลากรใม่ครบถ้วน ประการที่สามผู้ใช้งาดขาดความรู้ในการบันทึกข้อมูลเริ่มต้น ประการที่สี่บุคลากรที่เป็นคณาจารย์ส่วนใหญ่จะไม่ให้ความร่วมมือเนื่องจากขาดการสื่อสารให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้งานระบบ และประการที่ห้าระบบไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลซ้ำซ้อนได้ จากประเด็นปัญหาดังกล่าวมีข้อเสนอแนวทางปรับปรุงคือ ควรมีการทบทวนแผนการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับในการเข้าใช้ระบบ กำหนดนโยบายด้านการบริหารบุคคลากรที่ชัดเจนพร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรทราบทั่วกัน จัดทำแผนอัตรากำลังเป็นแผนระยะปานกลาง ช่วงระหว่าง 3 ถึง 5 ปี จัดเกณฑ์ภาระงานของบุคลากรทุกระดับและเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติราชการโดยจัดทำเป็นประกาศมหาวิทยาลัย จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบระบบทั้ง 9 ระบบว่าสามารถรองรับรองกับระบบการบริหารงานบุคคลที่พัฒนาขึ้นใหม่ พร้อมทั้งจัดทำแนวทางการปรับปรุงระบบ และมีแผนปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงาน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.42 MB)
2abstract.pdf ( 0.21 MB)
3content.pdf ( 0.42 MB)
4chapter1.pdf ( 0.49 MB)
5chapter2.pdf ( 2.42 MB)
6chapter3.pdf ( 0.82 MB)
7chapter4.pdf ( 4.66 MB)
8chapter5.pdf ( 1.54 MB)
9bibliography.pdf ( 0.26 MB)
10appendix.pdf ( 4.17 MB)
3
ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการบริหารของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
Factors affecting the participation in administration of basic education school board members under the office of Bangkok Metropolis educational service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ชลอ รอดปัญญา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในการบริหารของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการบริหารของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 365 คน โดยจัดส่งแบบสอบถาม ไปยังสถานศึกษา จำนวน 390 ฉบับ (ส่งเกินไป 25 ฉบับ) ได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์คืนทั้งสิ้น 375 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 (เกิน 10 ฉบับ) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในการบริหารของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน คือ ด้านผู้บริหาร ด้านครู ด้านสถานศึกษา ด้านคณะกรรมการสถานศึกษา ด้านชุมชน ด้านเศรษฐกิจชุมชนและด้านสังคมวัฒนธรรมในชุมชน 2. ระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน โดยด้านการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับหลักสูตรและการเรียนการสอนในสถานศึกษาและด้านการมีส่วนร่วมเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนอยู่ในระดับมาก นอกนั้นอยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการมีส่วนร่วมกำหนดแผน นโยบาย และยุทธศาสตร์ ด้านการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา และด้านการมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล 3. ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการบริหารของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ศักยภาพของชุมชน (X22 ) บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ (X13 ) ความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่อครูและสถานศึกษาที่สืบทอดกันมา (X25 ) ความพร้อมของคณะกรรมการ(X15 ) และค่านิยมในการให้ความร่วมมือและร่วมบริจาคทรัพยากรต่าง ๆ แก่สถานศึกษา (X26 ) ตามลำดับ สมการถดถอยหรือสมการทำนายในรูปคะแนนดิบ ได้แก่ Y = a + B22X22 + B13X13+ B25X25 + B15X15+ B26X26 = 0.471 + 0.229 X22 + 0.156 X13+ 0.139 X25 + 0.166 X15+ 0.121 X26 สมการถดถอยในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z = β22Z22 + β13Z13 + β25Z25 + β15Z15 + β26Z26 = 0.214 Z22 + 0.198 Z13 + 0.131 Z25 + 0.137 Z15 + 0.124 Z26
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
151-T64.pdf ( 0.98 MB)
4
แบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
Private School Administrators? Leadership Style, The Basic Education, Bangkok Metropolitan?s Educational Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : นายปิลัญ ปฏิพิมพาคม
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ในเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 จำแนกตาม คุณวุฒิของผู้บริหาร ขนาดและระยะเวลาในการดำเนินการของโรงเรียน ประชากร ได้แก่ โรงเรียนเอกชนจำนวน 83 โรงเรียน ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 498 ฉบับ ได้รับคืน 81 โรงเรียน จำนวน 486 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 97.59 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานด้วยค่าที ค่าเอฟ (t-test and F-test) และทดสอบความแตกต่างรายคู่ โดยวิธีการ LSD ผลการวิจัยผลว่า 1. แบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ประพฤติปฏิบัติมากคือแบบร่วมมือร่วมใจ 2. แบบภาวะผู้นำที่ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนที่มีวุฒิการศึกษาแตกต่างกันประพฤติปฏิบัติแตกต่างกันในแบบมิตรสัมพันธ์และแบบตามสบาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ µ = 0.05 3. แบบภาวะผู้นำที่ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนที่มีขนาดแตกต่างกันประพฤติปฏิบัติแตกต่างกันเกือบทุกแบบ ยกเว้นแบบมิตรสัมพันธ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ µ = 0.05 4. แบบภาวะผู้นำที่ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนที่มีระยะเวลาดำเนินการแตกต่างกันประพฤติปฏิบัติแตกต่างกันเฉพาะในแบบมิตรสัมพันธ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ µ = 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1t48_ปิลัญ ปฏิพิมพาคม.pdf ( 1.59 MB)
5
ความพึงพอใจของครูที่มีต่อสภาพแวดล้อมในการทำงาน ในโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
Teacher?s Satisfaction with the Working Environment in Private Schools in Bangkok Metropolis Educational Service Area, Zone 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ศิริเพ็ญ คงพิทยาพันธุ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจ และเปรียบเทียบความพึงพอใจของครูที่มีต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานในโรงเรียนเอกชน เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 จำแนกตามขนาดโรงเรียน ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน อายุของครู และจำนวนชั่วโมงการปฏิบัติการสอน โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครูในโรงเรียนเอกชนเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 โดยใช้แบบสอบถามทำการสำรวจ 331 ฉบับ ได้รับคืน 290 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 87.61 วิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูปด้วยสถิติที่เป็น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานด้วยค่าทีและวิเคราะห์ความแปรปรวน เมื่อพบความแตกต่างระหว่างข้อนำมาวิเคราะห์โดยเทคนิค LSD ผลการวิจัยพบว่า 1. ความพึงพอใจของครูที่มีต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานในโรงเรียนเอกชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางเกือบทุกด้าน ยกเว้นต่อลักษณะทางกายภาพ อยู่ในระดับมาก 2. เปรียบเทียบระดับความพึงพอใจในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชน จำแนกตามขนาดของโรงเรียน โดยรวม แตกต่างกันทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. เปรียบเทียบระดับความพึงพอใจในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชน จำแนกตามระยะเวลาในการปฏิบัติงาน โดยรวมไม่แตกต่างกันทุกด้าน 4. เปรียบเทียบระดับความพึงพอใจในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชน จำแนกตามอายุโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการจัด การเรียนการสอน เพื่อนร่วมงาน และผู้บังคับบัญชา 5. เปรียบเทียบระดับความพึงพอใจในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชนจำแนกตามจำนวนชั่วโมงการปฏิบัติการสอน โดยรวมแตกต่างกันเฉพาะด้านความมั่นคง ก้าวหน้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1t48_ศิริเพ็ญ คงทิพยาพันธุ์.pdf ( 1.36 MB)
6
การปรับปรุงพฤติกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของผู้เรียนช่วงชั้นที่ 1 และช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนอนุบาลดวงกมล จังหวัดระนอง
The improvement of learning behaviors in the foreign lanaguage learning area of the first and second stages stages students of Anuban Duangkamol school in Ranong province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2007
โดย : ทรงศักดิ์ โต๊ะทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาที่ 3 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยใช้การวิจัยปฏิบัติการของโครงการปรับปรุงคุณภาพการเรียนรู้ IBM/DE&T , 2001-2003 และ เพื่อประเมินผลปฏิบัติการปรับปรุงพฤติกรรมการเรียนรู้ โดยรูปแบบการเวียนประเมินในกลุ่มสถานศึกษา 3 แห่ง
ผลการวิจัยเป็นดังนี้ อ่านเรื่องที่กำหนดในและตอบคำถามได้ถูกต้อง ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผ่านการประเมินการปรับปรุงและชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านการประเมินผลระดับดี ความสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผ่านการประเมินระดับพอใช้และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านการประเมินระดับดี พูดทักทายหน้าชั้นเรียนตามบทสนทนาที่กำหนดให้ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผ่านการประเมินระดับปรับปรุงและชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านการประเมินระดับพอใช้ อ่านออกเสียงสะกดคำศัพท์และบอกความหมายได้ถูกต้อง ผู้เรียนขั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผ่านการประเมินระดับปรับปรุงและชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านการประเมินระดับพอใช้ การใช้โครงสร้างไวยากรณ์ได้ถูกต้องตามหลักภาษา ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผ่านการประเมินระดับพอใช้ และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านการประเมินระดับดี การส่งแบบฝึกหัด ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผ่านการประเมินระดับพอใช้และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านประเมินระดับดี ฟังเรื่องและตอบคำถามได้ถูกต้อง ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผ่านการประเมินระดับปรับปรุงและผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านการะประเมินระดับพอใช้
การประเมินผลโดยการเวียนประเมินของผู้บริหารสถานศึกษา 3 แห่ง พบว่า การปรับปรุงพฤติกรรมการเรียนรู้ ตามแผนปฏิบัติการ มีความตรง และความน่าเชื่อถือในการปรับปรุงคุณภาพ "
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1T50_28_11241907.pdf ( 2.02 MB)
7
กระบวนการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
The process of English learning management in foreign language Substance for Pratom Suksa one
วิทยานิพนธ์/Thesis 2007
โดย : สาวิตรี แขกเทศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยเรื่อง กระบวนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาภาษาอังกฤษกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ เพื่อทดลองกระบวนการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาอังกฤษ และเพื่อประเมินรูปแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ของศุภรา จิตภักดีรัตน์ รวมทั้ง ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังจากการทดลองใช้รูปแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเซนหลุยส์ จำนวน 48 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ผู้ปกครอง แผนการสอนบูรณาการ แบบประเมินชิ้นงาน แบบประเมินแฟ้มพัฒนางาน แบบประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ แบบประเมินการพูด/อ่าน แบบประเมินตามสภาพจริง แบประเมินการฟัง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ผู้วิจัยได้จัดกระบวนการเรียนรู้ วิชาภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยนำกระบวนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษระดับการศึกษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยนำกระบวนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของศุภรา จิตภักดีรัตน์ ประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินงาน 17 ขั้นตอน ได้แก่ 1)วิเคราะห์หลักสูตร 2)เลือกเนื้อหา 3)วิธีสอนและเทคนิคการสอน 4)กำหนดแผนการจัดการเรียนรู้ 5)จัดเตรียมทรัพยากรการเรียนรู้ 6)จัดเตรียมเครื่องมือวัดและประเมินผล 7)กำหนดจุดประสงค์ 8)กำหนดเนื้อหาสาระ 9)กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ และ10)กำหนดสื่อประกอบการเรียนรู้ 11)กำหนดวิธีวัดและประเมินผล 12)นำเสนอบทเรียน 13)ฝึกปฏิบัติ 14)การนำไปใช้ 15)ตรวจสอบผลการเรียนรู้ 16)ประเมินผลการเรียนรู้ 17)ปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนรู้ ใช้เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่ฃชาติมัลคุม บัลดริจ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1T50_8_11241932_A.pdf ( 3.00 MB)
2T50_8_11241932_B.pdf ( 2.87 MB)
8
การบริหารงานวิชาการโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กลุ่มที่ 1
Academic affairs management of the general education section of Phra Pariyattidhamma schools under the office of the National Buddhism Group 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2007
โดย : ธวัช ดารารัตน์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ ( 1 ) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการ ( 2 ) เพื่อกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาในการบริหารงานวิชาการ และ ( 3 ) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำกลยุทธ์การพัฒนาไปปฏิบัติในการบริหารงานวิชาการโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กลุ่มที่ 1
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากการส่งแบบสอบถาม จำนวน 334 ฉบับ ได้รับการตอบกลับคืนมา จำนวน 276 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 82.63 แล้วดำเนินการวิเคราห์สภาพเพื่อใช้กำหนดเป็นประเด็นที่ควรกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาในการบริหารงานวิชาการในแบบสัมภาษณ์ที่ใช้สัมภาษณ์ผู้บริหาร จำนวน 10 รูป / คนแล้วทำการวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาในการบริหารงานวิชาการในแบบสอบถามเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำกลยุทธ์การพัฒนาไปปฏิบัติในการบริหารงานวิชาการที่ใช้สอบถามจากรองบริหารฝ่ายวิชาการและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานวิชาการ จำนวน 32 ฉบับ ได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์กลับคืนทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 100 สำหรับสถิติที่ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1. สภาพการบริหารงานวิชาการ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางเกือบทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องการศึกษาจุดมุ่งหมายของหลักสูตร การวางแผนการใช้หลักสูตร และการเตรียมความพร้อมของบุคลากรเพื่อการเรียนการสอน ในด้านการจัดการหลักสูตร การจัดตารางสอนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างเหมาะสม และการดำเนินการเรียนการสอนตามตารางสอนที่กำหนด ในด้านการจัดการเรียนการสอน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการวัดและการประเมินผลการเรียน และการกำหนดให้บุคลากรทุกฝ่ายถือปฏิบัติในการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ตามเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกัน ในด้ารการวัดผลและการประเมินผล ที่อยู่ในระดับมาก "
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1T50_12_11241926_A.pdf ( 3.33 MB)
2T50_12_11241926_B.pdf ( 2.82 MB)
9
การประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเตรียม จังหวัดพังงา
The application of quality process of English learning management for Prathom Suksa 1 level of Ban Triam school, Phangnga province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2007
โดย : อำพร พัดตัน
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การศึกษาการประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเตรียม จังหวัดพังงา ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ กระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 28 คน 2) ครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 1 จำนวน 3 คน 3) หัวหน้างานวิชาการระดับประถมศึกษา จำนวน 3 คน และ 4) ผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจสอบกระบวนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จำนวน 3 คน เครื่องมือในการวิจัยจำแนกเป็นประเภท ได้แก่ 1) แบบตรวจสอบกระบวนการจัดการเรียนรู้ 15 ขั้นตอน 2) แบบตรวจสอบความสอดคล้องในการนำไปใช้ 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ผลการประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนรู้เรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของศุภรา จิตรภักดีรัตน์ 16 ขั้นตอน โดยปรับเปลี่ยนขั้นตอนให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น เป็นกระบวนการเรียนรุ้อย่างมีคุณภาพประกอบด้วย 15 ขั้นตอน มีดังนี้ 1) วิเคราะห์หลักสูตร 2) เลือกเนื้อหา 3) เลือกวิธีสอน/สาระ 7) กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ 8) กำหนดแหล่งเรียนรู้ 9) กำหนดสื่อประกอบการเรียนรู้ 10) กำหนดวิธีการวัดและประเมินผล 11) จัดเตรียมเครื่องมือวัดและประเมินผล 12) นำเสนอบทเรียน 13) ฝึกปฏิบัติ 14) การนำไปใข้ และ 15) ตรวจสอบและประเมินผลการเรียนรู้ ผู้วิจัยสามารถสรุปผลการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ ดังนี้
จากผลการตรวจสอบกระบวนจัดการเรียนรู้ 15 ขั้นตอน พบว่ามีความเหมาะสมทางวิชาการและสามารถนำไปใช้ในสถานศึกษา โดยมีค่าความสอดคล้องของแต่ละขั้นตอนที่ 0.84 ? 1.00 สำหรับผลการทดลองใช้พบว่านักเรียนมีผลการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยมีนัยสำคัญทางสถิติ .01 "
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1T50_16_11241876.pdf ( 1.08 MB)
10
รายงานการวิจัยเรื่องผลของการเรียนรู้แบบร่วมมือคู่ต่อการพัฒนารูปแบบการคิดของนักศึกษา ชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา
The effect of paired-cooperative ;earning on first year undergraduate students\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\' cognitive style, Rajabhat insitute Suan Sunundha
งานวิจัย/Research report 2007
โดย : มอร กฤษณะรังสรรค์, สุภัททา ปิณฑะแพทย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยนี้ จุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของการเรียนรู้แบบร่วมมือคู่ต่อ การพัฒนารูปแบบการคิดของนักศึกษา ชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฎสวนสุนันทา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 หลักสูตร 4 ปี สถาบันราชภัฎสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2543 จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 65 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง 47 คน และกลุ่มควบคุม 18 คน การทดลองดำเนนนในสภาพการณ์เรียนการสอน กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้รับการทดสอบรูปแบบการคิด โดยใช้แบบทดสอบเดอะกรุป เอมเบดเดด ฟิกเกอร์ เทสต์ (the Group Embedded Figures Test : GEFT) ในการจำแนกนักศึกษาเป็นผู้ที่มีรูปแบบการคิดแบบอิสระและผู้ที่มีรูปแบบการคิดแบบพึ่งพา และจัดกลุ่มตัวอย่างโดยกลุ่มทดลองเป็นกลุ่มผู้มีรูปแบบการคิดแบบพึ่งพาคู่กับผู้ที่มีรูปแบบการคิดแบบพึ่ง การเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งสองกลุ่มแบ่งออกเป็น ระยะ คือ การทดสอบก่อนการทดลอง และหลังการทดลองข้อมูลที่ได้นำมาทดสอบด้วยสถิตินอนพาราเมตริก (Non-parametric) แบบแมน-วิทนีย์ (Mann-Whitney U Test)
ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของรูปแบบการคิดสูงกว่ากกว่ากลุ่มควบคุมหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1R5011229536.pdf ( 0.54 MB)
11
การพัฒนาแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา มาตรฐานด้านผู้บริหาร มาตรฐานที่ 10,11 และ 12
Development of description sheets for the 10th, 11th,and 12th Administrator standard quality indicators
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : นันทพร เชาวลิตวงศ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การศึกษาเรื่อง การพัฒนาแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา ระดับก่อนประถมศึกษา มาตรฐานด้านผู้บริหาร มาตรฐานที่ 10,11 และ 12 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ประกอบด้วย การสร้างแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานด้านผู้บริหาร มาตรฐานที่ 10,11 และ 12 ตามตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน : การศึกษาปฐมวัย ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา รอบที่สอง (พ.ศ. 2549 ? 2553) และการทดลองแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานด้านผู้บริหาร มาตรฐานที่ 10,11 และ 12 ไปใช้ปฏิบัติการในสถานศึกษา จำนวน 1 สถานศึกษา แบบการวิจัยที่ใช้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวิธีดำเนินการวิจัยดังนี้ กลุ่มตัวอย่างจำแนกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มกำหนดหัวข้อคุณภาพของแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ และแนวทางกำหนดรายละเอียดของตัวบ่งชี้คุณภาพ จำนวน 18 คน โดยเลือกจากประชากรทั้งหมด กลุ่มสร้างแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ จำนวน 30 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ครอบคลุมบริบทสถานศึกษาทั้ง 7 โรง ที่มีการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา และกลุ่มปฏิบัติงานตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ เป็นสถานศึกษาที่มีการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา ที่นำแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพไปทดลองใช้ จำนวน 1 โรง คือ โรงเรียนอนุบาลกิจติมาพร ประกอบด้วยบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 13 คน โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง การเก็บรวบรวมข้อมูล มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่หนึ่ง การสร้างแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ ขั้นตอนที่สอง การทดลองใช้แผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพในสถานศึกษา และขั้นตอนสุดท้าย การติดตามและประเมินผลการทดลองใช้แผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ผลการกำหนดหัวข้อคุณภาพ ในการกำหนดรายละเอียดตัวบ่งชี้คุณภาพ ประกอบการสร้างแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานด้านผู้บริหาร มาตรฐานที่ 10 ได้พฤติกรรม/สิ่งสะท้อนตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น 22 ตัวบ่งชี้ มาตรฐานที่ 11 ได้พฤติกรรม/สิ่งสะท้อนตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น 22 ตัวบ่งชี้ มาตรฐานที่ 12 ได้พฤติกรรม/สิ่งสะท้อนตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น 17 ตัวบ่งชี้ รวมจำนวนพฤติกรรม/สิ่งสะท้อนตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้นทั้งสิ้น 61 ตัวบ่งชี้ สำหรับผลการตรวจสอบความเหมาะสมของแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพที่สร้างขึ้น โดยการตรวจสอบความตรงและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นในเรื่องของความตรงคือ มีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 ? 1 ผลการพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้ไปใช้ในสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษาเห็นว่า แผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพที่สร้างขึ้น มีความเป็นไปได้ตามเกณฑ์ 4 รายการ คืออยู่ระหว่าง 4.50 ? 5.00 ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของแบบประเมินการปฏิบัติตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้ ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นในเรื่องของความตรงคือ มีค่าความสอดคล้องเท่ากับ 1 ผลการประเมินการปฏิบัติงานตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ จากการนำแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพไปทดลองใช้ในสถานศึกษา 1 โรง ระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2549 ? 19 มกราคม 2550 คือ ผลการปฏิบัติงานตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานที่ 10,11 และ 12 ตามสภาพจริง เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการนำแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ ที่พยายามสร้างให้เกิดความเหมาะสมเกี่ยวกับตัวบ่งชี้คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุดทุกตัว มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.50 ? 5.00 และผลการปฏิบัติงานตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ บรรลุผลตามตัวบ่งชี้คุณภาพในมาตรฐานที่นำไปใช้ อยู่ในระดับมากที่สุด คือ มีค่าเฉลี่ย 4.70 ? 4.85 ความคิดเห็นของบุคลากรทางการศึกษาต่อคุณสมบัติของมาตรฐานแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกตัว มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.50 ? 5.00 และผลการพัฒนาแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ หลังจากได้นำแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ ไปทดลองใช้ในสถานศึกษา ได้ดำเนินการติดตามและประเมินผลตามสภาพจริง ตามตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานที่ 10,11 และ 12 พบว่า สถานศึกษามีการจัดองค์กรโครงสร้างการบริหารงาน และผู้บริหารมีภาวะผู้นำและมีความสามารถในการบริหารจัดการ รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีระดับคุณภาพเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับดี โดยประเมินการบรรลุผลตามตัวชี้วัดคุณภาพ (KPI) และคุณสมบัติมาตรฐานแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ เพื่อปรับปรุงพัฒนาคุณภาพแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งผู้วิจัยได้ปรับปรุงตามคำแนะนำของบุคลากรทางการศึกษาที่ทดลองปฏิบัติงานตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพดังกล่าว และได้แผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพที่สมบูรณ์ มีความชัดเจน มีความตรง สามารถวัดได้ในสิ่งที่ต้องการวัด เชื่อถือได้ในการแปลความหมาย และสะดวกในการใช้ จำนวน 61 แผ่น และพฤติกรรม/สิ่งสะท้อนตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น 61 ตัวบ่งชี้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
151-T42.pdf ( 1.51 MB)
12
การปรับปรุงกระบวนการพัฒนาบุคลากรฝ่ายขยายงานการตลาดยครหลวง 11 บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด สาขาศาลาแดง
Improvement of the personnel development process for the Metropolitan field office 11 of the Thai life insurance co., ltd. Sala Daeng Branch
วิทยานิพนธ์/Thesis 2007
โดย : ปัจจณีย์ จำปี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยเรื่องการปรับปรุงกระบวนการพัฒนาบุคลากร ฝ่ายขยายงานการตลาด นครหลวง 11 บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด สาขาศาลาแดง มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการ พัฒนาบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพ ตามแนวคิดเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) และประเมินความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติตามกระบวนการพัฒนาบุคลากรที่ปรับปรุงใหม่ และ 2) เพื่อสร้างคู่มือการปฏิบัติงานกระบวนการพัฒนาบุคลากรอย่างมีคุณภาพ
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยทั้งหมด ประกอบด้วยบุคลากรฝ่ายขยายตลาดนครหลวง 11 จำนวน 36 คน แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ตามตำแหน่งหน้าที่ และกลุ่มตัวอย่างบุคลากรคณะทำงานปรับปรุงคุณภาพ จำนวน 14 คน แบ่งเป็น 6 กลุ่ม เช่นเดียวกัน
การวิจัยครั้งนี้ แบ่งเป็นข้อตามวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ 1) ผลการปรับปรุงกระบวนการพัฒนาบุคลากร ประกอบด้ายการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรก การตรวจประเมินคุณภาพการบริหารจัดการในสภาพปัจจุบันตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) ในหมวด 5 การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล เพื่อหาสภาพปัจจุบันและจุดที่ต้องปรับปรุง ขั้นตอนที่สอง วิเคราะห์หาโอกาสในการปรับปรุงคุณภาพ ในหมวด 5 การมุ่งเน้นทรัพยากร คือ 5.2 การเรียนรู้ของพนักงานและสร้างแรงจูงใจ ข้อ ก) การศึกษา การฝึกอบรม และ การพัฒนาพนักงาน ขั้นตอนที่สาม ออกแบบผังกระบวนการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพ (QWP) โดยการใช้กระบวนการทางการจัดการคุณภาพ ตามแนวคิดการบริหารกระบวนการอย่างมีคุณภาพของวีรพจน์ สือประสิทธิ์สกุล ซึ่งเหมาะสมกับงานปรับปรุงกระบวนการพัฒนาบุคลากร โดยให้การศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาพนักงานให้มีความรู้ ความสามารถ ใช้ศักยภาพของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขั้นตอนที่สี่ เปรียบเทียบกระบวนการเดิมกับกระบวนการใหม่ และขั้นตอนสุดท้าย ประเมินความเป็นไปได้ในการนำกระบวนการพัฒนาบุคลากรที่ออกแบบใหม่ไปปฏิบัติ โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน มีมติเอกฉันท์ให้กระบวนการที่ออกแบบใหม่มีความเหมาะสม สามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานได้ ผลการตรวจสอบความเห็นไปได้ของการนำผังกระบวนการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพไปใช้ ในแต่ละขั้นตอนมีค่าเฉลี่ยความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.50 ? 1.00 และทั้งหมดมีค่าเฉลี่ย 1.00 ซึ่งถือว่ากระบวนการ พัฒนาบุคลากรที่ออกแบบใหม่ สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพ และ 2) ผลการสร้างคู่มือกระบวนการปฏิบัติงานอย่างมีคุณภาพ
ผลการปรับปรุงกระบวนการพัฒนาบุคลากร ฝ่ายขยายงานการตลาด นครหลวง 11 บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด สาขาศาลาแดง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน และดัชนีวัดคุณภาพ ดังนี้ ขั้นตอนแรก เตรียมการ วางแผน และ วิเคราะห์ความต้องการ มีดัชนีวัดคุณภาพงาน 4 ดัชนี คือ 1) จำนวนปัญาที่เกิดขึ้น 2) ผลการวิเคราะห์ความจำเป็นในการฝึกอบรม 3) ข้อมูลจากการศึกษาและเก็บรวบรวม 4) มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์เพื่อการดำเนินงานปรับปรุงคุณภาพ ขั้นตอนที่สอง ออกแบบโครงการและหลักสูตร มีดัชนีวัดคุณภาพงาน 11 ดัชนี คือ 1) มีโครงการและหลักสูตรฝึกอบรม 2) จำนวนงานโครงการ/หลักสูตรกิจกรรมที่จัดทำขึ้น 3) จำนวนหัวข้อในการฝึกอบรม 4) มีหัวข้อของเนื้อหาสาระของการฝึกอบรม 5) มีเทคนิคการฝึกอบรม 6) มีสื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม 7) จำนวนเอกสารที่จัดทำขึ้น 8) มีจำนวนคาบ/ชั่งโมงในการฝึกอบรม 9) มีวิทยากร 10) มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม 11) มีเครื่องมือและวิธีประเมิน ขั้นตอนที่สาม ดำเนินงานฝึกอบรมและพัฒนา มีดัชนีวัดคุณภาพงาน 2 ดัชนี คือ 1) จำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรม 2) คะแนนและค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบฝึกหัด/แบบทดสอบที่วัดผลได้ และขั้นตอนสุดท้าย การวัด ประเมินผล ติดตามผลและจัดทำรายงาน มีดัชนีวัดคุณภาพงาน 7 ดัชนี คือ 1) มีผลลัพธ์การฝึกอบรม 2) มีระยะเวลาประเมินผลทุก 3 เดือน 3) มีผลลัพธ์ที่ได้จากการติดตามผล 5) จำนวนรายงานที่จัดทำขึ้น 6) มีการเก็บเอกสาร รายงานบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต 7) ทุกปัญหาได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่อง "
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1T50_25_11241880.pdf ( 1.62 MB)
13
การปรับปรุงคุณภาพบุคลากรตามมาตรฐานระบบ P.S.O. 1104 : ศึกษากรณี สำนักงานการประถมศึกษา อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง
The improvement of personnel quality bty P.S.O 1104:A case study of the office of primary education,La-un District, Ranon Province
Text.Thesis.Masters 2548
โดย : สาทร หนูสมตน
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การศึกษาเรื่อง การปรับปรุงคุณภาพบุคลากรตามมาตรฐานระบบ P.S.O. 1104: ศึกษากรณีสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ประกอบด้วย1) เพื่อปรับปรุงคุณภาพบุคลากรตามกระบวนการของ P.S.O. 1104 2) เพื่อประเมินผลการปรับปรุงคุณภาพของบุคลากร ประชากรที่ศึกษา มี 107 คน ประกอบด้วยผู้ปฏิบัติการ 7 คน และผู้รับบริการ100 คน
ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1) ก่อนการปรับปรุงคุณภาพบุคลากร ความพึงพอใจของผู้รับบริการอยู่ในระดับน้อย 2) เมื่อใช้ P.S.O.1104 เข้ามาปรับปรุงคุณภาพ พบว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ต้องยกระดับ มี 3 เกณฑ์ ประกอบด้วย 2.1) ด้านทัศนคติและพฤติกรรม ตัวชี้วัด คือ ก) จำนวนของผู้มาทำงานสาย/ลา/ขาด ข) จำนวนผู้มารับบริการแล้วไม่พบเจ้าหน้าที่ ค) จำนวนของผู้มาขอข้อมูลและไม่ได้ข้อมูล 2.2) ด้านจิตสำนึกในการบริการประชาชน ตัวชี้วัด คือ จำนวนข้อร้องเรียนเรื่องมารยาทการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ 2.3)ด้านความรับผิดชอบต่อตนเองและงาน ตัวชี้วัด คือ 1) จำนวนเรื่องที่ค้างดำเนินการไปถึงวันรุ่งขึ้น 2) จำนวนเรื่องที่ต้องทวงถามทั้งหมด
The purpose of this study was twofold: (1) to improve the quality of personnel by applying Thailand International P.S.O 1104 and (2) to evaluate the quality of personnel.
The purposive sampling of 107 individuals consisted of 7 office personnel and 10customers. Results showed that: (1) Before implementing the quality of personnel improvement, the customer service satisfaction was low; (2) after implementing P.S.O. 1104, 3 levels ofstandard criteria were implemented. They were: (2a) attitudes and behavioral aspects(indicators: number of personnel being tardy, requesting leave; absenteeism; number of customers not receiving assistance; and number of customers not receiving information); (2.b) server?s awareness (indicators: number of customers? complaints due to server?s conduct); (2.c) server taking responsibility to accomplish the assigned task (indicators: number of unfinished tasks and number of tasks being requested)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1T3หน้าปกและสารบัญ.pdf ( 4.51 MB)
2T3บทที่ 1.pdf ( 0.70 MB)
3T3บทที่ 2.pdf ( 2.86 MB)
4T3บทที่ 3.pdf ( 0.55 MB)
5T3บทที่ 4.pdf ( 3.83 MB)
6T3บทที่ 5.pdf ( 1.23 MB)
7T3บรรณานุกรม.pdf ( 0.38 MB)
8T3ภาคผนวก.pdf ( 3.65 MB)
14
การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษามาตรฐานด้านกระบวนการ : มาตรฐานที่ 13 และ 14
The development of education quality indicators for the 13 th and 14 th standards in the process standard
Text.Thesis.Masters 2548
โดย : ขรรค์ชัย คุ้มเพชร
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลัก คือ ประการแรก เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพของมาตรฐานด้านกระบวนการมาตรฐานที่ 13 และ 14 ประการที่สองเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น และประการที่สาม เพื่อสร้างต้นแบบแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานด้านกระบวนการมาตรฐานที่ 13 และ 14 แบบการวิจัยที่ใช้เป็นแบบการวิจัยปฏิบัติการ มีวิธีการวิจัย ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร จำแนกเป้น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน ใช้การสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง และกลุ่มบุคลากรทางการศุกษา จำนวน 182 คน ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน การเก็บรวบรวมข้อมูลมี 3 ขั้นตอนที่หนึ่ง พัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพ ขั้นตอนที่สอง ตรวจสอบความเหมาะสมของตัวบ่งชี้คุณภาพ และขั้นตอนสุดท้าย สร้างแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
ผลการพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพมาตรฐานด้านกระบวนการ มาตรฐานที่ 13 ได้ตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น 20 ตัวบ่งชี้ ดังนี้ 1) ร้อยละของจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกำหนดโครงสร้างองค์กรและภาระงาน/ปี2)จำนวนผังโครงสร้างองค์กรพร้อมคำอธิบายภาระงานทุกตำแหน่ง/ปี3)ร้อยละของจำนวนบุคลากรที่ปฏิบัติงานตรงตรมภาระงาน/ปี4)มีเอกสารแสดง ปรัชญา แผน ธรรมนูญสถานศึกษา/ปี5) ร้อยละของจำนวนแผนงานโครงการในแผนดำเนินงานท สอดคล้องกับธรรมนูญสถานศึกษา/ปี6)ร้อยละของจำนวนแผนงานโครงการที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา/ปี7)ร้อยละของจำนวนแผนงานโครงการที่มีตัวชี้วัดความสำเร็จตรงประเด็นที่ต้องการ/ปี8)ร้อยละของจำนวนโครงการที่ปฏิบัติได้ตารมเป้า/ปี9)จำนวนครั้งในการจัดกิจกรรมกลุ่ม/ปี 10) ร้อยละของบุคลากรที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการต่าง ๆ/ปี 11)ร้อยละของทีมที่ทำงานสำเร็จตามเป้าหมาย/ปี 12)ร้อยละของจำนวนครั้งในการนิเทศและ นำผลไปเปรียบเทียบกับเป้าหมาย/ปี13) จำนวนครั้งของการนิเทศติดตามผล/ปี 14) จำนวนประเภทของข้อมูลสารสนเทศที่มี/ปี 15)ร้อยละของการนำข้อสนเทศที่ผิดพลาดกลับมาแก้ไข/ปี 16) ร้อยละของข้อมูลสารสนเทศที่ส่งมอบไม่ทันตามกำหนด/ปี 17)ร้อยละของโครงการที่มีการบันทึกผลการปฏิบัติงาน/ปี18) ร้อยละของโครงการที่ถูกประเมิน/ปี 19) ร้อยละของโครงการที่มีการรายงานผลการประเมิน/ปี และ 20)ร้อยละของงาน ที่ปรับปรุงโดยใช้ข้อมูลและผลการประเมินจากปีที่ผ่านมา/ปี ส่วนผลการพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานด้านกระบวนการ มาตรฐานที่ 14 ได้ตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น 9 ตัวบ่งชี้ ดังนี้ 1) ร้อยละของจำนวนกิจกรรมชุมชนที่โรงเรียนให้ความช่วยเหลือ/ปี 2) ร้อยละของกิจกรรมที่โรงเรียนจัดและชุมชนมีส่วนร่วม/ปี3)จำนวนช่องทางการประชาสัมพันธ์ ภายในสถานศึกษา/ปี4)จำนวนครั้งที่ได้รับการร้องเรียน เรื่องการดำเนินงานในสถานศึกษา/ปี 5) ร้อยละของกิจกรรมที่โรงเรียนจัดและชุมชนมีส่วนร่วม/ปี 6)ร้อยละของจำนวนกิจกรรม ที่ประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนรับทราบ/ปี 7) อัตราการตอบรับเข้าร่วมกิจกรรม ของผู้ปกครองเป็นลายลักษณ์อักษร/ปีและ 8)ร้อยละของโครงการ ที่ผ่านการพิจารณาจากกรรมการ ที่มีตัวแทนจากผู้ปกครองและชุมชน/ปี 9)ร้อยละของวิชาที่นำคนในชุมชนเข้ามาเป็นวิทยากร/ปี สำหรับผลการตรวจสอบความเหมาะสมของตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น โดยการตรวจสอบความตรงและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีมติเป็นเอกฉันท์ในเรื่องของความตรง คือ มีค่าความสอดคร้องอยู่ระหว่าง .50-.83 ส่วนผลการพิจารณาความเป็นไปได้ ในการนำตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น มีความเป็นไปได้ตามเกณท์ 4 รายการ ซึ่งแต่ละรายการมีค่าเฉลี่ย ตั้งแต่ 2.50 ขึ้นไป คืออยู่ระหว่าง 3.44-4.38 และผลการสร้างแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ ปรากฎว่าได้แผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้นตามเกณท์มาตรฐานที่ 13 จำนวน 20 แผ่น และมาตรฐานที่ 14 จำนวน 9 แผ่น ซึ่งบุคลากรในสถานศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่างได้พิจารณาเป็นว่า เป็นแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
The purpose of this study was threefold: (1) to develop the quality indicators for the 13th and 14th standards in the process standard, (2) to examine the appropriateness of the developed quality indicators, and (3) to create the quality indicator models for the 13th and 14th standards in the process standard.
The population of the study was divided into two groups: 6 educational experts by purposive random sampling and 182 educators by multi-stage sampling. The procedures of data collection included 3 steps: (1) develop quality indicators, (2) examine the appropriateness of developed quality indicators, and (3) create the quality indicator models. The quality indicators for development resulted in 20 indicators for standard 13 and 9 indicators for standard 14. The 20 indicators for standard 13 were described as: 1) the percentage of personnel involved in setting the school organization and workload/ year, (2) numbers of organizational charts with job descriptions for every position/ year, (3) the percentage of personnel who worked as the job specified, (4) the school document including philosophy, plan, and school charter/ year, (5) the school document including philosophy, plan, and school charter/ year, (5) the percentage of plans and projects relevant to school charter, (6) the percentages of plans and projects relevant to educational standard/ year, (7) the percentages of plans and projects that indicated intended success, (8) the percentage of projects implemented as planned / year, (9) numbers of group activities organized/ year, (10) the percentage of personnel appointed to committees of various activities/ year, (11) the percentage of personnel who succeeded in the assigned jobs as planned/ year, (12) the percentage of supervision and comparision to goal/ year, (13) the numbers of supervision and follow-up/ year, (14) the numbers of types of information possessed/ year, (15) the percentage of corrected missing information/ year, (16) the percentage of unfinished work as scheduled/ year, (17) the percentage of implemented projects recorded/ year, (18) the percentage of projects evaluated/ year, (19) the percentage of evaluation result reported/ year, and (20) the percentage of work improved by using information and evaluation results during the past year/ year. For standard 14, it consisted of 9 indicators. They were: (1) the percentage of activities/ clubs supported by school/ year, (2) the percentage of activities organized by schools and communities involved/ year, (3) the number of public relation channels within schools, (4) number of complaints about school operation, (5) the percentage of activities organized by schools and involved by communities/ year, (6) the percentage of activities announced to communities/ year, (7) the number of written responses by parents who participated in activities/ year, (8) the number of projects approved by the committee of the representatives of parents and communities, and (9) the percentage of topics given as lectures by community members. To examine the appropriateness developed quality indicators, the validity and feasibility of quality indicators were checked. Results found that the experts agreed on each indicator. The relevancy was .50-.83. In terms of the feasibility to implement at schools, educators agreed to apply 4 items (mean>2.50). Feasibility was 3.44-4.38 . Through the results of developed quality indicators, 20 and 9 quality indicator models for the 13th standard and 14th standards in the process standard were created, respectively. Educators agreed to apply the quality indicator models at schools.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1T9ปก.pdf ( 1.23 MB)
2T9ส่วนนำ.pdf ( 1.28 MB)
3T9บทที่1.pdf ( 0.75 MB)
4T9บทที่2.pdf ( 3.33 MB)
5T9บทที่3.pdf ( 0.63 MB)
6T9บทที่4_1.pdf ( 2.66 MB)
7T9บทที่4_2.pdf ( 2.30 MB)
8T9บทที่5.pdf ( 1.60 MB)
9T9บรรณานุกรม.pdf ( 0.29 MB)
10T9ภาคผนวก.pdf ( 3.17 MB)
15
การพัฒนาแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา มาตรฐานด้านผู้บริหาร ที่ 13 และ 14
Development of description sheets for the 13th,and 14th Administrator standard quality indicators
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ทวีศักดิ์ เภาวิเศษ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
การศึกษาเรื่อง การพัฒนาแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา ระดับก่อนประถมศึกษา มาตรฐานด้านผู้บริหาร มาตรฐานที่ 13 และ 14 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ประกอบด้วย การสร้างแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานด้านผู้บริหาร มาตรฐานที่ 13 และ 14 ตามตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน : การศึกษาปฐมวัย ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา รอบที่สอง (พ.ศ. 2549 ? 2553) และการทดลองแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานด้านผู้บริหาร มาตรฐานที่ 13 และ 14 ไปใช้ปฏิบัติการในสถานศึกษา จำนวน 1 สถานศึกษา แบบการวิจัยที่ใช้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวิธีดำเนินการวิจัยดังนี้ กลุ่มตัวอย่างจำแนกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มกำหนดหัวข้อคุณภาพของแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ และแนวทางกำหนดรายละเอียดของตัวบ่งชี้คุณภาพ จำนวน 18 คน โดยเลือกจากประชากรทั้งหมด กลุ่มสร้างแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ จำนวน 30 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ครอบคลุมบริบทสถานศึกษาทั้ง 7 โรงเรียน ที่มีการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา และกลุ่มปฏิบัติงานตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ เป็นสถานศึกษาที่มีการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา ที่นำแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพไปทดลองใช้ จำนวน 1 โรงเรียน คือ โรงเรียนอนุบาลกิจติมาพร ประกอบด้วยบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 13 คน โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง การเก็บรวบรวมข้อมูล มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่หนึ่ง การสร้างแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ ขั้นตอนที่สอง การทดลองใช้แผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพในสถานศึกษา และขั้นตอนสุดท้าย การติดตามและประเมินผลการทดลองใช้แผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ผลการกำหนดหัวข้อคุณภาพ ในการกำหนดรายละเอียดตัวบ่งชี้คุณภาพ ประกอบการสร้างแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานด้านผู้บริหาร มาตรฐานที่ 13 ได้พฤติกรรม/สิ่งสะท้อนตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น 11 รายการ มาตรฐานที่ 14 ได้พฤติกรรม/สิ่งสะท้อนตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น 11 รายการ รวมจำนวนพฤติกรรม/สิ่งสะท้อนตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้นทั้งสิ้น 22 ตัวบ่งชี้ สำหรับผลการตรวจสอบความเหมาะสมของแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพที่สร้างขึ้น โดยการตรวจสอบความตรงและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นในเรื่องของความตรงคือ มีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 ? 1 ผลการพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้ไปใช้ในสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษาเห็นว่า แผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพที่สร้างขึ้น มีความเป็นไปได้ตามเกณฑ์ 4 รายการ ซึ่งแต่ละรายการมีค่าเฉลี่ยเกินกว่า 2.50 คืออยู่ระหว่าง 3.26 ? 5.00 ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของแบบประเมินการปฏิบัติตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้ ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นในเรื่องของความตรงคือ มีค่าความสอดคล้องเท่ากับ 1 ผลการประเมินการปฏิบัติงานตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ จากการนำแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพไปทดลองใช้ในสถานศึกษา 1 โรงเรียน พบว่ามาตรฐานที่ 13 สถานศึกษามีหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและท้องถิ่นมีสื่อการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และมาตรฐานที่14 สถานศึกษาส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งทั้งสองมีระดับคุณภาพเพิ่มขึ้น 2 ระดับตามเกณฑ์การประเมินระดับคุณภาพตัวบ่งชี้ นอกจากนั้น ผลการปฏิบัติงานตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานที่ 13 และ 14 ตามสภาพจริง เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการนำแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ ที่พยายามสร้างให้เกิดความเหมาะสมเกี่ยวกับตัวบ่งชี้คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุดทุกตัว มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.54 ? 5.00 และผลการปฏิบัติงานตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ บรรลุผลตามตัวบ่งชี้คุณภาพในมาตรฐานที่นำไปใช้ อยู่ในระดับมากที่สุด คือ มีค่าเฉลี่ย 4.70 ? 4.80 ความคิดเห็นของบุคลากรทางการศึกษาต่อคุณสมบัติของมาตรฐานแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกตัว มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.54 ? 4.56 และผลการพัฒนาแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ หลังจากได้นำแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ ไปทดลองใช้ในสถานศึกษา ได้ดำเนินการติดตามและประเมินผลตามสภาพจริง ตามตัวบ่งชี้คุณภาพ มาตรฐานที่ 13 และ 14 โดยประเมินการบรรลุผลตามตัวชี้วัดคุณภาพ (KPI) และคุณสมบัติมาตรฐานแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพ เพื่อปรับปรุงพัฒนาคุณภาพแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งผู้วิจัยได้ปรับปรุงตามคำแนะนำของบุคลากรทางการศึกษาที่ทดลองปฏิบัติงานตามแผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพดังกล่าว และได้แผ่นอธิบายตัวบ่งชี้คุณภาพที่สมบูรณ์ มีความชัดเจน มีความตรง สามารถวัดได้ในสิ่งที่ต้องการวัด เชื่อถือได้ในการแปลความหมาย และสะดวกในการใช้ จำนวน 22 แผ่นและพฤติกรรม/สิ่งสะท้อนตัวบ่งชี้คุณภาพที่พัฒนาขึ้น 22 ตัวบ่งชี้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
151-T43.pdf ( 1.31 MB)

Search within results