Search Result 406 Found

  • Filters
 
1
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2006
โดย : ปิยนุช กฤตนันท์
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหาร การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอน เปรียบเทียบระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหาร ระหว่างโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน เปรียบเทียบระดับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอน ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 ที่จัดการเรียนช่วงชั้นที่ 1 ? 2 จำนวน 128 โรงเรียน ผู้ตอบแบบสอบถามประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอน มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 685 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า สอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการจำนวน 8 ด้าน คือ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล และการเทียบโอนผลการเรียน การประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ และสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จำนวน 3 ด้าน คือ ด้านการเตรียมการ ด้านการดำเนินการ และด้านการประเมินผล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันโพรดัคโมเมนต์ และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่าง โดยการวิเคราะห์หาค่าความแปรปรวนทางเดียว (one way analysis of variance) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2. การจัดการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก 3. ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 ระหว่างสถานศึกษาที่มีขนาดแตกต่างกัน พบว่า สถานศึกษาขนาดใหญ่มีการบริหารงานวิชาการมากกว่าสถานศึกษาขนาดกลาง และขนาดเล็ก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งโดยภาพรวมและทุกรายด้าน ยกเว้นด้านการส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 4. ผลการเปรียบเทียบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 ระหว่างโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน พบว่า สถานศึกษาขนาดใหญ่มีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมากกว่าสถานศึกษาขนาดกลาง และขนาดเล็ก และสถานศึกษาขนาดกลางมีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมากกว่าสถานศึกษาขนาดเล็ก ทั้งโดยภาพรวมและทุกรายด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5. ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 พบว่า 5.1 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหาร (Xtot) กับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอน (Ytot) โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธ์กันในระดับสูงและเป็นความสัมพันธ์ทางบวก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโดยรวม (Xtot) มีความสัมพันธ์กับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกด้าน โดยด้านที่มีความสัมพันธ์กันในระดับสูง ได้แก่ ด้านการดำเนินงาน (Y2) ส่วนด้านการเตรียมการ (Y1) และด้านการประเมินผล (Y3) มีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง 5.2 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารเป็นรายด้านกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอน พบว่า การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารทุกด้านมีความสัมพันธ์กับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งโดยภาพรวม (Ytot) และทุกรายด้านในระดับปานกลาง โดยเป็นความสัมพันธ์ในทางบวก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก บทคัดย่อ สารบัญ.pdf ( 0.56 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.48 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 1.54 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.43 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.84 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.49 MB)
7ภาคผนวก.pdf ( 0.72 MB)
2
สภาพและปัญหาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สำเริง คล้ำจีน
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและเปรียบเทียบสภาพการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำแนกตามขนาดโรงเรียนและศึกษาปัญหาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและครูที่รับผิดชอบงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหารโรงเรียน 97 คน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 97 คน และครูที่รับผิดชอบงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 97 คน รวม 291 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.สภาพการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ในภาพรวม พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คือ ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมที่ชุมชนจัดขึ้น ด้านการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน และด้านการจัดให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ในชุมชน ส่วนด้านที่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการประชาสัมพันธ์โรงเรียน และด้านการให้บริการชุมชน 2.จากการเปรียบเทียบสภาพการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่า โรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และครูผู้รับผิดชอบงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน การทดสอบนัยสำคัญความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของสภาพการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน โดยภาพรวมและจำแนกรายด้าน พบว่า โดยภาพรวม โรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีสภาพการสร้างความสัมพันธ์แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการให้บริการชุมชนของโรงเรียนขนาดกลาง มีสภาพการปฏิบัติงานมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านการประชาสัมพันธ์โรงเรียน การเข้าร่วมกิจกรรมที่ชุมชนจัดขึ้น ด้านการให้ชุมชนมีส่วนร่วมกิจกรรมของโรงเรียนและด้านการจัดให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ปัญหาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต1 พบว่า โรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีปัญหาการบริหารงานเหมือนกัน คือ ขาดงบประมาณ ขาดวัสดุอุปกรณ์ ขาดบุคลากร และภารกิจครูมีมาก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Abs.pdf ( 0.17 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.30 MB)
3บบที่ 2.pdf ( 0.48 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.21 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.52 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.33 MB)
3
การประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองขาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2009
โดย : มนัส เปล่งวิทยา
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การประเมินโครงการการส่งเสริมสุขภาพนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองขาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินโครงการด้านบริบท ปัจจัยเบื้องต้น กระบวนการ และผลผลิต โดยใช้หลักการประเมินตามรูปแบบซิปป์ (CIPP Model) ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยคณะครู นักเรียน คณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพนักเรียน คณะกรรมการบริหารชุมชนของโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองขาม เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบประเมิน แบบสำรวจ แบบทดสอบ ทำการวิเคราะห์หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการประเมินสรุปได้ ดังนี้ 1. การประเมินบริบทของโรงเรียนในด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ ได้ข้อเพื่อนำมาหาค่าความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโรงเรียน โดยคณะครูได้คัดเลือกให้โครงการการส่งเสริมสุขภาพนักเรียน เป็นโครงการที่มีความต้องการจำเป็น เป็นลำดับแรก จึงได้จัดทำโครงการการส่งเสริม สุขภาพนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองขาม เพื่อให้นักเรียนมีสุขนิสัยและสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ 2. การประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ ผลการประเมินความพร้อมในด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านวัสดุอุปกรณ์และด้านแผนงาน / โครงการ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 3. การประเมินกระบวนการของโครงการ พบว่าการจัดการประชุมสัมมนาเพื่อวางแผนจัดทำนโยบายส่งเสริมสุขภาพนักเรียน การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้สวยงาม ปลอดภัยและเป็นแหล่งความรู้ด้านสุขภาพ กิจกรรมการออกกำลังกาย การจัดบริการด้านสุขภาพอนามัยแก่นักเรียน และการจัดนิทรรศการส่งเสริมสุขภาพเผยแพร่สู่ชุมชน ทุกกิจกรรมดำเนินการอยู่ในระดับ ดี และผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด 4. การประเมินผลผลิตตามวัตถุประสงค์ของโครงการ พบว่า นักเรียนมีภาวะ ทุโภชนาการลดลงร้อยละ 31.49 นักเรียนมีสุขภาพและร่างกายแข็งแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.66 โรงเรียนจัดสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ปลอดภัยและเป็นแหล่งให้ความรู้ด้านสุขภาพร้อยละ 90.00 นักเรียนมีการออกกำลังกายและเล่นกีฬาร้อยละ 74.15 นักเรียนและบุคลากรมาใช้บริการด้าน สุขภาพลดลงร้อยละ 34.23 นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมนิทรรศการร้อยละ 84.83 ซึ่งทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ ข้อเสนอแนะ 1. โรงเรียนควรมีการกำหนดนโยบายโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพนักเรียนอย่างชัดเจน โดยให้บุคลากรทุกคนในโรงเรียนและชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายส่งเสริมสุขภาพนักเรียน แล้วกำหนดไว้ในธรรมนูญโรงเรียน และแผนปฏิบัติการประจำปี 2. โรงเรียนควรจัดหาบุคลากรที่มีความตั้งใจในการปฏิบัติงานโครงการส่งเสริมสุขภาพ นักเรียน ส่วนงบประมาณควรจัดหาให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน 3. ผู้บริหารโรงเรียนควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินงานตามองค์ประกอบของ โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ การนิเทศติดตาม และสร้างเครือข่ายให้เข็มแข็ง 4. ครูควรปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการปฏิบัติงาน การมีจิตสำนึก และให้ความตระหนักในภาระหน้าที่รับผิดชอบต่อการจัดการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพนักเรียนให้มากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก สารบัญ.pdf ( 0.25 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.14 MB)
3บทที่ 1(บทนำ).pdf ( 0.34 MB)
4
การประเมินโครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : อมร ศิริมังคโล
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การประเมินโครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ของโรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินบริบทของโรงเรียนด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ ปัจจัยเบื้องต้น กระบวนการ และผลผลิตของโครงการ โดยใช้หลักการประเมินตามรูปแบบซิปป์โมเดล (CIPP Model) ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยคณะครู และนักเรียนโรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบประเมิน แบบสำรวจ ทำการวิเคราะห์ หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินสรุปได้ ดังนี้ 1. การประเมินบริบทของโรงเรียนในด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ พบความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโรงเรียนโดยคณะครูได้คัดเลือกให้โครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ เป็นโครงการที่มีความต้องการจำเป็น ในลำดับแรก 2. การประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการพบว่า โรงเรียนมีความพร้อมในด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์และด้านแผนงาน / โครงการ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 3. การประเมินกระบวนการของโครงการ พบว่า ครูมีความรู้ทักษะและประสบการณ์จากการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านงานวิจัยในชั้นเรียน การจัดกิจกรรมนิเทศภายในการทำงานวิจัยในชั้นเรียน ครูได้รับความรู้และประสบการณ์การศึกษาดูงานการวิจัยในชั้นเรียน และการจัดนำเสนอผลงานการวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งทุกกิจกรรมดำเนินการอยู่ในระดับ ดี และผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด 4. การประเมินผลผลิตของโครงการ พบว่า จำนวนครูที่ทำงานวิจัยในชั้นเรียนคิดเป็นร้อยละ 87.50 และครูที่นำผลงานวิจัยไปพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ร้อยละ 87.50 ซึ่งทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ส่วนนำ.pdf ( 0.59 MB)
2บทที่ 1 บทนำ.pdf ( 0.56 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.91 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.58 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.84 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.49 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.47 MB)
8ภาคผนวก.pdf ( 1.22 MB)
5
ความสามารถในการแก้ปัญหาและความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลปากท่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1ที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ
วิทยานิพนธ์/Thesis 2550
โดย : ศิรินันท์ ลักษิตานนท์
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาและความมีวินัยตนเองของเด็กปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลปากท่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1ที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ จำนวน 20 คน ซึ่งเป็นเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 5 ?6 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 โรงเรียนอนุบาลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ได้มาจากการสุ่มแบบง่าย ( Simple Random Sampling ) ด้วยการจับฉลากมา 1 ห้องเรียนจากจำนวน 3 ห้องเรียน เพื่อนำมาทดลองจัดประสบการณ์แบบโครงการเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 40 ?50 นาที รวมทั้งหมด 32 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ แบบทดสอบ ความสามารถในการแก้ปัญหาซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.75 และแบบทดสอบความมีวินัยในตนเองซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ(t-test for Dependent Sample) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก บทคัดย่อ สารบัญ.pdf ( 0.49 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.44 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 1.27 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.40 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.38 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.53 MB)
7ภาคผนวก ก.pdf ( 0.24 MB)
8ภาคผนวก ข.pdf ( 3.68 MB)
9ภาคผนวก ค.pdf ( 9.51 MB)
6
การเปรียบเทียบทักษะการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 ที่ได้รับการสอนแบบโครงการและการสอนตามคู่มือครู
วิทยานิพนธ์/Thesis 2006
โดย : ดวงใจ วัดปาน
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบทักษะการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 ที่ได้รับการสอนแบบโครงการกับการสอนตามคู่มือครู จำนวน 76 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 38 คน กลุ่มควบคุม 38 คน กลุ่มทดลองได้รับการสอนแบบโครงการ กลุ่มควบคุมได้รับการสอนตามคู่มือครู เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบโครงการ แผนการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครู แบบวัดลักษณะการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง จำนวน 58 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มอิสระ(t-test for Dependent Sample) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน (t-test for Independent Sample) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ทักษะการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนแบบโครงการสูงกว่าการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 2. ทักษะการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนแบบโครงการหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนแบบโครงการสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนแบบโครงการหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1หน้าปก.pdf ( 0.25 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.15 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.18 MB)
4บทที่1.pdf ( 0.27 MB)
5บทที่2.pdf ( 0.92 MB)
6บทที่2.pdf ( 0.92 MB)
7บทที่3.pdf ( 0.27 MB)
8บทที่4.pdf ( 0.18 MB)
9บทที่5.pdf ( 0.25 MB)
10บรรณานุกรม.pdf ( 0.30 MB)
11ภาคผนวก.pdf ( 11.92 MB)
7
การพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบบลูม
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : กนกวรรณ ตันติธีระศักดิ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณในวิชาคณิตศาสตร์โดยเปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยรวมและเป็นรายด้านในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนของบลูม ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ อำเภอเมือง ราชบุรี จังหวัดราชบุรี จำนวน 1 ห้อง จาก 13 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 50 คน โดยวิธีสุ่มแบบแบ่งกลุ่มหรือพื้นที่ ( Cluster or Area Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนของบลูม และ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยรวมในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนของบลูมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นรายด้านในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนของบลูมก่อนการทดลองและหลังการทดลอง สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 2.1 ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณด้านการสรุปอ้างอิง (Inference) หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.2 ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณด้านการยอมรับข้อตกลงเบื้องต้น (Recognition of Assumption ) หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.3 ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณด้านการนิรนัย (Deduction) หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.4 ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณด้านการตีความ (Interpretation) หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.5 ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณด้านการประเมินข้อโต้แย้ง (Evaluation of Arguments)หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก บทคัดย่อ.pdf ( 0.45 MB)
2บทที่1.pdf ( 0.25 MB)
3บทที่2.pdf ( 0.92 MB)
4บทที่3.pdf ( 0.22 MB)
5บทที่4.pdf ( 0.19 MB)
6บทที่5.pdf ( 0.19 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.27 MB)
8ภาคผนวก.pdf ( 3.36 MB)
8
การศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนในกลุ่มปากท่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : อัฉริยา บัวทอง
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ นักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนในกลุ่มปากท่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1โดยจำแนกตามขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ของโรงเรียนมัธยมในกลุ่มปากท่อ จำนวน 438 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) ที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเองตามแนวทฤษฎีของวัตสัน และเกลเซอร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการ ทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ Newman ? Kuels ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มปากท่อ โรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทคัดย่อ.pdf ( 0.12 MB)
2บทที่ 1.pdf ( 0.27 MB)
3บทที่ 2.pdf ( 0.85 MB)
4บทที่ 3.pdf ( 0.31 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.29 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.16 MB)
7บรรณานุกรม.pdf ( 0.29 MB)
8แบบรายงานบทความวิทยานิพนธ์.pdf ( 0.27 MB)
9ปก.pdf ( 0.11 MB)
10ประกาศคุณูปการ.pdf ( 0.07 MB)
11ภาคผนวก.pdf ( 0.61 MB)
12สารบัญ.pdf ( 0.19 MB)
13หน้าอนุมัติ.pdf ( 0.07 MB)
9
การประเมินโครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ของโรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : อมร ศิริมังคโล
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การประเมินโครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ของโรงเรียน วัดรางเสน่ห์นครจันทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมิน บริบทของโรงเรียนด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ ปัจจัยเบื้องต้น กระบวนการ และผลผลิตของโครงการ โดยใช้หลักการประเมินตามรูปแบบซิปป์โมเดล (CIPP Model) ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยคณะครู และนักเรียนโรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบประเมิน แบบสำรวจ ทำการวิเคราะห์ หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินสรุปได้ ดังนี้ 1. การประเมินบริบทของโรงเรียนในด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ พบความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโรงเรียนโดยคณะครูได้คัดเลือกให้โครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ เป็นโครงการที่มีความต้องการจำเป็น ในลำดับแรก 2. การประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการพบว่า โรงเรียนมีความพร้อมในด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์และด้านแผนงาน / โครงการ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 3. การประเมินกระบวนการของโครงการ พบว่า ครูมีความรู้ทักษะและประสบการณ์จากการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านงานวิจัยในชั้นเรียน การจัดกิจกรรมนิเทศภายในการทำงานวิจัยในชั้นเรียน ครูได้รับความรู้และประสบการณ์การศึกษาดูงานการวิจัยในชั้นเรียน และการจัดนำเสนอผลงานการวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งทุกกิจกรรมดำเนินการอยู่ในระดับ ดี และผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด 4. การประเมินผลผลิตของโครงการ พบว่า จำนวนครูที่ทำงานวิจัยในชั้นเรียนคิดเป็นร้อยละ 87.50 และครูที่นำผลงานวิจัยไปพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ร้อยละ 87.50 ซึ่งทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1คำอนุมัติ.pdf ( 0.07 MB)
2ชื่อโครงการ.pdf ( 0.15 MB)
3บทคัดย่อ.pdf ( 0.09 MB)
4บทคัดย่อ (english)19มีค49.pdf ( 0.07 MB)
5บทที่ 1 บทนำ.pdf ( 0.34 MB)
6บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.pdf ( 0.95 MB)
7บทที่ 3 วิธีดำเนินการประเมิน.pdf ( 0.40 MB)
8บทที่ 4 ผลการประเมิน.pdf ( 0.79 MB)
9บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.pdf ( 0.23 MB)
10บรรณานุกรม.pdf ( 0.21 MB)
11บรรณานุกรม(นำ).pdf ( 0.03 MB)
12บัญชีตาราง.pdf ( 0.12 MB)
13บัญชีภาพประกอบ.pdf ( 0.08 MB)
14แบบสอบถามA1.pdf ( 0.29 MB)
15แบบสอบถามA2.pdf ( 0.16 MB)
16แบบสอบถามครูB.pdf ( 0.11 MB)
17แบบสอบถามครูC.pdf ( 0.08 MB)
18แบบสอบถามครูD.pdf ( 0.09 MB)
19แบบสอบถามครูE.pdf ( 0.10 MB)
20แบบสอบถามครูF.pdf ( 0.09 MB)
21แบบสอบถามครูG.pdf ( 0.09 MB)
22แบบสอบถามครูH.pdf ( 0.09 MB)
23ปกประเมิน.pdf ( 0.05 MB)
24ประกาศคุณูปการ.pdf ( 0.06 MB)
25ประวัติย่อผู้ประเมิน.pdf ( 0.10 MB)
26ภาคผนวก.pdf ( 0.06 MB)
27ภาคผนวก ฏ โครงการ.pdf ( 0.06 MB)
28สารบัญภาคนิพนธ์.pdf ( 0.12 MB)
10
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือ กับการสอนแบบบรรยาย
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : พิมศิริ สิทธิสาตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือด้วยกิจกรรมการเรียนแบบจิกซอร์ 2 (Jigsaw II) กับการสอนแบบบรรยาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี จำนวน 100 คน ทำการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เข้ากลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม และกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม ๆ ละ 50 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการสอนแบบร่วมมือด้วยกิจกรรมการเรียนแบบจิกซอร์ 2 (Jigsaw II) และกลุ่มควบคุมได้รับการสอนแบบบรรยาย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยกิจกรรมการเรียนแบบจิกซอร์ 2 (Jigsaw II) และแผนการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้เวลาทดลอง 18 คาบ (คาบละ 50 นาที) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นแบบเลือกตอบ จำนวน 40 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.87 และแบบวัดเจตคติต่อ การเรียนเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือด้วยกิจกรรมการเรียนแบบจิกซอร์ 2 (Jigsaw II) หลังเรียนและก่อนเรียน วิเคราะห์โดยใช้สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน (t-test for Dependent Samples) 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนและเจตคติที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือด้วยกิจกรรมการเรียนแบบจิกซอร์ 2 (Jigsaw II) กับการสอนแบบบรรยาย วิเคราะห์โดยใช้สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มไม่สัมพันธ์กัน (t-test for Independent Samples) ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือด้วยกิจกรรมการเรียนแบบจิกซอร์ 2 (Jigsaw II) หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือด้วยกิจกรรมการเรียนแบบจิกซอร์ 2 (Jigsaw II) สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบรรยาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. เจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือด้วยกิจกรรมการเรียนแบบจิกซอร์ 2 (Jigsaw II) หลังการทดลองสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบรรยาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1บทความ-พิ...pdf ( 0.34 MB)
2บทคัดย่อไทย.pdf ( 0.10 MB)
3บทคัดย่ออังกฤษ.pdf ( 0.09 MB)
4บทที่ 1.pdf ( 0.34 MB)
5บทที่ 2.pdf ( 1.64 MB)
6บทที่ 3.pdf ( 0.37 MB)
7บทที่ 4.pdf ( 0.15 MB)
8บทที่ 5.pdf ( 0.25 MB)
9บรรณานุ.pdf ( 0.28 MB)
10ปกและ ประกาศคุณูปการ.pdf ( 0.14 MB)
11ประวัติผู้วิจัย.pdf ( 0.09 MB)
12ผังมโนทัศน์รู้ประวัติศาสตร์.pdf ( 0.12 MB)
13ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ.pdf ( 0.10 MB)
14ภาคผนวก ข.pdf ( 0.22 MB)
15ภาคผนวก ค.pdf ( 0.59 MB)
16ภาคผนวก ง.pdf ( 1.05 MB)
17สารบัญ.pdf ( 0.18 MB)
11
การประเมินโครงการการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนบ้านเบิกไพร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : ณัฐวุฒิ ทองเอีย
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
101-ปกภาคนิพนธ์_.pdf ( 0.05 MB)
202-ประกาศคุณูปการ.pdf ( 0.13 MB)
304-บัญชีตาราง.pdf ( 0.18 MB)
405-บัญชีภาพประกอบ.pdf ( 0.09 MB)
506 -บทที่1.pdf ( 0.38 MB)
607- บทที่2.pdf ( 1.17 MB)
708 -บทที่3.pdf ( 1.29 MB)
809 บทที่ 4 ตาราง22-24.pdf ( 0.11 MB)
909 -บทที่ 4 ตาราง 9-21.pdf ( 0.08 MB)
1010 - บทที่ 5.pdf ( 0.28 MB)
1111- บรรณานุกรม.pdf ( 0.18 MB)
1212 - แบบสอบถามA1,A2.pdf ( 0.36 MB)
1313 - แบบสอบถาม B.pdf ( 0.09 MB)
1414-แบบสอบถาม C.pdf ( 0.06 MB)
1515-แบบสอบถาม D1.pdf ( 0.08 MB)
1616-แบบสอบถาม D2.pdf ( 0.16 MB)
1717 - แบบสอบถามE.pdf ( 0.12 MB)
1818- โครงการ.pdf ( 0.13 MB)
1919-ประวัติย่อผู้ประเมิน.pdf ( 0.28 MB)
20สารบัญ.pdf ( 0.26 MB)
21ABSTRACT.pdf ( 0.09 MB)
22บทคัดย่อ.pdf ( 0.09 MB)
12
การเปรียบเทียบความเข้าใจและแรงจูงใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อมประชาศึกษา)สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ราชบุรี เขต 1 ที่ได้รับการสอนอ่านตามแนวทฤษฎีการสอนภาษาแบบอรรถฐาน (GENRE-BASED APPROACH)กับการสอนอ่านตามคู่มือครู(TEACHER?S MANUAL)
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : จิตรา ปัญญฤทธิ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ABSTRACT.pdf ( 0.12 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.12 MB)
3บทที่ 1.pdf ( 0.41 MB)
4บทที่ 2.pdf ( 2.27 MB)
5บทที่ 3.pdf ( 0.46 MB)
6บทที่ 4.pdf ( 0.16 MB)
7บทที่ 5.pdf ( 0.36 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.45 MB)
9ปกใน.pdf ( 0.10 MB)
10ปกนอก.pdf ( 0.09 MB)
11ประกาศคุณูปการ.pdf ( 0.10 MB)
12ประวัติย่อผู้วิจัย.pdf ( 0.08 MB)
13ภาคผนวก ข.pdf ( 0.32 MB)
14ภาคผนวก ค.pdf ( 1.86 MB)
15ภาคผนวก ง.pdf ( 0.22 MB)
16ภาคผนวก จ.pdf ( 0.21 MB)
17ภาคผนวก ฉ.pdf ( 0.17 MB)
18ภาคผนวก ก.pdf ( 0.16 MB)
19สารบัญ.pdf ( 0.20 MB)
20หน้าอนุมัติวิทยานิพนธิ์.pdf ( 0.12 MB)
13
การประเมินโครงการ การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของผู้เรียนโรงเรียนวัดเขาปิ่นทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : บรรพต วรรณศิริ
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การประเมินโครงการการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียนโรงเรียนวัดเขาปิ่นทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมิน โครงการด้านบริบท ปัจจัยเบื้องต้น กระบวนการ และผลผลิต โดยการประยุกต์ใช้รูปแบบซิปป์ (CIPP Model)ซึ่งเป็นแนวคิดของสตัฟเฟิลบีม(Stufflebeam) ประชากร คือ ครูโรงเรียนวัดเขาปิ่นทอง จำนวน 14 คน นักเรียนจำนวน 339 คน เป็นผู้ให้ข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือเทคนิควิธีการ ระดมสมอง ( Brian stromming ) แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า แบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ผลการประเมินโครงการสรุปได้ดังนี้ 1. ด้านบริบทของโครงการ การประเมินบริบทในการวิจัยครั้งนี้ได้มาจากการระดมความคิดเห็นของครูในโรงเรียนดังปรากฏผลดังนี้ 1.1 หลักการและเหตุผลของโครงการมีความสอดคล้องกับแนวนโยบาย ของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและชุมชน 1.2 วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงการมีความชัดเจนเหมาะสมและครอบคลุมกับสภาพปัญหาที่ต้องการพัฒนา 1.3 กิจกรรมที่จัดให้กับคณะครูและผู้เรียนมีความเหมาะสมสามารถพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรม 2. ด้านปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ เกี่ยวกับ บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ การศึกษาดูงาน และปัจจัยในการผลิตสื่อมีความเหมาะสมอยู่ใน ระดับมาก 3. ด้านกระบวนการบริหารโครงการ การศึกษาดูงาน กระบวนการผลิตสื่อการจัดกิจกรรมเสริมให้แก่นักเรียนมีความเหมาะสม อยู่ในระดับ มาก 4. ด้านผลผลิต 4.1 การประเมินพฤติกรรมของนักเรียนจากแบบสอบถามของผู้เรียนพบว่าผู้เรียนมีพฤติกรรม ด้านการประหยัดอดออม ความซื่อสัตย์ ความมีระเบียบ และมารยาทไทย มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ มาก ทั้ง 4 ด้าน 4.2 จากการสังเกตพฤติกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนที่ประเมินโดยครู พบว่าพฤติกรรม ด้านการประหยัดอดออม ความซื่อสัตย์ ความมีระเบียบ และมารยาทไทย มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ ปานกลางทั้ง 4 ด้าน และเมื่อคิดเป็นร้อยละของผู้ที่ผ่านเกณฑ์ ตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป พบว่า ด้านความประหยัดอดออม คิดเป็นร้อยละ 81.40 ความซื่อสัตย์ คิดเป็นร้อยละ 85.50 ความมีระเบียบ ร้อยละ 87.30 มารยาทไทย ร้อยละ 90.30 จากผลการประเมินโดยครูและนักเรียนผลการประเมินมีความแตกต่างกันโดยครูประเมินนักเรียนผ่านเกณฑ์ เพียง 1 ด้านคือ มีมารยาทไทย ส่วนผู้เรียนประเมินตนเองว่าผ่านทุกด้าน ซึ่งต้องมีการทบทวนการประเมินโครงการต่อไป
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstrat.pdf ( 0.08 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.08 MB)
3บทที่ 1 บทนำ.pdf ( 0.24 MB)
4บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.pdf ( 0.78 MB)
5บทที่ 3 วิธีการประเมิน.pdf ( 0.28 MB)
6บทที่ 4 ผลการประเมิน.pdf ( 0.49 MB)
7บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.pdf ( 0.20 MB)
8บรรณานุกรม.pdf ( 0.23 MB)
9บัญชีตาราง.pdf ( 0.09 MB)
10บัญชีภาพประกอบ.pdf ( 0.07 MB)
11ปกภาคนิพนธ์.pdf ( 0.10 MB)
12ประกาศคุณูปการ.pdf ( 0.07 MB)
13ประวัติย่อผู้ประเมิน.pdf ( 0.08 MB)
14ภาคผนวก ก. สำเนาบันทึกการประชุม.pdf ( 0.04 MB)
15ภาคผนวก ข. แบบเปรียบเทียบนำหนัก.pdf ( 0.15 MB)
16ภาคผนวก ค. แบบสอบถามเพื่อการประเมินปัจจัยเบื้องต้น.pdf ( 0.14 MB)
17ภาคผนวก ง.แบบสอบถามเพื่อประเมินกระบวนการ.pdf ( 0.13 MB)
18ภาคผนวก จ. ประเมินกระบวนการ.pdf ( 0.13 MB)
19ภาคผนวก ฉ. ประเมินผลผลิต (ครู).pdf ( 0.11 MB)
20ภาคผนวก ช แบบสอบถามเพื่อประเมินผลผลิต (นักเรียน).pdf ( 0.14 MB)
21สารบัญภาคนิพนธ์.pdf ( 0.10 MB)
14
การประเมินโครงการการทำวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งแฝก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : กัลยา คุ้มญาติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
การประเมินโครงการการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนบ้านทุ่งแฝก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อ ประเมินบริบทของโรงเรียนด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ ปัจจัย เบื้องต้นก่อนเริ่มโครงการ ในด้านความพอดพียงของทรัพยากรที่ใช้ ในการดำเนินงานของโครงการและผลผลิตของโครงการ ผู้ประเมินได้ใช้ รูปแบบการประเมิน แบบซิปป์โมเดล ผู้ให้ข้อมูล คือ ครู นักเรียน วิทยากร คณะกรรมการนิเทศการทำวิจัย ในชั้นเรียน วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้ความถี่ และค่าร้อยละ ผลการประเมินสรุปได้ดังนี้ 1.การประเมินบริบท พบว่า สภาพแวดล้อมของโรงเรีนเอื้อต่อการเรียนรู้ บุคลากรมีความกระต่อ รือร้น และให้ความร่วมมือในการพัฒนาการเรียนการสอน โรงเรียนมี งบประมาณเพียงพอในการจัดการบริหารตามแผนของโรงเรียน และชุมชน ให้ความร่วมมือกับโรงเรียนเป็นอย่างดี ในการระดมทรัพยากร สิ่ง ที่โรงเรียนต้องได้รับการพัฒนาเป็นลำดับแรกคือ การวิจัยในชั้น เรียนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้และการจัดกระบวนการ เรียนรู้ โรงเรียนจึงดำเนินโครงการวิจัยในชั้นเรียนขึ้น 2.การประเมินปัจจัยเบื้องต้น พบว่าปัจจัยที่ผ่านเกณฑ์การ ประเมิน คือ วิทยากรมีคุณวุฒิ ระดับปริญญาโท มีประสบการณ์ทำ วิจัย 3 เรื่อง และครูผู้สอนจำนน 7 คน พร้อมเข้าร่วมโครงการ อบรมการทำวิจัยในชั้นเรียน มีงบประมาณเพื่อดำเนินงานโครงการ วิจัยในชั้นเรียนตามเกณฑ์ จำนวน 5,000 บาท มีวัสดุอุปกรณ์ เพียงพอต่อการดำเนินการต่อไป 3.การประเมินกระบวนการดำเนินงานโครงการการวิจัยในชั้นเรียน พบ ว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน คือ กระบวนการดำเนินงานเป็นไปตามแผน ร้อยละ 100 กระบวนการฝึกอบรมการวิจัยภายในผ่านเกณฑ์ครบทุคนและ ได้รับการนิเทศภายในผ่านเกณฑ์ครบทุกคนและครูได้นำเสนอผลงาน วิจัยในชั้นเรียนร้อยละ 100 4.การประเมินผลผลิต พบสิ่งที่ ผ่านเกณฑ์การประเมิน คือ ครูผู้สอนมีการพัฒนาการเรียนการสอน อยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะในด้านการประเมินผลการเรียนรู้ที่ มีประสิทธิภาพครูผู้สอนนำผลงานของตนเองเผยแพร่แลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ข้อเสนอแนะ โรงเรียนควรเน้นให้ครูจัดพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย อย่างมีมาตรฐานเป็นสากล มีการจัดอบรมแนวทางการเขียนรายงานการ วิจัยในชั้นเรียนให้ครูผู้สอนจัดพี่เลี้ยงให้คำแนะนำอย่าง ต่อเนื่อง การสร้างขวัญกำลังใจสนับสนุนให้ครูผู้สอนได้เผยแพร่ ผลงานของตนเองกับหน่วยงานภายนอก และควรนำผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนมาใช้เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของโครงการด้วย ส่วน การดำเนินโครงการอื่น ๆ ของโรงเรียนควรใช้ข้อมูลจากการจัดลำดับ ความสำคัญโครงการที่ได้นำเสนอไว้
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1ปก.pdf ( 0.10 MB)
2บทคัดย่อ.pdf ( 0.19 MB)
3สารบัญ.pdf ( 0.25 MB)
4บทที่ 1.pdf ( 0.26 MB)
5บทที่ 2.pdf ( 0.80 MB)
6บทที่ 3.pdf ( 0.30 MB)
7บทที่ 4.pdf ( 0.51 MB)
8บทที่ 5.pdf ( 0.23 MB)
9บรรณานุกรม.pdf ( 0.28 MB)
10ภาคผนวก.pdf ( 0.50 MB)
15
การศึกษาพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของผู้บริหารและพฤติกรรมที่เป็นจริงขอผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอนในสถานศึกษา อำเภอปากท่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis nd.
โดย : สุมาลี พวงพยอม
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Research Title.pdf ( 0.09 MB)
2แบบสอบถามผู้ทรงคุณวุฒิ.pdf ( 0.18 MB)
3ตอนที่ 4 การเปรียบเทียบพฤติกรรมที่พึงประสงค์.pdf ( 0.36 MB)
4บทคัดย่อ.pdf ( 0.11 MB)
5บทที่ 4.pdf ( 0.75 MB)
6บทที่ 5.pdf ( 0.43 MB)
7บทที่ 1.pdf ( 0.30 MB)
8บทที่ 2.pdf ( 1.50 MB)
9บทที่ 3.pdf ( 0.23 MB)
10บรรณานุกรม.pdf ( 0.29 MB)
11ปก.pdf ( 0.15 MB)
12ประกาศคุณูปการ.pdf ( 0.08 MB)
13ประวัติย่อผู้ประเมิน.pdf ( 0.08 MB)
14ภาคผนวก.pdf ( 0.05 MB)
15ภาคผนวก ข.pdf ( 0.20 MB)
16ภาคผนวก ค.pdf ( 0.19 MB)
17ภาคผนวก ง.pdf ( 0.20 MB)
18ภาคผนวก ก.pdf ( 0.29 MB)
19ภาคผนวก จ.pdf ( 0.31 MB)
20สารบัญ.pdf ( 0.12 MB)
21สารบัญตาราง.pdf ( 0.23 MB)
22สารบัญภาพประกอบ.pdf ( 0.07 MB)

Search within results