Search Result 348 Found

  • Filters
 
1
การปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
The Performance role of the Basic Education Commission in schools Under the office of Suratthani Educational service area aone 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พรศักดิ์ เสียงเพราะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ตามตัวแปรเพศ ขนาดของโรงเรียน และสถานภาพของคณะกรรมการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 470 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับชนิดเลือกตอบจำนวน 65 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้การทดสอบที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way Anova) และการทดสอบรายคู่โดยใช้วิธีแบบเชฟเฟ (Scheffe?Method) ผลการวิจัยพบว่า 1. คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ทั้งในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง 2. คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ทั้งโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อจำแนกตามขนาดของโรงเรียน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อจำแนกตามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2
การศึกษาปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
A Study of Factors That Effect Teacher's Motivation For Working Under The Office of Suratthani Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : สุริยา จันทร์สงค์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1.ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยจูงใจ2.การเปรียบเทียบปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้กระบวนการวิจัย ตามตัวแปรตำแหน่งและขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 34 คน และครูผู้สอนจำนวน 340 คน รวมทั้งสิ้น 374 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 60 ข้อ และแบบสอบถามปลายเปิด โดยมีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ .96 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้การทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอนเกี่ยวกับปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของ ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก จำนวน 9 ด้าน คือ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา ด้านความสำเร็จของงาน ด้านความรับผิดชอบ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านลักษณะของงาน ด้านความมั่นคงในการทำงาน ด้านการยอมรับนับถือ ด้านนโยบายและการบริหารงาน และด้านเงินเดือนและสวัสดิการ และมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางจำนวน 1 ด้านคือด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน 2. การเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 จำแนกตามตำแหน่งและขนาดของโรงเรียนโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน มีเพียงจำนวน 1 ด้าน คือ ด้านความสำเร็จของงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 "
3
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี หน่วยการเรียนรู้เรื่องพืชสมุนไพรในบ้าน ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
Curriculum Development of Vocational and Technology Core Course on Domestic Herbs Stage 1, Pratomsuksa3
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : จรรยา เจียมวิจิตรกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระการดำรงชีวิตและครอบครัว หน่วยการเรียนรู้เรื่องสมุนไพรในบ้านช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การสำรวจและศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ขั้นตอนที่ 2 การสร้างหลักสูตร ขั้นตอนที่ 3การทดลองใช้หลักสูตร ขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลและการปรับปรุงหลักสูตรด้วยการทดลองใช้กับนักเรียนโรงเรียนอนุบาลชุมพร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 จำนวน 46 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ผู้ปกครองและนักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าโรงเรียนควรจัดการเรียนรู้เรื่องพืชสมุนไพรในบ้านได้แก่ หอม กระเทียม ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย โหระพา แมงลัก สะระแหน่ ผักชี พริกไทยและมะกรูด หลักสูตรสถานศึกษาและเอกสารประกอบหลักสูตรมรความเหมาะสมในในหลักการ จุดมุ่งหมาย โครงร่าง แผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 5 แผน มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษาในทุกแผนการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05 นักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์การประเมินทักษะ คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยม สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน เกิดความภาคภูมิใจและรักท้องถิ่นของตนเอง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.27 MB)
2สารบัญ - บทที่1.pdf ( 0.98 MB)
3บทที่2.pdf ( 2.37 MB)
4บทที่3.pdf ( 0.84 MB)
5บทที่4.pdf ( 2.10 MB)
6บทที่5 - บรรณานุกรม.pdf ( 1.31 MB)
7ภาคผนวก.pdf ( 4.76 MB)
4
การศึกษาการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1
A Study of School Curriculum Implementation in The Schools Under The Office of Prachuapkhirikhan Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ไพบูลย์ ลิ้มพัธยาเนตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการใช้หลักสูตรสถานศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 และเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการใช้หลักสูตรของผู้บริหาร ครูวิชาการ และครูผู้สอน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 จำแนกตามเพศ อายุราชการ และขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บิหาร ครูวิชาการ และครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 ปีการศึกษา 2546 จำนวน 330 คน เครื่องที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) และแบบสอบถามปลายเปิด (Open ? ended Question) สถิติที่ใช้ คือ ร้อนละ ค่าเฉลี่ย (X) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Devintion) การทดสอบแบบ F-test การวิเคราะห์ความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Sheffe) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการใช้หลักสูตรสถานศึกษาในโรงเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการและครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการใช้หลักสูตรสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการ และครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 เมื่อจำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยภาพรวมพบว่า แตดต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.สภาพการใช้หลักสูตรสถานการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการ และครูผู้สอนในโรงเรียนสังกดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 พบว่า ครูไม่มีความรู้ความเข้าในใจในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ครูจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาในสาระที่ไม่มีความรู้ความชำนาญ ครูมีภาระงานมาก และมีเวลาจำกัดในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และโรงเรียนขาดแคลนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ สื่อ และเทคโนโลยี
5
การพัฒนาชุดการเรียน เรื่องเศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
Teaching Material Development of Fraction for Students of Matthayomsuksa 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2014
โดย : วีรวัฒน์ เลิศประสาน
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สังเคราะห์และพัฒนาเศษส่วนตามโครงสร้าง ทางคณิตศาสตร์ พัฒนาชุดการเรียน เรื่องเศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ดัชนีประสิทธิผลมากกว่า 0.5 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการใช้ชุดการเรียน โดยเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนรัษฎา อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง จำนวน 30 คน เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย แบบการสังเคราะห์และพัฒนาเศษส่วน ตามโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ชุดการเรียนเรื่องเศษส่วน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถาม ความพึงพอใจของนักเรียนหลังใช้ชุดการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าประสิทธิภาพของชุดการเรียน ดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test แบบตัวอย่างกลุ่มเดียว ผลการวิจัยพบว่า การสังเคราะห์และพัฒนาเศษส่วนตามแนวโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ มีความตรงเชิงเนื้อหาตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับเห็นด้วย สำหรับชุดการเรียนที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 79.85/78.78 ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.68 ซึ่งสูงกว่า 0.5 ที่นัยสำคัญ 0.05 และ ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้ชุดการเรียนเรื่องเศษส่วนในระดับมากที่สุดซึ่งสูงกว่าระดับมากที่นัยสำคัญ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.20 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.16 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.62 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.44 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.30 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.15 MB)
7ส่วนหลัง.pdf ( 8.80 MB)
6
รายงานการวิจัยเชิงปฏิบัติการการพัฒนาคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนกรณีศึกษา : ไตปลาคั่วแห้ง ชื่อกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรโพธิ์เสด็จเลขที่ 67/18 หมู่ที่ 1 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สุกัญญา ไหมเครือแก้ว และเบญมาส ช่วยนุ้ย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การศึกษาวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและเครื่องดื่ม กรณีศึกษาไตปลาคั่วแห้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทชุมชน บริบทกลุ่ม และขั้นตอนการผลิตแกงไตปลาคั่วแห้งเพื่อพัฒนาคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ไตปลาคั่วแห้งของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรโพธิ์เสด็จให้ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ไตปลาคั่วแห้งของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรโพธิ์เสด็จ ในการศึกษาวิจัยได้จัดให้มีกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันกับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรโพธิ์เสด็จ ได้แก่ การให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสุขลักษณะที่ดีในการผลิต การทำแผนปรับปรุงสุขลักษณะ และในด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน การวิเคราะห์ SWOT เพื่อค้นหาปัญหาและตัวชี้วัดร่วมกัน นอกจากนั้นยังมีการสำรวจการยอมรับของผู้บริโภคที่มีต่อแกงไตปลาคั่วแห้ง และรูปแบบของบรรจุภัณฑ์เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของกลุ่ม ผลจากการวิจัยและการร่วมกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ ทำให้ทราบถึงบริบทของกลุ่ม และบริบทของผลิตภัณฑ์รวมทั้งสภาพปัจจุบัน การผลิตและสถานที่ เกิดองค์ความรู้ในด้านการผลิตที่ถูกสุขลักษณะ องค์ความรู้ด้านการผลิตไตปลาคั่วแห้ง วัตถุดิบที่ใช้ ขั้นตอนในการผลิตไตปลาคั่วแห้งบรรจุขวดอย่างละเอียด การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพไตปลาคั่วแห้ง การตลาดของไตปลาคั่วแห้ง การสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งการทำแผนปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะ ทราบถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งประกอบไปด้วยจุดแข็ง จุดอ่อน และอุปสรรค แผนการดำเนินงานในอนาคต และทราบถึงการยอมรับของผลิตภัณฑ์ไตปลาคั่วแห้งของผู้บริโภค อีกทั้งยังมีการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันและมีความสวยงามตรงตามความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้การร่วมโครงการยังส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นทั้งในด้านสถานที่ เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์การผลิต สิ่งแวดล้อม และสุขวิทยาส่วนบุคคลของผู้ผลิตซึ่งมีผลดีต่อการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ไตปลาคั่วแห้งได้รับมาตรฐานอาหารที่ถูกต้องตามกฎหมายจากองค์การอาหารและยา (อ.ย.) ได้รับเครื่องหมาย OTOP 5 ดาว ได้รับเครื่องหมายฮาราล เครื่องหมายอาหารปลอดภัย และมาตรฐานล่าสุดที่กำลังได้รับคือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช) ซึ่งอยู่ในช่วงรอผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ไตปลาคั่วแห้ง.pdf ( 6.77 MB)
7
รายงานการวิจัยเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและเครื่องดื่ม กรณีศึกษา : ผลิตภัณฑ์กะปิ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอ่าวหม่อมวัง เลขที่ 46 หมู่ 1 ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : อารยา ปรานประวิตร และปริญญา สุกแก้วมณี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและเครื่องดื่ม กรณีศึกษา กะปิกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอ่าวหม่อมวัง ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทชุมชน บริบทกลุ่ม และบริบทผลิตภัณฑ์ กะปิและเพื่อส่งเสริม พัฒนา ผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์กะปิของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอ่าวหม่อมวังให้ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) รวมทั้งเพื่อส่งเสริมและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์กะปิของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอ่าวหม่อมวัง ในการศึกษาวิจัยได้จัดให้มีกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ได้แก่ การให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร การเขียนแผนปรับปรุงการผลิตให้ถูกสุขลักษณะ การศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน การวิเคราะห์ SWOT เพื่อค้นหาปัญหาแลตัวชี้วัดร่วมกัน การอบรมให้ความรู้และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของกลุ่ม นอกจากนั้นยังมีการนำผลิตภัณฑ์ของกลุ่มออกแสดงและจัดจำหน่าย พร้อมทั้งสำรวจความพึงพอใจและการยอมรับของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ะปิ และรูปแบบของบรรจุภัณฑ์โดยสำรวจจากผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ ที่เข้าร่วมในงานแสดงและจำหน่ายสินค้าเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนากลุ่มต่อไป ผลจากการวิจัยและการร่วมกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ ทำให้ทราบถึงบริบทชุมชน บริบทของกลุ่ม และบริบทของผลิตภัณฑ์ ปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มแม่บ้าน รวมทั้งสภาพการผลิตและสถานที่ เกิดองค์ความรู้ในด้านการผลิตกะปิ ทั้งในด้านวัตถุดิบที่ใช้ ขั้นตอนในการผลิต การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพ การตลาด การสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งการปรับปรุงกระบวนการผลิตและทราบถึงการยอมรับของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์กะปิอีกทั้งยังมีการปรับปรุงฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน มีความสวยงาม ถูกต้องและตรงตามความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้การร่วมโครงการยังส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานให้ดีขึ้น ทั้งในด้าน สถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์การผลิต สิ่งแวดล้อม และสุขวิทยาส่วนบุคคลของผู้ผลิต ซึ่งมีผลดีต่อการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ขณะนี้ผลิตภัณฑ์กะปิของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอ่าวหม่อมวัง ได้รับรองมาตรฐานอาหารที่ถูกต้องตามกฎหมาย (อย.)ได้รับเครื่องหมายอาหารปลอดภัย และกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1กะปิ หม่อมวัง.pdf ( 6.22 MB)
8
รายงานการวิจัยเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและเครื่องดื่ม กรณีศึกษา : กะปิ ชื่อกลุ่ม แม่บ้านเกษตรกรบ้านในเพลา เลขที่ 26/1 หมู่ที่ 8 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สมนึก ทองละเอียด และอุราภรณ์ เรืองวัชรินทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและเครื่องดื่ม กรณีศึกษา กะปิกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านในเพลา ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทชุมชน บริบทกลุ่ม และบริบทผลิตภัณฑ์ กะปิและเพื่อส่งเสริม พัฒนา ผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์กะปิของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านในเพลาให้ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) รวมทั้งเพื่อส่งเสริมและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์กะปิของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านในเพลา ในการศึกษาวิจัยได้จัดให้มีกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ได้แก่ การให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร การเขียนแผนปรับปรุงการผลิตให้ถูกสุขลักษณะ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน การวิเคราะห์ SWOT เพื่อค้นหาปัญหาแลตัวชี้วัดร่วมกัน การอบรมให้ความรู้และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของกลุ่ม เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนากลุ่มต่อไป ผลจากการวิจัยและการร่วมกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ ทำให้ทราบถึงบริบทชุมชน บริบทของกลุ่ม และบริบทของผลิตภัณฑ์ ปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มแม่บ้าน รวมทั้งสภาพการผลิตและสถานที่ เกิดองค์ความรู้ในด้านการผลิตกะปิ ทั้งในด้านวัตถุดิบที่ใช้ ขั้นตอนในการผลิต การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพ การตลาด การสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ อีกทั้งยังมีการปรับปรุงฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน มีความสวยงาม ถูกต้องและตรงตามความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้การร่วมโครงการยังส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานให้ดีขึ้น ทั้งในด้าน สถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์การผลิต สิ่งแวดล้อม และสุขวิทยาส่วนบุคคลของผู้ผลิต ซึ่งมีผลดีต่อการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ขณะนี้ผลิตภัณฑ์กะปิของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านในเพลา ได้รับเครื่องหมายอาหารปลอดภัย (สัญลักษณ์ Q) และกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) โดยกำลังดำเนินการขอคำร้องในครั้งที่ 2
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1สมนึก ทองละเอียด.pdf ( 4.29 MB)
9
สภาพและปัญหาการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาบุคคลากร ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 และ เขต 2 จังหวัดชุมพร
The operational conditions and problems of the personnel development process in secondary schools under the office of fundamentaleducation region 1 and region 2 chumphon province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : อนันต์ วัฒนไชย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อทราบสภาพปัญหาและปัญหาการดำเนินงานและเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูอาจารย์ที่มีต่อสภาพและปัญหาการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาบุคลากร ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 และเขต 2 จังหวัดชุมพร ตามตัวแปรขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ผู้บริหาร จำนวน 96 คน และครูอาจารย์ 145 คน รวม 241 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า รวมจำนวน 80 ข้อ การวิเคราะห็ข้อมูลใช้ค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้แบบทดสอบเอฟ (F-test) ผลการวิจัยพบว่า สภาพการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาบุคลากรในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 และเขต 2 จังหวัดชุมพร ตามแนวคิดของ Castetter 4 ด้าน คือ การหาความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากร การวางแผนพัฒนาบุคลากร การนำแผนพัฒนาบุคลากรไปใช้และการประเมินผลการพัฒนาบุคลากร ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูอาจารย์โดยภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของโรงเรียนพบว่า โดยภาพรวมโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และ ขนาดเล็ก มีการดำเนินการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านการวางแผนพัฒนาบุคลากร และด้านการนำแผนการพัฒนาบุคลากรไปใช้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัญหาการดำเนินงานโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับน้อย และเมื่อเปรียบเทียบปัญหาการดำเนินงานตามขนาดตามขนาดของโรงเรียนพบว่าไม่แตกต่างกัน
10
รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาบริบทของครอบครัวที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเรียนระดับปริญญาตรีของนักศึกษาภาคปกติ ชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
งานวิจัย/Research report 2549
โดย : อินทุวรรณา เชยชื่นสกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การศึกษาเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมบริบทครอบครัวที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการศึกษาระดับปริญาตรีของนักศึกษาเป็นความพยายามที่จะระบุปัจจัยที่ทำให้กลุ่มตัวอย่างบรรลุความสำเร็จในการศึกษาโดยมีสมมุติฐานที่ครอบครัวสืบค้นการปฎิบัติตนของบิดามารดาที่มีต่อพัฒนาการในการศึกษาระดับอุดมศึกษษของบุตรการศึกษาเฉพาะกรณีนี้เป็นตัวอย่างช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องมองเห็นแนวทางในการปลูกฝังอบรมบ่มเพาะครูมืออาชีพซึ่งจำเป็นต้องมีความแตกต่างจากอาชีพอื่นพยายามผสมผสานเชื่อมโยงข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพด้วยการใช้บางขั้นตอนของการปฎิบัติการวิจัยแบบมีส่วนร่วมของกลุ่มตัวอย่างและครอบครัวเช่นการวิเคราะห์เอกสารการสังเกตการสอนการสัมภาษณ์การเยี่ยมครอบครัวและการสนทนากลุ่มย่อยมีความเชื่อเบื้องต้นบนพื้นฐานความศัทธาด้านศาสนาอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของค่านิยมในการเลี้ยงดูบุตรสังปัจจุบันโดยรวมให้ความใส่ใจในเรื่องความมั่งคั่งด้านวัตถุและอำนาจมากกว่าหลักการทางศาสนาก่อให้เกิดภาวะวิกฤตระบบบการบริหารจัดการศึกษาคล้อยตามค่อนไปในทางที่มุ่งเน้นปริมาณเน้นรูปแบบที่มองเห็นได้ด้วยตานอกแต่พัฒนาคนให้เป็นครูคุณภาพได้มาตรฐานนั้นต้องดูด้วยตาในซึ่งเป็นผลการปฎิบัติที่ใช้เวลานานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องเสียสละมานะตั้งใจมั่นและกระบวนการค่อนไปในทางธรรมสังเกตเห็นยากผลการศึกษษาเอื้อประโยชน์แก่คณะมหาวิทยาลัยให้รับรู้ความคิดและสภาพความเป็นไปในชีวิตที่แท้จริงของนักศึกษาอันอาจช่วยให้บริหารจัดการได้ตรงจุดซึ่งพบว่าบริบทครอบครัวมิได้เป็นองค์ประกอบสำคัญลำดับแรกหากแต่เป็นปัจจัยภายในตัวนักศึกษาเองที่ต้องพัฒนาชีวิตให้เป็นคนรู้คิดรูจักพิจารณาใคร่ครวญต่อสู้ให้ตัวเองให้พ้นจากความไม่รู้ทั้งปวงโดยมีผู้แวดล้อมสำคัญคืออาจารย์สอนอาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ผู้บริหารเป็นผู้แนะนำชี้ช่องทางซึ่งอาจารย์ทั้ง3กลุ่มนี้มีอำนาจเต็มในการบริหารการจักกระบวนการการเรียนการสอนการจักการภารกิจที่ครอบคลุมกิจการทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษษในมหาวิทยาลัยต้องไม่ลืมว่าคณาจารย์เป็นตัวแบบของการเป็นครูในอุดมคติที่นักศึกษายกย่องสร้างแรงบันดาลใจให้มุ่งมั่นพัฒนาตนให้ความสำเร็จครอบครัวเป็นเพียงปัจจัยหนุนเสริมเป็นที่พึ่งพิงทางกายและจิตใจให้ชุ่มชื่นทั้งยามสุขและทุกข์
11
การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเทคนิคมีนบุรีอนุสรณ์ 1 หมู่ที่ 10 ตำบลบางสวรรค์ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
The Conduct of Learner Development Activity on the Principles of Sufficiency Economy Philosophy for the Students of Minburianusorn I Border Patrol Police School
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : จันทนา หมวกทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาบริบทของโรงเรียนและบริบทที่เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และกำหนดแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงประเมินแผนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามและใบงานประกอบกิจกรรม ประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบก่อนและหลังการจัดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สรุปผลการวิจัยได้ ดังนี้ จากการศึกษาในขั้นที่หนึ่งด้านบริบทของโรงเรียนและบริบทที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรม พบว่า โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเทคนิคมีนบุรีอนุสรณ์ 1 ปัจจุบันเปิดสอนระดับก่อนประถมศึกษาถึงชั้นประถมศึกษาปีที่หก มีตำรวจตระเวนชายแดนเป็นครูผู้สอน ผู้ปกครอง ของนักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน อาชีพทำสวนยางและสวนปาล์ม รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี 60,000 ? 100,000 บาท ส่วนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของนักเรียน พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เมื่อมีรายรับมักจะใช้จ่ายหมดไปในวันเดียวกันและซื้อของที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ รวมทั้งยังมีความต้องการเงินค่าขนมเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้รับ และที่สำคัญนักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดการออมเงิน ในขั้นที่สองการวางแผนกิจกรรมได้กำหนดกิจกรรมหกกิจกรรม ประกอบด้วย ด้านความพออยู่พอกิน ด้านรายรับ-รายจ่าย ด้านฉลาดซื้อ ด้านการออมทรัพย์ ด้านความขยันหมั่นเพียร และด้านการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ขั้นที่สามการดำเนินจัดกิจกรรมตามแผนและการประเมินผล พบว่า นักเรียนมีการจัดสรรค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน มีการวางแผนการใช้จ่ายเงินของตนเองและครอบครัว ไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น คำนึงถึงการออมเงิน มีความขยันในการทำงานและทำกิจกรรมยามว่างร่วมกับครอบครัวเพื่อเสริมรายได้ ลดรายจ่าย ส่วนการประเมินการจัดกิจกรรม นักเรียนทั้งหมด ให้ความเห็นว่าการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และมีความพึงพอใจต่อผล การจัดกิจกรรมการประเมินจากกลุ่มวิทยากรเห็นว่าการจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างสมบูรณ์ นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติ ตามคำสั่งของวิทยากร กล้าแสดงความคิดเห็นต่อวิทยากร ทำงานทุกชิ้นสำเร็จอย่างมีคุณภาพ มีความถูกต้อง และผลการประเมินการทดสอบคะแนนก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนมีคะแนนความรู้หลังการเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.doc ( 0.06 MB)
2chapter 1.doc ( 0.07 MB)
3chapter 2.doc ( 0.25 MB)
4chapter 3.doc ( 0.05 MB)
5chapter 4.doc ( 0.15 MB)
6chapter 5.doc ( 0.11 MB)
7bib.doc ( 31.15 MB)
12
การเสริมสร้างการดำเนินชีวิตแบบพึ่งตนเองของประชาชนหมู่ที่ 1 ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Self - Reliance Lifestyle Encouragement of the People in Moo 1, Bangkung Subdistrict, Mueng District, Surat Thani Province
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : พรรำไพ ดาราสุวรรณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาบริบทชุมชนที่มีความสัมพันธ์ต่อการดำเนินชีวิตแบบพึ่งตนเองของประชาชนและเพื่อเสริมสร้างการดำเนินชีวิตแบบพึ่งตนเองของประชาชนหมู่ที่ 1 ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบวิจัยและพัฒนาที่มีลักษณะเป็นเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้นำชุมชน กลุ่มแกนนำชุมชน คณะกรรมการชุมชนตำบลบางกุ้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เอกสาร การสนทนากลุ่ม กระบวนการ AIC ซึ่งสรุปผลการวิจัยได้ ดังนี้ ขั้นที่ 1 ผลการวิจัยบริบทชุมชนที่มีความสัมพันธ์ต่อการดำเนินชีวิตแบบพึ่งตนเองของประชาชน พบว่า สภาพการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในเรื่องความพอประมาณ ประชาชนมีคุณธรรมน้อยลงเนื่องจากต้องแข่งขันทำมาหากิน ทุกคนในชุมชนมองเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญมากกว่าเรื่องคุณธรรม ความถูกต้องดีงาม ไม่มีการแบ่งปันเหมือนในอดีต มิได้ดำรงชีวิตแบบพออยู่ พอกิน พอใช้ เอาเปรียบคนอื่นถ้ามีโอกาส ไม่เคารพกฎระเบียบของสังคม ด้านความมีเหตุผลไม่มีข้อมูลในการตัดสินใจ ไม่มีความรู้ รู้เขา รู้เรา รู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้ปัญหา ไม่รู้ท้องถิ่น กินอยู่อย่างไม่มีข้อมูล ไม่มีความรู้เรื่องทุนของท้องถิ่น ไม่มีแผนในการดำรงชีวิต ครอบครัวขาดความอบอุ่น ด้านภูมิคุ้มกันไม่มีการจัดการชีวิตในทุกด้านไม่มีสัมพันธ์ดีกับทุกคนเหมือนแต่ก่อน ต่างคนต่างอยู่ไม่มีการพบปะกัน ขาดการร่วมมือที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ขาดการประสานงานระหว่างเครือข่ายระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ขั้นที่ 2 ผลการวิจัยการเสริมสร้างการดำเนินชีวิตแบบพึ่งตนเองของประชาชนหมู่ที่ 1 ตำบลบางกุ้ง พบว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนบ้านบางกุ้ง พบว่าในเรื่องของความพอประมาณ ต้องปรับวิธีการดำรงชีวิตในกระแสนิยม โดยมีแผนการจัดการดำรงชีวิต ทำอาชีพแบบพอเพียง สร้างอาชีพใหม่ เช่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รู้คุณค่าที่มาของตนเองเอกลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิใจในกำพืดถิ่นฐานบ้านเกิด รากเหง้าเผ่าพันธุ์ บรรพบุรุษ ภูมิใจ ในของกินของใช้ กินอยู่แบบไทย ๆ วิถีไทยเข้าถึงคุณค่ามากกว่ายึดติดรูปแบบ ภาวะผู้นำ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ความสามารถในการเรียนรู้ จิตสำนึกของชุมชน ลักษณะนิสัย องค์กรชาวบ้าน กองทุนชุมชนจะเป็นปัจจัยภายในและการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ความมีเหตุผลคือ การสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง กินอยู่อย่างมีข้อมูล อย่างมีคุณภาพ ตัดสินใจด้วยข้อมูล รู้เท่าทัน การเปลี่ยนแปลง ไม่ทำตาม ๆ กัน รู้ตัวเอง รู้ท้องถิ่น รู้ศักยภาพ รู้ ?ทุนชุมชน? รู้ปัญหา แสวงหาความรู้ ศึกษาในระดับขั้นตามศักยภาพของตนเองมีแผนชีวิต ครอบครัว แผนชุมชน แผนยุทธศาสตร์ แผนองค์กร แผนงบประมาณครอบครัวรายรับ รายจ่าย หนี้สิน แผนการลงทุน ด้านความมีภูมิคุ้มกัน คือ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ความรู้การมีส่วนร่วม มีการจัดตั้งกลุ่มสร้างกิจกรรมในการ ให้ความรู้แก่ชุมชน ผู้นำชุมชนที่เป็นตัวอย่างที่ดี ครอบครัวอบอุ่น มีความมั่นคงในชีวิต ลูกมีการศึกษาที่ดี ชุมชนเข้มแข็ง มีสวัสดิการชุมชน เครือข่ายเศรษฐกิจชุมชน เกษตรผสมผสาน เน้นการผลิต เพื่อบริโภคในท้องถิ่น มุ่งที่จะให้หมู่บ้านหรือชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจชุมชนในด้านการจัดการ การพัฒนาทุน การพัฒนาระบบตลาด การพัฒนากระบวนการผลิตและแปรรูป และการจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ในชุมชน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในด้านต่าง ๆ ที่สามารถช่วยเหลือกลุ่มองค์กรชุมชน และการพัฒนาระบบข้อมูล และการติดตามผลโครงการเศรษฐกิจชุมชน เพื่อทราบผลงานและการปรับปรุงพัฒนาต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.09 MB)
2content.pdf ( 0.13 MB)
3abstract.pdf ( 0.12 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.16 MB)
5chapter 2.pdf ( 0.39 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.14 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.26 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.15 MB)
9bib.pdf ( 0.15 MB)
10appendix.pdf ( 2.42 MB)
13
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่องการสะกดคำ สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1
Development of Computer Multimedia Lessons of Thai Language : Word-Spelling for Pratomsuksa 1 Students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : อัจฉรา ตุมระวัต
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย ดำเนินการวิจัยเชิงทดลองแบบ 2 กลุ่ม วัดก่อนและหลังวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล สถิติทดสอบ t-test มีผลการวิจัยโดยสรุป ดังนี้ 1) ผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย 3 ครั้ง ด้วยนักเรียนกลุ่มเล็ก (3 คน) กลุ่มกลาง (9 คน) และกลุ่มใหญ่ (15 คน) ได้ค่าประสิทธิภาพของบทเรียน เท่ากับ 67.78/68.33 71.98/75.56 และ 80.26/82.00 ตามลำดับ ได้ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.34 0.41 และ 0.50 ตามลำดับ ส่วนผลการทดลองใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 80.07/81.00 และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.51 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย ระดับมากที่สุด ทั้งในภาพรวมและ ในทุกด้าน โดยมีความพึงพอใจในด้านคุณค่าของบทเรียนสูงสุด รองลงมามีความพึงพอใจในด้านภาพประกอบและด้านภาษาที่ใช้ด้วยค่าเฉลี่ย 4.99 เท่ากัน และมีความพึงพอใจในด้านเนื้อหาต่ำสุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1cover.pdf ( 0.07 MB)
2abstract.pdf ( 0.18 MB)
3chapter 1.pdf ( 0.17 MB)
4chapter 2.pdf ( 0.41 MB)
5chapter 3.pdf ( 0.31 MB)
6chapter 4.pdf ( 0.29 MB)
7chapter 5.pdf ( 0.18 MB)
8bib.pdf ( 0.16 MB)
9appendix1.pdf ( 0.10 MB)
10appendix2.pdf ( 1.58 MB)
14
การพัฒนาคู่มือการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนวัดกาญจนาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Development Manual on Special Educational Management in Watkanchanaram School under the Office of Surat Thani Educational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2010
โดย : สาระ ปัทมพงศา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำและประเมินคู่มือการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนวัดกาญจนาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ผู้วิจัยได้ดำเนินการ เป็นขั้นตอนดังนี้ คือ ขั้นที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการในการจัดการเรียนร่วม ในโรงเรียนวัดกาญจนาราม จากการสัมภาษณ์ ขั้นที่ 2 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดโครงร่างและรูปแบบของคู่มือ ขั้นที่ 3 ตรวจสอบประสิทธิภาพของคู่มือ ทั้งด้านเนื้อหา ภาษา และการนำไปใช้โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน รวมทั้งอาจารย์ที่ปรึกษา ครูผู้สอน และผู้บริหาร ขั้นที่ 4 การปรับปรุงคู่มือฉบับที่สมบูรณ์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ขั้นที่ 1 จากการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของครูจำแนกได้ดังนี้ 1) ด้านปัญหา พบว่า ครูยังขาดประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องแต่ละประเภท ครูไม่เข้าใจจุดประสงค์ในการจัดการเรียนร่วม ครูขาดความรู้ในเรื่องการคัดกรองเด็กและการทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล ครูไม่มีทักษะในการประเมินผล โรงเรียนไม่มีเอกสารในการจัด การเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องแต่ละประเภท ครูขาดความรู้ในการใช้สื่อ และมีปัญหา เรื่องการจัดการเรียนการสอน และครูไม่ทราบแหล่งที่จะให้คำปรึกษา 2) ด้านความต้องการ ครูต้องการให้มีการพัฒนาบุคลากรในการจัดการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่อง ครูต้องการให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองเข้าใจจุดประสงค์การเรียนร่วมของโรงเรียน วัดกาญจนาราม ครูต้องการให้มีการนิเทศการจัดการเรียนการสอนรวมถึงการวัดผล และครูต้องการให้มีเอกสารแนะนำวิธีการจัดการเรียนร่วม จัดหาสื่อให้เพียงพอ และควรมีเอกสารแนะนำวิธีการจัดการเรียนการสอนเด็กบกพร่องแต่ละประเภท ขั้นที่ 2 กำหนดโครงร่างของคู่มือการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนวัดกาญจนาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ซึ่งมีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 8 หน่วย คือ การศึกษาพิเศษ การเรียนร่วม เด็กที่มีความต้องการพิเศษ การคัดกรองเด็กและการส่งต่อ การสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล การประเมินผล การบริการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นที่ 3 การประเมินความเหมาะสมของคู่มือ พบว่า มีความถูกต้องสมบูรณ์ ทั้งด้านเนื้อหา ภาษา และการนำไปใช้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1สาระ.pdf ( 0.86 MB)
15
การปฏิบัติงานตามกระบวนการพัฒนาบุคลากรของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
The Imprementation of Personnel Development Process of The Administrators in Fundamental Schools under The Office of Surat Thani Eucational Service Area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2008
โดย : เนาวรัตน์ สุทธินุ่น
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติงานตามกระบวนการพัฒนาบุคลากรของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 และเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติงานตามกระบวนการพัฒนาบุคลากรของผู้บริหารสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ตามตัวแปรวุฒิการศึกษา ขนาดสถานศึกษาและตำแหน่ง กลุ่มตัวอย่าง คือผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบงานบุคลากร จำนวน 238 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 37 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบโดยใช้ค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. การปฏิบัติงานตามกระบวนการพัฒนาบุคลากรของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ามีการปฏิบัติด้านการประเมินผลการพัฒนาบุคลากร อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านอื่น ๆ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยด้านการหาความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรมีการปฏิบัติสูงสุด 2. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบงานบุคลากรที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน ปฏิบัติงานตามกระบวนการพัฒนาบุคลากรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านการหาความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่ง ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาโทหรือสูงกว่ามีการปฏิบัติงานตามกระบวนการพัฒนาบุคลากรมากกว่าวุฒิการศึกษาปริญญาตรี ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างกัน 3. ผู้บริหารที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน ปฏิบัติงานตามกระบวนการ พัฒนาบุคลากรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการหาความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากร ด้านการวางแผนพัฒนาบุคลากร ด้านการนำแผนพัฒนาบุคลากรไปใช้และด้านการประเมินผลการพัฒนาบุคลากร โดยสถานศึกษาขนาดใหญ่มีการปฏิบัติมากกว่าสถานศึกษาขนาดเล็ก 4. บุคลากรที่มีตำแหน่งต่างกันมีการปฏิบัติงานตามกระบวนการพัฒนาบุคลากรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้บริหารสถานศึกษามีการปฏิบัติมากกว่าครูผู้รับผิดชอบงานบุคลากร ยกเว้นด้านการประเมินผลการพัฒนาบุคลากรที่มีการปฏิบัติงานตามกระบวนการพัฒนาบุคลากรไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1เนาวรัตน์.pdf ( 2.15 MB)

Search within results