Search Result 1,168 Found

  • Filters
 
1
การศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านสภาพการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยในช่วงอายุ 0-3 ปี ที่ดูแลโดย ปู่ ย่า ตา ยาย ในจังหวัดสุรินทร์
A Study of Fundamental Data Regarding a Condition of Rearing Children Aged between 0 and 3 by Their own Grandparents in Surin
งานวิจัย/Research report 2537
โดย : คนึง สายแก้ว
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านสถานภาพการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ปฐมวัยในช่วงอายุ 0-3 ปี ที่ดูแลโดยปู่ ย่า ตา ยาย ในจังหวัดสุรินทร์ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็น ปู่ ย่า ตา ยาย ที่มีภาระการเลี้ยงดู บุตรหลานที่อายุ 0-3 ปี ในจังหวัดสุรินทร์โดยวิธีการแบบเจาะจงใช้แบบสัมภาษณ์ศึกษาถึงตัวแปร 5 ด้านดังนี้คือ ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลการอบรมเลี้ยงดู ข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย ข้อมูลด้าน สิ่งแวดล้อม และข้อมูลด้านการส่งเสริมพัฒนาการและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ร้อยละ สำหรับผลการวิจัยครั้งนี้ สรุปผลได้ดังนี้ 1. จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานสภาพการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่อายุ 0-3 ปี ที่ดูแลโดย ปู่ ย่า ตา ยาย ในจังหวัดสุรินทร์พบว่า ผู้ที่มีภาระเลี้ยงดูหลานส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีการศึกษา ในระดับประถมศึกษา อาชีพทำนา ทำไร่ เป็นส่วนใหญ่ สำหรับพ่อแม่ของเด็ก ส่วนใหญ่มีอาชีพ รับจ้าง จึงต้องไปทำงานที่อื่นเด็กจึงอยู่ในความดูแลของตาและยาย เมื่อศึกษาถึงฐานทางเศรษฐกิจ พบว่าส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย มีหนี้สินมาก สำหรับสุขภาพของปู่ ย่า ตา ยายที่เลี้ยงหลาน พบว่าส่วนใหญ่สุขภาพไม่ค่อยดีนัก เจ็บป่วยบ่อย 2. เมื่อศึกษาสภาพการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยด้านอาหาร พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหย่านม แล้ว และไม่มีโอกาสได้ดื่มนมอีก ส่วนอาหารเสริมที่ได้รับหลังการหย่านม คือ นมข้นหวาน และนมผง บางส่วนและเมื่อศึกษาช่วงอายุ 0-1 ปี ได้รับอาหารเสริมหรือไม่ ส่วนใหญ่ตอบว่าได้รับ และไม่ได้รับอาหารเสริมพอๆ กัน เมื่อศึกษาถึงวิธีการเลี้ยงดูของปู่ ย่า ตา ยาย กับพ่อแม่ของเด็กว่ามีความแตกต่างกัน หรือไม่ ได้รับคำตอบว่า มีทั้งส่วนที่การเลี้ยงดูแตกต่างกันและการเลี้ยงดูไม่แตกต่างกันมีพอๆ กัน แต่เห็นว่าไม่มีปัญหามากนัก ส่วนด้านความรู้ของปู่ ย่า ตา ยาย เกี่ยวกับการเลี้ยงหลาน ส่วนใหญ่ ตอบว่า มีบ้างเล็กน้อย และเห็นว่าการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยในช่วงนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก 3. ข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยของหลาน พบว่า ส่วนใหญ่เด็กปฐมวัยมีอาการเจ็บป่วยบ้าง แต่อาการไม่รุนแรงมากที่สุด รองลงมาเห็นว่าสุขภาพแข็งแรงดี ส่วนที่เหลือพบว่า เด็กมีอาการ เจ็บป่วยรุนแรง และมีโรคประจำตัว ซึ่งตา ยาย ส่วนใหญ่จะนำไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล และ เมื่อศึกษาถึงอาการป่วยที่หลานเป็นมากที่สุด คือ ไข้หวัด รองลงมา มีอาการท้องเสีย เป็นไข้ หอบ หืด ขาดสารอาหาร ปอดอักเสบ และมีอาการชัก ด้านการฉีดวัคซีนพบว่า ปู่ ย่า ตา ยายได้พาไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาล ตามเวลาที่ กำหนด มีบ้างเล็กน้อยที่ไม่ได้ฉีดเลย ด้านการทำบัตรสุขภาพของหลาน พบว่ามีทั้งส่วนที่จัดทำ และไม่ได้จัดทำบัตรสุขภาพ พอๆกัน ในส่วนที่ไม่ได้จัดทำ โดยให้เหตุผลว่า ไม่รู้จักสถานที่จัดทำ บัตรสุขภาพ ไม่อยากทำ ไม่มีเวลาทำ ไม่มีเงิน และบ้านอยู่ไกล ด้านสุขภาพอนามัย พบว่าหลานส่วนมากได้รับการอาบน้ำทุกวัน การขับถ่ายจะใช้ห้องน้ำ ภายในบ้าน ส่วนด้านการรักษาความสะอาดของอวัยวะอื่น ๆอาทิ หู ตา จมูก ปาก ฟัน การรับประทานอาหาร การนอน การเล่นและการพูดส่วนใหญ่พบว่าไม่มีปัญหา ส่วนที่เห็นว่าเป็นปัญหา อยู่บ้างเช่น การพูดไม่ชัดในบางคำ พฤติกรรม ก้าวร้าว เกเร ดื้อบ้าง ต้องลงโทษจึงจะเชื่อฟัง 4. ด้านสิ่งแวดล้อมพบว่า ลักษณะของบ้านเรือนที่ปู่ ย่า ตา ยาย อาศัยอยู่ส่วนใหญ่เป็น บ้านไม้ มีหลายห้อง ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี พอควรมีบางส่วนไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง บ้านคับแคบ อึดอัด ไม่สะอาด และมีสิ่งรบกวนมาก แหล่งน้ำดื่มเพื่อการบริโภค ส่วนใหญ่ใช้น้ำบ่อที่ขุดขึ้นใช้เอง สถานที่พักผ่อนส่วนใหญ่ เล่นภายในบ้าน หรือตามสระหนอง ลำคลอง ในหมู่บ้าน ไม่มีสนามเด็กเล่นของเล่นส่วนใหญ่ ปู่ ย่า ตา ยาย ซื้อจากตลาดมาให้หลานเล่น มีส่วนน้อยที่ผลิตจากวัสดุจากธรรมชาติ และส่วน ใหญ่เด็กเล่นกับเพศเดียวกัน เด็กในชนบทมีความสัมพันธ์กันดี ด้านการเลี้ยงสัตว์ ส่วนใหญ่ไม่มีสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน จะมีเลี้ยงบ้างเล็กน้อย ประเภทสุนัข แมว เป็ด ไก่ นก และด้านการฝึกให้หลานได้มีส่วนช่วยในการดูแลต้นไม้ และความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม พบว่าส่วนใหญ่ไม่ให้เด็กมีส่วนร่วมในการปลูกและรดน้ำต้นไม้เลย 5. ข้อมูลด้านการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา ความคิดทางสติปัญญาและการส่งเสริม คุณธรรมพบว่า ส่วนใหญ่ปู่ ย่า ตา ยาย ได้ส่งเสริมโดยการใช้วิธีการพูดคุยซักถามกับเด็ก การให้ ดูโทรทัศน์ การเห่กล่อมเด็ก การตอบคำถาม รองลงมาคือวิธีการฝึกให้เด็กรู้จักการแบ่งปัน การเล่น การเรียนรู้ด้วยตนเอง การสวดมนต์ไหว้พระ และสำหรับวิธีการที่ใช้ในระดับน้อย ได้แก่ การเล่านิทาน การอ่านหนังสือ การเล่าเรื่องจากภาพ การฝึกพูดคำคล้องจอง และฝึกการให้อาหาร สัตว์เลี้ยง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.05 MB)
2Abstract.pdf ( 0.30 MB)
3Content.pdf ( 0.08 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.18 MB)
5Chapter 2.pdf ( 2.64 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.18 MB)
7Chapter 4.pdf ( 1.11 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.49 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.07 MB)
10Appendix.pdf ( 0.32 MB)
2
การสร้างโปรแกรมการเสริมสมรรถภาพทางกายและกีฬาสำหรับนักศึกษาวิชาเอกพลศึกษาชั้นปีที่ 1
งานวิจัย/Research report 2536
โดย : ธวัชชัย สุหร่าย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการฝึกโปรแกรมการสเริมสร้างสมรรถภาพทางกายที่แตกต่างต่อการพัฒนาสมรรถภาพทางกายและทักษะทางการกีฬา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาวิชาเอกพลศึกษา ชั้นปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2536 จำนวน 30 คน โดยแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน กำหนดให้กลุ่มที่ 1 ฝึกกีฬาและความอดทน กลุ่มที่ 2 ฝึกกีฬาและความเร็ว กลุ่มที่ 3 ฝึกกีฬาและความแข็งแรง ตรวจสอบผลการฝึกด้วยแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายและทักษะทางการกีฬา 5 รายการคือ ลุกนั่ง ยืนกระโดดไกล ยิงประตูใต้แป้น เตะบอลกระทบผนัง และเล่นลูกมือล่างกระทบผนัง โดยทำการตรวจสอบภายหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 2.4 และ 6 นำผลการทดสอบมาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย ด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย 1. ผลการทดสอบหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2,4,6 ของผู้ทดลองทั้ง 3 กลุ่มไม่แตกต่างกัน ในทุกแบบทดสอบ 2. ผลการทดสอบก่อนฝึกและหลังฝึกของกลุ่มที่ 1 มีความแตกต่างกัน 3 ราย การคือ การลุกนั่ง, การยิงประตูใต้แป้นและการเล่นลูกมือล่างกระทบผนัง 3. ผลการทดสอบก่อนฝึกและหลังฝึกของฝึกกลุ่มที่ 2 รายการคือ การยิงประตูใต้แป้น และการเล่นลูกมือล่างกระทบผนัง 4. ผลการทดสอบก่อนฝึกและหลังฝึกของฝึกกลุ่มที่ 3 มีความแตกต่างกัน 3 รายการคือ การลุกนั่ง, การยืนกระโดดไกลและการเล่นมือล่างกระทบผนัง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.04 MB)
2Abstract.pdf ( 0.08 MB)
3Content.pdf ( 0.25 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.16 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.24 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.47 MB)
7Chapter 4.pdf ( 1.26 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.11 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.07 MB)
10Appendix.pdf ( 0.16 MB)
3
ผลของการพัฒนาโปรแกรมทักษะชีวิตต่อระดับความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏสุรินทร์
งานวิจัย/Research report 2544
โดย : สนา แก้วหล้า, ดวงรัตน์ แผ้วผลสง
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (แบบสองกลุ่ม โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีการวัดก่อนและหลังการทดลอง) เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมทักษะชีวิตต่อระดับความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏสุรินทร์ ประชากรเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จาก 14 โปรแกรมวิชา สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันราชภัฏสุรินทร์ จำนวน 424 คน ให้ทำแบบวัดความฉลาดทางอารมณ์แล้ววิเคราะห์ข้อมูล โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างมา 2 หมู่เรียน ที่มีค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ไม่แตกต่างกัน ผู้วิจัยคัดเลือกนักศึกษาหมู่เรียนวิชาเอกสุขศึกษา จำนวน 45 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงมาเป็นกลุ่มทดลอง และหมู่เรียนวิชาเอกวิทยาศาสตร์สุขภาพ จำนวน 48 คน มาเป็นกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการอบรมทักษะชีวิต จำนวน 9 ชุดกิจกรรม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและแบบวัดความฉลาดทางอารมณ์ของ ช่อลัดดา ขวัญเมือง (2542) ซึ่งได้ทดสอบความเชื่อมั่นโดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (Alpha) ตามวิธีการของครอนบาค (Cronbach) ได้ค่าเท่ากับ 0.70 ผู้วิจัยให้กลุ่มทดลองเข้ารับการอบรมอย่างมีส่วนร่วมในโครงการอบรมทักษะชีวิต เป็นเวลา 2 วัน ส่วนกลุ่มควบคุมไม่มีการจัดกระทำแต่อย่างใด ผู้วิจัยทำการรวบรวมข้อมูลสองครั้ง คือ ก่อนการทดลองและภายหลังการทดลอง วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาในแต่ละระยะ โดยใช้สถิติเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย (t-test) ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ของกลุ่มทดลองในระยะหลังการทดลองสูงกว่าในระยะก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะหลังการทดลอง พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องตามสมมติฐานที่ตั้งไว้แสดงว่าโปรแกรมทักษะชีวิตที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสามารถเพิ่มระดับความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาในกลุ่มทดลองได้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.04 MB)
2Abstract.pdf ( 0.15 MB)
3Content.pdf ( 0.11 MB)
4Chapter1.pdf ( 0.33 MB)
5Chapter2.pdf ( 1.79 MB)
6Chapter3.pdf ( 0.24 MB)
7Chapter4.pdf ( 0.20 MB)
8Chapter5.pdf ( 0.14 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.16 MB)
10Appendix.pdf ( 0.31 MB)
11Biodata.pdf ( 0.04 MB)
4
การศึกษาแบบของผู้นำที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
Study of expected leadership style of academic administor on the opinions of teachers and academic administras under the office of Sisaket Education service area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : จิรวัฒน์ ธนวาที
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับครู และผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำแนกตามตัวแปร ตำแหน่งหน้าที่ วุฒิการศึกษาวิชาเอก อายุราชการ และขนาดสถานศึกษา 2) ศึกษาแบบของผู้นำที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูและผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งหน้าที่ วุฒิการศึกษาวิชาเอก อายุราชการ และขนาดสถานศึกษากับแบบของผู้นำที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 และ 4) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแบบภาวะผู้นำที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยเปิดตารางสำเร็จรูปของ เครจซีและมอร์แกน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 494 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.9536 สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้ Eta Squire โดยพิจารณาความสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson?r Correlation) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สถานภาพทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างมีตำแหน่งหน้าที่เป็นครูฝ่ายปฏิบัติการสอน จำนวน 335 คน (ร้อยละ 67.80) เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 159 คน (ร้อยละ 32.20) มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี/ต่ำกว่า จำนวน 379 คน (ร้อยละ 76.70) และมีวุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 115 คน (ร้อยละ 23.30) เรียนสาขาอื่นๆ จำนวน 313 คน (ร้อยละ 63.40) เรียนสาขาวิชาบริหารการศึกษา จำนวน 181 คน (ร้อยละ 36.60) มีอายุราชการ 11 ปีขึ้นไป จำนวน 409 คน (ร้อยละ 82.80) มีอายุราชการ 10 ปีลงมา จำนวน 85 คน (ร้อยละ 17.20) อายุราชการ 11 ปีขึ้นไป จำนวน 409 คน (ร้อยละ 82.80) อยู่ในสถานศึกษาขนาดเล็กจำนวน 433 คน (ร้อยละ 87.70) และขนาดใหญ่ จำนวน 61 คน (ร้อยละ 12.30) ตามลำดับ 2. แบบของผู้นำพึงประสงค์ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = 6.86 ; S.D. = 1.17) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แบบของผู้นำที่มุ่งคนและแบบของผู้นำที่มุ่งงาน อยู่ในระดับมาก ( = 7.09, 6.62 ; S.D. = 1.19, 1.15) ตามลำดับ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ที่เป็นสถานภาพของครูและผู้บริหารกับแบบของผู้นำที่พึงประสงค์ในภาพรวม พบว่า ตำแหน่งหน้าที่ วุฒิการศึกษา สาขาวิชาเอก และ อายุราชการ มีความสัมพันธ์ กับแบบของผู้นำที่พึงประสงค์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = 0.276, 0.255, 0.107, 0.113) ส่วนขนาดสถานศึกษา พบว่า มีความสัมพันธ์กับแบบของผู้นำที่พึงประสงค์ อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.11 MB)
2abstract.pdf ( 0.16 MB)
3content.pdf ( 0.19 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.27 MB)
5chapter 2.pdf ( 2.34 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.22 MB)
7chapter 4.pdf ( 2.97 MB)
8chapter 5.pdf ( 1.19 MB)
9bibliography.pdf ( 0.31 MB)
10appendix.pdf ( 0.65 MB)
11biodata.pdf ( 0.05 MB)
5
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษโดยเรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
A development of an instructional model of English by using research based learning method for mathayomsuksa (the tenth grade) student in Surin educational service office area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : เพชรพยอม ภาวสิทธิ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นรูปแบบที่มีคุณภาพ โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาใน 5 ขั้นตอน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลขั้นพื้นฐาน การศึกษาขั้นนี้เป็นการศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ เพื่อจะนำข้อมูลไปใช้ในการสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ในการศึกษาขั้นนี้ใช้วิธีการศึกษาเอกสารแล้วสรุปบันทึกลงในแบบสรุป ผลการวิจัยในขั้นตอนนี้ สรุปได้ดังนี้ 1. ผลการศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ พบว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีจุดเน้นที่จะให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน โดยถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด ผู้เรียนสามารถพัฒนาและเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และการจัดการเรียนรู้สามารถจัดการเรียนรู้ได้ทุกรูปแบบ เพื่อมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญาและมีความสุข สำหรับหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เป็นการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ตามต้องการในสถานการณ์ต่างๆทั้งในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ 2. ผลการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ พบว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อมีการส่งเสริมกระบวนการสร้างความรู้ให้มีประสิทธิภาพเพื่อการเรียนรู้ที่ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนมีบทบาทในการสร้างสรรค์ความรู้ตามความถนัดและความสนใจ โดยอาศัยสื่อเทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้ร่วมคิด ร่วมแสดงตามศักยภาพของตนเอง ซึ่งผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ตรงจากการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและพัฒนารูปแบบ การศึกษาในขั้นตอนนี้เป็นการสร้างรูปแบบของการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสภาพข้อมูลพื้นฐานที่ศึกษาในชั้นที่ 1 โดยรูปแบบมีองค์ประกอบ 4 องค์ประกอบ คือ ความเป็นมา วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของรูปแบบ และแนวทางการนำรูปแบบไปประยุกต์ใช้ โดยขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการ ขั้นวางแผนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความเข้าใจ ขั้นจัดกิจกรม และขั้นสรุปและประเมินผล ในการวิจัยครั้งนี้ ในขั้นตอนการจัดการเรียนรู้มีเนื้อหาทั้งสิ้น 12 เรื่อง ใช้เวลาทั้งสิ้น 6 สัปดาห์ ได้แก่ เรื่องที่ 1 การวิเคราะห์ปัญหา และการตั้งสมมติฐาน เรื่องที่ 2 การรวบรวมข้อมูลและการสร้างเครื่องมือ เรื่องที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปและการนำเสนอข้อมูล เรื่องที่ 4 การวิเคราะห์ปัญหา เรื่องที่ 5 การศึกษาเอกสาร เรื่องที่ 6 การวางแผนการจัดกิจกรรม เรื่องที่ 7 การสร้างเครื่องมือ เรื่องที่ 8 การทดลองปฏิบัติและการเก็บข้อมูล เรื่องที่ 9 การวิเคราะห์ข้อมูล เรื่องที่ 10 การสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล เรื่องที่ 11 การนำเสนอข้อมูล และเรื่องที่ 12 การสรุปและประเมินผล ขั้นตอนที่ 3 ขั้นประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญและปรับปรุงรูปแบบ การศึกษาในขั้นตอนนี้เป็นการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมิน รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมกับสภาพของผู้เรียนและเหมาะสมกับองค์ประกอบของรูปแบบอยู่ในระดับมาก และมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ขั้นตอนที่ 4 การทดลองใช้รูปแบบ การดำเนินการในขั้นนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้และรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เพื่อเปรียบเทียบผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้กับรูปแบบการการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ การดำเนินงานในขั้นนี้กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสำโรงทาบวิทยาคมจำนวนทั้งสิ้น 72 คน ได้มาโดยการเลือกโรงเรียนสำโรงทาบวิทยาคมเป็นกลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง แล้วดำเนินการสุ่มนักเรียนที่จะเป็นกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีการจับฉลาก เป็นผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 และ 4/3 ของโรงเรียนสำโรงทาบวิทยาคม อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ 41101) แล้วใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีการจับฉลาก เพื่อกำหนดเป็นกลุ่มที่จัดรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยผู้เรียนใช้การวิจัย และกลุ่มที่จัดรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ทดลองใช้รูปแบบในวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ถึง 4 ตุลาคม 2550 เครื่องมือที่ใช้คือ แผนการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แบบทดสอบวัดความสามารถทางการเรียนภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม แบบประเมินทักษะวิจัย และแบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติที (t-test) ของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่อิสระต่อกัน และสถิติที (t-test) ของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปกติ พบว่า หลังเรียนผู้เรียนที่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้มีผลการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะอยู่ในระดับปานกลาง มีพฤติกรรมการทำงานกลุ่มอยู่ในระดับมาก มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และมีทักษะวิจัยอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับผู้เรียนที่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปกติมีผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะอยู่ในระดับปานกลาง พฤติกรรมการทำงานกล่มอยู่ในระดับมาก มีความถึงพอใจอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้กับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปกติ พบว่า ผู้เรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ มีผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะสูงกว่าก่อนเรียน และสูงกว่าผู้เรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขั้นตอนที่ 5 การปรับปรุงรูปแบบให้เป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ การศึกษาในขั้นตอนนี้ดำเนินการโดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยให้ผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ปรับปรุงให้เป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ โดยปรับปรุงระยะเวลาในการจัดกิจกรรมในขั้นตอนที่ 4 ขั้นจัดกิจกรรมเพิ่มมากขึ้นได้แก่ขั้นศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ขั้นทดลองปฏิบัติและเก็บข้อมูล ขั้นสรุปและนำเสนอข้อมูล สำหรับขั้นทดลองปฏิบัติและเก็บข้อมูลซึ่งมีกิจกรรมย่อย ๆ ทั้งสิ้น 6 กิจกรรม เพิ่มเวลาเฉพาะกิจกรรม How to preserve food. โดยเพิ่มเวลาอีก 1 ชั่วโมง เป็น 2 ชั่วโมง โดยสรุปมีการปรับเพิ่มเวลาจากเดิม 18 ชั่วโมง ปรับเพิ่มเป็น 21 ชั่วโมง จากการดำเนินงานวิจัยทั้ง 5 ขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ เป็นรูปแบบที่มีคุณภาพตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.PDF ( 0.13 MB)
2Abstract.PDF ( 0.17 MB)
3Content.PDF ( 0.15 MB)
4Chapter 1.PDF ( 0.20 MB)
5Chapter 2.PDF ( 1.00 MB)
6Chapter 3.PDF ( 0.26 MB)
7Chapter 4.PDF ( 0.38 MB)
8Chapter 5.PDF ( 0.37 MB)
9Bibliography.PDF ( 0.22 MB)
10Appendix.PDF ( 2.49 MB)
11Biodata.PDF ( 0.11 MB)
6
การศึกษาปัญหาและแนวทางการสร้างทีึมผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
A study on problems and guidelines of transformational leadership team building in basic education institutions under Surin educational service area office1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : วุฒิชัย คงบุญ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) ศึกษาปัญหาการสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) เปรียบเทียบและแนวทางการสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ 4) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางการสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 โดยจำแนกตาม ตำแหน่งหน้าที่ในสถานศึกษาระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน อายุจริงและขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ คือ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 ได้ผู้บริหาร 181 แห่ง แหล่งข้อมูล ในการศึกษาครั้งนี้ ใช้แหล่งข้อมูลจากบุคลากรภายในสถานศึกษา 3 แหล่ง คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา 2) หัวหน้างานวิชาการ และ 3) ครูผู้สอน ใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีความเที่ยงทั้งฉบับ 0.98 และสถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์สมมุติฐานด้วยค่าสถิติเอฟ F-test (One-Way ANOVA) ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. บุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รับรู้ว่ามีปัญหาการสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับปัญหาจากมากลงไปหาน้อยตามลำดับ คือ ด้านเงื่อนไข และกระบวนการเกิดกลายเป็นทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง ลักษณะของทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงและด้านการดำรงอยู่ของทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตามลำดับ 2. บุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความเห็นต่อแนวทางการสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับแนวทางที่เป็นไปได้ในการสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากมากลงไปหาน้อย ตามลำดับคือ ด้านลักษณะของทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านเงื่อนไขและกระบวนการเกิดกลายเป็นทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง และด้านการดำรงอยู่ของทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง 3. ผลการเปรียบเทียบปัญหาและแนวทางการสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง พบว่าบุคลากร ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีระดับการศึกษา ตำแหน่ง และอายุจริงต่างกันรับรู้ว่ามีปัญหาการสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนสถานศึกษาขนาดต่างกันรับรู้ว่ามีปัญหาและแนวทางการสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการสร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแต่ละด้านมีดังต่อไปนี้ (สรุปจาก 2-3 อันดับแรกในตารางหน้า 197 - 199) 4.1 ด้านลักษณะของทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงเสนอแนะให้พัฒนาภาวะผู้นำเพิ่มและสามารถสื่อสารประสานงาน มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และทำงานอยู่ในรูปแบบประชาธิปไตย 4.2 ด้านเงื่อนไขและกระบวนการเกิดกลายเป็นทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงเสนอแนะให้ผู้นำมีนโยบายและการปฏิบัติที่ชัดเจน ให้โอกาสทุกคนมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และให้อิสระในการสร้างสรรค์ 4.3 ด้านการดำรงอยู่ของทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง เสนอแนะให้มีการประเมินผลการเปลี่ยนแปลง มีการกำกับติดตามและ ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.PDF ( 0.13 MB)
2Abstract.PDF ( 0.14 MB)
3Content.PDF ( 0.20 MB)
4Chapter 1.PDF ( 0.16 MB)
5Chapter 2.PDF ( 0.61 MB)
6Chapter 3.PDF ( 0.15 MB)
7Chapter 4.PDF ( 1.36 MB)
8Chapter 5.PDF ( 0.19 MB)
9Bibliography.PDF ( 0.14 MB)
10Appendix.PDF ( 0.48 MB)
11Biodata.PDF ( 0.11 MB)
7
การพัฒนาพฤติกรรม จริยธรรม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนยางชุมน้อยพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
A development in ethical behavior of Mathyom Suksa III students in Yangchumnoi Pittayakom School Under Sisaket Educational Service Area Office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : จันทร์อรุณ พนาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้านความมีระเบียบวินัย ด้านความรับผิดชอบ ด้านความซื่อสัตย์ ด้านความอดทน ด้านความขยันหมั่นเพียร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนยางชุมน้อยพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 28 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึก แบบประเมิน และชุดกิจกรรมพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรม นักเรียน 5 กิจกรรม คือ (1) กิจกรรมการอบรมหน้าเสาธงตอนเช้า (2) กิจกรรมการเข้าค่ายคุณธรรม จริยธรรม (3) กิจกรรมเรียนรู้สู่ความสำเร็จ (4) กิจกรรมการแสดงตนเป็นชาวพุทธที่ดี (5) กิจกรรมการทำความสะอาดเขตพื้นที่รับผิดชอบ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิแอลฟา และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรม ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนได้รับการพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรม โดยใช้ชุดกิจกรรมมีพฤติกรรมจริยธรรม ทั้ง 5 ด้าน สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 2. การศึกษาพฤติกรรมจริยธรรมนักเรียนจาก แบบสัมภาษณ์และแบบบันทึก พบว่า นักเรียนโรงเรียนยางชุมน้อยพิทยาคม มีพฤติกรรมด้านความมีระเบียบวินัยมากที่สุด ด้านความอดทน ความซื่อสัตย์ ด้านความรับผิดชอบ และมีความขยันหมั่นเพียร รองลงมาตามลำดับ 3. นักเรียนมีพฤติกรรมจริยธรรมทั้ง 5 ด้าน ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมพัฒนา พฤติกรรมมีคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.20 MB)
2abstract.pdf ( 0.20 MB)
3content.pdf ( 0.47 MB)
4chapter1.pdf ( 0.43 MB)
5chapter2.pdf ( 1.57 MB)
6chapter3.pdf ( 0.75 MB)
7chapter4.pdf ( 0.80 MB)
8chapter5.pdf ( 0.71 MB)
9bibliography.pdf ( 0.37 MB)
10appendix.pdf ( 1.89 MB)
11biodata.pdf ( 0.15 MB)
8
การศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาั้ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
A study on transformational leadership of the basic schools administrators under Surin educational service 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : บุญโสม ดีเลิศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี่มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตัวแปรตำแหน่งของบุคลากร ประเภทสถานศึกษา และขนาดของสถานศึกษา และ 3) การจัดทำข้อเสนอแนะการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารที่ดำรงตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียนที่รักษาการแทนผู้อำนวยการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ได้ผู้บริหาร 181 คน กำหนดให้มีแหล่งข้อมูลจาก 3 แหล่ง คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา 2) หัวหน้างานวิชาการ และ 3) ครูผู้สอนรวมทั้งสิ้น จำนวน 543 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และสถิติที่ใช้ในการวิเคาะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ส่ววนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way Analysis of Variance:ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้บริหารสถานศึกษามีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยภาพรวมอยู่ใรนระดับมาก และมีพิจารณาเป็นรายด้าน ปรากฏผลว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสูงสุด คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ รองลงมาได้แก่ ด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ และด้านการกระตุ้นทางปัญญาตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามการรับรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานวิชาการและครูผู้สอนมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยภาพรวมเป็นรายด้าน 4 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่สอนในโรงเรียนต่างประเภทกันและอยู่ในสถานศึกษาขนาดต่างกันรับรู้ถึงการมีภาวะผู้นำเปลี่ยนแปลงโดยภาพรวมและรายด้าน 4 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ข้อเสนอแนะการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่สำคัญในแต่ละด้าน มีดังนี้ 3.1 ด้านการมีอิทธพลอย่างมีอุดมการณ์ เสนอแนะให้ทำงานโดยมีการวางแผน มีวิสัยทัศน์ เป็นแบบอย่างแก่คนอื่น และปฏิบัติตนได้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ 3.2 ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ เสนอแนะให้แสดงศักยภาพในการทำงาน ส่งเสริมทักษะและส่งเสริมทัศนคติที่ดี และมอบหมายงานตมความสามารถตามความต้องการของครู 3.3 ด้านการกระตุ้นทางปัญญา เสนอแนะให้ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมประสานงานให้มากและคำนึงถึงผลกระทบต่อส่วนรวม 3.4 ด้านการคำนึงปัจเจกบุคคล เสนอแนะให้ความสำคัญกับงานทุกงาน พร้อมให้กับการสนับสนุน มีความเป็นกันเองและรักษาสิทธิ์ของทุกคน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.PDF ( 0.13 MB)
2Abstract.PDF ( 0.14 MB)
3Content.PDF ( 0.16 MB)
4Chapter 1.PDF ( 0.17 MB)
5Chapter 2.PDF ( 0.50 MB)
6Chapter 3.PDF ( 0.15 MB)
7Chapter 4.PDF ( 0.54 MB)
8Chapter 5.PDF ( 0.17 MB)
9Bibliography.PDF ( 0.15 MB)
10Appendix.PDF ( 0.34 MB)
11Biodata.PDF ( 0.11 MB)
9
การศึกษากระบวนการบริหารเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
A study of administration system for prevention performance and solvine the problems of narccties based on the optnion of personnelsin the basic educational institutions under the office of educational service aea 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : พรหมมี พุ่มไม้
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการบริหารเพื่อป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดตามความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษเขต 1 ใน 5 ด้าน คือ ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการสั่งการ ด้านการให้ความร่วมมือ และด้านการควบคุม 2) เปรียบเทียบกระบวนการบริหารเพื่อการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดตามความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา ตำแหน่งอายุ และอายุราชการ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะในกระบวนการบริหารเพื่อป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดตามความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาครั้งนี้เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random Sampling) กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยเปิดตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 485 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อวัดระดับความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 50 ข้อ มีค่าความเที่ยง (Reliability) แบบสอบถามหรือค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ 0.9704 และมีคำถามปลายเปิด (Open-Ended Question) เพื่ให้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสภาพของปัญหาและกระบวนการบริหารเพื่อป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for the Sciences) for windows สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สถิติที (t-test) ใช้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 แยกตามเพศ วุฒิการศึกษาและตำแหน่ง สถิติเอฟ (F-test : One-Way ANOVA) ใช้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 แยกตามอายุ และอายุราชการ กรณีที่พบว่ามีความแตกต่างดำเนินการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างในรายคู่ด้ววิธีการ เชฟเฟ่ (Scheffe) และวิเคราะห์ข้อเสนอแนะจากแบบสอบถามที่เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อความ (Content Analysis) ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. สถานภาพทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม บุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จำนวน 254 คน (ร้อยละ 52.40) มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี/ต่ำกว่า จำนวน 408 คน (ร้อยละ 84.10) ตำแหน่งครูปฏิบัติการสอน จำนวน 335 คน (ร้อยละ 69.10) มีอายุอยู่ในช่วง 41-50 ปี จำนวน 268 คน (ร้อยละ 55.30) และมีอายุราชการอยู่ในช่วง 21-30 ปี จำนวน 274 คน (ร้อยละ 56.50) 2. ผลการศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 พบว่า บุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 มีความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการบริหารโดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 3.98 : S.D. = 0.57) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการสั่งการ ด้านการให้ความร่วมมือ และด้านการควบคุม มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากทั้ง 5 ด้าน ( =4.17,3.98,3.89,3.95,3.90 : S.D. = 0.58,0.60,0.65,0.69,0.69) ตามลำดับ 3. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำแนกตามตัวแปร เพศ วุฒิการศึกษา ตำแหน่ง อายุ และอายุราชการ พบว่า เพศ วุฒิการศึกษา ตำแหน่ง อายุ และอายุราชการ ที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการบริหารเพื่อป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการสั่งการ ด้านการให้ความร่วมมือ และด้านการควบคุม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.11 MB)
2abstract.pdf ( 0.19 MB)
3content.pdf ( 0.21 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.26 MB)
5chapter 2.pdf ( 1.73 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.29 MB)
7chapter 4.pdf ( 1.86 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.99 MB)
9bibliography.pdf ( 0.22 MB)
10appendix.pdf ( 0.44 MB)
11biodata.pdf ( 0.06 MB)
10
การศึกษาบทบาทและการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
A study of roles and pariticipation toward the institutions Surin educational service area office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : บุญทัน นามศิริ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การศึกษาบทบาทและการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบบทบาท และการมีส่วนร่วมในการริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำแนกตามเพศ อายุและวุฒิการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำนวน 372 คน ซึ่งได้มาจากวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติเชิงทดสอบ t-test และ F-test (One-way ANNOVA) ผลการวิจัย พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 41-55 ปี จบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีและดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ มีบทบาทและมีส่วนร่วมการบริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ และด้านบริหารงานทั่วไป ยกเว้นด้านบริหารงานบุคคลอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีเพศและวุฒิการศึกษาต่างกันมีบทบาทและมีส่วนร่วมการบริหารสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีอายุต่างกันบทบาทในการบริหารสถานศึกษาด้านงบประมาณและด้านบริหารงานทั่วไป และมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.11 MB)
2abstract.pdf ( 0.12 MB)
3content.pdf ( 0.83 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.33 MB)
5chapter 2.pdf ( 1.74 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.24 MB)
7chapter 4-1.pdf ( 0.97 MB)
8chapter 4-2.pdf ( 1.30 MB)
9chapter 4-3.pdf ( 1.02 MB)
10chapter 5.pdf ( 1.62 MB)
11bibliography.pdf ( 0.30 MB)
12appendix.pdf ( 0.54 MB)
13biodata.pdf ( 0.05 MB)
11
การรับรู้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานใน เขตพื้นที่ การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
The Perception of quality assurance by the Committee of Basic Education Area 1, Surin.
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : จุฬีรัตน์ วลัยศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ ระดับการรับรู้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi Stage Random Sampling) กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยเปิดตารางสำเร็จรูปของ เครจซี และ มอร์แกน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 240 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามที่สร้างขึ้น โดยมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถาม หรือค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟา เท่ากับ 0.9365 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows (Version : 11.5) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (mean) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความแปรปรวน โดยใช้สถิติ เอฟ (F- test One-Way ANOVA) กรณีที่พบความแตกต่าง พิสูจน์รายคู่ด้วยวิธีการ LSD (Least Significant Difference test) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ตอบแบบสอบถามด้วยการวิเคราะห์เนื้อความ (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1มีการรับรู้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (X =3.27) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การรับรู้ในมาตรฐานด้านผู้เรียน มาตรฐานด้านปัจจัย และมาตรฐานด้านกระบวนการอยู่ในระดับปานกลาง ทุกด้าน ( X =3.39, X =3.26, X =3.15) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาที่เป็นตัวแทนของครู / อาจารย์ มีการรับรู้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษามาตรฐานด้านผู้เรียน อยู่ในระดับมาก ( X = 3.60) มาตรฐานด้านปัจจัย และมาตรฐานด้านกระบวนการ อยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.46, X = 3.33) ส่วนคณะกรรมการสถานศึกษาที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษาที่เป็นตัวแทนของผู้ปกครอง ผู้นำชุมชนผู้ทรงคุณวุฒิ และศิษย์เก่า มีการรับรู้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในมาตรฐานด้านผู้เรียน อยู่ใน ระดับปานกลาง ( X = 3.45, X = 3.31, X = 3.26, X = 3.28, X = 3.41) ตามลำดับมาตรฐานด้านปัจจัยอยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.34, X = 3.12, X = 3.08, X = 3.08, X = 3.24,) และมาตรฐานด้านกระบวนการ อยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.21, X = 3.09, X = 3.08, X = 3.11, X = 3.09) สำหรับผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการรับรู้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวม พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มาตรฐานด้านกระบวนการ และมาตรฐานด้านปัจจัย ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ส่วนมาตรฐานด้านผู้เรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อทำการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยจำแนกตามประเภทของคณะกรรมการสถานศึกษา พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาที่เป็นตัวแทนของ ครู/อาจารย์ ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และผู้ทรงคุณวุฒิ มีการรับรู้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแตกต่างกัน โดย ครู/อาจารย์ มีการรับรู้ ระบบการประกันคุณภาพการศึกษามากที่สุด ส่วนผู้บริหารและ ศิษย์เก่า มีการรับรู้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ข้อเสนอแนะการนำผลการวิจัยไปใช้ สำหรับโรงเรียนจะต้องกำหนดแนวทาง และประสานความสัมพันธ์ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้คณะกรรมการสถานศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และจัดการศึกษาให้มากยิ่งขึ้น สำหรับหน่วยงานที่ดูแลคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานควรสร้างความเข้าใจในบทบาทของการจัดการศึกษาในชุมชนให้มากยิ่งขึ้น
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.11 MB)
2Abstract.pdf ( 0.11 MB)
3Content.pdf ( 0.17 MB)
4Chapter 1.pdf ( 0.21 MB)
5Chapter 2.pdf ( 0.91 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.18 MB)
7Chapter 4.pdf ( 1.96 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.35 MB)
9Biblioghaphy.pdf ( 0.40 MB)
10Appendix.pdf ( 0.57 MB)
11Biodata.pdf ( 0.05 MB)
12
ปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
Administrative factors effecting the success in preventing and solving drug problems in surin educational area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ฉัตรเอก หล้าล้ำ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlational Study) มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาปัจจัยทางการบริหาร และระดับความสำเร็จของการป้องกันและแก้ไข ปัญหายาเสพติด 2) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยทางการบริหารกับความสำเร็จในการป้องกันและ แก้ไขปัญหายาเสพติด 3) ศึกษาระดับการส่งผลของปัจจัยทางการบริหารต่อความสำเร็จในการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด 4) ค้นหาตัวพยากรณ์ที่ดีของความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ยาเสพติด 5) สร้างสมการพยากรณ์ความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi Stage Random Sampling) กำหนดขนาดของ กลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของ เครจซี และ มอร์แกน (Krejcie and Morgan) ที่ระดับ ความเชื่อมั่น 95 % ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 190 โรงเรียน โดยเก็บข้อมูลโรงเรียนละ 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าความเที่ยง (Reliability) เท่ากับ 0.9668 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statiscal Package for the Sciences) for Windows สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (mean) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางการบริหาร และความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด วิเคราะห์โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ อย่างง่ายของ เพียร์สัน วิเคราะห์ระดับการส่งผลต่อความสำเร็จในการป้องกันปัญหายาเสพติดจากปัจจัย ทางการบริหารทั้งหมดที่เป็นตัวพยากรณ์โดยสถิติ Multiple Regression ค้นหาตัวพยากรณ์ที่ดีโดยใช้ วิธีวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้น (Stepwise Multiple Regression Analysis) และ สร้างสมการพยากรณ์ที่ดีในรูปคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลการแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้ตอบแบบสอบถามด้วยการวิเคราะห์เนื้อความ (Content Analysis) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ปัจจัยทางการบริหารในภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถามมีการรับรู้ถึงระดับการพัฒนาปัจจัย ทางการบริหาร อยู่ในระดับมาก ( X = 3.66) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า มีการรับรู้ถึงระดับการพัฒนา อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการวางแผน ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการควบคุมและติดตามประเมินผล ด้านการจัดองค์กร และด้านการประสานงาน (X = 3.84, X = 3.76, X = 3.58, X = 3.55 และ X = 3.55) ตามลำดับ สำหรับความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ยาเสพติด พบว่า อยู่ในระดับมาก ( X = 3.66) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างตัวพยากรณ์กับตัวแปรเกณฑ์ พบว่า ตัวพยากรณ์ทั้ง 5 ตัว ได้แก่ ปัจจัยทางการบริหารด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการประสานงาน ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการควบคุมและติดตามประเมินผล มีความสัมพันธ์กับตัวแปรเกณฑ์ คือ ความสำเร็จในการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด ในทางบวก มีค่าตั้งแต่ 0.467 ถึง 0.589 ที่ระดับมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 3. ตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 5 ตัว คือ ปัจจัยทางการบริหาร ด้านการวางแผน ด้านการจัด องค์กร ด้านการประสานงาน ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการควบคุมและติดตามประเมินผล มี ความสัมพันธ์ กับตัวแปรเกณฑ์ คือ ความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้ตัวแปรพยากรณ์ทั้งหมดส่งผลต่อ ตัวแปรเกณฑ์ร้อยละ 40.6 มี ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์ เท่ากับ ± 0.43404 และสามารถสร้างสมการ พยากรณ์ในรูปสมการคะแนนมาตรฐาน และสมการคะแนนดิบ ดังนี้ สมการคะแนนมาตรฐานเป็นดังนี้ 1 Zˆ = .160Z1 - .126Z2 + .097Z3 + .264Z4 + .243Z5 สมการคะแนนดิบเป็นดังนี้ 1 Yˆ = 1.595 + .166X1 - .133 X2 + .109X3 + .279 X4 + .278 X5 ตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 5 ตัว มีตัวพยากรณ์ที่ดี 3 ตัว ได้แก่ ปัจจัยทางการบริหารด้านการวางแผน ด้านการมีส่วนร่วม และด้านการควบคุมและติดตามประเมินผล มีความสัมพันธ์ กับ ตัวแปรเกณฑ์ คือ ความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้ ตัวพยากรณ์ที่ดีทั้ง 3 ตัว มีอำนาจในการพยากรณ์ได้ร้อยละ 40.0 มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการ พยากรณ์เท่ากับ ± 0. 43503 และสามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปสมการคะแนนมาตรฐาน และ สมการคะแนนดิบ จากตัวพยากรณ์ที่ดี ได้ดังนี้ สมการคะแนนมาตรฐานเป็นดังนี้ Zˆ2 = .129Z1 + .300Z4 + .268 Z5 สมการคะแนนดิบเป็นดังนี้ Yˆ2 = 1.587 + .125X1 + .284 X4 + .234X5 4. ข้อเสนอแนะ โรงเรียนควรมีนโยบาย และแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและ แก้ไขปัญหายาเสพติด โดยให้ทุกภาคส่วนของชุมชนมีส่วนร่วมด้านการวางแผน และด้านการควบคุม และติดตามประเมินผล บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติงานประจำปี
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title page.pdf ( 0.11 MB)
2Abstrac.pdf ( 0.23 MB)
3Content.pdf ( 0.20 MB)
4Chapter 1.pdf ( 2.99 MB)
5Chapter 2.pdf ( 2.71 MB)
6Chapter 3.pdf ( 0.32 MB)
7Chapter 4.pdf ( 0.77 MB)
8Chapter 5.pdf ( 0.47 MB)
9Bibliography.pdf ( 0.24 MB)
10Appendix.pdf ( 0.76 MB)
11Biodata.pdf ( 0.05 MB)
13
ศึกษาปัญหาและความต้องการแนวทางพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีระดับช่วงชั้นที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
The study of problems and requirement quidelines to develop instruction managent of vocational education and Thehnology group level 3 of Surin education servia area 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ระพีพัฒน์ สนสุขชาติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบและความต้องการแนวทางพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีระดับช่วงชั้นที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ตามประเภทของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาและโรงเรียนประถมศึกษา (ขยายโอกาส) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีระดับช่วงชั้นที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 177 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มี 6 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร ด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านสถานที่ฝึกปฏิบัติงาน ด้านการวัดและประเมินผล ด้านการแนะแนวอาชีพ และด้านครูผู้สอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป (SPSS for Windows) เพื่อหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบด้วยค่าที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัญหาในการจัดการเรียนการสอนสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีระดับช่วงชั้นที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เรียงลำดับจากปัญหามากไปหาน้อย คือ ด้านครูผู้สอน รองลงมาคือ ด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านสถานที่ฝึกปฏิบัติงาน ด้านการวัดและประเมินผล ด้านแนะแนวอาชีพ และด้านหลักสูตร 2. ระดับความต้องการแนวทางพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีระดับช่วงชั้นที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก 5 ด้าน คือ ด้านสถานที่ฝึกปฏิบัติงาน ด้านครูผู้สอน ด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านหลักสูตร และด้านการวัดและประเมินผล อยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน คือ ด้านการแนะแนวอาชีพ 3. เปรียบเทียบสภาพปัญหาในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีระดับช่วงชั้นที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำแนกตามประเภทของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ระหว่างโรงเรียนมัธยมศึกษากับโรงเรียนประถมศึกษา (ขยายโอกาส) พบว่า โรงเรียนมัธยมศึกษาและโรงเรียนประถมศึกษา (ขยายโอกาส) มีปัญหาในการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีระดับช่วงชั้นที่ 3 โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านหลักสูตร ด้านสื่อการเรียนการสอนและด้านครูผู้สอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัญหาด้านสถานที่ฝึกปฏิบัติงาน ด้านการวัดและประเมินผล และด้านการแนะแนวอาชีพ มีปัญหา ไม่แตกต่างกัน 4. เปรียบเทียบระดับความต้องการแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีระดับช่วงชั้นที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำแนกตามประเภทของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ระหว่างโรงเรียนมัธยมศึกษากับโรงเรียนประถมศึกษา (ขยายโอกาส) พบว่า โรงเรียนมัธยมและโรงเรียนประถมศึกษา (ขยายโอกาส) มีความต้องการแนวทางพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีระดับช่วงชั้นที่ 3 โดยรวมและรายด้านทั้ง 6 ด้าน คือ หลักสูตร ด้านสื่อการเรียนการสอน และด้านครูผู้สอน ด้านสถานที่ฝึกปฏิบัติงาน ด้านการวัดและประเมินผล และด้านการแนะแนวอาชีพไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.11 MB)
2abstract.pdf ( 0.18 MB)
3content.pdf ( 0.27 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.32 MB)
5chapter 2.pdf ( 3.30 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.38 MB)
7chapter 4.pdf ( 2.11 MB)
8chapter 5.pdf ( 1.46 MB)
9bibliography.pdf ( 0.33 MB)
10appendix.pdf ( 1.40 MB)
11biodata.pdf ( 0.05 MB)
14
การศึกษาผลการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวางและวิธีปกติในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
A study of the English learning outcome of Matayom suksa 1 students by using the extensive reading activities and the conventional method in Surin educational service area office 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2551
โดย : นพรัตน์ วิวาสุขุ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่ได้รับการจัดการเรียนโดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวางและวิธีปกติ โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัย ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวางและวิธีปกติ (2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวาง และวิธีปกติ (3) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษระหว่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวางและวิธีปกติ การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนจอมพระประชาสรรค์ จังหวัดสุรินทร์ จำนวนทั้งสิ้น 82 คน ได้มาโดยการเลือกโรงเรียนจอมพระประชาสรรค์จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 เป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แล้วดำเนินการสุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 2 ห้องเรียน จาก 10 ห้อง ได้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 และ 1/9 ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ31101) เป็นกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีการจับสลาก เพื่อกำหนดเป็นกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวางและกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วิธีปกติ ดำเนินการทดลอง ระหว่างวันที่ 7 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 เครื่องมือที่ใช้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มทดลอง จำนวน 6 แผน ที่มีเนื้อหาเท่ากับกลุ่มควบคุม ซึ่งจัดทำแผน จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษด้านการอ่าน การเขียนและแบบประเมินนิสัยรักการอ่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติที (t-test) ของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่อิสระต่อกัน และสถิติ (t-test) ของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการจัดการเรียนรูวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวางและวิธีปกติ พบว่า ก่อนเรียน นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวางมีผลการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียนอยู่ในระดับต่ำ มีผลการเรียนรู้ด้านนิสัยรักการอ่านอยู่ในระดับน้อยสำหรับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีปกติ มีผลการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียนอยู่ในระดับต่ำ มีผลการเรียนรู้ด้านนิสัยรักการอ่านอยู่ในระดับน้อย หลังเรียน พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวาง มีผลการเรียนรู้ด้านการอ่าน และการเขียนอยู่ในระดับสูง มีผลการเรียนรู้ด้านนิสัยรักการอ่านอยู่ในระดับมากที่สุด สำหรับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีปกติ มีผลการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน อยู่ในระดับปานกลาง และมีผลการเรียนรู้ด้านนิสัยรักการอ่านอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวางและวิธีปกติ พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวาง มีผลการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่านการเขียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีผลการเรียนรู้ด้านนิสัยรักการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สำหรับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีปกติมีผลการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษระหว่างนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวางและวิธีปกติ พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวาง มีผลการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียนหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบกว้างขวาง มีผลการเรียนรู้ด้านนิสัยรักการอ่านหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.PDF ( 1.00 MB)
2Abstract.PDF ( 1.33 MB)
3Content.PDF ( 1.99 MB)
4Chapter 1.PDF ( 3.98 MB)
5Chapter 2.PDF ( 31.19 MB)
6Chapter 3.PDF ( 11.94 MB)
7Chapter 4.PDF ( 8.63 MB)
8Chapter 5.PDF ( 7.96 MB)
9Bibliography.PDF ( 2.99 MB)
10Appendix.PDF ( 122.87 MB)
15
ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
Correlation between emotional intelligence and leadership behaviors of basic school
วิทยานิพนธ์/Thesis 2552
โดย : กวีกาญจน์ พุฒพิมพ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต 1 3) เพื่อหาตัวพยากรณ์ที่ดีที่ส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต 1 จำนวน 181 คน และครูจำนวน 354 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ แบ่งออกเป็น 3 ตอน ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน คือ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของ เพียร์สัน วิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้น (Stepwise Multiple Regression Analysis) และสร้างสมการพยากรณ์ที่ดีในรูปคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การวิจัยครั้งนี้ สรุปได้ดังนี้ 1. ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีการปฏิบัติมากที่สุด คือ ด้านดี รองลงมา คือ ด้านเก่ง และด้านที่ปฏิบัติน้อยที่สุด คือ ด้านสุข ผลการศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีการปฏิบัติมากที่สุด คือ ด้านผู้นำแบบเชี่ยวชาญรองลงมา คือ ด้านผู้นำโดยความเสน่หา และด้านที่มีการปฏิบัติน้อยที่สุด คือ ด้านผู้นำแบบองค์การ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างตัวพยากรณ์ทั้ง 3 ตัว ได้แก่ ความฉลาดทางอารมณ์ด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข มีความสัมพันธ์กับตัวแปรเกณฑ์ คือ ระดับพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในทางบวก มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ความฉลาดทางอารมณ์ด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข มีความสัมพันธ์กับตัวแปรเกณฑ์ คือ ด้านผู้นำแบบเชี่ยวชาญ และด้านผู้นำแบบไม่เป็นพิธีการ ส่วนด้านผู้นำโดยเสน่หา และด้านผู้นำแบบองค์การไม่มีความสัมพันธ์ทางบวก กับตัวแปรเกณฑ์ คือ พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านผู้นำแบบองค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลการค้นหาตัวพยากรณ์ที่ดีในการพยากรณ์พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 พบว่า ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีทั้ง 3 ตัว คือ ความฉลาดทางอารมณ์ด้านเก่ง ด้านดี และด้านสุข สามารถพยากรณ์พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยตัวแปรพยากรณ์ที่ดี 2 ตัว คือ ความฉลาดทางอารมณ์ด้านเก่ง และด้านสุข สามารถพยากรณ์พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านผู้นำแบบเชี่ยวชาญ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และตัวแปรพยากรณ์ที่ดี 2 ตัว คือ ความฉลาดทางอารมณ์ ด้านดี และด้านสุข สามารถพยากรณ์พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านผู้นำแบบไม่เป็นพิธีการได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Title.PDF ( 1.00 MB)
2Abstract.PDF ( 1.33 MB)
3Content.PDF ( 2.33 MB)
4Chapter 1.PDF ( 2.33 MB)
5Chapter 2.PDF ( 12.94 MB)
6Chapter 3.PDF ( 4.32 MB)
7Chapter 4.PDF ( 10.62 MB)
8Chapter 5.PDF ( 5.64 MB)
9Bibliography.PDF ( 1.66 MB)
10Appendix.PDF ( 26.02 MB)
11Biodata.PDF ( 0.34 MB)

Search within results