Search Result 48 Found

  • Filters
 
1
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษเรียนร่วม : กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านหนองบัว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
Educational management of mainstreamed children in ban nonbau school under the office of Udonthani educational service area Udonthani province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : ฉวีวรรณ ชาวชายโขง
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษเรียนร่วมของโรงเรียนบ้านหนองบัว 4 ด้าน คือ ด้านปัจจัย ด้านกระบวนการบริหาร ด้านกระบวนการเรียนการสอน และด้านคุณภาพนักเรียน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการสังเกต การสัมภาษณ์ และเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหาร ครูสอนเด็กพิเศษเรียนร่วม เด็กพิเศษเรียนร่วมชั้นเด็กปกติ เด็กพิเศษชั้นเรียนพิเศษ ผู้ปกครองเด็กพิเศษ และผู้ปกครองนักเรียนปกติ จำนวน 50 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ผลการวิจัย พบว่าในด้านปัจจัย บุคลากรในโรงเรียนบ้านหนองบัว มีความรู้ ความเข้าใจ มีเจตคติที่ดีต่อการจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วม ครูอาจารย์มีวุฒิการศึกษาพิเศษและผ่านการอบรม การจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วมมาแล้ว ผู้ปกครองและชุมชนได้รับการอบรม และมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา มีอาคารเรียน และห้องเรียนเพียงพอ มีสภาพแวดล้อมและบริเวณโรงเรียน เอื้อต่อการจัดการศึกษา ส่วนงบประมาณที่ได้รับยังไม่เพียงพอกับความต้องการในด้านกระบวนการบริหารจัดการ มีการสำรวจและจัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศ ด้านการศึกษาพิเศษ ดำเนินการรับเด็ก คัดแยก ส่งต่อ และจัดเข้าเรียน ร่วมมีการส่งเสริม เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านต่างๆ และสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากร เปิดโอกาสให้บุคลากร ในโรงเรียนและชุมชนได้มีส่วนร่วมในการบริหาร มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงานและองค์กรต่างๆ มีการนิเทศ ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในด้านกระบวนการเรียนการสอน จัดรูปแบบการเรียนการสอนเป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 การจัดการเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติเต็มเวลา มีครูการศึกษาพิเศษคอยช่วยเหลือครูผู้สอนประจำชั้นหรือประจำวิชา การเรียนการสอนเหมือนเด็กปกติ แต่มีการปรับจุดประสงค์ และเนื้อหาของหลักสูตรตามสภาพความบกพร่องของเด็กพิเศษแต่ละบุคคลและลักษณะที่ 2 การจัดชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียน 1 ห้องเรียน มีครูการศึกษาพิเศษสอนประจำชั้น ซึ่งเป็นเด็กพิเศษที่มีความบกพร่องค่อนข้างมาก การจัดการเรียนการสอน เน้นการพัฒนาความพร้อมด้านทักษะพื้นฐานที่จำเป็น ได้แก่ ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ทักษะทางสังคมและ การดำรงชีวิต และทักษะด้านการงานอาชีพ และใช้ห้องเสริมวิชาการ ช่วยในการพัฒนาจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ในการฟื้นฟูพัฒนาความบกพร่องเด็กพิเศษที่มีความบกพร่อง เพื่อคัดแยกให้เข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติและในด้านคุณภาพของนักเรียน ที่เป็นเด็กพิเศษเรียนร่วมชั้นปกติและเด็กพิเศษชั้นเรียนพิเศษเฉพาะในโรงเรียน มีพัฒนาการในทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล 2 ทักษะ คือ ทักษะการช่วยเหลือตนเอง และทักษะทางสังคมและการดำรงชีวิต ส่วนทักษะการงานอาชีพ ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ บุคลากรครูในโรงเรียนและชุมชนมีความพึงพอใจต่อพัฒนาการในทักษะพื้นฐานที่จำเป็นของเด็กพิเศษ เรียนร่วม 2 ทักษะ คือ ทักษะการช่วยเหลือตนเอง และทักษะทางสังคมและการดำรงชีวิต ส่วนทักษะการงานอาชีพ ยังไม่พึงพอใจ และบุคลากรในโรงเรียนและชุมชน มีความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษเรียนร่วมของโรงเรียนบ้านหนองบัว
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 1.18 MB)
2abstract.pdf ( 0.23 MB)
3content.pdf ( 0.24 MB)
4chapter1.pdf ( 0.15 MB)
5chapter2.pdf ( 0.83 MB)
6chapter3.pdf ( 0.14 MB)
7chapter4.pdf ( 0.31 MB)
8chapter5.pdf ( 0.58 MB)
9chapter6.pdf ( 0.21 MB)
10bibliography.pdf ( 0.16 MB)
11appendix.pdf ( 0.43 MB)
12biodata.pdf ( 0.05 MB)
3
การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2
The development of structional activities on social studies, voligion, and culture by using concept attainment model for matthayomsuksa two students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : วรนุช มูลกาย
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนแผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 โรงเรียนภูพานวิทยา อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี จำนวน 29 คน ที่ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์ สาระภูมิศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนแผนผังมโนทัศน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพระหว่าง กระบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2) และทดสอบ ความแตกต่างโดยการทดสอบค่าที (t-test for Dependent) ซึ่งคำนวณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS for Windows ผลการวิจัยพบว่า 1. กิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2) เท่ากับ 82.40/81.48 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์ มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและมีความสามารถในการเขียนแผนผังมโนทัศน์ สาระภูมิศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Thesis_Vorranuthch Moolkai.pdf ( 8.21 MB)
4
ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดในการตัดสินใจเข้ารับราชการทหารกองประจำการของทหารกองเกินในเขตพื้นที่ มณฑลทหารบกที่ 24
determinant factors in decision making to join military service of the conscripts within the twenty fourth military circle
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : ไวยภาษ ศรีหริ่ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดในการตัดสินใจเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ของทหารกองเกินในเขตพื้นที่ มณฑลทหารบกที่ 24 กลุ่มตัวอย่าง คือ ทหารกองเกินที่ถูกกำหนดให้เข้ากองประจำการ แผนกทหารบก ผลัดที่ 1/46 และ ผลัดที่ 2/46 ในหน่วยทหารในเขตพื้นที่ มณฑลทหารบกที่ 24 จาก 3 จังหวัด คือ อุดรธานี หนองคาย และหนองบัวลำภู จำนวน 296 คน ซึ่งเป็นผู้ร้องขอเข้ากองประจำการ จำนวน 123 คน และผู้ไม่ร้องขอเข้ากองประจำการ จำนวน 173 คน ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS สำหรับวินโดว์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบค่าเฉลี่ยของข้อมูล 2 กลุ่ม ที่เป็นอิสระต่อกัน (t ? test) การทดสอบมัธยฐาน (Median Test) ด้วยการทดสอบค่า ไคแสควร์ (Chi ? Square) การทดสอบสมมุติฐานใช้สถิติวิเคราะห์การจำแนกประเภท (Discriminant Analysis) วิธีแบบขั้นตอน (Stepwise Method) โดยวิธีของ Wilks ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ทหารกองเกินที่ถูกกำหนดให้เข้ารับราชการทหารกองประจำการ ก่อนเข้ารับราชการทหารกองประจำการ มีรายได้ส่วนบุคคลเฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับ 4,466.96 บาท รายได้ครอบครัวเฉลี่ยต่อปีเท่ากับ 91,621.95 บาท อายุโดยเฉลี่ย 21.27 ปี ส่วนใหญ่อายุน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 82.1 มีสถานภาพโสดร้อยละ 82.4 ส่วนใหญ่สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นลงมาร้อยละ 63.2 จำนวนคนในครอบครัวโดยเฉลี่ย 5.11 คน ส่วนใหญ่มีจำนวนคนในครอบครัวน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 68.6 จำนวนพี่น้องที่เป็นชายในครอบครัวโดยเฉลี่ยเท่ากับ 2.15 คน ส่วนใหญ่มีจำนวนพี่น้องที่ชายในครอบครัวน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 70.3 จำนวนพี่น้องที่มีรายได้ในครอบครัวโดยเฉลี่ยเท่ากับ 2.56 คน ส่วนใหญ่มีจำนวนพี่น้องที่มีรายได้น้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 53.4 ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างหรือเป็นพนักงานเอกชนร้อยละ 50.0 มีการรับรู้ข่าวสารการเป็นทหารหรือชีวิตการเป็นทหารผ่านสื่อต่างๆ ค่อนข้างน้อย มีทัศนคติต่ออาชีพทหารในทางที่ดีมาก มีทัศนคติต่อการเข้ารับราชการทหารกองประจำการในทางที่ดี และมีความคาดหวังต่อการเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ว่าจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนให้ดีขึ้นได้ค่อนข้างมาก 2. การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยทางจิตวิทยา กับการร้องขอหรือไม่ร้องขอเข้ากองประจำการ พบว่า รายได้ส่วนบุคคลเฉลี่ยต่อเดือน รายได้ครอบครัวเฉลี่ยต่อปี อายุ การรับข้อมูลข่าวสารการเป็นทหารหรือชีวิตการเป็นทหาร ทัศนคติต่อการเข้ารับราชการทหารกองประจำการ และความคาดหวังต่อการเข้ารับราชการทหารกองประจำการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. การจำแนกประเภทปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดในการตัดสินใจเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ของทหารกองเกินในเขตพื้นที่ มณฑลทหารบกที่ 24 พบว่า ปัจจัยทางจิตวิทยา ได้แก่ ความคาดหวังต่อการเข้ารับราชการทหารกองประจำการ และปัจจัยทางสังคม ได้แก่ อายุ เป็นปัจจัยจำแนกทหารกองประจำการ ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มร้องขอและกลุ่มไม่ร้องขอเข้ากองประจำการ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสามารถจำแนกความเป็นสมาชิกของกลุ่มได้ถูกต้องร้อยละ 62.8 แสดงได้ว่าการตัดสินใจเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ของทหารกองเกินด้วยการร้องขอหรือไม่ร้องขอเข้ากองประจำการ จะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นความคาดหวังต่อการเข้ารับราชการทหารกองประจำการ และอายุ ของทหารกองเกินแต่ละบุคคล ซึ่งจะเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดในการตัดสินใจของทหารกองเกิน ว่าจะร้องขอหรือไม่ร้องขอเข้ากองประจำการ
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 2.21 MB)
2abstract.pdf ( 0.14 MB)
3content.pdf ( 0.08 MB)
4chapter1.pdf ( 0.88 MB)
5chapter2.pdf ( 1.16 MB)
6chapter3.pdf ( 0.91 MB)
7chapter4.pdf ( 1.04 MB)
8chapter5.pdf ( 0.93 MB)
9bibliography.pdf ( 0.85 MB)
10biodata.pdf ( 0.10 MB)
5
สภาพและปัญหาการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดหนองคาย
The state and problems of resources mobilization for educational provision in accordance with the national education act B.E.2542 in the secondary schools under the general education department in Nongkhai province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : สาวิตรี อุตมะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1 ) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสภาพการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตามความคิดเห็นของ ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้ปฏิบัติการสอน 2 ) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปัญหาการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตามความคิดเห็นของ ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้ปฏิบัติการสอน 3 ) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสภาพการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน 4 ) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปัญหาการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 151 คน ครูผู้ปฏิบัติการสอน จำนวน 306 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 457 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบบสอบถามได้กลับคืนมา ร้อยละ 100 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) t-test และ (One-Way Anova) โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์สำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for Social Science) ผลการวิจัย พบว่า 1. ผู้บริหารเห็นว่าการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษา อยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้นด้านทรัพย์สินอยู่ในระดับมาก ครูผู้ปฏิบัติการสอนเห็นว่าทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง ผู้บริหารและครูผู้ปฏิบัติการสอนเห็นว่าการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ยกเว้นด้านบุคลากรไม่แตกต่างกัน 2. ผู้บริหารเห็นว่ามีปัญหาการระดมทรัพยากร เพื่อการจัดการศึกษาทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง ครูผู้ปฏิบัติการสอนเห็นว่าอยู่ในระดับมาก ยกเว้นด้านบุคลากรอยู่ในระดับปานกลาง ผู้บริหารและครูผู้ปฏิบัติการสอนเห็นว่าปัญหาการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ยกเว้นด้านบุคลากรไม่แตกต่างกัน 3. ผู้บริหารและครูผู้ปฏิบัติการสอนในโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกันเห็นว่าการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษาโดยภาพรวม ด้านการจัดการและด้านการเงินแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกนั้นไม่แตกต่างกัน โรงเรียนขนาดใหญ่มีการระดมทรัพยากร เพื่อการจัดการศึกษามากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กแต่ไม่แตกต่างกับโรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียนขนาดเล็กกับโรงเรียนขนาดกลางไม่แตกต่างกัน 4. ผู้บริหารและครูผู้ปฏิบัติการสอนในโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกันเห็นว่าปัญหา การระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โรงเรียนขนาดเล็กมีปัญหาการระดมทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษามากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่แต่ไม่แตกต่างกับโรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียนขนาดเล็กกับขนาดกลางไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.48 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3content.pdf ( 0.06 MB)
4chapter1.pdf ( 0.08 MB)
5chapter2.pdf ( 0.20 MB)
6chapter3.pdf ( 0.08 MB)
7chapter4.pdf ( 0.30 MB)
8chapter5.pdf ( 0.24 MB)
9bibliography.pdf ( 0.08 MB)
10biodata.pdf ( 0.04 MB)
6
การจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัยตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตามการรับรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดหนองคาย
The management of non-formal and informal education according to the national education act 2542 as perceived by the basic administrators in Nongkhai province
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : พัฒนา ปู่วัง
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการจัดการศึกษานอกโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตามการรับรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 226 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้าง และพัฒนาขึ้น เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า สอบถามเกี่ยวกับการรับรู้ต่อการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย 5 ด้าน คือ ด้านส่งเสริมการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย ด้านงานวิชาการ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านงานบริหารงบประมาณ และด้านการบริหารงานทั่วไป วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติ สำเร็จรูปสำหรับสังคมศาสตร์ คำนวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบ - ที และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว แล้วทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีของ เชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวม มีการรับรู้ต่อการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ( = 3.11 - = 3.36 ) 2. ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งเพศชายและเพศหญิง มีการรับรู้ต่อการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ยกเว้นผู้บริหารสถานศึกษาเพศหญิง มีการรับในด้านการบริหารงานทั่วไปอยู่ในระดับมาก และการรับรู้ไม่แตกต่างกัน 3. ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีอายุแตกต่างกัน มีการรับรู้ต่อการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน และพบว่า การรับรู้ด้านส่งเสริมการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย และด้านงานวิชาการ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ ระดับ 0.05 4. ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีอายุราชการต่างกัน มีการรับรู้ต่อการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน และการรับรู้ไม่แตกต่างกัน 5. ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีการรับรู้ต่อการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน และการรับรู้ ไม่แตกต่างกัน 6. ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกันต่างกัน มีการรับรู้ต่อการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน และการรับรู้ไม่แตกต่างกัน
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.20 MB)
2titlepage.pdf ( 0.10 MB)
3content.pdf ( 0.19 MB)
4chapter1.pdf ( 0.16 MB)
5chapter2.pdf ( 0.42 MB)
6chapter3.pdf ( 0.11 MB)
7chapter4.pdf ( 0.26 MB)
8chapter5.pdf ( 0.21 MB)
9bibliography.pdf ( 0.15 MB)
10appendix.pdf ( 0.79 MB)
11biodata.pdf ( 0.06 MB)
7
การศึกษาความคิดเห็นที่มีต่อหลักเกณฑ์และวิธีการประเมิน อาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในจังหวัดหนองคาย
The opinions towards the criterion and procedure of empirical evaluation for the instructor level III as perceived by administrators and teachers in Nongkhai
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : บุญพิมพ์ ภูชมศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินอาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำแนกตามขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในจังหวัดหนองคาย 602 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นแบบเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ที่สร้างขึ้นเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.98 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One ? way ANOVA) และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe?s test) ผลการวิจัย พบว่า 1. ความคิดเห็นที่มีต่อหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินอาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านเหมาะสมในระดับมาก 2. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นต่อหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินอาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ ไม่แตกต่างกัน 3. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนของโรงเรียนทุกขนาดเห็นว่าหลักเกณฑ์และ วิธีการประเมินอาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านเหมาะสมในระดับมาก 4. ผู้บริหารสถานศึกษาที่โรงเรียนขนาดต่างกันมีความคิดเห็นต่อหลักเกณฑ์และ วิธีการประเมินอาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่เห็นว่าเหมาะสมมากกว่าโรงเรียนขนาดกลาง 5. ครูผู้สอนในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกันมีความคิดเห็นต่อหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินอาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูผู้สอนโรงเรียนขนาดกลางเห็นว่าเหมาะสมมากกว่าขนาดเล็ก
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.51 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3content.pdf ( 0.09 MB)
4chapter1.pdf ( 0.08 MB)
5chapter2.pdf ( 0.57 MB)
6chapter3.pdf ( 0.08 MB)
7chapter4.pdf ( 0.20 MB)
8chapter5.pdf ( 0.11 MB)
9bibliography.pdf ( 0.08 MB)
10biodata.pdf ( 0.04 MB)
8
ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้การสอนภาษาเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้แบบประสบการณ์เพื่อพัฒนาความสามารถและแรงจูงใจในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
The effects of learning activity using communicative approach and experiential learning to improve english oral proficiency for communication and motivation on english speaking abilities of mathayomsuksa three students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : สุรพล สมบูรณ์สิน
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษและแรงจูงใจในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ที่เรียนด้วยการสอนภาษาเพื่อ การสื่อสารและการเรียนรู้แบบประสบการณ์ กับนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนตามคู่มือครู ดำเนินการโดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งการทดลอง (Quasi-Experimental Design) แบบ Nonequivalent Control Group Design ซึ่งมีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เพื่อแบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีการวัดผลก่อนและหลัง การทดลองทั้ง 2 กลุ่ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ปีการศึกษา 2547 จำนวน 2 ห้องเรียน 76 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แล้วสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากแยกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการสอน แบบทดสอบความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ แบบวัดแรงจูงใจในการพูดภาษาอังกฤษ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (t-test) คำนวณด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้ แบบประสบการณ์ มีความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนตามคู่มือครู อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้ แบบประสบการณ์ มีแรงจูงใจในการพูดภาษาอังกฤษ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนตามคู่มือครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.77 MB)
2abstract.pdf ( 0.05 MB)
3content.pdf ( 0.05 MB)
4chapter1.pdf ( 0.12 MB)
5chapter2.pdf ( 0.40 MB)
6chapter3.pdf ( 0.17 MB)
7chapter4.pdf ( 0.06 MB)
8chapter5.pdf ( 0.12 MB)
9bibliography.pdf ( 0.08 MB)
10appendix.pdf ( 2.32 MB)
11biodata.pdf ( 0.03 MB)
9
การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาวอลเลย์บอลโดยวิธีสอนของแฮบาร์ต ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
The development of instructional actvities in volleyball by using habart method : the problem solving process of matthayomsuksa 3 students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : เฉลียว สุวรรณแสง
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาวอลเลย์บอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการสอนของแฮบาร์ต ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวอลเลย์บอล และศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาวอลเลย์บอล ของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ในการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้วิธีการสอนของแฮบาร์ต ที่เน้นกระบวนการ แก้ปัญหา ประชากรที่ใช้วิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ หนองบัวลำภู ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2546 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 30 คน 1 ห้องเรียน ที่ได้มาโดยวิธีการแบ่งกลุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้วิจัยประกอบด้วย แผนการสอนวิชาวอลเลย์บอล แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ความเข้าใจ แบบทดสอบวัดทักษะกีฬาวอลเลย์บอล และแบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวอลเลย์บอล การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows และวิเคราะห์ข้อมูล ของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยสถิติทดสอบแบบ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนความรู้ความเข้าใจวิชาวอลเลย์บอล คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น มีทักษะทางกีฬาวอลเลย์บอลทั้ง 3 ทักษะ คือ ทักษะการเซตลูก ทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง และทักษะ การเสิร์ฟลูกมือล่าง คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3. นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น มีความพึงพอใจ ต่อกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาวอลเลย์บอล คะแนนเฉลี่ยหลังการเรียนอยู่ในระดับมาก (3.45)
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.42 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3content.pdf ( 0.08 MB)
4chapter1.pdf ( 0.11 MB)
5chapter2.pdf ( 0.31 MB)
6chapter3.pdf ( 0.15 MB)
7chapter4.pdf ( 0.11 MB)
8chapter5.pdf ( 0.22 MB)
9bibliography.pdf ( 0.13 MB)
10biodata.pdf ( 0.07 MB)
11
ผลการใช้วิธีสอนแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาสุขศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4
The effect of science project method toward leatning achivement and attitude in health education of matayomsuksa four students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : ชวลิต สีหามาตย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้วิธีสอนแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อวิชาสุขศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่ม แบบกลุ่ม ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 6 สัปดาห์ ดำเนินการโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว สอบก่อนและสอบหลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าความเชื่อมั่น .86 แบบทดสอบวัดเจตคติต่อวิชาสุขศึกษา ค่าความเชื่อมั่น .90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยด้วยการทดสอบ-ที (t - test) แบบ Dependent Samples. ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้วิธีสอนแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยก่อนเรียน มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 58.93 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75.56 2. ผลการศึกษาเปรียบเทียบเจตคตคิต่อวิชาสุขศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ วิธีสอนแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยก่อนเรียนนักเรียนมีเจตคติต่อวิชาสุขศึกษาอยู่ในระดับมาก ส่วนหลังเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1abstract.pdf ( 0.05 MB)
2titlepage.pdf ( 0.46 MB)
3content.pdf ( 0.05 MB)
4chapter1.pdf ( 0.09 MB)
5chapter2.pdf ( 0.27 MB)
6chapter3.pdf ( 0.12 MB)
7chapter4.pdf ( 0.10 MB)
8chapter5.pdf ( 0.22 MB)
9bibliography.pdf ( 0.10 MB)
10biodata.pdf ( 0.04 MB)
12
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสังคมเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
The development of science based learning on science technology and society approach to develop science problem solving ability and study learning achievement of mathayomsuksa four students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2549
โดย : ภูมิ พระรักษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม 2) พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 3) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยศึกษาจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 โรงเรียนเหมืองแบ่งวิทยาคม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 2 กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 1 ห้อง 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 5 เรื่องคลื่นกล จำนวน 12 แผน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สาระที่ 5 เรื่องคลื่นกล และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติการสอน คือ แบบสังเกตพฤติกรรม การจัดการเรียนรู้ของครู แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน แบบบันทึกประสบการณ์การเรียน แบบคำถามเพื่อใช้สนทนากลุ่ม เทปบันทึกเสียง กล้องถ่ายรูป และกล้องวีดิทัศน์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เริ่มต้นจากการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม จำนวน 12 แผน เพื่อนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ 3 วงจรปฏิบัติการ คือ วงจรที่ 1 การจัดการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ? 4 วงจรที่ 2 การจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ? 8 วงจรที่ 3 การจัดการเรียนรู้ตามแผน การจัดการเรียนรู้ที่ 9 ? 12 ในแต่ละวงจรผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยได้รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน แบบบันทึกประสบการณ์การเรียน แบบคำถามเพื่อใช้สนทนากลุ่ม ส่วนข้อมูลความสามารถ ในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรวบรวมโดยใช้แบบทดสอบวัดความสามารถ ในการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณโดยการหาค่าเฉลี่ยและร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อหาแนวทางปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในวงจรต่อไป ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียน โดยการ ตั้งคำถาม วางแผนค้นหาคำตอบ สะท้อนความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ลงมือปฏิบัติและนำความรู้ไปใช้ ซึ่งการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสงสัย เป็นการสร้างสถานการณ์ที่ส่งเสริมให้นักเรียน ตั้งคำถามในเรื่องที่ตนเองสนใจ 2) ขั้นวางแผน นักเรียนเป็นผู้วางแผนค้นหาคำตอบ 3) ขั้นค้นหาคำตอบ นักเรียนลงมือค้นหาคำตอบ 4) ขั้นสะท้อนความคิด นักเรียนคิดไตร่ตรองและนำเสนอต่อสมาชิกในกลุ่ม 5) ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นักเรียนนำเสนอผลการค้นหาคำตอบต่อสมาชิกในชั้นเรียน 6) ขั้นนำไปปฏิบัติจริง นักเรียนนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาใน สถานการณ์ที่แตกต่างออกไป 2. นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์ เฉลี่ยร้อยละ 84.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์รอบรู้ด้านความสามารถในการแก้ปัญหาร้อยละ 84 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80 3. นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 54.80 ซึ่งผ่านเกณฑ์ ขั้นต่ำร้อยละ 50 จำนวนนักเรียนร้อยละ 80
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.08 MB)
2abstract.pdf ( 0.11 MB)
3content.pdf ( 0.05 MB)
4chapter1.pdf ( 0.09 MB)
5chapter2.pdf ( 0.22 MB)
6chapter3.pdf ( 0.15 MB)
7chapter4.pdf ( 0.20 MB)
8chapter5.pdf ( 0.09 MB)
9bibliography.pdf ( 0.09 MB)
10appendix.pdf ( 0.77 MB)
11biodata.pdf ( 0.03 MB)
13
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีสตอรีไลน์ที่มีต่อทักษะการใช้ภาษาไทย และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
The effect of instructional activities based on storyline method on thai language skills and thai learning achievements of mathayomsuksa 4 students
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : กิติยา อุตรา
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการใช้ ภาษาไทยในด้าน การฟัง การดูและการพูด การอ่าน การเขียน ในสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่เรียนด้วยวิธีสตอรีไลน์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปากคาดพิทยาคม 2) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยที่เรียนด้วยวิธีสตอรีไลน์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปากคาดพิทยาคม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 โรงเรียนปากคาดพิทยาคม อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย จำนวน 33 คนที่ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดทักษะการใช้ภาษาไทยในด้านการฟัง การดูและการพูด การอ่าน การเขียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิงมีค่าความเชื่อมั่น .90 วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างโดยการทดสอบ-ที (t-test) แบบ Dependent Samples คำนวณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS for Windows ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีสตอรีไลน์มีคะแนนทักษะการใช้ภาษาไทยในด้านการฟัง การดูและการพูด การอ่าน การเขียน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีสตอรีไลน์มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง อิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1Thesis_Kitiya Utra.pdf ( 6.82 MB)
15
การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยกระบวนการสอนของเฮวินส์
The development of instructional activities for Ehglish writing of pratomsuksa VI students based on Hewins's writing process
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สมพร อินทะกนก
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การทำวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยกระบวนการสอนของเฮวินส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งกำลังเรียน ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 72 (เทศบาล 8) สำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการสอนจำนวน 9 แผน เครื่องมือที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลการทดลอง ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน แบบบันทึกประสบการณ์การเรียนของนักเรียน และแบบฝึกทักษะการเขียน เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งมีขั้นตอนการปฏิบัติ 4 ขั้นตอน ดังนี้คือ ขั้นกำหนดแผนการปฏิบัติ ขั้นปฏิบัติการ ขั้นสังเกต และขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติ โดยการนำข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติในแต่ละวงจร มาวิเคราะห์ และใช้ปรับแผนการปฏิบัติใน วงจรต่อไป ผลการดำเนินการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนทักษะ การเขียนภาษาอังกฤษ ด้วยกระบวนการสอนของเฮวินส์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คิดเป็น ร้อยละ 84.96 ซึ่งไม่น้อยกว่าเกณฑ์ความรอบรู้ที่กำหนด คือร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ความรอบรู้ที่กำหนดดังกล่าว คิดเป็นร้อยละ 96.66 ซึ่งไม่น้อยกว่าเกณฑ์ของจำนวนนักเรียนที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.05 MB)
2abstract.pdf ( 0.08 MB)
3content.pdf ( 0.06 MB)
4chapter1.pdf ( 0.08 MB)
5chapter2.pdf ( 0.36 MB)
6chapter3.pdf ( 0.12 MB)
7chapter4.pdf ( 0.37 MB)
8chapter5.pdf ( 0.10 MB)
9bibliography.pdf ( 0.08 MB)
10appendix.pdf ( 1.28 MB)
11biodata.pdf ( 0.04 MB)

Search within results