Search Result 1,768 Found

  • Filters
 
1
การสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ ค 011 เรื่อง เลขยกกำลังและพหุนาม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานสามัญศึกษา จังหวัดอำนาจเจริญ
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : อนงค์นุช วิริยสุขหทัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างแบบทดสอบวินิจฉัย วิชาคณิตศาสตร์ ค 011 เรื่อง เลขยกกำลังและพหุนาม (2) หาคุณภาพของแบบสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ ค 011 เรื่อง เลขยกกำลังและพหุนาม และ (3) สร้างคู่มือการใช้แบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ ค 011 เรื่อง เลขยกกำลังและพหุนาม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดอำนาจเจริญ แบบทดสอบวินิจฉัยที่สร้างขึ้นประกอบด้วย แบบทดสอบจำนวน 6 ฉบับ คือ การคูนและการหารเลขยกกำลัง สมบัติอื่น ๆ ของเลขยกกำลัง การบวกลบเอกนาม การบวกลบพหุนาม การคูณพหุนาม และ การหารพหุนาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 1,670 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ขั้นตอนในการดำเนินการวิจัย คือ สร้างแบบทดสอบเพื่อสำรวจ ซึ่งเป็นแบบอัตนัย แสดงวิธีทำและบอกเหตุผลในการตอบ โดยสร้างให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมแล้วนำไปทดสอบเพื่อสำรวจความบกพร่องและรวบรวมคำตอบผิดที่มีความถี่มากที่สุด 3 อันดับแรกมาใช้เป็นตัวลวงในการสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยแบบปรนัย 4 ตัวเลือก นำแบบทดสอบวินิจฉัยที่สร้างขึ้นไปทดสอบกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 3 ครั้ง การทดสอบครั้งที่ 1 และ 2 เป็นการทดสอบเพื่อปรับปรุงพัฒนาคุณภาพข้อสอบ โดยการวิเคราะห์ข้อสอบตามแนวทฤษฎีประเพณีนิยม การทดสอบครั้งที่ 3 เป็นการทดสอบเพื่อหาคุณภาพและคัดเลือกข้อสอบที่เหมาะสมเป็นแบบทดสอบวินิจฉัย โดยวิเคราะห์ตามแนวทฤษฎีการตอบสนองต่อข้อสอบ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบทดสอบวินิจฉัยที่สร้างขึ้นประกอบด้วย แบบทดสอบจำนวน 6 ฉบับย่อย คือ ฉบับที่ 1 การคูณและการหารเลขยกกำลังมี 25 ข้อ ฉบับที่ 2 สมบัติอื่น ๆ ของเลขยกกำลังมี 11 ข้อ ฉบับที่ 3 การบวกลบเอกนาม มี 22 ข้อ ฉบับที่ 4 การบวกลบพหุนาม มี 7 ข้อ ฉบับที่ 5 การคูณพหุนาม มี 11 ข้อ และฉบับที่ 6 การหารพนุนาม มี 12 ข้อ รวมจำนวน 88 ข้อ และมีสาเหตุการเกิดความบกพร่องของนักเรียนสามารถจัดกลุ่มได้ จำนวน 5 กลุ่ม คือ (1) ใช้สูตร กฎ ทฤษฎี ไม่ถูกต้อง (2) ไม่เข้าใจบทนิยาม กฎ ทฤษฎี (3) สรุปตามความเข้าใจตนเอง (4) สับสนเรื่องเครื่องหมาย และ (5) ใช้สูตร กฎ ทฤษฎีไม่ครบตามบทนิยาม 2. คุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัย มีรายละเอียดดังนี้ 2.1 ค่าอำนาจจำแนก (a - parameter) มีค่าระหว่าง .506 ถึง 3.368 แสดงว่า แบบทดสอบสามารถจำแนกผู้ที่มีความสามารถสูงออกจากผู้ที่มีความสามารถต่ำได้ดีถึงดีมาก 2.2 ค่าความยาก (b - parameter) มีค่าระหว่าง ? 1.000 ถึง .923 แสดงว่า แบบทดสอบมีความยากปานกลาง ซึ่งเหมาะสมกับลักษณะของแบบทดสอบวินิจฉัย 2.3 ค่าการเดา (c - parameter) มีค่าระหว่าง .085 ถึง .299 แสดงว่าแบบทดสอบมีค่าการเดาต่ำ ในกรณีผู้มีความสามารถต่ำมีโอกาสตอบถูกมีโอกาสน้อย 2.4 ค่าความเชื่อถือได้ พิจารณาจากผลรวมของฟังก์ชันสารสนเทศของแบบทดสอบทั้ง 6 ฉบับ มีค่าสูงสุดที่ 2.626 และตรงกับระดับความสามารถที่ -.50 ซึ่งเป็นความสามารถในระดับปานกลาง แสดงว่า แบบทดสอบนี้สามารถประมาณค่าความสามารถของผู้สอบได้อย่างแม่นยำ เมื่อนำไปทดสอบกับผู้สอบที่มีความสามารถในระดับปานกลาง ซึ่งเหมาะกับลักษณะของแบบทดสอบวินิจฉัย 2.5 ค่าความแม่นตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบ 6 ฉบับ พิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาและด้านวัดผล พบว่า มีค่า 1.00 ทุกข้อทุกฉบับ มีความแม่นตรงเชิงเนื้อหาจริง 2.6 คะแนนจุดตัดของแบบทดสอบทั้ง 6 ฉบับ มีค่าเท่ากับ 21 , 9 , 18 , 5 , 9 และ 9 คิดเป็นร้อยละ 84.00, 81.82 , 81.82 , 71.43 , 81.82 และ 75.00 ตามลำดับ 3. คู่มือการใช้แบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ ค 011 เรื่อง เลขยกกำลังและ พหุนาม ประกอบด้วยหัวข้อดังนี้คือ จุดมุ่งหมายของแบบทดสอบ โครงสร้างของแบบทดสอบลักษณะของแบบทดสอบ การพัฒนาแบบทดสอบ คุณภาพของแบบทดสอบ เวลาที่ใช้ในการทดสอบ วิธีดำเนินการทดสอบ การตรวจให้คะแนนและการวินิจฉัย และแบบเฉลยข้อสอบ The purposes of this study were (1) to construct a mathematics diagnostic test (011) in Exponent and Polynomial (2) to examine the quality of the diagnostic test and (3) to construct a manual for the test. The diagnostic test consisted of six contents : Multiplication and division of Exponent, other properties, Addition and Subtraction of Monomial, Addition and Subtraction of Polynomials, Multiplication of Polynomial and Division of polynomial. The sample group of this research consisted of 1,670 Mathayom Suksa 3 students from the schools under the jurisdiction of the office of General Education in Amnat Charoen Province. They were selected by means of the stratified random sampling technique. The research procedure started from constructing a surveying subjective test in which the students were asked to demonstrate the method of problem solving and the reason for the answer chosen. All items were designed to cover the content and behavioral objectives. They were tried out in order to identify misconceptions and the first three most often wrong answers were be used as distracters in the diagnostic test. The test was tried out three times. The first and the second try ? out was to improve and analyze it by using Classical Test Theory (CTT) . The third try ? out was to determine the quality and to select appropriate items for the test. The item Responding Theory (IRT) was used to justify the test. The research findings were as follow: 1. The constructed diagnostic test consisted of six contents : (1) 25 items for Multiplication and Division of Exponent, (2) 11 items for Exponent properties, (3) 22 items for Addition and Subtraction of Monomial, (4) 7 items for Addition and Subtraction of Polynomial, (5) 12 items for Multiplication of Polynomial , and (6) 11 items for Division of Polynomial totally 88 items. The causes of misconception perception could be categorized as follows : (1) The pupils used incorrect formulae and theory. (2) The pupils did not understand the definitions, laws and theories. (3) The pupils concluded the lesson from their understandings. (4) The pupils were confused with conventional signs. (5) The pupils did not completely use the formulae and theory according to definitions. 2. The quality of the diagnostics test in meticulous details were: 2.1 The a ? parameter range of each item was between .506 to 3.368, showing that the test was able to discriminate a highly able person from a less able one. 2.2 The b ? parameter range of each item was between ? 1.00 to .923, showing that the difficulty level of the test is somewhat medium and easy. 2.3 The c ? parameter range of each item was between .085 to .299 showing that a less able person was less likely to select correct answers because of the predictable low guess value. 2.4 The reliability of the six contents could be determined by their information function, which was found to be the highest when being used with pupils of the ability level at 2.626, which corresponded to the ability level at -.50 This means that the test is the most appropriate or most appropriate or most effective for students with average ability. 2.5 The content validity of the six contents, as justified by the experts of both contents and evaluation, was exactly valid. 2.6 The cutting point scores of the six tests were 21 , 9,18,5, 9 and 9 which were 84.00 , 81.82,81.82 , 71.43,81.82 and 75.00 percent respectively. 3. The manual of the test contained of objectives , structure, characteristics, quality, testing time, testing process, score checking , and diagnosis and keys of the test.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.09 MB)
2abstract.pdf ( 0.31 MB)
3content.pdf ( 0.21 MB)
4chapter1.pdf ( 0.39 MB)
5chapter2.pdf ( 2.35 MB)
6chapter3.pdf ( 0.59 MB)
2
การพัฒนาคลังข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ค 013 ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายพุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533)
The Development of Mathematics Test Item Bank on Math 013 in Accordance with the Upper Secondary Education Curriculum of B.E.2524 (2533 Revised Edition)
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : จำเนียร บุญมั่น
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ค 013 ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533) กระทรวงศึกษาธิการ (2) ตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ค 013 และอธิบายความหมายของคุณภาพข้อสอบนั้น ๆ และ (3) จัดเก็บข้อสอบในคลังข้อสอบและสร้างคู่มือการใช้คลังข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ค 013 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ ค 013 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 ในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ เขตการศึกษา 11 จำนวน 1,428 คน เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณภาพข้อสอบ ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi ? Stage Random Sampling) จากโรงเรียนจำนวน 20 โรงเรียน ได้แก่ ศรีสะเกษวิทยาลัย สตรีสิริเกศ สิริเกศน้อมเกล้า กันทรลักษ์วิทยา กระแชงวิทยา ขุขันธ์ ละทายวิทยา กำแพง กันทรลักษณ์วิทยาคม ปรือใหญ่วิทยบัลลังก์ ไพรธรรมคุณวิทยา ปรางค์กู่ ไพรบึงวิทยาคม ยางชุมน้อยพิทยาคม ห้วยทับทันวิทยาคม ศรีรัตนวิทยา น้ำเกลี้ยงวิทยา และ เขื่อนช้างวิทยาคาร และครู ? อาจารย์ โรงเรียนน้ำเกลี้ยงวิทยา จำนวน 9 คน เพื่อใช้ในการทดลองใช้คลังข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ค 013 ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แบบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ ค 013 ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533) กรมสามัญศึกษา (2) โปรแกรมวิเคราะห์ข้อสอบ CRT (3) โปรแกรมคลังข้อสอบ Items Bank และ (4) แบบประเมินการใช้คลังข้อสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ อำนาจจำแนกบี ( B ) ความยาก ( p ) ค่าเฉลี่ย ( ) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S ) ผลการวิจัยพบว่า 1. จากการสร้างข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ค 013 ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533) กระทรวงศึกษาธิการ จำนวนทั้งหมด 600 ข้อ เมื่อวิเคราะห์หาคุณภาพแล้วได้ข้อสอบที่มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ 309 ข้อ มีอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 ถึง .98 มีความยากตั้งแต่ .20 ถึง .92 โดยมีรายละเอียดดังนี้ เป็นข้อสอบที่จำแนกได้ดีมากจำนวน 64 ข้อ และค่อนข้างยากจำนวน 45 ข้อ ยากพอเหมาะจำนวน 11 ข้อ ค่อนข้างง่าย จำนวน 5 ข้อ และง่ายจำนวน 3 ข้อ เป็นข้อสอบที่จำแนกได้ดีจำนวน 164 ข้อ และค่อนข้างยากจำนวน 53 ข้อ ยากพอเหมาะจำนวน 71 ข้อ ค่อนข้างง่ายจำนวน 36 ข้อ และง่ายจำนวน 4 ข้อ และเป็นข้อสอบที่จำแนกได้พอใช้จำนวน 81 ข้อ และค่อนข้างยากจำนวน 40 ข้อ ยากพอเหมาะจำนวน 17 ข้อ ค่อนข้างง่าย จำนวน 15 ข้อ และง่ายจำนวน 9 ข้อ 2. จัดเก็บข้อสอบที่มีคุณภาพผ่านเกณฑ์แล้ว ไว้ในคลังข้อสอบโดยใช้โปรแกรม Items Bank รายละเอียดที่จัดเก็บประกอบด้วย รายวิชา จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อสอบ คุณภาพข้อสอบ พร้อมทั้งคำตอบถูกของข้อสอบแต่ละข้อ 3. ครู?อาจารย์โรงเรียนน้ำเกลี้ยงวิทยาได้ทดลองใช้คลังข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ค 013 สามารถสร้างและแก้ไขข้อสอบ คัดเลือกข้อสอบโดยการสุ่มข้อสอบตามจุดประสงค์ เชิงพฤติกรรม อำนาจจำแนก และความยาก รวมทั้งสามารถจัดพิมพ์แบบทดสอบจากข้อสอบที่มีการคัดเลือกแล้วได้ตามความต้องการของผู้ใช้เป็นอย่างดี The objectives of this research were (1) to construct Math 013 test items for the Upper Secondary Education Curriculum of B.E.2524 (Revised B.E. 2533), Ministry of Education, (2) to verify the quality of the test items with consecutive explanation, (3) to store the items in the item bank systematically and computerizingly, and to construct the item bank manual. The sample consisted of 1,428 Mathayom Suksa 5 students in the first semester of the academic year 2543. All of them were students of Si Sa Ket secondary schools in Si Sa Ket Province, Education Region 11. The sample was drawn by means of the Multi ? stage Random Sampling from 20 schools. They were Si Sa Ket Witthayalai, Satree Siriket, Siriket Nom ? Klao, Kantarralak Witthaya, Krachaeng Witthaya, Khukhan, Kantarralak Witthayakom, La ? Thaya Witthaya, Prue- Yai Witthayaballang, Pri- thammakoon Witthaya, Prang ? Koo, Kam ? Paeng, Pri - Bueng Witthayakom, Yanng ? Chom - Noi Pitthayakom, Huay ? Thab ? Than Witthayakom, Sri ? RattanaWitthaya, Nam ? Kliang Witthaya, and Khuan ? Chang Witthayakarn. All were for verification of the items quality. In addition, 9 teachers of Num ? Kliang Witthaya were purposively selected for Math 013 test item bank utilization. The research instruments were (1) Math 013 test in accordance with the Upper Secondary Education Curriculum of B.E.2524 (2533 Revised Edition), (2) a program for CRT item analysis (3) an Items Bank program, and (4) th questionnaire for the items bank utilization. Discriminatory power (B), difficulty (p), mean ( ), and standard deviation (S) were used in the data analysis process. The research findings were as follows: 1. Out of the total of 600 further test items, there were 309 items having Bs ranging from .20 to 98, Ps from .20 to .92. They were categorized further to figure out that, sixty-four items had very good discriminatory power, of which forty-five items were rather difficult, eleven items were appropriately difficult, five items were rather easy, and three items were easy. Of 164 items with good discriminatory power, fifty-three items were rather difficult, seventy-one items were appropriately difficulty, thirty-six items were rather easy, and four items were easy. Of eighty-one items with fair discriminatory power, forty items were rather difficult, seventeen items were appropriately difficult , fifteen were rather easy, and nine items were easy. 2. All qualified items that met the standard criteria were stored in the item bank by computer. The software was an Items Bank Program. The meticulous detail storage consisted of course title, behavior objective , items, and item quality with answer key for each one. 3. The computerized item bank was tried-out by Num?Kliang Witthaya teachers according to the constructed manual. They could construct, improve, randomly select items in the bank according to any specified behavioral objective, discriminatory power, and difficulty level. Moreover, they could also print out the test with the selected items as they wished.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.14 MB)
2abstract.pdf ( 0.25 MB)
3content.pdf ( 0.22 MB)
4chapter1.pdf ( 0.38 MB)
5chapter 2.pdf ( 1.10 MB)
6chapter 3.pdf ( 2.66 MB)
7chapter 4.pdf ( 2.27 MB)
8chapter 5.pdf ( 2.03 MB)
9bibliography.pdf ( 1.00 MB)
10appendix.pdf ( 0.84 MB)
11biodata.pdf ( 0.12 MB)
3
การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ (ค015) เรื่อง อนุพันธ์ของฟังก์ชัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : วนิพร ศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
อนุพันธ์ของฟังก์ชั่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ (2) พัฒนาคุณภาพทั้งฉบับและ รายข้อของแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อนุพันธ์ของฟังก์ชั่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี แบบทดสอบที่สร้างขึ้นประกอบด้วยแบบทดสอบวินิจฉัยจำนวน 7 ฉบับคือ ความรู้พื้นฐานอนุพันธ์ของฟังก์ชั่น อัตราการเปลี่ยนแปลง อนุพันธ์ของฟังก์ชั่น ความชันของเส้นโค้ง การหาอนุพันธ์ของฟังก์ชั่น โดยใช้สูตร อนุพันธ์อันดับสูง การประยุกต์ของอนุพันธ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสังกัดสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 1,438 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น ขั้นตอนในการ ดำเนินการคือ สร้างแบบทดสอบเพื่อสำรวจซึ่งมีลักษณะเป็นแบบอัตนัย แสดงวิธีทำ โดยสร้างให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม แล้วนำไปทดสอบเพื่อสำรวจความบกพร่องในการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อนุพันธ์ของฟังก์ชั่น และรวบรวมคำตอบผิดที่มีความถี่มากที่สุด 3 อันดับแรก มาใช้เป็นตัวลวงในแบบทดสอบวินิจฉัย นำแบบทดสอบวินิจฉัยที่สร้างขึ้นไปทดสอบ 3 ครั้ง การทดสอบครั้งที่ 1 และ 2 เป็นการทดสอบเพื่อปรับปรุงคุณภาพข้อสอบโดยวิเคราะห์ตามแนวของทฤษฎีประเพณีนิยม การทดสอบครั้งที่ 3 เป็นการทดสอบเพื่อหาคุณภาพและคัดเลือกข้อสอบที่เหมาะสม โดยวิเคราะห์ตามแนวของทฤษฎีการตอบสนองต่อข้อสอบ ผลการวิจัยพบว่า แบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตสาสตร์ เรื่อง อนุพันธ์ของฟังก์ชั่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาขึ้นนี้ เป็นแบบทดสอบที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ทั้ง 7 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. แบบทดสอบที่ 1 ความรู้พื้นฐานอนุพันธ์ของฟังก์ชั่น มีจำนวน 5 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .699 ถึง .906 ค่าความยากตั้งแต่ -.664 ถึง .555 ค่าโอกาสการเดามีค่าตั้งแต่ .084 ถึง .145 และมีคะแนนจุดตัดเท่ากับ 4 2. แบทดสอบฉบับที่ 2 อัตราการเปลี่ยนแปลง มีจำนวน 7 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ .642 ถึง 1.443 ค่าความยากตั้งแต่ -.883 ถึง .047 ค่าโอกาสการเดามีค่าตั้งแต่ .119 ถึง .272 และมีคะแนนจุดตัดเท่ากับ 6 3. แบบทดสอบฉบับที่ 3 อนุพันธ์ของฟังก์ชั่น จำนวน 12 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่.599 ถึง 2.076 ค่าความยากมีค่าตั้งแต่ -.751 ถึง 1.560 ค่าโอกาสการเดามีค่าตั้งแต่.159 ถึง .283 และมีคะแนนจุดตัดเท่ากับ 10 4. แบบทดสอบฉบับที่ 4 ความชันของเส้นโค้ง จำนวน 13 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่.826 ถึง 1.869 ค่าความยากมีค่าตั้งแต่ -.910 ถึง -.388 ค่าโอการการเดามีค่าตั้งแต่ .033 ถึง .091 และมีคะแนนจุดตัดเท่ากับ 10 5. แบบทดสอบฉบับที่ 5 การหาอนุพันธ์ของฟังก์ชั่นโดนใช้สูตร จำนวน 5 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 1.584 ถึง 2.170 ค่าความยากมีค่าตั้งแต่ -.910 ถึง -.388 ค่าโอการการเดามีค่าตั้งแต่ .195 ถึง .308 และมีคะแนนจุดตัดเท่ากับ 4 6. แบบทดสอบฉบับที่ 6 อนุพันธ์อันดับสูง จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่.686 ถึง 1.210 ค่าความยากมีค่าตั้งแต่ -.767 ถึง -.763 ค่าโอการการเดามีค่าตั้งแต่ .030 ถึง .052 และมีคะแนนจุดตัดเท่ากับ 8 7. แบบทดสอบฉบับที่ 7 การประยุกต์ของอนุพันธ์ จำนวน 6 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .605 ถึง .780 ค่าความยากมีค่าตั้งแต่ -.090 ถึง 1.088 ค่าโอการการเดามีค่าตั้งแต่ .145 ถึง .199ตามลำดับ และมีคะแนนจุดตัดเท่ากับ 5 8. ค่าความเชื่อถือได้พิจารณาจากฟังก์ชั่นสารสนเทศของแบบทดสอบทั้ง 7 ฉบับ พบว่า แบบทดสอบฉบับที่ 1 มีค่าสูงสุดเท่ากับ .352 ฉบับที่ มีค่าสูงสุดเท่ากับ .395 ฉบับที่ 3 มีค่าสูงสุดเท่ากับ .893 ฉบับที่ 4 มีค่าสูงสุดเท่ากับ .959 ฉบับที่ 5 มีค่าสูงสุดเท่ากับ 1.136 ฉบับที่ 6มีค่าสูงสุดเท่ากับ .296 ฉบับที่ 7 มีค่าสูงสุดเท่ากับ .132 แสดงว่าแบบทดสอบทั้ง 7 ฉบับ สามารถประมาณค่าความสามารถของผู้สอบได้ 9. ค่าความแม่นตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบทั้ง 7 ฉบับ ที่พิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาและด้านการวัดผลมีค่าความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ .80 ถึง 1.00 แสดงว่าแบบทดสอบทั้ง 7ฉบับ มีความแม่นตรงเชิงเนื้อหาจริง 10. คู่มือการใช้แบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอนุพันธ์ของฟังก์ชั่นประกอบด้วยหัวข้อดังนี้คือ คุณภาพของแบบทดสอบ ลักษณะของแบบทดสอบ เวลาที่ใช้ในการทดสอบ วิธีดำเนินการสอบ และแบบเฉลยข้อสอบ The puroses of this study were (1) to construct the diagnostics test for mathematics on compution skills of multiplucation and division for Mathayom Suksa 6 students (2) to examine the quality of the diagnostics test on Computation skills of multiplication and division for Mathayom suksa 6 stadents fo secondary schools under the jurisfixtion of the Office of Genearl Education in Ubon Ratchathani Province. The test consists of seven subtests : the base of computing skills and division, the rate of modifier, the multiplication and division, the ereaction of a curve, the multiplication and division using a table, the high multiplication, and the applied multiplication. The sample group of this research consists of 1,438 Mathayom Suka=sa 6 Students of secondery schools under the Jurisiction of the Office of Genearl Education in Ubon Ratchathani Province. They were selexted by means of the stratidied random sampling technique. The procedure started with the construction of a subjective surveying test. It was systematically designed to cover all contents and behavioral objectives. Then, they were manageably tried out in order to find deficiency on com[utation skills of multiplication and division. The first three most often wrong answers were used as deceivers in the diagnostic test. This test was tried out three times. The first and second were to improve the test items being analyzed by using Classical Test Rheory. The thried tryout was to determine the quality of the test and to Select appropriate items using the Item Respons Theory (IRT) The research findings were as follows : The diagnostic tests dor Mathematics on computation skills of multiplication and divdsion for Mathayom Suksa 6 students which found to be of good quality. The test consisted of seven subtests : 1. Thr first, the base of computing skills of multipcation and division, contained 5 items. The discriminalty values of the test were brtween .699 to .906, the difficultu level of the test was between -.664 to .555, the opportunity to select correct answers was brtween .084 to .145, and the cutting point of the scores was 4. 2. The secound, the rate of modifier,contained 7 items. The discrimination of the test was between .642 to 1.443 , the difficlty level of the teat was between -.883 to .047, the opprtunity to select correct answer was between .119 to .272 and teh cutting poin of the scores was 6 3. The third, multiplication and division, contained 12 items. The discrimination of the test was between .599 to 2.076 , the difficalty level of the test was between -.751 to 1.560, the opportunity to selest answers was between .159 to .283 and the cutting point of the scores was 10 4. The fourth, the erection of a curve , contained 13 items. The discrimination pf the test was between .826 to 1.869, the difficulty level of the test was between -.910 to -.388, the opptunity to select answer was between .033 to .091 and the cutting point of the scores was 10 5. The didith , finding the multiplication and division by a table , containec 5 items. The discrimination of the test was between 1.584 to 2.170 , the difficulty level of the test was between -.910 to -.388 , the opportunity to select answers was between .195 to .308 and the cutting point of the scores was 4 6. The sixth , the high multiplication , contained 6 items. The discrimination of the test was between .686 to 1.210 , the difficulty level of the test was between -.767 to .763 , the opportunity to select answer was between .030 to .052 and the cutting poin of the scores was 8 7. The seventh , applied multiplication , contained 6 items. The discrimination of the test was between .605 to .780 , the difficulty level of the test was between -.090 to 1.088 , the opportuinty to selesct answer was between .145 to .199 ans the cutting point of the scorers was 5 8. Teh hifhest reliability values of the seven test were of follows : .352 for the first test , .395 for the second one , .893 for the third one , .959 for the fourth one , 1.136 for the fifth one , 296 for the sixth one , and .132 for the seventh one. This means the seven subtests were able to accourately estimate the ability of the average students who took the test. 9. The accuracy of the the seven subtests was determined by the experts of both contents and evaluatuon. All seven subtests had the index of congruence ranging from .80 to 1.00 , which was exactiy valid. 10. The manual of the diagnostic test for mathematics on computing skills of mulitiplication and division included of the quality of the test , types fo the test , the time for the test , the procedure of the test and the key of the test.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.03 MB)
2abstract.pdf ( 0.23 MB)
3content.pdf ( 0.12 MB)
4chapter1.pdf ( 0.34 MB)
5chapter2.pdf ( 2.37 MB)
6chapter3.pdf ( 0.45 MB)
7chapter4.pdf ( 1.88 MB)
8chapter5.pdf ( 0.45 MB)
9bibliography.pdf ( 0.26 MB)
10appendix.pdf ( 1.34 MB)
11biodata.pdf ( 0.02 MB)
4
ตัวแปรที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ในเขตจังหวัดอุบลราชะนี
วิทยานิพนธ์/Thesis 2545
โดย : ปัญญา ตรีเลิศพจน์กุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาตัวแปรที่มีต่อความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (2) ศึกษาตัวพยากรณ์ที่ดีของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ (3) สร้างสมการพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2544 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 479 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น และใช้โรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าความยากอยู่ระหว่าง .27-.70 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .27-.86 และค่าความเชื่อถือได้เท่ากับ .83 แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนด้านภาษา มีค่าความยากอยู่ระหว่าง .41-.68 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .29-.68 และค่าความเชื่อถือได้เท่ากับ .77 แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนด้านตัวเลข มีค่าความยากอยู่ระหว่าง .30-.73 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .32-.68 และค่าความเชื่อถือได้เท่ากับ .81 แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนด้านเหตุผล มีค่าความยากอยู่ระหว่าง .40-.64 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .23-.73 และค่าความเชื่อถือได้เท่ากับ .77 แบบสอบถามจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ แบบวัดเจตคติที่ทีวิชาคณิตศาสตร์ที่มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .46-.65 และค่าความเชื่อถือได้เท่ากับ .90 แบบวัดพฤติกรรมการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .33-.64 และค่าความเชื่อถือได้เท่ากับ .87 และแบบวัดการสนับสนุนทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์จากผู้ปกครอง มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .47-.66 และค่าความเชื่อถือได้เท่ากับ .84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์อย่างง่าย และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ความถนัดทางการเรียนด้านภาษา ความถนัดทางการเรียนด้านตัวเลข ความถนัดทางการเรียนด้านเหตุผล เจตคติที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ และพฤติกรรมการเรียนวิชาคณิตศาสตร์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และร่วมอธิบายความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ร้อยละ 40.3 2. ตัวพยากรณ์ที่ดีของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 คือ ความถนัดทางการเรียนด้านตัวเลข ความถนัดทางการเรียนด้านเหตุผล ความถนัดทางการเรียนด้านภาษา และเจตคติที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ และตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 4 ตัวนี้ สามารถร่วมกันพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ร้อยละ 40.3 ซึ่งเขียนเป็นสมการพยากรณ์ได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y  .608X2 + .270X3 + .132X1 + .045X4 - .790 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Z  .427Z2 + .218Z3 + .100Z1 + .075Z4 The purposes of this research were (1) to investigate the variables relating to mathematics achievement of Mathayom Suksa I students, (2) to look for effective predictors which could predict mathematics achievement of Mathayom Suksa I students, and (3) to construct the predictive equations for mathematics achievement of Mathayom Suksa I students. The samples of the study consisted of 479 Mathayom Suksa I students in the first semester of the Academic Year 2001 in the schools under the Expansion of Education opportunity under the jurisdiction of Office of Ubon Ratchathani Provincial Primary Education. The subjects were assigned by stratified random sampling. The instruments used for data collection were mathematics achievement test with the items difficulty (p hereafter) ranged from .27-70, the item discrimination (r hereafter) ranged from .27-.86 and the reliability coefficient of .83; three aptitude tests consisted of language aptitude test with p ranged from .41-.86, r ranged from .29-.68 and reliability of .77; numerical aptitude test with p .30-.73, r .32-.68 and reliability of .81; and reasoning aptitude test with p .40-.64, r .23-.73 and reliability of .77. Additionally, three questionnaires were also administered to measure of .90; mathematics learning behaviors with r .33-.64 and reliability of .87; and parental support in mathematics learning with r .47-.66 and reliability of .84. The data were analyzed by means of arithmetic mean, standard deviation, Pearson-product moment correlation, and multiple regression analysis. The research findings were as follows: 1. Language aptitude, numerical aptitude, reasoning aptitude, mathematics aptitude, and mathematics learning behavior were positively related to mathematics achievement and altogether were able to describe the variation of the mathematics achievement with 40.3% accuracy. 2. There were four effective predictors that could predict mathematics achievement, namely: numerical aptitude, reasoning aptitude, language aptitude, and attitude toward mathematics and altogether could predict the mathematics achievement with 40.3% accuracy and could be presented in the equation forms as follows: Raw Score; Y  .608X2 + .270X3 + .132X1 + .045X4 - .790 Standard Score: Z  .427Z2 + .218Z3 + .100Z1 + .075Z4
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.04 MB)
2abstract.pdf ( 0.16 MB)
3content.pdf ( 0.10 MB)
4chapter1.pdf ( 0.25 MB)
5chapter2.pdf ( 0.89 MB)
6chapter3.pdf ( 0.48 MB)
7chapter4.pdf ( 0.43 MB)
8chapter5.pdf ( 0.47 MB)
9bibliographty.pdf ( 0.27 MB)
10appendix.pdf ( 0.73 MB)
11biodata.pdf ( 0.03 MB)
5
พฤติกรรมการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 1 สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี
A study of English reading behaviors of the first year English Major students at Rajabhat Institute Ubon Ratchathani
งานวิจัย/Research report 2545
โดย : สุรนี แก้วกลม
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้คือ การศึกษาพฤติกรรมการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2545 สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ในด้านความถี่ในการอ่าน แรงจูงใจ ปัญหา การรับรู้ความสามารถในการอ่าน และวิธีการพัฒนาการอ่านโดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 185 คน ซึ่งคัดเลือกจากประชากร ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามพฤติกรรมการอ่านภาษาอังกฤษ ที่พัฒนาขึ้นโดยผู้วิจัย และใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า 1. อัตราความถี่ในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษา อยู่ในระดับปานกลางทั้งประเภทวิชาการ และบันเทิงคดี 2. แรงจูงใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษา คือ การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ และความต้องการสอบผ่านวิชาที่เรียน 3. การรับรู้ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักศึกษาอยู่ในระดับค่อนข้างน้อยในทุกด้าน 4. ปัญหาในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง นักศึกษามีปัญหาเกี่ยวกับคำศัพท์และไวยากรณ์และสภาพแวดล้อมรบกวน 5. วิธีการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาคือ การทบทวนบทเรียนด้วยตนเองและการฝึกออกเสียงกับอาจารย์ในชั้นเรียน 6. โดยภาพรวม พฤติกรรมการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษา พบว่าอยู่ในระดับที่ยังไม่เป็นที่พอใจ The purpose of this research was to study English reading behaviors of the first year English major students. The research was conducted during academic year 2002, at Rajabhat Institute Ubon Ratchathani. The reading behaviors under study included frequency, motivation, self-perceptions of reading ability, problems arising while reading, and methods of reading development. The sample group consisted of 185 students selected from the population by the method of simple random sampling. The tool used for data collecting was a questionaire on English reading behaviors, developed by the researcher. The statistical procedures employed in the data nanlysis included percentage means and standard deviation. The results of the research ware as follows: 1. The English reading frequency of the students was at a moderate level in both academic and non-academic material. 2. The motivation for English reading of the students was to develop ability in learning English, and to be able to pass examinations of the subjects. 3. The problems found in the English reading were at a moderate level and the problem areas included vocabulary, grammar and disturbing environment. 4. Self-perception of reading ability was quite low in every aspect. 5. The English reading development methods of the students were content revision by themselves and pronunciation practice with the teacher in the classroom. 6. On the whole, the English reading behaviors of the first year English major students was dissatisfactory.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.03 MB)
2abstract.pdf ( 0.08 MB)
3content.pdf ( 0.07 MB)
4chapter1.pdf ( 0.13 MB)
5chapter2.pdf ( 0.50 MB)
6chapter3.pdf ( 0.07 MB)
7chapter4.pdf ( 0.46 MB)
8chapter5.pdf ( 0.30 MB)
9bibliography.pdf ( 0.11 MB)
10appendix.pdf ( 0.12 MB)
6
การพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2545
โดย : ณัฐริกา พลูเพิ่ม
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) หาคุณภาพทั้งฉบับและรายข้อ และ 3) สร้างคู่มือการใช้ของแบบทดสอบวินิจฉัยวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบที่สร้างประกอบด้วยแบบทดสอบ จำนวน 5 ฉบับ คือ 1) อัตราส่วน 2) อัตราส่วนที่เท่ากัน 3) สัดส่วน 4) ร้อยละ 5) การแก้โจทย์ปัญหาร้อยละและสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 678 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ขั้นตอนในการดำเนินงานคือ สร้างแบบทดสอบสำรวจ ซึ่งมีลักษณะเป็นข้อสอบแบบอัตนัย และบอกเหตุผลในการตอบที่สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม และนำแบบทดสอบหาจุดบกพร่องและรวบรวมคำตอบผิดที่มีความถี่มากที่สุด 3 อันดับแรก เพื่อใช้เป็นตัวลวงในแบบทดสอบวินิจฉัย นำแบบทดสอบวินิจฉัยที่สร้างขึ้นไปทดสอบ 3 ครั้ง การทดสอบครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เป็นการทดสอบเพื่อปรับปรุงคุณภาพข้อสอบโดยวิเคราะห์ตามแนวทฤษฎีประเพณีนิยม ครั้งที่ 3 เพื่อทดสอบคุณภาพทั้งฉบับและจัดทำคู่มือการใช้แบบทดสอบวินิจฉัย ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบทดสอบฉบับที่ 1 มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .67 ถึง .87 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .67 ถึง .76 ค่าความเชื่อถือได้ .76 และมีคะแนนจุดตัดมีค่า 6 และค่า IOC มีค่าตั้งแต่ .60 ถึง 1.00 2. แบบทดสอบฉบับที่ 2 มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .51 ถึง .78 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .41 ถึง .84 ค่าความเชื่อถือได้ .77 และมีคะแนนจุดตัดมีค่า 9 และ ค่า IOC มีค่าตั้งแต่ .60 ถึง 1.00 3. แบบทดสอบฉบับที่ 3 มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .53 ถึง .69 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .48 ถึง .90 ค่าความเชื่อถือได้ .80 และมีคะแนนจุดตัดมีค่า 8 และค่า IOC มีค่าตั้งแต่ .20 ถึง 1.00 4. แบบทดสอบฉบับที่ 4 มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .52 ถึง .64 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .50 ถึง .83 ค่าความเชื่อถือได้ .74 และมีคะแนนจุดตัดมีค่า 8 และ ค่า IOC มีค่าเท่ากับ 1.00 5. แบบทดสอบฉบับที่ 5 มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .50 ถึง .57 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .57 ถึง .83 ค่าความเชื่อถือได้ .78 และมีคะแนนจุดตัดมีค่า 7 และค่า IOC มีค่าเท่ากับ 1.00 6. คู่มือการใช้แบบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประกอบด้วย จุดมุ่งหมายของแบบทดสอบ โครงสร้างของแบบทดสอบ ลักษณะของแบบทดสอบ คุณภาพแบบทดสอบ เวลาที่ใช้ในการทดสอบ วิธีดำเนินการและแบบเฉลยข้อสอบ 7. เนื้อหาที่นักเรียนบกพร่อง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ แก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับสัดส่วนร้อยละ 39.08 หาจำนวนที่แทนตัวแปรในสัดส่วน ร้อยละ 38.83 เขียนอัตราส่วนให้อยู่ในรูปร้อยละ ร้อยละ 37.32 เขียนอัตราส่วนแทนการเปรียบเทียบ ร้อยละ 34.50 และหาอัตราส่วนที่เท่ากับอัตราส่วนที่กำหนดให้ ร้อยละ 33.80 ตามลำดับ 8. สาเหตุของจุดบกพร่องที่พบมากได้แก่ บกพร่องทักษะทางการอ่าน ทักษะการคิดคำนวณด้านการบวก การลบ การคูณ การหาร สรุปความคิดรวบยอดไม่ถูกต้อง ด้านสัญลักษณ์ ทางการคำนวณคณิตศาสตร์ไม่ถูกต้อง และขาดความรู้ความเข้าใจในกระบวนการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ The purposes of this study were 1) to develop a Diagnostic Test of Mathematics On Ratio and Percentage for Mathayom Suksa 1 Students, 2) to examine the quality of the diagnostic test and each item, and 3) to construct a manual of the Diagnostic Test of Mathematics On Ratio and Percentage for Mathayom Suksa 1 Students. The test consisted of 5 parts : 1) Ratio 2) Ratio equivalent 3) Proportion 4) Percent 5) Problem Solving of Percent and Proportion. The sample group consisted 678 pupils of Matyhayom Suksa 1 from the schools under the jurisdiction of the Provicial Office of Primary Education in Amnatchoen Province. They were selected by using the multi-stage sampling technique. The procedure started with constructing a survey test with semi-subjective, multiple choice and a reason-stated answer form, which was designed to cover the content and behavioral objectives. The first three items that most often received wrong answer were used as distractors in the diagnostic test. The diagnostic test was tried out three times. The first and the second try-outs were to improve and analyze its items by using the Classical Theory. The tried out was to find out its quality and construct a manual of the diagnostic test. The research findings were as follows: 1. The first diagnostic test had the difficulty index ranging from .67 to .87, the discrimination index ranging from .67 to .76, the reliability index at .76, the cutting poing at 6, and IOC index ranging from .60 to 1.00 2. The second diagnostic test had the difficulty index ranging from .51 to .78, the discrimination index ranging from .41 to .84, the reliability index at .77, the cutting point at 9, and IOC index ranging from .60 to 1.00 3. The third diagnostic test had the difficulty index ranging from .53 to .63, the discrimination index ranging from .48 to .90, the reliability index at .80, the cutting point at 10, and IOC index ranging from .20 to 1.00 4. The fourth diagnostic test had the difficulty index ranging from .52 to .64, the discrimination index ranging from .50 to .83 the reliability index at .74, the cutting point at 8, IOC index at 1.00 5. The fifth diagnostic test had the difficulty index ranging from .50 to .57, the discrimination idex ranging from .57 to .83, the reliability index at .78, the cutting point at 7, and IOC index at 1.00 6. The manual of the test contained the test?s purposes, structure, characteristics, quality, time allowed to take the test, test administration, and the test keys. 7. The content in which the students were weak at were the problem solving of proportion (39.08%), finding number of the variable (38.83%), writing ratio to percent (37.32%), writing ratio for caparison (34.50%) and finding ratio equivalent from the following ratio (33.80%) in the order from high to low respectively. 8. The results of the study indicated the causes of wrong answer were not being able to read, calculate, add, multiply, divide, summarize the concepts, understand the symbols of Mathematics calculations, and understand the process of Mathematic calculation respectively.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.07 MB)
2abstract.pdf ( 0.27 MB)
3content.pdf ( 0.11 MB)
4chapter1.pdf ( 0.36 MB)
5chapter2.pdf ( 1.42 MB)
6chapter3.pdf ( 0.64 MB)
7chapter4.pdf ( 0.72 MB)
8chapter5.pdf ( 0.61 MB)
9bibliography.pdf ( 0.23 MB)
10appendix.pdf ( 1.09 MB)
11biodata.pdf ( 0.03 MB)
7
การประเมินการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : บัญญัติ ทองบุราณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยครั้งนี้มัวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ โดยประยุกต์ใช้แบบจำลอง CIPP Model และเปรียบเทียบผลการประเมินการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ครูผู้สอน และผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 795 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 265 คน ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 265 คน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนได้มาดดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นและมีโรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม ส่วนผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โรงเรียนละ 1 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป้นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 60 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น .97 และแบบสัมภาษณ์สำหรับผู้ปกครองของนักเรียน จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการวิจัย พบว่า 1. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นว่าการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ โดยรวมทุกด้านมีความเหมาะสมในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า วัตถุประสงค์ของการสอนมีความชัดเจนและเหมาะสมกับวัยของนักเรียนระดับมาก ปัจจัยด้านผู้สอน นักเรียน งบประมาณ สื่อ อาคารสถานที่ มีความเหมาะสมระดับปานกลาง ด้านกระบวนการ พบว่า การจัดการเรียนการสอน และการวัดผลประเมินผล มีความเหมาะสมระดับมาก ส่วนด้านผลที่ได้รับ พบว่า ผู้เรียนมีคุณลักษณะตรงตามที่กำหนดในระดับปานกลาง 2. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา ทั้ง 4 ด้าน โดยรวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านบริบท และด้านกระบวนการ มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านปัจจัยเบื้องต้นมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีเพียงด้านผลที่ได้รับด้านเดียว มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ทักษะของนักเรียนที่ผ่านการเรียนการภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษาที่ผู้ปกครองพึงพอใจมากที่สุด คือ ทักษะการเขียน รองลงมาคือทักษะการฟัง ทักษะการพูด และทักษะการอ่าน ตามลำดับ The purposes of the research were to evaluate Thai language teaching through concentrated language encounter model, as perceived by school administrators, teachers, and parents of Prathom Suksa one students studying in schools under the jurisdiction of Si Sa Ket Provincial Primary education office, by the application of the CIPP Model; and to compare the perception on Thai language teaching through the model between the school administrators and the teachers. The 795 samples used in this research consisted 265 school administrators, 265 teachers, and 256 parents of the students. The number of administrators and the teachers gained through stratify random sampling while the parents gained through simple random sampling. The research constructed a rating scale-questionnaire for the school administrators and the teachers, with 60 items and with the reliability of .97, and an interview inventory for the parents of the students with 30 items. The statistic procedures employed for the research were percentage, mean, standard deviation, and t-test. The research findings were as follows: 1. The school administrators and teachers perceived Thai language teaching through the concentrated language encounter model in the schools under the jurisdiction of Si Sa Ket Provincial Primary Education Office at moderate level as a whole. According to the perception of the subjects in each aspect, it was found that the instructional objectives were concise and appropriate to the students? age at high level; the instructors, students, budget, instructional materials, and building and facilities were moderately appropriate; in the aspect of process, it was found that the instructional organization and the evaluation was highly appropriate while the aspect of output revealed that the students characteristics were moderately appropriate. 2. The school administrators and teacher perceived Thai language teaching through the model without statistical significance as a whole. They perceived the context and the process aspects with statistical significance at .01 level, the input aspect at .05 level, but the output aspect without statistical significance. 3. The students? skills after the study through the model were mast satisfied by the parents were writing, listening, speaking, and reading respectively.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1title.pdf ( 0.19 MB)
2abstract.pdf ( 0.29 MB)
3content.pdf ( 0.24 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.50 MB)
5chapter 2.pdf ( 2.38 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.36 MB)
7chapter 4.pdf ( 1.00 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.89 MB)
9bibliography.pdf ( 0.46 MB)
10appendix.pdf ( 0.67 MB)
11biodata.pdf ( 0.14 MB)
8
การพัฒนาห้องสมุดมีชีวิต สำนักวิทยบริการ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ระยะที่ 1 (กุมภาพันธ์-มีนาคม 2547)
งานวิจัย/Research report 2547
โดย : รมล อัจฉริยะเสถียร, สมหวัง ชาญศิริวัฒน์, มานิต ยอดเมือง, วราวุธ ผลานันต์, ประคอง บุญทน, มาลี ไชยเสนา, แจ่มใส เหล่าศิริ, ศศิธร หวังค้ำกลาง
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยเรื่องการพัฒนาห้องสมุดมีชีวิต สำนักวิทยบริการสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทของสำนักวิทยบริการ เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการการใช้บริการสำนักวิทยบริการ และเพื่อหารูปแบบและแนวทางการดำเนินงานห้องสมุดของสำนักวิทยบริการ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ให้เป็นห้องสมุดที่มีชีวิต (Living Library) การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้กระบวนการประชุมปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR-Participatory Action Research) การอภิปรายแบบเจาะกลุ่ม (Focus Group) การสัมภาษณ์เชิงลึก และการเก็บข้อมูล ด้วยแบบสอบถามโดยมีกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา คือ นักศึกษา อาจารย์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี และบุคลากรภายนอกสถาบัน คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเป็น 3 ส่วน ซึ่งปรากฏผลการวิจัยดังนี้ 1. การศึกษาภูมิหลังและบริบทของสำนักวิทยบริการ ในช่วงวันที่ 15 ก.พ. ? 10 มี.ค. 2547 ใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร และสัมภาษณ์เชิงลึกอดีตผู้บริหาร และอาจารย์ ทำให้ทราบถึงพัฒนาการของสำนักวิทยบริการเกี่ยวกับฐานะของหน่วยงาน อาคารสถานที่ บุคลากร ทรัพยากรและบริการ บริบทเกี่ยวกับผู้ใช้ เป็นการจัดให้บริการแก่บุคคลภายในเป็นส่วนใหญ่ บุคลากรภายนอกมาใช้บริการบ้าง บริบทชุมชนแวดล้อม สำนักวิทยบริการตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนคร ใกล้เคียงกับสถานศึกษาหลายแห่ง ทั้งระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา มีส่วนราชการอื่น ๆ เช่น ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดและภาค ใกล้เคียงกับศูนย์การค้าของเอกชน 2. การศึกษาความต้องการและปัญหาการใช้ห้องสมุดของผู้ใช้บริการ ในช่วงวันที่ 18 ก.พ. ? 2 มี.ค. 2547 ใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกอดีตผู้บริหาร และอาจารย์ การระดมความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติงานในห้องสมุด และการใช้แบบสอบถามนักศึกษาในสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ซึ่งสรุปได้ว่า ปัญหาคือ ความไม่สะดวกสบายในการใช้บริการ ไม่ทราบว่าสำนักวิทยบริการมีอะไรบ้าง ทำอะไร บ้าง ทรัพยากรสารสนเทศไม่ทันสมัย ไม่ตรงตามความต้องการ ความต้องการ คือ ความสะดวกสบายในการใช้บริการ การได้รับทราบเกี่ยวกับการดำเนินงานของห้องสมุด 3. การหารูปแบบและแนวทางในการดำเนินงานห้องสมุดมีชีวิต ในวันที่ 17 มี.ค. 2547 ใช้วิธีระดมความคิดจากสื่อมวลชน นักธุรกิจ ข้าราชการบำนาญ ข้าราชการ บรรณารักษ์ องค์กรเอกชน ครูและนักเรียน และระดมความคิดจากบุคลากรภายใน ได้แก่ ผู้บริหาร อาจารย์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2547 พบว่า กิจกรมที่ควรดำเนินการ คือ 1. การประชาสัมพันธ์ห้องสมุด 2. การแนะนำและให้ความช่วยเหลือผู้ใช้บริการ 3. การจัดหาทรัพยากรสารสนเทศที่ทันสมัย 4. จัดให้มีมุมพักผ่อนและมุมอเนกประสงค์ 5. จัดบรรยากาศในห้องสมุดให้คล้ายกับการเข้าไปในศูนย์การค้า 6. มีเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุด 7. ห้องสมุดควรจัดกิจกรรมที่หลากหลาย 8. ขยายเวลาเปิดบริการ 9. จัดคลีนิกทางวิชาการ เมื่อคณะผู้วิจัยได้รูปแบบและแนวทางในการจัดกิจกรรมห้องสมุดมีชีวิตแล้ว ได้ประชุมเพื่อเลือกกิจกรรมที่จะนำไปทดลองปฏิบัติดังนี้ 1. กิจกรรมแนะนำการใช้ห้องสมุดแก่นักศึกษาใหม่ทุกหมู่เรียน 2. กิจกรรมส่งเสริมการใช้ห้องสมุด ได้แก่การจัดบริการช่วยเหลือผู้ใช้เป็นรายบุคคล การแนะนำหนังสือใหม่ จัดทำจดหมายข่าว จัดป้ายนิเทศ จัดงานสัปดาห์ห้องสมุด จัดบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน A research of the development of a living library aimed to study the context of the academic resource center in order to understand problems and demands for services provided by the center and work out wags to implement the library as a living library. The present research was qualitative based on PAR-participatory Action Research, group focusing discussion, in-depth interviews and data collection through the questionnaires. The target groups in the study were students, teachers, civil servants, and officials of the institute and outsiders. The study was divided into three parts: 1. The study of the background and context of the Academic Resource Center The work was conducted from 15 February to 10 March 2004 through documentary study and interviewing former administrators and teachers that provided knowledge on the development of the center in terms of status, building, personnel, resources and services. The user-related context was primarily concerned with services given to the insiders of the institute. Outsiders occasionally came for services. The community-related context showed that the Academic Resource center was located in the municipality, and was in proximity to many educational institutes. 2. The study of demands and problems from users. The study was carried out from 18 February to 2 march 2004 by holding in-depth interviews with former administrators and teachers and administering the questionnaires with students. The conclusion was that the problems facing them were inconveniences relation to services available. They did not know what the academic resources center had. Information resources were not up-dated or relevant to their demands. The users? demands were conveniences and comfort. 3. The study of patterns and means in implementing the living library The study was carried out on 17 March 2004, using a brainstorming method from different parties-media, businesspersons, civil servants, librarians, private sectors, teachers and students. The same method was undertaken by the personnel of the institute on 18 March 2004. It was found that the following activities should be implemented. 1. Library information 2. Introduction and assistance to users 3. Up-dated resources 4. Availability of a resting corner 5. Supermarket-like library 6. Inter-library cooperation 7. Variety of activities to be offered by the library 8. Office hour 9. Academic clinic Researchers selected and tried out the following activities: 1. Introduction of the library to all new students. 2. Activities which promote the used of the library services including individual services, introduction of new books, new letters, library weeks, learning-enhancing atmosphere and reading-enhancing activities.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.12 MB)
2abstract.pdf ( 0.22 MB)
3content.pdf ( 0.14 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.23 MB)
5chapter 2.pdf ( 0.48 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.76 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.69 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.29 MB)
9bibliography.pdf ( 0.65 MB)
10appendix.pdf ( 0.51 MB)
11biodata.pdf ( 0.12 MB)
9
การพัฒนาแบบวัดภาคปฏิบัติวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่องการพิมพ์เอกสารด้วยโปรแกรม Microsoft Word ช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ยโสธร เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : ธัญกร อรัญโสติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาแบบวัดภาคปฏิบัติวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง การพิมพ์เอกสารด้วยโปรแกรม Microsoft word (2) หาคุณภาพของแบบวัดภาคปฏิบัติวิชาคอมพิวเตอร์เรื่องการพิมพ์เอกสารด้วยโปรแกรม Microsoft Word กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การวิจัยครั้งมีดังนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 จำนวน 176 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวัดภาคปฏิบัติวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง การพิมพ์เอกสารด้วยโปรแกรม Microsoft Word สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความแม่นตรงเชิงเนื้อหา ค่าความยากและอำนาจจำแนก และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1.แบบวัดภาคปฏิบัติวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่องการพิมพ์เอกสารด้วยโปรแกรม Microsoft Word ทั้ง 5 ฉบับ เมื่อผ่านการพิจารณา 2.แบบวัดภาคปฏิบัติวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่องการพิมพ์เอกสารด้วยโปรแกรม Microsoft Word ทั้ง 5 ฉบับ จากการทดสอบครั้งที่ 3 ได้ค่าดัชนีความยาก ของแบบวัดฉบับที่ 1 มีค่าระหว่าง 0.42 ถึง 0.65 ฉบับที่ 2 มีค่าระหว่าง 0.50 ถึง 0.54 ฉบับที่ 3 มีค่าระหว่าง 0.51 ถึง 0.68 ฉบับที่ 4 มีค่าระหว่าง 0.56 ถึง 0.71 ฉบับที่ 5 มีค่าระหว่าง 0.53 ถึง 0.61 3.แบบวัดภาคปฏิบัติวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่องการพิมพ์เอกสารด้วยโปรแกรม Microsoft Word ทั้ง 5 ฉบับ จากการทดสอบครั้งที่ 3 ได้ค่าดัชนีอำนาจจำแนก ของแบบวัดฉบับที่ 1 มีค่าระหว่าง 0.43 ถึง 0.76 ฉบับที่ 2 มีค่าระหว่าง 0.47 ถึง 0.54 ฉบับที่ 3 มีค่าระหว่าง 0.40 ถึง 0.62 ฉบับที่ 4 มีค่าเท่ากับ .94 ฉบับที่ 5 มีค่าเท่ากับ .92 ทุกฉบับมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 The purposes of this study were (1) to construct and develop the performance test in computer subject, (2) to determine the quality of the performance test in basic computer subject by using Microsoft word program. The samples the used in study included 176 schools deleted by the Multi-stage random sampling form Mattayom Suksa the schools under the jurisdiction of the office of Yasothom Educational service Area, Zone 1. The instrument used in the study consisted of 5 sets of the performance test in computer subject using Microsoft Word program for Matthayom Suksa student. The statistic procedures used for determining the quality of the consisted of the validity (IOC), difficulty (p), discrimination (D), and Pearson product moment correlation (rxy) The research findings were as follows: 1.The performance test for a computer subject usting Microsoft word program having the content validity ranging form 0.71 to 1.00 2.The performance test for a computer subject using Microsoft word of 5 sets having the item difficulty of 0.42-0.65, 0.50-0.54, 0.51-0.68, 0.65-0.71, and 0.53-0.61 respectively. 3.The performance test for a computer subject using Microsoft Word of 5 sets having the item difficulty of 0.43-0.76, 0.47-0.54, 0.40-0.62, 0.46-0.52,and 0.40-0.450 respectively. 4.The performance test for a computer subject subject using Microsoft Word of 5 sets having high reliability with the rxy of .95, .91, .93, .94, at 0.1 level of statistical significance respectively.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.07 MB)
2abstract.pdf ( 0.11 MB)
3content.pdf ( 0.16 MB)
4chapter1.pdf ( 0.26 MB)
5chapter2.pdf ( 2.48 MB)
6chapter3.pdf ( 0.25 MB)
7chapter4.pdf ( 0.55 MB)
8chapter5.pdf ( 0.14 MB)
9bibliography.pdf ( 0.18 MB)
10appendix.pdf ( 0.69 MB)
11biodata.pdf ( 0.03 MB)
10
สภาพการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : สุระชัย มีศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามความคิดเห็นของข้าราชครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐานอุบลราชธานี เขต 1 และเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของข้าราชการครูที่มีต่อสภาพการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐานอุบลราชธานี เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงานและขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี จำนวน 351 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t และการทดสอบค่า F เมื่อพบความแตกต่างทดสอบรายคู่ด้วยวิธีของ Scheffe? ผลการวิจัยพบว่า 1.ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 มีความคิดเห็นต่อสภาพการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = 4.30) โดยด้านการบริหารบัญชีระดับมากที่สุด ( = 4.57) 2.ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีตำแหน่งต่างกัน และปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อสภาพการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน The purposes of this research were to study the state of the budget management in basic educational institutions under the Jurisdiction the office of Ubon Ratchathani Educational Region 1 as perceived by teacher officials in the region and to compare their opinions, as they were classified by their lengths term of service, and school sizes. The sample group consisted of 351 teacher official under the Jurisdiction the office of Ubon Ratchathani educational Region 1, selected by means of the stratified random sampling. The research instrument was a questionnaire, with the reliability value at .98. The data were analyzed by means of percentage, mean, standard deviation, t-test, and F-test. The paired comparison was tested by using the Scheffe? Method. The research findings were as follows: 1.The teacher officials perceived the overall budget management in the basic educational institutions as being at a high level. The budget management I the aspect of accounting was perceived to be at the highest level. 2.There was no significant difference in the opinions among the teacher officials whose positions, school sizes, and lengths of service were different about the overall budget management in basic educational institutions.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.06 MB)
2abstract.pdf ( 0.09 MB)
3content.pdf ( 0.12 MB)
4chapter1.pdf ( 0.32 MB)
5chapter2.pdf ( 1.41 MB)
6chapter3.pdf ( 0.33 MB)
7chapter4.pdf ( 0.44 MB)
8chapter5.pdf ( 0.21 MB)
9bibliography.pdf ( 0.12 MB)
10appendix.pdf ( 0.69 MB)
11biodata.pdf ( 0.03 MB)
11
การศึกษาคุณภาพน้ำจากระบบบำบัดน้ำเสียของโรงอาหาร 1 สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี
งานวิจัย/Research report 2542
โดย : บวร ไชยษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การศึกษาคุณภาพน้ำจากระบบบำบัดน้ำเสียของโรงอาหาร 1 สถาบันราชภัฏอุบลราชธานีและบริเวณใกล้เคียง โดยการเก็บและศึกษาเปรียบเทียบตัวอย่างน้ำ ช่วงวันราชการกับวันหยุด ในเดือนสิงหาคม 2542 และศึกษาเปรียบเทียบในพื้นที่ที่ต่างกัน 4 จุด คือ 1) น้ำเสียก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย 2) น้ำทิ้งหลังจากผ่านระบบบำบัดน้ำเสียแล้ว 3) แหล่งน้ำธรรมชาติก่อนผสมกับน้ำทิ้งจากจุดที่ 2 และ 4) น้ำปลายลำธารที่มีการผสมระหว่างน้ำจากจุด 2 และจุด 3 แล้ว โดยศึกษาคุณภาพน้ำทั้งทางด้านเคมี จำนวน 9 พารามิเตอร์ได้แก่ อุณหภูมิของน้ำ ตะกอนหนัก ของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำสารแขวนลอย ความเป็นกรด-ด่าง ออกซิเจนที่ละลายน้ำ ความต้องการออกซิเจนทาง ชีวเคมีไนโตรเจนรูป TKN และซัลไฟด์ ได้ผลดังนี้ คุณภาพน้ำจากระบบบำบัดน้ำเสียของโรงาหาร 1 และบริเวณใกล้เคียงใน 8 พารามิเตอร์ ระหว่างวันราชการกับวันหยุด มีค่าเฉลี่ยที่ใกล้เคียงกันดังนี้ อุณหภูมิมีค่า 28.44 และ 27.94 องศาเซลเซียส ตามลำดับ (เฉลี่ย 28.19) ตะกอนหนักมีค่า 3.35 และ 1.27 mg/l (เฉลี่ย 2.31) ของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้มีค่า 392.00 และ 365.44 mg/l (เฉลี่ย 378.72) สารแขวนลอยมีค่า 359.63 และ 353.19 mg/l (เฉลี่ย 356.41) และ ความเป็นกรด-ด่าง มีค่า 5.62 และ 5.78 (เฉลี่ย 5.7) ความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมีมีค่า 241.78 และ 247.07 mg/l (เฉลี่ย 244.42) ไนโตรเจนรูป TKN มีค่า 241.78 และ ซัลไฟด์มีค่า 1.64 และ 1.88 mg/l (เฉลี่ย 1.76) ตามลำดับ ขณะที่ค่าออกซิเจนที่ละลายน้ำในช่วงวันราชการ มีค่าสูงกว่าวันหยุด (2.48 และ 1.91 mg/l ตามลำดับ และมีค่าแตกต่างกันที่ระดับ 0.05) คุณภาพน้ำจากพื้นที่ทั้ง 4 จุด ในพารามิเตอร์ทั้ง 8 พารามิเตอร์ มีค่าเฉลี่ยที่ต่างกัน ( ที่ระดับ 0.05) คือ มีค่าอุณหภูมิในพื้นที่ 1,2,3 และ 4 เท่ากับ 29.14, 27.50, 27.25 และ 28.88 องศาเซลเซียส ตามลำดับ ค่าของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำเท่ากับ 763.63, 329.25 , 216.38 และ 205.63 mg/l ค่าสารแขวนลอยเท่ากับ 915.75, 410.63, 49.50 และ 49.75 mg/l ค่าความเป็นกรด-ด่าง เท่ากับ 5.55, 4.73ม 6.25 ค่าออกซิเจนที่ละลายน้ำเท่ากับ 0.29, 0.46, 4.29 และ 3.45 mg/l ค่าความต้องการออกซิเจนทางเคมีเท่ากับ 497.26, 361.06, 48.15 และ 71.21 mg/l ค่าไนโตรเจนรูป TKN เท่ากับ 27.51, 17.18, 5.86 mg/l ค่าซัลไฟด์เท่ากับ 4.13, 2.69, 0.11 และ 0.11 mg/l ตามลำดับ ขณะที่ค่าปริมาณตะกอนหนักใน 4 พื้นที่มีค่าไม่แตกต่างกัน (โดยมีค่าเท่ากับ 8.15,0.73,0.25, และ 0.12 mg/l ตามลำดับ) ระบบบำบัดน้ำเสีย ทำให้คุณภาพน้ำมีสภาพดีขึ้น จนถึงเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้งของอาคารประเภท ข และหรือมาตรฐานน้ำผิวดินประเภทที่ 2 ในพารามิเตอร์ของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำและไนโตรเจนรูป TKN แต่อีก 5 พารามิเตอร์ ได้แก่ ตะกอนหนัก สารแขวนลอย ออกวิเจนที่ละลายน้ำ ความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมีและซัลไฟด์ เมื่อผ่านระบบบำบัดน้ำเสีย ทำให้น้ำมีสภาพดีขึ้นแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้ง ดังนั้นถือว่าระบบบำบัดน้ำเสียของโรงอาหาร 1 เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ได้มาตรฐานต่อไป A study of water quality from wastewater treatment system of canteen 1 Rajabhat Institute Ubonratchathani and nearby areas were conducted by comparing water samples on working days (Monday-Friday) with weekends (Saturday-Sunday) during August 1999. The study were comparing on 4 different areas which were 1) wastewater before the treatment system, 2) effluent water from wastewater treatment system, 3) stream water before mixing with effluent water from area 2, and 4) the water from the end of the stream that having mixed with the water from area 2 and 3. Water quality on physical and chemical properties in 9 parameters; Temperature (T), Settleable Solids, Total Dissolved Solids (TDS), Suspended Solids (SS, pH, Dissolved Oxygen (DO), Biochemecal Oxygen Demand (BOD), Total Kjeldahl Nitrogen (TKN), and Sulfides, had the following results. Water quality from wastewater treatment system of canteen 1 and nearby areas in 8 parameters between working days and weekends had no different mean values; Temperature were 28.44 and 27.9C respectively (average 28.29 C), Settleable Solids were 3.35 and 1.27 mg/l (average 2.31 mg/l), TDS were 392.00 and 365.44 mg/l (average 378.72 mg/l), SS were 359.63 and 353.19 mg/l (average 356.41 mg/l), pH were 5.62 and 5.78 (average 5.7), BOD were 241.78 and 247.07 mg/l (average 244.42 mg/l), TKN were 14.87 and 13.53 mg/l (average 14.20 mg/l), and Sulfides were 1.64 and 1.88 mg/l (average 1.76 mg/l). While DO value on working days was higher (p0.05) than did on weekends (2.48 mg/l compared with 1.91mg/l). Water quality from 4 different areas in 8 parameters had different means (p0.05); Temperature in area 1,2,3 and 4 were 29.14, 27.50,27.25, and 28.88 C, TDS were 763.63, 329.25, 216.38, and 205.63 mg/l, SS were 915.75,410.63,49.50 and 49.75, pH were 5.55, 4.73, 6.62, and 6.25, DO were 0.29,0.46,4.29 and 3.45 mg/l, BOD were 497.26, 361.06, 48.15 and 71.21 mg/l, TKN were 27.51, 17.18, 6.25 and 5.86 mg/l, sulfides were 4.13, 2.69, 0.11 and 0.11 mg/l, respectively. While settieable Solids values in 4 different areas had no different areas had no different mean values (8.15, 0.73, 0.25, and 0.12 mg/l respectively). The wastewater treatment system improved water quality to standard effluent water or standard surface water on TDS and TKN. Others 5 parameters; Settleable Solids, SS, DO, BOD and sulfides were improved by wastewater treatment system but could not reach the standard. Therefore wastewater treatment system of Canteen 1 had low efficience and must be improved to satistify the standard.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.02 MB)
2abstract.pdf ( 0.04 MB)
3content.pdf ( 0.03 MB)
4chapter1.pdf ( 0.11 MB)
5chapter2.pdf ( 0.61 MB)
6chapter3.pdf ( 0.11 MB)
7chapter4.pdf ( 0.49 MB)
8chapter5.pdf ( 0.12 MB)
9bibliography.pdf ( 0.06 MB)
10appendix.pdf ( 0.29 MB)
12
การศึกษาวิธีลดปริมาณการสูญเสียนวิตามินบี-1 ในข้าวเหนียว ในระหว่างกระบวนการทำให้สุก
The study on method of reduce quantity vitamin B1 lose in glutinous Rice between steam process
งานวิจัย/Research report 2546
โดย : หทัยชนก นันทพานิช
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การศึกษาวิธีลดปริมาณการสูญเสียวิตามินบี-1 ในข้าวเหนียวในระหว่างกระบวนการทำให้สุก พบว่าผลของเวลาที่ใช้ในการแช่ข้าว คือ 2,4,6,8 และ 10 ชั่วโมง เปอร์เซ็นต์การสูญเสียวิตามินบี-1 เท่ากับ 7.69,19.58,23.78,28.67, และ 32.88% ตามลำดับอุณหภูมิในการนึ่งข้าว 70C, 80C, 90C, 100C และ 110C เปอร์เซ็นต์การสูญเสียวิตามินบี-1 เท่ากับ 10.20, 31.97, 44.90, 60.54, 72.79 และ 82.31% ตามลำดับ ผลของเวลาที่ใช้นึ่งข้าว เวลาที่ใช้นึ่ง 20, 25, 30 และ 35 นาที มีเปอร์เซ็นต์การสูญเสียวิตามินบี-1 เท่ากับ 11.81, 61.11, 66.66, 75.69 และ 82.64 % ตามลำดับ ส่วนผลการแช่ข้าวในน้ำประปา, น้ำกลั่น 2 ครั้ง, น้ำมะนาว 10%, น้ำมะนาว 20%, และน้ำมะนาว 30% พบว่ามีเปอร์เซ็นต์การสูญเสียวิตามินบี-1 เท่ากับ 90.36, 66.66, 57.06, 50.28 และ 40.10% ตามลำดับ ดังนั้นถ้าต้องการลดปริมาณการสูญเสียวิตามินบี-1 ในข้าวเหนียวในระหว่าง กระบวนการทำให้สุกควรนึ่งข้าวโดยลดเวลาในการแช่ข้าวลง นึ่งโดยใช้ไฟปานกลางและใช้เวลานึ่งให้น้อยที่สุด ที่สำคัญหลีกเลี่ยงการแช่ข้าวด้วยน้ำประปาหรือน้ำบ่อ หรือบีบมะนาวลงในข้าวที่แช่ เนื่องจากระหว่างการนึ่งถ้าอยู่สภาวะที่เป็นกรดอัตราการสลายตัวของวิตามินบี-1 จะเกิดอย่างช้า ๆ The study on method of reduce quantity vitamin-B1 loss on glutinous rice between stream process. The study reveal that to soak rice in take time 2,4,6,8 and 10 houres have vitamin-B1 loss 7.69,19.58,23.78,28.67, and 32.88% respectively. For the time of stream process 20, 25, 30 and 35 minute have vitamin-B1 loss 11.81, 61.11, 66.66, 75.69 and 82.64 % respectively. In method of glutinous rice soak in sanitary water, double distilled water, 10% lime juice, 20% lime juice and 30% lime juice result reveal that have loss vitamin-B1 90.36, 66.66, 57.06, 50.28 and 40.10% respectively. From research finding out reduce quantity vitamin-B1 loss in glutinous rice between stream process ought to reduce time of soaking rice before stream and use moderate heat lowest time of stream. Important, soaking glutinous rice in sanitary water or hard water for natural water source and nixed line juice in user soaking glutinous rice for reduce loss of vitamin-B1.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.13 MB)
2abstract.pdf ( 0.17 MB)
3content.pdf ( 0.20 MB)
4chapter1.pdf ( 1.26 MB)
5bibliography.pdf ( 0.14 MB)
6appendix.pdf ( 0.34 MB)
13
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมกับการสอนตามคู่มือครู
วิทยานิพนธ์/Thesis 2546
โดย : คฤหัส บุญเย็น
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยครั้งนี้ทีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมกับการสอนตามคู่มือครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโคกสว่างคุ้มวิทยานุสรณ์ อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544 จำนวน 80 คน ซึ่งได้มาจากวิธีสุ่มอย่างง่าย แบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน กลุ่มทดลองใช้การสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึม และกลุ่มควบคุมใช้การสอนตามคู่มือครู ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองกลุ่มละ 21 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ดำเนินการทดลองโดยใช้แผนการทดลองแบบ Pretest Posttest Control Group Design เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย อ แผนการสอนแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งมีค่าดัชนีความยากระหว่าง .30-.80 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง.20-.80 และความเชื่อมั่น.75 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสนับสนุนโดยใช้กิจกรรมการเรียนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมกับปลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ .01 The purpose of this research was t compare mathematics learning achievement of Mathayom Suksa one student through the instructional method based on the constructivism learning theory and the teacher?s manual. The samples used in this study were 80 Mathayom Suksa one students at Koksawangkumwittayanusorn secondary school, Sumrong District, Ubonratchatani Province in the first semester, academic year 2002. They were selected by simple random sampling equally assigned into the experimental and control groups, which included 40 student each, The experimental group was taught by the instructional method based on the constructivism learning theory and the control group was taught by using methods in the teacher?s manual. The experiment took 21 periods of 50 minutes each. The randomized pretest control group design was used for the study. The research tools were lesson plans and the mathematics leaning achievement test constructed by the roscarcher with the difficulty indices ranged between .30-.80, the discrimination indices ranged between .20-.80, and the reliability value of .75. The collected data were analyzed by the arithmeticmean, standard deviation, and t-test. The finding revealed that the mathematics learning achievement of Mathayom Suksa One student though the instructional method based on the constructivism learning heory and the students taught by using the teacher?s manual was statistically significant at .01 level of significance
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.11 MB)
2abstract.pdf ( 0.12 MB)
3content.pdf ( 0.08 MB)
4chapter1.pdf ( 0.55 MB)
5chapter2.pdf ( 1.66 MB)
6chapter3.pdf ( 0.20 MB)
7chapter4.pdf ( 0.06 MB)
8chapter5.pdf ( 0.22 MB)
9bibliography.pdf ( 0.18 MB)
10appendix.pdf ( 2.92 MB)
11biodata.pdf ( 0.03 MB)
14
การเปรียบเทียบผลการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องชีวิตสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยวิธีสอนด้วยหนังสือการ์ตูน และการสอนตามคู่มือครู
วิทยานิพนธ์/Thesis 2547
โดย : รตาพร สิมพรักษ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือการ์ตูนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยวิธีการสอนตามคู่มือครู (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือการ์ตูน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านโนนม่วง-โนนจิก จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 60 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ หนังสือการ์ตูนประกอบการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องชีวิตสัตว์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า 1. หนังสือการ์ตูนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 81.33/81.00 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยวิธีการสอนด้วยหนังสือการ์ตูน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตสัตว์ สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยหนังสือการ์ตูน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องชีวิตสัตว์ หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 The Purposes of this Study were : (1) to construct and the efficiency of comic books for learning of Mathayom Suksa I student, (2) to compare the learning achievement between the experimental group and control group, (3) to compare the learning achievement before and after using the comic books for the experimental group. The results of the study showed that : 1. The comic books were efficient as they were found to have the criteria of 81.33-81.00 2. The learning achievement of the experimental group was significantly higher than that of the control group at the .05 level. 3. The learning achievement of the experimental group after using the comic books significantly higher then that before using those at the .05 level.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.05 MB)
2abstract.pdf ( 0.07 MB)
3content.pdf ( 0.08 MB)
4chapter1.pdf ( 0.38 MB)
5chapter2.pdf ( 1.98 MB)
6chapter3.pdf ( 0.52 MB)
7chapter4.pdf ( 0.14 MB)
8chapter5.pdf ( 0.31 MB)
9bibliography.pdf ( 0.27 MB)
10appendix.pdf ( 4.17 MB)
11biodata.pdf ( 0.03 MB)
15
การศึกษาสภาพการใช้กระบวนการกลุ่มในการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4
วิทยานิพนธ์/Thesis 2548
โดย : วีระยุทธ หลงกุล
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการใช้กระบวนการกลุ่มในการจัดการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ประชากรในการวิจัย คือครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 จำนวน 35 คน กลุ่มตัวอย่างทที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 จำนวน 32 คน โดยการสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยการจับสลาก จำนวน 35 คน ตามตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพการใช้กระบวนการกลุ่มในการจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ซึ่งเป็นแบบสอบถามชนิดมาตรส่วนมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ ตามแบบของ Likert จำนวน 74 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า สภาพการใช้กระบวนการกลุ่มในการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ภาษไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ด้านกระบวนการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่มทุกเรื่อง คือ เรื่องบทบาทการเป็นผู้นำที่ดี เรื่องบทบาทสมาชิกในกลุ่ม เรื่องกระบวนการทำงานกลุ่มที่ดี พบว่ามีผลการดำเนินการอยู่ในระดับมาก ด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่ม พบว่าผลการดำเนินการอยู่ในระดับมาก ด้านผลการเรียนรู้ ทุกเรื่องคือ เรื่องทักษะการทำงานกลุ่ม เรื่องทักษะทางสังคม เรื่องทักษะการเรียนรู้ร่วมกัน เรื่องผลสัมฤทธิ์ เรื่องเจตคติ และเรื่องคุณลักษณะ พบว่ามีผลการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก The purposes of the research was to study of states the using group dynamics through Thai instruction at Mathayom Suksa 1 in schools under the jurisdiction of Ubon Ratchathani Offices of Educational Region 4. The population were 35 Thai teacher instructing Mathayom Suksa 1 in schools under the jurisdiction of Ubon Ratchathani Offices of Educational Region 4. The sample consisted of 32 Thai teachers instructing at the mentioned schools. They were selected by simple random sampling from the number identified by the Krejcie and Morgan Table. The research instrument was a 74-item questionnaire of Likert?s scale, with the reliability value of .98. The statistical procedures employed for the data analysis included percentage, mean, and standard deviation. The research findings revealed that : The states of using group dynamics through Thai instruction at Mathayom Suksa 1 in the mentioned schools in the aspect of the instructional process were at high levels in all sub-aspects of leadership, group members, and group process. In the aspect of learning organization, it was found at high level as well, and in the aspect of learning outcomes, it was also found at high level in all sub-aspects of group process skills, social skills, cooperative learning, learning achievement, attitude, and characteristics.
# ชื่อแฟ้มข้อมูล
1titlepage.pdf ( 0.18 MB)
2abstract.pdf ( 0.23 MB)
3content.pdf ( 0.22 MB)
4chapter 1.pdf ( 0.35 MB)
5chapter 2.pdf ( 1.99 MB)
6chapter 3.pdf ( 0.27 MB)
7chapter 4.pdf ( 0.56 MB)
8chapter 5.pdf ( 0.33 MB)
9bibliography.pdf ( 0.29 MB)
10appendix.pdf ( 0.81 MB)
11biodata.pdf ( 0.13 MB)

Search within results